Fic Prince of The Walt Disney (Adam x Eric) - My Love รักแท้ฉันอยู่ไหน

ตอนที่ 10 : Adam x Eric ตอนที่ 9 รีไรท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 238
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    12 ส.ค. 58

               เมื่อมาถึงห้องสมุดแล้วทั้งสองก็ช่วยกันเรียงสมุดเข้าชั้นหนังสือและก็ลงมาทานอาหารพร้อมกัน ทั้งที่ทุกอย่างก็ดูเป็นปกติแต่แล้วอดัมก็สังเกตอาการผิดปกติของร่างโปร่งได้เพราะอีกฝ่ายเอาแต่ก้มหน้าขมวดคิ้วมุ่นเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ในหัวตลอดเวลา

               เป็นอะไรไป ไม่สบายเหรอเสียงทุ้มของร่างสูงเอ่ยขึ้นขณะกำลังทานอาหารเช้า มือหนายกขึ้นมาสัมผัสกับหน้าผากเนียนเพื่อวัดไข้

               ป..เปล่าครับ ผมสบายดีเอริคสะดุ้งจากสัมผัสของมือแกร่งก่อนจะปัดออกอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจและตอบกลับไปอย่างเลิ่กลั่ก คิ้วสีน้ำตาลอ่อนขมวดเข้าหากันมุ่นเมื่อถูกอีกฝ่ายปัดมือออกมา

               เอ-ริคเสียงทุ้มเค้นต่ำออกมาแสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมากแต่ไม่ได้เป็นเพราะถูกปัดมือแต่เป็นเพราะอีกฝ่ายโกหกเขาอีกแล้ว...ทำผิดสัญญาที่ได้ให้ไว้กับเขา

               ...ริมฝีปากเรียวของคนแสนดื้อดึงเม้มเข้าหากันเมื่อถูกคนตัวสูงกว่าคาดคั้น

               ถ้าเจ้าไม่เล่าก็ช่างเถอะ ข้าอิ่มแล้วอดัมพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเช่นเดียวกับอารมณ์ที่ขุ่นมัวอยู่ตอนนี้ ร่างสูงที่ลุกออกจากเก้าอี้ไปอย่างรวดเร็วทำให้ร่างโปร่งหันไปมองขวับตามทันที

               พรึ่บ!!

               สองขาเรียวก้าวโดยไม่จำเป็นต้องคิดอะไรอาศัยเพียงแค่จิตใต้สำนึก ดวงตาสีฟ้าใสสั่นระริกไปด้วยความสับสน สองมือคว้าชายเสื้อไว้แน่นด้วยความหวาดกลัวจะเป็นเหมือนเมื่อครั้งก่อนอีก

               ผมจะเล่าดวงตากลมโตสีฟ้าสดหลุบลงต่ำหลังจากตัดสินใจออกไป ความกังวลมากมายอัดแน่นอยู่ภายในหัวสมองจนด้านชาไปหมด

            ถ้าเกิดเลือกที่จะพูดจะถูกอีกฝ่ายเกลียดหรือเปล่า หากพูดออกไปอีกฝ่ายจะโกรธเขามั้ย...แล้วถ้าคำตอบที่ได้กลับมามันไม่เป็นอย่างที่หวังล่ะ

               อดัมหันมามองคนตัวเล็กกว่าด้วยใบหน้าเรียบเฉย แม้จะหัวเสียที่อีกฝ่ายผิดสัญญาแต่เขาก็โกรธไม่ลง...และยิ่งเห็นท่าทางของอีกฝ่ายแบบนั้น

               จะให้เขาปล่อยไปได้อย่างไร

               ไปกินให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมาคุยกันต่อร่างสูงพูดสั่งเมื่อเห็นว่าในชามของอีกฝ่ายยังมีซุปเห็ดเต็มชามอยู่เลยบ่งบอกว่าร่างโปร่งยังไม่ได้แตะต้องมันเลยแม้แต่น้อย

               คำสั่งที่พูดออกมาเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมรับฟังเมื่อมือเรียวยังคงชายเสื้อร่างสูงไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เมื่อเห็นท่าทีแสนดื้อนั้นร่างสูงก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน

               เอริคไปกินก่อน เดี๋ยวแสบท้องคำสั่งถูกพูดย้ำอีกครั้งแต่ร่างโปร่งก็ยังยืนนิ่งและส่ายหัวไปมาอย่างไม่ยอมแพ้

               ขอโทษ...คำพูดเดิมๆ หลุดออกมาจากปากอีกหน ไม่ใช่เพราะพูดพร่ำเพรื่อแต่ภายในหัวมันชาไปหมดจนนึกคำอื่นไม่ออกแล้วเสียมากกว่า

               ข้าไม่ได้โกรธ เจ้าเองก็ไปทานอะไรสักหน่อยเถอะร่างสูงยังคงพยายามบอกให้อีกฝ่ายไปทานซุปด้วยความเป็นห่วง แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายก็ยังคงดื้อไม่ยอมทำตามเสียอย่างนั้น

               ตกลงจะเอายังไงกันแน่หรืออยากให้เขาโกรธมากนัก!!

               “ไปด้วยกัน...คำพูดที่ไม่คิดว่าจะหลุดออกมาเล่นเอาอารมณ์ที่ระอุพัดปลิวหายไปในทันที

               แค่เพียงได้ยินสิ่งที่พูดร่างสูงก็เอื้อมคว้าไปที่ข้อมืออีกฝ่ายที่กำลังกำชายเสื้อตัวเองและพาเดินกลับไปที่โต๊ะอาหารเงียบๆ ทั้งที่อีกฝ่ายแค่พูดด้วยน้ำเสียงแสนธรรมดาก็ทำเอาความเคืองจางหายไปเสียหมด เพียงแค่คำพูดก็ทำให้เขารู้สึกพร้อมจะทำตามคำขออีกฝ่ายเสมอ

               ดูเหมือนข้าจะแพ้ทางเจ้า...

               ความคิดแรกที่รู้ทันทีเมื่อเจ้าชายอสูรอย่างเขายอมมานั่งกับอีกฝ่ายแต่โดยดีทั้งที่เมื่อครู่ยังหงุดหงิดอยู่แท้ๆ สายตาคมกริบจ้องมองอีกฝ่ายที่กำลังตักซุปเข้าปากด้วยความคิดที่หลากหลาย

               ทั้งที่เป็นผู้ชายที่พอมองแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรโดดเด่นกลับทำให้เขาหยุดที่จะจ้องมองไม่ได้ ทั้งที่เป็นเจ้าชายจอมขี้แยที่ชอบทำให้เขาหงุดหงิดแต่สุดท้ายก็ทำให้เขาใจอ่อนทุกที ทำไมกัน...ทำไมเขาถึงต้องยอมคนตรงหน้าขนาดนี้ ทำไมหัวใจดวงนี้ถึงเรียกร้องหาอีกฝ่ายขนาดนี้...

               กินขนมปังด้วย อดัมจัดแจงหยิบขนมปังฉีกออกเป็นชิ้นพอคำก่อนจะจุ่มลงไปในซุปและยื่นให้อีกฝ่ายซึ่งเอริคก็อ้าปากรับแต่โดยดี

               คุณก็กินด้วยสิเอริคฉีกขนมปังยื่นให้บ้างโดยไม่คิดอะไร เจ้าชายจอมวางมาดหันไปมองรอบๆ ตัวก่อนจะพบเหล่าคนรับใช้ที่มองมาด้วยสายตาล้อๆ ใบหน้าคมเข้มขึ้นสีทันทีก่อนจะนิ่งเงียบไม่ยอมกินขนมปังที่คนตัวเล็กยื่นให้

               กินสิครับมือเรียวหยิบขนมปังจุ่มลงไปน้ำซุปก่อนจะชูมาที่ปากของอีกฝ่ายอีกรอบ เมื่อเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของร่างโปร่งที่จ้องมองมา มีหรือที่เขาจะปฏิเสธคนตรงหน้าลงท้ายที่สุดอดัมก็ต้องยอมให้ป้อนแต่โดยดี ใบหน้าคมคายก้มหน้าก้มตาเคี้ยวโดยไม่หันไปสบสายตาของเหล่าข้าราชบริพารคนไหนเลยแม้แต่น้อย

               เดี๋ยวนะครับ มันเปื้อน ไม่พูดเปล่ามือเรียวจัดการนำผ้าไปเช็ดบริเวณใต้คางคนตัวสูง ใบหน้าขาวเนียนที่เขยิบเข้ามาใกล้ทำเอาร่างสูงแทบจะลมจับกับรอยยิ้มไร้เดียงสาของอีกฝ่าย

               แม่ฮะ ทำไมนายท่านต้องหน้าแดงขนาดนั้นด้วยฮะเด็กชายตัวน้อยที่พึ่งจะมีเวลามาช่วยงานแม่พูดถามแม่ตัวเองด้วยความสงสัยโดยคำถามที่ถามขึ้นไม่ได้เบาเสียงเลยแม้แต่น้อย

               คงเพราะซุปมันร้อนน่ะคุณนายพ็อตต์ตอบกลับไปอย่างส่งๆ เมื่อเห็นสายตานายเหนือหัวที่มองมาทางเธอและลูกชายสุดที่รัก

               แม่ฮะ แล้วทำไมนายท่านกับคุณเอริคต้องป้อนกันด้วยเด็กน้อยยังคงถามออกมาต่อด้วยความไร้เดียงสาอย่างแท้จริงโดยไม่ทันได้รู้สึกถึงบรรยากาศคุกคามเลยแม้แต่น้อย

               เอ่อ...แม่ว่าลูกยืนเงียบๆ ก่อนดีกว่านะ...คุณนายพ็อตต์บอกลูกตัวเองทันทีเมื่อเห็นสายตาวาววับของเจ้านายตัวเองที่มองมาอย่างอาฆาต

               อดัม...เอริคเรียกคนข้างๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายมองไปทางคุณนายพ็อตต์นานแล้วแต่ไม่ยอมหันกลับมาเสียที

               หืม..อดัมหันกลับมาพร้อมกับเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มอย่างรวดเร็ว

               ผมเห็นคุณหันไปมองแต่ทางนั้น อ้าว..เด็กคนนั้นใครเหรอครับผมไม่เคยเห็นหน้าเลยเอริคพูดถามขึ้นเมื่อเหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มตัวน้อยที่ยืนอยู่ข้างหญิงสาววัยกลางคน

               ชื่อชิพเป็นลูกของคุณนายพ็อตต์น่ะ เผอิญช่วงนี้ติดเรียนเลยไม่ค่อยได้มาช่วยงานในปราสาทแต่เขารู้จักเจ้าแล้วแหละอดัมตอบกลับไปเสียงนิ่งพร้อมเหล่ไปทางเด็กน้อยด้วยสายตาวาวโรจน์ที่เต็มไปด้วยความอิจฉาเล็กๆ ที่ถูกเด็กแย่งความสนใจจากคนข้างๆ ไปได้

               เอริคหันไปมองหนุ่มน้อยชิพที่กำลังจ้องมองมาที่เขาเช่นกัน เมื่อรู้ว่าเด็กน้อยกำลังมองมาเอริคจึงส่งยิ้มบางๆ ไปให้ ส่วนชิพที่เห็นรอยยิ้มนั้นก็โบกมือยิ้มรับกลับไปน้อยๆ

               ถ้าอิ่มแล้วก็ไปกันได้แล้วอดัมที่เห็นทั้งสองส่งยิ้มกันไปมาก็ยิ่งเกิดอาการหงุดหงิดมากกว่าเดิม ร่างแกร่งดึงข้อมือสวยให้ลุกขึ้นและเดินออกจากห้องทันทีแต่         ร่างโปร่งก็ยังไม่วายหันไปส่งยิ้มให้เด็กหนุ่มอีกทำให้คนตัวโตต้องกระตุกข้อมือเร่งอีกหน

               เดินช้าๆ ก็ได้เสียงบ่นดังออกมาจากคนที่สาวเท้าตามอยู่ด้านหลังจนแทบจะล้มกลิ้งตามอีกฝ่ายไปอยู่แล้วแต่ถึงกระนั้นเจ้าชายจอมเอาแต่ใจก็ไม่ยอมลดความเร็วลงแม้แต่น้อย

               ไม่คนเดินนำหน้าพูดตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเคืองๆ

               เฮ้อ...เสียงทอดถอดหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนกับอารมณ์ที่ปรวนแปรของคนตรงหน้าผ่อนออกมาเบาๆ เมื่อรู้ว่าอีกคนไม่มีทางช้าลงเขาก็ทำได้เพียงสาวเท้าให้เร็วขึ้นก่อนจะได้ล้มกลิ้งไปเสียจริงๆ

               แต่แล้วร่างโปร่งก็ต้องแปลกใจเมื่อมาถึงที่หมายเรียบร้อย...ที่หมายที่ไม่ใช่ห้องสมุดอย่างที่เคย แต่กลับเป็นห้องนอนของใครอีกคนซึ่งแค่มองจากการตกแต่งก็พอเดาได้ว่าที่นี่ต้องเป็นห้องนอนของผู้ที่อยู่จุดสูงสุดในปราสาทแห่งนี้เป็นแน่

               ห้องขนาดใหญ่ที่น่าจะใหญ่กว่าห้องของเขาหลายเท่านัก มีเตียงสีน้ำเงินขนาดกว่างสำหรับลงไปนอนกลิ้งสามสี่คนได้สบายๆ ว่างเด่นอยู่บนพรมชั้นเลิศสีชาดกลางห้อง เฟอร์นิเจอร์ราคาแพงมากมายวางเรียงรายอยู่ทั่วพื้นที่แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีพื้นที่เหลืออีกมากมายอยู่ดีแต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การตกแต่งหรอก...

               แต่บรรยากาศที่แผ่ซ่านบ่งบอกได้ถึงอาณาเขตส่วนตัวเนี่ยสิ!!

               เอ่อ... ผมว่าบรรยากาศที่คุกคามเข้ามาทำให้คนตัวเล็กที่เดินเขามาถามอย่างเลิ่กลั่กเมื่อไม่แน่ใจในการตัดสินใจที่เดินเข้ามาของตัวเอง

               เป็นอะไรไปร่างสูงเลิกคิ้วถามอย่างสงสัยเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีแปลกไปแล้วไม่ยอมเดินเข้ามาหาเขา

               ผมเข้ามาได้เหรอเอริคถามขึ้นมาดวงตากลมโตสวยกรอกสำรวจไปมารอบๆ อย่างระแวง ท่าทีหวาดกังวลของเอริคทำให้ริมฝีปากราบเรียบเผลอยกยิ้มขึ้นมาอย่างเอ็นดูไม่ได้

               อืม ปราสาทของข้าก็คือของเจ้าร่างสูงพูดออกมายิ้มอ่อนๆ

               เอาอีกแล้ว...

               เพียงแค่คำพูดแสนธรรมดากับท่าทีแสนน่ารักพวกนั้นก็พัดพ่เอาอารมณ์คุกรุ่นจางหายไปหมด ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาดูเป็นพวกอารมณ์แปรปรวนง่ายเสียเหลือเกิน        ครั้นจะโมโหก็เพราะคนตรงหน้า ครั้นจะอารมณ์ดีก็เพราะคนคนนี้อีก

               มานั่งตรงนี้ร่างสูงทีเดินไปนั่งที่เตียงตนพูดขึ้นพลางตบลงบนฟูกนุ่มข้างๆ ตนไปด้วย เอริคที่ได้ยินก็เดินมานั่งอย่างว่าง่ายแต่ถึงกระนั้นก็ยังเว้นระยะห่างจากเจ้าของห้องอีกเกือยหนึ่งศอกได้

               ดื้อจริงๆเสียงทุ้มพูดติดตลกก่อนจะเป็นฝ่ายเขยิบเข้าใกล้ก่อน แขนแกร่งโอบเกี่ยวเอวล็อคคนแสนอื้อดึงไว้ไม่ให้ขยับหนี ฝ่ามือที่กอบกุมรับรู้ถึงกล้ามเนื้อของอีกฝ่าย...แต่มีกล้ามแล้วยังไง

               ยังไงก็น้อยกว่าข้าเห็นๆ ข้าชนะ!!

               ...อดัมเสียงทุ่มแผ่วดังขึ้นเพราะรู้สึกขัดเขินไม่น้อยที่ถูกโอบรัดอยู่อย่างนี้ ทั่วบริเวณเอวที่ถูกมือหนาแตะร้อนผ่าวอย่างชัดเจนราวกับทั้งตัวจะหลอมละลายไปเพียงแค่สัมผัส

               พูดมาสิอดัมพูดเสียงนุ่มและจับให้คนตัวเล็กเอนลงมาพิงไหล่แกร่งอย่างแนบเนียน เอริคที่กำลังขัดเขินก็ยอมเอนลงมาตามแรงดันโดยไม่ทันเอะใจเนื่องจากตอนนี้สติทั้งหมดของเขากำลังจดจ่อกับคำตอบที่จะต้องพูดไปเสียมากกว่า

               คือผมไม่รู้จะเริ่มยังไงดี ผมรู้ว่ามันไม่ควรพูดแต่ผมก็สงสัย...ผ..ผมกลัวเอริคพูดออกมาระรัวอย่างจับใจความไม่ได้ ความสับสนปนเปกับความกังวลกันไปหมดจนไม่สามารถหยิบยกใจความสำคัญออกมาได้เลย

               เล่ามาเมื่อเห็นอีกคนกำลังกังวลร่างสูงก็พูดปรับโทนเสียงให้จริงจังมากขึ้นเพื่อกระตุ้นให้คนในอ้อมกอดเรียบเรียงประโยคออกมาได้ง่ายขึ้น

               “อาจจะคิดว่าผมหลงตัวเองแต่...ผมรู้สึกว่าคุณอดัมรู้สึกกับผมแบบ...คำบางคำถูกละทิ้งเอาไว้เพราะไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้จะควรพูดออกไป

               รัก..” ไม่ต้องรีรอเค้นให้อีกฝ่ายตอบ เจ้าชายอสูรตัดสินใจเติมต่อคำที่ขาดหายไปด้วยตัวเอง...เพราะไม่มีใครที่จะรู้ใจตัวเองได้ดีเท่าตัวเขาอีก เอริคหันเงยหน้าขึ้นมาสบดวงตาคมที่จ้องมองมาที่เขาด้วยแววตาที่สั่นระริก

               ความสงสัยได้คลี่คลายลงแล้วเหลือเพียงความกังวลที่แทรกซึมเข้ามาเต็มอก...กังวลในทางที่ต้องเดิน

               แล้วมีอะไรต้องกลัว...กลัวที่ต้องมารักคนแบบข้างั้นเหรออดัมถามต่อออกมาด้วยน้ำเสียงทุ่มหนักแน่นแสดงถึงความจริงจังกับคำตอบที่อยากจะได้รับ

               ผมไม่ได้กลัวคุณ ผมกลัวอดีตของผม...กลัวอดีตของคุณลำแขนเรียวยกขึ้นกุมขมับตัวเองด้วยความเครียด แม้ตอนนี้สิ่งที่เขาเลือกคือพูดมันออกไปแต่ภายในใจก็ยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัวกับสิ่งที่เขาจะได้ยินต่อจากนี้

               ผมกลัวว่าตัวเองจะยังลืมแอเรียลไม่ได้... ผมกลัวว่าคุณจะยังลืมคนรักเก่าของคุณเองไม่ได้ ผมกลัวถ้าต้องกลายเป็นตัวแทนของใครเปลือกตาสีขาวเนียนปิดลงเพื่อรอรับฟังคำตอบที่แสนหวาดกลัวอย่างตั้งใจ

               คงจะเจ็บไม่น้อยหากความทรงจำในอดีตยังไม่จางหายแต่เหนือกว่าความเจ็บเหล่านั้นคือการที่ถูกนำมาเป็นตัวแทนของใครเพื่อคลายเหงา...หากเป็นเช่นนั้นหัวใจดวงนี้คงไม่เหลืออะไร หากต้องมาเจ็บกับเรื่องพวกนี้อีกก็ขอเป็นเพียงคนที่อยู่อย่างไร้หัวใจเสียดีกว่า

               ข้ายังลืมคนรักเก่าไม่ได้...เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ ความรู้สึกเจ็บเสียดแทรกซึมทั่วทั้งหัวใจจนไม่รู้สึกอะไรอีก...มันพร่ามัวไปหมด คำตอบที่ได้ยินช่างไม่น่าพึงพอใจ...ครั้นอยากจะย้อนกลับไปแล้วปิดปากเงียบไว้ก็คงจะสายไป

               “…ผ..ผมว่าผมขอตัวก่อนร่างโปร่งพูดเสียงสั่นก่อนจะผละออกจากอกแกร่งแล้วเลือกที่จะเดินหนี...อย่างน้อยก็ขอไม่ให้เป็นตอนนี้

               ไม่อยากได้ยินอะไรทั้งนั้น...

               ขาเรียวก้าวยาวจนเกือบถึงประตูแต่ก็ถูกอ้อมแขนแกร่งโอบรัดไว้เสียก่อน           ความอบอุ่นนี้อีกแล้ว...ความอบอุ่นที่เคยโอบอุ้มกลับเสียดลึกทำร้ายไปทั้งหัวใจ ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงขยับดิ้นเพื่อให้หลุดจากพันธนาการแม้จะรู้ว่าเป็นการกระทำที่ไร้ความหมายแค่ไหนก็ตาม

               ฟังให้จบก่อนสิ... ลมหายใจอุ่นพ่นรดที่ใบหูขาวเนียนอย่างหยอกล้อ

               แม้ข้าจะไม่เคยลืมเลือนอดีต...แต่ตอนนี้ข้ารักเจ้า คำพูดสั้นๆ แต่กลับมากพอที่จะทำให้หัวใจที่ห่อเหี่ยวพองโตขึ้นมาอีกครั้ง เพียงแค่คำเดียวก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นมากกว่าครั้งไหน...ทั้งที่อาจจะเป็นเพียงคำลวงก็ได้

               ข้าไม่สนว่าเจ้าจะลืมแอเรียลของเจ้าได้ไหม ขอเพียงแค่ให้เจ้ารู้ว่าข้ารักเจ้าก็เพียงพอแล้วคำว่ารักตอกย้ำลงไปในหัวใจนั้นแน่น นานแค่ไหนแล้วที่ลืมความรู้สึกนี้ไปเสียสิ้น นานแค่ไหนแล้วที่ต้องจมกับความเหงา...

               ผมก็รักคุณคนตัวเล็กพูดออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือแต่ไม่เหมือนทุกครั้ง...ความสั่นนี้ไม่ได้เกิดจากความเศร้าแต่เป็นความสุขล้นที่หายไป แขนสองข้างโอบรอบคอคนตัวสูง...ไม่อยากคิดอะไรอีกแล้ว ไม่อยากกังวล...ไม่อยากตั้งข้อสงสัยเพื่อผลักไสความรักนี้ออกไป

               นี่มันไม่ใช่ฝันใช่ไหม...ไม่ใช่สิ่งที่เขาสร้างขึ้นเพื่อหลอกตัวเองใช่ไหม...

               ระหว่างคิดตั้งคำถามในใจก็รับรู้ถึงความรู้สึกความอุ่นวาบที่ริมฝีปากสัมผัสอันอ่อนโยนแทรกซึมไปทั่ว เอริคเผยอปากออกเล็กน้อยเมื่อเริ่มรู้สึกเหมือนจะขาดอากาศหายใจ ทันทีที่ได้โอกาสลิ้นหนาก็แทรกเข้าไปชิมรสหวานภายในอย่างจาบจ้วง แขนแกร่งกระชับคนตัวเล็กกว่าเดิมก่อนที่อีกฝ่ายจะร่วงหล่นลงกับพื้นเพราะถูกเขาสูบเรี่ยวแรงไปเสียหมด

               แค่นี้ก็ตัวอ่อนแล้วเหรอ เจ้าต้องเจอเยอะกว่านี้ ข้าจะทำให้เจ้าลืมทุกสิ่งที่เคยมีให้กับแอเรียลจะทำให้ในดวงตานั้นมีเพียงข้า...จะทำให้ทั้งหัวใจเจ้าเชื่อมั่นในตัวข้าสองแขนแกร่งยกร่างบางที่มองเขาด้วยดวงตาสั่นระริกขึ้นมา ก่อนจะเดินมุ่งไปยังเตียงกว้างด้วยรอยยิ้มกรุ่มกริ่ม

               ตอนนี้คงไม่จำเป็นต้องเก็บเขี้ยวเล็บเอาไว้แล้วเมื่ออีกฝ่ายพูดคำนั้นออกมา เมื่อรับรู้ว่าหัวใจทั้งสองนั้นมีความรู้สึกเดียวกัน...ทุกสิ่งก็ไม่จำเป็นต้องซ่อนเร้นอีกต่อไป...

               หน้าประตูห้อง...

               แม่ฮะ ทำไมห้องนายท่านมีเสียงแปลกๆเด็กน้อยถามแม่ตัวเองขณะที่ยืนอยู่หน้าห้องของเจ้าของปราสาท ความจริงตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมาถึงช่วงบ่ายแล้วแต่ทั้งสองยังไม่ยอมลงมาทานอาหารเสียที ด้วยความหวังดีเธอจึงนำอาหารขึ้นมาให้เจ้านายตนถึงห้องนอนแต่ดูเหมือนจะมาผิดเวลา...

               อ๊ะ..จ..เจ็บเสียงทุ้มนุ่มคุ้นเคยลอดออกมาทำให้เด็กน้อยทำตาโตอย่างตกใจ

               แม่ๆ คุณเอริคร้องโหยหวนใหญ่เลย พวกเราเข้าไปดูดีมั้ยฮะเผื่อเกิดอันตรายขึ้นเด็กน้อยกระตุกชายกระโปรงแม่ตัวเองและพูดอย่างตื่นตกใจ

               ไม่มีอะไรหรอก...พวกนายท่านคงเล่นทำสงครามกันอยู่น่ะ แม่ว่าเราวางอาหารไว้ตรงนี้แล้วลงไปทำงานกันต่อเถอะคุณนายพ็อตต์พูดออกมาเพราะเธอเองก็พอเดาได้ว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น

               โห...ทำสงคราม แม่ฮะผมอยากเข้าไปเล่นด้วยบ้างจังเด็กน้อยแสนเดียงสาพูดพลางทำท่าจะเปิดระตูเข้าไป คุณนายพ็อตต์รีบถลาเข้าไปลากลูกชายสุดที่รักแทบไม่ทันก่อนที่เธอจะรีบพาชิพน้อยออกห่างจากประตูและเดินลงบันไดอย่างไว

               แม่ว่าเรารีบไปช่วยคนอื่นทำงานกันดีกว่านะคุณนายพ็อตต์พูดพลางเร่งขากว่าเดิมเพราะเกรงว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนจะเข้าไปก่อกวนเจ้านายทั้งสองและคราวนี้คงมองหน้ากันไม่ติดอีกนานเป็นแน่

               แม่ฮะๆ แล้วใครจะชนะเหรอเด็กน้อยที่เปลี่ยนมาเดินตามแม่ถามออกมาต่อ อย่างสงสัยทำให้คุณนายพ็อตต์ชะงัก

               ลูกไม่มีคำถามสร้างสรรค์กว่านี้แล้วเหรอ...

               แม้จะความคิดจะผุดขึ้นมาแต่ก็ต้องจำเก็บไว้ในใจเพราะเด็กน้อยยังไร้เดียงสานัก แต่คำถามนั้นก็มีอิทธิพลมากพอให้สาววัยกลางคนคิดหาคำตอบตามอย่างลืมตัวเช่นกัน

               แม่ว่านายท่านแหละคุณนายพ็อตต์ตอบออกมาเมื่อใช้ประสบการณ์ในการมโนอันยาวนานวิเคราะห์ออกมา

               แต่ผมว่าคุณเอริคอาจจะชนะก็ได้นะแต่จะว่าไปด้านการรุกนายท่านก็เก่งกว่าจริงๆ แหละ แม่คิดว่าไงฮะ

               แม่ไม่อยากคิดอะไรแล้วลูก...

               ทั้งที่เป็นเพียงคำพูดของเด็กแค่นึกถึงเกมส์ทำสงครามที่ตนเคยเล่นแต่กลับสร้างภาพจินตานาการเหนือจริงแล่นเขาสมองแม่ตัวเองปานอยู่ในเหตุการณ์ คุณนายพ็อตต์หน้าซีดลงก่อนจะเดินสะบัดหัวเพื่อไล่สิ่งที่คิดตามออกไปจนหมดสิ้น

               “แม่ว่าเราหยุดคุยเรื่องนี้กันเถอะ...คุณนายพ็อตต์พูดออกมาอย่างเหนื่อยๆ เธอไม่เคยนึกเลยว่าอายุปูนนี้แล้วยังต้องมารับรู้เรื่องของพวกหนุ่มสาวอีก

               ทำไมฮะ

               “ทำไมล่ะ

               “ทำไมล่ะฮะแม่

               สองแม่ลูกเดินไปทำงานที่อื่นโดยเด็กน้อยก็ยังคงเอ่ยถามแม่เสียงเจื้อยแจ้วต่อไป และไม่นานข่าวเรื่องเสียงอันลึกลับที่ออกมาจากห้องนายเหนือหัวกระจายไปทั่วปราสาทอย่างรวดเร็ว เป็นอันรู้กันดีทั้งปราสาทว่าตลอดช่วงบ่ายนี้จะต้องไม่มีใครกล้าเดินผ่านหน้าห้องนายท่านอีก... หากไม่อยากร่วมฟังบทเพลงรักอันร้อนแรง...

               ในบ้านหลังเล็กหลังหนึ่งที่อยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านมาพอสมควรมีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังยุ่งอยู่กับการเก็บข้าวของยัดใส่กระเป๋าคู่ใจ

               เบลล์ลูกเก็บของ ทำไมเหรอ?” ผู้เป็นพ่อถามขึ้นเมื่อเห็นลูกสาวกำลังจัดข้าวของใส่กระเป๋าเดินทางอย่างขะมักเขม้น

               หนูตัดสินใจแล้วจะไปคุยกับเขาให้รู้เรื่องน่ะค่ะหญิงสาวหันมาตอบพ่อตัวเองยิ้มๆ เมื่อมาลองคิดดูอีกทีเธอคิดว่าเธอควรลองไปคุยกับอดัมอีกรอบน่าจะดีกว่า อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้ค้างคาไว้เช่นนี้

               โอ้ ดีๆ งั้นลูกจะออกเดินทางวันไหนรึผู้เป็นพ่อถามขึ้นเสียงระรัวด้วยความดีใจเมื่อเห็นว่าลูกสาวกำลังจะกลับไปปรับความเข้าใจกับอดีตคนรัก

               “พรุ่งนี้ค่ะหญิงสาวตอบออกมายิ้มๆ

 

               อดัมฉันต้องคุยกับคุณ...

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เสร็จแล้วว

ใครชอบเม้นให้กำลังใจ ติชมกันได้ตลอดน้าา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

24 ความคิดเห็น

  1. #17 Squaria (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2558 / 17:34
    แอร๊ยยยยยยยย ///-/// #ลงไปแดดิ้นกับพื้น
    #ต้มมาม่ารอ 2 ถ้วยเบย =3=
    #17
    0