ตำรับรักจอมนาง (สนพ.ดีต่อใจ)

ตอนที่ 4 : บทที่ 4 ไม่ว่าอาชีพใดล้วนมีจ้วงหยวน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 65,217
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,557 ครั้ง
    10 มี.ค. 62


วัฒนธรรมอาหารจีนในโลกเดิมนั้นประกอบด้วยอิทธิพลแนวทางอาหารทั้ง 8 ซึ่งได้แก่ กวางตุ้ง เสฉวน ซันตง เจียงซู อันฮุย ฮกเกี้ยน หูหนัน และเจ้อเจียง นอกจากนี้ในยุคอาหารจีนร่วมสมัยยังได้มีการแบ่งแยกย่อยตามพื้นที่ไปอีก เช่น เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่ง สำหรับเลี่ยงหลินนั้น ได้รับการปลูกฝังพื้นฐานจากบิดาที่เป็นเชฟมาอย่างสมดุล ช่วงรุ่งเรืองของชีวิตนางสนใจค้นคว้าอาหารซันตงที่เน้นกรรมวิธีการประกอบเพื่อราชวงศ์และชนชั้นสูงเป็นพิเศษ


เดิม อูช่างหลาง หรือ ชาร์ลี วู บิดาของ อูเลี่ยงหลิน ในชาติก่อน มีชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวตั้งแต่สมัยสงครามระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นกลุ่มคนในรุ่นที่เรียกว่า Baby boomer[1] อพยพหนีตายจากจีนแผ่นดินใหญ่ไปยังทวีปยุโรปช่วงแรก ๆ เลยก็ว่าได้ และประเทศที่อูช่างหลางถูกพัดพาไปตั้งรกรากก็คือฝรั่งเศส บิดาของนางเคยเล่าให้ฟังว่าเขาตัวคนเดียว พลัดหลง ไร้ญาติขาดมิตร ถูกทางการฝรั่งเศสกักตัวและส่งเข้าสถานสงเคราะห์นานร่วมปี จนกระทั่งโชคชะตานำพาให้ได้พบกับ เชฟโจแอลล์ มาร์แตง พ่อครัวใหญ่ เจ้าของภัตตาคารเก่าแก่ระดับมิชลินสองดาว “เลอ มาร์แตง” เขาถูกเชฟโจแอลล์รับอุปการะ ด้วยความขยันและต้องการตอบแทนบุญคุณ บิดาของนางจึงพยายามเรียนรู้อย่างหนักหน่วง แน่นอนว่าครัวฝรั่งเศสไม่เหมือนครัวจีนแม้แต่น้อย แม้แต่รากฐานแนวคิดก็เริ่มต้นไม่เหมือนกันแล้ว ถึงอย่างนั้นเขาก็สู้อย่างไม่ย่อท้อจนสำเร็จทุกหลักสูตรตามที่เชฟโจแอลล์สอนสั่ง ได้ขึ้นเป็นผู้ช่วยพ่อครัวใหญ่ด้วยวัยเพียง 16 ปี


แต่คนเอเชียในแวดวงอาหารฝรั่งเศสชั้นสูง ใช่ว่าจะไม่มีแรงต้าน อูช่างหลางถูกบททดสอบในชีวิตหลายครั้งหลายครา ไม่ว่าจะเป็นจากชาวฝรั่งเศส ชาวจีนเพื่อนร่วมชาติ หรือนานาประเทศ เขาเป็นเหมือนเป็ดหลงที่ลืมรากเหง้า ไร้ความรู้ในการทำอาหารจีนโดยสิ้นเชิง เมื่อถูกท้าทายจนพ่ายแพ้แม้จะเป็นในรูปแบบอาหารจีน แต่แน่นอนก็พาลให้เสื่อมเสียชื่อเสียงกระทบถึง เลอ มาร์แตง ที่เป็นต้นสังกัด


ด้วยไม่อาจแบกรับความละอายเช่นนั้นได้อีก อูช่างหลางจึงฝึกฝนค้นคว้าแทบล้มประดาตาย ออกเดินทางรอบโลก เขาไม่สนใจว่าจะเป็นอาหารเชื้อชาติใด ใช้วัตถุดิบประเภทไหน ทุกอย่างเมื่ออยู่ตรงหน้าเขาล้วนไร้กำแพงกีดกั้น ผ่านการเคี่ยวกรำตัวเองและแข่งขันอย่างหนักหน่วง ฝึกปรือฝีมือจนเฉียบคม และแล้วความพยายามทั้งหมดมวลก็สัมฤทธิ์ผล เขาถูกยกย่องในฐานะเชฟผู้รังสรรค์วัฒนธรรมผ่านจานอาหาร แน่นอนว่าไม่มีใครไม่รู้จัก ชาร์ลี วู บุรุษแห่งอาหารฟิวชั่น[2]ยุคใหม่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแนวอาหารถนัดอย่างฝรั่งเศส เขาไม่เคยพ่ายแพ้อีกเลย และก้าวสู่ตำแหน่งเชฟใหญ่อย่างมั่นคง จากนั้นเขาได้แต่งงานกับ เปโครีน มาร์แตง ลูกสาวคนเล็กของเชฟโจแอลล์ ในรุ่นของเขา เลอ มาร์แตง ได้ครอบครองเกียรติยศสูงสุดนั่นคือดาวมิชลินดวงที่สาม กลายเป็นจุดแวะสำคัญที่นักท่องเที่ยวทั่วโลก คนดัง และแม้แต่พระสันตะปาปายังต้องมา


“นายหญิงเจ้าคะ” ได้ยินน้ำเสียงของจิ่งหลิวเอ่ยเรียกพร้อมสัมผัสแผ่วเบาที่ต้นแขน ดวงตาเรียวยาวจึงหันไปมองอย่างใคร่รู้ “ถึงอารามไป๋หยุนแล้วเจ้าค่ะ”


นายหญิงของนางเหม่อลอยอีกแล้ว ไม่อาจทราบได้ว่ามีเรื่องใดในใจ หรือกำลังคิดถึงตวนอ๋องกัน


“ตรงจุดนี้เป็นที่พักรถม้า นับจากนี้ต้องรบกวนแม่นางเดินขึ้นขอรับ บันไดเพียงสองร้อยขั้นเท่านั้น” นักพรตน้อยกล่าว


ขับรถม้าจนถึงลานพักได้เพียงเท่านี้ มองไปรอบ ๆ ลานดิน ก็พบว่าทั้งหมดขึ้นมาบนเนินเขาที่ไม่ชันเท่าไรนัก และเมื่อมองต่อไปยังบันไดเส้นที่นักพรตน้อยบอก ดูเหมือนระยะไม่ได้ไกลมาก อีกทั้งกว้างและมีช่วงพักเท้าค่อนข้างเยอะ เลี่ยงหลินคิดว่าตนเองเดินไหว “เช่นนั้นเราจอดรถม้ากันไว้ที่นี่ ท่านนักพรตน้อยได้โปรดนำทาง”


คนดูแลคอกม้าของอารามเข้ามารับช่วงต่อจากป๋าไห่ “ฝู่สือจะคอยดูแลรถม้าให้ทุกท่าน” นักพรตน้อยแนะนำชายวัยกลางคนให้ทุกคนรู้จัก เจ้าของนามโค้งศีรษะทักทาย


เห็นดังนั้นจิ่งหลิวจึงหยิบเอาเพียงย่ามผ้าที่มีของมีค่าติดตัวมา บนรถหลงเหลือแต่พวกเสบียงและทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ไม่มีราคาค่างวดมากนัก


อย่างไรก็ตาม ด้วยความห่วงแสนห่วงนายหญิง สาวใช้ผู้ภักดีจึงเดินประคองแขนเรียวเอาไว้ตลอด ไม่กล้าปล่อยให้คลาดสายตา


ฝ่ายเลี่ยงหลินนั้นเพลิดเพลินกับบรรยากาศร่มรื่นของอาราม รู้สึกเหมือนตนเองได้มาพักร้อนเที่ยวชมวัฒนธรรมโบราณ นานแล้วที่เรื่องงานและเรื่องเที่ยวของนางแยกกันไม่ออก เดินทางไปลอนดอน สิงคโปร์ วิ่งรอกกลับมาโตเกียว แต่ก็ไม่เคยได้แวะดื่มด่ำกับสถานที่ใดที่หนึ่ง


“บรรยากาศที่นี่สงบดีเหลือเกิน” นางมองบันไดหินสีขาวที่เชื่อมต่อไปยังตัวอาราม เนินสูงมองเห็นทิวทัศน์ชุมชนด้านล่าง เกิดเป็นภาพน่าชม “เมฆขาวกลางท้องฟ้าเช่นนี้นี่เองอารามแห่งนี้จึงชื่อว่าไป๋หยุน”


นักพรตน้อยยิ้มเจือจาง “แม่นางกล่าวถูกต้องแล้ว แรกเริ่มท่านเจ้าอารามรุ่นที่หนึ่งได้รับพระเมตตาจากองค์ฮ่องเต้เซิงตี้ จึงเลือกเอาเนินที่มีภูมิทัศน์ดีที่สุดในเขตเมืองไท่ฉางก่อสร้างเป็นอารามขาวพิสุทธิ์ดั่งแดนสวรรค์ เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจให้แก่ชาวบ้านในภาคกลางจนถึงเมืองหลวงได้เดินทางมาสักการะใกล้ ๆ โดยไม่ต้องลำบากเดินทางแสวงบุญระยะไกล อารามแห่งนี้จึงก่อตั้งด้วยเจตจำนงที่ว่า เน้นการเผยแผ่หลักเต๋าเพื่อความสงบในชีวิตให้แก่ทุกผู้ในพื้นที่ข้างเคียง ให้ทุกคนได้เข้าถึงหลักความดีง่าย ๆ ในทุกวัน ทางสู่สวรรค์นั้นล้วนอยู่ใกล้เรือนขอเพียงตระหนักและไม่มองข้าม สิริรวมที่เหล่านักพรตสำนักไป๋หยุนยึดมั่นในอุดมการณ์นี้ก็ต่อเนื่องยาวนานมากว่าหนึ่งร้อยหกสิบปีแล้ว”


พูดคุยกันไปด้วยระหว่างทาง ไม่ทันไรก็เดินถึงที่หมายเสียแล้ว อารามด้านบนเป็นสีขาวล้วนดังเช่นที่นักพรตน้อยกล่าว หินอ่อนเหล่านี้ยังคงความสง่างามเหนือกาลเวลา หลังคาเป็นกระเบื้องซ้อนทรงเจดีย์แปดชั้น รายล้อมด้วยรูปปั้นนักรบสวรรค์ซึ่งก่อจากหินปูนขาว ตั้งเรียงตามทางเดินเป็นแนวยาว รวมถึงตามมุมต่าง ๆ ของสวนป่าเขียวชอุ่ม


ว่าแล้วก็นึกอยากถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเหลือเกิน เสียแต่ในโลกนี้ไม่มีเทคโนโลยีแบบนั้น


“ศิษย์น้องฉาง พาคนครัวกลับมาแล้วหรือ” นักพรตกลุ่มหนึ่งเอ่ยทัก สีหน้าท่าทางล้วนแฝงแววยินดีที่แก้ไขปัญหาจนได้


“ขอรับศิษย์พี่ แม่นางท่านนี้ พลันนักพรตน้อย เจ้าของนามฉางชิงเพิ่งนึกได้ว่าตนยังไม่ได้ถามชื่อแซ่อีกฝ่าย


“เรียกข้าว่าแม่นางเจียง” เลี่ยงหลินเอ่ย “ด้านหลังนี้คือผู้ติดตามของข้า จิ่งหลิวและป๋าไห่ ขอรบกวนท่านนักพรตด้วย”


“มิกล้า ๆ” นักพรตผู้เป็นศิษย์พี่กล่าวอย่างเกรงใจ “แม่นางเจียงและคณะเชิญที่โรงครัวด้านนี้เถิด พวกข้าได้เตรียมวัตถุดิบต่าง ๆ คัดสรรไว้ให้แล้ว”


เพราะกลัวจะปรุงอาหารไม่ทัน ทันที่ที่ขึ้นมาถึงบนอาราม ทั้งหมดก็ถูกนำทางไปยังโรงครัวทันที


“ระหว่างทางศิษย์น้องได้แจ้งรายละเอียดให้แม่นางเจียงรับทราบบ้างแล้วหรือไม่” นักพรตคนเดิมเอ่ยถาม


“ได้แจ้งบางส่วนแล้วขอรับศิษย์พี่เถา แม่นางเจียงมีความสามารถในการปรุงอาหารเจเช่นกัน”


นักพรตเถาพยักหน้าอย่างพอใจ “งานเลี้ยงจะเริ่มยามโหย่ว[3] แม่นางเจียงมีหน้าที่เตรียมอาหารสำหรับนักพรตชั้นผู้ใหญ่ทั้งสิ้นหกท่าน และฝั่งนายกองหานพร้อมผู้ติดตามอีกสองท่าน นอกเหนือจากนั้นข้าได้จัดลูกมือไว้ให้ แม่นางไม่จำเป็นต้องลงมือทำจานที่จะจัดขึ้นโต๊ะของพวกศิษย์ด้วยตัวเอง เพียงแต่บอกให้พวกผู้ช่วยทำตามก็พอ”


ตอนนี้ยามเว่ย[4]แล้ว ถึงเตรียมอาหารสำหรับ 9 คน ก็ไม่ถือว่าเหลือบ่ากว่าแรงสำหรับเชฟมืออาชีพอย่างเลี่ยงหลิน


“อาหารที่ต้องขึ้นโต๊ะนั้นให้จัดเป็นชุดสำหรับรับประทานคนเดียว แม่นางสามารถเลือกได้อย่างอิสระว่าในแต่ละชุดนั้นจะประกอบด้วยอะไรบ้าง แต่หากให้ข้าแนะนำก็คงนึกออกเพียงตามความเคยชิน ส่วนใหญ่วัตถุดิบหลักของทางอารามคือเต้าหู้ และผักต่าง ๆ ตามฤดูกาล หากแม่นางต้องการอะไรเพิ่มเติมสามารถแจ้งศิษย์น้องฉางได้ทุกเมื่อ เขาจะคอยอยู่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ระหว่างที่แม่นางปรุงอาหาร”


นักพรตน้อยหันมายิ้มให้ความมั่นใจแก่เจียงเลี่ยงหลิน


“ขอบคุณท่านนักพรตมาก ตอนนี้ข้าเข้าใจรายละเอียดต่าง ๆ มากขึ้นแล้ว” เสียงหวานรับคำ เมื่อเห็นดังนั้นกลุ่มศิษย์นักพรตรุ่นพี่จึงแยกตัวออกไปครั้นถึงโรงครัว


ห้องครัวของอารามไป๋หยุนมีขนาดใหญ่และสูงโปร่ง คงเพราะจัดไว้สำหรับรับรองนักพรตในอารามที่มีเกือบร้อยชีวิต พวกเขาจัดเตรียมผู้ช่วยเอาไว้ให้นางร่วมสิบคน นักพรตเหล่านี้ล้วนพอมีประสบการณ์ทำอาหารมาบ้าง


“ศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกท่าน ท่านนี้คือแม่นางเจียง พร้อมผู้ติดตามท่านป๋าไห่และแม่นางจิ่งหลิว จะคอยนำพวกเราในการทำอาหารจัดเลี้ยงค่ำนี้” นักพรตน้อยฉางชิงแนะนำตัวอีกครั้ง


ทุกร่างต่างคำนับทักทายอย่างยินดี เลี่ยงหลินจึงปราศรัยด้วยไมตรีบ้าง “คำนับศิษย์ไป๋หยุนทุกท่าน ตัวข้านั้นพอมีประสบการณ์ทำอาหารเจมาบ้าง” ระหว่างนั้นนางเหลียวมองไปยังโต๊ะวัตถุดิบ “วิถีเต๋าละเว้นชีวิต จานอาหารแสดงออกถึงความเรียบง่าย เน้นรสสัมผัสดั้งเดิมของวัตถุดิบ ข้าสังเกตเห็นพืชผักหลายอย่างจัดเตรียมมา ล้วนเป็นผักสวนครัวที่ชาวบ้านปลูกกินกันปกติ จึงอยากเตรียมอาหารที่สื่อถึงฤดูกาล แน่นอนว่าจะไม่ละทิ้งวัตถุดิบหลักอันเป็นเต้าหู้ที่ทุกท่านคุ้นเคย”


“ขอแม่นางโปรดสั่งการ” นักพรตคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น ด้วยเมื่อก่อนที่พ่อครัวชิงอี้ทำอาหาร ไม่เคยแจ้งถึงแนวคิดให้พวกเขาทราบมาก่อน มีแต่ใช้งานล้างผักหั่นผักไปตามเรื่องราว ไม่ได้อธิบายอันใด


“เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจ” เลี่ยงหลินเริ่มแบ่งงาน “ตั้งน้ำหม้อใหญ่ก่อน ข้าจะเคี่ยวทำน้ำแกง รบกวนนักพรตท่านนั้นเตรียมต้มไฟกลาง หั่นเห็ดหอมแห้ง สับรากผักชีเอาไว้ ส่วนการปรุงรสประเดี๋ยวข้าจะจัดการต่อเมื่อน้ำเดือด”


“อีกท่านช่วยเตรียมเครื่องเทศจำพวกยาเอาไว้ เก๋ากี้ ฮ่วยซัว เอาออกมาแช่น้ำพออ่อนตัวแล้ววางพักไว้ อย่างละหนึ่งถ้วยเล็ก จากนั้นเตรียมเยื่อไผ่ไว้ราว 4 ชั่ง[5]” แต่ละคนเริ่มแยกย้ายตามที่หญิงสาวสั่ง “ท่านนั้นรบกวนหยิบฟักเขียวออกมาสำหรับส่วนของข้า 2 ผล ทุกหน่วยอาหารที่ข้าสั่งการล้วนเตรียมเฉพาะกลุ่มนักพรตอาวุโสและนายกองรวมเก้าท่าน ในส่วนอาหารสำหรับศิษย์ในอาราม รบกวนท่านนักพรตคำนวณที่เหลือด้วย ขอให้เข้าใจกันตามนี้”


“ขอรับแม่นางเจียง” ทุกคนกล่าวอย่างพร้อมเพรียง


จิ่งหลิวและป๋าไห่เฝ้ามองนายหญิงของตนอย่างไม่เชื่อสายตา ตั้งแต่เล็กจนโต หน้าที่ในโรงเจของนายหญิงคือการตักโจ๊กแจกชาวบ้าน หาเคยเข้ามาทำเองที่ไหน


“ข้าอยากได้ข้าวหุงหม้อดิน นักพรตน้อยท่านนี้หุงเตรียมได้หรือไม่ ทั้งอารามกินกันมากน้อยเพียงใด” เลี่ยงหลินหันไปสอบถาม


“ราวสองกระทะใหญ่ขอรับ หากหุงในหม้อดินขนาดใหญ่สุดเท่าที่มีน่าจะต้องหุงสี่ถึงห้าหม้อเผื่อแขกด้วย” เขาตอบ


“เช่นนั้นจัดการตามที่ท่านว่า” นึกได้ว่าจิ่งหลิวเองก็มีฝีมือการทำอาหาร “พี่หลิวมาช่วยข้าทางนี้”


เลี่ยงหลินเห็นถาดสี่เหลี่ยมสำหรับแต่ละคนแล้ว นางตั้งใจว่าใน 1 ชุดควรประกอบด้วยอาหาร 5 จาน เป็นน้ำแกง 1 ถ้วย จานหลัก 1 จาน จานรอง 2 จาน และจานเรียกน้ำย่อยอีก 1 จาน น่าจะสร้างความหลากหลายและทำให้ผู้รับประทานรู้สึกเจริญอาหารได้ไม่ยาก


จานรองแรกที่คิดไว้ คือฟักเขียวรองนึ่งด้วยสาหร่ายตากแห้งเพื่อดึงเอารสชาติพิเศษออกมา สาหร่ายทะเลอุดมไปด้วยกรดกลูตามิคซึ่งมีคุณสมบัติในการสร้างรสอร่อย เสมือนผงชูรสแบบธรรมชาติ หลังจากหั่นฟักเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมคางหมูแล้ว หญิงสาวก็เอาสาหร่ายสดพันแยกแต่ละชิ้นแล้ววางเรียงลงในซึงไม้ไผ่ที่รองสาหร่ายแห้งไว้อีกทีจนทั่ว อุปกรณ์ทำครัวในโลกนี้เป็นแบบดั้งเดิมโดยแท้ แต่เช่นนี้ก็ดีไปอีกแบบ เพราะอาหารจะมีกลิ่นของธรรมชาติติดมาด้วย


เหล่านักพรตที่เหลือต่างขะมักเขม้นตั้งใจทำตามแม่นางเจียง ตามติดทุกขั้นตอนเว้นแต่เพียงการปรุงรสที่ต้องเรียกให้อีกฝ่ายมาช่วยดูให้ จานรองอีกจานได้จิ่งหลิวยกถาดเต้าหู้แข็งออกมา หลายคนถึงกับมองอย่างประหลาดใจเพราะเต้าหู้แข็งทั้งถาดถูกแม่นางจิ่งยีจนเละเทะ นั่นเป็นเพราะคำสั่งของเจียงเลี่ยงหลิน


หญิงสาวเริ่มปรุงรสเต้าหู้ที่โดนยีไว้แล้ว ด้วยการเทเครื่องปรุงใส่ถ้วยก่อน เพื่อให้นักพรตน้อยได้เห็นปริมาณการตวงว่าในหนึ่งถาดนางใส่เครื่องปรุงจำนวนเท่าใดบ้าง เกลือละเอียดและพริกไทยขาว ปรุงรสไม่ซับซ้อน เติมแห้วสับลงไปอีกนิดหน่อย เพียงเท่านี้ก็ทำเอาสงสัยแล้วว่าเต้าหู้ที่แหลกเละนี้จะทำเป็นอาหารอะไร


เลี่ยงหลินตั้งใจจะทำของทอด ถ้าพูดถึงอาหารเจในยุคโบราณนั้น จะเป็นการปรุงจากวัตถุดิบตรง ๆ ไม่มีการล่อหลอกให้คิดว่าเป็นสิ่งอื่นเหมือนในโลกเดิม เต้าหู้แข็งที่ถูกยีเหล่านี้กำลังถูกปั้นใหม่ให้เป็นชิ้นคล้ายเนื้อสัตว์ นางตั้งใจจะทำเป็นเทมปุระเจ โดยในจานนี้ไม่เพียงแต่มีเนื้อเจฉบับทำเองเท่านั้น ยังประกอบด้วยรากบัวหั่นบาง และเผือกหั่นแท่งเตรียมชุบแป้งสาลีทอด กินคู่กับหัวไชเท้าขูดและเกลือแบบญี่ปุ่น


ด้วยความที่อาหารเจมักจะไม่อยู่ท้อง เลี่ยงหลินจึงเลือกข้าวในจานหลัก แต่แทนที่จะคดข้าวใส่จานเฉย ๆ ทว่าเมื่อข้าวสุกแล้วนางกลับเอาทั้งหมดนั้นเทลงในอ่างไม้ไผ่ คนข้าวให้คลายความร้อน หญิงสาวกำลังทำข้าวซูชิแบบเจโดยไม่พึ่งพามิริน แต่ใช้น้ำมันงาสร้างความหอมแทน ใช้หน่อไม้ต้มเค็มให้รสชาติเค็มและหวานปะแล่มเป็นไส้หนึ่ง แตงกวากรอบสดอีกไส้หนึ่ง แล้วกดลงในถาดสี่เหลี่ยมแทนพิมพ์แบบที่เรียกว่าโอชิซูชิ[6] ในขั้นตอนการกดนี้ค่อนข้างใช้ทักษะ นางจึงช่วยฝึกอยู่พักหนึ่งจนเห็นว่าพอใช้ได้จึงปล่อย ทีแรกคิดว่าหั่นชิ้นเล็กให้จานละ 2 ชิ้นน่าจะดี เอาหน่อไม้กับแตงกว่าอย่างละอัน แต่ด้วยความที่กลัวจะไม่อิ่ม สุดท้ายแล้วจึงหยิบจานสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันเล็ก ๆ มาวางเรียงสลับสี่ชิ้น เริ่มดูสวยแบบฉบับอาหารเซนของญี่ปุ่น อาหารชุดนี้ชักจะเริ่มหรูขึ้นมาแล้ว


แม้ป๋าไห่จะเน้นช่วยด้านแรงงาน ยกหม้อลงจากเตา ตักน้ำ ขนของ แต่เพียงแค่เดินผ่าน ๆ เขาก็ลอบชำเลืองมองบ่อยครั้ง เพราะนอกจากจะไม่เคยเห็นอีกฝ่ายทำอาหารมาก่อน เขาเองยังไม่เคยเห็นอาหารเจที่ประณีตถึงเพียงนี้ด้วย แม้กระทั่งออกมาจากจวนตวนอ๋องซึ่งปรุงจากครัวหลวง การจัดจานก็ไม่เป็นเช่นนี้ ปกติแล้วทุกอย่างล้วนจัดรวมมาในจานใหญ่ แกะสลักผักผลไม้แต่งขอบจานก็ว่าไปตามเรื่อง มิได้เตรียมเป็นคำ เป็นชิ้น ประดิดประดอย จนดูเหมือนเครื่องประดับมากเสียกว่าอาหาร


ทางด้านจิ่งหลิวที่หั่นผักมือเป็นระวิงก็ลอบมองนายหญิงของตนไม่หยุดเช่นกัน นางจินตนาการไม่ออกว่าแต่ละจานรสชาติจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ที่รู้แน่ก็คือแค่หน้าตาอาหารกับกลิ่นหอมอบอวลห้องครัวขณะนี้ ก็ทำให้ทุกชีวิตแอบกลืนน้ำลายกันไปหลายรอบแล้ว


จานเรียกน้ำย่อยกลายเป็นฮะเก๋า ถึงตรงนี้เหล่านักพรตน้อยเริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก กลัวแม่นางเจียงจะเผลอใส่เนื้อสัตว์ลงไป แต่จนแล้วจนรอดเห็นเพียงหญิงสาวนำผักสารพัดที่นางสั่งให้หั่นละเอียดมาผัดผสมกันไปหมด หัวผักกาดแดง กะหล่ำม่วง กะหล่ำเขียว ถั่วงอก เห็ดหูหนู ถูกผัดไฟแรง แล้วนำมาห่อเป็นไส้ฮะเก๋าอย่างรวดเร็ว โชคดีที่นักพรตน้อยสองคนเคยทำงานร้านน้ำชามาก่อน จึงพอคุ้นมือกับการห่อติ่มซำบ้าง แต่สำหรับ 9 จานพิเศษนั้น เลี่ยงหลินตั้งใจห่อเป็นรูปปลาสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของฤดูใบไม้ผลิอย่างที่วางไว้ตั้งแต่แรก


แม้กระทั่งจานผักดองที่เป็นจานเคียงเล็ก ๆ ยังดูพิเศษ หญิงสาวไม่ได้ใช้ผักดองในไหของทางอาราม แต่นางเลือกใช้วิธีการดองแบบญี่ปุ่น ไหน ๆ ก็มาทางเซน ทางเต๋าแล้ว ก็ไปต่อให้สุดทาง ฤดูนี้กินบ๊วยดองออกจะได้บรรยากาศ นำหัวไชเท้าขาวหั่นแบ่งครึ่งซีก แล้วแล่บางเฉียบจะได้ครึ่งวงกลมคล้ายพระจันทร์ แช่ในเกลือและเนื้อบ๊วยขูด เอาน้ำบีทรูทมาช่วยย้อมสีเล็กน้อย ทิ้งไว้เพียงหนึ่งชั่วยามก็ได้หัวไชเท้าดองบ๊วยแบบเร่งด่วนแล้ว จับเรียงซ้อนทีละกลีบในถ้วยน้ำจิ้มเล็กจนเต็ม งดงามราวกับดอกกุหลาบแย้มบาน


ยิ่งแต่ละอย่างโดนจัดเรียงลงจาน ก็ยิ่งเรียกสีหน้าตื่นตะลึงให้ทุกคนในครัว นักพรตน้อยที่ทำหน้าที่จัดจานของศิษย์ทำตามทั้งที่มือสั่นเทา ด้วยไม่คิดมาก่อนว่าตนจะสามารถทำของสวยงามถึงเพียงนี้ได้ด้วย “ไม่ทราบว่าแม่นางเจียงประจำอยู่ที่โรงครัวแห่งใด” นี่คือสิ่งที่หลายคนสงสัย กระทั่งนักพรตน้อยฉางชิงก็เริ่มคิดว่า หรือตนจะไปคว้าเอาหยกงามมาได้เสียแล้ว


“ข้านั้นทำอาหารให้เพียงในครอบครัว ทุกคนล้วนชื่นชมในฝีมือ” คำตอบของเลี่ยงหลินทำเอาทั้งจิ่งหลิวและป๋าไห่ตาโต นายหญิงไปทำครัวตอนไหนกัน!


“แต่ละจานของแม่นางเจียงช่างล้ำลึก จนน่าทึ่งเกินจะกล่าวว่าทำแต่ในครัวเรือนเท่านั้น” นักพรตน้อยเอ่ยชมอย่างเลื่อมใส แม้จะดูไม่ออกบางจาน แต่เมื่อนำแนวคิดที่แม่นางเจียงบอกคราแรกมาลองพิจารณาดูทีละจุด ก็จะเห็นว่ามีเรื่องราวสอดคล้องกันในนั้นนี่ล่ะหนาที่กล่าวกันว่าไม่ว่าอาชีพใดล้วนมีจ้วงหยวน[7]


“พวกท่านนักพรตชื่นชอบ ข้าก็ยินดี”


ไม่อยากเชื่อว่าทำอาหารเพลินจนลืมเวลาขนาดนี้ รู้ตัวอีกทีก็จิ่งหลิวก็กระซิบเตือนว่าอีกราวสองเค่อ[8]ก็ถึงยามโหย่ว นางจึงสั่งให้พวกนักพรตเร่งจัดจานที่เหลือ เอาเต้าหู้อ่อนออกมา แล้วนำซุปเยื่อไผ่ที่ต้มไว้ กรองด้วยผ้าขาวบางเพื่อเอาแต่น้ำใส เติมแป้งมันเล็กน้อยแล้วกวนให้พอหนืด นี่แหละหมัดเด็ดที่สุดในมื้อนี้


หากถามว่าทำไมเลี่ยงหลินต้องลงมือทำสุดตัว เค้นความคิดสร้างสรรค์ขนาดนี้ คงต้องบอกว่ามันคือชีวิตของนาง เมื่อตัดสินใจทำอาหาร ตั้งแต่ไหนแต่ไรนางก็ทำเต็มที่ทุกครั้ง ไม่เคยมีจานไหนทำเล่น ๆ ครึ่ง ๆ กลาง ๆ แม้จะเป็นเพียงไข่เจียวธรรมดา หญิงสาวก็ล้วนใส่ใจ พิถีพิถันในการทำอย่างดีให้ไข่เจียวเป็นสีเหลืองทอง


ในช่วงเวลาสุดท้ายจริง ๆ หญิงสาวจึงแบ่งเต้าหู้อ่อนออกจากถาดไม้ แล้วลงมือทำในสิ่งที่วงการประวัติศาสตร์อาหารของแผ่นดินเทียนหมิงต้องจารึกและเล่าลือไปอีกนาน


 

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิง

Baby boomer[1]ประชากรที่เกิดในช่วงยุค 60s (อายุ 50 ปีขึ้นไป) เป็นประชากรกลุ่มสร้างตัวในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และยุคหลังการปฏิบัติอุตสาหกรรม มีอำนาจในการซื้อขาย เป็นกลุ่มผู้กุมกิจการและส่งอิทธิพลในด้านต่าง ๆ ของโลก

อาหารฟิวชั่น[2] (Fusion food) - อาหารที่ผ่านการประยุกต์และหลอมรวมรูปแบบมากกว่า 2 วัฒนธรรมขึ้นไป เน้นการผสมผสานระหว่างวัตถุดิบ และกรรมวิธีการปรุงเพื่อให้ตอบสนองกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่  นับว่าเป็นการร้อยเรียงทางวัฒนธรรมของอาหารอันไร้ซึ่งพรมแดน สะท้อนถึงทักษะ ฝีมือ ความสร้างสรรค์ และประสบการณ์ของผู้ปรุงเป็นอย่างมาก

ยามโหย่ว[3]การนับเวลาแบบจีนโบราณ  ช่วงเวลาระหว่าง 17.00 - 18.59.

ยามเว่ย[4] การนับเวลาแบบจีนโบราณ  ช่วงเวลาระหว่าง 13.00 - 14.59.

ชั่ง[5]หน่วยชั่งน้ำหนักของจีน 1 ชั่ง = 500 กรัม หรือ ครึ่งกิโลกรัม

โอชิซูชิ[6] (Oshisushi) ซูชิกดทรงสี่เหลี่ยมสไตล์คันไซ วิธีทำคือนำข้าวและไส้หรือหน้าซูชิวางเรียงลงไปในพิมพ์ทรงสี่เหลี่ยมแล้วกดให้แน่นแทนการปั้นซูชิ จากนั้นจึงเคาะออกแล้วตัดให้เป็นชิ้นพอดีคำ

ไม่ว่าอาชีพใดล้วนมีจ้วงหยวน[7] - “จ้วงหยวน” คือ ผู้ที่สอบขุนนางได้ลำดับที่หนึ่ง และยังเป็นการสอบขุนนางในสนามสูงสุดนั่นคือการสอบหน้าพระที่นั่ง คนไทยคุ้นในชื่อ “การสอบจอหงวน” สำนวนนี้จึงสื่อความหมายว่า ไม่ว่าจะทำอาชีพใดล้วนมียอดอัจฉริยะบุคคลได้เช่นกัน

เค่อ[8] หน่วยวัดเวลาแบบจีนโบราณ 1 เค่อ = 15 นาที

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.557K ครั้ง

7,908 ความคิดเห็น

  1. #7809 peangploy (@hoshiworld) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 16:51
    จัดเต็มมากกกก อ่านไปหิวไปด้วยเลย
    #7809
    0
  2. #7346 p_ple2 (@P_ple) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 12:14
    อ่านแล้วเป็นเชฟป้อม "อีกไม่นานจะยามโหย่วแล้วนะคะ เร่งลงมือได้แล้วค่ะ!"
    #7346
    0
  3. #7275 Pooinlove852 (@Pooinlove852) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 15:56
    รักเรื่องนี้แล้ว
    #7275
    0
  4. #6995 xingxingnoii (@bombombam-088) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 16:10
    โอ้โห ละเอียดมาก อยากกินเลยทีเดียว
    #6995
    0
  5. #6988 Ninja79 (@Ninja79) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 11:38
    อ่านแล้วอยากกินเลยค่ะ
    #6988
    0
  6. #6546 BeeLoveSeungkwan (@BeeLoveSeungkwan) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 00:57
    อะไรคือได้สาระมากกว่าที่โรงเรียน~~~~
    #6546
    0
  7. #6489 ningthanaporn (@ningthanaporn) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 09:50
    แตบรรยายก็หิว
    #6489
    0
  8. #6214 Snoriw (@sadisticnight) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 / 21:11
    สาระแน่นสุดๆเลยค่ะ ฮืออ //น้ำตาไหลพรากด้วยความยินดีจากการได้รับความรู้ที่อัดแน่น(?)
    #6214
    0
  9. #6062 Lucky-Puppy (@poopo555) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 21:24
    หิวววววววววว
    #6062
    0
  10. #6014 มากิริจัง (@mikiri) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 06:39
    อ่านแล้วหิวพยายามนึกภาพตามแล้วอยากกินมาก
    #6014
    0
  11. #5597 Xialyu (@Xialyu) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 22:07
    ชอบบบบบบบบบ
    #5597
    0
  12. #5328 'Arən (@An_UnknoW) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 / 14:55
    หิวค่ะเชฟ!!!! บรรยายได้ดีละเอียดละออมากเลยค่ะ เริศค่ะ ทำการบ้านมาดีมากค่ะ ขอชมจากใจจริงงง
    #5328
    0
  13. #5226 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 18:31
    หิวค่ะเชฟ!!! ซูชิเจ ซุปเยื่อไผ่ อุแงงงง กลิ่นหอมลอยมาเนยย
    #5226
    0
  14. #5216 SRP-YM (@SRP-YM) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 10:10
    ชอบรายละเอียดในส่วนอ้างอิงมากค่ะ
    #5216
    0
  15. #4481 pommys (@pommys) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 16:35
    ละเอียดยิบ
    #4481
    0
  16. #4431 SweetP (@pnkpie) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 01:15
    อ่านแบ้วอยากกินเลย ฮือ กลิ่นมาภาพมา;-;
    #4431
    0
  17. #4190 T--dZ (@lllvioletlll) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 20:07

    อื้อหือออ


    ไรท์นอกจากต้องมีทักษะการเขียน


    ยังต้องมีทักษะทำอาหารด้วย


    มาเป็นฉากๆ ละเอียดดยิบบ


    สนุกๆๆ

    #4190
    0
  18. วันที่ 13 เมษายน 2562 / 17:18
    😊😊😊
    #4184
    0
  19. #4139 nicharipaen04 (@nicharipaen04) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 16:23
    หื้มม น่ากินน
    #4139
    0
  20. #4134 silent★night (@lomeo191) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 12:41

    หิวเด้ออออ55555

    #4134
    0
  21. #4102 Bloody_Mary (@bloody-marry) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 13:31
    พออ่านแล้วก็...หาของกินแปป555+
    #4102
    0
  22. #4064 hnonghnon (@hnonghnon) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 20:08
    หิวเลย..ท้องร้อง
    #4064
    0
  23. #4038 dream4try (@dream4try) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 14:37
    สมกับเป็นเชฟเนาะ มันเป็นความภาคภูมิใจของอาชีพ ชื่นชมๆ
    #4038
    0
  24. #3823 182526 (@182526) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 15:18
    คิดถูกคิดผิดนิ เข้ามาอ่าน อ่านละกะท้องร้อง
    #3823
    0
  25. #3778 Mr_pung_pung (@Mr_pung_pung) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 เมษายน 2562 / 02:46
    อ่านเเล้วหิววว
    #3778
    0