MINI STORE ; ROOM (ห้องลับ)

ตอนที่ 35 : Promise in memory - chapter 02

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 พ.ค. 59

T
H
E
M
Y
B



02

อะไรคือหลงรัก?


 

‘ถ้าไม่รีบทำคะแนนเดี๋ยวหมาคาบไปกิน'


‘ถ้าไม่รีบทำคะแนน'


‘ทำคะแนน'


โอ้ยยยยยยยยยย!


ฉันนอนกลิ้งไปกลิ้งมากอดตุ๊กตาที่มีชื่อเดียวกับฉันบนเตียงภายในห้องนอนชั้นสองที่ถูกปูด้วยชุดผ้าปูที่นอนครบเซ็ทสีฮอทพิ้งค์ ภายในห้องนอนเองก็ประกอบไปด้วยข้าวของจำเป็นต่างๆสีเดียวกัน คือฉันชอบสีชมพูเข้มหรือสีฮอทพิงค์น่ะ ถึงจะชอบเก็บตัวแต่ก็ผู้หญิงธรรมดาๆคนนึงจะชอบก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ภายในหัวก็คิดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ ได้เจอกับพี่โซนิคหลังจากไม่ได้พบกันมาเกือบสิบปีด้วย


พี่เขาเปลี่ยนไปมาก จากเด็กผู้ชายในวันนั้นกลายมาเป็นหนุ่มหล่อสุดเท่ในวันนี้ แถมตอนที่มาส่งฉันที่บ้านก็ยังพูดอะไรแปลกๆออกมาอีก เหมือนไม่ใช่พี่มิคคนเดิมแต่เขาก็คือพี่โซนิคจริงๆ จากที่พูดคุยกันในร้านกาแฟใกล้ๆมหา'ลัยก็สามารถยอมรับได้อย่างสนิทใจว่าเขาคือโซนิคที่ฉันรู้จักจริงๆ เพียงแต่คำพูดหรือการกระทำเขาเปลี่ยนไป


เหมือนกับผู้ชายจะจีบผู้หญิง…เหรอ? ตลก!


เป็นไปไม่ได้หรอก! พี่เขาเป็นผู้ชายสุดหล่อเท่แถมมีการศึกษาเป็นที่ชื่นชอบของผู้หญิงหลายๆคน เพราะงั้นเขาจะมาสนใจอะไรฉันมินนี่เมาส์ ผู้ซึ่งเป็นคนที่เข้าสังคมไม่เก่ง ชอบเก็บตัว(ตอนเด็ก) และไม่ค่อยจะเป็นมิตรกับคนแปลกหน้าอีกด้วย พี่เขาจะมาสนใจคนแปลกๆแบบฉันได้ยังไง เป็นไปไม่ได้หรอก!!


ตื้อดึง


ฉันสะดุ้งเล็กน้อยและหยุดความคิดทั้งหมดของตัวเองทั้งหมดเพราะอยู่ดีๆเสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าก็ดังขึ้นมา ใครใช้ให้มันมาเข้าตอนที่ฉันกำลังคิดอะไรเพลินๆ เล่นดังมาแบบนี้ก็ต้องตกใจกันเป็นธรรมดา ฉันเอื้ิอมไปหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหัวเตียงมากดดูข้อความ


ฝันดีนะมินนี่เมาส์  S. 


เอส? เบอร์นี้มันเบอร์พี่โซนิคหนิ พี่เขาขอเบอร์ฉันตอนมาส่งฉันเกือบเย็น แล้วพี่เขาก็ส่งข้อความมาฝันดีฉันงั้นหรอ นี่เขาคิดจะทำอะไรกันแน่ กลับมาแล้วมาทำท่าทีแบบนี้กับฉันมันหมายความว่ายังไง


“พี่คิดจะทำอะไรของพี่กันนะ”



ฉันยืนเช็คตัวเองหน้ากระจกบานใหญ่ภายในห้องของเช้าวันใหม่ เมื่อคืนหลังจากอ่านข้อความของพี่โซนิคไปซักพักฉันก็เผลอหลับไปซะดื้อๆ และตอนนี้คือวันใหม่ฉันที่กำลังอยู่ในชุดนักศึกษาหลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เมื่อเห็นว่าตัวเองเรียบร้อยดีแล้วจึงคว้ากระเป๋าเดินออกจากห้องลงไปชั้นล่าง วันนี้ก็เหมือนเดิมพ่อกับแม่ไปทำงานแล้ว ส่วนเท็ดดี้เองก็ไปเรียนแล้วเช่นกัน ทั้งบ้านนี้จึงเหลือแค่ฉันและมิกกี้


“มิกกี้ฉันเสร็จเรียบร้อยแล้วนะ” ฉันเอ่ยทักมิกกี้เมื่อลงมาถึงด้านล่างและเห็นเจ้าตัวกำลังนั่งดูทีวีอยู่ที่ห้องนั่งเล่น แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่ามิกกี้ยังอยู่ในชุดนอนเสื้อยืดกางเกงวอร์มของเขาอยู่เลย! 


นี่มีเรียนตอนเก้าโมงนะไม่ได้มีเรียนตอนบ่าย =_=!


“กินอะไรหน่อยมั้ยคะ ยังเหลือเวลาอีกเยอะเลยนะ”


“ลงมากินก่อนแต่งตัวแล้ว ว่าแต่ทำไมยังไม่อาบน้ำอีก”


“ขนมปังทาแยมสตอเบอรี่สองแผ่นกับนมหนึ่งแก้ว? ถามจริงอิ่มหรอ” อิ่มสิ! ถ้าไม่อิ่มก็หาอะไรกินเพิ่มแล้วไม่ต้องรอให้ใครมาถามหรอกนะ แล้วนี่จงใจเมินคำถามฉันงั้นเหรอ!


“อิ่ม แล้วนี่เมื่อไหร่จะไปอาบน้ำจะได้ไปมหา'ลัย”


“หนูมินนี่รีบหรอคะ มีธุระอะไรหรือปล่าว” ตามจริงก็ไม่ได้รีบหรอกแค่กลัวว่าจะสายเท่านั้น ยิ่งคนไม่มีเพื่อนอย่างฉันไปสายไม่มีใครคอยจดเลกเซอร์ให้ คะแนนก็จะตกลงแม่ก็จะบ่นและจับฉันไปเป็นหุ่นลองเสื้อผ้าของแม่อีก…ซึ่งนั่นมันน่ากลัวที่สุด


แม่ของเราสามพี่น้องทำงานเป็นดีไซเนอร์ มีแบรนด์มีห้องเสื้อเป็นของตนเองและแม่เองก็ชอบจับลูกๆไปเป็นหุ่นหรือไม่ก็นายแบบนางแบบส่วนตัวสำหรับลองชุดที่แม่ดีไซน์เอง เสื้อผ้าบางตัวที่ครอบครัวเราใส่อยู่บางชุดก็เป็นชุดที่แม่ออกแบบเองซึ่งมันดูดีมาก โดยเฉพาะมิกกี้ที่มันจะช่วยเพิ่มราศีให้อีกเยอะ ส่วนฉันแต่งไปก็เท่านั้นเพราะไม่ค่อยมีใครกล้ามาทักแสดงความคิดเห็นหรอก


“ปล่าวหรอกไม่ได้มีธุระอะไร งั้นก็นั่งเล่นไปอีกซักแปบก่อนแล้วค่อยไปอาบน้ำ แต่อีกแค่สิบนาทีเท่านั้นนะ” ฉันกำลังจะเดินไปนั่งบนโซฟาตัวเดียวกับมิกกี้แต่ก็ต้องเปลี่ยนทิศทางและเดินไปทางหน้าต่างแทนเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถดังขึ้นหน้าบ้าน พอมองออกไปก็เจอกับรถที่แสนจะคุ้นตากำลังจอดอยู่หน้ารั้ว ก็จะไม่คุ้นได้ยังไงก็ไอ้รถสปอร์ตคันหรูที่ขับมาส่งฉันที่บ้านเมื่องานเนี่ยล่ะ


“ใคนมาน่ะคะ”


“คนที่มาส่งฉันเมื่อวาน" ฉันหันไปมองมิกกี้ที่มองมาทางฉันอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องโกหกนี่


“คนที่มาส่ง? ใครคะ”


“ต้องรู้ทุกเรื่องเลยมั้ย?”


“หนูมินนี่โหดร้าย T_T” มุ้งมิ้งมากไปแล้วพี่ชายฉัน ฉันทำหน้าเบื่อๆใส่มิกกี้ก่อนที่จะเดินไปหยิบกระเป๋าที่วางอยู่บนโต๊ะตรงบันไดมาถือก่อนจะเดินกลับไปหาคุณพี่ชายอีกครั้ง ก็ไม่รู้หรอกนะว่าจะมาบ้านคนอื่นทำไมตั้งแต่เช้า แต่ถ้ามาแล้วก็ช่วยทำตัวให้เป็นประโยชน์หน่อยก็แล้วกัน


“วันนี้ฉันจะไปมหา'ลัยเองนะ ส่วนขากลับไม่รู้เดี๋ยวโทรไปบอก”


“เฮ้ เดี๋ยวสิคะ แล้วหนูมินนี่จะไปยังไง? เจ้าของรถคันนั้นไปส่งหรอคะ”


ฉันไม่สนใจเสียงที่ดังไล่หลังมา ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องรู้ทุกเรื่องก็ยังจะอยากถามนู่นถามนี่อยู่นั่น ฉันเดินไปเปิดรั้วขนาดเล็กด้านข้างออกไปยืนอยู่ข้างรถสปอร์ตสีดำคันหรู ส่วนเจ้าของรถยังอยู่ข้างในแน่ๆเพราะรถยังสตาร์จอยู่ พอฉันไปยืนฝั่งคนขับเจ้าของรถก็เลื่อนกระจกลงเผยให้เห็นใบหน้าหล่อภายใต้กรอบแว่นกันแดดสีชา


“ไปส่งหน่อยได้มั้ยคะ” พี่โซนิคเลิกคิ้วนิดๆอย่างแปลกใจ คงเพราะไม่คิดว่าอยู่ดีๆฉันจะเดินมาบอกให้เขาไปส่งหน่อยล่ะมั้ง


“ได้สิ อันที่จริงพี่ก็กะจะมารับสาวน้อยไปส่งที่มหา'ลัยอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว”


เมื่อได้ยินคำอนุญาติจากพี่โซนิคผู้เป็นเจ้าของรถฉันก็เดินอ้อมไปอีกฝั่งเปิดประตูและก้าวขึ้นไปนั่งบนรถ พอหันไปมองพี่นิคก็พบว่าพี่เขาถอดแว่นเรียบร้อยแล้วและกำลังจ้องมาทางฉัน เลยเลิกคิ้วกลับว่ามีอะไร เขาไม่ตอบเพียงแต่จ้องหน้าฉันนิ่งๆแล้วโดยไม่ทันตั้งตัวริมฝีปากของพี่นิคก็มาแตะบนแก้มฉันเป็นที่เรียบร้อย ค้างไว้ซักพักและผละออก


“ไอ้พี่บ้า! ทำอะไรของพี่กันเนี่ย...”


“มอนิ่งคิสครับ ที่จริงแล้วอยากจะที่ปากนะแต่พี่กลัวเราจะตกใจ” ที่ปาก ตกใจ บ้าไปใหญ่แล้ว! แล้วไอ้รอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั่นคืออะไรไม่ทราบ! “หน้าแดงใหญ่แล้วนะเรา”


ฉันยกมือขึ้นแตะหน้าตัวเองทันที ก็รู้อยู่หรอกว่าหน้าตัวเองจะต้องแดงแน่ๆแต่พอพี่นิคทักมือมันห็ไปเอง เชื่อเลยว่าตอนนี้หน้าฉันจะต้องแดงมากกว่าเดิมแน่ๆ ฉันเลยเลือกจะหันหน้าหนีพี่โซนิคไปมองนอกรถแทน เห็นอย่างนั้นพี่โซนิคจึงออกรถ ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆดังมาจากเบาะข้างๆด้วย


ฉันน่าจะต่อยพี่เขาไปซักที จริงๆนะ -_-^ อีกอย่างฉันไม่ใช่เด็กๆแล้วจะเล่นอะไรแบบนี้เหมือนเมื่อก่อนก็จะดูไม่ดี


“สาวน้อยกินอะไรมายัง” เมื่อขับรถออกจากหมู่บ้านพี่นิคก็เปิดประเด็นถาม ถามอีกละถามเหมือนมิกกี้เลย


“เรียบร้อยค่ะ ว่าแต่พี่เถอะกินอะไรมาหรือยังแล้วออกจากบ้านมาตั้งแต่กี่โมงเนี่ยถึงมาถึงที่นี่ซะเช้าเชียว” พี่เขาต้องออกจากบ้านมาเช้าขนาดไหนคิดดูการจราจรของกรุงเทพมันน่ากลัวขนาดไหน ได้กินข้าวเช้ามาหรือยังก็ไม่รู้


“พี่ซื้อและย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านหลังเดิมแล้ว หมู่บ้านเดียวกับสาวน้อยเนี่ยล่ะเวลาไปหาเราจะได้สะดวกหน่อยไง ใช้เวลาห้านาทีก็ถึง” สะดวกมากแค่ต้องแลกกันเงินหลายล้านเท่านั้น =O=


“ย้ายกลับมาแล้ว!”


“อืม~ พี่ซื้อบ้านเอาไว้เองไม่รบกวนเงินของพ่อแม่ด้วยเพราะงั้นสาวน้อยห้ามบ่น”


“-_-” รู้ด้วยว่าจะบ่น แต่อยากจะทำอะไรก็เชิญเลยเหอะทำไปเลย ฉันไม่มีสิทธิ์ไปห้ามอยู่แล้วนี่อีกอย่างเล่นออกปากมาเลยว่าซื้อด้วยเงินของตัวเอง แถมยังซื้อมาแล้ว ย้ายเข้าไปอยู่แล้วอีกตางหาก


“พี่ยังไม่ได้กินอะไรมาเลย เดี๋ยวแวะทานอะไรหน่อยแล้วกันนะ”


“ก็ได้ แต่ใกล้ๆมหา'ลัยนะกลัวจะสาย”


“ได้ครับ ว่าแต่วันนี้เรามีเรียนเก้าโมงนี่แล้วนี่ยังไม่แปดโมงเลยนะ อันที่จริงพี่คิดว่าเราจะชวนพี่ไปดื่มน้ำดื่มกาแฟในบ้านก่อนซะอีก” ถามจริง? นี่พี่ิมิคเขาคิดว่าฉันจะชวนจริงๆเหรอ น้ำหรือกาแฟบ้านตัวเองไม่มีกินหรือยังไงต้องมานั่งกินบ้านคนอื่นให้เปลืองทั้งน้ำทั้งไฟทั้งเมล็ดกาแฟ ส่วนเรื่องที่ฉันออกเร็ว พี่เขาคงไม่รู้จักการจราจรของจังหวัดกรุงเทพมหานครดีพอ


อีกเหตุผลคือฉันพอใจที่จะออก แค่นั้นแหละ แต่…พี่เขารู้ได้ไงว่าฉันมีเรียนเก้าโมง? ชักจะหน้ากลัวเกินไปแล้วคนคนนี้ -_-;


“กลัวรถติด”


พี่โซนิคพยักหน้าอย่างเข้าใจและไม่คิดอะไรต่อ ขับรถไปจนเกือบถึงมหา'ลัยก็เลี้ยวรถเข้าไปร้านกาแฟใกล้ๆมหา'ลัยร้านเดียวกับเมื่อวานที่ฉันกับพี่นิคมา จริงๆก็ไม่เชิงเป็นร้านกาแฟซะทีเดียว ประมาณร้านเบเกอรี่จะดีกว่าแต่ขายหลายอย่างมาก มีทั้งของหวาน กาแฟ แล้วก็อาหารคาวเช่นโจ๊ค สปาเก็ตตี้ และฉันเองก็ค่อนข้างจะสนิทกับเจ้าของร้านนี้พอสมควรเพราะมาหลายครั้ง เค้กร้านนี้อร่อยมากฉันคอนเฟิร์ม อยากจะบอกอีกอย่างก็คือร้านนี้เปิดเร็วมากและปิดช้ามาก ไม่รู้ว่าเจ้าของร้านขยันหรืองกกันแน่


พี่นิคกับฉันเดินมานั่งที่โต๊ะด้านในภายในร้านรอซักพักก็มีพนักงานของร้านมารับออเดอร์ดูแล้วน่าจะเป็นนักเรียนมอปลายอยู่คิดว่าคงจะรับงานพาร์ททาม พี่นิคหันไปสั่งรายการต่างๆของตัวเองกับพนักงานเสริฟ จากนั้นจึงหันมาถามฉันว่าจะเอาอะไรมั้ยฉันเลยสั่งชาเขียวกับสตอเบอรรี่ชีสเค้กไป ถ้าเป็นมิกกี้จะต้องบ่นแน่ๆที่ฉันกินของหวานแต่เช้าอย่างนี้


“สาวน้อยรู้ตัวมั้ยว่าตัวเองเปลี่ยนไปมาก” เอาอีกแล้วเริ่มพูดอีกแล้ว นั่งเงียบๆไม่เป็นหรือยังไงกันนะ


“พี่นิคก็เปลี่ยนไปเหมือนกันนั่นล่ะ อีกอย่างนี่ก็ตั้งกี่ปีมาแล้วถ้าบอกว่าไม่เปลี่ยนฉันจะถีบเข้าให้” แถมจะด่าว่าบ้าอีกด้วย บ้ามายอไม่ดูความจริงใครเชื่อก็คือบ้าไปกับคนพูดด้วย “อีกดรื่องเลิกเรียกฉันว่าสาวน้อยซักทีเถอะฉันโตแล้วนะไม่ใช่เด็กๆ”


“แต่เราก็ยังเป็นเด็กน้อยมินนี่เมาส์ในสายตาพี่อยู่นะ แถมเรียกว่าสาวน้อยก็น่ารักดีออกพี่ว่าเข้ากับเราด้วย”


“พูดแบบนี้แสดงว่ายังไงก็ไม่ยอมหยุดเรียกใช่ป่ะ?”


“ใช่ ทำยังไงพี่ก็ไม่หยุดเรียกหรอก มีชื่อเล่นที่พี่เรียกได้คนเดียวดูสนิทกันออกว่ามั้ย?” ไม่ว่าอะไรทั้งนั้นแหละ เอาแต่ใจชะมัดเจ้าตัวไม่ยอมให้เรียกก็ยังจะเรียก ฉันไม่ได้ตอบอะไรพี่นิคเพียวแต่ขมวดคิ้วนิดๆอย่างไม่ต่อยพอใจ แต่ฉันรู้ตัวดีว่าจริงๆแล้วฉันก็อยากให้พี่นิคเรียกฉันว่าสาวน้อยต่อไปเหมือนกัน


นั่งไปซักพักพนักงานก็นำอาหารที่สั่งไปมาส่ง ฉันกับพี่นิคนั่งกินกันไปเงียบๆ…ก็อยากจะใช้คำนี้นะแต่เรื่องจริงคือมันไม่ค่อยจะเงียบซักเท่าไหร่เพราะพี่เขาชวนคุยตลอดเวลาเหมือนตอนเด็กๆ ซึ่ง…ฉันก็ชอบมันนะ


“นิค! มาอยู่นี่ได้ไงอ่ะ” ฉันเงยหน้าขึ้นจากจานเค้กไปมองผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินเข้ามาทักพี่โซนิคอย่างสนิทสนม เธอเป็นคนที่สวยเลยทีเดียวดูเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างเรียบร้อยและดูมั่นใจในตัวเองไม่ใช่น้อยจากการแต่งตัว ทรงผมและคาแรคเตอร์โดยรวมต่างๆ “เรานึกว่านิคพักผ่อนอยู่ที่บ้านซะอีก นี่ก็กำลังจะเข้าไปหาอยู่พอดีแต่แวะซื้อกาแฟก่อน”


“ไปรับสาวน้อยไปส่งที่มหา'ลัยอ่ะรัก” ฉันเลิกคิ้วขึ้นนิดหน่อยอย่างสงสัยทันทีที่พี่นิคพูดจบคิดว่าคงไม่มีใครสังเตุเห็น รัก? คืออะไรไม่ทราบ “อ่อรัก นี่มินนี่เมาส์หรือที่เราชอบเรียกน้องเค้าว่าสาวน้อยอ่ะ แล้วก็สาวน้อยนี่หลงรักเพื่อนพี่เอง”


“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะพี่หลงรัก” ฉันชิงพูดขึ้นก่อน ไม่รู้เพราะอะไรแต่ที่แน่ๆไม่ใช่นิสัยยามปกติของฉันแน่ๆ นี่ฉันเป็นอะไรเนี่ย…


“เช่นกันจ๊ะมินนี่เมาส์”


ฉันจ้องหน้าพี่หลงรักซักพักเช่นเดียวกับที่พี่เขาก็จ้องหน้าฉันกลับเช่นกัน และสุดท้ายฉันก็เป็นฝ่ายผละออกไปนั่งเขี่ยๆเค้กในจานแทน รู้สึกไม่อยากอาหารขึ้นมาทันทีที่พบหน้าผู้หญิงคนนี้ รู้สึกไม่ถูกชะตาด้วยอย่างแรง!


“รักรีบไปไหนหรือปล่าว นั่งด้วยกันก่อนมั้ย” ฉันขมวดคิ้วลงอย่างไม่ค่อยพอใจ ดีที่ตอนนี้ก้มหน้าอยู่เลยไม่มีใครเห็นหน้าฉันตอนนี้ว่าทำหน้ายังไงอยู่ โชคดีที่สองคือฉันไม่ได้แสดงอาการอะไรออกไปมากกว่านี้


“ได้หรอ? ถ้างั้นไม่เกรงใจแล้วนะ” พอได้รับอนุญาติก็ดึงเก้าอี้นั่งลงข้างๆพี่นิคทันที พอจะไม่เกรงใจก็ไม่เกรงใจจริงๆเลยเนอะ


ฉันนั่งฟังสองคนคุยกันไปเงียบๆพอถามมาฉันก็ตอบไม่ขอออกเสียงอะไรใดๆถ้าไม่จำเป็น ดีที่ตอนก่อนพี่หลงรักจะมาฉันก็ไม่ค่อยเงยหน้าขึ้นจากจานเค้กอยู่แล้วเลยไม่เป็นที่น่าสงสัย แต่แท้จริงแล้วกลับรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างแรงข้อแรกเพราะฉันไม่ชอบร่วมโต๊ะกับคนแปลกหน้า ข้อสองคือไม่มีเหตุผล!


“มินนี่รู้มั้ยจ๊ะว่านิคเค้าก็เป็นคนแบบนี้แหละชอบดูแลเทคแคร์คนอื่น เวลาพี่จะไปมหา'ลัยมิคเค้าก็มารับพี่ไปกลับอยู่บ่อยๆ น่ารักจริงๆเลยน้า~ จริงมั้ยนิค” พี่นิคไม่ตอบแต่พยดหน้านิดๆและยิ้มแหยๆหน่อยๆ


“เหรอคะ”


“อื้ม~ เวลาพี่ติดธุระต้องกลับดึกๆนิคเค้าก็รอรับกลับ”


ถามจริงๆนะที่พูดมานี่ถามเหรอ? ไม่ได้ถามแล้วพูดนี่เค้าเรียกว่าอะไรนะ? คนพวกนี้มันน่ารำคาญปากมากไม่เข้าเรื่อง จากนั้นพี่หลงรักก็พูดเรื่องนู้นเรื่องนี้เกี่ยวกับตัวเองและพี่นิคไปเรื่อย ฉันก็หืออือไปตามเรื่องแต่หน้านี่เริ่มไปแล้ว คิ้วขมวดปากคว่ำเริ่มจะไม่พอใจกับความปากหมา…เอ้ย ปากมากของพี่แกอย่างแรง -_-!!


“แล้วพี่กลับเองไม่เป็นเหรอคะ? รถก็มีตอนนั้นพี่ก็น่าจะมีใบขับขี่แล้วด้วยซ้ำ” ฉันพูดอย่างไม่เกรงกลัวและไม่เกรงใจคนตรงหน้าที่มีอายุมากกว่า ส่วนพี่นิคก็ไม่ว่าอะไรหรอกเพราะพี่เขาก็ตามใจฉันมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว


“เป็นจ๊ะ แต่มินนี่เข้าใจมั้ยจ๊ะว่ามันดึกแล้ว สำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียวมันก็อันตราย นิคเขาเป็นห่วงก็เลยขับไปส่ง”


“พี่นิคเขาเป็นสุภาพบุรุษจริงๆนั่นล่ะค่ะ เมื่อวานพี่เขาก็ขับรถไปส่งฉันเหมือนกัน แถมยังตื่นซะเช้ามารับฉันไปมหา'ลัยแต่เช้าเลย” ฉันทำหน้าตาใสซื่อยิ้มหวานอย่างน่ารักใส่พี่โซนิคจนพี่เขาเลิกคิ้วขึ้นนิดหน่อยอย่างแปลกใจกับสิ่งที่ฉันทำ “ขอบคุณพี่นิคมากนะคะที่คอยดูแลฉันมาตั้งแต่เด็กๆ ฉันอยากทำอะไรเพื่อตอบแทนพี่บ้างแต่ไม่รู้จะทำอะไรเนี่ยสิ”


“สาวน้อยไม่ต้องทำอะไรหรอก แค่ยิ้มหวานๆ ทำตัวน่ารักๆแบบนี้ก็พอแล้ว” พี่นิคว่าพร้อมเอื้อมมือมาลูบหัวฉัน แน่นอนว่าฉันเองก็ไม่ขัด สะใจดี! พอมองไปทางพี่หลงรักก็เห็นว่าทางนั้นกำลังมองมาทางนี้อยู่เช่นกัน


“ตั้งแต่เด็ก? หมายความว่ายังไงเหรอนิค”


“เรากับสาวน้อยรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆแล้วจนเราต้องกลับอังกฤษน่ะถึงต้องแยกกัน”


“คิดแล้วฉันคิดถึงน้าแอนเหมือนกันนะ เอ้อ พี่นิควันนี้ฉันขอไปนั่งเล่นบ้านพี่นะ ไม่ได้ไปตั้งนานแล้วอยากรู้ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง” ฉันพูดขัดพี่หลงรักขึ้นมา ส่วนน้าแอนที่ว่าก็แม่พี่นิคนี่ล่ะ


“เอ๋ จะไปบ้านผู้ชายมันจะดูไม่ดีไปหน่อยเหรอจ๊ะมินนี่”


จ้า น่าดูไม่ดีมากเลยจ้า ได้ข่าวว่าก่อนหน้านี่เธอเพิ่งจะบอกว่าจะแวะเข้าไปหาพี่นิคที่บ้านไม่ใช่เหรอ เข้าบ้านผู้ชายแต่เช้าไม่น่าเกลียดเลยเนอะ


“มันก็แล้วแต่จะคิดนะคะ เพราะได้ข่าวว่าคนแถวนี้ก็จะเข้าบ้านผู้ชายเหมือนกัน”


“เธอหมายความว่ายังไงจ๊ะมินนี่?”


“คิดเองเถอะค่ะ ส่วนฉันขอตัวไปมหา'ลัยก่อนนะคะ!!” ฉันตบโต๊ะและลุกขึ้นหลังจากเบื่อการสนทนาอย่างเมามันส์ของคุณป้าหลงรัก(ไม่เรียกมันแล้วพี่เพ่อ) พูดแล้วคว้ากระเป๋าเดินออกจากร้าน ส่วนค่าเค้กกับนมเย็นก็ฝากจ่ายด้วยแล้วกัน! จะได้ไม่เปลืองเงินค่าขนมฉัน -O-


ฉันเดินออกมาจากร้านและกะว่าจะเดินไปมหา'ลัยต่อเลยเพราะใกล้จะถึงแล้วจะให้ขึ้นแท็กซี่ก็เปลืองเงิน เริ่มต้นตั้งสามสิบห้าบาทแพงชิบ! ส่วนรถเมย์ไม่เคยขึ้น ไม่ชอบขึ้นด้วยเดี๋ยวผมเหม็น ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้รอมาพร้อมกับมิกกี้ซะยังจะดีกว่ามากับพี่มิคแล้วเจอยัยป้าากมากนี่อีก ซวยจริงอะไรจริง!


แต่ลึกๆฉันก็ยังหวังว่าพี่นิคทิ้งยัยป้าหลงรักและตามฉันออกมานะ ยัยป้านั่นจะได้หงายเงิบไปเลย แต่ดูท่าว่าจะไม่ตามออกมาแล้วเพราะฉันเองก็เดินออกมาจากบริเวรร้านกาแฟแล้วเช่นกัน รู้สึกผิดหวังอย่างบอกไม่ถูกแต่ถ้าจะให้ฉันไปง้อก็ผิดนิสัยฉันเกินไป ให้ตายเถอะนี่ฉันจะต้องเดินไปมหา'ลัยเองจริงๆเหรอเนี่ย!


ฉันเดินไปประมาณห้านาทีก็มีรถคันนึงขับมาเทียบและบีบแตรใส่สองสี ไอ้รถเวรนี่เดี๋ยวก็ถอดรองเท้าปาใส่เลยนิ เอาให้สีถลอกกันไปข้าง แต่ฉันก็ต้องเลิกคิดและขมวดคิ้วลงมากกว่าเดิมเมื่อเจ้าของรถเลื่อนกระจกฝั่งคนขับลงเผยให้เห็นใบหน้าน่ารักภายใต้กรอบแว่นกันแดดที่เด่นออกมาเลยก็คือผมสีบรอนด์ทองหยิกนิดๆดูทำให้ดูน่ารักขึ้นไปอีก ว่าแต่เขานิยมใส่แว่นกันแดดกันเหรอเห็นใส่กันจัง -_-* แต่ไม่ว่าจะยังไงไอ้บ้าเจไดมันบังอาจบีบแตรใส่ฉัน!


“อยากตายหรือไงหา?!”


“โว้วๆ ไม่ต้องทำหน้ายักษ์ใส่ขนาดนั้นก็ได้มั้ง”


“แล้วนายจะมาบีบแตรใส่ฉันเพื่อ? คือถ้าอยากจะไปทำสีรถใหม่ก็บอกกันดีๆจะได้ช่วยสงเคราะห์ให้” ฉันยืนเท้าสะเอวคุยกับเจไดตรงหน้ารถ


ไม่ต้องแปลกใจที่เห็นฉันเป็นแบบนี้เพราะมันเป็นกริยายามปกติของฉันเวลาฉันโมโหหรืออารมณ์เสีย ไม่ก็เวลาที่รำคาญมากๆ ใคคมาสะกิดอะไรหน่อยฉันก็จะวีนใส่หมดนี่ล่ะเล่นมันให้หมด คือบางที่ฉันก็คิดนะว่าฉันควรจะไปพบจิตแพทย์บ้าง แต่พอคิดใหม่เป็นแบบนี้จะโอเคกว่า สนุกดี!


“มีใครเหยียบเท้าเธอมาเหรอ -_-;;;”


“ยุ่ง สะเออะ สะ…”


“หยุด! ไม่ต้องพูดคำสุดท้ายออกมาหรอกเพราะมันจะขัดกับหน้าตาอ่อนหวานของเธอมาก” เจไดยกมือทั้งสองข้างออกมานอกรถและทำหน้าเอือมๆใส่ฉัน ก็จะทำไมอ่ะ คนมันอารมณ์เสียก็ต้องระบาย ถูกมั้ย? “ฉันแค่ขับรถจะไปมหา'ลัยปกติแล้วขับผ่านมาเจอเธอพอดีเลยเข้ามาทัก ถ้าต้องการก็จะให้ติดรถไปด้วย แต่เธอกลับมาด่าฉันเฉย”


“…”


“เป็นไง ซึ้งเลยล่ะสิ รู้สึกผิดใช่มั้ย? เพราะงั้นถ้าเธออยากจะไถ่โทษก็ขอโทษฉันมาซะดีๆ”


“ปล่าว แค่กำลังคิดว่าเมื่อไหร่นายจะหยุดพล่ามแล้วให้ฉันขึ้นรถได้ซักที”


“…” เขาเงียบแล้วทำหน้าเอือมใส่ฉันมากกว่าเดิม เงียบนี่คืออะไร ล้อเลียนว่างั้นเถอะ


“ก็นายบอกจะให้ฉันติดรถไปมหา'ลัยจะมาทำหน้าเอ๋อใส่เพื่อ?”


ตอนนี้ฉันก็ได้ขึ้นมานั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถให้รถบีเอ็มอับเบิลยูสีดำคันหรู บรรยากาศในรถคือไม่มีเสียงอะไรเลยนอกจากเสียงแอร์ ดูเหมือนเจไดเองก็ไม่ต้องการรถกวนฉันให้ฉันวีนใส่เขาอีก ใช้เวลาไม่นานก็ถึงมหา'ลัยเขาขับรถไปจอดที่ที่จอดรถของคณะ เมื่อรถจอดสนิทฉันก็ขอบคุณเขานิดหน่อยพอเป็นมารยาท ไม่รอให้พูดอะไรฉันก็เปิดประตูลงมายืนนอกรถก็เจอกับนักศึกษาจำนวนหนึ่ง พวกนั้นมองมาทางฉันอย่างตกใจ คงเพราะว่าฉันลงมาจากรถของเจไดคนดังของคณะ(แม้จะไม่ได้เป็นเดือนก็ตาม)


“เดี๋ยวดิ มินนี่!”


ตะโกนเพื่อ!!!? ฉันหันขวับกลับไปมองเจไดที่รีบตามออกมาแล้วเลิกคิ้วเป็นการถามว่าเรียกไว้ทำไม และถ้ามันไม่สำคัญจะโดนไม่ใช่น้อย แต่เจไดไม่ตอบอะไรแต่เดินมาหยุดข้างๆฉันแล้วแย่งกระเป๋าไปถือไว้เอง


“ทำอะไรของนายมไม่ทราบ?”


“ไหนๆวันนี้ก็ต้องดังละ แถมเธอยังอารมณ์ไม่ค่อยดี งั้นฉันเซอร์วิสเธอด้วยการเดินไปส่งเธอที่หน้าห้องก็แล้วกัน” เจไดว่าพลางคว้าข้อมือฉันไว้ ว่าแต่ใครขอให้ไปส่ง


“ใครขอ?” อุ้ย ทำไมวันนี้คิดดัง -_-


“น้ำใจอ่ะรู้จักป่ะ”


“ไม่รู้จัก ไม่เคยมีและไม่คิดอยากจะมีหรืออยากได้ด้วย” 


“ไม่น่ารักเลยนะเธอเนี่ย”


ฉันถอนหายใจยาวๆใส่เจได หมอนั่นก็แค่ยิ้มรับและดึงให้ฉันเดอนตามเขาไป วันนี้มีเรื่องให้เด็กคณะนิเทศเมาส์กันอีกเยอะเลยล่ะ เอาหัวข้ออะไรดีนะ หนุ่มเจ้าชู้ไก่แจ้ควงสาวโลกส่วนตัวสูง หรืออะไรอีกมากมายหลายหลากที่พวกคุณๆอยากจะนินทากัน


“นี่เธอยังไม่ได้ตอบฉันเลยนะว่าทำไมถึงอารมณ์เสียมาขนาดนี้ ปกติก็เห็นนิ่งๆเงียบๆดูน่าจีบอยู่หรอก แต่วันนี้อย่างกับหมาบ้า” ก่อนพูดนี่คิดแล้วใช่มั้ย แล้วที่ใช้พูดนี่คือปากหรือเล็บเท้า


“เสือกละ"


“ไม่อยากจะเชื่อว่าคนหน้าตาน่ารักอ่อนหวานอย่างเธอจะพ่นคำหยาบคายออกมาได้หน้าตายขนาดนี้”


ฉันยักไหล่อย่างไม่แคร์กับสิ่งที่เจไดพูด มีคนบอกฉันแบบนี้อยู่บ่อยๆ คนแรกคือแม่ คนที่สองคือมิกกี้ ส่วนอีกคนคือแท็ดดี้ เข้าใจคำว่าอย่าตัดสินคนจากภายนอกหรือยังล่ะ เขากำลังจะพูดอะไรต่อก็ถูกขัดด้วยเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น เจไดหยิบขึ้ยมาดูนิดหน่อยแล้วกดรับแต่ก็ยังไม่หยุดเดิน ฉันเองก็เงียบเสียงเผื่อจะได้ยินเสียงบทสนทนาของทั้งสองฝ่าย


เพิ่งจะไปว่าเขาอยู่เมื่อกี้ ตอนนี้มาเป็นเองซะงั้น -O-;;


“ครับพี่”


[ไอ้เจ! กูนึกว่ามึงไปโดดผาฆ่าตัวตายที่ไหนแล้วซะอีก หายหัวไม่เข้าชมรมโทรศัพท์ก็ไม่รับ] อืม...ได้ยินชัดเต็มสองรูหู เล่นตะโกนมาซะเสียงดังขนาดนี้ไม่ตั้งใจฟังยังได้ยินเลยเหอะ


“พี่ก็เวอร์ไป ผมแค่ไม่ได้เข้าชมรมสองสามวันเองเหอะ”


[ก็ใครจะไปรู้ล่ะวะ ก็มึงอกหักอยู่ กูก็นึกว่ามึงเฮิร์ดหนักจนต้องฆ่าตัวตาย]


อกหัก? โห...ข่าวใหม่นะเนี่ย


“คือพี่จะโทรมาตามผมเข้าชมรมใช่ป้ะ? ถ้าใช่เดี๋ยวเย็นนี้ผมเข้าไปละกัน แค่นี้นะพี่” แล้วก็กดตัดสายไปโดยไม่รอฟังคำตอบก่อนจะหันมาคุยกันฉัน ช่างเป็นการตัดบทสนทนาได้ง่ายจริงอะไรจริง “ว่าคนอื่นเสือกตัวเองนี่ไม่ค่อยเลยเนอะ”


อ้าว ไอ้เวรนี่ -_-^



นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น