[ นิยายทำมือ ] เด็กมันร้าย | BLACKWHITE

ตอนที่ 5 : BLACK WHITE ⊿◤ PART.1 | พบร้าย ep.3 [ re-write ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1358
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 115 ครั้ง
    5 ก.ค. 62

  
    โ ป ร ด มี ส ติ ก่ อ น อ่ า น   
- นิยายเรื่องมีบทสนทนาที่ไม่สุภาพ/หยาบคาย หรืออาจมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบ้าง
หากมีฉากที่ไม่เหมาะสม นักเขียนขออนุญาตไม่อัพลงเด็กดี
หรืออาจลดทอนเนื้อหาส่วนนั้น แต่สามารถอ่านเนื้อหาหลักได้ปกติ
- นิยายเรื่องนี้ไม่ได้อัพฯทุกวัน/วันละนิดๆ หน่อยๆ ขึ้นอยู่กับเวลาว่างของนักเขียน
- นิยายเรื่องนี้งดอัพทุกวันเสาร์และอาทิตย์
- นิยายเรื่องนี้สรรค์สร้างจากมันสมองของนักเขียนเอง กรุณาอย่า copy | paste


______________________________________________________

 PART.1 ⊿◤ พบร้าย | ep.3 





        ฉันเหลียวหลังไปมองเพื่อหาคำตอบว่าใครเป็นคนทำให้พี่สาวของฉันเสียอาการขนาดนี้ กระนั้นกลับเห็นแค่แผ่นหลังของพวกเขา

คนที่ตินน์เรียกว่า สองเค

ผู้ชายทั้งสองคนมีส่วนสูงไล่เลี่ยกัน เมื่อครู่ฉันไม่ทันได้สังเกตรายละเอียดอื่นๆ บนร่างกายของพวกเขา แต่ตอนนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าทั้งสองคนหลงใหลในแฟชั่นมาก ทั้งเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ หรือแม้แต่อิริยาบถล้วนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและดูดีจนอดทิ้งสายไว้ที่พวกเขานานๆ ไม่ได้

“คุณวาร์มีงานต่อไม่ใช่เหรอครับ?” เป็นเสียงของคุณเชซึ่งเดินตามหลังสองคนนั้นออกมาด้วย และเหมือนว่าเขาคงมีเซนส์พอสมควร เมื่อเห็นฉันกับวาร์นั่งใกล้กันชนิดที่แทบจะสิงร่างกันมะรอมมะร่อจึงทำหน้าสงสัย ไม่ซิ เขาคงตะขิดตะขวงใจว่าทำไมผู้หญิงสองคนนี้หน้าตาคล้ายกันนัก รวมถึงลักษณะภายนอกอื่นๆ ที่มองยังไงก็ไม่ใช่คนเพิ่งเจอกันครั้งแรก “สองคนนี้...”

วาร์ถือโอกาสแนะนำฉันโดยไม่ต้องรอให้คนอื่นคิดเองเออเอง “ไวท์ค่ะ น้องสาววาร์”

“น้องสาว?”

“ค่ะ วาร์เคยบอกคุณเชแล้วนี่คะว่ามีน้องสาว แต่น้องสาววาร์ไม่สนใจงานด้านนี้ เพราะฉะนั้นต่อให้สวยแค่ไหน คุณเชก็ห้ามหลอกล่อเธอเด็ดขาด”

“อ่า...”

จะว่าไป เรื่องนั้น...

คุณเชมองฉันแทบจะทันทีที่วาร์พูด แหงล่ะ เราเพิ่งผ่านเรื่องที่พี่สาวฉันออกตัวขัดขวางอย่างชัดเจนเมื่อกี้นี้เอง ถึงแม้คนผิดจะไม่ใช่คุณเช รวมถึงฉันไม่ได้มีเจตนาก้าวขาเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่แรก ทว่าเราก็ทำสิ่งที่เธอไม่สนับสนุนไปแล้ว

ฉันลอบพยักหน้าให้คุณเชเป็นเชิงบอกว่าขอจัดการเรื่องนี้เอง ถึงยังไงผลการแคสติ้งก็ยังไม่สรุป และการทดสอบของฉันแทบจะเรียกว่าเป็นการคัดเลือกนักแสดงไม่ได้เลย พูดง่ายๆ ว่าหนทางเข้าสู่วงการบันเทิงหรืออะไรทำนองนั้นยังไม่เริ่มต้นด้วยซ้ำ

“ไม่รบกวนแล้วครับ” คุณเชปลีกตัวไปทางอื่น

วาร์ไม่ใช่คนเล็กคิดน้อยจึงไม่ติดใจท่าทีกระอักกระอ่วนของเขา เธอหันกลับมาหาฉันแล้วบอกว่า “ไวท์ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องพ่อนะ ทางนั้นมีคนช่วยจัดการแล้ว”

“ใคร?”

“เอาเป็นว่าไม่ต้องสนใจตาลุงนั่นแล้วล่ะ ต่อไปนี้ก็ใช้ชีวิตของตัวเองตามใจเถอะ ส่วนเรื่องเงิน ถ้าไวท์ไม่อยากใช้เงินพ่อ เดี๋ยววาร์ดูแลไวท์เอง”

“เรื่องนั้น...” ฉันถือโอกาสเข้าประเด็น “ความจริงไวท์กำลังหางานทำน่ะ”

“เหรอ?”

“อืม”

“แล้วสมัครที่ไหนไว้บ้าง เป็นยังไง?”

“ยังไม่ได้สมัครจริงจังหรอก แต่ก็มี...”

“หือ?”

“ไปแคสฯ งานมาที่หนึ่ง”

ดวงตาของวาร์แทบถลนออกจากเบ้า อาการตกใจเป็นไปตามคาด กระนั้นก็สงบกว่าที่คิดไว้เยอะ “เมื่อกี้...” เธอค่อยๆ เปล่งเสียงเรียบๆ หลังจากที่พยายามปิดเปลือกตาลงราวกับต้องการใช้สมาธิ จากนั้นก็ขยับเข้ามาใกล้พลางใช้สองมือนิ่มๆ ประกบลงบนใบหน้าของฉันด้วย “บอกว่าไปแคสฯ งานมาเหรอ?”

สำหรับคนที่อยู่ในวงการบันเทิงตั้งแต่อายุสิบขวบอย่างวาร์ เธอมักพูดกับฉันและไวน์เสมอว่าไม่อยากให้พวกเราเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับโลกใบนี้ กระนั้นกลับไม่เคยให้เหตุผลว่าเพราะอะไร ในขณะที่ฉันไม่เคยจินตนาการถึงโลกใบนั้นของเธอมาก่อนเหมือนกัน เนื่องจากฉันไม่ใช่คนกล้าแสดงออก ไม่ชอบเป็นที่สนใจ และค่อนข้างรักความเป็นส่วนตัว หากไม่ใช่เพราะเงิน ฉันก็คงไม่ยื่นมือเข้ามาในเงามายานี้หรอก

วาร์ค่อนข้างเคารพการตัดสินใจของคนในครอบครัว เมื่อฉันบอกเธอเรื่องนั้น ถึงจะไม่เห็นด้วยแต่ก็พยายามทำความเข้าใจ

“แล้วเป็นงานประเภทไหน โฆษณา? ซีรี่ย์? มิวสิควิดีโอ? หรืออย่างอื่น?”

“ซีรี่ย์”

“ใครเป็นคนกำกับ?”

“ไวท์แค่บังเอิญไปแคสฯ ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนกำกับ”

“ไวท์!” หากมีไม้เรียว วาร์ก็คงคว้ามาฟาดฉันแล้ว

“อย่าเพิ่งโมโหซิ” ฉันรีบบีบมือเธอเพื่อขอให้ระงับอารมณ์ “ความจริงไวท์ไม่ได้จริงจังขนาดนั้นหรอก แค่อยากหาเงินเท่านั้นเอง แล้วทางค่ายก็ยังไม่ให้คำตอบว่าไวท์ผ่านการคัดเลือกรึเปล่า ถ้ามันไม่โอเคไวท์ก็จะไม่ยุ่งกับทางนี้อีกแล้ว อีกอย่าง...ซีรี่ย์เรื่องนั้นน่ะ...”

“...”

“เป็นของค่ายนี้แหละ”

“ค่ายนี้?”

“ซีแควร์ดไง วาร์ก็เล่นด้วยไม่ใช่เหรอ?”

คล้ายว่าอากาศเย็นเชียบจากเครื่องปรับอากาศจะร้อนระอุขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ

จู่ๆ วาร์ก็ลุกจากโซฟาแล้วเดินหายไปทางโซนห้องประชุม เดาว่าเธอคงตรงปรี่ไปหาคุณเชเพื่ออาละวาดแน่ๆ ฉันจึงรีบวิ่งตามเพราะไม่อยากทำให้คุณเชเดือดร้อนเนื่องจากความอยากรู้อยากลองของตัวเอง

คุณเชกำลังวุ่นวายอยู่กับกองเอกสารภายในห้องที่ฉันเพิ่งเข้ามาแคสฯ งาน เมื่อเห็นท่าทางเกรี้ยวกราดของวาร์ก็เหมือนจะเข้าใจสถานการณ์ในทันที

ฉันรีบพูดตัดหน้าเธอก่อนจะเกิดปัญหา “คุณเชไม่เกี่ยวนะวาร์”

เธอเลิกคิ้วใส่ฉัน พร้อมกันนั้นก็ด่าทางสายตาไปด้วย

“ไวท์อยากทำงานนี้เองนะ ไม่ได้โดนบังคับ”

“ไวท์...”

“อีกอย่างไวท์ก็ยังไม่ได้บทสักหน่อย วาร์จะรีบร้อนไปโมโหคนอื่นทำไม”

“ได้แล้วนะครับ” คุณเชวางเอกสารฉบับหนึ่งลงบนโต๊ะ จังหวะเดียวกับที่เราสองพี่น้องมองหน้าเขา “ความจริงได้ตั้งแต่สองคนนั้นตกลงแล้วครับ”

“สองคนไหน?” วาร์ถาม

“สองเค”

“ทำไมต้องตามใจสองพี่น้องนั่น? ผู้กำกับหรือคนเขียนบทว่ายังไงคะ พวกเขาโอเคเหรอ? ไวท์ไม่เคยมีประสบการณ์ ไม่เคยผ่านงานแสดง พวกเขาเห็นดีเห็นงามด้วยเหรอคะ?”

“นักแสดงคนอื่นก็มือใหม่นะครับ ในค่ายเรานอกจากคุณวาร์ที่เดบิวต์เป็นนักแสดง ที่เหลือก็ไปทางสายดนตรีซะส่วนใหญ่ พวกมันเคยผ่านการแสดงเมื่อไหร่ล่ะ อย่าลืมว่าซีรี่ย์ของเราสร้างเพื่อโปรโมตค่ายก็จริง แต่ส่วนหนึ่งก็ใช้เพิ่มชื่อเสียงให้เด็กในค่ายเรา แล้วก็แจ้งเกิดให้น้องๆ จากค่ายนอกหรือโมฯ อื่นด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องใหม่หรือไม่เคยมีประสบการณ์น่ะ ไม่ใช่ปัญหาเลยครับ ผู้กำกับอย่าง พี่โต้ไม่ติดหรอก”

“คุณเชคะ วาร์จริงจัง”

“ผมก็จริงจัง”

“วาร์ไม่อยากให้น้องทำงานนี้”

“แต่น้องคุณวาร์อยากทำนะครับ” คุณเชจบบทสนทนาด้วยรอยยิ้มแสนละมุน เมื่อพี่สาวของฉันทำท่าจะเถียง เขาก็ถืออำนาจของประธานบริษัทกล่าวว่า “คุณวาร์มีงานต่อนะครับ ถ้าไม่ไปตามตารางงานที่เราจัดกันไว้ ผมว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาแน่”

เธอคล้ายอยากเถียงอะไรสักอย่างทว่าเมื่อถูกใบหน้าหล่อเหลาและท่าทางสงบนิ่งของคุณเชกดดัน รวมทั้งยังมีภาระอีกมากที่ต้องจัดการ วาร์จึงตัดใจถอย

“เรายังต้องคุยเรื่องนี้กันอีกนะคะ” เธอบอกคุณเช ไม่วายหันมาถลึงตาใส่ฉันด้วย

ฉันมองตามพี่สาวที่เพิ่งเดินกระฟัดกระเฟียดออกจากห้องไป หลังจากนั้นหันมายิ้มแห้งให้คุณเชเป็นเชิงขอโทษ

“ขอโทษแทนวาร์ด้วยนะคะ” ฉันพูด “ไวท์ผิดที่ไม่ได้บอกคุณเชก่อน ความจริงไวท์ไม่ได้ตั้งใจมาแคสฯ หรอกค่ะ ไม่รู้เรื่องนั้นมาก่อนเลย”

คุณเชส่ายหน้านิดหน่อย “ถ้าจะพูดเรื่องผิดถูก ผมว่าคุณไวท์ไม่ได้ผิดหรอกครับ ผมรู้อยู่แล้วว่าคุณไวท์ไม่ได้ตั้งใจมาแคสฯ แต่ก็ยังเพิกเฉยแล้วปล่อยให้คุณไวท์แคสฯ จนได้ เพราะฉะนั้นคนที่ผิดก็คือผมนี่แหละ”

“คะ?”

“ปกติคนที่ตั้งใจมาแคสฯ งานจริงๆ ไม่มีทางลืมวันเวลาที่เราแจ้งไว้หรอกครับ อีกอย่าง ค่ายเราไม่ได้เปิดรับแขกตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงนะครับ”

“...”

“มันมีเหตุผลที่คุณไวท์ได้มานั่งอยู่ในห้องรับแขกของค่ายซีแควร์ดอยู่แล้ว”

เพราะสกิลการเป็นนักแสดงของคุณเชรึเปล่า ทำให้คำพูดที่แสนกำกวมของเขากลายเป็นคำพูดธรรมดาซึ่งไม่มีความหมายลึกซึ้งอะไร ทั้งสีหน้าของเขากลับไม่แสดงออกว่ากำลังปิดบังความลับ หรือแววตาที่ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าซ่อนความจริงบางอย่างเอาไว้

เมื่อเป็นแบบนั้น ในใจของฉันจึงเกิดความลังเลว่าควรถามให้แน่ชัดหรือปล่อยผ่านไปเฉยๆ

จังหวะนั้นคุณเชก็พูดขึ้นมาอีก “เรื่องที่บอกคุณวาร์ไปเมื่อกี้เป็นแค่การตัดสินใจของผมกับสองคนนั้น หมายความว่าผลการแคสฯ ยังไม่ชัวร์ แต่ถ้าคุณไวท์อยากร่วมงานจริงๆ ผมจะลองให้บทไปอ่านดูก่อน” เขายื่นซองสีน้ำตาลซึ่งด้านในบรรจุเอกสารค่อนข้างหนามาให้ “คุณไวท์ลองทำความเข้าใจตัวละครดูนะครับ บทนี้คือบทที่คุณไวท์ต้องเล่นถ้าผ่านการคัดเลือก เผื่ออ่านแล้วรู้สึกว่าไม่ชอบจริงๆ คุณไวท์จะได้ไหวตัวทัน”

“ค...ค่ะ” บทมันโหดขนาดนั้นเชียว?

“สองคนที่มาช่วยพิจารณา หนึ่งในนั้นคือคนที่คุณไวท์ต้องประกบคู่ด้วยนะครับ”

หมายถึงผู้ชายตาดุคนนั้นด้วยเหรอ? แย่ล่ะ ไม่ใช่ว่าเขารับบทเป็นฆาตกร ส่วนฉันเป็นเหยื่อที่ถูกเขาฆ่าอย่างเลือดเย็นหรอกนะ

คุณเชพูดต่อว่า “อีกสองอาทิตย์จะมีการแคสฯ ใหญ่อีกครั้ง คราวนี้คุณไวท์จะได้ลองเล่นฉากที่ผมมาร์กเอาไว้คู่กับหนึ่งในสองคนนั้น แล้วพวกเราจะคัดเลือกกันอีกทีว่าใครเหมาะกับบทนี้ พูดง่ายๆ ว่าบทอาจจะเปลี่ยน คู่อาจจะเปลี่ยน หรือคุณไวท์อาจจะไม่ผ่านการแคสฯ”

“...”

“เพราะฉะนั้น ผมอยากให้คุณไวท์ตั้งใจอ่านบทดีๆ นะครับ”

 

การที่ถูกกำชับว่าควรอ่านบทดีๆ ทำให้ฉันสองจิตสองใจว่าควรหยิบเอกสารออกมาจากซองสีน้ำตาลซึ่งวางนิ่งๆ ตรงหน้ามาแล้วกว่าสามชั่วโมงดีหรือไม่

“อะไรน่ะ?” เพลงกำลังนอนพักผ่อนหลังกลับมาจากการทำงานพิเศษสามที่ติดๆ เธอเห็นฉันเอาแต่นั่งจ้องวัตถุบนโต๊ะก็เกิดความสงสัยกึ่งรำคาญ

ฉันถอนหายใจ “บทละคร”

“หือ?”

ประวัติครอบครัวของฉันไม่ได้เป็นความลับ การมีพี่สาวเป็นนักแสดงก็ไม่ใช่ความลับ เพลงจึงไม่ค่อยประหลาดใจเมื่อฉันพูดถึงเรื่องใกล้ตัวพรรค์นั้น

“นี่คืองานที่อยากทำเหรอ?” เธอถาม

บอกตามตรง ฉันไม่เคยรู้เลยว่าอยากทำอะไร หลังจากวันที่สถานภาพของครอบครัวเริ่มเข้าวิกฤตย่ำแย่ สิ่งที่ฉันมองเห็นในอนาคตคือการทำให้ครอบครัวกลับมาสงบอีกครั้ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำยังไง

ฉันได้แต่ถอนหายใจซ้ำอีกครั้งแทนคำตอบ ในที่สุดก็หยิบเอกสารออกจากซองจนได้

เพลงพลิกตัวมานอนข้างๆ เกิดอาการตื่นเต้นมากกว่าฉันเสียอีก “ซีรี่ย์เหรอ?”

“อืม”

“ขออ่านด้วยได้เปล่า”

“ได้ซิ” ฉันขยับตัวเพื่อให้เพลงได้อ่านเหมือนกัน

อย่างที่คุณเชบอกว่าเขามาร์กจุดสำคัญซึ่งจะใช้ในการแคสติ้งใหญ่ในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้าเอาไว้ ดังนั้นฉันจึงเลือกอ่านฉากนั้นก่อน

สถานที่ของฉากนั้นดังกล่าวคือโรงจอดรถ ส่วนสถานการณ์...

“หูยยย แซ่บอะ” ทั้งที่ฉันยังแข็งทื่ออยู่ตรงบรรทัดแรกอยู่เลย แต่เพลงกลับอ่านไปถึงไหนต่อไหนแล้ว “ได้เล่นกับใครอะ? ฟุลป่ะ? หรือพาร์เซก?” เธอรู้เยอะกว่าฉันซะด้วย คงเพราะหน้าซองลงที่อยู่ชัดเจนว่าเอกสารเหล่านี้มาจากค่ายซีแควร์ด อีกทั้งพี่สาวของฉันก็สังกัดอยู่ในค่ายนั้น

ส่วนเรื่องที่ว่าฉันต้องประกบคู่กับใคร อันที่จริงฉันไม่รู้จักชื่อพวกเขา รู้แค่คนในค่ายเรียกพวกเขาว่า สองเค และเมื่อฉันบอกเพลง เธอก็รีบยกมือปิดปากและปล่อยให้ดวงตาเบิกโพรงของเธอสร้างความประหลาดให้ฉันแทน

“จริงเหรอ?” เธอถาม

ฉันพยักหน้า

“จริงดิ!?” แล้วเธอก็ยังไม่หยุดถามอีก

หลังจากที่อยู่ด้วยกันมาสักระยะทำให้รู้ว่าเพลงก็เป็นแฟนคลับที่ชื่นชอบศิลปินเหมือนกับวัยรุ่นทั่วไป ทีแรกฉันคิดว่าเธอเป็นสาวขยันแบบที่วันๆ ไม่คิดอะไรนอกจากทำงาน ทำงาน และทำงาน กระนั้นเธอกลับมีมุมอื่นอยู่บ้าง เธอสามารถเหนื่อยงานเพื่อเอาเงินไปซื้ออัลบั้มหรือบัตรคอนเสิร์ตแพงๆ ได้ แม้กระทั่งของเล็กๆ น้อยๆ ที่ศิลปินของเธอเป็นพรีเซนเตอร์ เพลงก็สามารถซื้อมาเก็บทั้งที่ไม่ได้ใช้ได้เหมือนกัน

ยังไงก็เถอะ ฉันไม่เคยมีมุมเหล่านั้นเลย ชีวิตทั้งชีวิตก็มีแค่ตัวเองกับชามุกไข่มุกเท่านั้นแหละ

“เธอได้เล่นฉากแบบนี้กับพี่น้องสองเคจริงดิ” เพลงยังคงซักไซ้อย่างตื่นเต้น

ฉันพยักหน้าตอบเงียบๆ เช่นเคย จากนั้นก็เริ่มอ่านบทต่อ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบทคือผู้หญิงกับผู้ชายกำลังทะเลาะกัน ด้วยเหตุผลที่ใกล้เคียงกับการหึงหวง ทำให้ผู้ชายกระชากแขนผู้หญิงซึ่งพยายามจะเดินหนี จากนั้นมีปากเสียงกันเล็กน้อย และผู้ชายก็ผลักผู้หญิงลงบนกระโปรงรถและบดจูบอย่างรุนแร...

เดี๋ยวนะ!

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคุณเชจึงกำชับให้อ่านบทดีๆ แล้วการที่พี่สาวของฉันคัดค้านก็มีเหตุผลขึ้นมา

อันที่จริงฉากประเภทนี้ทำให้ฉันลำบากใจเหมือนกัน แต่ฉันรู้ว่ากว่ามันจะดำเนินเรื่องมาถึงจุดนี้ย่อมมีต้นสายปลายเหตุ ซึ่งต้นสายปลายเหตุน่ะ มันไม่ได้เกิดขึ้นภายในสองอาทิตย์นี้ไง หมายถึงในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้าฉันจะต้องไปจูบกับผู้ชายหน้าไหนก็ไม่รู้โดยที่ไม่มีแรงจูงใจอะไรมาก่อนเลย

นี่มันบ้าบอมากๆ

“ทำไมทำหน้างั้น?” เพลงถาม

สำหรับเพลงคงเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเพราะเธอรู้จักพวกเขา ในทางกลับกัน ฉันไม่รู้จักพวกเขาเลย อีกทั้งความประทับใจครั้งแรกที่เจอกันกลับไม่มีสักนิด ฉันยังไม่รู้ว่าบทแบบนี้ต้องเล่นคู่กับใคร ถ้าเป็นผู้ชายผมสีน้ำตาลอาจไม่เรียกว่าโหดร้ายนัก แต่ถ้าเป็นผู้ชายผมดำ...

ให้ฉันเปลี่ยนบทเป็นก้อนหินยังดีเสียกว่า!

“มันเป็นการเจอกันครั้งแรกนะ ต้อง...ขนาดนั้นเลยเหรอ?” ฉันถาม

“ขนาดนั้นคือ จูบอย่างรุนแรง ขนาดนั้นใช่ป่ะ?”

“...” อย่าเพิ่งขยายความด้วยคำว่า รุนแรง ดีกว่า แค่จูบธรรมดาฉันก็สามารถใช้คำว่า ขนาดนั้น เพราะมันมากเกินไปแล้ว

เพลงส่ายหน้า “ฉันคิดว่าเวลาแคสฯ เขาคงไม่จูบจริงกันหรอก ส่วนมากก็เล่นเฟคๆ เพื่อดูว่าเคมีเข้ากันรึเปล่า”

“เหรอ?”

“แต่ถ้าเป็นฉันนะ จะคว้าคอมาบดขยี้ด้วยตัวเองเลยแหละ”

“บ้า!

“น้องไวท์คะ น้องไม่รู้จักใช้ความโชคดีให้เป็นประโยชน์ สมมติว่าเธอไม่ผ่านขึ้นมา อย่างน้อยก็ยังได้จูบกับสองเคเลยนะ ถือว่าได้กำไร”

ที่จริงฟังมาสักพักแล้ว ไม่รู้ทำไมเพลงตื่นเต้นกับสองคนนั้นนัก หรือเพราะเขาดังมาก ไม่ซิ คุณเชก็เป็นดาราที่ดังมากเหมือนกัน แล้วฉันก็ชอบผู้ชายละมุนๆ แบบเขาด้วย ทว่าถ้าเปลี่ยนให้ฉันไปประกบคู่กับคุณเชและต้องจูบกันตั้งแต่วันแรก ฉันก็รู้สึกไม่ดีพอๆ กันแหละ

“ไม่เอาหรอก” ฉันปฏิเสธ

“หน๊อย ถือว่าสวยเลยเล่นตัวเหรอ ชิ!

“เปล่าสักหน่อย”

พออ่านส่วนที่ต้องใช้ทดสอบจบแล้ว ฉันจึงเริ่มอ่านบทตั้งแต่แรกอีกครั้ง หวังจะให้ฉากเหล่านั้นช่วยทำให้ความกระดากอายคลายลงบ้าง

ซีรี่ย์เรื่องนี้มีธีมหลักคือกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องการทำตามความฝัน ประกอบกับประเด็นความรักในมุมมองและระดับความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งไม่แน่ใจว่าคนที่ฉันประกบคู่ด้วยอาวุโสขนาดไหน บทที่ฉันได้รับจึงเป็นความรักเลเวลผู้ใหญ่มากๆ เอาเข้าจริงฉันก็ไม่ใช่เด็กน้อยตาใสแล้ว อายุเกินยี่สิบแล้ว กำลังจะเรียนจบและสามารถแต่งงานได้แล้วด้วย เพราะฉะนั้นถ้าหากคิดจะทำงานด้านนี้จริง ฉันต้องเลิกเอาความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสินสิ่งที่เรียกว่า งาน และตั้งใจทำสิ่งเหล่านั้นออกมาอย่างมืออาชีพที่สุด

เมื่ออ่านเรื่องราวไปสักพักก็เริ่มรู้สึกว่าเนื้อหาของซีรี่ย์เรื่องนี้น่าสนใจเหมือนกัน บทที่ฉันได้รับก็ค่อนข้างจริงอย่างที่คุณเชพูดกับตินน์ว่า บทมันไม่ใช่สาวแซ่บไง รอบนี้อยากได้แนวน่ารังแกหน่อยอืม...ในเรื่องก็โดนรังแกได้ไม่หยุดเหมือนกัน

บอกตามตรง ฉันไม่เข้าใจว่าในมุมมองของผู้ชายพวกนั้นเห็นฉันเป็นยังไง เพราะในบทน่ะ ผู้หญิงคนนี้ทั้งพูดน้อย ไม่สู้คน ยอมคน แล้วยังเป็นมาโซคิสม์อีกด้วย นอกจากจะมีความสุขที่ถูกรังแก หมายถึง...คนเราโดนบุลลี่หรือกลั่นแกล้งอย่างรุนแรง ไม่คิดจะตอบโต้บ้างเลยเหรอ? ต่อให้ฉันเป็นประเภทขี้ขลาดแค่ไหน แต่ถึงจุดหนึ่งก็สามารถฮึดสู้ได้เหมือนกัน ทว่าผู้หญิงคนนี้กลับยอมและรอคอยให้ฝ่ายชายมาช่วย พออ่านบทแล้วกลับหงุดหงิดชอบกล

พวกเขาคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงประเภทนั้นรึไง?

ยังไงก็ช่าง สิ่งที่ทำให้ฉันต้องทบทวนเกี่ยวกับบทนี้อีกครั้ง คือการถูกฝ่ายชายเอาเปรียบตลอดเวลา ฉันไม่สามารถนับได้อย่างละเอียดว่ามีฉากจูบมากเท่าไหร่ หรือในแต่ละฉากมีการถึงเนื้อถึงตัวมากน้อยแค่ไหน เท่าที่อ่านมาเกือบครึ่งเรื่อง ฉันคิดว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของซีรี่ย์เรื่องนี้จะต้องได้เห็นฉากจูบจนสามารถตั้งชื่อเรื่องว่า จูบกันทุกวันเถอะเรา ได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นคือหลังจากที่อดทนอ่านจนจบ

คู่ของเราเป็นคู่เดียวที่มีฉาก ลึกซึ้งด้วย!

ว๊อท เดอะ ฟ...

แต่ถึงเนื้อหาจะบรรยายไว้แบบนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเล่นจริงเสียทุกครั้งนี่นา เอาเป็นว่ารอให้ผ่านการแคสฯ จริงจังเสียก่อนแล้วค่อยคุยกับผู้กำกับอีกที ส่วนการเตรียมตัวสำหรับฉากจูบในวันแคสติ้งใหญ่นั้น หากต้องจูบจริง ฉันจะลองคิดว่ากำลังจูบกับแมวก็ได้

หลังจากทำความเข้าใจลักษณะนิสัยของตัวละคร และพยายามที่จะเข้าใจเนื้อหาของบททั้งหมดแล้ว ฉันก็ถูกเพลงยัดเยียดให้ดูวิดีโออะไรสักอย่าง

 “ดูนี่ๆ” เธออุ้มโน็ตบุ๊คของตัวเองมาหาฉันอย่างกระตือรือร้น “แซ่บขนาดนี้ ไม่ยอมจูบจริงได้ไง”

วิดีโอที่เธอคะยั้นคะยอให้ดู แท้จริงคือมิวสิควีดีโอของพี่น้องสองเคนั่นเอง

โทนภาพเน้นขาวดำเป็นหลัก บรรยากาศที่ถ่ายทอดออกมาค่อนข้างมืดทึบจนแทบมองไม่เห็นนักแสดง แต่มีการเคลื่อนไหวบางอย่างที่บ่งบอกชัดเจนถึงอิริยาบถแสนเย้ายวน เมื่อวิดีโอเล่นไปสักพักก็เริ่มเปิดเผยความลับจากเงามืดเป็นรูปร่างอรชรของฝ่ายหญิง ความอวบอิ่มของเนินอก สะโพกกลม และริมฝีปากอิ่มเอิบ ประกอบกับทำนองเพลงแนวฮิปฮอปอาร์แอนด์บีที่ให้อารมณ์เซ็กซี่อย่างบอกไม่ถูก ช่วยดึงดูดความรู้สึกให้คล้อยตามไปกับเนื้อเพลงที่ค่อนข้าง...สองแง่สองง่าม

ช่วงจังหวะหนึ่งฉันเกิดอาการหายใจติดขัด เพราะเห็นฝ่ายหญิงบิดกายโดยมีมือใหญ่ของผู้ชายบีบเค้นสะโพก ซึ่งเป็นการบีบเค้นที่จริงจังมาก แต่ภาพที่สะท้อนออกมาไม่ได้ชัดเจนจนจับรายละเอียดได้ ส่วนใหญ่พวกเขาจะหลบอยู่ด้านหลังความมืด เป็นการเล่นกับจินตนาการของคนดูทำให้อยากรู้หรือคิดไปเองว่าภายใต้ม่านดำนั้น พวกเขากำลังทำอะไร

จากท่วงท่าที่ได้เห็นลางๆ ทำให้เดาได้ว่าผู้หญิงคนนั้นคร่อมทับร่างผู้ชายเอาไว้แน่นอน และวินาทีถัดมาแสงสว่างก็สาดไปที่พวกเขาอีกครั้ง จึงได้เห็นพวกเขากำลังจูบกันอย่างดุเดือด มือผู้ชายซึ่งบีบสะโพกของฝ่ายหญิงไว้ในคราวแรก เปลี่ยนเป็นกดรั้งสะโพกให้เข้าหาตัวมากขึ้น ในขณะที่ฝ่ายหญิงยินยอมพร้อมใจ เบียดทั้งหน้าอกและสะโพกเข้าหาเขาราวกับพยายามจะรวมร่างเป็นหนึ่งเดียว จากนั้นกล้องก็แพลนไปยังจุดสำคัญๆ ซึ่งฉันไม่เห็นว่าควรโฟกัสตรงไหน นั่นคือช่วงหน้าท้องของฝ่ายชายที่แข็งเกร็งเป็นกล้ามเนื้อแน่นอย่างสมบูรณ์แบบ มีหยาดเหงื่อไหล่เรื่อยไปตามลำตัวช้าๆ คล้ายต้องการทรมานอารมณ์สตรีเพศไปในที เมื่อได้เห็นภาพนั้นฉันก็บีบมือเข้าหากันแน่น ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเผลอจิกเท้าด้วย หลังจากนั้นภาพก็ตัดไปที่ลำคอของฝ่ายชาย ใบลิ้นของผู้หญิงที่คร่อมเขาเอาไว้ค่อยๆ ลากเลียลำคอของเขาจนถึงไปปลายคาง และสิ้นสุดที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังประกับกัน ทว่าช่วงเวลาที่ได้เห็นฉากนั้นเป็นเพียงสามวิฯ สั้นๆ เมื่อภาพถูกตัดมาที่ความมืดพร้อมกับเสียงครางเบาๆ ของผู้หญิงเป็นคอรัส เหตุการณ์หลังจากฉากนั้นจึงเป็นสิ่งอื่นไปไม่ได้

สามนาทีกว่าจบลงที่ตรงนั้น ใจของฉันคล้ายจะหยุดเต้นตามไปด้วย

“ต้องให้ได้มากกว่าผู้หญิงคนนี้นะ” เพลงพูด

ฉันตวัดสายตาไปทางเพื่อน นี่มัน...มากเกินไปแล้ว!

แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็เถอะ ฉันไม่คิดว่าซีรี่ย์ที่เน้นผู้บริโภคช่วงวัยรุ่นจะถ่ายทอดฉากประเภทนั้นได้ชัดเจนเหมือนมิวสิควิดีโอตัวนี้หรอก อย่างน้อยพวกเขาก็น่าจะลดทอนความเซ็กซี่ลงหน่อย เอาแค่ว่าปากประกบปากก็พอแล้วล่ะมั้ง

“หรือฉันควรจะถอนตัวไปเลย?” นี่เป็นการถามตัวเองที่มีคำตอบชัดเจนอยู่แล้ว

ฉันมันพวกใจเสาะ ไม่กล้าทำอะไรโลดโพนแบบนั้นหรอก

ทว่า...

“ไม่อยากได้เงินรึไง?”

“...”

“ครั้งหนึ่งฉันเคยรับงานพิเศษเป็นเอ็กซ์ตร้านะ ถึงจะได้เงินไม่เยอะ แต่แค่ทนร้อนหนึ่งวันก็ได้มากกว่าทำงานที่ร้านไอศกรีมทั้งอาทิตย์แหน่ะ แล้วนี่เธอได้บทเด่นขนาดนี้ ลองคิดซิว่าจะได้เงินขนาดไหน”

“...”

 

หนึ่งอาทิตย์หลังจากนั้น

ฉันคุ้นชินกับการเดินทางมามหาวิทยาลัยด้วยตัวเองแล้วก็จริง แต่วันไหนที่อากาศร้อนมากๆ ก็แทบไม่อยากออกจากห้องเลย โชคร้ายตรงที่ฉันมีเงินไม่มากพอจะจ่ายค่าแท็กซี่ อีกทั้งเส้นทางระหว่างห้องพักมามหาวิทยาลัยก็ไม่มีรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดิน จึงต้องกลั้นน้ำตาฝ่าความเหม็นเน่าของน้ำคลองและทนกับความโยกเหวี่ยงของรถเมล์

แต่วันนี้อากาศร้อนมากเหลือเกิน เพียงแค่ฉันเงยหน้าขึ้นฟ้าก็เหมือนจะถูกพระอาทิตย์เผาไหม้ร่างกายให้สลายเป็นจุล รถเมล์วันนี้ก็มาช้ากว่าทุกทีเสียด้วย โชคร้ายอีกอย่างคือถนนสายนี้มีรถเมล์วิ่งค่อนข้างน้อย หากคาดคะเนเวลาไม่ทันก็จะพลาดรถเมล์รอบที่ต้องการ หลังจากนั้นต้องรอคันถัดไปอีกเกือบชั่วโมง ซึ่งฉันมั่นใจว่าเวลาที่คาดการณ์เอาไว้ไม่ผิดไปจากทุกทีแน่นอน ไม่รู้ทำไมวันนี้จึงมาช้านัก

อย่างไรก็ตาม ฉันนั่งรออีกเกือบยี่สิบนาทีก็ไม่สามารถต่อสู้กับไอแดดได้อีกแล้ว จึงตัดสินใจเดินเข้าเซเว่นฯ ซึ่งไม่ไกลจากท่ารถเมล์เพื่อตากอากาศเย็นๆ และถือโอกาสซื้อน้ำดื่มดับกระหาย แต่จังหวะที่กำลังจะเดินผ่านประตู กลับมีใครสักคนต้องการเดินเข้าไปด้านในเหมือนกัน เป็นผลให้จังหวะของพวกเราสะดุดและชนกันโดยบังเอิญ

ด้วยความที่รูปร่างของฉันเล็กกว่าอีกคนมาก เขาเป็นผู้ชายตัวสูง ในขณะที่ฉันสูงได้แค่บ่าของเขา การทรงตัวของฉันจึงซวนเซมากกว่าอีกฝ่าย กระนั้นก็ไม่ถึงกับล้มลงบนพื้น แค่ผละถอยหลังไปเกือบสามก้าวและสูญเสียความมั่นคงไปนิดหน่อย

อีกฝ่ายใช้เสี้ยววินาทีคว้าแขนเล็กๆ ของฉันเอาไว้ เขารวดเร็วมาก เพราะช่วงจังหวะที่ทุกอย่างเกิดขึ้นไม่ได้ยาวนานขนาดนั้น เมื่อเขาสามารถคว้าแขนฉันไว้ ร่างของฉันที่ไม่มีโอกาสเสี่ยงจะล้มบนพื้นก็เปลี่ยนไปล้มบนอกของเขาแทน

“อุก!” เสียงน่าเกลียดนั่นมาจากฉันเอง

หน้าอกของเขาแข็งแรงสมเป็นชายชาตรี และใบหน้าของฉันก็กระแทกเข้ากับร่างกายของเขาได้อย่างเหมาะเจาะ ตอนที่ตั้งตัวได้แล้วจึงรู้สึกอับอายเพราะริมฝีปากสัมผัสโดนปุ่มเล็กๆ ตรงหน้าอกของเขาพอดี

ฉันไม่รู้ว่าเขามีปฏิกิริยายังไง พอทรงตัวได้ก็รีบถอยห่างจากเขาแล้วกล่าวขอโทษ

อีกฝ่ายตอบรับด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “คนนั้นนี่...” เขาพูด

เมื่อได้ยินแบบนั้นฉันจึงเงยหน้าขึ้น

แวบหนึ่งความรู้สึกคุ้นเคยก็แล่นเข้าหา เขาคนนี้มีจุดเด่นที่ดวงตา เมื่อสบตาครั้งแรกก็รู้สึกถูกสะกดให้ต้องจ้องต่อไป อีกทั้งส่วนสูงของเขายิ่งทำให้กายภาพโดยรวมดูโดดเด่น ชุดนักศึกษาที่สวมเป็นสัญลักษณ์ว่าเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกับฉัน และแล้วเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้ก็วกกลับสู่ความทรงจำ

อ่า...

ผู้ชายคนนั้นนั่นเอง

ตอนที่เจอกันครั้งก่อนเราไม่ได้พูดคุยกันเลยสักคำ เขาแค่ไปช่วยผู้ชายคนหนึ่งเพราะคำขอที่สับสนของฉัน จากนั้นก็แยกกันไป

“ไปเรียนเหรอ?” เขาถาม

เราเข้ามาในเซเว่นฯ แล้ว อากาศเย็นๆ ทำให้สมองของฉันทำงานได้ดีกว่าเดิมมาก แต่ก็ยังสับสนว่าควรตอบเขาด้วยท่าทางแบบไหน

อย่างแรกคือเราไม่ได้สนิทกัน เขาไม่รู้จักฉัน ฉันไม่รู้จักเขา

อย่างที่สองคือ...ฉันไม่มั่นใจว่าควรทำความรู้จักกับเขามั้ย?

“ค่ะ” สุดท้ายฉันก็เลือกที่จะตอบแบบห่างเหิน ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักกันเหมือนเดิมนั่นแหละดี

เนื่องจากฉันไม่ใช่คนที่เข้ากับคนอื่นง่ายนัก เรื่องราวในชีวิตมักทำให้ต้องเลือกคบคน แน่นอนว่าฉันเลือกคบเฉพาะคนที่มีประโยชน์กับครอบครับเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าผู้ชายคนนี้...

ไม่มีประโยชน์กับชีวิตฉันหรอก

น้ำเสียงแข็งๆ ของฉันเป็นการขับไล่เขาทางอ้อม ดูเหมือนเขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจถามเพื่อเอาคำตอบเท่าไหร่ หลังจากที่ฉันตอบไปแล้ว เขาก็แค่พยักหน้าแล้วเดินไปหยิบเครื่องดื่ม ส่วนฉันก็ยืนตากลมจนหนำใจแล้วค่อยหยิบน้ำเปล่าไปจ่ายเงิน

เราสองคนไม่ได้พูดอะไรกันอีกกระทั่งเดินออกจากเซเว่นฯ เพิ่งสังเกตว่าเขาถือหมวกกันน็อคติดตัวมาด้วย และห่างออกไปไม่ไกลก็มีบิ๊กไบค์คันหนึ่งจอดหลบแดดอยู่

จังหวะที่เขาโยนขวดเครื่องดื่มชูกำลังลงถังขยะซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ ฉัน เราบังเอิญได้สบตากัน

“ไปด้วยกันมั้ย?” เขาถาม “จะไปมหาลัยเหมือนกัน”

ฉันเผลอทำหน้าเหลอหลาใส่ ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ทำความรู้จักกันนี่ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรตอบรับความหวังดีของเขา แต่ฉันก็ไม่อยากรอรถเมล์ที่ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ภายใต้อากาศร้อนจัดขนาดนี้เหมือนกัน ถ้างั้น...

ถือเสียว่ารับน้ำใจเขาก็แล้วกัน

“อืม”

ผู้ชายที่ฉันไม่รู้จักชื่อแซ่เดินนำไปยังรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ เขาเปิดเบาะแล้วหยิบหมวกกันน็อคอีกอันก่อนยื่นมาให้ แต่ด้วยความที่ใช้ชีวิตเป็นคุณหนูมาตั้งแต่เกิด บอกตามตรงว่าไม่เคยต้องลำบากตากแดดตากลมไปมหาลัยสักครั้ง เพิ่งจะได้เริ่มใช้ชีวิตแบบคนปกติจริงๆ ก็เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนนี่แหละ ยิ่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นการที่ฉับรับหมวกกันน็อคมากอดไว้เฉยๆ จึงเป็นเรื่องที่โง่มาก

เขาคงไม่เคยเจอผู้หญิงประเภทนี้ล่ะมั้ง พอเห็นอาการของฉันจึงกระพริบตาปริบๆ ใส่

“เหม็นเหรอ?”

“หือ?”

นิ้วเขาชี้มาที่หมวกในอ้อมกอดของฉัน “ไม่น่าจะมีใครเคยได้ใส่นะ เพิ่งซื้อมา”

“คะ?”

พอเห็นว่าฉันไม่ยอมใส่สักทีจึงยื่นมาหยิบไป แต่ไม่ใช่หยิบไปเพื่อใส่ให้ฉันนะ

เขาหยิบไปดม...

“ไม่เหม็นนี่” พอดมเสร็จแล้วก็ส่งคืน “ใส่เถอะ อึดอัดหน่อยแต่ปลอดภัย”

“...”

ในที่สุดฉันก็สามารถหาทางใส่มันจนได้ ซึ่งฉันค้นพบว่าไม่ยากอย่างที่คิดเอาไว้ เพราะยังมีสิ่งที่ยากและโหดกว่านั้นเยอะ นั่นคือความเร็วของยานพาหนะและความเก้ๆ กังๆ ของฉันที่ไม่รู้ว่าควรเกาะหรือจับตรงไหน

จะว่าไป...เขาคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงรึเปล่าเนี่ย ฉันใส่กระโปรงนะ ถึงจะเป็นพลีสยาวและสามารถคร่อมรถได้ แต่ฉันเพิ่งเคยซ้อนมอเตอร์ไซต์ครั้งแรก

ช่วยอ่อนโยนหน่อยซิ!

ความโหดร้ายจบลงในช่วงเวลาไม่ถึงสิบนาที การเดินทางด้วยยานพาหนะประเภทนี้ถือว่ารวดเร็วทีเดียว แต่ลำไส้ของฉันคล้ายว่าจะเคลื่อนตัวออกจากตำแหน่งเดิมไปแล้วล่ะ

ปัญหาอีกอย่างหลังจากที่มาถึงมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว

คือฉันไม่สามารถถอดหมวกกันน็อคได้...

ไม่รู้ว่ายังมีคนบนโลกที่เป็นเหมือนฉันมั้ย ทำไมฉันรู้สึกโง่และงี่เง่ามาก นี่เป็นเรื่องที่คนเราควรจะทำได้ด้วยตัวเองซิ แต่ทำไมฉันทำไม่ได้ เป็นเพราะอะไรเนี่ย!

“มานี่...” มือใหญ่ข้างหนึ่งเอื้อมผ่านสายตาของฉัน จากนั้นฉันก็พบว่าใบหน้าของเจ้าของฝ่ามือเลื่อนมาอยู่ใกล้ๆ ในระดับที่สามารถขโมยลมหายใจของฉันไปได้

ใช้เวลาจัดการกับตัวล็อคของหมวกเพียงครู่เดียว เขาก็สามารถดึงหมวกออกจากหัวฉัน ทว่าไม่รู้ทำไมหลังจากที่ดึงออกไปแล้ว เขากลับอมยิ้ม...

และเพราะเขาอมยิ้ม ฉันจึงรู้สึกใจเต้นอย่างบอกไม่ถูก

“คนสวยเนี่ย ตอนผมยุ่งก็ยังสวย” คำพูดนั้นมาพร้อมกับมืออีกข้างที่ยื่นมาจัดทรงผมให้ฉัน

 

 










เค : ยังไงนะ?


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -




{+ ฉินฉิน talk }

เนี่ย! ใครได้เจอพี่ก็เป็นต้องนิ่งเหมือนโดนแช่แข็งกันทั้งนั้น
รอลุ้นเลยว่าตอนที่น้องได้เจอกับพี่แบบจริงจังจะหนาวหรือร้อนแน่? ฮิ.

พูดคุยกันได้ที่...
ทวิตเตอร์ @chinch_in
แฟนเพจ @chin2nan
hashtag #พี่เคคนดุ

คอมเม้นนิด โหวตหน่อย ให้นักเขียนขี้เหงาหน่อยน้าาาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 115 ครั้ง

145 ความคิดเห็น

  1. #44 komie_bear (@JooJee_socute) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 / 14:56
    ผช.คนนั้นคือใครหนอออ!?
    #44
    0
  2. #40 WhileNunSleep (@WhileNunSleep) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 / 21:38

    แงงงง เขินนนน กรี๊ดดดดด >\\\\\\<

    #40
    0
  3. #39 nam_thipNT (@nam_thipNT) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 20:50
    เขินรอเลย555
    #39
    0
  4. #38 WhileNunSleep (@WhileNunSleep) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 23:12

    แซ่บแบบพริกทั้งสวนก็เอาไม่อยู่ กริ๊ดดด /ตั้งตารอ

    #38
    0
  5. #34 komie_bear (@JooJee_socute) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 00:01
    น้องจะรับแคสมั้ยนะ รับเถอะ อยากเห็น5555555
    #34
    0
  6. #33 komie_bear (@JooJee_socute) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 01:44
    สองเคผู้ทรงอิทธิพล5555555
    #33
    0
  7. #32 pptmk (@poppy_patimakorn) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 / 23:03
    รอนะคะ
    #32
    0
  8. #31 Partymafia (@jeepcherokee28) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 / 09:30
    รอค่าาาาาา
    #31
    0
  9. #30 HARMONyyyyy (@B_HARMONY) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 / 09:02

    ......
    #30
    0
  10. #29 HARMONyyyyy (@B_HARMONY) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 / 09:02
    รอจ้าาาา
    #29
    0