คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #19 : HAZEL ' Mirror of PAST
Yves Lanford , RED AVALIOS {R01}
---------------------------------------------- - - - - - - - - - - - - - -
Mirror of Past
สิ่งที่อีฟส์ได้เห็นผ่านกระจกเอริออสไม่ใช่ตัวของเขา
แต่เป็นอดีตของเขา
นัยน์ตาสีฟ้าเข้มของอีฟส์เบิกกว้างเล็กน้อยด้วยไม่คิดว่าจะมองเห็นอดีตของตนอยู่ตรงหน้าแบบนี้ ยิ่งไปกว่านั้นคือการที่มันเป็นอดีตที่แม้กระทั่งตัวเองก็ยังหลงลืมไปแล้วอีกด้วย…
มันคือเหตุการณ์ในวันที่เขาพบ ชาร์ล เสือขาวของเขา
“อีฟส์ ! แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าให้มาฝึกตอนเช้าพร้อมคนอื่นน่ะ !”
เสียงตะโกนของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นอย่างไม่เกรงใจโสตประสาทของบุคคลรอบข้าง จริงๆแล้วหล่อนก็ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงดังขนาดนั้นก็ได้ เพราะคนที่หล่อนต้องการพูดด้วยน่ะอยู่ตรงหน้าหล่อนนั่นเอง
“เบาๆก็ได้แม่ เดี๋ยวคนอื่นเขาก็ตกใจกันหมดสิ” อีฟส์ในวัยสิบสามปีเอ่ยปรามผู้เป็นแม่ที่ยืนเท้าสะเอวจ้องมาทางเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ถึงบ้านของเขาจะเป็นโรงฝึกศิลปะการต่อสู้ก็เถอะ แต่ถ้าแม่เขายังส่งเสียงดังแบบนี้มีหวังเพื่อนบ้านได้เอาเรื่องไปแจ้งตำรวจเข้าสักวันแน่ๆ
ผู้เป็นแม่ถอนหายใจยาวๆทีหนึ่งก่อนลดระดับเสียง “อีฟส์.. ลูกน่ะจะขี้เกียจมากไปแล้วนะ”
ถูกอย่างที่แม่ของเขาพูด.. อีฟส์ขี้เกียจตื่นเช้าจริงๆนั่นแหละ แต่จะมาว่าเขาขี้เกียจไม่ได้หรอกนะ (?)
“ขี้เกียจอะไร ผมก็ฝึกยิงธนูให้ทุกวันแล้วแท้ๆน---โอ๊ย ! เขกหัวผมทำไมล่ะ !” เด็กชายร้องขึ้นพลางยกมือขึ้นกุมศีรษะบริเวณที่โดนกำปั้นงามๆประทับตราลงไป แม่ของเขายักไหล่อย่างไม่ใส่ใจเสียงประท้วงของลูกตัวเอง เจ้าหล่อนบอกกับอีฟส์ด้วยน้ำเสียงขึงขังสมเป็นหัวหน้าโรงฝึก
“พอโตขึ้นลูกก็ต้องสืบทอดโรงฝึกนี้ต่อจากแม่ ถ้าเป็นแค่ธนูอย่างเดียวแล้วมันจะรอดมั๊ย ?!”
มันก็จริง…
อีฟส์ย่นคอเมื่อถูกดุเช่นนั้น สิ่งที่แม่เขาพูดเป็นความจริงทุกอย่าง แต่เขาไม่ใช่คนประเภทเดียวกับแม่ เขารู้ตัวว่าตนไม่มีทางไปยืนส่งเสียงดังสั่งคนอื่นปาวๆได้แน่ อย่าว่าแต่เรื่องการสั่งคนอื่นเลย แค่การจะทำให้ใครสักคนเห็นเขาในสายตายังไปไม่ค่อยรอดด้วยซ้ำ แล้วทีนี้จะให้เขาเป็นหัวหน้าโรงฝึก.. แค่ในฝันก็อนาถสุดๆแล้ว !
นอกจากนี้ยังมีเรื่องความสามารถของเขาอีกที่มีปัญหา อีฟส์เป็นแค่คนธรรมดา ไม่ใช่อัจฉริยะ ไม่มีความแปลกพิสดารใดๆให้โดดเด่น เขาไม่สามารถเก่งศิลปะการต่อสู้ได้ทุกชนิดได้อย่างผู้เป็นแม่ สิ่งที่อีฟส์ทำได้มีเพียงเดียว และเขาก็เลือกใช้ความสามารถอันน้อยนิดนั่นไปกับการยิงธนู
“แม่หาคนอื่นมารับตำแหน่งนั่นแทนเถอะ..จริงๆนะ” อีฟส์เอ่ยเสียงแผ่วพลางก้มหน้าเล็กน้อยเพื่อหลบสายตาผู้มีอาวุโสกว่า เขาได้ยินเสียงแม่ถอนหายใจก่อนเอ่ยต่อ
“เอาเถอะ.. พรุ่งนี้ก็มาซ้อมด้วยละกัน จนกว่าจะถึงวันที่แม่ลุกขึ้นจากเตียงไม่ไหวน่ะยังอีกนาน ถ้าฝึกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ได้เองแหละ”
แม่เอ่ยทิ้งไว้เช่นนั้นก่อนเดินจากไป
แต่แม้อีกฝ่ายจะพูดเช่นนั้น อีฟส์ก็ยังไม่คลายความหม่นหมองในใจ สุดท้ายหลังจากซ้อมยิงธนูเสร็จเขาก็ออกไปเดินเล่นคนเดียว เดินไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ
รู้ตัวอีกทีก็เข้ามาอยู่ในป่าใหญ่หลังโรงฝึกเสียแล้ว
“แล้วจะกลับยังไงละทีนี้…”
เด็กชายเริ่มรู้สึกตื่นกลัว ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เวลาซึ่งเป็นรอยต่อของกลางวันและกลางคืนแบบนี้คือช่วงอันตรายที่ไม่ควรปล่อยเด็กหรือใครก็ตามเข้าป่า ทว่าอีฟส์ก็หลงเข้ามาด้านในป่าที่ว่านั่นเป็นที่เรียบร้อย เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ลึกขนาดไหน รู้แค่รอบตัวมีเพียงต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นบดบังแสงอาทิตย์ยามเย็น
ไม่ได้การแล้ว.. ถ้ามืดไปกว่านี้ละก็แย่แน่ๆ
ลมที่พัดผ่านผิวกายให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก อีฟส์กอดตัวเองแน่นเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย จากนั้นจึงตัดสินใจเดินย้อนไปทางที่ตัวเองเดินผ่านมา
เท่าที่จำได้น่ะนะ
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนเขาไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆคือยังไม่เห็นวี่แววของทางออกให้ชุ่มชื่นหัวใจ ป่านนี้ดวงอาทิตย์คงลับขอบฟ้าไปแล้ว ยิ่งคิดอีฟส์ก็ยิ่งอยากร้องไห้ นัยน์ตาสีฟ้าเข้มเริ่มรื้นไปด้วยน้ำตา แต่เจ้าของก็ยังพยายามรั้งไว้ไม่ให้มันไหลอาบแก้ม เด็กชายยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตานั่นแล้วเดินต่อไป
ก้าวขาได้ไม่เท่าไหร่เขาก็ได้ยินเสียงพุ่มไม้สั่น ร่างทั้งร่างถึงกับชะงักค้างด้วยความกลัวที่เข้าจู่โจม กระนั้นความอยากรู้อยากเห็นที่มีก็สั่งให้เขาค่อยๆเบนสายตาไปยังที่มาของเสียง
อีฟส์กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เวลาราวกับเดินช้าลงไปดื้อๆ และในที่สุด…พุ่มไม้นั่นก็หยุดสั่น
พร้อมๆกับร่างของสิ่งมีชีวิตที่โผล่พ้นพุ่มไม้นั่นออกมา
นัยน์ตาสีฟ้าเข้มของเด็กชายจำต้องเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อสายตา แม้ตอนนี้จะเป็นเวลากลางคืน แต่ด้วยขนสีขาวที่ตัดกับความมืดของมันก็ทำให้อีฟส์รู้ได้ในทันทีว่ามันคือตัวอะไร
เสือขาว..
ความกลัวเกาะกุมหัวใจจนขาไม่ยอมก้าวหนี เสือขาวที่ว่าไม่ได้มาเพียงตัวเดียว แต่มันมาสองตัว เด็กชายคาดว่าตัวใหญ่กว่าคงเป็นแม่ และตัวเล็กๆที่ถูกคาบไว้ในปากนั่นก็คงเป็นลูกอ่อนของมัน
เขาว่ากันว่าสัตว์แม่ลูกอ่อนจะยิ่งดุ
ในขณะที่รู้สึกหมดทางหนีแล้วนั้น เรื่องที่แปลกประหลาดที่สุดในชีวิตอีฟส์ก็เกิดขึ้น
แม่เสือขาวค่อยๆเดินเข้ามาหาเขา และด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่อาจทราบอีฟส์จึงตัดสินใจยื่นมือทั้งสองออกไป เสือตัวนั้นวางลูกเสือตัวน้อยที่ยังไม่ลืมตาดีลงบนฝ่ามือเล็กๆของเด็กชาย ก่อนจะล้มลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น
จากนั้นลูกเสือขาวก็ค่อยๆลืมตา มันหันตาสีฟ้าเข้มแบบเดียวกับอีฟส์มาหาเขา ดวงตานั้นใสและสวยยิ่งกว่าอัญมณีใดๆ
ตามหลักความจริงแล้วอีฟส์ควรปล่อยมือแล้วรีบวิ่งหนี แต่เขากลับมองตอบดวงตาของสิ่งมีชีวิตตรงหน้าตอบอย่างไม่กลัวแทน เขาเองก็ไม่เข้าใจตัวเองตอนนี้นัก รู้เพียงแต่ไม่อยากปล่อยมือจากมันไป
เสือน้อยเองก็คลอเคลียฝ่ามือของเด็กชายไปมาราวกับแมวบ้านทั่วไป มันเชื่องเสียจนเขาตกใจว่ามันเป็นเสือที่เป็นสัญลักษณ์ของความน่าเกรงขามแน่หรือ
แต่ก็ดีแล้ว
อีฟส์คิดดังนั้นแล้วระเบิดหัวเราะออกมา ความรู้สึกหม่นหมองที่เก็บสะสมมาตั้งแต่เมื่อเช้าพลันหายไปจนหมดอย่างน่าประหลาด บางทีอาจเป็นเพราะความโล่งใจที่รอดตายมาได้กระมังที่ทำให้หลายๆเรื่องดูไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย
หลังจากนั้นอีฟส์ก็ออกมาจากป่าได้สำเร็จ มันคงเป็นอีกหนึ่งปาฏิหาริย์ในวันนั้นที่เขาพบทางออก ซ้ำยังโผล่ออกมาใกล้กับโรงฝึกอีกด้วย แม่กับคนของโรงฝึกกำลังหาตัวเขากันจ้าละหวั่น ครั้นทั้งหมดเห็นเขาแล้วก็รีบวิ่งมาหาพลางถามไถ่ แต่แล้วก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นสิ่งที่อีฟส์พากลับมาด้วย
แม่ของเขาไม่ว่าอะไรหากจะเลี้ยงมันไว้ เพราะมันยังเด็กมาก มีโอกาสจะทำให้เชื่องได้ แต่กระนั้นหล่อนก็ยื่นข้อเสนอบางอย่างเป็นการแลกเปลี่ยน
นั่นก็คือ…
“ลูกจะเลี้ยงมันไว้ก็ได้ แต่ว่า.. ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปลูกต้องออกมาซ้อมเช้ากับคนอื่นแบบห้ามขาดแม้แต่วันเดียว !”
และอีฟส์ก็เลี่ยงการฝึกซ้อมตอนเช้าไม่ได้อีกเลยนับแต่นั้นมา
ยังดีนะที่แม่บังคับแค่ฝึกเช้า
แต่ยังไงมันก็เป็นความผิดนายนะชาร์ล !
บอกเลยว่าจนถึงปัจจุบันนี้อีฟส์ก็ยังเจ็บใจเจ้าเสือขาวนี่ไม่หาย
ความคิดเห็น