ตำรับรักจอมนาง (สนพ.ดีต่อใจ)

ตอนที่ 27 : บทที่ 26 ยากดีมีจนล้วนชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 99,443
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5,990 ครั้ง
    15 เม.ย. 62

สถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีส[1]ตั้งอยู่ท้ายถนนจินฝูราวกับหลุดออกมาจากอีกโลกหนึ่ง ซึ่งอันที่จริงจะกล่าวเช่นนั้นก็คงไม่ผิดนัก เพราะสถานที่แห่งนี้กลั่นออกมาจากความทรงจำของเลี่ยงหลินที่มีต่อโลกเดิม กลายมาเป็นอาคารสีขาวบริสุทธ์งดงามโดดเด่นเช่นนี้


ด้านในประกอบด้วยไม้สีเข้ม หินอ่อน กระเบื้องขาวและน้ำเงินเฉกเช่นเครื่องลายครามซึ่งประดับอยู่ภายในทั้งหมด ความเลอค่าลักษณะนี้เองที่ดึงดูดให้เหล่าชนชั้นสูงทั้งบุรุษและสตรีให้แวะเวียนกันมา ด้วยว่าสำหรับสตรีนั้นไม่ว่าใครก็ชอบของงดงาม ฝ่ายบุรุษก็นึกชมชอบสถานที่เปี่ยมรสนิยมบ่งบอกถึงฐานันดรในสังคมไม่ต่างกัน


หลังจากวันเปิดร้านเจียงจี่ สถานที่แห่งนี้ก็ค่อย ๆ ครอบครองพื้นที่ความนิยมในกลุ่มชนชั้นสูงของเมืองตั๋วเยี่ยได้ไม่ยาก ความสำเร็จภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ทำให้เป็นที่จับตามอง อีกทั้งระดับความสนิทสนมระหว่างแม่นางเจียงเถ้าแก่เนี้ยเจ้าของร้าน ที่มีต่อคุณชายหนานกงและคุณชายคังอยู่ในระดับไม่ธรรมดา โดยเฉพาะบุคคลหลังซึ่งไม่ค่อยโผล่หน้าค่าตาไปให้ใครเห็นอย่างคุณชายคังนั้น กลับแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนนางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน


“เคยมีใครบอกหรือไม่ว่าเจ้ามีมนต์วิเศษ” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างอารมณ์ดีขณะจิบชานั่งมองต้นผิงกั่วนอกระเบียงอย่างสบายอารมณ์ ร้านเจียงจี่เปิดให้บริการในชั้นล่างสุดและชั้นสอง ส่วนชั้นสามนั้นเป็นที่พักส่วนตัวของพวกเลี่ยงหลิน


คนถูกชื่นชมได้แต่ยิ้มรับ เวลาในหนึ่งวันได้เขามาเป็นเพื่อนคุยแก้เหงา ยิ่งได้รู้จักกันมากขึ้นยิ่งรู้ว่าแท้จริงแล้วคังเค่อเหิงคือนักชิมตัวยง เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตออกเดินทางตระเวนกินของอร่อยทั่วแว่นแคว้น เพราะเหตุนั้นจึงถูกใจร้านเจียงจี่อยู่มาก “เคยมีใครบอกหรือไม่ว่าพี่เหิงปากหวาน”


เสียงหัวเราะแผ่วจากเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปปั้น “ข้าหาได้กล่าวเกินเลย ชานี้ออกจะรสดี กลิ่นหอมสุขุมลุ่มลึกแบบนี้จะดื่มลำพังหรือดื่มกับขนมหวานยังได้เลย”


ไม่แปลกที่เขาจะติดใจกลิ่นรสของมัน เพราะนี่คือชาที่เลี่ยงหลินตั้งใจว่าจะขายคู่กับขนมหวานในร้านเจียงจี่ตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว ชาเอิร์ลเกรย์[2]ไม่ได้ใช้วิธีการทำซับซ้อนอะไร นางเพียงนำใบชาชั้นดีที่ขายกันอยู่มาปรุงเพิ่มเท่านั้นก็ถึงกับทำราคาได้ถึงกาละสิบสองตำลึงเงิน


“ท่านจะอ้วนเอา ถึงยามนั้นอย่าโอดครวญว่าเป็นความผิดของข้า” เลี่ยงหลินบ่ายหน้าออกไปริมถนน เห็นพื้นที่ย่านจัตุรัสเมืองมีคนยืนอยู่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว


“อ้วนเพราะของอร่อยจะโอดครวญได้อย่างไร” ชายหนุ่มกล่าวอย่างไม่นึกกลัวว่าภาพลักษณ์ของตนจะเปลี่ยนไป


“พี่เหิง” นางตัดบท สายตามีแววเลื่อนลอยและครุ่นคิด “ข้าอยู่ที่เมืองนี้มาพักหนึ่งแล้วจึงได้เห็นว่าเหล่าบัณฑิตพวกนั้นมิใช่น่าสงสัยหรอกหรือ พวกเขายืนทำอะไรเช่นนั้นอยู่ทุกวัน”


ดวงตาสีอำพันของเขาทอประกายซับซ้อน บางทีนางอาจแค่ถามเพราะสงสัยกระมัง “พวกบัณฑิตเต็มไปด้วยอุดมการณ์จนมองข้ามสถานการณ์ความเป็นจริง เรื่องนี้ไม่มีอันใดให้น่าสนใจนัก”


เลี่ยงหลินครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง พยายามวิเคราะห์ถึงความหมายที่คังเค่อเหิงบอกเล่าเช่นนั้นที่ผ่านมาหลายวันพวกเขากำลังประท้วงเรื่องอะไรบางอย่างเช่นนั้นหรือ นี่ออกจะเหนือความคาดหมาย ในแผ่นดินที่ปกครองเช่นนี้มิใช่มีเพียงเจ้าเมือง แต่ยังมีจักรพรรดิอยู่เหนือหัว ต้องใช้ความกล้ามากมายเพียงไรจึงจะกล้าทำเรื่องเช่นนี้ “เรื่องใดเล่าที่ทำให้ชายหนุ่มต้องออกมาเสี่ยงตายเช่นนี้ ข้านึกอยากรู้นัก”


“พวกเขาหวังจะให้เจ้าเมืองตั๋วเยี่ยเปิดประตูรับผู้อพยพ” เขาตอบสั้น ๆ คิดว่าไม่ควรทำลายบรรยากาศอันงดงามยามบ่าย


ริมฝีปากบางเม้มลงเล็กน้อย นางเองก็ดูไม่สบายใจ แต่รู้ว่าไม่ใช่เวลาที่จะแสดงความคิดเห็น “เป็นเช่นนั้นเองหรือ มิน่าเล่าตอนเดินทางมายังตั๋วเยี่ยทหารหน้าด่านจึงได้เข้มงวดนัก หากข้าเองก็ตั้งใจจะรับบิดามาจากฉางเฉินเช่นกัน เคราะห์ดีที่พอรู้จักผู้คนอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นคงต้องทุกข์ใจแล้ว”


เขาลอบมองหญิงสาวซึ่งนั่งฝั่งตรงข้ามอยู่เนิ่นนาน เขาเองก็พอจะรู้ว่าตลอดเส้นทางที่ผ่านมานางได้ทำสิ่งใดลงไปบ้าง ยิ่งได้รู้ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ ได้แต่แสร้งไม่เห็นด้วย ทำทีราวกับชนชั้นสูงผู้หนึ่งที่นึกรังเกียจพวกยากไร้ หยั่งเชิงด้วยตนเองด้วยต้องการเห็นแก่สายตาว่านางจะทำเช่นไรต่อไปหากมีสหายเช่นนี้ ไม่นึกว่านางกลับตอบได้อย่างชาญฉลาด ไม่ดึงดัน ไม่รั้นโวยวาย แล้วเปลี่ยนไปอ้างบิดาของตนแทนนางเฉลียวฉลาด จนทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นทุกทีระยะหลังนี้ สตรีเช่นนี้ไม่คู่ควรแก่การอยู่หลังเรือนของอ๋องผู้หนึ่งเลยจริง ๆ


“คุยกับท่านจนลืมเวลา ข้านึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้ยังมีนัดกับท่านลุงฉิน คงต้องขอลาพี่เหิงตรงนี้ก่อน หวังว่าวันหน้าคงได้เจอกันอีก” เลี่ยงหลินเอ่ยลา นางมักไปกินข้าวเย็นกับผู้พิพากษาฉินที่จวนทุกสองสามวัน และมักจะลงมือเข้าครัว นำอาหารทำเองติดมือไปด้วย


“เจ้าอย่าหักโหมนัก ใกล้คลอดเข้าไปทุกทีแล้วจ้างหลงจู๊มาดูแลร้านแทนไม่ดีหรือ”


“คำแนะนำของพี่เหิงข้าน้อมรับไว้” หญิงสาวตอบรับ คิดในใจว่าไม่เลว


เย็นย่ำ เลี่ยงหลิน จิ่งหลิว และป๋าไห่  ก็แวะมาเยี่ยมจวนผู้พิพากษา ในระยะหลังกิจวัตรเช่นนี้เริ่มกลายเป็นที่คุ้นเคย บ่าวรับใช้ในจวนต่างก็คุ้นหน้าคุ้นตาแม่นางเจียงและคนสนิทเป็นอย่างดี แต่ละคนต่างให้การต้อนรับอย่างเต็มที่ ด้วยรู้ถึงความสำคัญของหญิงสาวผู้นี้ที่มีต่อท่านผู้พิพากษา


“ดูซี เสี่ยวหลินลำบากทำอาหารติดมือมาให้ทุกครั้ง เห็นทีท่านพ่อที่ถูกตามใจคงเคยตัวแน่แล้ว” ฉินเจียหยาบุตรชายคนเดียวของผู้พิพากษาฉินเอ่ยขึ้น เขาเพิ่งกลับมาจากที่ทำงาน ร่างสูงจึงยังสวมใส่เครื่องแบบของหัวหน้าผู้ตรวจการ ดูมีสง่าราศีไม่น้อย


“พี่เจียหยา พี่อวี้หวน” เลี่ยงหลินว่า ข้างกายของเขาคือเมิ่งอวี้หวน ภรรยาซึ่งแต่งกันมา


“น้องเลี่ยงหลินมาเถิด เดี๋ยวพี่สะใภ้ให้บ่าวจัดอาหารพวกนี้ให้ ท่านพ่อเอาแต่บ่นคิดถึงเจ้าตั้งแต่บ่ายแล้ว”


ป๋าไห่เดินตามพ่อบ้านไปยังโรงครัวอย่างไม่เคอะเขิน เช่นเดียวกับจิ่งหลิวที่ติดตามนายหญิงของตนอย่างรู้งาน


“หลินหลิน นี่มิใช่เจ้าซูบลงอีกแล้วหรือ” นั่นคือประโยคแรกจากผู้พิพากษาฉินเมื่อเห็นเลี่ยงหลินก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามในห้อง


“คารวะท่านลุง ท่านป้า” หญิงสาวเผยรอยยิ้มกว้าง เมื่อคิดถึงความรู้สึกวันแรกที่มายังเมืองตั๋วเยี่ย กับความรู้สึกในตอนนี้ช่างต่างกันมากเหลือเกิน ความอบอุ่นก่อเกิดขึ้นมาในหัวใจอย่างช้า ๆ ผลิบานอย่างมั่นคง


“ผอมลงจริงเสียด้วย เช่นนี้ก็กินให้มากหน่อย มาหาลุงกับป้าให้บ่อยขึ้น” ฮูหยินผู้เป็นใหญ่ประจำจวนเอ่ยคล้อยตามสามี เมื่อสองสามีภรรยาตกลงปลงใจกันเช่นนี้ คนที่โดนคะยั้นคะยอให้กินเยอะ ๆ อย่างเลี่ยงหลินจึงตกที่นั่งลำบาก ที่ผ่านมาหลายวันยังไม่เรียกว่าขุนอีกหรือ


“ท่านป้าอย่ากังวลไปเลยเจ้าค่ะ คงเพราะครรภ์นี้โตแล้ว เทียบกับตัวของเลี่ยงหลินจึงรู้สึกว่าแตกต่างกันอยู่บ้าง วันนี้อุตส่าห์เข้าครัวทำอาหารมาให้เสียหลายอย่าง น้ำแกงไก่ตุ๋น หมูกรอบผัดเปรี้ยวหวาน กับขนมจากร้าน กล่าวว่าบำรุงท่านลุงกับท่านป้าจึงจะถูก”


“หลินหลินของลุงรู้ใจจริง ๆ ครั้งแรกเมื่อได้ยินว่าเจ้าจะเปิดร้านน้ำชายังกังวลอยู่บ้าง แต่พอได้กินขนมฝีมือเจ้า ลุงจึงได้เข้าใจ ไหนจะอาหารที่เจ้าทำเช่นนี้อีก ต่อให้เปิดเหลาแข่งกับที่อื่น ๆ ก็ไม่แพ้ใครน่นอน”


“น้ำแกงของเจ้าทำเอาพี่สะใภ้อับอายเสียงจริง วันหลังคงต้องหาเวลาไปขอฝากตัวเป็นศิษย์บ้างแล้ว” เมิ่งอวี้หวนให้พวกบ่าวยกอาหารมาจัดวางบนโต๊ะ นางนั่งลงข้าง ๆ เลี่ยงหลิน “กับข้าวจากในครัวมีอยู่มาก แต่ดูเอาเถิดว่าวางอาหารของเจ้าทีไร แทบไม่มีใครอยากคีบอย่างอื่น”


“เสี่ยวหลินต้องหาเวลามาสอนนางบ้างแล้ว ไม่เช่นนั้นพี่เองก็คงต้องทนฟังคำรบเร้าไปอีกนาน” เจียหยาออกปาก เพราะภรรยาของตนกล่าวหลายครั้งว่าอยากให้เลี่ยงหลินสอนทำน้ำแกงบ้าง


“จะใช้หลินหลินของข้าได้อย่างไร เวลาของนางเป็นเงินเป็นทอง หากอยากได้วิชาก็จ่ายเงินค่าจ้างมาเสีย” ไม่รู้ว่าอยู่ต่อหน้าผู้อื่นท่านลุงฉินเป็นอย่างไร แต่อยู่ต่อหน้าเลี่ยงหลินแล้วเขากลายเป็นเด็กโข่งที่เอาใจนางอย่างร้ายกาจ


“โธ่ ท่านพ่อ” ฉินเจียหยากล่าวเสียงอ่อย “เช่นนั้นเสี่ยวหลินคิดค่าครูอย่างไรเล่า อวี้หวนหัวไว เจ้าสอนไม่นานหรอกเดี๋ยวนางก็ทำได้”


เลี่ยงหลินหัวเราะร่วน เห็นสีหน้าเจ้าเล่ห์ของท่านลุงแล้วแทบกลั้นรอยยิ้มไม่ไหว “พี่เจียหยาไม่ต้องจ้างหรอก ข้ายินดีสอน เอาแบบนี้ดีหรือไม่ ช่วงที่พี่อวี้หวนไม่ได้ไปไหนก็มาหาข้าที่ร้านเจียงจี่แล้วกัน ที่นั่นข้าวของต่าง ๆ มีพร้อม จะเรียนทำอาหารแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น”


ระหว่างที่นัดหมายกันอยู่ ท่านลุงกับท่านป้าก็คีบอาหารในโต๊ะไปก่อนแล้ว ความไวในการกินอยู่ในระดับไม่ธรรมดา เริ่มเข้าใจว่าสองสามีภรรยาคู่นี้เหมือนกันที่ตรงไหน


“ท่านป้าค่อยกินนะเจ้าคะ ลองอันนี้ดู” เลี่ยงหลินคีบหมูกรอบผัดเปรี้ยวหวานให้ นางหั่นชิ้นบาง หนังหมูถูกเคลือบด้วยน้ำเปรี้ยวหวานชุ่มฉ่ำ เคี้ยวไม่ยากเลยสักนิด ฝ่ายผู้อาวุโสทั้งสองที่ได้กินอาหารซึ่งชวนให้นึกถึงวัยเยาว์ก็ยิ่งเจริญอาหาร


“อาหารฝีมือเจ้าทำเอาป้าไม่กล้าพูดชมอาหารที่อื่นเลยจริง ๆ” ตลอดชีวิตนางไปงานเลี้ยงในฐานะฮูหยินผู้พิพากษามาก็มาก อาหารจากคนครัวชั้นสูงก็เคยกิน อะไรที่เรียกว่าเลิศรสล้วนลองมาหมด แต่เห็นทีฝีมือของหลินหลินเริ่มจะสั่นคลอนสามัญสำนึกในการกินเข้าไปทุกทีแล้ว ทำเอาต้องทบทวนว่าเมื่อก่อนนั้นเรียกว่าอาหารชั้นเลิศหรือไม่กันแน่


ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความสุข ผู้พิพากษาฉินก็มีสีหน้าหนักใจขึ้นมา “หลินหลินประเดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้วอยู่คุยกับลุงก่อนได้หรือไม่”


“เจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบรับอย่างเต็มใจ


หลังมื้ออาหาร เลี่ยงหลินก็มานั่งอยู่ในเรือนอักษรกับเจ้าของจวน ท่านป้ากับพี่สะใภ้พากันออกไปนั่งรับประทานของว่างที่ศาลาริมสระน้ำ ทั้งขนมและชาจากร้านเจียงจี่อีกชุดก็มีที่เรือนอักษรเช่นกัน ภายในห้องนี้มีอีกร่างนั่นคือฉินเจียหยา ชายหนุ่มเพียงจิบชาครุ่นคิดเงียบ ๆ ระหว่างจ้องมองบิดาและหญิงสาว


“ท่านลุงมีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ” เลี่ยงหลินสามารถเอ่ยเรียกผู้พิพากษาฉินว่าลุงได้อย่างเต็มปากแล้ว เช่นเดียวกับความรู้สึกสนิทสนมที่มีให้


ได้ยินเสียงถอนใจจากอีกฝ่าย “จริง ๆ ลุงไม่อยากรบกวนหลินหลินเลยเพราะเจ้าตั้งครรภ์ หากแต่หนนี้จนตรอกแล้วจริง ๆ”


“พูดมาเถอะเจ้าค่ะ หากเป็นเรื่องที่พอทำได้ เลี่ยงหลินย่อมเต็มใจช่วยท่านลุงแน่นอน” อีกฝ่ายก็ให้ไมตรีแก่นางมาก และเลี่ยงหลินยังต้องการความช่วยเหลือเรื่องบิดาอยู่ ยิ่งเมื่อได้ทราบถึงเรื่องที่เจ้าเมืองตั๋วเยี่ยปิดเมืองไม่รับผู้อพยพด้วยแล้ว


ท่านลุงฉินยังดูหนักใจ เพราะเหตุนั้นบุตรชายของเขาจึงเอ่ยขึ้นมาแทน “เสี่ยวหลินคงได้ข่าวว่าหมิงอ๋องจะเสด็จตั๋วเยี่ย”


“เจ้าค่ะ ก็วันมะรืนแล้ว วันเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน” นางว่า “กล่าวถึงเรื่องนี้แล้วนึกได้ว่าที่กลางเมืองมีพวกบัณฑิตชุมนุมอยู่ เช่นนี้จะมิเป็นอันใดหรือเจ้าคะ”


“เรื่องนั้นยังไม่น่าหนักใจ หมิงอ๋องหาได้เสด็จมาตรวจราชการ แต่มาเพราะเรื่องการค้าขาย” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


เลี่ยงหลินชะงัก เรื่องที่พี่เจียหยาเล่าค่อนข้างเกินขอบเขตที่บุคคลทั่วไปรู้ หรือในสายตาของท่านลุงและเขา นางจะเป็นครอบครัวแล้วจริง ๆ จึงสามารถเอ่ยออกมาได้ “ยามสงครามเช่นนี้ ไฉนเลยการค้าขายจะเฟื่องฟูได้ หมิงอ๋องคงต้องลำบากแล้ว”


นางโยนหินลงน้ำไปอย่างสะเปะสะปะ ใจจริงอยากจะกล่าวว่ายามสงครามแบบนี้คิดแต่จะหาเงินทั้งที่ชาวบ้านจะอดตายอยู่แล้ว ออกมาว่าราชการหน่อยจะเป็นอะไรไป


“แน่นอนว่าชาวบ้านทั่วไปคงยังไม่รู้ แม้จะติดพันสงคราม แต่ฮ่องเต้ทรงหมายใจว่าจะไม่เลื่อนกำหนดการสมโภชแคว้น อีกสิบหกเดือนนี้ ฝ่ายรบก็คงต้องรบ ส่วนฝ่ายขุนนางพลเรือนก็วิ่งวุ่นหาสินค้าเข้าท้องพระคลังกันไป”


“เหตุใดกัน” ทำไมจะต้องดึงดันจัดงานเลี้ยงให้ได้ เห็นทีฮ่องเต้ในความทรงจำของเจียงเลี่ยงหลินชักจะเริ่มเลอะเลือน


“ความคิดโอรสสวรรค์ ใครเล่าจะกล้าคาดเดา” ฉินเจียหยาวางจอกชาลง “และเพราะเหตุนั้นหมิงอ๋องจึงเสด็จมา อันเป็นปัญหาของพวกเราในยามนี้”


“พี่เจียหยาอยากให้ข้าช่วยเรื่องใด” เลี่ยงหลินกล่าว


“พวกเราเห็นว่าเจ้ามีฝีมือไม่ธรรมดา และยังมีร้านค้าของตนเอง เช่นนั้นพอจะช่วยเหลือเรื่องการจัดเจรียมอาหารในงานเลี้ยงรับรองหมิงอ๋องได้หรือไม่”


“ข้า” นางรู้สึกสับสน “มิใช่ว่าในตั๋วเยี่ยเองก็มีกิจการเหลามากมาย คนครัวมากความสามารถออกจะดาษดื่น”


“มิใช่เช่นนั้นเลยหลินหลิน” ท่านลุงเอ่ยขึ้นมา หลังจากที่เงียบอยู่นาน “เรื่องนี้เกี่ยวพันกันล้ำลึก เจ้าคิดว่าเพราะเหตุใดกันเมืองตั๋วเยี่ยจึงสั่งให้ปิดเมืองได้ แต่กลับไม่มีเสียงกดดันจากเจ้าเมืองอื่น ๆ เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งฮ่องเต้ยังไม่ทรงมีรับสั่งด้วยทั้งที่เจ้าเมืองออกจะทำเรื่องเห็นแก่ตัวดังนี้”


เลี่ยงหลินเองก็อยากรู้


“เหตุผลแรกคือตั๋วเยี่ยถือเป็นเมืองศูนย์กลางกลางค้า ทุกปีเงินสะพัดในแดนประจิมก็วนเวียนอยู่ที่นี่ เจ้าเมืองจึงมีหน้าที่ต้องรักษาเสถียรภาพของเมืองให้มั่นคงมากที่สุด ลำพังเรื่องนี้เพียงอย่างเดียวต่อให้ปิดเมืองไว้แรมปีก็ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวแล้ว ยังไม่นับตระกูลการค้าต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ในเมืองเหล่านี้อีกเล่า แต่ละตระกูลล้วนมีขั้วอำนาจของตนชัดเจน เว้นแต่เพียงกลุ่มการค้ากลางเท่านั้นที่ยังคงเป็นเอกเทศไม่สนับสนุนองค์ชายพระองค์ใดอยู่ การที่จะรับสมัครคนครัวจากเหลาต่าง ๆ ซึ่งมีสังกัดของแต่ละตระกูลชัดเจนเป็นไปไม่ได้เลย ครั้นจะขอความร่วมมือจากกลุ่มการค้ากลางก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้ เนื่องด้วยหมิงอ๋องหาได้อยู่ในสถานะเป็นกลาง เหล่าขุนนางต่างรู้ดีว่าพระองค์นั้นอยู่ข้างฝ่ายชินอ๋อง”


“เลี่ยงหลินได้แต่คาดเดา ท่านลุงกล่าวราวกับไม่เห็นด้วยที่ปิดเมือง” นางมองผู้พิพากษาฉินในแง่มุมที่เปลี่ยนไป


“จะเอ่ยอันใดได้ ลุงมิใช่ข้าราชการฝ่ายเมือง หน้าที่ของลุงมีเพียงตัดสินคดีความเท่านั้นแต่เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น สำหรับเรื่องงานเลี้ยงรับรองหมิงอ๋องก็คงดูดายไม่ได้ แม้จะไม่ได้เห็นด้วยกับเจ้าเมืองสวีทั้งหมด แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เป็นความรับผิดชอบของทั้งเมืองตั๋วเยี่ย จะให้หมิงอ๋องขุ่นเคืองกลับไปคงไม่ได้”


“ท่านลุง เหตุใดจึงได้ขาดแคลนคนครัวถึงเพียงนี้ ในเมืองนี้มีหลายร้านค้า มิมีร้านใดที่เป็นกลางเลยหรือ”


เจ้าตัวยกฝ่ามือลูบหน้าอย่างจนปัญญา “คงต้องบอกเจ้าตามตรง ที่เหล่าบัณฑิตชุมนุมกันอยู่นั้นเป็นเรื่องที่เจ้าเมืองปิดเมืองนี่เอง”


“เกี่ยวกับเรื่องที่ขาดคนครัวด้วยหรือเจ้าคะ”


ฉินเจียหยาที่พยักหน้า แล้วเอ่ยออกมา “ไม่เพียงคนครัว ชนชั้นแรงงานเกือบทั้งหมดก็เริ่มคล้อยตามแล้ว เกิดเสียงเรียกร้องให้เจ้าเมืองเร่งเปิดประตู ด้วยว่าเดิมชาวตั๋วเยี่ยกับฉางเฉิน เหิงกัง ซื่ออัน เดิมก็เป็นเมืองข้างเคียง ไปมาหาสู่ หลายครัวเรือนเป็นญาติพี่น้องกัน แต่ละบ้านต่างก็อยากพาญาติของตนอพยพเข้ามาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย”


“ช่างน่าเวทนา หากไม่มีเส้นสายก็รอวันให้ภัยสงครามคืบคลานถึงตัว” ผู้พิพากษาฉินว่าด้วยท่าทีปลงตก


ภาพร่างในใจของนางประกอบกันเป็นรูปร่าง ความสงสัยหลายวันที่ผ่านมาพลันกระจ่างชัด เข้าใจสถานการณ์ของเมืองตั๋วเยี่ยทันที เอาเป็นว่านางไม่สนว่าเจ้าเมืองนี้เป็นคนอย่างไร ชนชั้นสูงในเมืองนี้เป็นอย่าไร แต่นางสนใจว่าบ้านตระกูลฉินมีความเห็นเช่นนี้ และนางเชื่อว่าบางตระกูลก็อาจคิดตรงกัน เช่นเดียวกับพวกชาวบ้านซึ่งต่างดิ้นรน ไหนจะบัณฑิตเหล่านั้นเล่า พวกเขาคืออนาคตของแผ่นดินนี้มิใช่หรือ จะเป็นอนาคตที่สดใสหรือหมองหม่นก็ล้วนเกิดจากการหลอมจากเบ้าเดียวกันทั้งสิ้น


“เลี่ยงหลินเข้าใจแล้ว เรื่องการทำอาหารในงานเลี้ยงรับรองหมิงอ๋องก็วางใจเถิด จะไม่ทำให้ท่านลุงหรือใคร ๆ ต้องผิดหวังแน่นอนเจ้าค่ะ”


ฟ้ามืดแล้ว แต่ถือว่าไม่ดึกมากนักเมื่อสามนายบ่าวเดินกลับบ้าน อีกทั้งยังมีพวกมือปราบในบังคับบัญชาของฉินเจียหยาตามมาอารักขา


เลี่ยงหลินมองเห็นโคมวูบไหว แยกจัตุรัสเส้นนั้นยังมีผู้คนบางส่วนยืนอยู่ประปราย ภายใต้สงนวลตานางสามารถอ่านข้อความบนป้ายเหล่านั้นได้แล้ว


ท่ามกลางข้อความมากมาย คำถามหนึ่งแทรกเข้ามาภายในใจ ท่านปิดประตูกั้นใคร พวกเขามิใช่คนแผ่นดินเดียวกันหรือ


“อ๊ะ” ร่างบางอุทาน เรียกให้จิ่งหลิวมีสีหน้าเป็นห่วงขึ้นมาทันที


“นายหญิงเป็นอันใดเจ้าคะ”


“ลูกดูเหมือนว่าจะดิ้นแล้ว” นางบรรยายความรู้สึกวินาทีนั้นไม่ถูก ทั้งดีใจและประหลาดใจผสมปนเปกัน


“อีกไม่นานก็คลอดแล้ว พรุ่งนี้ให้ซินแสมาตรวจนะเจ้าคะ” จิ่งหลิวเสนอ


คนฟังพยักหน้า “ได้สิ” เลี่ยงหลินเหม่อมองทางเดินซึ่งทอดยาว ทบทวนตั้งแต่วันแรกที่ตื่นขึ้นมาในร่างนี้จนถึงปัจจุบัน


ว่ากันว่าโชคชะตามักจะมีวิถีทางของตนเอง นางเคยนึกเล่น ๆ ว่าถ้าเกิดใหม่ตัวเองจะเป็นอะไร แต่การจินตนาการเช่นนั้นมักจะดำเนินไปภายใต้เงื่อนไขที่ไม่มีความทรงจำดั้งเดิม ดังนั้นความวาดหวังต่าง ๆ จึงเต็มไปด้วยเรื่องเหนือคาด แต่พอเป็นแบบนี้จริง ๆ แล้ว จดจำทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตได้ กลับรู้สึกถึงบางอย่างขึ้นมาชัดเจน


จะกล่าวว่าเสียใจที่ชาติที่แล้วไม่มีโอกาสได้ทำให้ดีกว่านี้หรือเปล่านะ เพราะสัมผัสถึงคุณค่าของชีวิตได้มากขึ้น นางจึงไม่นึกอยากตะเกียกตะกายแค่เพื่อตัวเอง


อะไรที่เป็นเหตุผลทำให้วิญญาณของมนุษย์เราคงอยู่


ดวงตาคู่สวยเหลียวมองเงาร่างผู้ชุมนุมท่ามกลางแสงเลือนรางอีกครั้ง ไม่ทันไรก็มองเห็นเป็นเพียงเส้นจาง ๆ จากสุดถนน


ไม่รู้หรอกว่าจะทำได้แค่ไหน แต่ถ้าไม่ลองดูก็คงต้องคาใจไปอีกนาน

 

 

 

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิง

ชิโนโปรตุกีส[1] - (Sino-Portuguese Architecture) สถาปัตยกรรมแบบจีน-โปรตุเกส คือรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก ในแหลมมลายูในยุคสมัยแห่งจักรวรรดินิยมของตะวันตก ราวปี พ.ศ. 2054 สามารถพบเห็นได้ในเมืองมะละกา เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ หรือมาเก๊า รวมไปถึงประเทศไทย กล่าวคือเป็นสถาปัตยกรรมแบบอาณานิคม

ชาเอิร์ลเกรย์[2]ชาอังกฤษซึ่งพัฒนามาจากชาดำของจีน โดยมีการปรุงรสเลียนแบบชาเจิ้งซานเสี่ยวจงซึ่งเป็นชาต้นฉบับ ได้มีการนำมะกรูดมาเป็นส่วนผสมของใบชา ทำให้ได้กลิ่นหอมลุ่มลึกที่เป็นเอกลักษณ์  เพื่อปรุงแต่งขึ้นให้แก่ ชาลส์ เกรย์ เอิร์ลเกรย์ที่ 2 นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ช่วงปี ค..1830 – 1834 ชาเอิร์ลเกรย์นิยมดื่มในช่วงบ่าย และถือว่าเป็นชาที่มีบทบาทสำคัญ ส่งผลต่อวัฒนธรรมการดื่มชาของชาวอังกฤษ กระทั่งนิยมไปทั่วโลก

 

 


ร้านเจียงจี่รีโนเวทมาเป็นสไตล์ชิโนโปรตุกีสค่ะ



เอาภาพหลัวมาฝากค่ะ ตวนอ๋อง (หยาง) รักเด็กนะคะ เลี้ยงลูกได้ 5555


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5.99K ครั้ง

7,919 ความคิดเห็น

  1. #7836 เมมฟิส (@tiks) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 11:31
    อยากให้เลี่ยงหลินช่วยผู้สอบพยบมากๆ
    #7836
    0
  2. #7530 tarnwarunee (@tarnwarunee) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 16:14
    พระเอกค่าตัวแพง
    #7530
    0
  3. #6143 Lucky-Puppy (@poopo555) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 / 13:33
    ร้านสวยเฟอร์
    #6143
    0
  4. #5638 Xialyu (@Xialyu) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 16:43
    ขอบคุณค่ะ^^
    #5638
    0
  5. #5247 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 22:15

    แงงงง ตัวเล็กกก เริ่มดิ้นแล้วหรอลูก

    #5247
    0
  6. #5054 dyo_kuk (@dyo_kuk) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 22:03
    นี้จะลืมชื่อพระเอกแล้ว555555
    #5054
    0
  7. #4842 iowatrumpet (@iowatrumpet) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 00:41
    อืมมม...ในพาร์ทนี้ที่นางเอกบอกว่าลูกดิ้นแล้ว แล้วจิ่งหลิวก็พูดต่อเลยว่า แสดงว่าใกล้คลอดแล้ว อยากทราบว่านางเอกท้องกี่เดือนอ่ะคะ
    ปกติผู้หญิงตั้งครรภ์ 40 สปด. จะเริ่มรู้สึกว่าลูกดิ้นได้ตั้งแต่ 16 สปด.เลย บางคนความรู้สึกช้าหรือหน้าท้องหนาก็อาจจะเลยไปถึง 24 สปด.ถึงจะรู้สึก
    การคลอดปกติที่ไม่ใช่คลอดก่อนกำหนด คือ 36 สปด.เป็นต้นไป แต่โดยทั่วไปท้องแรกมักคลอดช้าค่ะ บางคนก็เกินกำหนดไป 41 สปด.นู่นเลย
    ซึ่งถ้าคำนวณจากบทพูดตรงนี้ สมมตินางเอกเริ่มรู้สึกว่าลูกดิ้นตอนท้อง 24 สปด. (ให้รู้สึกว่าดิ้นช้าหน่อย) และตีว่าคลอดเร็วละกัน คลอดตอน 36 สปด. ก็อีกตั้ง 3 เดือนนะกว่าจะคลอด แต่ทำไมในเนื้อเรื่องพูดเหมือนใกล้คลอดแล้ว
    แล้วพออ่านอีก 2 พาร์ทที่เหลือ พอจบงานเลี้ยงปั๊บ ผ่านไปไม่นาน นางก็คลอดจริง
    เลยงงๆกับไทม์ไลน์ตรงนี้น่ะค่ะ อ่านแล้วแปลกๆ เพราะตามความเป็นจริงทั่วไป ตอนแม่รู้สึกว่าลูกในท้องดิ้นเนี่ย ถือว่าตั้งครรภ์แค่ครึ่งทางเองนะ เหลืออีกครึ่งทางถึงจะคลอด แต่พออ่านบทสนทนาในเรื่องทำให้เราเข้าใจไปว่าถ้าลูกดิ้นเมื่อไหร่คือใกล้คลอดแล้ว ซึ่งผิดความจริงไปน่ะค่ะ
    ท้วงติงมาแค่จุดนี้นะคะ เพราะส่วนอื่นไม่มีปัญหาเลย อ่านลื่นไหลและสนุกมากค่ะ
    #4842
    2
  8. #4685 pommys (@pommys) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 16:47
    😊😊😊
    #4685
    0
  9. #4655 Callmeyou (@MARKTUAN190) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 13:21
    เอาจริงๆถ้าสองคนนี้เขาได้เจอกันตอนนี้และอยู่ด้วยกันอาจกลายเป็นคู่ผัวเมียเพื่อสังคม 555
    #4655
    0
  10. วันที่ 16 เมษายน 2562 / 23:15
    😊😊😊
    #4513
    0
  11. #4484 kulchari (@kulchari) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 17:12
    อ่านแล้วคิดถึงคนที่เสียสละเพื่อคนอื่น นัักสังคมสงเคราะห์ประมาณนี้ จิตใจรู้สึกเห็นแก่ตัวน้อยลง
    #4484
    0
  12. วันที่ 16 เมษายน 2562 / 15:03
    อ่านวนรอตอนใหม่..
    ไรท์คะ 'มนต์วิเศษ' มันฟังเหมือนแม่มด/magician มากกว่า แต่ก็นึกไม่ออกว่าคำไหนดี คาถา?

    อ่านตอนนี้ งงเล็กน้อย คือไม่มีพ่อครัวที่เป็นฝ่ายชินอ๋อง+หมิงอ๋องเลย? ฝ่ายเป็นกลางก็ไม่กล้าทำให้ เพราะกลัวว่าจะถูกหาว่าเป็นฝ่ายชินอ๋อง+หมิงอ๋อง?
    #4473
    0
  13. #4436 Mook.mook (@l3loomme) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 03:49
    พระเอกค่าตัวเเพงจังเลยยยน
    #4436
    0
  14. #4368 Kibibiza (@Mat_AnGel) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 17:31
    ชอบคุณชายคังอะ
    #4368
    0
  15. #4367 lovely_friend (@lovely_friend) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 17:28
    ขอบคุณค่ะ
    #4367
    0
  16. #4356 nuwalnaka (@nuwalnaka) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 15:35

    ❤❤❤เอาใจไปเลย สนุกทุกตอน

    #4356
    0
  17. #4350 Nok Nok Nok (@Rabbitnok) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 15:07

    เป็นนิยายที่ดีมากเรื่องหนึ่งเลย รอซื้อ E-book นะคเ

    #4350
    0
  18. #4347 อัมพร (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 14:44

    ขอบคุณค่ะ

    #4347
    0
  19. #4343 Jinjoo.K (@yeye_mylove2) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 14:38
    นี่ชอบมากๆเลย เรื่องราวมันสนุกได้โดยไม่จำเป็นว่าพระเอกนางเอกต้องมีฉากกุ๊กกิ๊กกันเยอะๆ แต่กลับใส่เรื่องราวความพยายามสร้างตัวของนางเอกขึ้นมา อ่านเพลินมากกก
    #4343
    0
  20. #4332 Wibbie (@wibbie) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 12:56

    ขอบคุณสำหรับตอนใหม่ครับ /bow

    #4332
    0
  21. #4325 T--dZ (@lllvioletlll) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 12:39

    ชอบบบการเขียน.การบรรยายมากเลย


    สุขุม เข้าใจชีวิตดีแท้


    โอ้ยยย ห้ามใจรักนิยายเรื่องนี้ไม่ได้

    #4325
    0
  22. #4322 ning792528 (@vj792528) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 12:38

    ดองตวนอ๋องไว้นานหน่อย....ให้หนูเจียงเจอะเจอคนเยอะๆก่อน
    #4322
    0
  23. #4306 0878275869 (@0878275869) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 11:42
    มีออก E-Book ไหมค่ะ
    #4306
    0
  24. #4298 toeytae2 (@ToeyTae) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 11:21
    ฮือๆเมื่อไหร่จะวางจำหน่ายคะ​อยากอ่านแบยาววววววว
    #4298
    0
  25. #4288 talk_to_me (@whyui) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 11:14

    อยากอ่านต่อ จะมีเล่มเร็วๆนี้หรือยังคะ?
    #4288
    0
  26. วันที่ 15 เมษายน 2562 / 10:23
    ที่ผ่านมา หลินหลินได้ใจชาวบ้าน นักบวชไปแล้ว ร้านเจียงจี่ก็มีชื่อในหมู่ชนชั้นสูงและกลุ่มการค้า ตอนนี้นางกำลังสร้างชื่อกับพวกบัณฑิตแล้ว.. หนทางเป็นฮองเฮาสว่างโล่เลย..
    แต่ตวนอ๋องก็อย่าชักช้า พี่เหอเค้ามาทุกวันเลย หยางอีหยางเอ้อรายงานมั่งมั้ย ไหน้ำส้มแตกรึยังงงง
    แอบงงค่ะ หลินหลินน่าจะท้องได้ 7-8 เดือนแล้ว ลูกเพิ่งดิ้น?
    #4283
    1