MINI STORE ; ROOM (ห้องลับ)

ตอนที่ 33 : Beauty & the white tiger - chapter 01

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    8 พ.ค. 59

S
N
A
P



01

Prince or Princess


 

วันนี้“วันนี้เหม่ออีกแล้วนะ ไม่ได้ฟังเนื้อหาที่เรียนเลยล่ะสิ และที่เธอเหม่อก็เพราะเธอมัวแต่สิงอยู่กับเจ้าเสือขาวทุกวันทุกคืนเผลอๆจะทั้งวันทั้งคืนด้วยซ้ำจนฉันล่ะกลัวจริงๆว่าเธอจะเรียนไม่จบเพราะมัวแต่บ้าเสือขาวกับนิทานประรำประราหลอกเด็กที่เธอชอบอ่าน ฉันว่าเธอจะต้องลดๆเรื่องพวกนี้ลงบ้างนะก่อนสิ่งที่ฉันกลัวมันจะเป็นเรื่องจริง”


เสียงพุดคุยกันต่างๆนาๆดังเข้ามาสู่โซนประสาทของฉันระหว่างทางไปสู่โรงอาหารของคณะ แน่นอนว่ารวมถึงเสียงของเพื่อนสนิทหนึ่งเดียวของฉันที่กำลังบ่นถึงเรื่องที่ฉันเหม่อเพราะอาการนอนน้อยเนื่องจากเมื่อคืนมัวแต่อ่านหนังสือเกี่ยวกับเสือขาวอยู่ เรื่องที่อาจารย์สอนในคลาสจึงไม่เข้าหูฉันเลยซักนิด โชคดีที่มีเพื่อนสนิทที่ดีคอยจดเลคเซอร์ให้เลยไม่ค่อยเป็นปัญหาในเรื่องนี้ซักเท่าไหร่


“นี่! ฟังฉันอยู่รึปล่าวหา!!”


“ฟังอยู่น่า ไม่เห็นจะต้องตะโกนใส่กันเลย” ฉันพูดเสียงเบื่อหน่ายใส่ หวังว่าเปาโลจะชินกับนิสัยฉันแล้วละเลิกการบ่นเป็นประโยคยาวๆของเขาใส่ฉันซักที เพื่อนคนนี้ชอบเป็นห่วงเกินความจริงอยู่เรื่อย ทั้งที่จริงแล้วฉันก็ไม่ได้เหม่อที่คลาสขนาดนั้น


“ไม่ต้องทำมาเป็นพูด ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้ฟังฉันเลยซักคำ แค่เห็นหน้าเธอก็รู้แล้วเอวาว่าเมื่อกี้นี้เธอกำลังละเมอเพ้อเจ้ออยู่ในความคิดจนไม่ได้ฟังที่ฉันพูด”


“กล่าวหากันชัดๆ ฉันฟังอยู่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เพ้ออยู่ในความคิดด้วย”


“ฟังแบบหูซ้ายทะลุหูขวาล่ะสิ” ถูกต้อง! ใช่แล้วล่ะเพื่อนรักเป็นแบบที่นายพูดเลย ฉันอยากจะตอบเปาโลออกไปแบบนี้นะถ้าไม่ติดว่ากลัวจะโดนสวนกลับมาอีกชุดใหญ่ ซึ่งตอนนี้ฉันยังไม่พร้อมจะรับ


“ฉันฟังนายทุกคำพูดเลยนะเปาโล แต่ถ้านายจะไม่เชื่อฉันก็เหนื่อยที่จะพูดแล้วล่ะ” ฉันว่าพลางตีหน้าเศร้า สายตานี่ต้องสื่อออกมานะเพราะนายเพื่อนสนิทคนนี้แพ้นีอะไรแบบนี้เป็นที่สุด


เขามักจะใจอ่อนทุกครั้งที่ฉันทำกน้าตาแบบนี้ใส่เขา และเพราะเขาเช่นกันที่สปอยฉันมากเกินไปฉันเลยไม่ค่อยเชื่อฟังเขาเท่าไหร่


“จดเลกเซอร์ไว้แล้วอย่าลืมเอาไปลอกไว้ด้วย” เปาโลกล่าวอย่างไม่รู้จะว่าอะไรฉันต่อ เพื่อนคนนี้น่ะแสนดีเสมอเลยนะ เพราะจะทำทุกอย่างเพื่อฉัน ดูแลฉันตลอดไม่ให้ฉันต้องเศร้าหรือเสียใจ เขาเป็นคนที่มักจะทำให้ฉันยิ้มได้อยู่เสมอๆ


เปาโลกับฉันเราสองคนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว พ่อของเราเองก็สนิทกันมานานทำให้ส่งผลถึงรุ่นลูกด้วยล่ะมั้ง คิดๆดูก็แปลกนะที่หมอนี่ยอมมาเป็นเพื่อนกับฉันได้เพราะเขาทั้งหล่อ เรียนเก่ง กีฬาก็เริด รูปร่างยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยเพราะเล่นนักกีฬามาตั้งแต่สมัยมอต้นแล้ว แถมยังเป็นลูกครึ่งซะด้วย สเปคสาวน้อยสาวใหญ่หลายๆคนเลย แต่ฉันที่หน้าตาก็จัดว่าสวย รูปร่างก็ไม่ได้แย่ จะติดก็ตรงนิสัยและพวกงานอดิเรกที่ออกจะ...แปลกๆไปซักหน่อย อันที่จริงก็ไม่ค่อยหน่อยหรอก ฉันชอบและมักจะศึกษาเกี่ยวกับพวกสัตว์ในตำนานหรือพวกเรื่องเหนือธรรมชาติ ซึ่งใครหลายๆคนอาจจะมองว่ามันแปลกและไม่ค่อยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับฉัน ดังนั้นตัวฉันถึงมีเพื่อนสนิทมากๆแค่คนเดียวไงล่ะ


เพราะอย่างนั้นเปาโลจึกเป็นอะไรหลายๆอย่างสำหรับฉัน เป็นเพื่อน เป็นพี่ชาย บางครั้งฉันก็รู้สึกว่าเขาอบอุ่นเหมือนพ่อ เขาเหมือนเป็นครอบครัวคนเดียวที่ฉันเหลืออยู่


คิดอะไรเพลินๆก็มาถึงโรงอาหารของคณะ เปาโลบอกให้ฉันไปจองโต๊ะส่วนเขาจะไปซื้ออาหารเอง ฉันเลยเดินไปนั่งที่โต๊ะประจำเพื่อรอคุณเพื่อนสนิทแสนดีและเป็นสุภาพบุรุษ นั่งรอไปซักพักบวกกับคิดอะไรเรื่อยเปื่อยก็มีใครคนหนึ่งเดินมาที่โต๊ะ แต่คนนั้นกลับไม่ใช่คนที่ฉันกำลังรออยู่ ฉันเงยหน้าไปมองและเลิกคิ้วประมาณว่าต้องการอะไร


“นั่งเล่นสบายอารมณ์จริงๆเลยนะเจ้าหญิง”


อลิสที่เรียนคณะและเอกเดียวกับฉันพูดขึ้นนพร้อมกับทำสีหน้าร้ายกาจใส่ฉัน จริงๆแล้วก็ไม่เชิงร้ายหรอกแค่ทำหน้าเหมือนกำลังสะใจแล้วจะมาเยาะเย้ยอะไรใส่ฉันมากกว่า อลิสกับฉันเราไม่ค่อยถูกกันเจอกันทีไรเป็นอันต้องหาเรื่องทะเลาะกันได้ตลอด ไม่เชิงทะเลาะกันอย่างรุนแรงเช่นการตบตีทำร้ายร่างกาย แต่จะเป็นเห็นอีกฝ่ายล้มแล้วต้องซ้ำแล้วก็ข้ามซะมากกว่า และที่อลิสเข้ามาทักฉันในครั้งนี้แสดงว่าจะต้องมีเรื่องเสียๆหายๆเกี่ยวกับฉันมาแน่นอน


“ฉันมานั่งทานอาหารกลางวันไม่ใช่มานั่งเล่น หรือว่าเธอเป็นประเภทชอบนั่งเล่นนั่งพักผ่อนที่โรงอาหารของคณะกันล่ะอลิส”


“หึ ปากดีได้อย่างนี้แสดงว่ายังไม่รู้ว่ากำลังจะโดนโค่นตำแหน่งเจ้าชายเจ้าหญิงล่ะสิ” ฉันเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ อา…ก็ดีสิ ถ้าจะมีคนมาแย่งตำแหน่งเจ้าหญิงจากฉันและตำแหน่งเจ้าชายจากเปาโลไปซักที เพราะฉันรำคาญตำแหน่งบ้าๆนี้เต็มทนแล้ว


เจ้าชายกับเจ้าหญิงที่ว่าก็คือฉายาที่คนในมหา'ลัยเอาไว้เรียกเดือนและดาวประจำมหาวิทยาลัย แต่ฉันกับเปาโลเป็นแค่เดือนและดาวประจำคณะเท่านั้น ที่ได้ฉายานี้มาก็เพราะชอบอยู่ด้วยกันบ่อยๆ ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ประกอบกับที่เขาทั้งหล่อ ใจดี ขี้เล่นแถมยังยิ้มบ่อย ฉันเองก็สวยถึงจะดูหลงตัวเองไปบ้างแต่ใครหลายๆคนก็พูดกันไม่งั้นฉันคงจะได้ตำแหน่งดาวมากหรอก คุณสมบัติที่ว่ามานั้นเลยทำให้ฉันกับเปาโลได้ฉายามาว่าเจ้าชายกับเจ้าหญิง


“โดนแย่งไปแล้วยังไงล่ะ? ฉันว่ามันก็เป็นเรื่องดีนะ แต่คนที่แย่งตำแหน่งเจ้าหญิงไปจากฉันคงไม่ใช่เธอหรอกใช่มั้ยอลิส?” ฉันถามพลางยิ้มหวานอย่างไม่มีพิษไม่มีภัยไปให้อีกฝ่าย “อ่า…อันที่จริงฉันก็ไม่น่าถามอะไรแปลกๆเลยเนอะ เพราะยังไงก็ไม่มีทางเป็นเธอไปได้หรอก ถ้าเธอทำได้ก็คงจะแย่งไปตั้งนานแล้ว…ไม่รอให้ผ่านมาตั้งสามปีขนาดนี้ เนอะ?”


“ยัยเอวา! ทำมาเป็นปากดีไปเถอะ” อลิสตบโต๊ะเสียงดังจนคนอื่นๆที่นั่งอยู่ในโรงอาหารเริ่มเบาเสียงลงและหันมามองอย่างสนอกสนใจ ยัยนี่น่ารำคาญชะมัดครั้งนี้ฉันอุส่าอยู่เฉยๆแล้วนะ


“อะแฮ่ม! ทำอะไรกันอยู่ครับสาวๆ”


แต่ก่อนที่จะมีการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นก็มีเสียงกระแอมของเปาโลดังขึ้นมาพร้อมกับจานข้าวสองใบและน้ำสองขวดวางลงบนโต๊ะกับเจ้าของเสียงที่ปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลา เมื่อส่งยิ้มให้ฉัน(ให้ฉันจริงๆเพราะเขาไม่หันไปมองอลิสเลย)เสร็จก็หันไปทำสายตาโหดๆใส่คนอื่นๆที่กำลังมองมาอย่างสนอกสนใจจนคนพวกนั้นต้องหันหน้าหนีแทบไม่ทัน


“ปะ…เปาโล” อลิสพูดเสียงสั่น อ้อ ลืมบอกไปว่ายัยนี่ค่อนข้างจะเกรงกลัวและเกรงใจเปาโลมากเป็นพิเศษ ส่วนเหตุผลฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร


“อลิส เธอมีอะไรกับเอวางั้นหรอ? ฉันเห็นเธอยืนอยู่ตรงนี้มาซักพักแล้ว”


“เอ่อ…คือ” ก็บอกไปเลยสิว่าเธอตั้งใจจะมาเยาะเย้ยฉันเพราะมีคนแย่งตำแหน่งเจ้าชายเจ้าหญิงไป แต่ก็ทำไม่สำเร็จแถมยังโดนฉันตอกกลับอีกเลยทำให้เธอเจ็บใจและกำลังจะว่าฉันคืนแต่เปาโลก็เข้ามาซักก่อน…แค่นี้เองก็บอกไปเลยสิ


“ถ้าไม่มีอะไรเธอช่วยหลีกทางหน่อยจะได้มั้ย มันขวางที่นั่งฉันอยู่นะ” คือปกติแล้วฉันกับเปาโลจะนั่งตรงข้ามกันแต่ตอนนี้ยังนั่งไม่ได้เนื่องจากอลิสกำลังยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามฉันโดยมีแค่โต๊ะกั้นเอาไว้อยู่ “อีกอย่างเพื่อนเธอรออยู่นะ ไม่รีบไปล่ะ?”


ถ้าจะพูดขนาดนี้ก็เอ่ยปากไล่ไปตามตรงเลยก็ได้นะเปาโล ฉันเพิ่งจะชมนายว่าเป็นสุภาพบุรุษให้เกียจผู้หญิงอยู่ในความคิดเมื่อซักครู่เอง แต่ดูสิ่งที่นายทำตอนนี้สิ อลิสที่ตอนนี้ทำหน้าตาเครียดๆผสมหวาดกลัว ขมวดคิ้วผสมเม้มปากอย่างใช้ความคิดซักพักก็เดินจากไปหาพวกเพื่อนๆของเธอจากนั้นก็พากันเดินออกไปจากโรงอาหาร


“นายมาได้ทันเวลาพอดีเลย! ถ้าช้าอีกนิดฉันก็จะได้เด่นเป็นที่สนใจของนักศึกษามากหน้าหลายตากลางโรงอาหารคณะแล้วมั้ยล่ะ!” ฉันบ่นอย่างหัวเสียนิดๆที่ต้องเจอคนที่ไม่ชอบหน้าอย่างอลิสหลังจากที่เปาโลนั่งลงและเริ่มลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้า


“ยัยนั่นมาหาเรื่องอะไรเธออีกล่ะ?”


“ไม่เชิงหาเรื่องหรอก แค่ตั้งใจจะมาเยาะเย้นฉันที่มีคนแย่งฉายาเจ้าหญิงไปแต่ไม่สำเร็จแถมโดนฉันกวนกลับยัยอลิสเลยอารมณ์ขึ้น อ้อ ไอ้ฉายาเจ้าชายของนายก็โดนแย่งด้วยนะรู้มั้ย”


“…ยัยนั่นบอกเธอ?” เปาโลชะงักมือที่กำลังถือช้อนนิดหน่อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองฉัน ถ้าฉันไม่ได้ตาฝาดเหมือนจะเห็นว่าสายตานั้นฉายแววน่ากลัวครู่หนึ่งก่อนจะหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น


“อืม ประมาณนั้น”


“เหรอ ว่าแต่เธอจะทำท่าทางสนใจมันทำไม เดิมทีเธอก็ไม่ได้ชอบฉายาพวกนี้อยู่แล้วหรือไม่ใช่”


“ก็ใช่ แต่มันก็น่าสนใจไม่ใช่หรือไงที่มีคนเอามันใจจากเราได้น่ะ ฉายาบ้าๆนี่เคยเป็นของเรามาตั้งสามปีเชียวนะเปาโล! นายไม่สงสัยบ้างเลยหรือไงว่าใครเป็นได้มันไป…เด็กปีหนึ่งงั้นหรอ” ดูเหมือนว่านิสัยชอบอยากรู้เรื่องชาวบ้านของฉันมันจะกำเริบ แถมเรื่องนี้ก็ยังเกี่ยวกับฉันอีกก็ต้องอยากรู้เป็นธรรมดา


“ไม่ใช่พวกเด็กปีหนึ่ง แต่เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากต่างประเทศ”


“นายรู้?” ฉันถามพลางทำตาโตอย่างตกใจและเปาโลก็พยักหน้าตอบพลางเคี้ยวข้าวที่กำลังกินอยู่ด้วย “แล้วยังไงนายเคยเจอสองคนนั้นมั้ย รู้จักกันหรือปล่าว เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนของคณะอะไร สวยหรือหล่อมั้ย”


“เคยเห็นอยู่แต่ไม่รู้จักและไม่เคยคุยกันด้วย”


“เป็นไงหน้าตาลักษณะท่าทาง พอจะสู้หรือสูสีกับเราได้มั้ย”


“ก็ดี ผู้ชายหล่อผู้หญิงสวยแถมยังตัวติดกันเหมือนพวกเราสองคนเลยล่ะ ก่อนจะเจอก็สงสัยอยู่หรอกแต่พอเจอก็ไม่ค่อยจะแปลกใจเท่าไหร่ที่โดนสองคนนั้นแย่งไป” เปาโลพูดแลหยิบขวดน้ำมากระดกดื่ม หลอดก็มีนะแต่ไม่ยอมใช้ คือหมอนี่ไม่ชอบใช้หลอดเวลาดื่มน้ำจากขวด พอถามไปว่าทำไมก็ได้รับคำตอบกลับมาว่ามันไม่สดชื่นเหมือนเวลากระดก


ว่าแต่นักเรียนใหม่สองคนนั้นสุดยอดขนาดนั้นเลยเหรอ ชักอยากเจอซะแล้วสิ


“หยุดความคิดบ้าๆของเธอซะเอวา ฉันรู้นะว่าเธอคิดอะไรอยู่”


“งั้นฉันคิดอะไรอยู่ล่ะ” ฉันถามพลางอมยิ้มนิดๆ เหมือนจะเจอเรื่องสนุกๆแต่ดูท่าเรื่องที่กำลังเป็นหัวข้อสนทนาอยู่นี่จะเริ่มไม่น่าสนุกเท่าไหร่แล้ว


“เห้อ…ฉันจะไม่ห้ามหรอกนะเพราะคนแบบเธอยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ อีกอย่างห้ามไปเธอก็ไม่ฟังฉันอยู่ดี” เปาโลถอนหายใจและพูดขึ้นอย่างรู้ทัน “แต่ฉันอย่างจะเตือนเธอสำหรับเรื่องนี้นะเอวา จะดีมากถ้าเธอจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนั้น ไม่สิ ฉันขอร้องเธออย่าเข้าไปยุ่งกับคนพวกนั้นเลย ถ้าเจอกันก็ห้ามทักห้ามสบตาให้เดินหนีไปเลย ฉันไม่เคยห้ามเธอไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน แต่สำหรับเรื่องนี้เธอต้องฟังฉัน ตกลงมั้ย”


ฉันเม้นปากอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ทันทีที่เปาโลพูดจบ ฉันสงสัยและไม่เข้าใจ ทำไมเขาถึงห้ามไม่ให้ฉันยุ่งกับพวกนักศึกษาแลกเปลี่ยน? แถมรูปประโยคที่พูดออกมามันไม่ธรรมดา มันจะต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่นอน แต่เมื่อฉันจะเอ่ยปากถามอะไรต่อก็ต้องตัดสินใจใหม่เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาของอีกฝ่ายที่กำลังจ้องมองมาอยู่ตอนนี้…ไม่ใช่สีหน้าและแววตาตอนปกติที่เคยเห็น มันทั้งเย็นชาและน่ากลัวมากเสียจนฉันไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้เลย


เขากำลังทำฉันกลัวนิดหน่อยทั้งๆที่นี่ไม่ใช่นิสัยยามปกติของเขาที่ฉันเคยเห็นเลย


แต่คงเพราะความดื้อรั้นที่เป็นนิสัยติดตัวของฉันมาตั้งแต่เด็กเลยทำให้ฉันไม่คิดจะทำตามที่เปาโลพูดเลยซักนิด เดิมทีฉันก็ไม่ได้คิดจะไปยุ่งเกี่ยวกับพวกนักศึกษาแลกเปลี่ยนอยู่แล้ว แค่พูดแหย่เจ้าตัวไปอย่างนั้น แต่ฉันก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อเปาโลจะมาจุดฉนวนความอยากรู้อยากเห็นจนเกินควรของฉันเข้า


“ทำไม? ขอเหตุผลหน่อยได้มั้ย”


“ไม่มีเหตุผล ตกลงว่ายังไง เธอจะรับปากฉันได้มั้ยว่าเธอจะไม่ไปยุ่งกับคนพวกนั้นแน่ๆ” เปาโลทำสีหน้าจริงจังไม่เปลี่ยน แววตาของเค้ากดดันฉันเหมือนต้องการให้ฉันเอ่ยคำตอบที่เขาต้องการให้ได้


“คือฉัน…” เปาโลไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่นั่งรอฟังคำตอบ และคำตอบที่ว่าก็จะต้องเป็นคำตอบที่เขาต้องการเท่านั้น “คือฉันอิ่มแล้ว ขอตัวก่อนนะ”


ว่าจบก็รีบคว้ากระเป๋าและหนังสือที่วางอยู่ข้างตัวแล้วรีบลุกขึ้นยืนรีบเดินออกมาจากโรงอาหารทันทีโดยที่ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงเรียกของเปาโลที่ดังไล่หลังฉันมา ขอโทษแล้วกันที่อยู่ๆก็ทิ้งออกมาแบบนี้แต่ฉันก็ไม่สามารถรับปากอะไรแต่ตัวเองไม่สามารถทำได้เช่นกัน อีกอย่างฉันสงสัยว่าทำไมเขาถึงต้องห้ามไม่ให้ฉันไปยุ่งกับนักศึกษาแลกเปลี่ยน แล้วไหนจะสีหน้าท่าทางที่เปลี่ยนไปแบบนั้น มันจะต้องมีอะไรแน่นอน


มีคนเคยบอกว่าฉันมันบ้า ชอบเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายในเรื่องที่ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่สิ่งที่ฉันเคยพบเจอมาตั้งแต่ตอนที่ฉันยังเด็กมันก็ทำให้ฉันพร้อมเสี่ยงกับมัน แม้ผลลับมันจะเป็นที่พึงพอใจหรือไม่ก็ตาม อีกอย่างคือฉันเองก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วเช่นกัน


“โอ้ย”


ดูเหมือนว่าฉันจะเหม่อลอยมากไปเลยทำให้เดินชนคนเข้าให้ ดีที่ฉันไม่ได้เดินเร็วมากเวลาชนไปแล้วจึงไม่ล้มอาจจะแค่เซถอยหลังไปสองสามเก้าและพวกหนังสือที่ถืออยู่ก็หล่นลงไปบนพื้นเท่านั้น ส่วนเสียงร้องนั่นคือเสียงฉันเองถึงจะไม่ล้มแต่หน้าฉันก็ปะทะเข้าไปกับหน้าอกแข็งๆที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อบอกให้รู้ว่าบุคคลนั้นคือผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง


“…”


“ขอโทษนะคะพอดีฉันเหม่อไปหน่อย ต้องขอโทษด้วยจริงๆ” ฉันพูดพร้อมก้มลงไปเก็บหนังสือที่ตกลงไปบนพื้นหญ้า สองในสามเป็นหนังสือเรียนส่วนที่เหลือเป็นหนังสือเกี่ยวกับตำนานสัตว์ในเทพนิยาย อีกหนึ่งคือหนังสือเกี่ยวกับเสือขาว อันที่จริงมันเป็นหนังสือเกี่ยวสี่สัตว์เทพศักสิทธิ์ แต่ที่ฉันโปรดปรานมากที่สุดก็คือเสือขาว 


ฉันเอื้อมมือจะไปเก็บหนังสือเล่มสุดท้ายหรือก็คือเล่มที่ชอบมากที่สุดแต่ก็ช้ากว่าอีกฝ่ายที่หยิบหนังสือเล่มนั้นของฉันขึ้นมาเสียก่อน พอเงยหน้าไปมองเจ้าของมือให้ชัดๆก็พบกับผู้ชายที่เป็นชาวต่างชาติแถมหน้าตาดีสุดๆ เขาเป็นชาวต่างชาติ นัยน์ตาเป็นสีน้ำตาลเข้มลึกลับน่าค้นหา คิ้วดกอย่างพอดีไม่น่าเกียจ จมูกโด่งอย่างชาวต่างชาติทั่วไปและริมฝีปากหยักสีคล้ำอย่างคนสูบบุหรี่ ผิวสีแทนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อภายใต้ชุดนักศึกษาชายของประเทศไทย ที่สำคัญคือเขาสูงมากน่าจะประมาณร้อยแปดสิบห้าขึ้นไป อีกอย่างคือเขาไม่ใช่นักศึกษาคณะนี้แน่ๆเพราะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน 


แต่ที่ฉันติดใจจนไม่สามารถละสายตาออกจากเขาได้ก็คงจะเป็นนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่แสนดุดันเหมือนสัตว์ป่าของคนตรงหน้า ดูอันตรายจนน่าหวาดกลัว แต่ก็น่าหลงไหลชวนให้ลุ่มหลง มันทำให้ฉันรู้สึกสมองพร่าเลือนไปชั่วขณะ


เขามองหนังสือในมือซักพักก็ยื่นหนังสือมาตรงหน้าฉัน ทำให้ฉันละสายตาจากเขาไปมองหนังสือในมือแทน แต่นี่เขาเป็นชาวต่างชาติแล้วที่ฉันพูดขอโทษเขาไปเมื่อครู่นี้เขาจะฟังออกมั้ยล่ะเนี่ย ไม่ว่ายังไงฉันก็ยื่นมือไปรับหนังสือคืนมาพร้อมกับขอบคุณเขาไปเป็นภาษาอังกฤษ


คนตรงหน้าไม่ได้พุดอะไรฉันจึงเตรียมจะเดินไปทางอื่นแต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเขาพูดประโยคนึงออกมาทำให้ฉันหันหน้ากลับไปมองเขาโดนไวพร้อมกับทำตาโตอย่างตกใจในสิ่งที่ได้ยิน


“ขอโทษที่เดินชนเธอ” ประโยคแรกที่เขาพูดขึ้นมาทำให้ฉันรู้ว่าเขาคนนี้สามารถพูดภาษาไทยได้ ถึงจะไม่ได้ชัดอย่างเจ้าของภาษาแต่ก็ถือว่าชัดในระดับหนึ่ง “เธอโอเคมั้ย เจ็บตรงไหนหรือปล่าว”


“ฉันไม่เป็นอะไร ปกติดีทุกอย่าง” รู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูกเมื่อต้องมาพูดคุยกับเขาคนนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงภาษาหรือเพราะเขาเป็นชาวต่างชาติ แต่เป็นสายตาของเขาที่จ้องมองมายังฉัน เหมือนกับสัตว์ที่กำลังจ้องเหยื่อ “ขอตัวก่อนนะ”


เมื่อไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปแถมยังไม่รู้จักกันฉันจึงขอตัวออกมาและเดินไปทางเดิมที่จะไปก่อนหน้านี้ เดินมาไม่นานก็ถึงจุดมุ่งหมาย มันเป็นเพียงสถานที่หนึ่งที่ไม่มีชื่อเรียก ไม่มีคน มีเพียงธรรมชาติที่สวยงามและความสงบ สถานที่สวยงามแต่เหมือนกับว่ามันถูกลืมไปจากฝูงชน เป็นเพียงพื้นที่โล่งเต็มไปด้วยพื้นหญ้าแทนพื้นปูนซีเมน มีต้นไม้ใหญ่ประมาณสองสามต้นและบ่อน้ำเล็กๆหนึ่งบ่อ ไม่รกมีพื้นที่กว้างให้ลมพัดผ่านได้สบาย ที่สำคัญคือไม่มีคนมาที่นี่เลยมันจึงเป็นสถานที่ที่สงบมากที่หนึ่งและฉันก็ชอบมันมาก


ฉันนั่งลงบนพื้นหญ้าวางกระเป๋ากับหนังสือไว้ข้างๆกัน ฉันนั่งกอดเข่ามองท้องฟ้าสีครามเบื้องบนที่ถูกปกคลุมไปด้วยก้อนเมฆ พลางคิดเรื่องต่างๆไปเรื่อย แต่สิ่งที่ฉันสลัดออกไปจากสมองไม่ได้เลยก็คือนัยน์ตาสีน้ำตาลที่แสนจะดุร้ายดุจสัตว์ป่าคู่นั้น


มันคุ้นเคยอย่างแปลกประหลาด เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เหมือนกับว่าเคยจ้องมองมันอย่างหลงไหลมาก่อนหน้านี้เมื่อนานมาแล้ว…จากที่ไหนซักแห่ง ซึ่งฉันจำมันไม่ได้และฉันก็แน่ใจว่าเคยพบกับผู้ชายคนนั้นครั้งแรกแน่ๆ เมื่อคิดย้อนกลับไปในช่วงเวลาในอดีตก็ไม่พบคำตอบ ไม่เคยเจอใครมีนัยน์ตาแบบนี่เลยจริงๆ


ฉันสะดุ้งหลุดออกจากความคิดเมื่อรู้สึกได้ว่ามีคนมาจับจองที่นั่งว่างๆข้างฉัน พอหันไปมองก็เจอกับเจ้าของดวงตาสัตว์ร้ายที่ฉันไม่สามารถหยุดคิดถึงมันได้เลย ฉันเลิกคิ้วอย่างสงสัยว่าเขามาได้ยังไง แต่ตั้งแต่ที่เขานั่งลงข้างๆฉันเขาก็ไม่ได้หันมามองหรือสนใจฉันเลย


“นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? ตามฉันมาหรอ”


“ทำไมถึงคิดว่าฉันจะต้องตามเธอ” เขาไม่ได้ตอบคำถามฉันแต่เป็นฝ่ายถามกลับโดยที่นังไม่หันหน้ามามองฉัน ที่ฉันถามแบบนั้นกับเขาก็เพราะไม่เคยมีใครมาที่นี่ ฉันเจอสถานที่แห่งนี้ตอนฉันอยู่ปีหนึ่งโดยบังเอิญ ตั้งแต่ตอนนั้นเวลาฉันว่างก็มาที่นี่ตลอด และฉันไม่เคยบปริปากบอกใครเรื่องสถานที่แห่งนี้แม้แต่เปาโลเองก็ตาม


“ที่ฉันถามก็เพราะนอกจากฉันก็ไม่เคยมีใครเข้ามาที่นี่เลย แต่ตอนนี้มีนายเพิ่มมาอีกหนึ่งคน” ฉันพูดไปตามตรง คนที่นั่งข้างๆฉันจึงละสายตาจากท้องฟ้ามามองหน้าฉันทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆเมื่อต้องสบตากับดวงตาสัตว์ร้ายอีกครั้ง “ตกลงนายจะตอบคำถามฉันได้หรือยังว่าตกลงนายตามฉันมาหรือยังไง”


“ฉันตามเธอมา พอใจหรือยัง” ฉันขมวดคิ้วทันทีที่เขาพูดจบ คำตอบเหมือนจะเป็นเชิงประชตประชันกันมากกว่าจะเป็นความจริงที่ฉันอยากรู้จากเขา


“แล้วนายเป็นใครกัน ทำไมฉันไม่เคยเห็นนายเลย”


“ฉันเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากอังกฤษ เรียนอยู่คณะบริหาร ชื่อโอเว่น ซิเกลอร์” ฉันตกใจทันทีที่อีกฝ่ายพูดจบ นักศึกษาแลกเปลี่ยนจากอังกฤษไม่คิดเลยว่าจะได้พบกันเร็วขนาดนี้ถึงฉันจะทำตัวแย้งกับเปาโลเรื่องนี้ก็ตามแต่ฉันก็ไม่นึกว่าจะได้พบนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากอังกฤษเร็วจนตั้งตัวไม่ทันขนาดนี้ แถมเปาโลก็บอกว่าห้ามให้ฉันไปยุ่งกับคนตรงหน้าเด็ดขาด หรือฉันจะเปลี่ยนใจยอมเชื่อคำเตือนของเปาโลดีล่ะ


อีกอย่างคนตรงหน้าฉันนี้ก็ดูลึกลับอย่างบอกไม่ถูก ประกอบกับที่เปาโลเองก็พูดจาแปลกๆ โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่จ้องมองมายังฉัน หรือที่หมอนี่พูดว่าตามฉันมาไม่ได้จะประชตแต่พูดความจริง? หรือว่าฉันจะคิดมากไปเอง


“…”


“ไม่ต้องทำหน้าตาตกใจขนาดนั้นก็ได้ ที่ฉันพูดว่าตามเธอมาฉันล้อเล่น” ล้อเล่น? หมอนี่เป็นคนที่ล้อเล่นได้หน้าตายสุดๆไปเลยนะ รู้ตัวหรือปล่าว! “เมื่อวานนี้ฉันเดินเล่นแล้วเกิดหลงทาง พอเดินมาเรื่อยๆก็มาเจอที่นี่เข้าโดยบังเอิญ เห็นว่ามันสงบดีวันนี้ก็เลยมาอีก”


“งั้นหรอ? ก็เหมือนฉันเลยน่ะสิ ฉันเจอที่นี่ตอนอยู่ปีหนึ่งตอนนั้นฉันหลงทางแล้วบังเอิญมาเจอที่นี่เหมือนกัน และก็เพราะว่ามันสงบฉันถึงชอบที่นี่มาก” ฉันเล่าพลางยิ้มนิดๆเมื่อนึกถึงช่วงเวลาเก่าๆ แต่ยังคงมีอาการตกใตเขาอยู่นิดหน่อย “ฉันชื่อเอวานะ เรียนอยู่ปีสามคณะนิเทศ”


“ยินดีที่ได้รู้จักเอวา” โอเว่นพูดพร้อมกับยื่นมือข้างหนึ่งมาจรงหน้าฉัน ธรรมเนียนฝรั่งต้องเชคแฮนสินะ ถ้าจะหักหน้าเขาโดยการยกมือไหว้อย่างไทยๆก็คงจะดูไม่ดีกับนักศึกษาแลกเปลี่ยนซักเท่าไหร่ เพราะงั้นฉันจึงยื่นมือไปจับมือเขาเพื่อไม่ให้เขารอเก้อ แต่พอมือฉันสัมผัสกับมือเขาก็รู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูกเหมือนมีไฟฟ้ามาช็อตที่มือเบาๆ เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก หัวใจเต้นรัวหัวสมองมันขาวโพลนไปหมด


“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันโอเว่น”


เมื่อมือฉันเป็นอิสระฉันก็รีบชักมือตัวเองกลับทันที ใช้มืออีกข้างของตัวเองกุมมือข้างที่สัมผัสกับมือของโอเว่นเอาไว้โดยที่หัวใจยังคงเต้นรัวเหมือนไปวิ่งรอบสนามมาหลายๆรอบไม่หยุด ฉันไม่กล้าสบตาเขาแต่ก็รู้สึกได้ว่าสายตาสัตว์ร้ายนั้นยังคงจ้องมองมาทางฉันอย่างไม่วางตา มันทำให้ฉันรู้สึกเกร็งไปทั้งตัวเหมือนกำลังโดนสัตว์ดุร้ายกำลังจะตระคุบเหยื่อ และเหยื่อก็คือฉัน


“หนังสือพวกนี้…ของเธอ?”


“ห๊ะ? อ๋อใช่ ของฉันเองมีอะไรหรอ” ฉันมองดูโอเว่นที่กำลังหยิบหนังสือเล่มหนึ่งของฉันขึ้นมาพลิกดู เล่มที่เขาถือขึ้นมาคือหนังสือที่เกี่ยวกับสี่สัตว์เทพศักสิทธิ์เขาพลิกไปหน้าที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเสือขาว “นายเองก็สนใจเกี่ยวกับเสือขาวเหมือนกันหรอ”


“ถามแบบนี้เธอชอบเสือขาวหรือยังไง”


“อืม ประมาณนั้น ฉันชอบเสือขาวมาตั้งแต่เด็กๆแล้วล่ะ” เสือขาวเป็นหนึ่งในสัตว์เทพทั้งสี่ของจีนประจำทิศตะวันตก ตัวแทนของฤดูใบไม้ร่วงอยู่ในธาตุทองบางความเชื่อก็ว่าอยู่ในธาตุลม เป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องคุ้มครองคอยขับไล่ปีศาจ เป็นราชาแห่งขุนเขา นอดจากนี้ยังถือเป็นสัญลักษณ์ในการรบและการทหาร…นั่นคือสิ่งที่ฉันรู้มา


แต่ฉันไม่รู้เรื่องอื่นๆของเสือขาวนอกจากข้อมูลเบื้องต้นพวกนี้เลย แม้ว่าฉันจะพยายามค้นคว้ารวบรวมมันมามากแค่ไหนก็ไม่พ้นเรื่องราวเหล่านี้ แต่ฉันอยากรู้มากกว่านี้ เหมือนโลภและอยากรู้ในสิ่งที่ฉันผู้ซึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งไม่ควรรู้ แต่มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆเพราะฉันต้องการที่จะรู้


“เธอรู้อะไรเกี่ยวกับเสือขาวบ้าง”


“ก็รู้แค่ข้อมูลเบื้องต้นที่เขียนไว้ในตำรา อย่างเสือขาวเป็นหนึ่งในเทพของจีนประจำทิศตะวันตก ตัวแทนของฤดูใบไม้ร่วงอยู่ในธาตุทองหรือธาตุลมอะไรประมาณนี้” ฉันยกตัวอย่างให้ฟัง โอเว่นก็พยักหน้าอย่างเข้าใจและรับรู้ “ความจริงฉันก็อยากจะรู้มากกว่านี้ แต่ข้อมูลที่หามาได้มันก็มีอยู่แค่เบื้องต้น”


“ฉันว่าเธอรู้แค่นี้ก็ดีแล้วนะ เธอควรรู้ในสิ่งที่เธอควรจะรู้ เรื่องบางเรื่ิองที่มันไม่จำเป็นและต้องห้ามเธอไม่ควรจะไปอยากรู้ อีกอย่างเธอไม่คิดเหรอว่าสิ่งที่เธออยากจะรู้มันจะนำอันตรายมาสู่ตัวเธอบ้างหรอเอวา”


“นายคิดว่าเสือขาวอันตรายงั้นหรอ เสือขาวเป็นเทพที่มีสัญลักษณ์แห่งการปกป้องคุ้มครองนะ เพราะงั้นฉันถึงไม่คิดไงว่าเสือขาวจะเป็นอันตรายต่อคนที่มีจิตใจดีงาม” ฉันเผลอขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจนิดหน่อย


“ฉันไม่ได้บอกว่าเสือขาวเป็นอันตราย…แต่สิ่งที่มาพร้อมกับหนทางที่จะพาเธอไปสู่เสือขาวหรือสิ่งที่อยู่รอบข้างมันอาจจะเป็นอันตรายต่อเธอก็ได้” บรรยากาศรอบตัวของโอเว่นดูเปลี่ยนไป จากที่เคยอบอุ่นดูสบายกลับดูเย็นยะเยือกน่ากลัวขึ้นอย่างน่าประหลาด และใบหน้าของเขาแม้มันจะไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรไปจากเดิมแต่ฉันก็สามารถรับรู้ได้ถึงความกดดันที่มากกว่าของเปาโลเสียอีก


“เฮ้โอเว่น ที่ฉันอยากจะรู้ก็แค่ข้อมูลในเรื่องต่างๆของเสือขาวมันคงไม่ได้อันตรายขนาดนั้นหรอกมั้ง อีกอย่างคือที่อยากรู้ก็ใช่ว่าฉันจะได้รู้ เพราะงั้นนายเลิกทำหน้าตาหน้ากลัวแบบนั้นซักทีเถอะ"


“ฉันแค่อยากจะเตือนเธอว่าบางเรื่องยิ่งรู้มากมันก็จะยิ่งอันตรายต่อตัวเธอ ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรก็ยิ่งอันตราย” เขาทำตามอย่างที่ฉันขอ เมื่อพูดในสิ่งที่อยากพูดเสร็จเขาก็ลุกขึ้นและทำท่าจะเดินจากไป “วันนี้ฉันต้องกลับแล้ว ขอตัว"


“เดี๋ยวสิโอเว่น” ฉันรั้งเขาไว้ก่อนที่จะเดินจากไป เขาหยุดอยู่กับที่แต่ไม่ได้หันหน้ากลับมา“นายจะมาที่นี่อีกมั้ย? อันที่จริงฉันอยากถามนายว่าเราจะได้เจอกันอีกมั้ย”


“แน่นอนเอวา ถ้าเธอต้องการเราจะได้พบกันอีกอย่างแน่นอน” เขาพูดพร้อมโบกมือให้ฉันที่นั่งอยู่ทางด้านหนัง ไม่รู้ว่าเขาทำสีหน้ายังไงอยู่ในตอนที่พูดประโยคนั้นออกมาเพราะเขาหันหลังให้ฉัน


โอเว่นไปแล้วพร้อมกับที่เขาทิ้งอะไรหลายสิ่งไว้ให้ฉันคิด ถ้าฉันต้องการงั้นเหรอ ฉันควรเชื่อฟังสิ่งที่เปาโลพูดและไม่ต้องการพบกับเขาอีก แต่ฉันรู้ดีว่าแท้จริงแล้วฉันต้องการพบเขาอีก ฉันไม่สามารถสลัดใบหน้านั้น การกระทำ คำพูด ที่สำคัญดวงตาคู่นั้นฉันอยากจะจ้องมองมันอีกครั้ง แม้มันจะมีคำว่าอันตรายที่เขาทิ้งไว้ก่อนจากไปเข้ามาเกี่ยวด้วยก็ตาม



นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น