คัดลอกลิงก์เเล้ว

The First Impression : ครั้งแรก ครั้งหนึ่ง บน MRT

โดย BlueCarlendar

เมื่อเขาได้เจอกับเธอ บนรถไฟฟ้า MRT นั้น ภายในเวลาจำกัด เขาจะสามารถทำความรู้จักกับเธอได้ไหม..

ยอดวิวรวม

13

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


13

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  10 ต.ค. 61 / 07:58 น.
The First Impression : ครั้งแรก ครั้งหนึ่ง บน MRT | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
.."คุณจำความรู้สึกแรกของคนที่คุณเข้าไปจีบคนแรกได้หรือเปล่า?" เป็นเรื่องราวในความทรงจำของ 'เปรม' สถาปนิกหนุ่มผู้ซึ่งเรียกตัวเองว่า 'ราชาแห่งนก' เนื่องจากนกทั้งปีทั้งชาติ แต่เรื่องราวความนกนั้น ไม่ได้มีเพียงความเศร้าเสียใจเพียงอย่างเดียว บางครั้งความนกมันก็มีความหมายของมัน และมันก็ได้ให้อะไรกับตัวเราได้มากกว่าที่ตัวเราคิด เรื่องนี้จะเป็นเรื่องเล่าความนกที่มีความหมายต่อตัวเขาเป็นอย่างมาก..

เนื้อเรื่อง อัปเดต 10 ต.ค. 61 / 07:58


เรื่องสั้น - 03 : [The First Impression] ครั้งแรก ครั้งหนึ่ง บน MRT

 [ได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์จริงของผู้เขียน]

เมื่อเขาได้เจอกับเธอบน MRT ภายในเวลาจำกัด เขาจะได้รู้จักกับเธอคนนั้นได้ไหมนะ?

 

                        ผมชื่อเปรมครับ ผมยังจำเหตุการณ์นั้นได้ดี ต้องย้อนไปเมื่อปีพ.ศ. 2557 ตอนผมศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ในช่วงก่อนจะขึ้นปี 5 ผมจะต้องผ่านการฝึกงานเพื่อที่จะมีสิทธิ์ทำวิทยานิพนธ์ได้ แล้วในระหว่างที่ผมกำลังขึ้น MRT ไปส่ง Portfolio เพื่อขอสมัครฝึกงานนั่นเอง ผมก็ได้เจอกับเธอ

                        ผมเห็นเธอเดินขึ้น MRT มาจากสถานีไหนจำไม่ได้ น่าจะแถวๆ สุทธิสาร ไม่ก็รัชดาภิเษก เธอน่ารักมาก หน้าตาจิ้มลิ้ม ออกหมวยนิดๆ ผิวขาว ผมยาว หุ่นเพรียว บอบบาง ดูน่าทะนุถนอม เธอมาในเครื่องแบบเสื้อเชิ้ตสีขาว กระโปรงจีบสีกรมท่ายาวเลยเข่า ของมหา'ลัยเธอ ดูเรียบร้อย ติดอย่างเดียวเธอดันใส่รองเท้าแตะ จากที่น่าจะดูสง่าเรียบร้อย เลยกลายเป็นดูสบายๆไป  แต่ในจังหวะนั้น ผมลืมไปเรื่องสเป๊คของตัวเองไปจนหมดสิ้นแล้ว ผมรู้แค่ว่าเธอน่ารักธรรมชาติ น่ารักในความเป็นจริง น่ารักแบบจับต้องได้ ไม่เลิศหรูอลังการแบบดารานางแบบที่เสริมเติมแต่งมากมายกว่าจะได้ขนาดนั้น เธอเป็นคนที่โดนใจผมที่สุดตั้งแต่เกิดมา

                        เรายืนกันอยู่ที่ข้างประตูแรกของโบกี้หัวขบวน ผมยืนอยู่ฝั่งประตูบานขวาพิงวงกบประตูหันข้างให้เธอ เธอยืนฝั่งประตูบานซ้ายพิงผนังห้องคนขับหันหน้ามาทางผม ผมได้แต่แอบลอบมองเธอ ผ่านหางตาบ้าง ผ่านเงาสะท้อนกระจกประตูรถบ้าง หันมองตรงๆ ตอนเธอก้มหน้าเล่นโทรศัพท์บ้าง ครั้งแล้ว ครั้งเล่า จนรู้สึกตัวอีกที ผมก็หยุดมองเธอไม่ได้ จนผ่านไป 2-3 สถานี ก็เหมือนว่าเธอจะเริ่มรู้สึกตัวว่าผมแอบมองเธออยู่ เพราะผมเผลอแอบมองเธอแล้วไปประสานสายตากับเธออยู่หลายครั้ง แต่เธอก็เล่นโทรศัพท์อะไรของเธอไปเรื่อยๆ บางทีผมก็แอบคิดว่าเธออาจจะเริ่มกลัวผมแล้วก็ได้

                        ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ไม่ว่าจะมีคนขึ้น-ลงไฟฟ้ากี่สถานี ก็ไม่มีใครเข้ามาขวางระหว่างผมกับเธอเลยสักครั้ง วันนั้น Space ระหว่างผมกับเธอว่างตลอดเส้นทาง ผมเริ่มรู้สึกประหม่า เหงื่อเริ่มซึมออกฝ่ามือ แล้วยิ่งลอบมองเธอมากเท่าไหร่ เรี่ยวแรงที่เคยเต็มเปี่ยมก็เหมือนจะลดลงเรื่อยๆ มือเริ่มสั่น ขาเริ่มอ่อนแรง จนรู้สึกแทบไม่มีแรงจะยืน ใจผมเต้นตึกตักๆ อย่างแรงจนผมรุสึกได้ถึงแรงเต้นของหัวใจ

                        จนรถไฟฟ้าวิ่งไปได้ประมาณครึ่งทาง ผมที่แอบเหลือบลอบมองเธอก็ต้องตาค้างกับภาพที่เห็น เธอกำลังรวบผมขึ้นมัด โชว์ลำคอขาวเรียว หันหน้าเอียงๆ เล็กน้อย ริมฝีปากเม้มคาบยางมัดผมไว้ แสงไฟสีเหลืองของ MRT ยิ่งทำให้ผิวเธอเนียนขึ้นไปอีก พระเจ้าา! นี่เป็นภาพการมัดผมที่สวยงามที่สุดในชีวิตที่ผมเคยเห็นมา จังหวะนั้นผมลืมตัวเผลอหันไปมองเธอตรงๆ ตาค้างแบบไม่สนแล้วเธอจะรู้ไหม ผมเพิ่งจะได้เข้าใจความรู้สึกที่ว่า 'เมื่อที่เราประทับใจในอะไรสักอย่างแบบฉับพลันแล้ว เวลาจะหยุดลง' กับคำว่า 'ราวกับต้องมนต์' มันเป็นยังไง จนเธอเหลือบสายตาขึ้นมา ผมถึงได้สติรีบหันหน้ากลับมาหน้าตรงตามเดิม แต่ในใจผมนี่สิ เต้นโครมครามหนักกว่าเดิมซะอีก ถึงจะไม่แน่ใจ แต่ผมก็ตอบตัวเองได้ว่า ในชั่ววินาทีนั้น ผมคิดว่าผมตกหลุมรักเธอเข้าอย่างจังซะแล้ว

                        ผมได้แต่ถามตัวเองว่า บ้าเอ๊ย!.. จะทำยังไงดีวะ จะเข้าไปทักเค้าดีไหม แล้วถ้าเข้าไปจะเริ่มยังไงดี จะพูดอะไรยังไงดี เค้าจะรังเกียจเราไหมวะ ถ้าเค้าทำท่าทีรังเกียจเราจะทำยังไงดีคำถามนับร้อยผุดขึ้นมาในหัวผมอย่างกับดอกเห็ด แต่ขาซ้ายผมกลับ แอบแยกออกไปทางเธอ เพื่อเตรียมพร้อมที่จะก้าวเข้าไปแล้ว

                        จนอีก 2 สถานีก็จะถึงสถานีศูนย์สิริกิติ์ที่ผมจะต้องลง ผมก็ยังคงค้างตัวแข็งอยู่ท่านั้น คนในโบกี้ก็เริ่มบางตาลง จนกลายเป็นว่า ที่ว่างหน้าห้องคนขับ เหลือผมกับเธอยืนกันอยู่แค่ 2 คนเสียแล้ว ผมเห็นแบบนั้นจึงตัดสินใจแน่วแน่ ไม่ว่ายังไง ผมจะต้องเดินเข้าไปทักเธอ แล้วขอ Line ขอ Facebook หรืออะไรก็ตามที่ผมจะสามารถติดต่อเธอได้ ที่เหลือก็คือ ผมจะกล้าพอหรือเปล่าเพียงเท่านั้น

                        ผมที่เตรียมตัวจนพร้อมแล้ว ความกล้าที่รวบรวมมาก็เกือบจะเต็มแล้ว  อีกแค่นิดเดียว ผมก็จะกล้าพอที่จะเข้าไปทักเธอ จนไปถึงสถานีสุขุมวิท สถานีต่อไปจะเป็นสถานีศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นสถานีปลายทางของผมในวันนี้ จึงเหลือเวลาอีกแค่สถานีเดียวที่ผมจะได้มีโอกาสรู้จักเธอ

                        ผมเติมเกจความกล้าของผมจนเต็ม ผมพร้อมแล้วที่จะเข้าไปหาเธอ แต่จังหวะที่ผมกำลังสืบเท้าออกไปหาเธอได้เพียงครึ่งก้าวนั้น 'ตี๊ดๆๆๆๆ' เสียงประตูรถไฟฟ้าเปิดก็ดังขึ้น ผู้โดยสารจำนวนมากต่างหลั่งไหลเข้ามาจนเต็ม ผมและเธอจึงถูกเบียดดันเข้ากับผนังด้านหลังตนจนชิด สุดท้ายช่องว่างระหว่างผมกับเธอก็ได้ถูกถมจนเต็มเสียแล้ว ผมที่กำลังจะก้าวเข้าไป จึงต้องชักเท้ากลับมายืนอยู่ที่เดิม

                        แต่ผมยังไม่ยอมแพ้ ผมถามตัวเองว่า จะเอายังไงดี จะฝ่าคนไปหาเธอเลยดีไหมนะ เวลาของผมใกล้จะหมดลงแล้ว จนรถไฟฟ้าเคลื่อนออกจากสถานี ผมค่อยๆ แทรกตัวเข้าไปหาเธอ แทนที่คนข้างหน้าไปทีละคน ในใจก็เต้นตึกตักๆ เหงื่อยังคงซึมออกมาจากฝ่ามือ จนเหลือคนขวางอยู่อีกเพียง  2 คนก็จะถึงตัวเธอ แต่แสงสว่างจากชานชาลาสถานีสุดท้ายของผมก็สว่างวาบขึ้น ศูนย์สิริกิติ์ ศูนย์สิริกิติ์ เสียงประกาศอัตโนมัติดังขึ้น ผมมาถึงสถานีปลายทางของผมแล้ว ผมแทรกตัวแทนที่อีก 1 คนได้สำเร็จ จนเหลืออีกแค่ 1 คนกั้นเท่านั้น 'ตี๊ดๆๆๆ' เสียงประตูเปิดครั้งสุดท้ายดังขึ้น ผมต้องลงแล้ว ทั้งๆ ที่ใจผมอยากจะเทเรื่องการส่ง Portfolio ทิ้งไปเสียตรงนั้น ขอเวลาให้ผมอีกแค่สถานีก็ยังดี แต่สุดท้ายผมก็ต้องตัดสินใจเบี่ยงตัวหลบเธอ แล้วลงจากรถไฟฟ้าคันนั้นไป โดยที่เธอเองก็ไม่ได้หันมามองผมเลยแม้แต่น้อย

                        ตอนที่ลงมาจากรถแล้วนั้น ผมยังคงเหลียวกลับไปมองเธออยู่อย่างไม่วางตา มันเป็นความรู้สึกของการที่ต้องจากลากับใครสักคนโดยที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาพบกันอีกไหม ผมเดินขึ้นบันไดเลื่อนไป แล้วรถไฟฟ้าคันนั้นก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากชานชาลาไป ผมตกอยู่ในอารมณ์ของคนอกหักทันที มันเป็นเวลาวันที่ผมได้ตกหลุมรัก และได้อกหัก ครบจบ 1 วงจร ภายในเวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมง

                        เมื่อผมหลุดออกมาจากมิติของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ได้ ผมรู้สึกอึดอัด อัดอั้น เหมือนกับมีอะไรจะระเบิดออกมาจากในอก จนผมต้องโทรบอกเพื่อนว่าผมอกหักซะแล้ว พร้อมกับเล่าเรื่องราวทั้งหมดแบบคร่าวๆ ให้เพื่อนของผมฟัง หลังจากวันนั้นมา ผมก็ไม่ได้เจอกับเธออีกเลย จนถึงตอนนี้ แม้ว่าผมจะยังจำทุกเหตุการณ์ ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนั้นได้ชัดเจน แต่มีเพียงใบหน้าของเธอคนนั้นเท่านั้น ที่ผมไม่สามารถจดจำมันได้เสียแล้ว

                        ผลสุดท้ายกลายเป็นว่า ผมจะตกอยู่ในสภาวะถูกลบเกราะตลอดเวลาที่ได้เห็นหญิงสาวในเครื่องแบบนั้น เพราะผมรู้สึกว่าเหล่าหญิงสาวที่เรียนนั่นส่วนใหญ่ มักจะมีออร่าที่ให้ความรู้สึกคล้ายๆ กันอยู่ ทำให้ผมกลายเป็นคนที่แพ้ทางความสดใส น่ารัก เรียบร้อย แต่สง่านั้นไปเสียแล้ว

                        ตั้งแต่นั้นมา ผมจึงตั้งปณิธานไว้กับตัวเองว่า ถ้ามีโอกาสได้เจอใครที่ทำให้ผมรู้สึกได้แบบนั้น ผมจะไม่มัวมาพิรี้พิไรอีกแล้ว และจนมาถึงวันนี้ เป็นเวลาประมาณ 5 ปีแล้ว ผมเพิ่งจะได้เจอคนที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนั้น ถึงขนาดรู้สึกว่าผมปล่อยเธอผ่านไปไม่ได้ อีกเพียงแค่คนเดียว ก็ยังไม่มีใครที่สามารถทำให้ผมรู้สึกแบบนั้นได้อีกเลย..

-THE END-

BLUE CALENDAR

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ BlueCarlendar จากทั้งหมด 5 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น