คัดลอกลิงก์เเล้ว

Princess & Knight รักนี้เลือกเอง

โดย MysteryMuay

ทำไมพระจันทร์ต้องคู่ดวงดาว ทำไมเจ้าหญิงต้องคู่กับเจ้าชาย ทำไมฉันจะต้องทำตามสิ่งที่ถูกลิขิตไว้ ในเมื่อ..มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ

ยอดวิวรวม

1,507

ยอดวิวเดือนนี้

2

ยอดวิวรวม


1,507

ความคิดเห็น


8

คนติดตาม


8
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  29 ต.ค. 57 / 23:13 น.
Princess & Knight รักนี้เลือกเอง | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
 






เขา คือ ท้องฟ้า
ส่วนเธอ คือ ดวงดาว
ท้องฟ้าจะอยู่เคียงข้างกับดวงดาวตลอดไป
แม้ในคืนที่มีหรือไม่มีพระจันทร์
เหมือนกับความรักของเขาที่มีให้เธอเสมอ
จากนี้ และตลอดไป

 







อยู่ๆไอเดียก็บรรเจิด ประจวบกับที่ความขยันพรั่งพรู อย่าเพิ่งเพลียกับความอินดี้ของไรต์เตอร์นะคะ 555 ขอฝากเรื่องนี้ไว้หน่อยนะคะ ขอออกตัวไว้ก่อนว่าเพิ่งเคยแต่งแนวนี้ครั้งแรก ภาษาอาจดูแปลกๆไปบ้างบางจุด(หรือหลายจุด555) ชอบไม่ชอบยังไงบอกได้ค่ะ คอมเมนต์ติชมกันหน่อยนะคะ ไรต์เตอร์จะถือว่าเป็นกำลังใจและแรงผลักดันค่ะ (ที่จริงคือกลัวแต่งไม่จบ เลยต้องให้รีดเดอร์ช่วยเตือน 555)

**เรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรต์เตอร์เท่านั้น
ถ้าเนื้อหาส่วนหนึ่งส่วนใดซ้ำหรือคล้ายกับผลงานของใคร
ต้องขออภัยไว้ที่นี้ด้วยนะคะ**

 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 29 ต.ค. 57 / 23:13






“อะไรนะคะท่านพ่อ ลูกไม่อยากได้องครักษ์ตามติดชีวิตลูกทุกย่างก้าวแบบนี้นะคะ ลูกไม่เอาหรอก แม่ค่ะ ช่วยซอพูดกับท่านพ่อหน่อยสิคะ” ฉันโวยวายกับท่านพ่อเสร็จก็หันไปทำหน้าน่าสงสารอ้อนแม่

งงล่ะสิ ทำไมฉันถึงพูดอะไรสับสนแบบนั้น ฉันมีเวลาอธิบายไม่มากหรอกนะ แต่จะบอกให้ก็ได้ ฉันมีนามว่าองค์หญิงซอจูฮยอน ท่านพ่อของฉันเป็นกษัตริย์ซึ่งปกครองแคว้นที่มีอำนาจมากที่สุดในยุคนี้ ฉันจึงถูกสอนให้ใช้เปลี่ยนมาใช้สรรพนามที่เหมาะสมกับฐานะต่อหน้าทหารและองครักษ์ทุกคน หลังจากที่ท่านพ่อต้องสืบทอดบรรลังก์จากท่านปู่ ฉันก็ไม่เคยเรียกท่านพ่อว่าพ่ออีกเลย แต่ฉันยังคงแทนตัวเองว่า “ซอ” กับแม่และบริวารคนสนิทเท่านั้น และเหตุผลที่ว่าทำไมฉันถึงไม่เรียกว่าท่านแม่ให้ไม่ต้องยุ่งยาก เรื่องนี้ทุกคนเข้าใจดี แล้วอีกอย่างนะ แม่ฉันบอกว่าเรียกว่าแม่ดูอบอุ่นและสนิทกันมากกว่า (ข้อนี้ฉันเห็นด้วยที่สุด) จะได้ดูไม่เหมือนว่าฉันต้องอยู่ในกฎระเบียบที่บรรพบุรุษร่างไว้มากจนเกินไป

“ฟังเหตุผลพ่อเขาก่อนสิลูก” แม่ฉันเอาน้ำเย็นเข้าลูบ

“ก็ได้ค่ะ ท่านพ่อต้องบอกเหตุผลกับลูกมาสามข้อค่ะ ถ้าไม่อย่างนั้น ลูกมีสิทธิ์จะไม่ทำตามที่ท่านพ่อบอกค่ะ” คึคึ ฉันแอบดีใจไว้ก่อนเลยได้มั้ย จะเหตุผลอะไรมากมายซะอีกละ นอกจากเรื่องความปลอดภัยของฉัน มีอยู่แค่อย่างเดียวเท่านั้นแหละ

“ถ้าลูกอยากรู้เหตุผล พ่อก็จะบอกให้ หนึ่ง ลูกก็รู้ว่าแคว้นที่พ่อปกครองอยู่ยิ่งใหญ่มากแค่ไหน ย่อมมีทั้งมิตรและศัตรูอยู่รอบด้านเรา ทุกฝ่ายพร้อมจะกำจัดเราทุกเมื่อเมื่อมีพวกมันเล็งเห็นโอกาส และมันรู้ว่ากล่องดวงใจของพ่อก็คือลูก เพราะฉะนั้น ความปลอดภัยของลูกคือสิ่งที่พ่อห่วงมากที่สุด”

“แต่ทหารมายมายก็เดินสวนไปมาในวังนี้ตลอดเวลาแล้วนะคะ ไม่มีใครเข้าถึงตัวลูกได้ง่ายๆอยู่แล้วนี่คะ”

“สอง เพราะพ่อไม่อาจสังเกต สำรวจ ตรวจสอบหรือแยกแยะ คนทุกคนในวังอันกว้างใหญ่นี้ได้ว่า ใครเป็นคนที่จงรักภักดีหรือใครกันแน่ที่เป็นไส้ศึก”

“ท่านพ่อก็ทดสอบพวกเขาหมดทุกคนตั้งแต่ก่อนรับเข้าวังแล้วนี่คะ ลูกว่าทหารพวกนี้ไว้ใจได้ทั้งนั้นค่ะ”

“อย่าเพิ่งขัดพ่อเขาสิลูก ฟังพ่อเขาให้จบก่อนสิค่ะ”

“สาม เพราะลูกจิตใจดีเกินไป ลูกยังไม่รู้ว่าจริงๆแล้วโลกภายนอกมันดำมืดเพียงใด ความคิดคนเราไม่อาจหยั่งลึกได้หมดทุกคนหรอกนะ จิตใจคนเราย่อมเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ ก็เหมือนกันอารมณ์ของคนเรานั่นแหละ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ทีนี้ลูกเข้าใจที่พ่อพูดแล้วใช่มั้ย”

“ลูกเข้าใจค่ะ”

“งั้นลูกก็ยอมทำตามที่ท่านพ่อบอกแล้วใช่มั้ย”

“แม่ไม่เข้าข้างซอ ซอโกรธแม่แล้ว”

“แต่ลูกเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าลูกจะทำตามที่ท่านพ่อบอก ถ้าพ่อเขามีเหตุผลให้ลูกสามข้อ”

“ก็ได้ค่ะ ซอยอมแล้วก็ได้ แต่คอยดูเถอะ ซอจะป่วนองครักษ์ให้หนักๆจนทนซอไม่ไหวเลย แล้วเขานั่นแหละที่จะต้องเป็นฝ่ายไปขอถอนตัวกับท่านพ่อ” สุดท้ายฉันก็ต้องยอมตกลง ทั้งที่ขัดใจตัวเองสุดๆ  เหตุผลของฉันเทียบกับเหตุผลของท่านพ่อไม่ได้ทุกทีเลย

“ลูกคนนี้นี่ไม่ไหวเลย” ท่านพ่อบ่นออกมาหลังจากที่ฉันเดินหนีกลับเข้าห้องไปแล้ว

 


 

ก็ตามที่บอกไปแล้วนั่นแหละ เฮ้ออ มันน่าน้อยใจจริงๆเลย พอฉันขอท่านพ่อเรียนศิลปะการต่อสู้ พ่อฉันก็อนุญาตให้เรียนแค่ยิงธนู โดยให้เหตุผลว่าการต่อสู้แบบถึงเนื้อถึงตัวและใช้กำลังไม่เหมาะกับผู้หญิง แต่ท่านพ่อจะรู้มั้ยว่าคำว่าศิลปะการป้องกันตัวของฉันหมายถึงการต่อสู้โดยไม่ใช้กำลังอย่างอื่น เช่น ฟันดาบ หรืออะไรแบบนี้ต่างหาก พอถึงเวลาเข้าตาจนจริงๆ ฉันคงมีสติจะหยิบคันธนูขึ้นมาหลับตาข้างนึง ยืนท่าที่ถูกต้อง แล้วเล็งคู่ต่อสู้ถูกหรอกนะ ก็สมควรแล้วที่ท่านพ่อจะยกเอาเหตุผลข้อนี้มาอ้างกับฉันทุกครั้ง เวลาที่บอกว่าฉันต้องมีคนคอยคุ้มกันภัยให้ตลอดเวลา แล้วฉันจะกล้ามีปากเสียงกับผู้ปกครองผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นนี้ได้ยังไงล่ะ คำพูดของท่านมักถูกต้องที่สุดเสมอ ขนาดท่านแม่ยังเห็นด้วยกับท่านพ่อเลย

 

“องค์หญิงคะ ท่านองครักษ์มารายงานตัวแล้วค่ะ” นางกำนัลคนหนึ่งเข้ามาขัดจังหวะ ขณะที่ฉันกำลังท่องตำราเรียนอย่างตั้งใจจนเผลอหลับไปแล้วสองรอบ

“ไม่ต้องให้เขาเข้ามา ข้ายังไม่ว่าง บอกให้เขายืนรอจนกว่าข้าจะอ่านตำราเล่มนี้จบ”

“แต่ว่า.ตำรานั้น..เอ่อ..หนามาก..ถึงมากที่สุดเลยนะคะ หม่อมฉันเกรงว่า..”

“ถ้าอยากพบข้า ก็ต้องรอได้สิ นี่แค่บททดสอบความอดทนเองนะ เป็นถึงองครักษ์ประจำตัวองค์หญิงต้องทำได้อยู่แล้ว เจ้าไปบอกเข้าถามที่ข้าสั่งนั่นแหละ ถ้าเขามีปัญหา เจ้าค่อยมารายงาน แต่อย่ารบกวนบ่อยไปล่ะ ข้าไม่อยากเสียสมาธิ”

“ทราบแล้วค่ะ องค์หญิง”

 


 

พ่างงง!!

“ข้ามารายงานตัว” ชายแปลกหน้าผู้มาเยือนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“นี่เจ้า! ไม่รู้หรือไงว่านี่มันห้องพักส่วนตัวของข้า กล้าดียังไงถึงมาบุกรุกห้องข้า!

“นี่เป็นคำสั่งท่านผู้ปกครอง ข้ามีหน้าที่ต้องทำตามเท่านั้น”

“แต่ข้าสั่งให้นางกำนัลไปบอกให้เจ้ารอ เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ขัดคำสั่งข้าเหมือนกัน!”

“อ่อ ข้าคงจะลืมบอกท่านสินะว่า ต่อจากนี้ไปท่านไม่มีสิทธิ์ออกคำสั่งข้า เพราะข้าจะฟังคำสั่งของท่านผู้นำเพียงบุคคลเดียวเท่านั้น”

“นี่เจ้า..”

“ข้ายังพูดไม่จบ ท่านต้องหยุดฟังข้าพูดให้จบก่อน”

“เจ้า..”

“ต่อไปนี้ ท่านจะต้องเชื่อฟังที่ข้าบอก..ทุกอย่าง”

“เจ้าไม่ใช่พ่อกับแม่ข้านะ ทำไมข้าต้องฟังเจ้าด้วย”

“เพราะท่านพ่อของท่านสั่งข้ามาว่า ข้าต้องทำให้องค์หญิงเลิกดื้อเลิกซน และอย่าหาเรื่องปวดหัวไปให้ท่านทั้งสองอีก”

“นี่เจ้าว่าข้าเหรอ มันจะมากไปแล้วนะ!

“ก็ถ้าท่านยังมัวแต่โวยวายอยู่แบบนี้ จะให้ข้ามองว่าท่านเป็นคนยังไงดีล่ะ”

“เจ้ารู้หรือเปล่าว่าใครที่มันบังอาจมาทำให้ข้าไม่พอใจ คนนั้นจะต้องโดนลงโทษยังไง”

“ข้าไม่รู้หรอกว่าท่านลงโทษพวกเขายังไง ข้ารู้แต่ว่าข้าจะไม่โดนลงโทษเพราะคำสั่งของท่านแน่”

“เจ้านี่มัน..ข้าควรจะว่าเจ้ายังไงดีเนี่ย”

“ท่านไม่ต้องหาคำอะไรมาว่าข้าหรอก แต่ท่านพูดไว้ว่าไงนะ จะป่วนข้าให้หนักจนข้าทนไม่ไหวงั้นเหรอ อยากเห็นเหมือนกันแฮะ ว่าท่านจะทำยังไง เตรียมไว้รอเลยนะครับองค์หญิง”

“...”

“อ่อ อีกอย่างนะ ข้าชื่อ จองยงฮวา เรียกข้าว่า ยงฮวา นะ คำว่า เจ้า ฟังแล้วไม่เพราะเลยเนอะว่ามั้ย ซอฮยอน”

“ไอ้บ้ายงฮวา อย่ามาเรียกข้าสนิทสนมแบบนั้นนะ ข้าไม่ชอบ”

“ข้าก็ไม่เห็นว่าท่านจะชอบอะไรในตัวข้าเลยนี่ครับ เอาน่า เราต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน ไม่สิ จนกว่าข้าจะทนท่านไม่ได้ ระหว่างนี้เรามาเป็นเพื่อนกันไว้จะดีกว่านะ เรียกชื่อกันแบบนี้จะได้สนิทกันเร็วๆไง ข้าว่ามันเป็นความคิดที่ดีนะ”

“แต่ข้าไม่อยากรู้จักกับเจ้า ไม่อยากสนิทกับเจ้า ไม่อยากเป็นเพื่อนกับเจ้า ไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้เลยนะ”

“วันนี้ข้าแค่มาทักทายท่านไว้ วันพรุ่งนี้ ข้าจะมารับท่านไปเรียนฟันดาบนะ เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม ข้าไปละ”

“เดี๋ยว! เมื่อกี้เจ้าบอกว่า ข้าจะได้ฝึกดาบงั้นเหรอ ข้าฟังไม่ผิดใช่มั้ย ท่านพ่ออนุญาตข้าแล้วใช่มั้ย โอ้ย ข้าจะทำไงดี ข้าตื่นเต้นมากเลย ยงฮวา”

คำว่า ฟันดาบ ทำให้ฉันลืมตัวจนเผลอถลาเข้าไปเกาะแขนคนที่เพิ่งบอกว่าไม่อยากสนิทด้วยแทบจะทันทีที่เขาพูดจบ ฉันเห็นนะว่าเขาแอบยิ้มที่มุมปาก ชิ! ทำไมฉันต้องดูเป็นเด็กไม่รู้จักโตเวลาอยู่ต่อหน้าเขาด้วยนะ สำรวมกิริยาวาจาหน่อยสิซอฮยอน เธอเป็นองค์หญิงผู้สูงศักดิ์นะ จะทำตัวขายหน้าต่อหน้าองครักษ์ได้ยังไง

“ข้าเพิ่งรู้นะว่าท่านก็มีมุมแบบนี้ด้วย ยอมเรียกข้าแบบสนิทสนมแล้วเหรอ ทีเมื้อกี้ยังออกปากไล่ข้าอยู่เลยนะ”

“ข้าแค่เก็บอาการดีใจไม่อยู่หรอกนะ แต่ไม่ต้องห่วง เจ้าไม่ได้เห็นข้าแบบนี้บ่อยๆหรอก แล้วใครบอกเมื่อไรว่าเราสนิทกัน เจ้าอย่าเข้าใจผิดนะ”

“หึ” ยงฮวายิ้มอีกแล้วอะ หมอนี่ต้องยิ้มเยาะฉันแน่เลย

“เจ้าเองก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้เถอะ ไว้ข้าฝึกจนเก่งเมื่อไหร่ ข้าจะมาจัดการกับเจ้าคนแรกเลยคอยดู”

“ข้าจะรอวันนี้นะท่าน..ซอฮยอน” พูดจบแล้วก็ชิ่งเลยนะ กลัวข้าแล้วล่ะสิ หึหึ หัวเราะทีหลังดังกว่านะยงฮวา



 

“ทำไมข้าต้องมาเรียนกับเจ้าด้วยนะ ถ้ารู้อย่างนี้แต่แรก ข้าไม่เสียเวลามาดีใจหรอก”

“แล้วใครกันที่ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ตอนที่ข้าบอกว่าจะสอนดาบให้”

“ก็นั่นมันต่อหน้าท่านพ่อ ไม่ใช่ความรู้สึกจริงๆของข้าซะหน่อย ข้าแค่หลอกให้เจ้าดีใจเท่านั้นเอง”

“ท่านโกหกท่านผู้นำเหรอ เป็นเด็กนิสัยไม่ดีเลยนะ”

“เอ๊ะ นี่เจ้ากำลังว่าข้างั้นเหรอ”

“ก็ใช่นะสิ ข้าก็กำลังพูดกับท่านอยู่นี่ไง”

“นี่แน่ะๆ”

“นี่ซอฮยอน! ดาบไม่ใช่ของเล่นนะ ถือดีๆหน่อยสิ ถ้าข้าหลบไม่ทันขึ้นมา แคว้นนี้จะต้องสูญเสียทรัพยากรบุคคลหน้าตาดีไปถึงหนึ่งคนเชียวนะ เจ้าไม่เสียดายเหรอ”

“แหวะ หลงตัวเอง ข้าคนนึงล่ะที่ไม่เสียดายหากท่านจะหายไป”

“อย่าให้ข้าเห็นก็แล้วกันว่าท่านร้องไห้ฟูมฟาย หากข้าไม่อยู่”

“ไม่มีวันนั้นแน่นอน เชื่อข้าได้เลย”

“นี่! บอกให้ถือดีๆไงเล่า”


แล้วการเรียนในวันนี้ก็จบลงที่การทะเลาะของเราสองคนเหมือนเช่นเคย

 

 


 

“นี่ ท่านฟังที่ข้าพูดอยู่หรือเปล่า ช้ากำลังบอกท่านว่าอย่าไว้ใจใครง่ายๆ ท่านควรคิดไว้เสมอว่าศัตรูซ่อนตัวอยู่ทุกที่ อันตรายอยู่รอบตัวท่าน แม้แต่ในวังนี้ก็ไม่ใช่ที่ปลอดภัยสำหรับท่าน ดังนั้นท่านไม่ควรดื้อกับข้า และจำไว้ว่าข้าคือคนที่ท่านไว้ใจได้แน่นอน”

“เจ้ามันน่ากลัวกว่าพวกศัตรูซะอีก”

“หึ”

“ยิ้มอะไรไม่ทราบ”

“เปล่า ข้าเพิ่งรู้ว่าท่านกลัวข้า”

“อย่ามามั่วนะ คนอย่างซอฮยอนทำไมต้องกลัวเจ้าด้วย”

“หึ หึ”

“หยุดยิ้มเดี๋ยวนี้นะ”

“ท่านสั่งข้าไม่ได้หรอกซอฮยอน”

“นี่ เอามือขอเจ้าออกไปจากหัวข้าเดี๋ยวนี้”

“คึ”

“ย่าห์ หยุดนะ เจ้าทำผมข้าเสียทรงหมดแล้ว”

“คึ คึ”

“ทำไมเจ้าชอบทำให้ข้าต้องโวยวายอยู่เรื่อย ฮึ่ยย”



 

“ฮยอน..ซอฮยอน”

เมื่อเสียงปลุกของเขาไม่ทำให้ร่างบางตอบสนองกลับมาด้วยคำพูดชวนทะเลาะเหมือนเคย องครักษ์หนุ่มจึงล้มเลิกความพยายาม หันมาสนใจคนที่นอนหลับตาพริ้มตรงหน้า หลังจากที่เขาชวนเธอมานั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่ได้ไม่นาน ความเหนื่อยล้าจากการฝึกฝนคงเป็นเหตุผลให้คนตรงหน้าหลับไม่รู้เรื่องแบบนี้ นึกแล้วได้แต่ยิ้มขำ ถึงจะดื้อไม่มีใครเกิน แต่บทจะตั้งใจทำอะไรสักอย่าง ผู้หญิงคนนี้ก็มุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวจนน่าชื่นชม

เขายอมรับว่าองค์หญิงแสนซนคนสวยมีอิทธิพลต่อหัวใจของเขามากถึงมากที่สุด ณ เวลานี้ สายตาคมไม่อาจละไปจากใบหน้าเนียนรูปไข่ที่ล้อมกรอบด้วยผมลอนสีน้ำตาลอ่อน นัยน์ตาคู่สวยที่เปล่งประกาย จมูกเชิดรั้นบ่งบอกลักษณะนิสัยของเจ้าตัว และริมฝีปากที่ชวนให้จิตใจสั่นไหวนั่นอีก เขาก็เพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองว่าความยากของการเป็นองค์รักษ์ประจำตัวองค์หญิงมันยากตรงที่ต้องหักห้ามใจนี่แหละ ผ่านสงครามมาหลายต่อหลายครั้ง เจอศัตรูก็หลายหน สุรานารีก็มีบ้างเป็นครั้งคราว แต่ทำไมต้องใจสั่นให้ผู้หญิงคนนี้ด้วยนะ เธอไม่เหมือนใครที่เขาเคยเจอ หน้าหวานที่ขัดกับบุคลิก บอบบางแต่เข้มแข็ง ขี้น้อยใจแต่ไม่มากไป ดื้อแต่น่าปกป้อง ซนแต่น่าดูแล รู้สึกอยากอยู่ใกล้ตลอดเวลา ที่เขาชอบแกล้งและชวนทะเลาะบ่อยๆ ทั้งหมดที่ทำ เพื่อต้องการสร้างความสนิทสนมหรือต้องการเป็นที่จดจำหรือไม่ เขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

 

.....แต่คำตอบที่เขาพอจะหาให้กับตัวเองได้ในตอนนี้ คือ เธอเป็น “คนพิเศษ” 





ฉันเดินทะเลาะกับยงฮวามาตลอดทางจนถึงทางเดินในห้องโถงใหญ่ และมันเป็นแบบนี้มาตลอดเกือบสามเดือนที่ผ่านมา
 

“ทำไมทหารพวกนี้ต้องก้มหัวให้เขาด้วยนะ” ฉันได้แค่เก็บความสงสัยไว้ในใจ แล้วฉันจะไปสนใจเรื่องของเขาทำไมกันเนี่ย

 
 

 

 
.....................................................................................................








 

“หมดหน้าที่ของข้าแล้ว ข้าไม่ใช่องครักษ์ของท่านอีกต่อไป”

“นี่มัน..เกิดอะไรขึ้น ข้างงไปหมดแล้ว”

“ท่านน่าจะทราบดีว่า ข้าเพียงแค่ทำตามหน้าที่ก็เท่านั้น”

“จะ..เจ้า..ฆ่าเขา..ทำไมกัน เพราะหน้าที่งั้นเหรอ” เสียงสั่นๆของฉันบอกได้เป็นอย่างดีว่าฉันหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้ามากแค่ไหน ฉันไม่เคยเห็นความโหดร้ายของเขามาก่อนเลย และไม่เคยแม้แต่จะคิดด้วยซ้ำว่าเขาจะเป็นคนเลือดเย็นถึงขนาดนี้

“ข้าบอกเหตุผลกับท่านไปแล้ว ทูลลานะองค์หญิง” พอพูดจบ เขาก็หันหลังให้ฉันและเตรียมจะก้าวเดินจากไป และไม่ลืมที่จะตอกย้ำกับฉันด้วยน้ำเสียงที่เขาไม่เคยใช้กับฉันมาก่อน “หวังว่าเราจะไม่ต้องเจอกันอีก”

“ถ้าข้าไม่อนุญาต เจ้าห้ามหันหลังให้ข้าเด็ดขาด!

“ท่านควรดีใจที่ข้าจะไม่อยู่ให้ท่านลำบากใจอีกต่อไป”

“หยุดอยู่ตรงนั้น จองยงฮวา!” ก่อนที่ฉันจะเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา บอกเลยว่าตอนนี้ฉันกำลังโกรธอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลยล่ะ

“ท่านก็รู้ดีว่าคำสั่งของท่านไม่มีผลกับข้า เพราะฉะนั้นหลีกทางให้ข้าด้วย” เขายังคงสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเคย แต่สิ่งที่ทำให้เขาดูต่างไปจากยงฮวาที่ฉันรู้จักคือแววตาคมคู่นั้นที่ฉายแววเย็นชาออกมาให้เห็นชัดเจน

“ไม่! เจ้าไม่มีสิทธิ์ขัดคำสั่งองค์หญิง ข้าสั่งให้เจ้าพูดความจริงมาว่าทำแบบนี้ทำไม!โกหกกันมานานแค่ไหนแล้ว หลอกให้ฉันเชื่อใจ ไว้ใจ และให้ใจกับนายไปตั้งแต่ตอนไหน

เปล่าประโยชน์ ไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมาจากริมฝีปากได้รูปของคนตรงหน้า ไม่มีแม้แต่คำอธิบายเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ มีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้นที่เขามอบให้กับฉัน ก่อนที่แผ่นหลังนั้นจะค่อยๆห่างไกลออกไปเรื่อยๆ

 

 
 

ใช่ ฉันควรจะดีใจมากถึงมากที่สุด ที่ตัวป่วนชีวิตอันสงบสุขของฉันอย่างยงฮวาจะไม่มาให้ฉันรำคาญใจ แต่ทำไมเวลานี้ฉันกลับอยากเจอ อยากทะเลาะ อยากโวยวายกับเขาแบบนี้ล่ะ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ถึงเราสองคนจะทะเลาะกันทุกวัน พูดดีๆกันน้อยครั้ง แต่ฉันเองรับรู้ได้ถึงความจริงใจของเขา จิตใจของฉันสั่นไหวในทุกคราเมื่อสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนที่เขามอบให้ ฉัน..รู้สึกดีที่เขาความสนใจฉันเป็นอันดับแรก ฉันรู้สึก..ปลอดภัยไปพร้อมๆกับความรู้สึกสบายใจเมื่อมีเขาอยู่ข้างๆ ฉันยอมรับว่าฉันเป็นคนเอาแต่ใจและมีนิสัยขี้งอนและขี้โวยวายที่แก้ไม่หาย แต่เขากลับทำให้ฉันโอนอ่อนผ่อนตามได้ง่ายๆโดยที่เขาไม่ต้องใช้ความพยายาม ทุกการกระทำของเขาและทุกอย่างที่เขาเป็น มันกำลังทำให้หัวใจของฉันเข้าใกล้คำว่า”รัก”ใช่มั้ย? ความรู้สึกของฉันในตอนนี้คืออาการของคนมีความรักใช่หรือไม่ ฉันควรจะรู้สึกหัวใจพองโตเหมือนที่ท่านแม่เล่าเรื่องของท่านกับท่านพ่อให้ฟังไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมหัวใจฉันถึงรู้สึกหน่วงยังไงๆไม่รู้ มันเหมือนกับจะบอกกับฉันว่าความรู้สึกในครั้งนี้มีเพียงฉันคนเดียวที่..คิดไปเอง ทั้งหมดนั่นมันคือหน้าที่ขององครักษ์ที่ควรกระทำต่อองค์หญิงต่างหาก เขาไม่ได้ทำเพราะความรู้สึกชอบฉันเป็นพิเศษอะไร ฉันพยายามปลอบใจตัวเองแบบนั้น แต่ฉัน..ฮึก..อธิบายไม่ถูกแล้วว่าฉัน..ควรจะจัดการกับความรู้สึกนี้ยังไงดี ฮึก ฉันแค่อยากรู้คำตอบของคำถามนี้เท่านั้น

ยงฮวา นายรู้สึกเหมือนที่ฉันรู้สึกตอนนี้มั้ย หัวใจนายเต้นแรงตอนที่อยู่ใกล้กับฉันบ้างหรือเปล่า ตอนไม่เจอหน้ากัน นายคิดถึงฉันจนแทบบ้าเหมือนกันมั้ย

ถ้านายตอบว่าไม่ แล้วฉันเองต้องทำยังไง ตัดใจงั้นเหรอ ไม่สมกับเป็นองค์หญิงซอจูฮยอนเลยนะ

 

 

 

 

เวลา 1 เดือนผ่านพ้นไป

ไม่ไกลจากสถานที่จัดงานวันเกิดของฉัน ที่ๆฉันแอบหนีออกมามองหาใครบางคนที่หายหน้าไปตั้งแต่วันที่เรา...

“ไม่เจอกันนานเลยนะยงฮวา เอ่อ เจ้าสบายดีใช่มั้ย”

“ขอบคุณที่ทรงถามกระหม่อม กระหม่อมสบายดี องค์หญิงก็เหมือนกันใช่มั้ยกระหม่อม” คำพูดห่างเหินของเขา ทั้งที่มันก็เป็นแค่คำพูดธรรมดาที่ฉันได้ยินจากคนอื่นทุกวัน แต่ทำไมมันช่างมีอิทธิพลต่อหัวใจของฉันเหลือเกิน เมื่อคำพูดเหล่านั้นมาจากบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉันในตอนนี้

“ไม่เลย ข้าไม่สบายใจเลยสักนิดเดียว”

“องค์หญิงเป็นอะไรไปหรือกระหม่อม” ถ้าไม่ห่วงกันจริง อย่าทำสีหน้า แววตา และน้ำเสียงแบบนั้นให้ข้าดีใจเล่นๆจะได้มั้ย ฉันทำได้แค่ต่อว่าเขาในใจ

“ข้าต้องแต่งงานกับคนที่ข้าไม่ได้รัก เจ้าจะให้ข้ารู้สึกดีได้ยังไง”

“...”

“เจ้าว่าข้า..ควรอภิเษกกับท่านคยูฮยอนมั้ย” ฉันลองเสี่ยงถามความรู้สึกของคนตรงหน้า แค่คำตอบเดียวของเขาเท่านั้น ทำไมฉันถึงคาดหวังได้มากขนาดนี้นะ หวัง..ว่าเขาจะตอบตรงใจฉันนะ แค่คำโกหกก็ได้ ช่วยพูดให้ฉันดีใจหน่อยเถอะนะ

“กระหม่อมเป็นแค่องครักษ์ มิบังอาจออกความคิดเห็นแทนองค์หญิงหรอกกระหม่อม”

“ข้าไม่ได้ถามความเห็นเจ้าในฐานะองครักษ์ ข้าถามความคิดเห็นของจองยงฮวาต่างหาก ตอบข้ามาตามความจริงว่าเจ้า..อยากให้ข้าอภิเษกกับท่านโจวคยูฮยอนหรือไม่”

“ท่านทั้งสองเหมาะสมกันที่สุด” ลมหายใจฉันสะดุดไปชั่วขณะหนึ่ง

“ข้าไม่ได้ถามเรื่องความเหมาะสม ข้าถามเจ้าว่า อยากหรือไม่อยากให้ข้าแต่งงาน” หลังจากที่หาเสียงตัวเองเจอ ฉันเริ่มขึ้นเสียงใส่คนตรงหน้า

“อยากสิกระหม่อม” เขาตอบเสียงเบาพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมายิ้มบางๆให้ฉัน จากที่เขาก้มหัวเพื่อให้เกียรติฉันตลอดบทสนทนาในครั้งนี้ ไม่ชวนทะเลาะเหมือนเคย

เขาพูดแบบนี้ หมายความว่าเขา ไม่คิดแบบเดียวกับฉันใช่มั้ย เขากำลังผลักไสฉันใช่หรือเปล่า นายช่วยสนใจฉันเหมือนที่เคยสนใจจะได้มั้ย ความรู้สึกสับสนที่กำลังจู่โจมเข้ามา นี่มันอะไรกันนะ ไม่เคยเป็นมาก่อนเลยจริงๆ

“เจ้าคิดอย่างนั้นเหรอ” ฉันรู้ตัวว่าน้ำเสียงของฉันสั่นมากแค่ไหน กระบอกตาที่เริ่มร้อนผ่าวทำให้ฉันรู้ว่าอีกไม่นานเขาจะได้เห็นน้ำตาที่แสดงความอ่อนแอของฉันแน่ๆ

“ใช่แล้วกระหม่อม กระหม่อมจะดีใจมาก ถ้าองค์หญิงได้อภิเษก..กับองค์ชายโจวคยูฮยอน” ถ้านายคิดแบบนั้นจริง ช่วยพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่านี้ เพื่อตอกย้ำให้ฉันเข้าใจว่านายรู้สึกอย่างนั้นจริงๆจะได้มั้ย  แต่ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้ฉันก็เข้าใจแล้วล่ะ

“ขอบใจเจ้ามาก..ที่ช่วยข้าตัดสินใจ ข้าจะไปตอบตกลงกับท่านพ่อ..เรื่องงานอภิเษก” ฉันต้องพยายามอย่างมากในการกลืนก้อนสะอึกลงคอ แล้วยิ้มบางๆเพื่อให้เขาเห็นว่าฉันไม่เป็นไร ก่อนจะพูดประโยคนั้นออกมา

“กระหม่อมขอแสดงความยินดีกับองค์หญิงล่วงหน้า หมดธุระขององค์หญิงแล้ว กระหม่อมขอตัว” เขาโค้งให้ฉันก่อนจะหันหลังกลับไปตามทางของเขา ทิ้งให้ฉันจมอยู่กับความรู้สึกต่างๆมากมาย และปล่อยให้น้ำใสๆไหลออกมาอย่างสุดจะอดกลั้น

 

 

เพียงแค่เขาหันหลังเดินจากไป น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็ไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ หัวใจของฉันเจ็บปวดเหลือเกินที่รับรู้ความจริงบางอย่าง ความจริงที่ว่าคนที่ฉันรัก ไม่ได้รักฉันเหมือนที่คิดเข้าข้างตัวเองมาตลอด ก็จะห้ามไม่ให้คิดได้ยังไง ในเมื่อทุกการกระทำของเขา มันทำให้ฉันเข้าใจว่าอย่างนั้น แต่ถ้าจะโทษว่าใครผิด ก็คงเป็นตัวฉันเองที่ปล่อยใจตัวเองให้โอนเอนไปหาเขา ปล่อยให้หัวใจทำหน้าที่ของมันไปเรื่อยๆ จนหลงลืมไปว่าตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเป็นใคร และเขาเป็นใคร

 
 

แต่เธอคงไม่รู้หรอกว่า เมื่อพ้นสายตาของเธอไปแล้ว คนที่เข้มแข็งที่สุดในสนามรบจะกลายเป็นคนอ่อนแอได้ถึงเพียงนี้ เพียงแค่แรงจะพยุงร่างกายตัวเองยังแทบไม่มีเหลือ เข่าทั้งสองข้างของเขาทรุดลงกับพื้น พร้อมๆกับหัวใจที่บีบรัดอย่างทรมาน เธองดงามเกินไป มีค่าเกินไป และสูงส่งเกินไป เขาเป็นเพียงแค่อัศวิน แค่ความรู้สึกที่แสดงออกว่ารักเธอก็เป็นเรื่องไม่ถูกต้องแล้ว แค่เธอมีความรู้สึกดีๆให้กับเขา มันก็มากเกินพอแล้ว เขาไม่ควรถลำลึกไปมากกว่านี้ นั่นคือสิ่งที่เขารู้ตัวเองดี

 

 

 

“ซอฮยอนหายไปไหนมา โล่งอกไปทีที่เธอปลอดภัย ดีนะที่พี่ยังไม่แจ้งท่านพ่อของเธอซะก่อน ไม่งั้นล่ะก็ เกิดเรื่องใหญ่แน่” พี่ฮโยยอนนั่นเองที่เข้ามาหาฉันทันทีที่ฉันยังไม่ทันได้ก้าวพ้นประตูห้อง

“ฮึก ฮึก” แต่ฉันยังคงเอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมสบตากับพี่เขา

“แล้วนี่เจ้าเป็นอะไร บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า หรือใครทำเจ้าร้องไห้ บอกพี่มานะ” เมื่อได้ยินเสียงฉันสะอื้น พี่ฮโยยอนจึงถามด้วยน้ำเสียงตกใจ

“ฮึก ซอไม่ได้เป็นอะไรค่ะ ซอไม่ได้บาดเจ็บ ซอสบายดี พี่ฮโยยอนไม่ต้องเป็นห่วงซอนะคะ”

“ซออยอนบอกความจริงพี่มานะ เธอร้องไห้หนักขนาดนี้ จะให้พี่เชื่อว่าเธอยังสบายดีได้ยังไง”

“ฮือออ มันไม่ยุติธรรมเลย ทำไมจะต้องเป็นซอฝ่ายเดียวที่คิดถึงเขา ดีใจเมื่อได้เจอหน้าเขา อยากกอดเขา” ฉันโผเข้ากอดพี่สาวคนสนิท แล้วร้องไห้อย่างไม่ห่วงภาพพจน์ใดๆทั้งสิ้น อยู่ต่อหน้าพี่ฮโยยอน ฉันสามารถเป็นเด็กผู้หญิงให้พี่เขาปลอบโยนได้เหมือนกับอยู่ต่อหน้าแม่ ตอนนี้ฉันเพียงแค่ต้องการที่ระบายความรู้สึกเท่านั้น พี่ฮโยยอนเป็นคนเดียวที่ฉันพึ่งพาได้ในตอนนี้

“...” พี่ฮโยยอนเป็นที่ปรึกษาที่ดี พี่เขาเปิดโอกาสให้ฉันได้พูดความรู้สึกที่มันอัดอั้นออกมาได้เต็มที่ โดยพี่เขาพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างและคอบรับฟังปัญหา ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ของฉันคือเรื่องสำคัญสำหรับพี่ฮโยยอนเสมอ ข้อนี้ฉันรู้ดี ฉันกับพี่ฮโยยอนสนิทกันมากเหมือนกับเป็นพี่น้องที่คลานตามกันมา บอกใครก็คงไม่มีใครเชื่อหรอกว่าเราสองคนเป็นเพียงแค่ลูกพี่ลูกน้องกันเท่านั้นหากจะรื้อแฟ้มประวัติออกมาสืบค้น เราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก พี่เขาคอยดูแลฉันอย่างดีมาโดยตลอด เพราะคุณแม่ของพี่เขา ซึ่งจริงๆแล้วก็คือป้าของฉันนั่นเอง ท่านเสียไปตั้งแต่ที่พี่ฮโยยอนยังเด็กมาก แม่ฉันเล่าว่าป้าฝากลูกของเธอให้แม่ช่วยเลี้ยงเพราะเห็นว่าแม่เป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตเพียงคนเดียวที่ยังเหลืออยู่ จากนั้นมา พี่ฮโยยอนก็ตามแม่เข้ามาอยู่ในวัง จนแม่มีฉัน แม่จึงให้พี่เขาเป็นทั้งเพื่อนเล่นและพี่สาวให้กับลูกคนเดียวอย่างฉัน ฉันรู้สึกขอบคุณคุณป้ามากๆที่มอบพี่ฮโยยอนให้กับแม่ของฉัน ถ้าไม่มีพี่เขา ชีวิตของฉันคงจะไร้สีสันมากกว่านี้แน่ๆ

“ซอไม่อยากแต่งงานกับพี่คยูฮยอน ทำไมเขาต้องผลักไสซอให้คนอื่นด้วย ซอไม่เข้าใจเลยจริงๆ ฮือออ”

“ซอรักเขามากใช่มั้ย” พี่ฮโยยอนขัดขึ้นเป็นครั้งแรกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“เอ๊ะ” ฉันเงยหน้าเปื้อนน้ำตาขึ้นมาสบตาพี่ฮโยยอน ดูเหมือนว่าพี่เขาจะรู้ว่าฉันกำลังรู้สึกอะไร

“เธอกำลังตกหลุมรักและรู้สึกเหมือนคนอกหัก พี่พูดถูกใช่มั้ย”

“พี่รู้ได้ยังไงคะ”

“เพราะพี่เป็นผู้เห็นเหตุการณทั้งหมดตั้งแต่ต้นน่ะสิ”

“หมายความว่าไงคะ!?” อย่าบอกนะว่าพี่เห็นเรื่องน่าอายตอนที่ฉันถามเขาเรื่องแต่งงาน

“พี่ดูออกตั้งแต่แรกว่าเธอกับยงฮวารู้สึกต่อกันมากกว่าเจ้าหญิงกับองค์รักษ์ อ่า ไม่ใช่สิ เขาเป็นอัศวินนี่นะ”

“พี่คิดอย่างนั้นเหมือนกันเหรอค่ะ ฉันไม่ได้คิดไปเองคนเดียวใช่มั้ยคะ เขาไม่เหมือนผู้ชายคนอื่นที่ฉันรู้จัก เขา..เป็นคนพิเศษ” สุดท้ายก็ต้องเป็นฉันที่พูดความจริงออกไปอย่างเขินอาย

“นี่ ซอฮยอน ฟังพี่ดีๆนะ พี่ไม่ได้ดูถูกความรักของเธอ แต่พี่แค่ไม่เห็นด้วยที่เธอจะไปรักกับเขา”

เมื่อฉันทำท่าจะขัด พี่เขาเลยรีบพูดต่อ

“พี่รู้ว่าเขาเป็นคนดี และเชื่อว่าเขาเป็นคนแบบนั้นจริงๆ ไม่ได้แสแสร้งแกล้งทำ แต่เธอจะตัดสินคนที่การกระทำอย่างเดียวไม่ได้เพราะเธอคือองค์หญิง คนทุกคนล้วนให้เกียรติเธอ ยงฮวาเองก็เหมือนกัน เธออาจคิดว่าเขาปฏิบัติดีต่อเธอเป็นพิเศษ แต่จริงๆแล้วเขาอาจทำมันไปตามหน้าที่ก็ได้นะ เธอไม่มีทางรู้หรอกว่าตอนไหนที่เขาใส่หน้ากากเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอ หรือตอนไหนที่เขาเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงให้เธอรู้ เธอเข้าใจสิ่งที่พี่กำลังจะบอกใช่มั้ย”

“พี่กำลังจะบอกว่า..เขาแค่หลอกให้ฉันเชื่อว่าเขารักฉัน อย่างนั้นใช่มั้ยคะ” อยู่ๆน้ำตาที่กำลังจะเลือนหาย ก็ปริ่มจะรินไหลออกมาจากนัยน์ตาคู่สวยอีกระลอก

“เปล่านะ เปล่าเลย พี่ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น พี่แค่กำลังจะบอกเธอว่า ระยะเวลาที่พวกเธออยู่ด้วยกัน ทำความรู้จักกันและกัน มันยังเร็วเกินไปหากจะเรียกความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นว่า..ความรัก” เห็นน้ำตาของน้องสาวสุดที่รัก คนเป็นพี่เลยก็รีบอธิบายให้เข้าใจ

“...”

“...”

“แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงคะ ว่าฉันกับเขา..เรารู้สึกแบบเดียวกัน” นี่เป็นอีกคำถามที่ฉันหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ และพี่ฮโยยอนเองก็ตอบฉันไม่ได้ด้วยเช่นกัน

“...”

 

 

 

“ท่านพ่อของยงฮวาเป็นคนรักเก่าของแม่เอง”

ความจริงข้อนี้ทำให้ฉันตกใจเล็กน้อยถึงปานกลางเลยล่ะ

“เขาเป็นองครักษ์ประจำองค์รัชทายาทซึ่งก็คือท่านพ่อของลูก” เมื่อเห็นว่าฉันเงียบไป ท่านแม่จึงเริ่มเล่าต่อ “ทั้งสองคนสนิทกันมากจนองค์รัชทายาทยกตำแหน่งพระสหายคนสนิทให้อีกหนึ่งตำแหน่ง”

“แล้วแม่รักกับท่านพ่อตอนไหนหรือคะ”

“ก็หลังจากที่เขารู้ว่าองค์รัชทายาทแอบรักคนรักของตัวเอง แล้วยอมหลีกทางให้พ่อของลูกทำความรู้จักกับแม่น่ะสิ”

“แม่ไม่โกรธเขาหรือคะ”

“ตอนแรกแม่ทั้งโกรธทั้งเสียใจที่รู้ว่าเขายกแม่ให้คนอื่นง่ายๆ แต่เพราะความดีของท่านพ่อของลูกทำให้แม่ไม่ยึดติดกับอดีตและเปิดใจยอมรับพ่อซอในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง”

เมื่อเห็นว่าฉันยังคงฟังอย่างตั้งใจ ท่านแม่จึงเล่าต่อ

“แม่กับพ่อเริ่มศึกษาเรียนรู้กันและกันมาเรื่อยๆไม่รีบร้อน จนกระทั่งพ่อของลูกขึ้นเป็นกษัตริย์ ประกาศว่าแม่คือพระชายา โดยที่ไม่สนใจกฎระเบียบข้อที่ว่ากษัตริย์จะต้องอภิเษกกับผู้ที่มีฐานะเหมาะสมเท่านั้น พ่อเขาทำให้แม่มั่นใจว่าเลือกรักคนไม่ผิด”

 

 

 

ในขณะเดียวกัน ณ ห้องอีกห้องหนึ่งซึ่งปกคลุมไปด้วยความอึดอัดชวนให้หายใจลำบากสำหรับบุคคลใจกล้าที่อยู่เบื้องล่าง

“ลูกสาวข้าน่ารัก ใครได้อยู่ใกล้ต้องตกหลุมรักอย่างแน่นอน ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เจ้าจะรู้สึกเช่นนี้”

ประโยคแรกของท่านผู้นำที่เอ่ยออกมาหลังจากที่อัศวินหนุ่มเข้ามาสารภาพความจริงบางอย่าง

“กระหม่อมรู้ตัวเองดีว่าไม่สมควรคิดเกินเลยกับองค์หญิง แต่ท่านคงทราบดีว่าความรักมันห้ามกันไม่ได้”

“ข้าไม่มีเวลามาสนใจความรู้สึกของเจ้าหรอกนะ เจ้าจงตัดใจจากลูกข้าเสียแต่ตอนนี้จะดีกว่า เพราะถึงยังไงกำหนดการอภิเษกก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้”

“กระหม่อมแค่อยากบอกท่านว่า กระหม่อมรักองค์หญิงมาก”

“...”

“รักมาก..จนไม่สามารถเสียสละองค์หญิงให้ใคร ท่านทรงได้โปรดเห็นใจกระหม่อมด้วย”

“...”

”...”

“เอาล่ะ เห็นแก่ความสุขของลูกของข้า เห็นแก่ความรักของเจ้าที่มีต่อลูกของข้า และเห็นแก่ความดีของสหายข้า ข้าจะยอมให้เจ้าปกป้องคุ้มครององค์หญิงต่อไป”

“ขอบคุณมากกระหม่อม ข้าไม่รู้ว่าจะตอบแทนท่านอย่างไรดี ขอบคุณท่านมากจริงๆกระหม่อม”

“แค่รักลูกสาวข้าให้มากอย่างที่เจ้าบอกกับข้าวันนี้ตลอดไป ข้าจะถือว่าเจ้าได้ตอบแทนข้าแล้ว”

“เรื่องนั้นท่านไม่ต้องเป็นห่วง กระหม่อมขอสัญญาด้วยเกียรติของอัศวิน”

“ก็ดี อ่อ ต่อจากนี้เจ้ากับองค์หญิงจะอยู่ในสายตาข้าตลอด เจ้าจงประพฤติตัวให้เกียรติลูกสาวข้าด้วย”

“รับทราบกระหม่อม”

 


 

ความจริงแล้วที่เขายอมใจอ่อน ก็เพราะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่ายงฮวาคือลูกชายเพียงคนเดียวของสหายคนสนิทที่ยอมสละชีวิตตนเองเพื่อเขาจากสงครามครั้งสุดท้ายที่เขากับสหายสนิทร่วมกันฝ่าฟันมา เขาถึงยอมให้ยงฮวาเข้าใกล้ลูกสาวของเขา และการกระทำของทั้งคู่ก็อยู่ในสายตาของเขามาตั้งแต่ต้น อย่างที่ให้เหตุผลไปแล้วตั้งแต่แรก ซอฮยอนเป็นคนน่ารัก ชายใดที่ได้รู้จักหรือไม่รู้จักนางต่างพากันหลงรักเพียงแค่ได้เห็นหน้า นับประสาอะไรกับชายอกสามศอกอย่างยงฮวา ทั้งที่เขาเคยคิดว่าหัวใจของอัศวินจะแข็งแกร่งดั่งหินผา แต่แล้วเขาก็รู้ตัวว่าคิดผิดตั้งแต่ตอนที่ทั้งสองคนเริ่มมีท่าทีที่แปลกไป ลูกสาวเขาจากที่ไม่เคยยอมใครกลับอ่อนข้อให้กับผู้ชายคนนี้ อัศวินที่ไม่เคยมีรอยยิ้มกลับยิ้มออกมาง่ายๆกับความไร้เดียงสาของหญิงสาวคนนี้ คนเป็นพ่อทำได้แค่ตามดูอยู่ห่างๆ จะตัดไฟตั้งแต่ต้นลมก็ไม่กล้าพอที่จะทำร้ายจิตใจลูกสาวสุดที่รัก

อ่านมาจนถึงตอนนี้นักอ่านทั้งหลายคงพอจะเดาออกว่าทุกอย่างคือ ”แผนการ” ที่ถูกวางไว้ตั้งแต่แรก ทั้งการที่เขาเลือก ”อัศวินจองยงฮวา” มาเป็น ”องครักษ์” ให้องค์หญิง ทั้งการที่ ”คู่หมั้น” ขององค์หญิงคือ ”เจ้าชายโจวคยูฮยอน” ที่ประกาศตัวว่าจะไม่รักใครอีกต่อไปเพราะเขาเพิ่งจะสูญเสียหญิงผู้เป็นที่รักไม่นานมานี้ เขาเพียงแค่ทำตามคำขอของสหายคนสนิทที่ยอมสละชีวิตตนเองเพื่อเขาก็เท่านั้น

“ขอให้ลูกชายข้าได้รับใช้ท่านต่อไปด้วยกระหม่อม ทรงเมตตาลูกชายข้าด้วยหากท่านไม่รังเกียจ ข้าอาจจะขอมากไป แต่ข้าเพียงแค่อยากให้เราทั้งสองเป็นครอบครัวเดียวกัน จะเป็นไปได้หรือไม่กระหม่อม”

 

 

“จริงเหรอคะท่านพ่อ ท่านพ่ออนุญาตให้ยงฮวาคบกับลูกแล้วเหรอคะ”

“เรียกว่าศึกษานิสัยใจคอจะเหมาะสมกว่านะ”

“ลูกดีใจที่สุดเลยค่ะ ขอบคุณท่านพ่อมากนะคะ”

“ทีอย่างนี้ยิ้มออกเลยนะ ลูกสาวตัวแสบ” ท่านแม่ยื่นมือมาลูบหัวฉันอย่างเอ็นดู หลังจากที่ท่านพ่อเดินออกจากห้องฉันไปแล้ว

“แหม แม่ก็ ซอแค่ดีใจมากไปหน่อยเท่านั้นเองค่ะ”

“สงสารก็แต่ยงฮวา คงเหนื่อยไปอีกนาน”

“ไปสงสารคนแบบนั้นทำไมคะแม่ เขาปล่อยให้ซอนอนร้องไห้ตาบวมมาตั้งหลายวัน แม่ต้องลงโทษเขาให้ซอนะคะ”

“ถ้าแม่สั่งลงโทษเขาจริง ลูกจะไม่โกรธแม่ใช่มั้ย เขาทำให้องค์หญิงเสียน้ำตาใช่มั้ย เอ ถ้าแม่จำไม่ผิด โทษของเขานี่ต้องโดนขังคุกใต้ดินกี่วันนะ รู้สึกจะอาทิตย์นึงล่ะมั้ง ฉันจำถูกมั้ยฮโยยอน”

“ใช่ค่ะ ท่านน้า”

“ไม่เอาแบบนั้นนะคะ!” ฉันรีบห้ามความคิดท่านแม่เสียงดัง

“ตกลงจะเอายังไงคะ จะให้แม่ลงโทษว่าที่ลูกเขยอีกหรือเปล่า”

“ว่าที่ลูกเขยอะไรกันคะ ซอแค่จะคบกับเขานะคะ ไม่ได้จะแต่งงานกันซะหน่อย” ฉันแทบไม่รู้ตัวเลยว่าหน้าตัวเองแดงขนาดไหน

“งั้นแม่ไปบอกท่านพ่อของลูกให้เอามั้ยว่าแค่เลื่อนงานอภิเษกลูกกับเจ้าชายคยูฮยอนออกไปก่อนระหว่างนี้ลูกก็ศึกษาดูใจกับท่านยงฮวาไป”

“ไม่นะคะ ซอไม่อภิเษกกับพี่คยูฮยอนนะคะ”

“ลูกคนนี้นี่จะเอายังไง หืม”

“ก็..ก็..คบกับยงฮวาไปเรื่อยๆ แล้วค่อยแต่งงานกันเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม แม่ว่าไงคะ” ต้องพูดอะไรแบบนี้ออกมา ฉันเขินนะ ถึงจะอยู่ต่อหน้าแม่กับพี่ฮโยอนก็เถอะ

“คิก คิก”

“นี่ท่านแม่กับพี่ฮโยยอนแกล้งซอเหรอคะ ซอจะงอนแล้วนะ”

“โอ๋ๆๆ ไม่งอนนะคะ แม่กับฮโยยอนแค่ลองใจลูกเท่านั้นเอง นี่ดูท่าว่าลูกจะตกหลุมรักท่านอัศวินจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้วนะ”

“แม่คะ!

“เขินเหรอองค์หญิง เวลาเจ้าเขินแล้วน่ารักมากเลยนะ ข้าชอบมากเลย” เสียงเข้มที่ฟังดูเหมือนพยายามดัดเสียงเต็มที่เอ่ยขึ้นบ้าง

“พี่ฮโยยอน!

“คิก คิก คิก”

“ซอไม่พูดด้วยแล้ว” สะบัดหน้าหนีแบบงอนเต็มที่ จะไม่ให้หันหน้าหนีได้ไง ก็ตอนนี้ฉันเขินจนแก้มจะระเบิดอยู่แล้ว

 

“องค์หญิง ตื่นได้แล้วนะ”

“อือ ขอซอนอนต่ออีกหน่อยนะคะ” มีใครเคยบอกมั้ยว่าท่าทางเหมือนลูกแมวขององค์หญิงซอฮยอนมันน่ารักน่ากอดมากขนาดไหน

“ท่านลืมไปแล้วเหรอว่าต้องเรียนศิลปะการป้องกันตัวกับข้านะ”

“เจ้า!” น้ำเสียงที่คุ้นเคยทำให้ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาและหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง “นี่เจ้าเข้ามาห้องข้าได้ยังไง ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ ก่อนที่ใครจะมาเห็นเข้า”

“เป็นห่วงข้าเหรอ”

“ปะ..เปล่าซะหน่อย แค่..ข้าแค่ไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด คิดว่าเจ้าทำอะไรไม่เหมาะสมกับข้า..ก็เท่านั้น”

“อะไรที่ไม่เหมาะสม นี่มันเป็นแบบไหนเหรอ หืม” คนบ้า แอบเข้าห้องคนอื่นไม่พอ จะยื่นหน้ามาใกล้ขนาดนี้ทำไม่เล่า

Chu!

“อรุณสวัสดิ์นะซอฮยอน”

“เจ้า!

ไม่ปล่อยให้ฉันหายตกใจกับการกระทำอันอุกอาจนี้ ริมฝีปากหนาก็เลื่อนมาลิ้มรสหวานของริมฝีปากบางอีกครั้งและยาวนานกว่าครั้งก่อน คิดถึง ห่วงหา และรักมาก คือสิ่งที่ถูกถ่ายทอดด้วยสัมผัสทั้งหมดนี้

“ลุกไปแต่งตัวได้แล้วก่อนที่ข้าจะอดใจไม่ไหว ข้าจะรอข้างนอกนะ อย่านานนักล่ะ แค่นี้ข้าก็คิดถึงเจ้าจนไปไหนไม่รอดแล้ว”

“ไอ้อัศวินบ้า ฉันก็เขินเป็นนะ” ฉันปาหมอนไปโดนประตูที่ถูกปิดลง ก่อนจะก้มลงกรี๊ดกับหมอนอีกใบ  

เสียงโวยวายที่ดังเล็ดลอดออกมาเรียกรอยยิ้มของอัศวินหนุ่มรูปงามนามจองยงฮวาได้เป็นอย่างดี

แบบนี้สินะที่เรียกว่าความรักคับอกจนหัวใจพองโต

ช่างเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ...

 

 

 

 

ก่อนที่ไรต์เตอร์จะพาออกนอกทะเลไปมากกว่านี้ ขออนุญาตตัดจบนะคะ แง ไม่รู้ว่าจบถูกใจรีดเดอร์หรือเปล่า ชอบหรือไม่ชอบก็เม้นบอกเค้าหน่อยน้า เผื่อมีเรื่องต่อไปจะได้เดาใจรีดเดอร์ถูก55555 ขอโทดที่หายไปนานเว่อๆนะคะ เกิดอาการสมองตันจนเกือบจะต่อไม่ติด ตอนแรกกะว่าจะลบไปแล้วค่ะแต่พอเข้ามาเห็นจำนวนคนอ่านเพิ่มขึ้นก็เลยยังไม่ลบดีกว่า รอคอมเม้นอยู่นานก็ไม่ขยับสักที แอบน้อยใจเบาๆ แต่ไหนๆก็ไหนๆละ เอาว่ะ แต่งต่อก็ได้ เพื่อห้าคอมเม้นของรีดเดอร์ใจดี ยังไงก็รอคอมเม้นจากรีดเดอร์คนอื่นอยู่น้า .///////.

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ MysteryMuay จากทั้งหมด 6 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

8 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 29 ตุลาคม 2557 / 00:28
    ในที่สุดก็สมหวังนะคะท่านองครักษ์ยง  รู้สึกแกจะเปิดเผยแล้วรุกหนักเลยเนอะ   ท่านหญิงตามแกไม่ทันหรอก  ถึงมันจะสั้นไปหน่อย ความหวานยังไม่เรียลมากเลยค่ะไรท์เตอร์  ถ้ามีเวลามาอัพต่อความหวานยงซออีกนะคะ จะรอจ้าสู้ๆๆๆๆ
    #5
    0
  2. #4 only
    วันที่ 17 ตุลาคม 2557 / 00:41
    เพราะเอกนางเอกไม่ยอมกันเลยทั้งคู่

    #4
    0
  3. #3 แฟนคลับ
    วันที่ 9 ตุลาคม 2557 / 22:59
    รอติดตามนะคะ เนื้อเรื่องสนุกดี ไรเตอร์สู้ๆ
    #3
    0
  4. #2 ใบหญ้า
    วันที่ 8 ตุลาคม 2557 / 08:48
    น่ารักดีค่ะ รอติดตามนะค่ะ....แต่อย่าให้ต้องนานนะค่ะ..อยากอ่านต่อแล้วอ่ะ
    #2
    0
  5. #1 Ppanit (@p-pa-ph) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 / 10:11
    น่ารักอ่ะ องครักษ์กับองค์หญิง
    #1
    0