[ นิยายทำมือ ] เด็กมันร้าย | BLACKWHITE

ตอนที่ 3 : BLACK WHITE ⊿◤ PART.1 | พบร้าย ep.1 [ re-write ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,546
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 107 ครั้ง
    5 ก.ค. 62

  
    โ ป ร ด มี ส ติ ก่ อ น อ่ า น   
- นิยายเรื่องมีบทสนทนาที่ไม่สุภาพ/หยาบคาย หรืออาจมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบ้าง
หากมีฉากที่ไม่เหมาะสม นักเขียนขออนุญาตไม่อัพลงเด็กดี
หรืออาจลดทอนเนื้อหาส่วนนั้น แต่สามารถอ่านเนื้อหาหลักได้ปกติ
- นิยายเรื่องนี้ไม่ได้อัพฯทุกวัน/วันละนิดๆ หน่อยๆ ขึ้นอยู่กับเวลาว่างของนักเขียน
- นิยายเรื่องนี้งดอัพทุกวันเสาร์และอาทิตย์
- นิยายเรื่องนี้สรรค์สร้างจากมันสมองของนักเขียนเอง กรุณาอย่า copy | paste


______________________________________________________

 PART.1 ⊿◤ พบร้าย | ep.1 




          “เขาทำอะไร?” เหม่ยอิงถามหลังจากที่เราเดินห่างพี่แดนมาพอสมควร

ฉันยังคงสวมบทสาวน้อยขี้กลัว น้ำตายังเปรอะแก้ม แต่ไม่มีคำอธิบายอะไรเพราะเขาไม่ได้ขู่กรรโชก เพียงแต่ขอความร่วมมือจากฉันเพื่อทำเรื่องชั่วๆ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ถูกเซ้าซี้ถามจนถึงทางตัน จึงต้องแสร้งทำเป็นหวาดผวาแล้วส่ายหน้าเหมือนไม่อยากให้ทำลายจิตใจไปมากกว่าเดิม

“ไม่เป็นไร อยากให้ช่วยก็บอกล่ะ” เธอยอมถอย

แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น คนอย่างพี่แดน หากวางแผนไว้แล้วก็ต้องทำตามแผนให้ได้ เพราะแบบนั้นในอีกไม่กี่นาที่ต่อมาฉันจึงได้รับข้อความจากเขา

[ ยังไงเธอก็เป็นคนปล่อยข่าว เหม่ยอิงไม่มีทางเข้าข้างเธอแน่ ]

ให้ตาย ทำไมหน้าด้านแบบนี้ล่ะ...

ข้อความที่สองถูกส่งมาติดๆ

[ เลิกเรียนเราไปเจอกันที่ร้านกาแฟใกล้ๆ คอนโดฯ ของเหม่ยอิง

ฉันจ้างคนไว้แล้ว เธอเป็นคนจ้าง

สิ่งที่เธอต้องทำคือแสดงพิรุธเพื่อให้เหม่ยอิงสงสัยจนต้องวิ่งแจ้นมาหา

ฉันอยากให้เด็กนั่นได้เห็นกับตาว่าเกิดอะไรขึ้น จะได้เลิกยุ่งกับฉันสักที ]

          “ชั่วไม่มีที่ติ”

          “ว่าไงนะ?” คนที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นเหยื่อหันถามเสียงพึมพำของฉัน       

สิ่งที่ฉันถนัดที่จะทำก็คือยิ้มเบาๆ แล้วส่ายหน้า “เปล่า ไม่มีอะไร”

แน่นอนว่าฉันแทบไม่ได้อะไรจากการช่วยเหลือพี่แดนเลย ยังไงซะคนที่ต้องเป็นแพะรับบาปก็คือฉันเหมือนทุกครั้งนั่นแหละ กระนั้นเขาย่อมมีวิธีกดดันให้ฉันยอมจำนนเพราะฉันมีข้อเสียเปรียบให้เขาได้ใช้ประโยชน์มากมายเหลือเกิน

สุดท้ายฉันจึงยอมฝืนใจตกเป็นเครื่องมือของพี่แดนตามเคย

“แล้วเจอกัน” เหม่ยอิงโบกมือ

ตอนที่กำลังแยกย้ายกันกลับบ้านหลังจากคลาสเรียบจบลง ฉันตัดสินใจทำตามแผนของพี่แดนด้วยการหยิบโทรศัพท์มือถือซึ่งไม่มีสายเข้าออกขึ้นแนบหู จากนั้นเหลียวหลังไปมองเพื่อกะระยะห่างที่ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป

ก่อนจะเริ่มพูดคนเดียว...

“ฉันต้องการมากกว่าสองคนค่ะ คุณเตรียมกล้องไปด้วย...ขอผู้ชายมากกว่านั้น ฉันอยากให้มันอับอายจนไม่กล้าสู้หน้าใครอีก” มั่นใจว่าคำพูดประเภทนี้จะทำให้เหม่ยอิงรู้สึกสงสัย “เดี๋ยวฉันล่อเธอไปเอง พวกคุณไปรอแถวลานจอดรถตรงข้ามร้านกาแฟเลยค่ะ ฉันกำลังไปหาแดน วันนี้ฉันหย่อนเหยื่อไปแล้ว ถ้าเธอเห็นว่าฉันอยู่กับแดนคงรีบวิ่งแจ้นไปกินเบ็ดเอง อ้อผู้หญิงคนนั้นชื่อเหม่ยอิงนะคะ ได้ยินชื่อนั้นพวกคุณก็จัดการได้เลยค่ะ”

เหม่ยอิงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่ฉันพูด ส่วนฉันก็แสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าเธอได้ยิน

บางทีชีวิตของฉันอาจจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวล่ะมั้ง หวังพึ่งใครคงไม่ได้ มีเพื่อนก็ไม่ได้ มีแฟนก็ไม่ได้ ในเมื่อมีอะไรไม่ได้สักอย่าง ฉันก็หวังว่าการทำตามแผนของพี่แดนแบบที่จงใจเปิดเผยให้ เหยื่อรับรู้ จะสามารถช่วยเตือนเหม่ยอิงว่าไม่ควรทะเล่อทะล่าวิ่งมาหาพี่แดนทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเรื่องที่กำลังจะเกิดเป็นกับดัก...ของฉัน...

อืม ก็ต้องเป็นแบบนั้นแหละ

ท้ายที่สุดแล้วมันก็ต้องเป็นฝีมือของคนที่ไม่ได้ทำอะไรอย่างฉัน เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา...

เสียงลมหายใจที่ถูกผ่อนออกอย่างสิ้นหวัง ช่วงแรกมันมาพร้อมกับหยดน้ำตา นานวันเข้าก็เหลือแค่ความร้อนผ่าวที่สามารถเก็บกลั้นหยดน้ำงี่เง่าเหล่านั้นได้ กระทั่งตอนนี้ฉันไม่จำเป็นต้องร้องไห้อีกแล้ว เพราะฉันได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่าน้ำตาไม่เคยช่วยให้แม่ของฉันฟื้นจากความตาย มันไม่เคยทำให้พ่อของฉันหยุดคิดที่จะขายลูกสาวกิน และไม่เคยช่วยให้ฉันเอาชนะพวกที่คิดเอาเปรียบอย่างหน้าด้านๆ ได้

น้ำตา...สำหรับฉันก็เป็นแค่การแสดงออกว่าตัวเองน่าสมเพชแค่ไหน

ฉันก้มมองข้อความที่ทำให้ฉันต้องตัดสินใจรับความชั่วช้าของคนอื่นมาเป็นของตัวเองอีกหน มองมันแล้วก็กัดฟันอย่างเคียดแค้น

[ ฉันจะให้แม่โอนหุ้นบริษัทที่สมุทรปราการคืนให้พ่อเธอเพื่อเป็นรางวัล

แต่ถ้าเธอไม่ช่วยฉัน...

น้องสาวเธออาจจะถูกขายเข้าตลาดมืดก็ได้นะ ]

          “สารเลว!

ก็คงทำได้แค่ด่ากับตัวเองเหมือนเดิมซินะ

 

          ฉันทำตามแผนที่พี่แดนวางไว้ คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเหม่ยอิงจะตกหลุมพรางทั้งๆ ที่ฉันเปิดเผยชัดเจนขนาดนั้นรึเปล่า

          สถานที่นัดพบคือร้านกาแฟใกล้ๆ คอนโดฯ ของเหม่ยอิง ฉันไม่รู้จักที่อยู่ของเธอ ไม่ได้สนใจ สิ่งที่สนใจในตอนนี้คือความสารเลวของอดีตคู่หมั้น ซึ่งแม้จะรู้อยู่แก่ใจ ฉันก็ไม่วายเดินตามเกมของเขา

พี่แดนทักทายด้วยรอยยิ้มชั่วๆ ทันทีที่เห็นหน้าฉัน และทันที่เช่นกัน ฉันนั่งลงพร้อมกับพูดว่า...

“พี่เลิกเอาครอบครัวของไวท์มาเกี่ยวได้แล้วนะคะ”

คนพรรค์นั้นไม่มีวันเห็นอกเห็นใจคนอื่นหรอก เขาแสร้งไม่รู้ร้อนรู้หนาว “ก็ไม่นี่” แล้วตอบกลับหน้าด้านๆ

สิ่งหนึ่งที่ฉันทำได้ดีนอกเหนือจากแสดงละครเป็นคนอ่อนแอ คืออดทนต่อความหน้าด้านของเขานั่นแหละ

“ไม่ใช่ครอบครัวของไวท์กำลังลำบากรึไง สิ่งที่พี่ทำให้เรียกว่า ช่วยเหลือ ต่างหาก”

“ไวท์ไม่ต้องการให้ช่วยค่ะ”

“นึกอยากจะมีศักดิ์ศรีขึ้นมาแล้วเหรอ? ก่อนหน้านี้ไม่เห็นมีนี่ พ่อเธอแทบจะยกเธอให้ฉันฟรีๆ ขนาดฉันปฏิเสธก็ยังอ้อนวอนขอให้ฉันยอมรับเธอให้ได้ ถึงขั้นยอมให้เธอเป็นเมียเก็บฉันเลยนะ”

“...”

“เอาน่า เห็นแก่เคยที่พึงพากันมาก่อน คราวนี้เธอก็แค่ทำตามที่พี่บอกเหมือนเดิมนั่นแหละ ไม่เดือดร้อนอะไรหรอก”

ถามว่าเจ็บใจมั้ย? ใช่...ฉันเจ็บใจมาก แต่เรื่องที่พี่แดนพูดกลับไม่ผิดไปจากความจริงซักนิด พ่อของฉันจนตรอกถึงขั้นขายลูกสาวกิน หากฝ่ายนั้นไม่เฉดหัวส่งครอบครัวของเราเหมือนหมูเหมือนหมา ป่านนี้ฉันคงเป็นยิ่งกว่าเศษกรวดให้พวกเขาย่ำยีเกียรติเพียงเพื่ออ้อนวอนขอยืมบารมีมาคุ้มครองชีวิตที่เริ่มต่ำช้าลงทุกวัน

สำหรับพี่แดน ฉันคงไม่มีศักดิ์ศรีเหลืออีกแล้ว “พี่จะโอนหุ้นคืนให้พ่อไวท์จริงๆ ใช่มั้ยคะ?” ก็ใช่...ศักดิ์ศรีน่ะ ฉันไม่มีหรอก

“พี่เคยโกหกไวท์ด้วยเหรอ?”

เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นพอดี เปิดโอกาสให้ฉันได้เบ้ปากใส่ความหน้าด้านของเขา

ฉันได้ยินบทสนทนาที่ไม่ได้จงใจปิดบัง ทำให้รู้ว่าปลายสายเป็นเหม่ยอิงแน่นอน พวกเขาคุยกันแค่ไม่กี่ประโยค เมื่อวางสายพี่แดนจึงสั่งให้ฉันเดินไปบอกกลุ่มคนที่เขาจ้างไว้สำหรับทำร้ายตัวเองให้เตรียมตัว คิดไม่ถึงว่าชั่วพริบตานั้น คนที่กลายเป็นเหยื่อกลับเป็นฉันซะเอง!

ผู้ชายจำนวนหนึ่งลากตัวฉันที่ไม่ทันได้อ้าปากกรีดร้องให้คนช่วย พาไปยังสถานที่ใดที่หนึ่งซึ่งจากระยะทางที่เข่าของฉันครูดไปกับพื้นซีเมนต์ จากที่เคยเจ็บกลับไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว พวกมันไม่ได้พูดคุยอะไรกัน เป็นการฉุดกระชากที่รวดเร็วและเงียบเชียบ กระทั่งได้ยินเสียงประตูเปิดจากการถีบหรืออะไรสักอย่างที่ค่อนข้างรุนแรง พร้อมกับร่างที่ถูกโยนลงบนวัตถุนุ่มๆ ดวงตามืดสนิทเพราะถูกปิดด้วยผ้ากับมือที่ถูกเชือดบีบรัดจนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ตอนนี้กลายเป็นอิสระ...

เมื่อภาพปรากฏชัดเจน จึงพบชายฉกรรจ์สี่คนยืนล้อมเตียงทั้งสี่ทิศอยู่ในห้องแคบๆ ไร้หน้าต่าง ประตูบานเดียวที่มีคือทางออก แต่ไม่สามารถก้าวไปถึงได้ง่ายๆ

ฉันนั่งอื้ออึงอยู่ตรงกลางของพวกมัน ปลายเตียงมีกล้องตั้งอยู่ นั่นทำให้ความสะอิดสะเอียดแล่นจุกขึ้นมาที่คอหอย เกิดมาทั้งชีวิตไม่เคยพบเจอสถานการณ์แบบนี้ แม้แต่ในจินตนาการก็ไม่เคยซักครั้ง ดังนั้นในช่วงเวลาที่ต้องมีสติที่สุดฉันจึงไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ทั้งความกลัว ความรังเกียจ ความโกรธแค้น และความสมเพชเวทนาที่มีให้กับตัวเอง อารมณ์เหล่านั้นกำลังระเบิดอยู่ในร่างกายของฉัน

“ทำตัวดีๆ จะได้ไม่ต้องตบตีให้ช้ำ” ชายคนหนึ่งพูด พร้อมกันนั้นก็วางเข่าข้างหนึ่งบนเตียง เตรียมที่จะก้าวเข้ามา

สัญชาตญาณทำให้ฉันขยับตัวหนีอย่างว่องไว แต่อีกด้านหนึ่งก็มีผู้ชายจับตัวฉันไว้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

ฉันไม่อยากคิดเลยว่าหลังจากนี้จะเลวร้ายขนาดไหน ผู้ชายสี่คนกับผู้หญิงตัวเล็กๆ แค่คนเดียว นี่คืออาชญากรรมอย่างแน่นอน แต่ไม่รู้ว่าจะเอาผิดพวกมันได้มั้ย หรือแม้แต่คิดว่าจะรอดออกไปจากตรงนี้ได้ยังไงก็ยังไม่มีในสมอง หนทางเดียวสำหรับตอนนี้คือปล่อยไป...

ปล่อยให้มันเลวร้ายจนถึงที่สุด

เมื่อคิดว่าชีวิตหนึ่งของฉันช่างน่าเวทนาเหลือเกิน คิดว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ฉันจะผ่านความเจ็บปวดเหล่านี้ไปได้มั้ย แล้วจะสามารถยืดหยัดอย่างเข้มแข็งที่จะมีชีวิตต่อไปพร้อมๆ กับอดีตที่เหี้ยมโหดแบบนี้ได้หรือไม่

พอคิดถึงจุดนั้น...

ฉันจึงรวมกำลังเฮือกสุดท้ายเพื่อดิ้นให้หลุดจากการถูกล็อคแขนแล้วพุ่งเข้าไปคร่อมผู้ชายที่คิดจะย่ำยีฉัน ด้วยเวลาสั้นๆ ทำให้พวกมันไม่ทันตั้งตัว และตอนนั้นฉันก็ปักมีดพกลงตรงคอหอยของไอ้ชั่วนั่นสำเร็จ!

สายเลือดพุ่งกระฉูดใส่หน้าของฉัน กลิ่นคาวมาพร้อมกับความเหนียวหนืด มือข้างหนึ่งแตะแก้มตัวเองเพื่อยืนยันชัดเจนว่าฉันได้กระทำสิ่งใดลงไป

“อ่อก...อ่อก...” ดูเหมือนมันพยายามจะพูดอะไรสักอย่าง ฉันรู้ว่ามันไม่ตายหรอก มีดพกอันนี้ไม่ได้ร้ายกาจนักหนา อย่างมากก็แค่ซื้อเวลาและลดจำนวนศัตรูไปได้เล็กน้อย

เมื่อมั่นใจแล้วว่ามันจะไม่ลุกขึ้นมาตบฉันในเร็วๆ นี้ ฉันจึงดึงมีดที่ปักคอหอยออกจากคนหนึ่ง แล้วหันไปมองอีกสามคนรอบตัว พวกนั้นมีท่าทีตกใจ แต่ด้วยความชำนาญหรืออะไรก็ช่าง ทำให้มันเปลี่ยนดวงตาตระหนกเป็นวาวโรจน์เหมือนได้เล่นบทสนุก

รูปร่างของพวกมันสูงใหญ่จนฉันไม่สามารถสู้ได้แน่ๆ อีกทั้งจำนวนที่มากกว่า และความกักขฬะที่ไม่ว่าอย่างไรฉันก็มีไม่เท่าพวกมัน กระนั้นสิ่งที่ได้เปรียบสำหรับฉันคือรูปร่างเช่นกัน เมื่อมันทั้งสามโผเข้ามาหมายจะยึดร่างฉันไว้ ฉันจึงใช้ความได้เปรียบนี้แทรกตัวออกจากช่องว่างเพียงเล็กน้อย ซึ่งความเสี่ยงที่ใช้เสี้ยววินาทีในการตัดสินใจก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม ตอนนี้ฉันจึงอยู่นอกวงล้อมของพวกมัน ทว่าก็ยังอยู่ในห้องแคบๆ ที่ประตูบานเดียวบานนั้นดันอยู่ด้านหลังของมันพวกเสียได้

สิ่งที่ฉันต้องทำต่อจากนี้คือฝ่ากำแพงมนุษย์ทั้งสามเพื่อไปยังประตูทางออก

พวกมันต่างยกยิ้มมุมปาก เป็นภาพที่เห็นแล้วอยากจะอ้วกออกมา มันยังใช้คำพูดหยาบโลนและน่ารังเกียจเพื่อข่มขวัญฉัน แต่หูของฉันอื้อไปด้วยความกลัวจึงไม่ได้ยิน ซึ่งในความกลัวก็มีความโกรธเข้ามาปะปน และในความโกรธก็มีความอาฆาตแค้นผสมอยู่เช่นกัน

เงาทะมึนจากร่างกายของพวกมันค่อยๆ เคลื่อนมาปกคลุมตัวฉัน การก้าวเดินเพียงไม่กี่ก้าว และกำแพงที่เป็นเหมือนแหชั้นดีสำหรับพวกมันก็ช่วยกักร่างของฉันไว้จนได้

คราวนี้ฉันกับมีดพกในมือจะทำยังไงดี?

มีดพกสั้นๆ อันนี้อาจช่วยชีวิตฉันไว้ครั้งหนึ่งก็จริง แต่ตอนนี้ผู้ชายคนแรกกลับลุกขึ้นจากที่นอนได้แล้ว แผลที่ถูกแทงก็เหมือนจะเล็กลงอย่างน่าประหลาด

“อยากโดนกระทืบนักเหรอมึง!” มันกัดฟันพูด

เดิมทีฉันแค่คิดว่าจะลองสู้กับพวกมันดูสักตั้ง จึงแทงคอหอยของมันหวังจะเอาให้ถึงตาย ทว่าลืมไปเสียสนิทว่าอาวุธที่ซื้อมาเพื่อป้องกันตัวแบบฉาบฉวยไม่ได้มีคุณสมบัติเพื่อสิ่งนั้น และยังลืมอีกด้วยว่าพวกมันเป็นผู้ชายตัวใหญ่ที่มีถึงสี่คน เพิ่งสำนึกได้ตอนที่ถูกมันคนหนึ่งตบเข้าที่หน้าอย่างจัง แล้วหลังจากนั้นก็มีทั้งหมัดทั้งเท้าที่แรกๆ ก็ทำให้เจ็บปวดอยู่หรอก แต่ชั่วพริบตาหลังจากโดนปลายเท้าเสยเข้าคาง

ทุกอย่างก็มืดสนิท...

 

ความรวดร้าวราวกระดูกทุกส่วนในร่างกายป่นปี้เป็นสิ่งแรกที่ปลุกให้ฉันตื่นขึ้น หลังจากค่อยๆ ง้างเปลือกตาที่เหมือนจะลืมไม่สุดได้สำเร็จ ก็พบว่าสถานที่ที่อยู่ในตอนนี้ไม่ใช่ห้องแคบๆ อีกแล้ว เพดานขาวสะอาดกับไฟหนึ่งดวงที่ยังดับสนิทเพราะมีแสงจากดวงอาทิตย์สาดส่องเข้ามา เมื่อฉันเริ่มขยับลำคอเพียงเล็กน้อยจึงได้ยินเสียงโวยวาย

“ไวท์! เป็นยังไงบ้าง ไปตามหมอมาเร็ว!” เสียงของวาร์นี่นา...

อ่า...ฉันรอดตายเหรอเนี่ย?

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่หมดสติไป แต่ไม่รู้ก็ดีแล้ว จะเกิดอะไรก็ช่าง ฉันจำไม่ได้ก็ดีแล้วล่ะ

หมอเข้ามาตรวจอาการของฉันแล้วบอกว่านอกจากอาการระบมภายนอกก็ไม่มีส่วนใดได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกไม่ได้หัก อวัยวะภายในไม่ได้ชอกช้ำอย่างที่คาด กระนั้นฉันก็ยังไม่เห็นสภาพของตัวเองในตอนนี้

แต่ไม่เห็นก็ดีแล้ว...

“ว...าร์...” เสียงของฉันแหบมาก เวลาอ้าปากพูดจะรู้สึกเหมือนกลืนเลือดลงลำคอ

นอกจากวาร์ ไวน์ก็อยู่ที่นี่ด้วย

น้องสาวคนเล็กของเราตื่นตระหนกและเอาแต่ร้องไห้ที่ได้ต้องเห็นสภาพย่ำแย่ของฉัน อืม แย่มากซินะ ผิดกับวาร์ที่สงบเยือกเย็น แต่แววตาของเธอกลับร้อนรุ่มเป็นไฟ

พอเห็นว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง วาร์จึงทำหน้าที่พี่สาวผู้แสนเข้มงวด “ไวท์ไม่เป็นไรแล้ว ไวน์กลับไปเรียนเถอะ”

ไวน์อิดออดสักพัก ฉันจึงต้องฝืนสังขารพยักหน้าแล้วยิ้มแห้งๆ ให้เธอ

“เดี๋ยวเรียนเสร็จ ไวน์จะแวะมาหานะ”

“อ...อืม...”

วาร์ขว้างรอยยิ้มอ่อนหวานทิ้งทันทีที่ไวน์เดินออกจากห้องเรียบร้อย เธอรู้เรื่องของฉันกับพี่แดนมาโดยตลอด รวมถึงเรื่องนี้ที่ถึงแม้ฉันไม่ได้เล่าให้ฟัง แต่เธอย่อมเดาสถานการณ์ได้อยู่แล้ว

“ครั้งนี้มันเหี้ยมากเลยนะ” ปกติเธอไม่ใช่คนพูดคำหยาบ จริงๆ ครอบครัวของเราพูดคำประเภทนี้น้อยมาก ถ้าไม่ใช่เพราะรู้สึก สุด จริงๆ “ทีแรกวาร์คิดจะจ้างทนายเก่งๆ มาสู้คดีกับมันสักหน่อย แต่บังเอิญพ่อของเรากลับมีจิตสำนึกขึ้นมา อ้อ! พ่อรู้เรื่องนี้แล้วนะ วาร์บอกเองแหละ ถึงจะเป็นพ่อที่ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ก็เป็นเดือดเป็นร้อนอยู่เหมือนกัน”

ฉันถามทางสายตาว่า เป็นเดือดเป็นร้อนยังไง? เพราะปกติพ่อของเราขี้ขลาดตาขาวพอสมควร บางครั้งรู้ว่าครอบครัวถูกใส่ร้ายหรือเสียเปรียบ แต่ก็ยอมให้อีกฝ่ายได้ผลประโยชน์โดยไม่คัดค้านสักคำ

นั่นอาจจะเป็นข้อเสียส่วนหนึ่งที่ฉันได้รับมาด้วยล่ะมั้ง

“ผู้ชายที่ช่วยไวท์ชื่อ เค จริงๆ โลกกลมมากเลยนะ เพราะคุณเคเป็นเพื่อนกับเจ้าของค่ายที่วาร์สังกัดอยู่ ส่วนพ่อเลี้ยงของเขาก็เคยเป็นเพื่อนกับพ่อเราสมัยลงเล่นการเมืองด้วยกัน ซึ่งตอนนี้วางมือแล้วหันไปจับธุรกิจนำเข้ารถยนต์แทน พอพ่อรู้ก็เลยได้คุยกันบ้าง วาร์ไม่รู้ว่าผู้ใหญ่เขาคุยกันยังไงนะ แต่คิดว่าไอ้ชั่วแดนคงไม่เข้ามายุ่งกับชีวิตไวท์สักพักแหละ”

“...”

“ยังไงก็เหอะ วาร์ยังไม่ไว้ใจมันอยู่ดี ไม่รู้ว่ามันจะมาไม้ไหน”

นั่นซิ คนอย่างพี่แดนไม่มีทางวางมือง่ายๆ หรอก ยิ่งถ้าเป็นฝ่ายเสียเปรียบด้วยล่ะก็ สักวันเขาต้องหาทางเอาคืนแน่ๆ

ฉันกับวาร์เป็นกังวลเรื่องนี้มาก แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็คล้ายจะถูกลบเลือนเหมือนตัวหนังสือบนสมุดเล่มเก่า ตลอดหนึ่งเดือนที่ฉันพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลไม่มีข่าวคราวของพี่แดนเข้ามารบกวนจิตใจ เรียกได้ว่าพี่แดนไม่มีบทบาทในชีวิตของฉันอีกเลย ในขณะที่พ่อก็หายหน้าหายตาไปเช่นกัน ไม่แม้แต่แวะมาเยี่ยมเยือนลูกสาวสักหน หรือเพราะละอายใจ?

อืม พ่อก็ควรละอายใจบ้างนะ

กระทั่งเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในวันที่ฉันออกจากโรงพยาบาล เป็นสายของพ่อที่เพิ่งโทร ฯ มาหลังจากทอดทิ้งฉันไว้เป็นเดือน ดังนั้นฉันจึงเลือกที่จะตัดสายด้วยความน้อยใจหรืออะไรก็ตาม

ใครจะรู้ว่าการตัดสายในคราวนั้นจะนำพาเรื่องอะไรมาสู่ชีวิตของฉันบ้าง

วันรุ่งขึ้นฉันได้รู้ข่าวว่าน้องสาวของเราหนีออกจากบ้านขณะที่ถูกบังคับให้แต่งงาน ซึ่งระหว่างทางเธอประสบอุบัติเหตุจนทำให้ไม่สามารถฟื้นขึ้นมาได้อีกเลย

สิ่งที่ทำให้ฉันเสียใจที่สุดในชีวิตคือการที่เผลอคิดว่าต่อจากวันนี้จะได้รับความเมตตาจากสวรรค์เสียที ทั้งที่ความจริงนรกก็คือนรก แม้จะหลับตาลงครู่หนึ่ง แม้ไม่เห็นความโหดร้ายเพียงช่วงขณะหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าช่วงเวลานั้นฉันอยู่บนสวรรค์เสียที่ไหน

ฉันไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์แบบไหนบังคับให้ไวน์ต้องแต่งงานกับพี่แดน ใช่! น้องสาวที่น่ารักของเราอาจดูไร้ความเด็ดเดี่ยว แต่แทนที่เธอจะเชื่องเหมือนฉัน เธอกลับเลือกที่จะตายเอาดาบหน้า ในขณะที่วัชพืชไร้ค่าอย่างพี่แดนกลับไม่ลดราวาศอกให้ครอบครัวเราเลย

คิดไว้แล้วว่าวันหนึ่งเขาจะต้องเอาคืน เพียงแต่ไม่เข้าใจว่าเขากำลังเล่นเกมอะไรอยู่?

          เดี๋ยวสมองก็ไหลออกมาหรอก เพลง พูดด้วยสีหน้าเอือมระอาเมื่อเห็นฉันตบหน้าผากตัวเองเพราะเริ่มคิดมากจนปวดหัว

เพลงคือคนที่ช่วยชีวิตฉันเอาไว้ และยอมให้ฉันเป็นรูมเมทของเธออย่างกล้ำกลืนฝืนทน

ห้องเช่าที่เพลงอาศัยอยู่ตอนนี้ไม่ได้ใหญ่โตหรือเหมาะสมสำหรับสองคนหรอก ลองนึกภาพห้องที่เปิดประตูเข้ามาแล้วเจอเตียงทันที เดินอีกแค่สองก้าวก็สามารถล้มตัวลงนอนได้ ในขณะที่ความกว้างของเตียงรองรับได้แค่ร่างเดียว ทว่าฉันก็สามารถเบียดเบียนเพื่อนสมัยประถมฯ คนนี้ได้ถึงหนึ่งสัปดาห์

อันที่จริงฉันกับเพลงไม่ใช่เพื่อนสนิทกันหรอก ตอนเรียนประถมฯ ก็อยู่ห้องเดียวกันแค่ปีเดียวเท่านั้น แล้วแทบไม่ได้พูดคุยกันเลย แต่ที่ฉันจับพลัดจับพลูมาอยู่กับเธอได้เพราะบังเอิญวันที่ฉันรู้ข่าวของไวน์ เพลงซึ่งเพิ่งเลิกงานและกำลังเดินผ่านคนที่กำลังปีนสะพานเพื่อกระโดดลงแม่น้ำกว้างใหญ่อย่างไร้สติ เธอคว้าแขนคนๆ นั้นเอาไว้ ไม่ได้พูดเกลี่ยกล่อมอะไรนอกจากถามว่า...

ใช่ไวท์รึเปล่า?’

ใช่...คนโง่คนนั้นคือฉันนั่นเอง

ดูเหมือนฉันผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้ง่ายๆ ใช่มั้ยล่ะ? ที่จริงก็ไม่ง่ายหรอกนะ มันมีความเครียดหลายๆ อย่างที่พูดไปก็ไม่ประโยชน์ เป็นความรู้สึกวูบหนึ่งที่คิดว่ามีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

ที่เขาเรียกกันว่า อารมณ์ชั่ววูบ คงเป็นความรู้สึกแบบเดียวกับที่ฉันเคยสัมผัสนั่นแหละ

เมื่อเพลงคว้ามือฉันเอาไว้ สติที่ล่องลอยไปไกลก็วิ่งเข้าใส่กายหยาบทันควัน

ฉันก้าวลงจากสะพาน ขาที่สั่นเพราะอ่อนล้ามากทำให้ทรุดลงกับพื้นในทันที กว่าจะรู้ตัวและจำเหตุการณ์ได้จริงๆ ก็ตอนที่เพลงพาฉันกลับมาที่ห้องของเธอ กลิ่นฉุนๆ ของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลอยกรุ่นอยู่ตรงหน้า พร้อมกันนั้นก็ได้ยินเสียงซูดเส้นบะหมี่อย่างหิวโหยของเพื่อนสมัยประถมฯ ดังขึ้นด้วย

นั่นคือเรื่องราวสั้นๆ ของชีวิตที่เกือบจะจบสิ้นลงอย่างโง่เขลา จริงๆ ก็แทบไม่มีอะไรเลย ในตอนนั้นสมองของฉันคิดอะไรไม่ออกสักอย่าง ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถ้าโดดลงไปแล้วจะเป็นยังไง จะหลุดพ้นจากความเจ็บปวดได้มั้ย ซึ่งมันไม่มีทางเป็นแบบนั้นได้หรอก เพราะคนที่ต้องทนแบกรับความเจ็บปวดเป็นสองเท่าก็คือคนที่ยังมีชีวิตอยู่ แน่นอนว่าความเจ็บปวดของคนที่เรารัก จะทำให้เรามีความสุขหรือหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานไปได้อย่างไรกัน

เพลงเดินเข้าห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ระหว่างนั้นฉันถามเธออย่างสนอกสนใจ

ที่ทำงานขาดคนรึเปล่า?”

เหมือนอีกฝ่ายรู้ความหมาย ถ้าอยากทำงานก็ไปเรียนให้จบก่อน เธอพูดพร้อมกับเปิดประตูห้องน้ำออกมาในร่างที่สวมชุดยูนิฟอร์มของร้านอาหารแห่งหนึ่งเรียบร้อยแล้ว

นั่นซินะ...อีกแค่ไม่กี่เดือนก็จะจบปริญญาตรี แต่ฉันดันทิ้งความมุมานะตลอดเวลาสามปีกว่าเพราะไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงเสียได้

หายดีแล้วก็ไปเรียนเถอะเพลงบอก ส่วนที่พัก ถ้าทนรูหนูแคบๆ เน่าๆ ได้ก็อยู่ด้วยกันไปก่อน เอาไว้เรียนจบหางานได้ค่อยมาชดใช้ฉันแล้วกัน

ประเสริฐกว่านี้ก็พระแม่มาลีแล้ว

“...”

 

วันรุ่งขึ้น

ฉันตั้งจิตอธิษฐานกับศาลพระภูมิหน้าตึกของห้องเช่า ขอให้หนึ่งเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมาช่วยทำให้เรื่องราวแย่ๆ เหล่านั้นเจือจางลงด้วยเถิด

ไปได้แล้ว เพลงถูกขอร้องแกมบังคับให้ไปส่งฉันที่มหาลัย โชคดีที่เธอทำงานอยู่ตรงร้านกาแฟแถวนั้น จะเรียกว่าเป็นทางผ่านก็ได้ และตอนนี้เธอกำลังเร่งเร้าให้ฉันเลิกขอพรกับศาลพระภูมิเสียที

อากาศของเช้าวันนี้ร้อนจัดจนแสบผิว เอ่อ...อย่าหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ ถึงแม้ฐานะทางบ้านของเราจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ความหน้าใหญ่ใจโตและไม่ยอมรับความจริงของพ่อ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของฉันยังคงสวยหรู ทุกครั้งที่ไปมหาวิทยาลัยไม่เคยต้องยืนโยกเยกโหนรถเมล์เหมือนวันนี้ อีกทั้งไม่เคยลงจากรถเมล์ไปต่อเรือแล้วหลบน้ำสีดำที่คอยกระเด็นกระดอนมาใส่เสื้อนักศึกษาของฉันอย่างเจ็บแค้น พอลงจากเรือแล้วก็ยังต้องเดินเท้าอีกเกือบสิบนาทีกว่าจะไปถึงหน้ามหาลัย 

ให้ตาย! ชีวิตจริงมันต้องดิ้นรนแบบนี้ซินะ ถ้าอย่างนั้นก็มาสู้กันสักหน่อยเถอะ

กลับห้องเองได้ใช่มั้ย?” เพลงถาม เดี๋ยวช่วงบ่ายฉันต้องไปทำงานอีกที่หนึ่ง ต่อให้กลับไม่ได้ก็ต้องกลับให้ได้

จากระยะทางที่สันจรมานั้น... เดี๋ยวลองพยายามดู

เฮ้อ!”

เพราะโทรศัพท์เครื่องเดียวของฉันเพิ่งถูกขายไปเมื่อวาน ก็...คนมันร้อนเงินน่ะ ฉะนั้นสีหน้าลำบากใจระคนเอือมระอาของเพลงจึงเหมือนแม่ลูกหนึ่งที่กำลังแบกภาระใหญ่หลวงเอาไว้บนบ่า

เห็นแบบนั้นฉันก็ไม่อยากสร้างความลำบากให้เธออีก จึงพยักหน้าอย่างมั่นอกมั่นใจ กลับเองได้อยู่แล้วแหละโกหกทั้งเพ ฉันจำอะไรไม่ได้ซักอย่างโว้ย!

เอาเป็นว่า...เธอยื่นโทรศัพท์รุ่นเก่ากึกของตัวเองมาให้ ถ้าหลงทางก็โทรฯ มาที่ร้านแล้วกัน ฉันทำงานอยู่ที่นี่...

หลังจากแยกทางกันแล้ว ฉันก็มายืนไหว้พระพรมหน้ามหาวิทยาลัยเพื่อความเป็นศิริมงคลให้กับการเริ่มต้นใหม่อีกหน

บรรยากาศที่เคยคุ้นตลอดสามปีกว่า ในวันนี้ไม่ได้แตกต่างไปจากวันแรกๆ เท่าไหร่ ฉันเดินเชื่องช้าไปยังห้องเรียน ถึงแม้คนอื่นจะไม่ให้ความสนใจ ทว่าคนในห้องที่เคยเห็นหน้าค่าตาและรู้จักกันมาก่อน

พวกเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไรนะ?

อันที่จริงฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง เหม่ยอิงสบายดีมั้ย? เธอบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งที่แล้วรึเปล่า? แล้วตัวฉันในสายตาของคนอื่นเป็นยังไง พี่แดนใส่ร้ายอะไรฉันบ้าง?

ความกังวลเหล่านั้นทำให้ฉันไม่กล้าเปิดประตู เอาแต่คิดวกวนไปมาจนกระทั่งสำนึกได้ว่าหากไม่สู้กับความกลัวในวันนี้ วันข้างหน้าฉันก็จะเป็นได้แค่คนขี้ขลาดเท่านั้น

ทันทีที่ประตูห้องถูกเปิด หัวใจของฉันเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ เสียงจอกแจกเมื่อครู่ก็เงียบลงพร้อมกับสายตาทุกคู่ที่หันมาจับจ้อง ฉันรู้สึกได้ว่ามือเท้าเกร็งไปหมด สีหน้าเป็นกังวลก็ยิ่งหมองหม่นลงจากเดิม

ทว่า...

เพียงไม่ถึงเสี้ยวนาที สายตาพวกนั้นก็ละจากไป เสียงพูดคุยเมื่อครู่กลับมาโหวกเหวกเช่นเดิม

พวกเขาไม่ได้สนใจฉัน...เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

ความโล่งใจช่วยผลักเท้าให้ก้าวเข้าไปในห้อง หนึ่งเดือนที่ผ่านมาคงมีเรื่องราวเกิดขึ้นไม่น้อยซินะ และอย่างที่บอก...ฉันไม่ใช่คนโด่งดัง ไม่มีเรื่องอะไรให้พวกเขาต้องสนอกสนใจนักหนาหรอก

วิชาเรียนในวันนี้เดิมทีมีพี่แดนเป็นผู้สอน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้เขาถอนตัวออกจากการสอนกะทันหัน ฉันเดาเอาเองว่าเป็นเพราะผลกระทบจากข่าวลือของเขากับเหม่ยอิง อีกอย่าง...เหม่ยอิงก็น่าจะมีอิทธิพลพอสมควร พี่แดนจึงอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้

ทุกอย่างดูเหมือนเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดี และนั่นก็ทำให้จิตใจของฉันปลอดโปร่งขึ้นด้วย 

 






เค : รอพี่ก่อน


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -




{+ ฉินฉิน talk }

ไวท์อยากเจอพี่เขาเหรอ?
มา! เดี๋ยวเจอเลย ฮี่ๆ

พูดคุยกันได้ที่...
ทวิตเตอร์ @chinch_in
แฟนเพจ @chin2nan
hashtag #พี่เคคนดุ

คอมเม้นนิด โหวตหน่อย ให้นักเขียนขี้เหงาหน่อยน้าาาา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 107 ครั้ง

145 ความคิดเห็น

  1. #117 aomeing (@aomeing) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 12:49
    น้ำตาซึมเพราะไวท์. สงสารรร
    #117
    0
  2. #36 WhileNunSleep (@WhileNunSleep) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 17:37

    สงสารไวท์ง่ะ แงงงง

    #36
    0
  3. #20 0890854561 (@0890854561) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 23:06

    ??’???’???’???’???’???’???’???’?

    #20
    0
  4. #19 komie_bear (@JooJee_socute) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 02:13
    อิพี่รีบมานะ น้องอยากเจอ55555
    #19
    0
  5. #18 16082545 (@16082545) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 23:43
    รออค่าา อยากไคค์ด้วยอะแงมาไม่ทัน
    #18
    0