MINI STORE ; ROOM (ห้องลับ)

ตอนที่ 34 : Beauty & the white tiger - chapter 02

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 พ.ค. 59

S
N
A
P



02

???


 

05/02/20xx


ไดอารี่ที่รักวันนี้มีหลายเรื่องที่ฉันได้รู้ มหาวิทยาลัยของเรามีนักศึกษาแลกเปลี่ยนมาจากอังกฤษสองคน เป็นผู้ชายและผู้หญิงเห็นว่าสวยและหล่อมากๆด้วย และฉันก็ได้พบนักศึกษาแลกเปลี่ยนมาแล้วคนหนึ่ง เป็นผู้ชายที่ชื่อโอเว่น ซิเกลอร์ เขาเป็นคนที่หล่อสมคำล่ำลือจริงๆนอกจากนั้นเขายังมีผมและดวงตาสีน้ำตาลที่น่าหลงไหลอีกด้วย ส่วนนักศึกษาแลกเปลี่ยนอีกคนฉันยังไม่ได้เจอแต่คิดว่าน่าจะสวยและดูดีไม่แพ้โอเว่นเช่นกัน ทั้งสองคนถึงได้เอาฉายาเจ้าชายและเจ้าหญิงไปจากฉันกับเปาโลได้


และดูเหมือนว่าเปาโลเองก็จะไม่พอใจนักศึกษาแลกเปลี่ยนซักเท่าไหร่ เขาสั่งให้ฉันห้ามยุ่งกับสองคนนั้น แต่ฉันก็ไม่ได้รับปากไปหรอกนะ และฉันก็ได้เจอกับโอเว่นที่สวนด้านหลังคณะนิเทศ เราสองคนทำความรู้จักกัน เขาบอกกับฉันว่าเราจะได้พบกันอีกหากฉันต้องการ


แน่นอนว่าฉันต้องการที่จะพบเขาอีก


เอวา อชิรญา ภักดีภิษุทธิ์



ฉันปิดหนังสือไดอารี่ลงหลังจากจดเรื่องราวของวันนี้เสร็จและจัดการเก็บใส่ลินชักให้เรียบร้อย ฉันเริ่มนิสัยการจดบันทึกลงไดอารี่ตั้งแต่มอปลายเพราะฉันคิดว่ามันจะสามารถทำให้ฉันระบายสิ่งต่างๆลงมาเป็นตัวหนังสือ นอกจากจะช่วยเก็บความทรงจำแล้วยังจะช่วยไม่ให้ฉันฟุ้งซ่านอีกด้วย


การจดบันทึกวันนี้จะพิเศษกว่าทุกวันเพราะเวลาที่ฉันนึกถึงโอเว่น เวลาที่สายตาเขาจับจ้องมาที่ฉันมันทำให้ฉันรู้สึกหัวใจเต้นรัว หายใจติดขัด รู้สึกไม่เป็นตัวเองและประหม่าอย่างบอกไม่ถูก สำหรับวันนี้ที่ฉันได้รู้จักกับเขาฉันก็รู้สึกว่าอยากจะพบเขาในวันถัดไป อยากจะพบอีก อยากจะให้เห็นหน้ากันไปเรื่อยๆ และฉันเองก็เชื่อในคำพูดของเขาว่าเราจะได้พบกันอีกถ้าหากฉันต้องการ


ฉันลุกขึ้นจากเก้าอี้และผละออกจากโต๊ะเขียนหนังสือตรงไปยังเตียงล้มตัวลงนั่งเตรียมจะเข้านอนเพราะเริ่มดึกแล้ว แต่รูมเมจฉันที่เดินออกมาจากห้องน้ำและอยู่ในชุดนอนเรียบร้อยก็ทักฉันเอาไว้ก่อนด้วยรอยยิ้ม


“จะนอนแล้วเหรอเอวา”


“อืม ดึกแล้วน่ะพรุ่งนี้ีมีเรียนเช้าด้วย” ฉันตอบโรสหรือโรซาลี่ไป เธอคนนี้เองก็เป็นเพื่อนฉันเหมือนกันแต่ไม่ได้สนิทกันมากเท่าเปาโลและเรียนกันคนละคณะ ฉันเรียนนิเทศส่วนโรซาลี่เรียนบริหารธุรกิจ เธอเป็นลูกครึ่งไทย-อังกฤษ


มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนและนานาชาติ จึงมีพวกลูกครึ่งหรือชาวต่างชาติมาอยู่เยอะ และด้วยความที่เป็นมหา'ลัยชื่อดังและหรูมากค่าเทอมแต่ละเทอมจึงสูงลิ่ว ฉันเลือกที่จะพักอยู่ที่หอของมหา'ลัยเพราะไม่รู้จะกลับบ้านไปทำไม กลับไปก็ไม่มีใครรออยู่ โชคดีมากทีาหอพักที่นี่สะดวกสะบายแถมแต่ละห้องก็กว้างใช้ได้


“งี้นี่เอง แต่ว่าเธอตั้งแต่กลับมาแล้วนะ วันนี้ยิ้มไม่ยอมหุบเลยมีเรื่องอะไรดีๆเกิดขึ้นงั้นเหรอ” นี่ฉันยิ้มงั้นเหรอเนี่ย? บ้าน่านี่ฉันยิ้มจริงๆงั้นเหรอแถมตั้งแต่ตอนที่กลับมาแสดงว่าก็ตั้งหลายชั่วโมงแล้ว…นี่ฉันเป็นอะไรไปล่ะเนี่ย “ที่ฉันถามเพราะเห็นว่าปกติเธอชอบทำหน้าอมทุกข์ แต่วันนี้เธอกลับดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ…อย่างกับคนมีความรัก!”


“บ้าแล้วโรซารี่!”


“แน่ะ! เขินล่ะสิ ฉันรู้มาว่าการที่อีกฝ่ายแสดงออกมาด้วยท่าทางโมโหคือการโมโหกลบเกลื่อนความรู้สึกที่แท้จริง แล้วอีกอย่างเวลาเธอด่าฉันว่าบ้าเนี่ยใบหน้าของเธอยังเปลี่ยมไปด้วยความสุขอยู่เลยนะ” โรซาลี่ว่าพลางยกนิ้วขี้ข้างขวาขึ้นมาแล้วเดินไปเดินมาด้านหน้าฉันประมาณสองรอบ ใบหน้าของเธอดูล้อเลียนฉันสุดๆ


“เล่นอะไรของเธอเนี่ย ไหนบอกว่าอาจารย์สั่งงานเยอะ เรียนหนัก เหนื่อยไม่ใช่หรือยังไง” ที่ฉันต้องการจะสื่อก็คือ…ถ้าเธอว่างขนาดมานั่งจับผิดฉันเธอควรเอาเวลาไปทำงานที่ได้รับมาไม่ก็ไปพักผ่อนเสีย…


“ไม่เอาน่าเอวา ฉันเป็นเพื่อนเธอนะ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สนิทกันเท่าเปาโลก็ตาม และฉันเองก็เป็นผู้หญิงเธอก็ผู้หญิง เรื่องความรักเราพูดคุยกันได้อยู่แล้วจริงมั้ย?”


“แต่ฉันไม่ได้มีความรัก…”


“ไม่เชื่อหรอก” โรซารี่ยืนกรานเด็ดขาด ระหว่างนั้นก็มีเสียงเตือนข้อความเข้าดังมาจากมือถือของฉัน ฉันเลยจะไปหยิบมาดูแต่คนข้างๆดันไวกว่าฉวยโทรศัพท์ขึ้นไปถือแล้วเปิดข้อความอ่านโดยที่ฉันยังไม่ทันจะได้ห้าม “ว้าว ใครส่งข้อความมาล่ะเนี่ยหวานใจของเธอหรือปล่าวนะ~”


“หวานใจอะไรของเธอกัน ตกลงใครส่งข้อความมาน่ะโรส”


“อืม…เปาโลเพื่อนรักเพื่อนตายของเธอน่ะ” โรซาลี่ว่าพลางสายตาของเธอด็ยังอ่านข้อความในจอโทรศัพท์อยู่ “หมอนั่นอยู่หน้าหอเราและบอกให้เธอลงไปเจอข้างล่างตอนนี้ เห็นว่ามีเรื่องจะต้องคุยกัน อ่ะ เธอเอาไปอ่านเองดีกว่านะ”


โรซารี่ส่งโทรศัพท์ให้ฉันและขอตัวไปทำรายงานที่บนโต๊ะทำงานภายในห้องฝั่งของเธอ ฉันเลยเลื่อนอ่านข้อความที่เปาโลส่งมา อย่างที่เธอสรุปให้ฟังคือเปาโลบอกให้ฉันลงไปหาเขาที่รออยู่หน้าหอพักหญิง ฉันเลยหันไปบอกโรสว่าจะลงไปด้านล่างให้ได้รับรู้ เมื่อเธอพยักหน้าตอบรับฉันจึงเดินออกไปจากห้องและลงไปบันไดไปชั้นล่างมองไปด้านนอกหอก็เห็นนายเพื่อนสนิทกำลังยืนหันหลังให้อยู่เลยค่อยๆแอบเปิดประตูหอพักออกไปหา


“เปาโล…นายเรียกฉันมามีอะไรหรือปล่าว” ฉันทักเขาเมื่อเดินเข้ามาใกล้ ทีาต้องรีบเข้าเรื่องเพราะมันดึกแล้วและนี่ก็ด้านหน้าหอพักหญิงใครมาเห็นเข้ามันจะดูไม่ดี


“เราต้องคุยกัน เรื่องเมื่อตอนกลางวัน”


“นายจะมาบอกให้ฉันห้ามยุ่งกับพวกนักเรียนแลกเปลี่ยนใช่มั้ย ฉันขอยืนยันนะว่าฉันจะไม่รับปากอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งนั้น” ฉันยืนยันอย่างหนักแน่นในสิ่งที่ตนเองคิด เปาโลเองก็ไม่ได้ว่าอะไรอาจเพราะกำลังไม่พอใจกับความดื้อรั้นของฉันก็เป็นได้ “ตราบใดที่นายยังหาเหตุผลดีๆมาให้ฉันไม่ได้ฉันก็จะไม่ทำตามที่นายบอกหรอกนะ อีกอย่างฉันไม่เข้าใจว่าทำไมนายต้องทำท่าทางไม่ชอบนักเรียนแลกเปลี่ยนสองคนนั้นนักหนา ทั้งๆที่เขาก็ดูไม่ใช่คนร้ายกาจอะไร”


“เธอพูดแบบนี้…” เปาโลพึมพัมเสียงเบาแต่กลับเย็นยะเยือกอย่างน่ากลัว ก่อนจะพูดอะไรต่อเขาก็ตรงเข้ามาบีบไหล่ทั้งสองข้างของฉัน ใบหน้าของเขาในตอนนี้แสดงออกมาว่าไม่พอใจและเครียดกับเรื่องนี้มากขนาดไหน “เธอไปเจอกับพวกมันมาแล้วใช่มั้ย”


“คะ…คือว่า…”


“ตอบฉันสิ ไอ้คนที่เธอไปเจอมาเป็นคนไหน ผู้ชายหรือผู้หญิง” เปาโลว่าเสียงเครียดพร้อมกับบีบไหล่ฉันแน่นขึ้นทำให้ฉันร้องออกมาเพื่อเตือนสติเขาแต่มันก็ไม่ช่วยให้เขาคลายแรงออกเลย


“ฉันเจ็บนะเปาโล!”


“เอวา! ตอบฉันมาว่าเธอไปเจอใครมาระหว่างสองคนนั้น!”


“ผะ…ผู้หญิง ฉันไปเดินชนกับนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เป็นผู้หญิงมา คุยกันนิดหน่อยถึงได้รู้ว่าเธอเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน” ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ฉันโกหกออกไป แต่นั่นก็ช่วยให้เปาโลคลายแรงที่บีบไหล่ฉันออกได้เยอะ เขาก้มหน้าลงพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ฉันรู้ว่าตัวเองโกหกได้แย่แต่เขาก็เชื่อซะง่ายๆ “นายเป็นอะไรหรือปล่าวเปาโล”


“ปล่าว ไม่ได้เป็นอะไร” เขาว่าพร้อมดึงฉันเข้าไปในอ้อมกอดฝังใบหน้าไว้ที่ไหล่ฉัน หลับตาพึมพัมออกมาเสียงเบาแต่ก็พอจับใจความได้ว่าพูดว่าอะไร “เธอเชื่อฉันเถอะนะเอวา อย่าไปยุ่งกับคนพวกนั้นเลย ฉันหวังดีกับเธอจริงๆถึงได้ทำแบบนี้ แล้วฉันก็เป็นห่วงเธอจริงๆ เป็นห่วงเธอแทบจะบ้า”


“นายมีอะไรจะเล่าให้ฉันฟังหรือปล่าว” ฉันกอดตอบพลางลูบหลังเขาเป็นการปลอบประโลมให้เขาใจเย็นลง


“ไม่…ยังไม่ใช่ตอนนี้ มันยังไม่ถึงเวลา” ฉันไม่ได้พูดอะไรต่อเอาแต่กอดปลอบเปาโลอยู่อย่างนั้นเพราะเขาก็ไม่ยอมปล่อยฉันให้เป็นอิสระซักที แต่ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะกลัวเพื่อนสนิทคนนี้จะอารมณ์เสียขึ้นมาอีก แถมวันนี้เขาก็ยังดูแปลกๆมาตั้งแต่เมื่ตอนบ่ายแล้ว ซึ่ง…ถ้าการที่เขากอดฉันจะช่วยทำให้เขาดีขึ้นได้ฉันก็ยินดีนะ



อีกด้านหนึ่งซึ่งไม่ห่างจากจุดที่ทั้งสองยืนอยู่มากเท่าไหร่มีบุคคลหนึ่งกำลังยืนพิงต้นไม้สายตากำลังจับจ้องไปสองคนที่ยืนกอดกันอยู่ตรงด้านข้างหอพักหญิงด้วยท่าทางสงบนิ่ง แววตาหรือสีหน้าไม่บ่งบอกถึงอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น เอาแต่ยืนมองไปทางเดิมเป็นเวลานานเท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบ จนกระทั้งสองคนที่ยืนกอดกันผละออกจากกันและฝ่ายหญิงก็บอกลาแล้วเดินกลับเข้าไปในหอพัก ส่วนฝ่ายชายยังไม่ไปไหนเอาแต่ยืนจ้องเข้าไปในหอพักเป็นเวลานาน


บุคคลลึกลับที่ยืนมองการกระทำของทั้งสองฝ่ายด้วยท่าทีสงบนิ่ง แน่นอนว่าต้องได้ยินบทสนทนาของทั้งสองเป็นแน่ ตามปกติแล้วระยะทางห่างขนาดนี้คนทั่วไปจะไม่สามารถได้ยินอย่างแน่นอนแต่สำหรับคนคนนี้กลับได้ยินอย่างชัดท่อยทุกคำ ราวกับไม่ใช่คนธรรมดาทั่วๆไป


ยืนอยู่ซักพักบุคคลนั้นจึงยกยิ้มที่มุมปากนิดหน่อยแต่แววตาก็ยังคงไม่แสดงถึงความรู้สึกใดๆอยู่ดี จากนั้นจึงได้หันหลังจากภาพเยื้องหน้าแล้วเดินจากไปอย่างเงียบสงบและไม่ทิ้งร่องรอยใดๆเอาไว้ ราวกับคนที่ยืนอยู่เมื่อซักครู่นี้ไม่ได้มีตัวตนอยู่เลย



วันรุ่งขึ้น…


เหมือนกับเหตุการ์ณเมื่อคืนไม่ได้เกิดขึ้น ฉันกับเปาโลเราไปเรียนและพูดคุยกันอย่างปกติโดยที่ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเลย แต่ฉันก็ยังอดสงสัยไม่ได้ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างเปาโลกับพวกนักเรียนแลกเปลี่ยนว่ามีเรื่องขัดแย้งอะไรกันแน่ แต่ถ้าจะให้ถามออกไปตรงๆฉันเองก็ไม่กล้า


อีกเรื่องคือวันนี้ทั้งวันฉันไม่ได้เจอกับนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ชื่อโอเว่นเลย แต่ก็จะเจอได้ยังไงกันเนื่องจากเราอยู่กันคนละคณะ ฉันต้องเรียนเขาเองก็เช่นกัน เพราะอย่างนั้นวันนี้หลังจบคลาสสุดท้ายฉันจะไปที่สวนนั่น เพื่อรอเขาคนที่ฉันอยากจะเจอ และฉันก็เชื่อว่าเขาจะมาเพราะเขาบอกฉันเองว่าถ้าฉันต้องการ ซึ่งตอนนี้ฉันก็ต้องการจะพบกับเขา


“วันนายไม่ต้องเข้าชมรมเหรอ” ฉันเอ่ยถามเปาโลหลังจากอาจารย์เดินออกไปจากห้องและนักศึกษาคนอื่นๆก็เริ่มแยกย้ายกันแล้ว


“ไม่จำเป็น วันนี้ฉันจะได้อยู่เป็นเพื่อนเธอไงล่ะ”


“มันคงไม่ดีนะถ้านายจะหยุดซ้อมและมานั่งคุยเล่นฆ่าเวลาเป็นเพื่อนฉันเนี่ย เพราะงั้นถ้านายอยากหยุดก็อย่าใช้ฉันมาเป็นข้ออ้างเลย” และมันจะดีมากถ้านายเข้าชมรมไปซะฉันจะได้ไม่ต้องหาวิธีอื่นเพื่อไปสวนโดยไม่ให้เขารู้เรื่อง “อีกอย่างนี่ก็ใกล้วันแข่งเข้ามาทุกทีแล้วนะ ผู้เล่นตัวจริงอย่างนายไม่ควรโดดซ้อม จริงมั้ย?”


เปาโลอยู่ชมรมบาสเก็ตบอลและเป็นผู้เล่นตัวจริงที่จะต้องลงสนาม เขาเล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์และอีกไม่นานก็จะได้เป็นกัปตันธีมเมื่อรุ่นพี่ปีสี่จบออกไป เพราะงั้นเขาจะมาอนาคตดับวูบเพราะโดดซ้อมไปอยู่เป็นเพื่อนฉันไม่ได้!


“เธออยากให้ฉันไปซ้อมเพราะเป็นห่วงฉันใช่มั้ย”


“ก็พูดขนาดนี้แล้วถ้านายยังไม่เข้าใจฉันก็จะไม่คุยกับนายแล้วเจ้าบ้า!” ฉันหันหน้าหนีเปาโล หมอนั่นยิ้มแล้วหัวเราะออกมาเล็กน้อย “หัวเราะอะไรของนาย”


“ปล่าวๆ เอาเป็นว่าฉันจะตั้งใจซ้อม แต่วันแข่งเธอต้องสัญญาว่าจะไปเชียร์ฉันอย่างไม่มีข้อต่อรองใดๆทั้งสิ้น” ฉันหันกลับจ้องหน้าเปาโลอย่างอ่อนใจ


“ปกติฉันก็ตามไปเชียร์นายทุกการแข่งขันอยู่แล้วไม่ใช่หรือยังไง ทำไมต้องสัญญาด้วยล่ะ?”


“ก็เพราะว่าครั้งนี้มันจะพิเศษกว่าครั้งไหนๆไงล่ะ” เปาโลหัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อสจะพูดต่อ “เอาเป็นว่าในวันที่ฉันแข่งฉันอยากให้เธอมาเชียร์ฉันจริงๆนะ เธอจะต้องมาให้ได้ห้ามติดธุระอะไรเด็ดขาด เข้าใจมั้ย”


“ตามที่นายขอเลยเปาโล ตกลงฉันจะไปเชียร์นายให้ติดขอบสนามไปเลย เพราะงั้นนายจะต้องนำธีมคว้าแชมป์มาให้ได้เข้าใจมั้ย!”


“ยัยบ้า! นำธีมอะไรกันฉันยังไม่ได้เป็นหัวหน้าธีมเลยนะ” เขาพูดไปยิ้มไปพลางเอามือมาขยี้ผมฉันจนยุ่ง ฉันเองก็ไม่ได้ห้ามอะไรถ้าแค่นี้ทำให้เขามีความสุขก็ทำไปเถอะ แค่ผมยุ่งเองเรื่องเล็กนิดเดียว


“นายไปได้แล้วน่าเดี๋ยวก็ไปซ้อมสายหรอก” ฉันว่าพลางยื่นกระเป๋าให้เปาโลไปถือไว้และดันหลังให้เข้าเดินไปที่ประตูพร้อมกับโบกมือให้ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเดินไปจนลับสายตาแล้วฉันเลยเดินกลับเข้าไปกระเป๋าของตัวเองแล้วออกมาตรงไปที่สวนหลังคณะทันที ระหว่างทางฉันไม่ได้ทำอะไรหรือแวะที่ไหนเลย เอาแต่เดินตรงมาที่สถานที่นั้นอย่างเดียว


เมื่อฉันไปถึงฉันหวังว่าจะได้เจอใครรออยู่ที่นั่นแต่มันกลับว่างปล่าวไม่มีผู้คนเหมือนกับวันก่อนๆไม่ผิด เขาอาจจะกำลังมาก็ได้จริงมั้ย? เพราะเขาเองก็เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนแถมดังในมหา'ลัยด้วย แถมโรซารี่ที่เรียนคณะเดียวกับโอเว่นก็เคยบ่นให้ฟังว่าอาจารย์สั่งงานเยอะเขาเลยอาจจะยุ่งๆ แต่ถึงเขาจะยุ่งแค่ไหนเขาก็ต้องมาแน่นอน เพราะว่าเขาบอกแล้วนี่ว่าเราจะต้องได้พบกันอีกหากว่าฉันต้องการ


คิดได้อย่างนั้นฉันจึงเดินไปนั่งที่เดิมและหยิบหนังสือขึ้นทาอ่านเพื่อรอเวลาที่เขาจะมาถึงที่นี่ นั่งอ่านไปเพลินๆก็รู้สึกเพลียอย่างบอกไม่ถูก หนังตามันหนักจนจะปิดแม้จะพยายามแค่ไหนก็ไม่อาจต้านได้ ฉันจึงล้มตัวลงไปนอนที่พื้นหญ้าและหลับไปในที่สุด



ฉันลืมตาโพล่งทุกอย่างรอบตัวแม้กระทั่งพื้นที่ฉันเหยียบอยู่เป็นสีขาวไม่มีสีอื่นมาเจือปนให้หม่นหมอง เมื่อฉันก้มลงมองด้านล่างก็ต้องตกใจว่าตัวเองไม่ได้กำลังยืนอยู่แต่เป็นกำลังลอยอยู่ในที่ที่ไม่มีคน ไม่มีใครหรือสิ่งมีชีวิตใดๆทั้งสิ้น ฉันรู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ ทำไมฉันต้องอยู่คนเดียวอีกแล้วล่ะ?


ฝันงั้นเหรอ…


แม้แต่ความฝันฉันยังต้องอยู่คนเดียวเลยงั้นเหรอ…ตั้งแต่เด็กๆฉันก็ต้องอยู่คนเดียวมาโดยตลอด ความเหงาและความเดียวดายนี้ฉันหวาดกลัวมันที่สุด ฉันไม่อยากอยู่คนเดียวแต่ว่าฉันจะอยู่กับใครล่ะ ทุกคนที่ฉันรักต่างก็จากฉันไปหมด ไม่มีใครอยากอยู่กับฉันเลย…ซักคน


ฉับพลันเบื้องหน้าฉันก็มีแสงสีขาวสว่างจ้าไปหมด แสบตาจนต้องเอามือมาบังเอาไว้จนดีขึ้นจึงค่อยๆมองดูไปยังภาพเบื้องหน้าว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็ต้องตาโตอย่างตกใจกับทิวทัศรอบตัวจากที่เคยเป็นสีขาวบัดนี้ได้กลายเป็นป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่อายุมากกว่าหลายร้อยปี สัตว์เล็กสัตว์น้อยต่างก็วิ่งเล่น ขุนเขาต่างรายล้อม


และที่สำคัญเบื้องหน้าฉันในตอนนี้มีเสือโคร่งสีขาวตัวใหญ่กำลังยืนจ้องหน้าฉันอยู่ด้วยดวงตาสีน้ำตาล ฉันยืนตัวแข็งทื่ออย่างทำอะไรไม่ถูก ควรจะตกใจดีหรือไม่? เสือขาวตรงหน้าฉันนี้เป็นเพียงเสือโคร่งขาวธรรมดาๆหรือเป็นเสือขาวหนึ่งในสี่เทพของจีนกันแน่ฉันก็ไม่ทราบ แต่ฉันรู้สึกได้ว่าเสือขาวตัวนี่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน


คิดได้อย่างนั้นฉันจึงทำใจดีสู้เสือค่อยๆยื่นมือไปตรงหน้าพยายามที่จะวางมือลงบนหน้าผากของเสือขาวตัวใหญ่ตัวนี้ แต่ยิ่งมองหรือยื่นมือเข้าไปใกล้ทีละนิดก็รู้สึกได้ว่าฉันชักจะหลงไหลสิ่งนี้เข้าไปทุกทีๆ โดยเฉพาะดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้น…


เหมือนดวงตาของโอเว่นมากจริงๆ


ฉันสบตากับเสือขาวตัวพร้อมๆกับวางมือลงบนหัวอย่างแผ่วเบา เสือขาวตัวนั้นไม่ได้มีประติกริยาใดๆทั้งสิ้นแต่ก็ไม่ได้ผละออกจากมือฉันเช่นกัน ฉันยกยิ้มออกมาในที่สุด ความหวาดกลัวที่เคยมีก่อนหน้านี้ละลานหายไปหมดสิ้น เหลือไว้แต่ความยินดีที่ได้เจอและความหลงไหลในตัวเสือขาวที่มีมาตลอด


แต่เวลาแห่งความสุขมักไม่ยั่งยืน ภาพของเสือขาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้าค่อยๆจางหายไปทีละน้อยเช่นเดียวกับป่าไม้และขุนเขาสีเขียวชะอุ่มที่ค่อยๆจางหายไปกลับไปเป็นเพียงสีขาวธรรมดาๆอย่างเดิม


“เดี๋ยวก่อน…อย่าเพิ่งไป”


“เอวา…” เสียงเรียกชื่อฉันอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยนค่อยๆดังขึ้นมาในโซนประสาทฉันเป็นจังหวะเดียวกับที่เสือขาวเบื้องหน้าหายไปแล้ว เสียงนั้นที่คอยเรียกชื่อฉันค่อยๆชัดเจนขึ้นเรื่อยๆทีละนิด


ฉันสะดุ้งตื่นอย่างตกใจเมื่อลืมตามาก็เจอกับคนที่ฉันอยากเจอมาตลอดทั้งวัน โอเว่นนั่งอยู่ข้างๆและชะโงกหน้ามามองฉันในระยะใกล้ เสียงเมื่อครู่นี้ที่ฉันได้ยินในความฝันก็คงจะเป็นเสียงของเขา เมื่อเห็นอย่างนั้นฉันจึงยื่นมือข้างหนึ่งไปจับข้อมือโอเว่นไว้แน่นอย่างกลัวว่าเขาจะหายไป มืออีกข้างก็ยกขึ้นไปจับใบหน้าหล่อเหลาที่ยังอยู่ตำแหน่งเดิมอย่างแผ่วเบาพอๆกับที่สัมผัสเสือขาวในความฝัน


เราสองคนต่างเงียบ ฉันจ้องเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลที่เหมือนกับเสือขาวตัวนั้นอย่างหลงไหล ใบหน้าของโอเว่นค่อยๆขยับเข้ามาใกล้กับใบหน้าฉันทีละนิดจนสัมผัสได้ถึงความร้อนที่ริมฝีปากและบดขยี้ลงมาฉันจึงหลับตาลง ฉันเปิดปากอย่างอัตโนมัตให้ลิ้นของอีกฝ่ายแทรกเข้ามาช่วงชิงความหวานในริมฝีปากได้ซักพักจึงผละออก


“…”


“เธอไม่เป็นอะไรนะ?” โอเว่นถามพลางล้มตัวลงนอนข้างๆฉัน เงยหน้ามองท้องฟ้าเบืองบนที่ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นสีส้มสวยชวนมอง


“นายหมายความว่ายังไงฉันไม่เข้าใจ” ฉันพลิกตัวหันไปมองซีกหน้าของโอเว่นอย่างเบลอๆ ตั้งแต่โดนจูบมาเมื่อครู่นี้ฉันก็รู้สึกว่ามันมึนไปหมดหัวสมองขาวโพลนอย่างไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไปดี


“ตอนเธอหลับเธอละเมอว่าอย่าไปและทำสีหน้าไม่ค่อยดี” เขาว่าเสียงนุ่ม ฉันว่าเสียงของเขาเป็นเหมือนสิ่งที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสีหน้าและแววตาของเขาเมื่อมองมันจะช่วยทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นในใจได้เป็นอย่างดี “แม้แต่ตอนที่เธอตื่นเธอก็ยังทำสีหน้าแบบนั้นอยู่ ฉันก็เลย…”


“จูบฉัน?” ฉันพูดเสริมเขาขึ้นมาด้วยรอยยิ้มบางเบาอย่างไม่นึกรังเกียจในสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดว่าเป็นเขาฉันคงไม่สามารถห้ามตัวเองได้…มันเป็นความหลงไหลหรือความผูกพันธุ์บางอย่างซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรและมาจากไหน โอเว่นหันหน้ามามองฉันแล้วยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน


“ประมาณนั้น”


“แล้วนาย…มาที่นี่ได้ยังไง” ฉันถามออกไปเพราะฉันคิดว่าเขาจะไม่มาที่นี่อีกแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็มานั่นทำให้ฉันรู้สึกดีใจจนต้องแสดงออกไปทางสีหน้า ซึ่งเหมือนว่าเขาจะสังเกตุเห็นมันนะ


“แล้วฉันมาไม่ได้?”


“ปล่าว นายมาได้ตามที่นายต้องการ”


“ที่ฉันมาก็เพราะเธออยากให้ฉันมาไงเอวา” ฉันดีใจที่เขายังจำคำพูดจองเขาได้นะ แต่เขาจะรู้ได้ยังไงกันว่าฉันอยากให้เขามาที่สถานที่นี้อีก โอเว่นไม่ได้ติดตามฉันไปทั้งวันหรืออ่านความคิดฉันได้เสียหน่อย “ฉันรู้ว่าเธอเหงา…แต่วันนี้เธอต้องกลับแล้วนะ”


“ต้องเดี๋ยวนี่เลยงั้นเหรอ ฉันเพิ่งจะได้เจอนายเองนะ”


“นี่เย็นมากแล้วและใกล้ได้เวลาปิดประตูหอแล้วนะ ฉันว่าเธอควรรีบกลับเพื่อไม่ให้มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสถานที่พักผ่อนในคืนนี้” แต่ฉันยังไม่อยากกลับ…ฉันอยากจะพูดออกไปแบบนี้แต่ก็เลือกที่จะกลืนคำพูดพวกนั้นลงคอเพราะกลัวว่าถ้าฉันดื้อโอเว่นจะไม่มาหาฉันอีก


“ฉันกลับก็ได้ แต่นายต้องสัญญาว่าพรุ่งนี้เราจะต้องได้เจอกันอีก” ฉันยื่นนิ้วก้อยออกไปตรงหน้าเขาทำให้โอเว่นหลุดหัวเราะออกมากับความเป็นเด็กน้อยของฉัน ฉันเลยทำหน้านิ่วคิ้วขมวดกลับอยากงอนๆเขาเลยหยุดหัวเราะ


จากนั้นโอเว่นก็คว้ามือข้างที่ฉันยื่นไปจับและจุมพิษลงมาบนหลังมืออย่างแผ่วเบาและอ่อนโยนแต่ก็รู้สึกได้ถึงความหนักแน่นมั่นคง เขาถอนริมฝีปากออกมาเงยหน้าขึ้นมามองฉันด้วยดวงตาสีน้ำตาลที่ดุร้ายคู่นั้น เผยรอยยิ้มอันน่าหลงไหลออกมาพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มมีสเน่ห์


“ฉันสัญญา พรุ่งนี้เราจะได้พบกันอีกอย่างแน่นอน”


“…”


“ฉันจะเดินไปส่งเธอดีมั้ย เราจะได้อยู่ด้วยกันนานกว่านี้อีกซักนิดก็ยังดี” ฉันหยักหน้าเป็นการตอบรับเหมือนคนไม่มีสติ โอเว่นลุกขึ้นยืนและดึงให้ฉันลุกขึ้นตามพร้อมกับถือกระเป๋า หนังสืออีกสองเล่มให้ฉันโดยที่มือของเรายังจับกันไม่ปล่อย


การที่โอเว่นมาคอยเอาใจใส่ฉันแบบนี้มันทำให้ฉันหลงไหลในตัวเขามากกว่าเดิม มันมากขึ้นเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่มีท่าทีจะหยุด ฉันรู้ว่ามันแปลกและดูเป็นไปไม่ได้เพราะฉันเพิ่งจะเจอกับเขามาแค่สองวัน แต่สำหรับฉันมันเหมือนกับไม่ใช่แค่สองวันอย่างความจริง เหมือนเคยเตอเคยรู้จักกันมาก่อนหน้าแต่จริงๆแล้วไม่เคย ฉันรู้สีกผูกพันธ์กับเขาอย่างบอกไม่ถูกเหมือนมีโซ่พันทนาการล่ามฉันไว้กับเขา แต่พันฒนาการนี้มันไม่อันตรายสำหรับฉันเลย


ฉันเดินตามเขาไปเรื่อยๆ อยากให้ระยะทางระหว่างที่นี่ไปถึงหอมันห่างไกลกัน เวลาที่ฉันได้อยู่กับเขามันจะได้นานขึ้นอีก โดยที่ไม่ได้นึกถึงเรื่องที่น่าแปลกเลยอย่างเช่น…โอเว่นรู้ได้ยังไงว่าฉันพักอยู่ที่หอ หรือ โอเว่นรู้ได้ยังไงว่าฉันอยากให้เขามาหา



นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น