คัดลอกลิงก์เเล้ว

Meet Me At The Garden : หนูนิด

โดย P. Guntorn

หากเด็กหญิงไร้เดียงสาถามคำถามไร้สาระ.... "คุณแม่ทำไมเพื่อนของหนูถึงมีขนขึ้นที่ฟันคะ?"

ยอดวิวรวม

564

ยอดวิวเดือนนี้

2

ยอดวิวรวม


564

ความคิดเห็น


6

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  12 ก.พ. 60 / 15:35 น.
นิยาย Meet Me At The Garden : ˹ٹԴ Meet Me At The Garden : หนูนิด | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
        เรื่องที่จะได้อ่านต่อไปนี้เป็นเรื่องสั้น/นิยายที่ถูกแต่งขึ้นเองโดยอาศัยจินตนาการจากความคิดทั้งสิ้น ไม่ได้อ้างอิงสถานที่จริงที่อาจมีอยู่ในบนโลกใบนี้  และผู้เขียน(ข้าพเจ้า)ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะเจาะจงไปในทางที่ไม่ดีต่อบุคคลใดก็ตามที่อาจจะมี ชื่อ,สภาพร่างกาย,อุปนิสัย หรือลักษณะประจำตัวต่างๆเหมือนในเรื่องสั้น/นิยายเรื่องนี้  หากมีเนื้อเรื่องส่วนใดที่ไปคล้ายคลึงกับชีวิตของบุคคลใดก็ตามที่ได้อ่านหรือที่ท่านรู้จักเป็นการส่วนตัว  แล้วพบว่าไม่เหมาะไม่ควร ก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

-----จากความมุ่งมั่นและตั้งใจ-----

                P. Guntorn

เนื้อเรื่อง อัปเดต 12 ก.พ. 60 / 15:35



       "คุณแม่ขา... ทำไม หนูนิด ถึงมีฟันเป็นขนคะ?"
       นางวริญา ทำเป็นหูทวนลมและพยายามรวบรวมสมาธิให้อยู่กับสูตรทำอาหารตรงหน้า
       สายลมที่พัดโชยเข้ามาทางประตูห้องครัว  ทำให้นิตยสารแนะแนวการทำอาหารที่พิงไว้กับหม้อต้มพลิกกระพือ  นางวริญารู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมาตะหงิดๆว่า เดี๋ยวหล่อนก็คงมีเหตุให้ต้องใช้เจ้าหม้อมีด้ามใบนั้นแน่ๆ  หล่อนน่าจะมีหม้อแบบนี้อีกสักใบสองใบ  แต่จะเอามันเก็บไว้ที่ไหนล่ะ?
       นี่แหละคือปัญหาของห้องครัวห้องนี้
       ไม่มีที่บนชั้นวางของมากพอ  แถมพวกเครื่องครัวก็จะคอยไปหลบอยู่ผิดที่ร่ำไป  หล่อนเองนั้นฝีมือทำครัวก็พอไปวัดไปวาได้  ถึงแม้จะทำให้ของเสียหายเป็นประจำจนสามีตำหนิบ่อยๆ  มันเป็นเพราะครัวห้องนี้ออกแบบไว้ไม่ดีต่างหาก  ดูนั่นสิ... ไม้ตีไข่ดันไปอยู่บนหลังตู้เย็นเสียได้  ยังดีว่าหล่อนไม่จำเป็นต้องใช้มันในวันนี้
       "ช่วยปิดประตูด้วยจ้า"
       หล่อนออกปากขอร้องเมื่อสายลมทำท่าจะพลิกปิดหน้าหนังสือ  ตะหลิวในมือจิ้มหมับลงไปที่นิตยสาร  ทิ้งรอยเลอะของน้ำแป้งมันไว้ตรงกลางสูตรทำกับข้าวพอดี  หล่อนถอนใจเฮือกแล้วยื่นมือไปควานหาผ้าข้างอ่างล้างจาน  และเริ่มรู้สึกปลงตกแล้วว่า  อาหารค่ำที่ลองทำมื้อนี้เห็นทีจะจบลงด้วยความหายนะเป็นแน่
       พักหลังนี้หล่อนพบว่า  การกำจัดของเหลือกลายเป็นเรื่องยุ่งยากมากขึ้นทุกที  หากว่าหล่อนโชคดี  โอกาสที่จะเอาผลงานของตนมาแทรกลงไปในรายการเสิร์ฟก็คงจะยังพอไหว
       แต่ถ้าเป็นกรณีที่หนักหนาสาหัสจริงๆ  อย่างเช่นตอนที่ผงสบู่หลุดเข้าไปรวมอยู่ในเครื่องปรุง โดยที่ไม่อาจบอกความเป็นมาได้  แม้แต่นกและหนูก็ยังเมินของที่หล่อนเททิ้งให้  เศษอาหารพวกนั้นก็มีสิทธิ์กองอยู่ในสนามหญ้าได้เป็นวันๆ เพื่อคอยประจานฝีมือการทำกับข้าวของหล่อน
       และนับตั้งแต่ความล้มเหลวในการทดลองหุงข้าวจนทำเอาโถส้วมตัน  หล่อนก็ไม่กล้าที่จะเทความผิดพลาดลงไปในชักโครกอีกเลย
       ทุกวันนี้ที่สำหรับของที่ทำแล้วกินไม่ลงก็คือถังขยะ  หล่อนต้องพยายามฝืนทนกับอาการเลิกคิ้วของสามีหากพบเห็นหรือได้กลิ่นมันเข้า  เพราะหลังจากอยู่ด้วยกันมาเก้าปี สามีของหล่อนเลิกบ่นเรื่องทำกับข้าวไปนานแล้ว  แต่ดูเหมือนเขาจะไม่มีปัญญาควบคุมคิ้วของเขาเอาไว้ได้
       นางวริญาเช็ดเศษน้ำแป้งมันออกจากหน้าหนังสือ  แล้วเขม้นมองผ่านฝ้าควันจากการทำอาหารลงไปยังตัวหนังสือเล็กจิ๋ว  หล่อนอดที่จะรู้สึกขึ้นมาไม่ได้ว่า  มันจะต้องมีอะไรขาดนิดขาดหน่อยอยู่เป็นประจำในตำราทำกับข้าวพวกนี้
       ประตูครัวถูกเปิดออกกระแทกกำแพงดังปัง
       "เติมเครื่องปรุงที่เตรียมไว้ลงไป..."
       "คุณแม่ขา!"
       แล้วขิงผงมันไปอยู่เสียที่ไหนล่ะนี่?  หล่อนแน่ใจว่าหยิบซองมันออกมาจากตู้พร้อมของอื่นๆแล้ว  นี่! ก็ไม่ใช่...นั่นก็ผงกระเทียมแห้ง  ทำไมโรงงานเขาถึงไม่รู้จักเขียนสัญลักษณ์ให้มันชัดๆกว่านี้นะ
       นางวริญากระชากฝาตู้เหนือหัวเปิดออก  โหลเล็กๆใบหนึ่งกลิ้งหล่นลงมาแตกกระจายบนพื้น
       ช่างมันก่อน  เดี๋ยวเอาไว้เก็บกวาดทีหลังก็ได้
       หล่อนคว้าเอากล่องทรงสี่เหลี่ยมที่อยู่ในนั้นออกมา  แล้วจึงค่อยๆเขย่าผงกะหรี่ออกมาหนึ่งช้อนชาผสมกับเครื่องปรุงอย่างอื่นที่เป็นของแห้ง
       "แม่ขา  ทำไมหนูนิดถึง...?"
       ที่ข้างบนเตาอะไรบางอย่างกำลังเดือดพล่าน
       นางวริญาทรุดตัวลงบนเก้าอี้ในห้องครัว  พลางยกมือขึ้นกุมศีรษะ  เศษแป้งมันที่มือพลอยเลอะติดเส้นผมไปด้วย
       "ทำไมถึงไม่ฟังหนูพูดคะ คุณแม่?"
       ด้วยความคิดอันเลือนลาง  สำนึกอันสับสนของนางวริญาค่อยๆเริ่มรับรู้ถึงอีกฝ่าย  หล่อนพอจับเค้าการตัดพ้อในน้ำเสียงของผู้เป็นลูกสาวได้
       "หนูกำลังพูดว่าอะไรเหรอจ๊ะ?"
       "นึกแล้วว่าแม่ไม่ได้ฟังที่หนูพูดเลย"
       "แม่ฟังอยู่จ่ะลูก...  แม่ฟังไปด้วยแล้วก็ทำอาหารเย็นพร้อมกันไปด้วยไงจ๊ะ"  ว่าแต่ตอนนี้ ครอบครัวของหล่อนจะมีอะไรทานตอนมื้อเย็นล่ะ?
       "หนูกำลังบอกคุณแม่เรื่องหนูนิดไง"
       "เรื่องนั้นก็ต้องแล้วแต่หนูนิดสิจ๊ะ"  แล้วหลังจากนั้นค่อยต่อด้วยสังขยาที่แม่ของหล่อนทำมาฝาก  เรื่องของหวานนี่ขาดไม่ได้อยู่แล้ว
       "แต่ทำไมหนูนิดถึงต้องมีแบบนั้นด้วยล่ะคะ?"
       "หนูนิดมีอะไรเหรอจ๊ะ?"  สังขยาที่แม่เธอทำมาฝากนั้นยังคงนอนรออยู่ในตู้เย็น  แต่หล่อนมั่นใจว่าเอาออกมาเข้าเครื่องไมโครเวฟก็น่าจะกินได้เหมือนเดิม  ความจริงมันก็ไม่ได้ทำยากสักเท่าไร---ถ้าไม่นับครั้งที่หล่อนทำมันไหม้ในตอนนั้น
       "ก็หนูบอกแม่แล้วไง  ว่าฟันเป็นขน...  ทำไมหนูนิดถึงมีฟันเป็นขนด้วยคะคุณแม่?"
       ทำไมมันถึงตั้งสติทำอะไรลำบากเสียจริงๆหนอ?  ทำไมกับข้าวที่ทำตามตำราถึงไม่เคยออกมาเหมือนในรูปเลย?  แล้วทำไมหล่อนถึงไม่รู้จักพูดจาเป็นเด็กๆกับผู้เป็นลูกสาวเสียบ้างนะ?
       เฮ้อ...
       "แม่แน่ใจว่าหนูนิดเขาไม่มีฟันเป็นขนหรอกจ๊ะ"  นางวริญาบอกกับลูกสาว  "แม่ว่าหนูนิดคงหลอกหนูเล่นมากกว่า"
       "แต่เค้ามีจริงๆนะคะคุณแม่  หนูนิดยังให้หนูดูเลย"
       "งั้นเหรอจ๊ะคนเก่ง"  หรือจะเปลี่ยนเป็นผลไม้กระป๋องดี?  เงาะกระป๋องก็น่าจะดีนะ  แต่ไม่รู้ว่ามันเหลือพอกินกันครบคนหรือเปล่า?
       "ค่ะ... หนูนิดถอดมันให้หนูดูด้วยล่ะ  มันมีขนเต็มไปหมดเลย"
       "งั้นหนูนิดก็ควรไปให้คุณหมอตรวจฟันได้แล้วจ่ะ"
       "คุณแม่เนี่ย ไม่ยอมเข้าใจที่หนูพูดเลย  แบบว่าฟันของหนูนิดเค้าเป็นอย่างนั้นเอง  มีขนคลุมเต็มไปหมด  เค้าให้หนูลองลูบมันดูด้วยค่ะแม่ ก่อนจะใส่ฟันกลับเข้าไป  มันนุ้มนุ่มยังกะหลังเมี้ยวเหมียวแน่ะ"
       นางวริญารู้สึกปวดกระบอกตาจี๊ดขึ้นมา  หล่อนไม่อาจเฉยเมยต่อคราบสีน้ำตาลที่เกาะอยู่บนเตาแก๊สได้อีกต่อไป  ถ้าไม่โชคร้ายเกินไปนัก  หล่อนอาจจะพอเก็บกวาดพวกของที่เลอะเทอะได้หมดก่อนที่สามีของหล่อนจะทันกลับถึงบ้าน และเลิกคิ้วขึ้นอีก
       "ก็แปลกดีจ่ะ คนเก่ง"  หล่อนบอกกับอีกฝ่าย  "เอาล่ะ  ตอนนี้หนูช่วยออกไปวิ่งเล่นข้างนอกก่อนนะจ๊ะ  ถ้าหนูเป็นเด็กดีเดี๋ยวค่ำนี้คุณแม่จะมีของอร่อยๆให้ทาน"
       เด็กหญิงหันหลังตั้งท่าจะวิ่งออกไปจากประตูห้องครัว
       "คุณแม่ไม่ได้ฟังที่หนูพูดเลย"  แกกล่าวหาผู้เป็นมารดา  "คุณแม่ไม่เคยฟังหรอก  คุณแม่ไม่เคยสนเรื่องหนูนิด  คุณแม่ไม่เคยสนเรื่องอะไรทั้งนั้น"
       พูดจบแม่หนูก็วิ่งหายออกไป
       นางวริญาเอาหลังมือขยี้ตาเบาๆ  ทำให้เศษแป้งมันเลอะติดขนตาเพิ่มอีกแห่ง  หล่อนได้พยายามแล้วด้วยความสัตย์จริง หล่อนได้พยายามจนเต็มที่แล้ว  ถ้าหากหล่อนไม่ลองพยายามดู  ก็คงมีของเหลือสำหรับเทลงถังขยะน้อยกว่านี้
       มื้อค่ำในเย็นวันนี้ก็คงต้องกินกับข้าวถุงหน้าหมู่บ้านอย่างเก่า  และถ้าหล่อนไม่พยายามมากขนาดนี้  ก็คงมีเวลาเหลือให้กับ อิงฟ้า ลูกสาวของหล่อนมากกว่านี้  แต่เท่าที่ปรากฏให้เห็นในตอนนี้  หนูอิงฟ้าอาจถูกลิขิตให้เป็นความล้มเหลวอีกอย่างของสตรีผู้เป็นมารดาก็ได้
       อิงฟ้าสวมแว่นหนาเตอะ เช่นเดียวกับผู้ที่เป็นบิดา  แกเป็นเด็กสายตาสั้นมาตั้งแต่กำเนิด  หนูอิงฟ้าถอดเอาเค้าหน้าพื้นๆ และผิวพรรณที่ขาวราวกับตุ๊กตามาจากคนทั้งสอง  แต่ที่โดดเด่นที่สุดก็เห็นจะเป็นเส้นผมของแก  ซึ่งยาวมีน้ำหนักและดูสวยเป็นประกายกว่าของเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันทุกคนในหมู่บ้าน  นัยน์ตานั้นก็เป็นสีน้ำตาลเข้มซึ่งได้มาจากพ่อของแกเช่นกัน
       อิงฟ้าชอบมีอาการปวดหัวจนต้องล้มหมอนนอนเสื่ออยู่เป็นประจำ  มีฟันที่เกไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก  และเช่นเดียวกับผู้เป็นมารดา แกก็ไม่ได้เป็นเด็กที่ฉลาดเฉลียวสักเท่าไร
       แล้วเมื่อสักครู่นี้ ยายลูกหนูของหล่อนกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่นะ?  เด็กอีกคนที่มีฟันพิสดารไม่เหมือนชาวบ้านอย่างนั้นเหรอ?  มีขนขึ้นบนฟันและนุ่มเหมือนขนแมวเหมียว?
       มันต้องเป็นจินตนาการของเด็กๆ  หล่อนคิด  แต่อิงฟ้าไม่เคยแสดงท่าทีอะไรออกมาให้เห็นเลยว่าแกเป็นเด็กที่มีจินตนาการสูง  จะว่าไปถ้าหากไม่ส่งเสริมแกด้านความคิดสร้างสรรค์ในตอนนี้  ก็ออกจะเป็นเรื่องน่าเวทนาเกินไปหน่อยล่ะมั้ง
       แต่เตาแก๊สก็รอให้หล่อนไปทำความสะอาดอยู่
       มีอยู่ช่วงหนึ่ง  ในขณะที่หล่อนกำลังถูพื้นห้องครัว  นางวริญาได้ฉุกคิดขึ้นมาแว่บหนึ่งว่า  แล้วหนูนิดที่ยายหนูพูดถึงนั้นเป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน?  แต่แล้วเท้าเจ้ากรรมของหล่อนก็ถอยไปเตะเอาถังใส่น้ำล้างผ้าถูพื้นเข้า  ความคิดดังกล่าวก็เลยพานหายไปหมดสิ้น
      
       * * * * * * * * * * * * *
 
       อิงฟ้าไม่ได้พูดถึงหนูนิดอีกเลยเป็นเวลาหลายสัปดาห์  แต่ระหว่างนั้นนางวริญาก็พอจะรู้เลาๆอยู่เหมือนกันว่า  ลูกสาวของตนมีเพื่อนเล่นเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง
       มีอยู่หนหนึ่ง  หล่อนเคยเห็นพวกแกกำลังเล่นกันอยู่ข้างพุ่มไม้ท้ายสวน  มันเป็นพุ่มไม้หนาทึบซึ่งเดิมทีเป็นแนวเขตระหว่างท้องทุ่งกับบ้านจัดสรร  แล้วก็โชคดีที่ผู้ก่อสร้างมีความคิดดีพอที่จะปล่อยมันเอาไว้ในสภาพเดิม  อันไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้บ่อยนัก
       ตอนนั้นเด็กสองคนกำลังนั่งอยู่ด้วยกันในร่มเงาของพุ่มไม้  เด็กอีกคนรู้สึกว่าจะตัวเล็กกว่าอิงฟ้าเสียอีก  ผมสีออกดำและตัวผอมลีบ  ในระยะขนาดนั้น นางวริญาดูไม่ออกว่าเด็กทั้งสองกำลังทำอะไรกันอยู่  แต่มันดูอย่างกับว่า เด็กคนผิวคล้ำได้คลายเกลียวถอดมือข้างหนึ่งของแกออกมา  แล้วยื่นให้ลูกสาวของหล่อนดู
       ถึงแม้นางวริญาจะมั่นใจว่า สายตาของหล่อนต้องดูผิดไป  แต่มันก็ทำให้หล่อนรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก  หล่อนเคาะกระจกหน้าต่างเป็นทำนองปรามออกไป  เด็กหญิงทั้งสองเลยชวนกันวิ่งหลบไปให้พ้นสายตาหล่อนเสีย  มันทำให้นางวริญารู้สึกละอายแก่ใจอยู่ลึกๆ
       หล่อนทำผิดอีกแล้วเหรอนี่
       อิงฟ้าอาจจะไม่ชอบคบเพื่อนหรือสุงสิงกับใคร  หล่อนจะคิดแบบนี้ทุกครั้งโดยใช้ความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง  แต่อย่างน้อย  ผู้เป็นแม่ของแกก็ไม่น่าจะต้องข่มขู่จนเพื่อนที่มีอยู่ไม่กี่คนต้องหนีหายไปหมดสิน่า
       นางวริญาตั้งใจเอาไว้ว่า  จะหาทางทำให้เพื่อนใหม่ของอิงฟ้าหายกลัวหล่อนให้ได้  อาจจะด้วยวิธีชวนแม่หนูตัวน้อยผู้นั้นมาทานขนมที่บ้าน  หรือคิดอีกที  เอาเป็นไม่ชวนมากินอะไรดีกว่า  แต่ชวนมาทำกิจกรรมร่วมกันน่าจะดี  แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อกุศลจิตทำท่าจะไขว้เขว  แรงบันดาลใจก็พลอยหดหายตามไปด้วย
       เพราะเอาเข้าจริงๆแล้ว หล่อนก็ไม่ได้ทำอะไรเลย
       เมื่อหนูอิงฟ้าไม่ได้พูดถึงเพื่อนใหม่ของแก  หนูนิดจึงกลายเป็นภาพเลือนรางอยู่ในก้นบึ้งจิตใจอันสับสนและยุ่งเหยิงอยู่ตลอดเวลาของนางวริญา
       กลับกลายเป็นว่า  ผู้ที่หยิบยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอีกครั้งระหว่างรับประทานอาหารค่ำด้วยกัน คือสามีของหล่อนเอง  มื้อนี้เป็นมื้อหนึ่งที่หล่อนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม  บนโต๊ะอาหารนั้นประกอบไปด้วยไก่ย่างราคาแพง (ซึ่งสามีหล่อนซื้อสำเร็จมาจากร้าน) และผัดผักรวมมิตรที่หล่อนลงแรงกับมันจนเมื่อยขบไปทั้งตัว
       หล่อนเจอหนอนทอดบนใบผักกาดที่หล่อนตักมาใส่จานข้าวของตนและค่อยๆเขี่ยมันให้หล่นออกไปนอกขอบจานโดยไม่กระโตกกระตาก  พอทานไอศครีมกล่องที่เอาออกมาจากช่องแช่แข็งเสร็จ  ผู้เป็นพ่อก็สังเกตพบว่า  อิงฟ้าไม่ได้สวมเหล็กดัดฟันเอาไว้
       เขาไม่ได้โกรธ เพราะเขาไม่เคยโกรธ  แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือคำว่าเกลียดได้เข้ามาแทนที่คำๆนั้น  อย่างไรก็ตามเขาเคยมีพันธะสัญญากับลูกสาวว่า อิงฟ้าต้องสวมมันไว้จนกว่าฟันจะเรียบตรง  และในตอนนี้มันก็เรียบตรงดีแล้ว  ผู้เป็นลูกสาวก็ยิ้มอวดฟันทั้งปากให้ดู  มันเป็นรอยยิ้มสดใสที่แทบจะทำให้คนอื่นๆลืมเรื่องแว่นตาหนาเตอะไปเสียสิ้น
       ที่สำคัญกว่านั้นคือ ฟันของเด็กหญิงเรียบตรงปราศจากที่ติ
       สามีหล่อนวางช้อนลง แล้วจ้องมองมาจากอีกฟากของโต๊ะ
       "ไหนขอพ่อดูอีกทีได้มั้ย?"  เขาถาม
       อิงฟ้าฉีกยิ้มแฉ่ง  ฟันของแกขาวเป็นประกายวาววับและเรียงกันเป็นระเบียบ  มันดูเหมือนกับว่าสีออกเหลืองๆที่เคยติดอยู่ก็พลอยหายไปด้วย
       "ไม่น่าเชื่อจริงๆ"  เขาออกปาก  "คุณเคยสังเกตมั่งหรือเปล่า ที่รัก?"
       นางวริญาไม่เคยได้สังเกต  แต่ตอนนี้หล่อนพอจะสังเกตน้ำเสียงตำหนิที่แฝงอยู่ในคำถามนั้นได้  เขาคงคาดเอาไว้แล้วสิ ว่าหล่อนไม่ได้สังเกตฟันของลูกสาว
       "ฉันว่าไม่ช้าก็เร็วเดี๋ยวฉันก็สังเกตเห็นมันแน่ค่ะ"  หล่อนพูดอ้อมแอ้มออกมา
       "ต่อให้หนูหัวขาดแม่เขาก็ไม่มีวันสังเกตเห็นหรอก"  อิงฟ้าบ่นพึมพำอย่างน้อยใจ
       "เอาน่า"  ผู้เป็นพ่อเอ็ด  แต่ความยินดีมีมากเกินกว่าจะทำน้ำเสียงดุๆเป็นจริงเป็นจังได้
       "ผมต้องยอมรับว่าหมอฟันคนนี้เขาเก่งจริงๆ  เขาบอกผมไว้ว่ามันอาจจะต้องใช้เวลาเกือบปี  แต่นี่ยังไม่ถึงหกเดือนด้วยซ้ำ"
       "หนูนิดเค้าทำให้หนูค่ะ"  อิงฟ้าพูดขึ้น
       "ผมควรต้องไปขอบคุณเขาเสียหน่อยแล้ว"  สามีหล่อนกล่าวต่อไป
       "หนูนิดเค้าทำให้ค่ะ คุณพ่อ"  อิงฟ้ากล่าวย้ำ
       "หนูนิดไหน!?"
       "คือว่าลูกสาวเราแกมีเพื่อนตัวเล็กๆคนหนึ่งชื่อหนูนิดค่ะ"  นางวริญาต้องเป็นคนอธิบายให้สามีฟัง  "พยายามเรียกเขาว่า น้องหนูนิด นะจ๊ะ  เพราะแม่เห็นเขายังตัวเล็กกว่าหนูมาก  หนูต้องชวนน้องหนูนิดมาบ้านเราบ้างนะ  ชวนมาเล่นตุ๊กตากันในบ้านก็ได้"
      "หนูนิดขี้อายค่ะ"  อิงฟ้าบอก  "เค้าไม่ใช่ธรรมดา เหมือนอย่างหนูหรือน้องเมเปิ้ลนะคะ  น้องเมเปิ้ลเค้าเดินดีๆไม่ได้เพราะขาเขาบิด  แต่หนูนิดน่ะ แบบว่าเค้ามีรูเบ้อเร่อตรงที่เป็นหู  แล้วฟันก็มีขนขึ้นเต็มไปหมด"
       "งั้นเหรอ?"  สามีหล่อนตัดบท โดยไม่สนใจประเด็นของลูกสาว  "แน่ล่ะนะ  คงไม่มีใครเขาเขียนจดหมายไปถึงหมอฟันกันหรอก  แต่ผมว่าถ้าเขารู้ว่า เราทราบซึ้งกับผลงานของเขาแค่ไหน  เขาก็คงจะเป็นปลื้มอยู่เหมือนกัน"
       "หนูนิดเอาฟันหนูออกมาจนหมด"  อิงฟ้าบอก  "มันไม่เจ็บเลยค่ะ"
       "แหม... แม่ดีใจจัง"  นางวริญากล่าวขึ้นบ้าง  ขณะเดียวกันก็ทำจมูกฟุดฟิด  นี่หล่อนปิดแก๊สที่อุ่นต้มข่าไก่ที่แม่หล่อนทำมาให้หรือยังนะ?
       "หนูนิดเค้าบอกว่าไม่เคยเจอฟันแบบหนูมาก่อนเลย  มันเรียงกันแปลกน่าดู  เค้าเลยดัดมันให้ตรงก่อนจะใส่กลับเข้าไป  หนูนิดยังขัดมันให้ขาวด้วยค่ะ"
       "จะว่าไปแล้ว"  เขากล่าวต่อ  "พวกหมอนี่ก็คงจะภูมิใจในฝีมือของตัวเองเหมือนกัน"
       "หนูถามเค้าว่าจะทำให้หนูหายปวดหัวได้มั้ย  แต่เค้าบอกว่าต้องคิดดูก่อน"
       "ต้องนับว่ามีฝีมือคุ้มค่าเงินจริงๆ"  ผู้เป็นพ่อกล่าวสรุปอย่างพึงพอใจ
       เกิดเสียงดังฉ่าของน้ำที่ระเหยเมื่อโดนความร้อนอย่างฉับพลัน ตามด้วยเสียงเดือดคลั่กๆดังมาจากห้องครัว  สามีหล่อนซึ่งประสบการณ์ในเรื่องแบบนี้ได้ปลูกฝังความฉับไวจนกลายเป็นนิสัย  ลุกพรวดและก้าวปราดเข้าไปในห้องครัว  มือข้างหนึ่งปิดแก๊สที่เตา ส่วนอีกข้างหนึ่งเอื้อมไปปิดวาล์วบนถังแทบจะพร้อมกัน
       นางวริญาทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างเดิมพร้อมกับถอนใจ  พยายามยกเอาเรื่องที่คุยกันค้างไว้ซึ่งตัวเองไม่ได้ให้ความสนใจ หรือจำอะไรได้ไม่มากนักขึ้นมาพูดต่อ
       "แล้วหนูนิดของลูกนี่  เขาอยู่ในหมู่บ้านนี้หรือเปล่าจ๊ะ?"
       "เค้าบอกหนูว่าอยู่แถวๆนี้ค่ะ"
       "งั้นแม่ว่าครอบครัวเขาก็เพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่แถวๆนี้น่ะสิ"
       "อ๋อ... ไม่ใช่หรอกค่ะคุณแม่  หนูนิดเค้าอยู่ที่นี่มาตั้งนานแล้ว  นานจนใครๆก็จำความไม่ได้หรอกค่ะ  หนูนิดเค้าบอกหนูอย่างนั้น  อยู่มานานก่อนจะมีบ้านเราเสียอีก"
       "หมู่บ้านเราไม่ได้สร้างมานานขนาดนั้นหรอกจ่ะ คนเก่ง"  นางวริญาเอ่ยขึ้นเหมือนจะเป็นการรำพึงกับตัวเอง  "โครงการบ้านจัดสรรเพิ่งเปิดได้ไม่นานเอง ตอนแม่กับป๊ะป๋ามาซื้อบ้านหลังนี้  แม่ยังจำได้ว่าตอนมาดูยังต้องลุยโคลนอยู่เลย... ว่าแต่หนูนิดเขานามสกุลอะไรเหรอจ๊ะ?"
       "หนูนิดเค้าไม่มีนามสกุลหรอกค่ะ"
       หล่อนเงี่ยหูฟังเสียงสามีเช็ดถูทำความสะอาดอยู่ในครัว  เพราะไม่อยากจะเสียเวลาไปกับการโต้เถียงกันแบบเด็กๆ  จึงไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรมากไปกว่านั้น
       "วันหลังหนูต้องชวนเค้ามาบ้านบ้างนะ  หนูก็รู้นี่นาว่าแม่อยากเจอเพื่อนๆของหนู"  หล่อนรู้สึกเหมือนกับว่าได้ยินเสียงแก้วน้ำกระทบกันดังกราว  "มาเล่นกันที่สนามหญ้าเราหรือทำอะไรก็ได้จ่ะ"
       "หนูนิดเค้าไม่ชอบให้ใครมามองดูเค้าค่ะ"  อิงฟ้าพูดอุบอิบไม่เต็มปาก  "เค้าคิดว่าคนอื่นๆจะหัวเราะเยาะจมูกเค้า"
       "แม่กับป๊ะป๋าของลูกไม่ทำอย่างนั้นหรอกจ่ะ  แต่สงสัยว่าตอนนี้ป๊ะป๋าคงต้องการให้แม่ไปช่วยชงน้ำผลไม้แล้วสิ"
       "หนูจะให้เค้าช่วยหาทางจัดการกับเรื่องปวดหัวของหนูด้วย"
       เด็กสาวบอกผู้เป็นมารดา  "หนูจะทำให้เค้ารับปากให้ได้"
       "เอาเถอะจ่ะ  แม่หวังว่าพวกหนูคงจะเล่นกันให้สนุกนะ"
       "เค้าบอกหนูค่ะว่าต้นเหตุมันอยู่ข้างในหัวของหนู  แต่หนูนิดยังไม่รู้ว่าจะเปิดเข้าไปในนั้นได้ยังไง  เค้าไม่ค่อยแน่ใจว่าตัวหนูประกอบกันขึ้นยังไง  หนูก็เลยจะหาหนังสือที่มีรูปไปให้หนูนิดดู  ทีนี้เค้าจะต้องรับปากแน่นอน"
       ประโยคสุดท้ายเด็กสาวพูดอย่างมั่นใจ
       "ขนาดฟันหนูเกๆ  หนูนิดยังทำให้มันตรงได้เลย"
       "แม่ก็ชอบน้าหมอฟันคนนั้นเหมือนกันจ่ะ"  นางวริญากล่าว  "ยังหนุ่มแล้วก็ช่างขยันขันแข็ง"
       "หนูนิดบอกว่าตาของหนูก็จะดีขึ้นพร้อมๆกันด้วย  แล้วหนูก็จะได้ไม่ต้องสวมแว่นอีกต่อไป"
       พูดพลางเด็กหญิงก็กระตุกแว่นตาออก  แล้วหยีตาจ้องมองไปยังผู้เป็นมารดา
       "ป๊ะป๋าถือเหยือกน้ำผลไม้มานู่นแล้ว"   นางวริญาร้องเสียงเจื้อยแจ้ว
       ด้วยอาการถอนหายใจเฮือกใหญ่  อิงฟ้าสวมแว่นตากลับเข้าที่ตามเดิม
       หนูนิดพูดถูกแล้ว  เด็กหญิงคิด  แม่กับป๊ะป๋าไม่เข้าใจ และก็จะไม่มีวันเข้าใจด้วย  มิน่าล่ะ หนูนิดถึงหลบเลี่ยงไม่อยากพบเจอ  เธอกับหนูนิดต่างเข้าใจหัวอกซึ่งกันและกันดี  อิงฟ้ารู้ดีว่าหนังสือเล่มที่พูดถึงถูกเก็บไว้ที่ไหน  มันอยู่ในชั้นวางหนังสือเตี้ยๆที่ไม่เคยปัดฝุ่น  หนังสือนั้นมีรูปคนที่ไม่ใส่เสื้อผ้าและไม่มีเนื้อหนัง
       หนังสือเล่มนี้แหละที่จะทำให้หนูนิดรู้ว่าคนประกอบขึ้นได้ยังไง
       แถมมันยังมีรูปของก้อนฟองน้ำสีเทาๆที่เรียกว่าสมองด้วยสิ  เอาไว้ให้หนูนิดเห็นมันก่อนเถอะ  แล้วหนูนิดก็จะทำให้อาการปวดหัวพวกนั้นหายไปได้  และยังจะทำให้เธอมองเห็นได้อย่างชัดเจนเหมือนกับใครๆเขาเสียที  ขอเพียงเธอหาหนังสือเล่มนั้นให้ได้แล้วกัน
 
* * * * * * * * * * * * *
 
       ในที่สุดนางวริญาก็ไปพบหนังสือกายวิภาคศาสตร์วางเปิดทิ้งไว้ที่สนามหญ้า  บนหน้าหนังสือมีเศษดินและหญ้าติดเลอะเป็นรอย  และปกของมันก็โก่งงออยู่ในแสงแดดยามบ่าย
       หล่อนนึกไม่ออกเหมือนกันว่ามันออกมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร  แต่หล่อนก็ชินกับการเจอของในที่ที่ไม่ควรจะอยู่เสียแล้ว  ดังนั้นหล่อนจึงหยิบเอาหนังสือกลับเข้าไปในบ้าน  หล่อนคิดว่าอิงฟ้าไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้  จนกระทั่งมาเจออีกฝ่ายกำลังคลุ้มคลั่งในเวลาต่อมา
       นางวริญาได้ยินเสียงนั้นดังมาจากในห้องนอนของลูกสาว  เสียงร้องกรี๊ดและสะอึกสะอื้นในเวลาเดียวกัน  เมื่อหล่อนเปิดประตูเข้าไปก็พบอิงฟ้านอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง  เด็กหญิงไม่ยอมตอบคำถามใดๆอยู่พักหนึ่ง แม้ว่าจะพยายามปลอบถามกันอย่างไรก็ตาม  อิงฟ้าก็ยังคงเอาแต่เตะเท้ากับที่นอน  เอามือทุบหมอน  แล้วก็แผดเสียงร้องที่ฟังไม่รู้เรื่องออกมา
       จนในที่สุดหล่อนก็เริ่มจับใจความคำพูดพวกนั้นได้
       "หนูนิดสัญญาไว้แล้ว...  หนูนิดบอกว่าหนูจะเป็นคนต่อไป"
       นางวริญารู้ได้ทันทีจากน้ำเสียงนั้นว่า ลูกสาวของเธอกำลังโกรธจัด
       หล่อนค่อยๆนั่งลงที่บนเตียง  นั่งคอยให้พายุอารมณ์ของอีกฝ่ายสงบลง  เพราะได้เรียนรู้จากประสบการณ์มาแล้วว่า วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ผลชะงัดที่สุด
       ในที่สุดอาการสะอึกสะอื้นก็ค่อยๆหายไป  แล้วแม่หนูตัวน้อยก็เงยหน้าขึ้นมองสบตาผู้เป็นแม่  อิงฟ้าได้ขว้างแว่นกระเด็นไปตกอยู่ข้างผนังห้อง  และตาของเด็กหญิงก็บวมช้ำเป็นสีแดงอยู่รอบๆเปลือกตา  รอยคราบน้ำตายังคงปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด
       "เป็นอะไรไปจ๊ะ คนเก่ง?"  นางวริญาเอ่ยถามน้ำเสียงนุ่มนวล
       "หนูเกลียดเค้าค่ะ"  อิงฟ้าหลุดคำพูดออกมา
      "ไหนหนูลองเล่าให้แม่ฟังซิว่าเกิดอะไรขึ้น"  หล่อนพยายามจะยื่นแขนไปโอบเด็กหญิงเอาไว้  แต่พบว่าการโอบในขณะนั่งอยู่มันทำได้ไม่นานนัก  "ใครทำอะไรอิงฟ้าของแม่เหรอจ๊ะ?"
       "หนูนิดทำขาของน้องเมเปิ้ลให้ตรงได้แล้ว"  อิงฟ้าถอนสะอื้นเบาๆ
       นางวริญามองหาผ้าเช็ดหน้าไปรอบๆห้อง
       "ว่าต่อไปสิจ๊ะ  แม่กำลังฟังหนูอยู่"  ส่วนในใจกำลังนึกว่าตัวเองเอาผ้าเช็ดหน้าผืนสำรองที่เตรียมไว้ เผื่อผืนแรกหายไปไว้ที่ไหน
       "หนูนิดถอดมันออกมาดัดให้ตรง แล้วใส่กลับเข้าไปใหม่  ตอนนี้น้องเมเปิ้ลก็เลยเดินได้ดีเหมือนคนอื่นๆแล้ว"
       "งั้นก็ดีสิจ๊ะ"  นางวริญาพึมพำออกมา  "แป๊ปเดียวนะจ๊ะคนเก่ง  ขอแม่ไปหยิบกระดาษทิชชู่มาให้หนูสั่งน้ำมูกก่อนนะ"
       "แต่เค้าต้องทำให้หนูก่อนสิคะ!"
       เด็กหญิงโวยวายออกมา ในขณะที่ผู้เป็นมารดาก้าวเดินตรงไปยังห้องน้ำ
       "หนูนิดบอกว่าจะดูข้างในหัวของหนูให้  หนูก็เลยเอาหนังสือไปให้เค้าค่ะ  แต่เค้ากลับใช้มันทำขาของน้องเมเปิ้ลแทน  แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรให้หนูเลย"
       อ้อ...อยู่นี่เอง  หล่อนคิดแล้วเอื้อมมือเข้าไปดึงม้วนกระดาษทิชชู่ออกจากแกน
       "หนูนิดบอกกับหนูว่า เค้ายังไม่ค่อยแน่ใจค่ะ  เพราะข้างในหัวของหนูไม่เหมือนกับของเค้า  และตาของหนูก็ไม่เหมือนกับตาของเค้าด้วย...  หนูก็รู้ว่าตาเค้าไม่เหมือนหนู  แต่ก็ไม่ได้แปลว่า เค้าจะทำอะไรให้หนูไม่ได้นี่  ใช่มั้ยคะ?"
       "ใช่แล้วจ่ะ คนเก่ง"  นางวริญาเออออไปกับลูกสาวโดยไม่ได้ตั้งใจ  ขณะถือม้วนกระดาษทิชชู่ที่เหลืออยู่ไม่กี่แผ่นเดินกลับมา  พร้อมกับนึกสั่งตัวเองไม่ให้ลืมเอาม้วนใหม่ไปเติมในห้องน้ำ  รู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่า เดี๋ยวตัวเองก็ต้องลืมเข้าจนได้
       "เอ้า! นี่จ่ะ  เช็ดน้ำตาแล้วก็สั่งน้ำมูกก่อนนะ"
       "แล้วหนูจะทำยังไงถึงจะให้หนูนิดยอมทำมันคะ?"  อิงฟ้าร้องครางเสียงละห้อย "หนูจะทำยังไงดี?"
       "งั้นแม่กับหนูลองมานั่งคิดกันดู ดีมั้ย?"  นางวริญาพยายามทำเสียงให้ร่าเริง  "แต่ก่อนอื่น...  หนูโยนแว่นไปตรงไหนเอ่ย?"
       อิงฟ้าบุ้ยใบ้ไปทางผนังห้อง  ที่ซึ่งแว่นตาได้ถูกขว้างไปด้วยฤทธิ์ของความโมโหในตอนแรก
       "หนูนิดทำมันได้ค่ะ  หนูรู้ว่าเค้าทำมันได้... หนูเคยเห็นหนูนิดทำอะไรให้ดูตั้งหลายอย่าง  หนูนิดมีนิ้วยาวมาก แล้วเค้ายัง---"
       "โอ ตายจริง"  นางวริญาพึมพำขณะก้มลงหยิบเศษเจ้าสิ่งนั้นที่บนพื้น  "สงสัยแม่จะเหยียบโดนมันเข้าแล้วล่ะจ่ะ"
       แว่นตาอันนั้นหักออกจากกันเป็นสองท่อน  กระจกเลนส์ข้างหนึ่งร้าวเป็นแนวทะแยง  ส่วนอีกข้างโดนเท้าของหล่อนเหยียบจนแตกเป็นเสี่ยงๆ
       "หนูต้องไปให้ที่ร้านทำอันใหม่แล้วล่ะจ่ะ"  หล่อนกล่าวต่อไป  "แล้วแม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหนูจะอยู่ยังไงโดยไม่มีแว่น  หนูจะดูทีวีก็ไม่ได้ อ่านนิทานก็ไม่ได้...  แล้วนี่ก็ช่วงปิดเทอมใหญ่ด้วยสิ"
       มารู้สึกตัวด้วยความหงุดหงิดเอาอีกที ก็ตอนที่หล่อนพบว่าลูกสาวกำลังยิ้มแฉ่ง
       "หนูทำแบบนี้ไม่ดีนะจ๊ะ!  แกล้งโยนแว่นทิ้งไว้ให้คนอื่นเหยียบ  แบบนี้มันน่า..."
       จินตนาการของหล่อนหมดเกลี้ยงลงเพียงแค่นั้น  เช่นเดียวกับสุ้มเสียงที่พลอยแผ่วหายเอาดื้อๆ  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรอยยิ้มของลูกสาวที่ทำให้หล่อนเกิดความรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
      "เดี๋ยวแม่จะเล่าให้ป๊ะป๋าของลูกฟัง"  หล่อนสำทับอย่างเนือยๆ
       "ทีนี้ล่ะค่ะ หนูนิดต้องทำอะไรซักอย่างแน่ๆ"  อิงฟ้าเอ่ยออกมาอย่างเยือกเย็น
       "หยุดพูดเรื่องหนูนิดเสียทีเถอะ!"  นางวริญาเอ็ดผู้เป็นลูกสาว  "แล้วไหนๆหนูก็อยู่ในห้องนี้แล้ว  ก็อยู่ต่อไปจนกว่าป๊ะป๋าจะกลับมาแล้วกัน...  ถึงตอนนั้นเราจะได้รู้กันว่าพ่อเขาจะว่ายังไงเรื่องซื้อแว่นตาอันใหม่"
       หล่อนผลุนผลันออกจากห้องแล้วกระแทกประตูปิดตามหลัง  พอถึงตรงชานบันไดหล่อนหยุดชะงักนิดหนึ่ง  ตรองไม่ตกว่าควรจะล็อคประตูดีหรือเปล่า?  หรือควรจะกลับไปขอโทษลูกสาว
       ในที่สุดก็ตกลงใจปล่อยทุกอย่างให้เป็นเรื่องของสามี  เพราะถึงแม้ว่าเขาจะมีคิ้วที่กวนประสาท  แต่ในกรณีฉุกเฉินแล้ว เขาจะรู้เสมอว่าควรทำอย่างไร
 
* * * * * * * * * * * * *

       ผู้เป็นพ่อได้ตัดสินว่าต่างฝ่ายต่างผิดด้วยกันทั้งคู่
       เขามีความเห็นว่า  ผู้เป็นภรรยาน่าจะพยายามเข้าใจลูกสาวให้มากกว่านี้  และสร้างอารมณ์ร่วมไปกับความเพ้อฝันของเด็กหญิงบ้าง  หากแม้นว่าอิงฟ้ามีเพื่อนในจินตนาการชื่อหนูนิด  ผู้ซึ่งถอดขาคนออกมาดัดให้ตรงได้จริง  นางวริญาก็น่าจะเออออตามไปด้วย  มันคงจะมาจากสาเหตุนี้นี่เองที่ทำให้ลูกสาวอาละวาดเสียใหญ่โต
       แต่ในอีกแง่หนึ่ง  อิงฟ้าก็ต้องรู้จักควบคุมสติอารมณ์ของตัวเองไว้บ้าง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันทำให้ของมีราคาต้องเสียหาย  แต่อย่างไรก็ตาม  เด็กก็โดนลงโทษอย่างสมน้ำสมเนื้อไปแล้ว  ตอนนี้จึงยอมอนุญาตให้ลงมาข้างล่างได้
       เมื่อนางวริญากลับเข้าไปในครัวด้วยความรู้สึกที่ช้ำใจอยู่นิดๆ  เพื่อจะยกอาหารที่ซื้อมาจากร้านออกมา  สามีของหล่อนก็ร้องเรียกลูกสาวที่ชั้นบน
       "อิงฟ้า หนูลงมาได้แล้วตอนนี้"
       ไม่มีเสียงตอบ
       "อิงฟ้า  นี่ป๊ะป๋าเองนะ... ป๊ะป๋าอยากจะคุยกับหนูเรื่อง เอ่อ หนูนิดน่ะ"
       ก็ยังไม่มีเสียงตอบอยู่ดี
       ถ้าไม่หลับอยู่ก็คงจะงอน  เขาเดินขึ้นบันไดไปยังห้องลูกสาว  แต่พอเปิดประตูเข้าไปก็พบกับห้องที่ว่างเปล่า  ของมันน่าจะเดาได้อยู่แล้ว  ว่าการสั่งให้อิงฟ้าอยู่แต่ในห้องนั้น  ก็ใช่ว่าแกจะอยู่ในนั้นตามที่สั่งเสียเมื่อไหร่
       เขารีบระงับอารมณ์ขุ่นเคืองที่กำลังก่อตัวขึ้นมา  เพราะปกติแล้วเขาถือว่าตัวเองเป็นคนที่มีเหตุมีผลคนหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม เด็กหญิงคงยังไปได้ไม่ไกลนัก
       คิดพลางก็กวาดสายตามองออกไปผ่านหน้าต่างห้องนอน
       มีร่างเล็กๆของเด็กสองคนอยู่ข้างพุ่มไม้ที่ท้ายสวน  จากความสูงและระยะทางที่มองเห็น  ทำให้เด็กทั้งสองคนดูเหมือนกับจะเป็นเพียงตุ๊กตาตัวเล็กๆ  ร่างของเด็กคนหนึ่งก้มอยู่บนร่างของเด็กอีกคน  ซึ่งดูจากเสื้อผ้าแล้วแกคงจะเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กที่มีเรือนร่างผอมบางเอามากๆ  และผมของเด็กหญิงคนนั้นก็เป็นมันเลื่อมออกสีเขียวเรืองๆในแสงแดดยามเย็น
       ครั้นแล้วเด็กคนนั้นก็ยืดตัวขึ้นตรง  ทำให้เขามองเห็นร่างของอีกคนได้อย่างชัดเจน
       "เฮ้ย!"
       เขาถลาออกมาจากห้องนอนและเกือบจะหัวคะมำด้วยความรีบร้อนขณะลงบันได  วิ่งชนข้าวของล้มโครมคราม  กระแทกเปิดประตูห้องครัวออกไปยังสวน  ส่วนปากก็ตะโกนไม่หยุด
       "ไม่! ไม่! ไม่! ไม่!"
       นางวริญาปล่อยจานใส่อาหารหล่นจากมือ แล้วรีบวิ่งตามเขาออกไปทันที
       เด็กหญิงร่างบางผมสีใบไม้ยังจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า จนไม่ได้หันมามอง  ในขณะที่พ่อและแม่ของอิงฟ้าวิ่งแน่บมาบนสนาม  ภาพของสิ่งที่นอนอยู่บนพื้นหญ้าใต้พุ่มไม้แทบทำให้สองคนพ่อแม่ผู้ลนลานจะคลั่งตายเสียให้ได้
       ร่างที่ไร้ศีรษะของอิงฟ้านอนแผ่หราอยู่บนพื้นหญ้า  ศีรษะของแกอยู่ห่างออกไปไม่มากนัก  ใบหน้าหงายขึ้น และตรงที่ที่เคยเป็นตาข้างหนึ่งปรากฏรูดำมืดอยู่แทน  แม้กระทั่งตอนที่คนทั้งสองวิ่งตรงเข้าไปหา  พวกเขาก็ทันได้เห็นเด็กหญิงผมสีใบไม้คนนั้นควักเอาลูกตาอีกข้างออกมา
       เขาตะปบขวับเข้าที่ไหล่ของเด็กหญิง และในที่สุดอีกฝ่ายก็ได้หันหน้ากลับมา
       สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเขาแว่บหนึ่งนั้น  เป็นภาพอันอัปลักษณ์พิลพิการเสียจนจิตใจปฏิเสธไม่ยอมรับมันในฉับพลัน  และจะปิดตายไม่ยอมเปิดโอกาสให้นึกขึ้นมาได้อีกเว้นแต่ตอนที่ฝันร้ายเท่านั้น
       ใบหน้าเหี่ยวย่นราวกับคนแก่เป็นสีซีดเรืองแสงของอะไรบางอย่างที่อาศัยอยู่ในความมืดมานานแสนนาน  นัยน์ตาปูดโปนสีดำสนิทที่ส่อเค้าว่ามันสามารถยืดยาวออกมาได้  หูที่เป็นช่องตีบเหมือนครีบปลา  ส่วนบริเวณปากเต็มไปด้วยฟันแหลมเหล็กราวกับเส้นขนนับไม่ถ้วน

       ผู้เป็นพ่อสบถออกมาไม่เป็นภาษา  มือที่จับอยู่บนบ่าอีกฝ่ายรวบเข้าหากันแน่น  แต่อมนุษย์ตนนั้นดิ้นสะบัดอุตลุด  มันเอื้อมแขนขึ้นมาและใช้นิ้วที่มีลักษณะคล้ายงวงช้างของมันสอดรัดไปรอบท่อนแขนของเขา  ในบัดดลความเจ็บปวดก็แล่นปราดไปตามมัดกล้าม ประหนึ่งว่ามันกำลังถูกแล่ออกมาด้วยคมมีดอันร้อนแรง  แขนของเขาห้อยตกลงมาข้างกายโดยไม่อาจใช้ประโยชน์ใดๆได้อีกเลยตลอดชีวิต
       มีเสียงสวบสาบดังขึ้นในพุ่มไม้  แล้วเจ้าสิ่งนั้นก็ได้วิ่งหายลับเข้าไปในทุ่งหญ้าด้านหลัง  นางวริญาอยู่ในท่าคลานสี่ขาข้างร่างที่ขาดเสมอคอของลูกสาว  หล่อนขยับมือไปมาอย่างละล้าละลัง  มันเป็นท่าเดียวกับที่สามีของหล่อนได้เห็นหล่อนทำมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก่อนหน้านี้  กำลังคุกเข่าอยู่ข้างเครื่องกระเบื้องถ้วยชามที่แตกหัก และรอให้ใครไปหยิบที่โกยเศษผงมาให้
       ผิดกันแต่ว่าหนนี้ หล่อนกำลังร้องคร่ำครวญด้วยเสียงที่ไม่เป็นผู้เป็นคนแทน
       เขายื่นแขนข้างที่ใช้งานได้ไปตบไหล่ผู้เป็นภรรยาเบาๆ  เขาบอกหล่อนให้อยู่ที่นั่นและอย่าแตะต้องอะไรจนกว่าตำรวจจะมาถึง  จากนั้นผู้เป็นสามีจึงกลับเข้าไปในบ้านแล้วเดินไปยังโต๊ะโทรศัพท์  เขารู้ดีว่าในกรณีเช่นนี้ สิ่งที่สมควรทำมีอะไรบ้าง
       นัยน์ตาคู่นั้นนอนจ้องนิ่งอยู่ตรงที่ที่อมนุษย์ตนนั้นได้ทิ้งมันเอาไว้  นางวริญาได้แต่หวังว่าใครสักคนที่มีปัญญามากพอน่าจะใส่มันกลับเข้าไปได้อย่างเดิม  หล่อนสังเกตเห็นปากของลูกสาวกำลังขมุบขมิบ  แต่เดาเอาว่าเป็นเพียงแค่อาการชักกระตุกของกล้ามเนื้อ  เหมือนกับเรื่องที่เล่ากันว่าไก่หัวขาดแล้วยังวิ่งอยู่ได้  หล่อนหาได้ดูออกไม่ว่า ริมฝีปากบางๆนั้นกำลังเค้นคำพูดออกมา
       "หนูนิด!"  ศีรษะท่อนนั้นอยากจะกรีดเสียงร้องออกมา
       "ให้หนูนิดต่อหนูกลับเข้าด้วยกันอีกสิคะ  นี่คุณแม่ไม่เคยยอมฟังเรื่องของหนูนิดที่หนูเล่าเลยหรือไง?  หนูจะดีขึ้นกว่าเดิมอีกหลังจากเค้าต่อหนูกลับเข้าด้วยกัน  ว่าแต่หนูนิดไปไหนแล้วล่ะ?"
       หนูนิด!.....หนูนิด!
       แต่ในสภาพที่ศีรษะถูกแยกออกจากปอดและคอหอย  จึงย่อมไม่อาจมีเสียงใดๆหลุดลอดออกมาจากปากได้  และหนูนิดก็ย่อมจะระวังตัวไม่ยอมให้ใครพบเห็นในหมู่บ้านจัดสรรแห่งนี้ได้อีก
       เมื่อปราศจากหนูนิด  ศีรษะและเรือนร่างจึงจำต้องอยู่แยกจากกัน

       มันถูกฝังทั้งในสภาพนั้น
 


Meet At The Garden---Meet At The Garden---Meet At The Garden---Meet At The Garden

ผลงานทั้งหมด ของ P. Guntorn

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

6 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  2. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  3. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  4. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  5. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  6. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(