[Larry] Hopeful For Today

ตอนที่ 1 : Larry : การพบพานแห่งโชคชะตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 326
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    24 เม.ย. 59

                ‘นายเป็นอะไรไปน่ะ...


             เสียงใครกัน...


               ‘รู้สึกหิวรึเปล่า...


            อย่านะ อย่าเข้ามาใกล้ผมเลย...


               ‘ถ้าไม่รังเกียจ กินนี่หน่อยไหม


            ไม่ต้องมาสนใจตัวผมหรอก...ปล่อยผมไว้แบบนี้ก็ดีแล้ว


               เสียงบทสนทนาที่วนเวียนอยู่ในความฝันไม่จบสิ้น ความฝันที่ถูกกรีดลึกในความทรงจำฝังความโดดเดี่ยวให้จำเสียขึ้นใจ พร้อมกับความอบอุ่นเพียงเสี้ยวหนึ่งจากใครบางคนให้ตราตรึงในหัวใจ... ความใจดีที่จะไม่มีวันลบเลือนมันไปจากหัวใจ


               ลู...ลู....อิส...ลูอิสเสียงทุ้มแหบดังสะท้อนเข้ามาในโสตประสาทพร้อมกับแรงสั่นไหวอย่างแรงบริเวณไหล่ทำให้ใครบางคนที่กำลังหลับตาพริ้มสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ


               “ห้ะ!!...หือทันทีที่สะดุ้งตื่นขึ้นมาดวงตากลมโตสีฟ้าขุ่นก็สอดส่ายสายตามองไปรอบห้องสีขาวสะอาดอย่างสำรวจเพื่อหาต้นตอของแรงสั่นไหวที่บริเวณไหล่ ก่อนจะไปสะดุดกับร่างสูงที่กำลังยืนกอดอกจ้องเขม็งมองมาทางเขา


               อ้าว...นายเสร็จงานแล้วเหรอร่างเล็กถามขึ้นอย่างสงสัยเพราะหากดูตามตารางเวลาปกติแล้ว ร่างสูงยังต้องอยู่อัดเสียงอีกครึ่งชั่วโมงจึงจะเสร็จแท้ๆ


               ถ้ายังไม่เสร็จนายจะเห็นฉันมายืนตรงนี้ไหมล่ะคนผมหยิกเลิกคิ้วและตอบกลับไปอย่างยียวน ชวนให้คนฟังต้องคิ้วกระตุกตามกับคำพูดกวนสหบาทาแบบนั้น ลูอิสนั่งนิ่งอยู่กับที่สักพักเพื่อสงบสติอารมณ์ตัวเองก่อนจะลุกเดินตามร่างสูงที่เดินนำหน้าออกจากห้องไปก่อนแล้ว


               ทันทีที่เดินพ้นออกมาจากห้องพักส่วนตัวของศิลปิน สายตาคู่สวยก็กวาดหาร่างของคนตัวสูงทันที แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็กลับไม่พบคนที่ต้องการตามหาเลยแม้แต่น้อย ขาเรียวก้าวสาวเท้ายาวไปยังที่หมายต่อไปทันทีเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาโดนทิ้งไว้คนเดียวแบบนี้...และก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำเรื่องร้ายๆ แบบนี้กับเขาเช่นกัน


               แฮร์รี่ นั่นนายกำลังทำบ้าอะไรลูอิสพูดขึ้นพลางหรี่ตาลงมองภาพตรงหน้าอย่างไม่พอใจเท่าไหร่นัก สุดท้ายสิ่งที่เขาคาดการณ์ก็ไม่เคยผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย...


               แฮร์รี่หันมาตามเสียงเรียกและยักไหล่อย่างไม่สนใจ ลำแขนแกร่งยกขึ้นมากระชับเอวบางของหญิงสาวผมบรอนด์ที่พึ่งทำความรู้จักกันได้ไม่ถึงสองนาทิย่างสนิทสนม


               กำลังจะไปเที่ยวคำตอบสั้นๆ ได้ใจความหลุดออกมาจากริมฝีปากหนาได้รูป


               แต่มันยังไม่หมดเวลาทำงาน...แล้วก็


               “น่ารำคาญน่า ฉันทำงานเสร็จแล้วก็ถือว่าจบ นอกเหนือจากนั้นคือเวลาส่วนตัวของฉัน โอเคไหมร่างสูงหันไปตอบผู้จัดการส่วนตัวที่ควบตำแหน่งพี่ชายด้วยใบหน้าที่แสดงออกมาอย่างเด่นชัดว่าเบื่อที่จะฟังคำพูดเหล่านั้นแค่ไหน


               ...ลูอิสนิ่งไปครู่ใหญ่พร้อมกับมองภาพหญิงสาวที่กำลังออเซาะจนแทบจะสิงเป็นร่างเดียวกับน้องชายตนด้วยความรู้สึกน้อยใจลึกๆ


               เฮ้อ...โอเค งั้นก็แล้วแต่นายเสียงถอนหายใจถูกพ่นออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน ใบหน้าเนียนหวานหันหนีภาพบาดตาที่คนตัวสูงกำลังจูบกับหญิงสาวอย่างนัวเนียและรีบเดินหนีออกมาในทันที


               แม้ใจจริงจะอยากรั้งไม่ให้อีกคนไปแต่ก็รู้ดีว่าถ้าหากทำแบบนั้นก็คงไม่พ้นจากคำว่าโดนเกลียดเป็นแน่ ทั้งที่เมื่อก่อนเขาสองคนมักจะใช้เวลาร่วมกันเสมอแท้ๆ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป แต่เท่าที่พอจะจำได้ก็หลังจากน้องชายหัวแก้วหัวแหวนของเขาได้ก้าวเข้ามาในวงการนี้และขึ้นสู่แท่นศิลปินชื่อดังอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีเขาก็กลับกลายมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวของศิลปินหนุ่มเจ้าสำราญคนนี้เสียแล้ว


                    หรือบางทีทุกสิ่งทุกอย่างอาจจะเริ่มเปลี่ยนมาตั้งแต่ตอนนั้น...


               ให้ตายเถอะ...ไม่อยากเชื่อว่านายจะไปเที่ยววันนี้นะแฮซคำพูดตัดพ้อหลุดออกมาจากริมฝีปากเรียวสวยได้รูป มือเรียวไล่เก็บกวาดเหล่าเสื้อผ้าที่ศิลปินคนดังที่ตนเองดูแลปล่อยทิ้งเรี่ยราดเอาไว้ ดวงตาหม่นสีฟ้าขุ่นจ้องมองรูปถ่ายคู่สมัยเด็กตรงโต๊ะเครื่องสำอางอย่างเหม่อลอย


                    ไม่อยากเชื่อว่านายจะให้ฉันอยู่คนเดียวในวันนี้


               .


               .


               .


               ทำไมแกมันไม่ได้เรื่องขนาดนี้ ไอ้ผู้ชายเฮงซวยเอ้ย!!’


               โอ้ย บ่นอยู่นั่นแหละ รำคาญโว้ย!!’


               เสียงคำก่นด่าโต้เถียงกันไปมาดังอึกทึกไปทั่วบริเวณซึ่งเป็นภาพที่คุ้นชินกันดีในระแวกชุมชนแออัด แต่คำว่าคุ้นชินก็ไม่ช่วยให้เด็กที่เฝ้ามองเหตุการณ์นี้วนเวียนซ้ำไปมาทุกวันรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย


               ทำไมต้องทะเลาะกัน...


               อยู่กับไอ้แก่ขี้เมาอย่างแกทุกวัน ชีวิตฉันก็มีแต่จะแย่ลง...แกนี่มันเฮงซวยจริงๆ


               ทำไมครอบครัวเราถึงไม่มีความสุขเหมือนคนอื่น...


               เหอะ อย่างกับแกดีตายแหละยัยบ้า ตั้งแต่มาอยู่นี่ฉันก็ไม่เคยเจออะไรดีๆ เลย มีเมียก็เหมือนไม่มี...แถมจะมีลูกทั้งที่ก็ยังไปเก็บไอ้เด็กไร้ประโยชน์แบบนี้มาอีก!!’


               ‘หนอย...แล้วเพราะใครบอกจะเลี้ยงมันล่ะ!!’


               ทำไมถึงไม่มีใครต้องการผม...


               ‘เออ!! ถ้าไม่อยากเลี้ยงงั้นก็ไล่ๆ มันไปสักทีซิวะ แค่นี้ฉันก็มีปัญหามากพอแล้ว!!’


               ทำไมถึงไม่มีเลย...


               แกคิดว่าฉันไม่มีรึไง ไอ้ผัวเฮงซวย!! แล้วแกน่ะมองอะไร!! ได้ยินแล้วนี่ไอ้เด็กเหลือขอ จะไปไหนก็ไป!!


               ภาพสุดท้ายที่จดจำได้อย่างขึ้นใจคือภาพปลายเท้าเปลือยเปล่าของตนที่วิ่งหนีออกมาอย่างไม่คิดชีวิต...วิ่งหนีคนใจร้ายที่เคยคิดมาตลอดว่าเป็นพ่อกับแม่ ถึงแม้ว่าจะเข้าใจดีว่าตัวเองเป็นเพียงแค่เด็กถูกเก็บมาเพื่อใช้ทำงานในบ้าน...แต่อย่างน้อยทั้งชีวิตนี้ก็คิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นเหมือนลูก คิดว่าสักวันคงจะมีวันที่ได้รับรักแบบครอบครัวเหมือนคนอื่นบ้าง


               แต่แล้วก็ได้เข้าใจ


            ว่าสักวันที่วาดหวังไว้นั้นไม่เคยมาถึง...

 

               หนาว...เสียงเล็กแหลมอันสั่นเครือหลุดออกมาจากริมฝีปากเล็กๆ ที่สั่นระริกด้วยความหนาวเย็น เด็กน้อยผมสีน้ำตาลอ่อนนั่งคุดคู้กอดตัวเองไว้แน่นท่ามกลางสายลมอันหนาวเหน็บของฤดูใบไม้ร่วง ทั้งที่ระแวกนี้ถูกเรียกว่าชุมชนแออัดด้วยสาเหตุที่ว่ามีคนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากแท้ๆ แต่กลับไม่มีใครสังเกตเห็นเขาบ้างเลย...


               ไม่สิ...ไม่อยากสนใจกันมากกว่า


            ไม่เป็นไร เมินผมกันไปแบบนั้นนั่นแหละ


            ไม่ต้องมองเห็น...ไม่ต้องเข้ามาหรอก


            บางทีโลกใบนี้ก็ช่างโหดร้ายเหลือเกิน...


               เฮ้...นายคนนั้นเป็นอะไรไปน่ะ ใบหน้ามอมแมมที่ได้ยินเสียงเรียกของใครบางคนเงยขึ้นมาช้าๆ ดวงตากลมโตสีฟ้าขุ่นที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใสสบเข้ากับดวงตาสีเขียวมรกตของผู้มาเยือนโดยบังเอิญ


               อย่า...อย่าเข้ามา..ยุ่งเสียงเล็กที่เอ่ยออกมาสั่นไปตามความหนาวเย็นของร่างกายก่อนจะถอยห่างออกมาจากเด็กแปลกหน้าที่ดูจากการแต่งตัวก็ทราบได้ในทันทีว่าไม่ใช่เด็กระแวกนี้แน่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อคลุมหนังสีน้ำตาล รองเท้าผ้าใบใหม่เอี่ยมที่มองเพียงแว่บเดียวก็รู้ว่าเป็นของราคาแพง


                    ‘หิวรึเปล่า...ถ้าไม่รังเกียจกินนี่หน่อยไหม ฉันพอมีขนมปังเหลืออยู่ชิ้นนึงไม่พูดเปล่าเด็กหนุ่มเจ้าของผมหยิกสีน้ำตาลสั้นหยิบขนมปังในกระเป๋าเสื้อคลุมหนังของตนขึ้นมา ก่อนจะยื่นให้เด็กตัวเล็กอีกคนที่กำลังนั่งคุดคู้อยู่บนพื้น


               กินสิเสียงทุ้มพูดอย่างเชิญชวนพร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่ฉายชัดบนดวงหน้าขาวสะอาด


               และนั่นคือรอยยิ้มแรกที่ผมเคยเห็น


               และเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมเข้าใจว่า...


            .


            .


            .


              “โลกใบนี้ไม่เคยมีอะไรแน่นอน


               ไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนนั้นคำนี้ก็ไม่เคยเปลี่ยน ในตอนนั้นหัวใจดวงเล็กๆ ที่เคยรู้สึกโดดเดี่ยว...เคยรู้สึกว่าโลกนี้ช่างมีแต่เรื่องโหดร้ายกลับได้พบกับเหตุการณ์ที่ทำให้ทัศนคติเหล่านั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเช่นเดียวกับเด็กในตอนนั้นที่ตอนนี้เปลี่ยนไปราวกับคนละคน


               แฮซ...วันนี้คือวันอะไร นายยังจำได้ไหม


               จำวันแรกที่เราพบกันได้หรือเปล่า...


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ทำไมตอนแรกสั้นจัง?

ต้องมีคนคิดแบบนี้แน่ๆ...ใช่ค่ะ

เร็นตัดตอนเองไม่งั้นจะต้องเกริ่นยาวมาก 555

ที่จริงตอนแรกของเร็นก็เหมือนบทนำแหละค่ะแต่เพราะพิมพ์บทนำทีไรคนมักไม่อ่าน?

เร็นเลยกลัวเพราะเร็นเป็นพวกบทนำก็มีเนื้อหาสำคัญแล้ว

ถ้าชอบไม่ชอบ ติชมกันได้นะคะ ตัวอักษรใหญ่ไปหรือย่อหน้าอ่านยากไปบอกได้เสมอ

**Edit 12/3/59 รีไรท์แก้บางสำนวน แก้คำผิดก่อนที่จะนำไปรวมเล่ม**

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

20 ความคิดเห็น

  1. #2 sornsuda (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2558 / 20:21
    น้องลูตะไมโดนโลกทำร้ายขนาดนี้ TT

    พ่อแม่ก็ใจร้าย ไม่สงสารเด็กน้อยตาฟ้าๆเลยง่ะ

    ดีที่มีแฮซเข้ามาช่วย ;-;

    ชอบมากค่ะ เรื่องเศร้าๆเนี่ย5555

    มาต่อบ่อยๆนะก๊ะ \(//∇//)\
    #2
    0