[ นิยายทำมือ ] เด็กมันร้าย | BLACKWHITE

ตอนที่ 4 : BLACK WHITE ⊿◤ PART.1 | พบร้าย ep.2 [ re-write ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,442
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 104 ครั้ง
    5 ก.ค. 62

  
    โ ป ร ด มี ส ติ ก่ อ น อ่ า น   
- นิยายเรื่องมีบทสนทนาที่ไม่สุภาพ/หยาบคาย หรืออาจมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบ้าง
หากมีฉากที่ไม่เหมาะสม นักเขียนขออนุญาตไม่อัพลงเด็กดี
หรืออาจลดทอนเนื้อหาส่วนนั้น แต่สามารถอ่านเนื้อหาหลักได้ปกติ
- นิยายเรื่องนี้ไม่ได้อัพฯทุกวัน/วันละนิดๆ หน่อยๆ ขึ้นอยู่กับเวลาว่างของนักเขียน
- นิยายเรื่องนี้งดอัพทุกวันเสาร์และอาทิตย์
- นิยายเรื่องนี้สรรค์สร้างจากมันสมองของนักเขียนเอง กรุณาอย่า copy | paste


______________________________________________________

 PART.1 ⊿◤ พบร้าย | ep.2 





สามชั่วโมงกับการเรียนจบลงอย่างรวดเร็ว

เหล่านักศึกษาพากันทยอยออกจากห้อง ในขณะที่ฉันเริ่มเก็บของแล้วคิดถึงชานมไข่มุกร้านดังข้างๆ มหาวิทยาลัย แต่พอนึกขึ้นได้ว่าราคาของมันแพงมาก ซึ่งตอนนี้ฉันไม่มีเงินเหมือนเมื่อก่อนแล้ว...

“เฮ้อ!” เศร้าเหลือเกิน

อย่างไรก็ตาม ฉันอาจซื้อชานมไข่มุกจากร้านโปรดไม่ได้ แต่ฉันยังซื้อชาถุงหน้ามหาลัยได้ ถึงแม้รสชาติของชาถุงจะหวานจนเกือบเป็นลม กระนั้นกลับเข้ากันได้ดีกับอากาศร้อนจัดของบ่ายวันนี้

ระหว่างที่กำลังหาเรื่องมาปลอบประโลมความผิดหวังที่ไม่ได้กินของโปรด เส้นทางที่คิดว่าคุ้นตาเหลือเกินกลับแปลกตาเพราะมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังก่อปัญหากันอยู่

ที่ๆ ฉันยืนตอนนี้ไม่ใช่แหล่งชุมชนน่ากลัวอะไร ยังคงป้วนเปี้ยนอยู่ในละแวกมหาวิทยาลัย เพียงแต่ด้านซ้ายของฉันรกครึ้มไปด้วยหญ้าสูง ด้านขวาเป็นถนนใหญ่ที่ไม่ค่อยมีรถสันจรนัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมหาวิทยาลัยของเราตั้งอยู่ชานเมืองจึงไม่ค่อยแออัดไปด้วยการจราจรแน่นขนัด ส่งผลให้เสียงเอะอะโวยวายของกลุ่มคนเหล่านั้นเรียกความสนใจจากผู้คนนับร้อยด้านหลังของฉันไม่ได้ 

จากระยะเกือบร้อยเมตร ฉันเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังถูกรุมทำร้าย แต่อาจพูดว่า โดน ทำร้ายไม่ได้ล่ะมั้ง เพราะเขาคนเดียวสามารถจัดการกับผู้ชายสามสี่คนได้อย่างคล่องแคล่ว ในขณะที่กลุ่มคนจำนวนมากกว่าพยายามที่จะเอาเปรียบเขาทุกวิถีทาง กระนั้นจนแล้วจนรอดผู้ชายหัวเดียวกระเทียมลีบกลับไม่เพลี่ยงพล้ำสักนิด

อันที่จริงเรื่องทะเลาะวิวาทไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ หรอก แต่ก็ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย มีครั้งหนึ่งที่ฉันพบเจอเหตุการณ์ประมาณนี้ ด้วยความหวังดีจึงรีบแจ้งอาจารย์ กลายเป็นว่าหลังจากที่พวกเขาทะเลาะกันจนหนำใจกลับไม่มีฝ่ายไหนติดใจเอาความ มีแต่ฉันที่ถูกด่าทอทางสายตาว่า ยุ่งไม่เข้าเรื่อง!’ เมื่อมาเจอสถานการณ์คล้ายๆ กันอีกครั้งจึงมีความลังเลว่าควรแจ้งใครสักคนหรือปล่อยผ่านไป

ในขณะที่กำลังครุ่นคิดว่าควรเลือกหนทางไหน เสียงวัตถุตกกระแทกพื้นฉุดสายตาฉันให้เหลียวกลับไปมองอีกหน

ผู้ชายตัวคนเดียวถูกเหล็กฟาดเข้าที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายแน่นอน ฉันไม่ทันเห็นว่าเป็นส่วนไหนแต่ก็ทำให้เขาล้มลงกับพื้นและเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทันที

“แย่แล้ว...” ฉันพึมพำด้วยความลำบากใจ จิตใต้สำนึกสั่งการให้วิ่งไปเรียกคนมาช่วย แต่สมองดันสั่งให้เพิกเฉยเสียอย่างนั้น “ใครก็ได้ ต้องมีใครมาช่วยบ้างซิ”

“ฮะ?” จู่ๆ ก็มีเสียงตอบรับของใครสักคนแว่วอยู่ข้างๆ พอเงยหน้ามองจึงพบผู้ชายตัวสูงคนหนึ่งกำลังเลิกคิ้วใส่ฉัน

“คะ?”

“เมื่อกี้ว่าไงนะ?” เขาถาม

ด้วยความที่จิตใจจดจ่ออยู่กับคำถามว่าควรช่วยหรือไม่ช่วยผู้ชายคนนั้น เมื่อมีใครสักคนโผล่เข้ามา การตัดสินใจของฉันจึงง่ายขึ้น

“คือว่า...” นิ้วของฉันชี้ไปที่กลุ่มคนดังกล่าว สถานการณ์ของผู้ชายตัวคนเดียวกำลังย่ำแย่ เขาแทบไม่มีช่องทางให้พลิกกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบเลย อีกทั้งเขาน่าจะได้รับบาดเจ็บรุนแรงเสียด้วย

คนตัวสูงหรี่ตามองเหตุการณ์ “อ่า” คลับคล้ายว่ากำลังประเมินอะไรสักอย่างแล้วจึงพยักหน้า

ขายาวๆ ของเขาคงมีประโยชน์ในการวิ่งไปตามอาจารย์ หรือไม่ก็... “คุณ!” ฉันเอื้อมมือไปคว้าเขาไว้ไม่ทัน ในตอนที่เขากระโดดถีบกลุ่มคนเหล่านั้นทำให้ฉันตระหนักได้ว่าหน้าตาขวางโลกของเขา หรือแม้แต่การตอบรับที่แสนธรรมดาทั้งที่มีการทะเลาะวิวาทรุนแรงเกิดขึ้นต่อหน้า คือลักษณะของคนที่พร้อมจะใช้กำลังได้ทุกเมื่อ!

ความปรารถนาแท้จริงของฉันคือขอให้เขาช่วยตามอาจารย์หรือตำรวจมายุติเรื่องราวตรงนี้ กลับกลายเป็นว่าฉันร้องขอให้ใครอีกคนเข้าไปมีเรื่องมีราว

ประเสริฐเหลือเกิน!

ยังไงก็เถอะ เพียงชั่วเวลาสั้นๆ ที่ผู้ชายตัวสูงเข้าไปแทรก ผู้ชายตัวคนเดียวจึงมีเวลาปรับสมดุลของตัวเองเสียใหม่ และใช้อีกเสี้ยววินาทีต่อมาจัดการคนพวกนั้นจนหมอบราบคาบ

ตอนนี้ทั้งสองคนกำลังมองหน้ากัน สายตาของผู้ชายตัวคนเดียวเหมือนเสือที่ทั้งหวาดระแวงและโหดเหี้ยม

“ใคร?” เขาถาม

ผู้ชายตัวสูงส่ายหน้าก่อนแสยะยิ้ม “ไม่ต้องสนใจหรอก”

“...”

“ผมไม่ชอบพวกหมาหมู่อยู่แล้ว อีกอย่าง...แฟนคุณก็ขอให้ช่วย”

“แฟน?”

“อืม” ผู้ชายตัวสูงพยักพเยิดหน้ามาทางฉัน

บทสนทานาของพวกเขาดังชัดเจนเพราะระยะห่างระหว่างพวกเราทั้งสามคนค่อยๆ ลดลง ฉันเห็นว่าเหตุการณ์สงบลงแล้วจึงตั้งใจจะเดินผ่านไปเงียบๆ ทว่าดันถูกลากเข้าไปเกี่ยวแบบไม่ทันตั้งตัวเสียอย่างนั้น

เมื่อถูกเข้าใจผิด ฉันจึงรีบยกสองมือขึ้นปราม “ไม่ใช่ค่ะ!

ขณะเดียวกัน ผู้ชายตัวคนเดียวซึ่งเมื่อเดินเข้ามาใกล้ๆ แววตาที่มองว่าร้ายกาจจากระยะไกลก็ยิ่งโดดเด่น นอกเหนือจากความร้ายกาจยังแฝงไปด้วยความเฉยเมยที่แสนเย็นชา เขามองหน้าฉันแล้วแสดงท่าทางแปลกๆ ครู่หนึ่ง เป็นอาการของคนที่บังเอิญเจอคู่อริ

ว่าแต่...ฉันไปเป็นอริของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่?

“เหรอ?” ผู้ชายตัวสูงมองพวกเราสลับกัน “งั้นก็ช่างเหอะ ไปละ” เขาแยกตัวออกไปโดยไม่สนใจถามไถ่แม้แต่ต้นตอของเรื่องราวต่างๆ

ฉันก็ไม่อยากสนใจด้วยเหมือนกัน แต่การที่โดนจ้องเขม็งแบบนี้...

มันแปลกนะ

“ฉันแค่ขอให้เขาตามคนมาช่วยค่ะ แต่เขาดันเข้าไปทะเลาะซะเอง” การอธิบายทั้งที่ไม่ได้ถูกถาม จริงๆ ก็เหมือนกินปูร้อนท้องนั่นแหละ “เอ่อ...เรื่องที่เขาพูด เขาก็เข้าใจผิดไปเองนะคะ ฉันไม่ได้บอกเขาแบบนั้น”

“...”

“ยังไงก็ขอโทษที่เข้ามาวุ่นวายค่ะ”

อีกฝ่ายไม่พูดอะไร เอาแต่จ้องหน้าเหมือนอยากจะแยกหู ตา จมูก ปากของฉันออกจากกัน เมื่อไม่พูดอะไรฉันจึงผงกศีรษะเป็นเชิงลา ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินผ่านเขาไปทันที

ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นเขาจัดการกับคนที่ทำร้ายเขายังไง ที่แน่ๆ คือแม้ฉันจะเดินห่างจากเขามาสักระยะแล้ว แต่ความเย็นยะเยือกจากสายตาของเขาก็ยังทำให้สันหลังของฉันร้อนวูบวาบตลอดเวลา นั่นทำให้ฉันค่อนข้างกังวล พยายามทบทวนว่าในอดีตเคยรังแกคนแบบเขารึเปล่า? หรือฉันเคยไปทำให้คนแบบเขาเจ็บแค้นรึเปล่า?

ไม่...

นอกจากพี่แดน ฉันแทบไม่มีศัตรูที่สามารถอาฆาตแค้นกันขนาดนั้นได้หรอก

 

การเดินทางไปกลับจากมหาวิทยาลัยกับห้องเช่าของเพลงไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด สองอาทิตย์ที่ผ่านมาจึงเรียบง่ายมากสำหรับฉัน วันนี้ฉันจึงถือโอกาสสร้างความท้าทายให้ตัวเองด้วยการออกนอกเส้นทางเพื่อแวะไปเยี่ยมน้องสาวที่โรงพยาบาลบ้าง

ฉันได้ข่าวจากวาร์ว่าอาการโดยรวมของไวน์ค่อนข้างปกติ เพียงแต่เธอยังไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นขึ้นมา และปัญหาไม่ได้เกิดจากบาดแผลทางร่างกาย แต่เกิดขึ้นจากจิตใจที่ทำให้ไม่อยากกลับมาเผชิญความเป็นจริง

ฉันเข้าใจน้องนะ ครั้งหนึ่งก็เคยสิ้นหวังจนเกือบทิ้งชีวิตของตัวเองเหมือนกัน

ยังไงก็เถอะ เมื่อพบน้องสาวในวันนี้ฉันจึงผ่อนคลายความกังวลลงบ้าง ผิวพรรณของเธอยังเปล่งปลั่งเหมือนเดิม ใบหน้าก็สดใสราวกับคนที่แค่หลับเพื่อพักผ่อน พอเห็นแบบนี้แล้วยิ่งทำให้มั่นใจว่าการที่เธอไม่ยอมฟื้นขึ้นมาไม่ใช่เรื่องแย่เท่าไหร่

แกร๊ก...

ระหว่างลูบผมน้องอย่างรักใคร่ ประตูห้องพักก็เปิดออกพร้อมกับร่างผอมแห้งของชายมีอายุ ใช่...เขาคือพ่อของฉัน ท่านมีท่าทีตกใจเล็กน้อยที่เห็นหน้าลูกสาวคนกลาง

“ไวท์” น้ำเสียงสั่นๆ ซึ่งบอกไม่ได้ว่าเป็นเพราะแก่มากหรือตื้นตันเมื่อได้เจอลูกสาวเอ่ยขึ้น “หายไปไหนมา ทำไมไม่กลับบ้าน แล้ว...ผอมลงรึเปล่า? อยู่สบายมั้ย?”

“...”

“ไวท์...”

ใบหน้าของท่านหมองหม่นเหมือนทุกครั้ง ประโยคเป็นห่วงเป็นใยก็จริงใจจนเกือบหลงเชื่อ หากไม่ใช่เพราะน้องสาวคนเล็กนอนไร้สติอยู่บนเตียงผู้ป่วย หากไม่ใช่เพราะต้นเหตุมาจากการบังคับฝืนใจให้เธอทำเรื่องหยามเกียรติแบบนั้น บางทีฉันอาจจะร้องไห้ให้พ่อสักครั้ง บอกท่านว่า ที่ผ่านมาเหนื่อยเหลือเกิน ลำบากมากด้วย ที่อยู่ก็แคบ กินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกวัน แม้แต่ชานมไข่มุกที่เคยซื้อบ่อยๆ ตอนนี้กลับทำได้แค่มอง ตอนไปมหาลัยก็ร้อนสุดๆ น้ำในคลองเหม็นมาก บนรถเมล์คนเยอะมาก ต้องยืนตลอดครึ่งชั่วโมง ไม่เคยได้นั่งสักครั้ง แล้วก็... มีอีกหลายเรื่องที่ฉันอยากจะกอดพ่อแล้วเล่าให้ฟัง

ทว่า...พอเถอะ

ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก

“สบายดีค่ะ แล้วพ่อเป็นยังไงบ้าง? จัดการเรื่องของตัวเองจบรึยัง?” ฉันตอบ

สายตาของพ่อสะท้อนความเสียใจต่อน้ำเสียงกระด้างของลูกสาว “พ่อขอโทษที่สร้างปัญหา แต่...” ท่านถอนหายใจพร้อมๆ กับน้ำตาเม็ดหนึ่งไหลผ่านใบหน้าบูดเบี้ยวด้วยอารมณ์มากมาย

“...”

“พ่อไม่น่าหลงเชื่อพวกมันเลย พ่อ...พ่อไม่น่าโง่เลยไวท์!” การได้เห็นพ่อสิ้นหวังแบบนี้ มีส่วนทำให้จิตใจด้านชาของฉันอ่อนไหว แน่นอนว่าฉันเย็นชากับพ่อไม่ได้หรอก เมื่อก่อนพวกเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เป็นครอบครัวอบอุ่นจนไม่อยากเชื่อว่าวันแบบนี้จะเกิดขึ้นกับพวกเรา

สุดท้ายฉันก็ทิ้งศักดิ์ศรีโง่ๆ ของตัวเองเพื่อกอดพ่อเอาไว้

ไม่ยุติธรรมสักนิด...

“พ่อ...ขอโทษจริงๆ พ่อไม่คิดว่ามันจะแย่แบบนี้” ท่านยังคงสะอึกสะอื้นเหมือนเด็กๆ

ฉันได้แต่ลูบหลังปลอบท่าน “บอกกับไวท์มาตามตรง ทำไมพ่อต้องบังคับให้ไวน์แต่งงานกับพี่แดน?”

“มันผ่านไปแล้วนะ อย่ารื้อฟื้นเรื่องนี้เลย” ท่านคงไม่อยากตอบคำถามนัก

“พ่ออยากให้ไวท์ไปถามพี่แดนเองเหรอ?”

“ไวท์...”

“โอเค!

แขนของฉันถูกพ่อดึงไว้แทบจะทันที แน่นอนว่าพฤติกรรมเมื่อครู่ก็แค่การแสดง ฉันไม่ได้คิดจะไปเอาความจริงกับคนชั่วพรรค์นั้นให้เสียเวลาหรอก

สีหน้าของท่านกระอักกระอ่วนตอนที่บอก “เขามาเสนอว่าจะโอนหุ้นบริษัทคืนให้”

“เพื่อแลกกับไวน์?”

“ไม่ใช่นะ! ไม่ใช่แบบนั้น พ่อไม่ได้คิดจะใช้ไวน์เป็นของแลกเปลี่ยน”

“ถ้าไม่ใช่แล้วพ่อบังคับให้ไวน์แต่งงานกับเขาทำไม?”

“ใจเย็นๆ ซิ”

ฉันถอนหายใจเพื่อระบายความโกรธ เพราะเมื่อพูดถึงเรื่องนั้น ภาพเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ ที่ฉันต้องฝ่าฟันมาอย่างยากลำบากก็ย้อนกลับมาเตือนความจำ

“เขาไม่ได้ขอแลกอะไร แต่พ่อว่ามันแปลกที่จู่ๆ จะโอนหุ้นคืนให้ทั้งที่พ่อไม่ได้ทำอะไรเลย”

“หุ้นที่เขาจะโอนให้เป็นหุ้นของบริษัทไหนคะ?”

จู่ๆ ฉันก็นึกถึงบางเรื่องขึ้นได้ หากเป็นอย่างที่ฉันสันนิษฐานเอาไว้ ฉันคิดว่าพี่แดนคงวางแผนไว้ตั้งแต่แรก หมายถึงตั้งแต่ก่อนจะใช้ฉันเป็นแพะรับบาปเรื่องของเหม่ยอิง

“ที่สมุทรปราการ” พ่อบอก

[ ฉันจะให้แม่โอนหุ้นบริษัทที่สมุทรปราการคืนให้พ่อเธอเพื่อเป็นรางวัล

แต่ถ้าเธอไม่ช่วยฉัน...

น้องสาวเธออาจจะถูกขายเข้าตลาดมืดก็ได้นะ ]

นั่นคือสิ่งตอบแทนที่ฉันทำตามคำสั่งของเขา ใช่! เขาพูดว่าจะโอนหุ้นคืนไงล่ะ แต่การที่ทำโดยพลการแบบนั้นกลับทำให้พ่อคิดมาก ซึ่งเขาย่อมรู้จักนิสัยส่วนนี้ของพ่อฉันดี จึงถือเอามาเป็นประโยชน์

“พ่อกลัวว่าเขาจะมาทวงบุญคุณทีหลัง ก็เลยขอให้เขาบอกสิ่งที่ต้องการมา จริงๆ พ่อก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนั้นนะ เพราะก่อนหน้านี้เขาขอยกเลิกการหมั้นกับไวท์ พ่อคิดว่าเขาไม่อยากเกี่ยวดองกับครอบครัวของเรา แต่เขาก็บอกพ่อว่าที่ขอยกเลิก เพราะจริงๆ ต้องการแต่งงานกับไวน์ต่างหาก”

“...”

“เขาบอกว่าเขากับไวน์แอบคบกันมาสักระยะแล้ว และการแต่งงานครั้งนี้ไวน์ก็ยินยอม”

โกหก!

ผู้ชายคนนั้นมันตอแหลค่ะพ่อ!

 

หลังจากคุยกับพ่อจนรู้ต้นสายปลายเหตุแล้ว ฉันจึงตัดสินใจมาหาวาร์ที่ค่ายซีแควร์ดเพื่อปรึกษากันว่าจะรับมือกับความชั่วของพี่แดนในอนาคตยังไง ซึ่งฉันไม่รู้เลยว่าเขาคิดจะเล่นงานเราอีกมั้ย ทั้งที่ครอบครัวของเราไม่เกี่ยวข้องกันแล้วแท้ๆ พ่อของฉันก็ไม่เคยไปรบกวนพวกเขา แต่คงเพราะแค้นมากที่ฉันมีส่วนทำให้แผนของเขาพังถึงไม่ยอมเลิกราสักที

ค่ายซีแควร์ดตั้งอยู่ที่ตึกรันอินทาวน์ กว่าที่จะได้ขึ้นมาจนถึงชั้นสามซึ่งเป็นชั้นของค่ายซีแควร์ เล่นเอาเหนื่อยกับความเข้มงวดไม่น้อย

“คุณวาร์กำลังเดินทางกลับมาที่นี่ค่ะ รบกวนคุณไวท์นั่งรอที่ห้องรับแขกก่อนนะคะ” รีเซฟชั่นสาวแจ้งอย่างสุภาพ พร้อมกันนั้นก็เดินนำฉันมาที่โถงส่วนกลางซึ่งคิดว่าใช้เป็นห้องรับแขก จากนั้นเสิร์ฟน้ำเย็นให้หนึ่งแก้ว

“ขอบคุณค่ะ” ฉันเริ่มสำรวจเฟอร์นิเจอร์ไปพลาง สังเกตการณ์ไปพลาง พบว่าทางขวามือของฉันมีทางเดินที่น่าจะนำไปยังห้องครัวหรือห้องน้ำ ส่วนทางซ้ายมือเป็นโซนสำหรับห้องประชุมและสตูดิโอต่างๆ ด้านหลังของฉันถูกกำแพงกั้นไว้ระหว่างพื้นที่ห้องรับแขกกับแผนกต้อนรับส่วนหน้า เยื้องจากกำแพงก็เป็นประตูกระจกที่ใช้เก็บความเป็นส่วนตัว เป็นผลให้ห้องที่ฉันนั่งอยู่ตอนนี้เงียบเหลือเกิน

บรรยากาศเงียบจนเกือบวังเวงอาจทำให้คนอื่นๆ เกร็งไม้เกร็งมือ แต่สำหรับฉันกลับรู้สึกผ่อนคลายมากกว่า

แต่แล้วก็มีเสียงของใครสักคนดังขึ้น “เธอ!” เหมือนว่าใครคนนั้นรู้จักฉันมาก่อน

ตอนที่หันไปมองก็รู้สึกว่าคุ้นหน้าคุ้นตาเหมือนกัน เอ...เคยเห็นที่ไหนนะ?

“เพื่อนเหม่ยอิงนี่” เขาหรี่ตาพลางพูดกึ่งลังเล

อ้อ! ผู้ชายคนนี้อาจเคยเห็นฉันเดินข้างๆ เหม่ยอิง เช่นเดียวกับที่ฉันเคยเห็นเขาเดินข้างๆ เหม่ยอิงด้วย ซึ่งหมายความว่าเราต่างฝ่ายต่างเกี่ยวข้องกับคนๆ เดียวกัน เพียงแต่ไม่เคยรู้จักอย่างเป็นทางการ

จากลักษณะการทักทายและตรงปรี่เข้ามาหาฉันอย่างเป็นมิตร เดาว่าเขาคงไม่ใช่เพื่อนสนิทที่รู้ไปเสียทุกเรื่อง หากรู้ทุกเรื่องก็ไม่น่าจะอัธยาศัยดีกับฉันหรอก และเมื่อเขาทิ้งตัวนั่งข้างๆ ชนิดที่ช่องว่างระหว่างเราไม่เหลือเลย หมายถึง...เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนนะ น่าจะไว้เนื้อไว้ตัวสักหน่อยมั้ยล่ะ?

ยังไงก็เถอะ เขาทำให้ฉันเชื่อว่าเหม่ยอิงก็ยังคงเป็นเหม่ยอิง เป็นผู้หญิงที่มีโลกส่วนตัวสูงจนไม่มีใครสามารถเข้าถึงได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเพื่อนของเธอจึงกระตือรือร้นที่จะสนิทสนมกับฉันนัก

“ชื่อตินน์นะ” อีกฝ่ายแนะนำตัวเองเสร็จสรรพ พร้อมทั้งถามฉันว่า “ไวท์ใช่มั้ย?”

“ค่ะ” ฉันตอบด้วยรอยยิ้มสุภาพ

ตินน์พยักหน้าหลังจากได้รับการยืนยัน “ไม่รู้ว่าก่อนว่าเธอสนใจทางนี้ด้วย”

“คะ?”

“แต่เขาแคสฯ จบกันไปแล้วนะ ทีมงานก็กลับไปหมดแล้ว เธอมาไม่ทันหรือว่ายังไง?”

ฉันว่าเขาว่าน่าเข้าใจผิดอยู่แหละ พอกำลังอ้าปากอธิบายก็ดันมีผู้ชายอีกคนเดินเข้ามาในห้อง

“เฮีย!” เสียงตะโกนของตินน์ทำเอาฉันสะดุ้งเล็กน้อย

ผู้ชายที่ถูกเรียกว่า เฮีย มองหน้าฉันก่อนหันไปสนใจการทักทายของตินน์ คล้ายว่าเป็นสัญชาตญาณของเจ้าบ้านที่ต้องสังเกตการณ์อยู่เสมอ แววตาสะท้อนความสงสัยของเขาเหมือนตั้งคำถามไปในตัว และวินาทีที่เราสบตากัน ดวงตาของฉันก็เบิกตากว้างเพราะจำได้ว่าเขาคือใคร แน่ล่ะ ฉันดูละครที่เขาเล่นทุกตอนเลย หนำซ้ำเขายังเป็นนักแสดงคนโปรดของฉันด้วย!

“เฮียเช เพื่อนผมมาแคสฯ งานไม่ทัน เฮียช่วยหน่อยได้เปล่า”

“หือ?” ความสงสัยถูกกำจัดด้วยคำพูดของตินน์ เขาหันมาสบตากับฉันอีกครั้งพร้อมคลี่ยิ้มอ่อนๆ แบบที่ทำให้เขาดูเป็นผู้ชายละมุน “ได้ซิ”

“โชคดีที่เธอรู้จักฉันนะเนี่ย ฮิๆ” ตินน์ป้องปากกระซิบ

เดี๋ยวนะ มันคือยังไง? ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อสัมภาษณ์งานหรือแคสติ้งอะไรทั้งนั้นแหละ

แต่แทนที่จะได้ออกปากปฏิเสธออกไปตรงๆ กลายเป็นว่าตอนนี้ถูกคุณเช กฤตนันท์ นักแสดงแถวหน้าของประเทศ นำทางไปยังห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง ซึ่งภายในห้องมีโต๊ะยาวและเก้าอี้สามตัว ตรงข้ามมีกล้องบนขาตั้งที่หันทิศทางไปยังฉากสีขาวด้านหลังของฉัน และข้างๆ ฉากสีขาวมีสปอร์ตไลท์หนึ่งตัวกำลังส่องแสงสว่างจ้า

ฉันเข้าไปยืนเก้ๆ กังๆ ตรงบล็อกกิ้งที่คุณเชบอก

“เดี๋ยวผมไปตามทีมงานก่อน ระหว่างนี้ก็ทำใจให้สบาย ไม่ต้องเกร็ง ไม่มีอะไรมากหรอก แค่ตอบคำถามนิดหน่อยเท่านั้นแหละ”

“ค...ค่ะ”

ตอนที่คุณเชเดินออกไปข้างนอก แม้ประตูห้องจะถูกปิดแต่ฉันก็ยังได้ยินเสียงของตินน์และคุณเชคุยกัน

“เพื่อนชื่ออะไร?” นั่นเป็นคำถามของคุณเช

“ไวท์ครับ เป็นเพื่อนของเหม่ยอิงอีกที”

“อ้อ”

“เออเฮีย ที่ยอมให้เพื่อนผมแคสฯ ไม่ใช่เพราะเกรงใจผมใช่ป่ะ ถ้าสมมติเฮียเห็นว่าไม่ผ่านก็บอกมาตรงๆ เลยนะ ผมไม่อยากทำให้เพื่อนเสียความรู้สึก”

“ความจริงที่เพิ่งแคสฯ ไปตอนบ่ายยังไม่ถูกใจ เหล่าท่านเหมือนกัน”

“โหยยย ที่มาแคสฯ ก็นางแบบแซ่บๆ ทั้งนั้นเลยนะ เหล่าท่านยังไม่ชอบอีกเหรอ?”

“บทมันไม่ใช่สาวแซ่บไง รอบนี้อยากได้แนวน่ารังแกหน่อย”

“ยังไงวะเฮีย?”

“มึงอย่าทำแบ๊ว”

“ไม่รู้จริงจริ๊ง”

“ก็ไอ้แบบที่เห็นแล้วอยากทำให้ร้องไห้แม่งทั้งคืนไง”

“ว๊ายยย! สองเคแม่งซาดิสต์ว่ะ”

“แต่กูว่าเพื่อนมึงได้อยู่นะ ลักษณะนุ่มนิ่มดี”

“เฮ้ย! เฮีย อย่ามาหื่นใส่เพื่อนผมนะเว้ย นี่ก็เพิ่งเป็นเพื่อนกันเมื่อกี้เอง ขืนดูแลเขาไม่ดีจะไม่มีโอกาสเลื่อนขั้น”

“มึงนี่เลวจริงๆ”

ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาต้องการนักแสดงสำหรับอะไร แต่เท่าที่ฟัง...

นี่คงไม่ใช่การแคสฯ Porn Star หรอกนะ?

อย่างไรก็ตาม ทีแรกฉันคิดจะปฏิเสธเพราะไม่ได้ตั้งใจมาเพื่อเรื่องนั้น แต่เมื่อลองคิดอีกที หากได้รับงานนี้จริงๆ ก็จะได้รับค่าตอบแทนที่มากพอสมควร หรือต่อให้ไม่ได้ก็ไม่มีอะไรเสียหาย อีกทั้งพี่สาวของฉันเป็นนักแสดงสังกัดอยู่ในค่ายนี้ด้วย ฉันไม่คิดว่าเธอจะเลือกหนทางผิดๆ หรอก

เอาเป็นว่าระหว่างรอพบวาร์ ฉันจะลองทำเรื่องแบบนี้ดูสักครั้งแล้วกัน

เวลาผ่านไปเกือบสิบนาที คุณเชกลับเข้ามาพร้อมกับผู้ชายสองคน

ฉันที่ไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรเริ่มรู้สึกเกร็งเมื่อทั้งสามคนนั่งประจำเก้าอี้ เริ่มจากทางซ้ายซึ่งคุณเชส่งยิ้มสร้างความอบอุ่นประหนึ่งต้องการปลอบขวัญฉัน ถัดมาคือผู้ชายผมสีน้ำตาลที่สวมหมวกแก๊ปสีดำปักชื่อยี่ห้อดัง แต่ไม่สามารถอธิบายลักษณะใบหน้าของเขาได้ชัดเจนเนื่องจากเงาของหมวกบดบังใบหน้าไปเกือบครึ่ง เห็นเพียงแค่ริมฝีปากสีชมพูซึ่งมั่นใจว่าน่าจะถูกดูแลมาอย่างดี

คนสุดท้ายคือผู้ชายผมสีดำ แวบแรกที่เริ่มสบตากับเขากลับรู้สึกหนาวเยือกอย่างไร้สาเหตุ คนๆ นี้มีแววตาดุดัน และแววตาคู่นั้นเหมือนเคยได้สบมาแล้วครั้งหนึ่ง ทว่าใบหน้าของเขากลับถูกปิดบังด้วยมาสก์สีดำตั้งแต่กลางจมูกจนถึงปลายคาง บอกไม่ได้เลยว่านอกจากสายตาคมกริบแล้ว หน้าตาของเขาจะแข็งกระด้างเหมือนนัยน์ตานั่นรึเปล่า

“เริ่มเลยแล้วกันนะครับ” คุณเชพูด

ฉันพยักหน้าช้าๆ เพราะรู้สึกไม่มั่นใจและหวาดกลัวไปในที

“ลองแนะนำตัวให้พวกเรารู้จักได้มั้ยครับ แค่ชื่อกับประวัติคร่าวๆ ก็ได้”

“ค...ค่ะ” ฉันเอาแต่มองหน้าคุณเช อย่างน้อยๆ เขาก็เป็นคนเดียวที่พร้อมจะรับฟังและไม่พยายามฆ่าฉันทางสายตา “สวัสดีค่ะ...”

“...”

“ชื่อไวท์ค่ะ อายุยี่สิบสองปี”

ระหว่างค่อยๆ บอกประวัติอย่างเชื่องช้า ฉันสังเกตเห็นว่าหลังจากที่ผู้ชายผมสีน้ำตาลเหลือบตามองฉัน เขาก็หันไปมองผู้ชายผมสีดำโดยไม่ได้พูดคุยหรือปรึกษาอะไรกันสักคำ ในขณะที่ผู้ชายผมสีดำยังคงจ้องหน้าฉันราวกับต้องการกระชากวิญญาณให้หลุดออกจากร่าง ดังนั้นก่อนที่ฉันจะได้พูดว่าตอนนี้กำลังเรียนอยู่ที่ไหน เสียงของผู้ชายผมสีน้ำตาลกลับพูดแทรกขึ้นก่อน...

“คนนี้แหละ”

“หือ?” คุณเชแทบจะหันทั้งตัวไปหาเขา “ได้เลยเหรอ?”

ฉันหยุดพูดกะทันหัน

ปฏิกิริยาของคุณเชไม่ได้ต่างอะไรไปจากฉัน ถึงแม้ไม่มั่นใจว่า คนนี้แหละ หมายความว่าฉันผ่านแล้วหรือยังไง ทว่าระบบการตัดสินของพวกเขาประหลาดเหลือเกิน อ่า...หรือจะเป็นเพราะบุคลิกนุ่มนิ่มของฉัน

ฉันดูเป็นผู้หญิงที่เห็นแล้วอยากทำให้ร้องไห้ทั้งคืนเหรอ?

ผู้ชายผมสีน้ำตาลไม่ได้พูดอะไรนอกเหนือไปจากประโยคนั้น เช่นเดียวกับเจ้าของสายตาเกรี้ยวกราดที่นอกจากจ้องฉันเป็นส่วนใหญ่ เขาก็ไม่มีท่าทีคัดค้านใดๆ ส่งผลให้คุณเชหันมายิ้มให้ฉันอีกหน แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยความงุนงง ทว่าก็ยังแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจ

“เอ่อ...งั้นเราจบการแคสฯ เท่านี้นะครับ อ้อ! เดี๋ยวรบกวนคุณไวท์กรอกประวัติที่ห้องรับแขกก่อน แล้วอีกสองสามวันจะมีเจ้าหน้าที่โทรฯ ไปแจ้งผลนะครับ”

เป็นการจัดการที่สมกับความเป็นมืออาชีพมากๆ ต่อให้คนหนึ่งเอ่ยปากว่าใช่ ทว่าหากไม่ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก็อาจจะมีผลเสีย คุณเชจึงขอเวลาให้พวกเขาได้ตัดสินใจอย่างชัดเจนด้วยการแจ้งผลกับฉันภายหลัง

ฉันพยักหน้าแบบที่คิดว่าเป็นธรรมชาติ พยายามอย่างที่สุดที่จะไม่หลุดโฟกัสไปจากคุณเชเพราะสัมผัสรุนแรงบางอย่างละแวกนั้น

“วันนี้ขอบคุณมากนะครับ” พระเอกสุดหล่อกล่าวลา ไม่ลืมแนบรอยยิ้มใจดีติดริมฝีปากมาด้วย

“ค่ะ” เมื่อตอบรับแล้วจึงยกมือไหว้ทั้งสามคนก่อนเดินออกจากห้อง ไม่น่าเชื่อว่าช่วงเวลาสั้นๆ สามารถทำให้มือของฉันชื้นเหงื่อทั้งที่อากาศรอบตัวเย็นเชียบ

ความจริงการทดสอบเมื่อครู่ไม่ได้มีสถานการณ์น่ากดดันเลย แต่เป็นเพราะสายตาที่เอาแต่จ้องฉันปานจะฉีกเนื้อของผู้ชายคนนั้นต่างหาก มันทำให้ฉันอึดอัดเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเกรี้ยวกราดขนาดนั้น คล้ายว่าเขาเกลียดชังฉันมาแต่ชาติปางไหน ไม่ซิ บอกว่าเกลียดคงน้อยไปมั้ง คิดว่าเขาน่าจะอาฆาตแค้นฉันเลยต่างหาก

ฉันใช้เวลาไปกับเรื่องเมื่อครู่เพียงสิบห้านาที เรียกได้ว่ารวดเร็วเสียจนตินน์ยังประหลาดใจ

“เสร็จแล้ว?” เขาถาม

“อืม”

สีหน้างุนงงของเขาช่วยอธิบายความรู้สึกของฉันได้ครึ่งหนึ่ง “เป็นไงบ้าง?”

“คุณเชจะแจ้งผลทีหลัง”

“เหรอ?”

“...”

“แล้วสองเคว่าไง?”

สองเค?

ฉันไม่รู้จักพวกเขาแต่ก็พอจะเดาได้ว่าตินน์หมายถึงผู้ชายผมสีน้ำตาลกับผมสีดำ และพอถามขึ้นมา ความรู้สึกหนาวสั่นก็เปรียบเสมือนตัวแทนของเจ้าของสายตาดุๆ คู่นั้น ทำเอาฉันเผลอยกไหล่ขึ้นเพราะขนลุก

“ไม่รู้เหมือนกัน” ฉันตอบ

ตินน์ใช้นิ้วชี้เคาะริมฝีปากซึ่งถูกเม้มของตัวเอง “คิดว่าได้นะ” พลางวิเคราะห์ลักษณะท่าทางของฉัน

ถึงแม้ไม่ใช่กิริยาหยาบคาย แต่พอถูกมองทุกซอกทุกมุมแบบนี้ก็รู้สึกไม่ชอบใจเหมือนกัน ยิ่งตอนที่สายตาของเขาลากผ่านหน้าอกภายใต้ชุดนักศึกษาพอดีตัว เขาไม่ได้หยุดสายตาตรงนั้นนานนักหรอก แต่วูบหนึ่งก็มีประกายแวววาวสะท้อนออกมาอย่างพอใจ ยิ่งไปกว่านั้นคือตอนที่เขาเอียงคอมองหาอะไรสักอย่างบนหน้าฉัน จากนั้นก็ยิ้มกรุ่มกริ่มอยู่คนเดียว ไม่ได้พูดอะไรสักคำนอกจากหัวเราะคิกๆ

“เอาเป็นว่าเธอมีสิทธิ์ได้บทนี้เกินแปดสิบเปอร์เซนต์เลย”

“ทำไม?”

“เดี๋ยวถ้าได้ก็รู้เหตุผลเอง”

จากสายตาเมื่อกี้กับบทสนทนาที่เขาคุยกับคุณเชก่อนหน้านั้น แน่นอนว่าเหตุผลที่พวกเขาพูดถึงคงหนีไม่พ้นอารมณ์ดิบของผู้ชาย ประเภทว่าชอบปู้ยี้ปู้ยำหญิงสาวบอบบางที่ดูไร้เดียงสาและอ่อนแอ ให้ตาย! ขนลุกอีกแล้ว ฉันเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่ายังอยากได้งานนี้อยู่มั้ย จริงๆ ก็บ้าบอเกินไปนะ ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่างแล้วดันไปแคสฯ งานของเขาทำไม หากว่าบทที่ออกมาเป็นประเภทที่เกินจะรับไหว ถึงตอนนั้นจะปฏิเสธยังไงล่ะ?

“ไม่ต้องซีเรียส” ตินน์พูด “บทที่เธอเพิ่งแคสฯ ไม่ใช่บทใหญ่อะไร เพียงแต่ต้องประกบคู่กับผู้ทรงอิทธิพลของค่ายเรา”

“...”

“ใหญ่มาก บอกเลย”

“...”

“ไม่ได้ขู่นะ ใหญ่จริง”

อะไรของเขา เน้นอยู่ได้ อะไรมันจะใหญ่นักหนา!

“นาย...”

“ไวท์!

ฉันซึ่งกำลังตั้งท่าจะตำหนิตินน์ ถูกเสียงของคนที่ตั้งใจมาหาเรียก

วาร์คงเพิ่งกลับจากงานอีเวนท์สักงาน สันนิษฐานจากเครื่องแต่งกายและการแต่งหน้าฉูดฉาดที่ทำให้เธอเซ็กซี่ยิ่งกว่าปกติ เดาว่าคงเป็นอีเวนท์ประเภทที่ต้องโชว์เนื้อหนังมังสามากๆ ซึ่งอันที่จริงวาร์ก็ไม่ได้ติดอะไร เธอไม่ใช่สาวหัวโบราณแบบฉัน กระนั้นก็ไม่ได้กร้านโลกจนเกินพอดี

เธอจงใจเข้ามานั่งแทรกกลางระหว่างฉันกับตินน์ ไม่วายมองค้อนเขาแล้วขมุบขมิบปากด่าอะไรสักอย่าง

“ไวท์มีเรื่องอะไร ทำไมมาถึงนี่?”

“คือ...” ฉันมองหน้าตินน์คล้ายบอกเป็นนัยน์ว่า นี่คือเรื่องส่วนตัว ถึงแม้จะนั่งอยู่ในค่ายของพวกเขา อีกทั้งนั่งอยู่ใจกลางห้องรับแขกที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่สามารถทำเหมือนเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลของตนเองได้

ทว่า...

“อยากรู้ด้วยเหรอ?” วาร์กลับทำให้มันเป็นแบบนั้น

“ขอโทษคร้าบบบ”

เมื่อตินน์เดินเกาท้ายทอยออกจากโซนนี้แล้ว ฉันจึงเริ่มเล่ารายละเอียดของปัญหาให้พี่สาวฟังอย่างถี่ถ้วน

“จริงๆ วาร์คุยกับพ่อมาบ้างเหมือนกันนะ เห็นว่าคุณภวิสที่เป็นเพื่อนของพ่อจะช่วยเคลียร์ปัญหาให้ เอ่อ...คุณภวิศคือพ่อของคุณเคที่เคยช่วยไวท์คราวก่อนน่ะ แต่พ่อไม่ยอมรับความช่วยเหลือ เอาจริงๆ วาร์ก็ไม่คิดว่าเราต้องพึ่งพาใครหรอก แต่พวกเขาก็ไม่ได้เลวร้าย...” เธอพูด แวบหนึ่งเหมือนจะเห็นแววตาลังเล “วาร์แค่คิดว่าถ้าเรามีคนหนุนหลังคงช่วยได้เยอะ”

ฉันถอนหายใจ ประสบการณ์ในชีวิตเตือนว่าเราไม่ควรเอาความหวังไปฝากไว้กับคนอื่น

“วาร์รู้ได้ยังไงว่าพวกเขาไม่เลวร้าย? เชื่อใจพวกเขาได้เหรอ?”

เธอกำลังจะตอบ ทว่าสายตาที่มองหน้าฉัน จู่ๆ ก็เหลือบขึ้นมองใครสักคนที่อยู่ข้างหลังของฉัน ขณะเดียวกันแววตาของเธอก็เปลี่ยนเป็นตกใจ และเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างทว่าไม่มีเสียงหลุดออกมา

“วาร์?” ฉันเรียก

วาร์หันกลับมาสบตา แต่สีหน้าเลิ่กลั่กผิดปกติ

ฉันเหลียวหลังไปมองเพื่อหาคำตอบว่าใครเป็นคนทำให้พี่สาวของฉันเสียอาการขนาดนี้ กระนั้นกลับเห็นแค่แผ่นหลังของพวกเขา

คนที่ตินน์เรียกว่า สองเค

 













ไวท์ : ชีวิตก็แบบนี้แหละ...


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -




{+ ฉินฉิน talk }

ความเลวของอีพี่แดนก็จะตามหลอกหลอนผู้หญิงของสองเคหน่อย
จริงๆ ใครที่ได้อ่าน #แค่เพื่อนเซก น่าจะคุ้นฉากหนึ่งแหละ
ที่เห็นว่ากลุ่มผู้ชายมีเรื่องกันก็มีต้นเหตุมาจากเรื่องนั้นๆ อะ
ลองเดาดูว่าเรื่องไหน 5555555555555

พูดคุยกันได้ที่...
ทวิตเตอร์ @chinch_in
แฟนเพจ @chin2nan
hashtag #พี่เคคนดุ

คอมเม้นนิด โหวตหน่อย ให้นักเขียนขี้เหงาหน่อยน้าาาา



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 104 ครั้ง

145 ความคิดเห็น

  1. #143 Okura 03 (@1122kanjana) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2562 / 05:15
    ไวท์หน้าจะเป็นคนมึนๆ เนอะ
    #143
    0
  2. #37 WhileNunSleep (@WhileNunSleep) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 20:29

    เขินฉากที่สองเคบอกคนนี้แหละ ไม่รู้เขินไร กรี๊ดดดดด 5555555555

    #37
    0
  3. #28 komie_bear (@JooJee_socute) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 00:03
    คือเป็นงง 555555555555
    #28
    0
  4. #26 komie_bear (@JooJee_socute) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 07:13
    ตินน์ทำเรื่องแล้วมั้ยล่ะ5555555
    #26
    0
  5. #25 komie_bear (@JooJee_socute) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 / 10:42
    จะเจอกันมั้ยนะ..?
    #25
    0
  6. #23 Partymafia (@jeepcherokee28) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 02:20
    เจิมมมมมมมมมมมม
    #23
    0
  7. #22 Partymafia (@jeepcherokee28) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 02:20
    เจิมมมมมมมม
    #22
    0
  8. #21 Baibounannapat (@Baibounannapat) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 เมษายน 2562 / 21:50
    เจิมๆๆๆ
    #21
    0