ตำรับรักจอมนาง (สนพ.ดีต่อใจ)

ตอนที่ 24 : บทที่ 23 ที่ฆ่าปณิธานหาใช่คมดาบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 93,152
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7,157 ครั้ง
    31 มี.ค. 62

ปึก ปึก


ท้องเรือโดยสารสะเทือนเบา ๆ หลายครั้ง เนื่องจากโดนชนด้วยวัตถุบางอย่าง ฟ้ายังไม่สางดีนัก ทว่าเหล่าผู้คนภายในต่างรู้สึกได้ หลายชีวิตเดินขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ แม้แต่เลี่ยงหลิน จิ่งหลิว และป๋าไห่ ก็ไม่ต้องการอุดอู้อยู่ใต้ท้องเรือ จึงได้แต่ขึ้นมาหาสาเหตุให้คลายสงสัย


“กรี้ดดดด”


เสียงหวีดร้องดังขึ้นและยังตามมาอีกเป็นระลอก ป๋าไห่ที่เบียดแทรกไปดูก่อนใครรีบหันหลังกลับมาร้องห้าม “นายหญิงขอรับ อย่ามอง”


ไม่ทันเสียแล้ว ภายใต้แสงสลัวของเวลาเช้ามืด เลี่ยงหินมองเห็นร่างไร้วิญญาณนับไม่ถ้วนลอยมาตามกระแสน้ำ


“ท่านแม่ ข้ากลัว” เด็ก ๆ บนเรือร้องไห้ระงม เลี่ยงหลินรู้สึกเหมือนตกลงไปในถังน้ำแข็ง เลือดในกายเย็นเฉียบ ไหล่บางสั่นเทา ไม่อาจเชื่อสายตา


จิ่งหลิวเองก็ตัวสั่น โผเข้ามากอดนาง ป๋าไห่ที่คงสติได้มากที่สุดเอ่ยพึมพำ “คงเป็นพวกทหารขอรับ”


ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีชาวบ้าน และเด็ก นางมั่นใจว่าเห็นร่างเล็กโดนคลื่นน้ำพัดพาไป


วันที่สามของการเดินทาง จึงได้เห็นสภาพความเป็นจริงของความสูญเสียในเหิงกัง หรืออาจกระจายมาถึงฉางเฉินแล้วสงครามไม่เคยปราณีใคร


เส้นแบ่งระหว่างความอยู่รอดและความตายช่างใกล้กันเหลือเกิน


ในลำคอของเลี่ยงหลินสั่นขึ้นมา คล้ายกับว่ากำลังจะสะอื้น เจ้าตัวจึงได้แต่ข่มใจ แล้วน้ำตาก็ไหลพรูออกมาเอง


“นายหญิง” จิ่งหลิวตกใจ โผเข้าโอบประคองร่างนั้นไว้


ความเสียใจนี้ไม่ใช่ของนาง แต่เป็นของเจ้าของร่าง เลี่ยงหลินไม่เคยรู้สึกถึงคลื่นอารมณ์ที่หลงเหลืออยู่ภายในร่างนี้มากมายถึงเพียงนี้มาก่อน


“พวกเขา


“อย่ามองเจ้าค่ะ” จิ่งหลิวพยายามประคองให้พาอีกฝ่ายกลับลงไปใต้ท้องเรือตามเดิม นึกเสียใจเหลือเกินที่เดินขึ้นมาตั้งแต่ทีแรก นายหญิงกำลังตั้งครรภ์อยู่ ไม่ควรเห็นภาพเช่นนี้เลยจริง ๆ


ป๋าไห่เคลื่อนตัวเข้ามาบดบัง หวังให้ภาพนั้นพ้นจากสายตา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหนักใจ


เลี่ยงหลินพยายามทำความเข้าใจอารมณ์ของเจ้าของร่าง นางคงหวาดกลัวอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ในฉางเฉินอาจไม่สู้ดี อาจเพราะห่วงบิดาของตนเหลือเกิน


ไม่ควรเป็นเช่นนี้เลย ในเมื่อในร่างนี้มีเพียงวิญญาณแปลกปลอมของนางเพียงคนเดียว


เห็นทีอานุภาพความรักที่เจียงเลี่ยงหลินซึ่งมอบให้บิดามีมากเหลือเกิน มือบางกำหมัดแน่น พ่อผู้เป็นเชฟในโลกเดิมนั้นก็ครอบครองพื้นที่ภายในจิตใจของเลี่ยงหลินอยู่เกือบทั้งหมด ชีวิตเดิมของนางที่ทุ่มเททุกอย่างก็เพราะละอายใจต่อเขา


พลันก็ได้ยินเสียงไต้ก๋งประกาศจากหัวเรือ “พ่อแม่พี่น้องทุกท่านเรือลำนี้จะแล่นถึงตั๋วเยี่ยเท่านั้น อีกครึ่งชั่วยามจะเทียบท่า สำหรับท่านที่ถือตั๋วไปฉางเฉิน เอาหางตั๋วไปขอคืนเงินส่วนต่างจากเสี่ยวหง”


เจ้าของนามเสี่ยวหงผู้เป็นลูกเรือฝ่ายเสมียนโค้งคำนับ


“ต้องขออภัยทุกท่านด้วย” เขาประกาศอีกครั้ง


แม้บางคนจะไม่พอใจ แต่ก็เข้าใจสถานการณ์ ศพลอยน้ำมาเป็นสิบแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องอัปมงคล ขืนเดินหน้าไปคงไม่แคล้วได้ไปลอยขึ้นอืดเช่นเดียวกัน เห็นทีนอกจากเหิงกังจะวิกฤต สถานการณ์ในฉางเฉินก็ไม่น่าจะเรียกว่าปกติแล้ว


“ไอ้หยาเสี่ยวหง ให้พวกลูกเรือเขี่ยซากออกไปให้ไกล อย่าให้ลอยมาติดเรือ” ไต้ก๋งสั่งการต่ออย่างอ่อนใจ เอาเรือออกเที่ยวนี้ถือว่าขาดทุนย่อยยับ ไฟสงครามอยู่เบื้องหน้าใครจะกล้าเดินเข้าไปหาที่ตายได้


เลี่ยงหลินลอบมองท้องน้ำที่เต็มไปด้วยร่างไร้วิญญาณจากเบื้องหลังของคนสนิททั้งสอง พวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่ทหารทั้งหมดด้วยซ้ำ


ในที่สุดเรือก็เทียบท่าที่เมืองตั๋วเยี่ย


เรือหลายลำจอดนิ่งเรียงราย ดูเหมือนว่าไต้ก๋งประจำเรือแต่ละลำต่างก็ต้องประสบกับปัญหาเดียวกัน ทำให้บรรยากาศริมท่าดูไร้ชีวิตชีวา พวกลูกเรือจับกลุ่มตามร้านเหล้าข้างทางก็มาก


เลี่ยงหลินถูกจิ่งหลิวประคองลงจากเรือ มีป๋าไห๋คอยระมัดระวัง บ่าวทั้งสองประคบประหงมนายหญิงราวกับไข่ในหิน ในเมืองนี้เงียบสงบเหลือเกิน ออกจะเป็นระเบียบเรียบร้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำในช่วงสงครามเช่นนี้


“ข้าน้อยไปลงชื่อเข้าเมืองให้ก่อนนะขอรับ” ป๋าไห่ว่า พลางหยิบเอกสารเดินไปจองแถวยังโต๊ะตรวจคนเข้าเมือง จิ่งหลิวพาเลี่ยงหลินเดินตามไปช้า ๆ ก็ถึงคราวของพวกตนพอดี


“พวกเจ้าเป็นชาวฉางเฉินหรอกหรือ” นายทหารที่นั่งประจำการเอ่ยขึ้นขณะตรวจสอบหนังสือประจำตัวของทั้งสาม หนึ่งในนั้นดูจะเป็นบุตรีของนายอำเภอเสียด้วย


“ใช่ขอรับพี่ชาย” ป๋าไห่ตอบอย่างนอบน้อม


“อันที่จริงแล้ว พอดูเส้นทางการเดินทาง ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะออกมาจากเมืองหลวง เช่นนี้คงไม่น่ามีปัญหา” เขาเอ่ยขึ้น สร้างความประหลาดใจให้เลี่ยงหลินไม่น้อย “อีกทั้งยังมีหนังสือรับรองจากกองทัพมา เช่นนี้ก็คงต้องให้ผ่านเข้าเมืองไป พวกเจ้าจะอยู่กี่วันเล่า”


“พวกเราจะเดินทางไปฉางเฉิน เพียงรอประทับตราเมืองก็จะผ่านไป ไม่ทราบว่าที่ตั๋วเยี่ยนี้ต้องใช้เวลากี่วัน”


เหล่าทหารที่ดูรอบบริเวณมีสีหน้าตกใจ “แม่นาง ปกติหากเดินทางผ่านเมืองตั๋วเยี่ยพวกเราย่อมอำนวยความสะดวกให้ภายในวันเดียว แต่ยามนี้เดินทางไปฉางเฉินไม่ได้หรอก ทัพหลวงตั้งค่ายอยู่ที่นั่นอีกทั้งยังเกิดการต่อสู้อยู่ตลอด ข้าแนะนำว่าพักอยู่ตั๋วเยี่ยจนกว่าเหตุการณ์จะสงบดีกว่า”


เลี่ยงหลินยิ่งร้อนใจเป็นทุนเดิม ภาพที่เห็นในแม่น้ำยังคงติดตา “ข้ามีบิดาอยู่ที่ฉางเฉิน อย่างไรเสียก็ต้องไปหา หรืออย่างน้อยก็ต้องรับเขามาลี้ภัยอยู่ที่นี่ด้วยกัน”


“เห้อ ทำเช่นไรดี” นายทหารนายหนึ่งเอ่ย เดิมทีตนก็ไม่ได้อธิบายให้ใครฟัง เห็นชาวบ้านธรรมดามาก็ล้วนขับไล่ไปพ้น ๆ หากแต่แม่นางท่านนี้มีหนังสือรับรองจากกองทัพ พร้อมหนังสือประจำตัวก็เด่นชัดอยู่ว่าบิดาที่นางกล่าวถึงคือนายอำเภอแห่งส่านซี ดังนั้นเห็นควรต้องสุภาพสักหน่อย “ยามนี้เมืองตั๋วเยี่ยไม่เปิดรับผู้อพยพหรอกนะ แต่ที่แม่นางซึ่งเป็นชาวฉางเฉินได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองได้เพราะเส้นทางของพวกเจ้านั้นมาจากเมืองหลวง ดังนั้นหากตั้งใจจะพาบิดามาพักที่นี่ให้ได้ คงต้องไปยื่นคำร้องที่สำนักตรวจการ”


“ไม่รับผู้อพยพ” เลี่ยงหลินทวน เริ่มเข้าใจขึ้นมาว่าเหตุใดบรรยากาศในเมืองจึงดูเงียบสงบผิดกับเมืองอันซุยเช่นนี้ มิน่าเล่าผู้อพยพจึงต้องมุ่งหน้าไปหวังพึ่งเมืองหลัง ๆ ก็ในเมื่อเมืองหน้าด่านนั้นปิดประตูกีดกันพวกเขาเอาไว้


“ใช่แล้วแม่นาง อย่างไรก็พักอยู่ที่นี่ก่อน เอาเป็นว่าเห็นแก่ที่มีหนังสือรับรอง ข้าจะลงตราประทับให้สามสิบวัน หากครบกำหนดแล้วยังไม่คิดเดินทางต่อ ก็ไปรายงานตัวที่สำนักตรวจการอีกครั้งเพื่อขอต่อเวลาได้ ส่วนจะเดินทางต่อไปฉางเฉินนั้นสตรีมีครรภ์เช่นนี้อย่างไรก็ไม่สมควรไป ที่นั่นหาใช่สถานที่ที่ปลอดภัย”


ทั้งหมดจึงรับหนังสือประจำตัวที่ลงตราประทับเรียบร้อยแล้วคืนมา เดินมุ่งหน้าเข้าไปยังถนนซึ่งทอดเข้าสู่ย่านการค้าของเมืองตั๋วเยี่ย


“ทำอย่างไรดีเจ้าคะนายหญิง” จิ่งหลิวเป็นกังวล ทั้งนึกห่วงนายท่าน ป้าของตน รวมถึงคนรู้จักอีกมากมาย


คิ้วเรียวขมวดลงอย่างครุ่นคิด “ไปร้านขายข่าวเสียก่อน พี่ไห่”


ป๋าไห่รู้หน้าที่ จึงเอ่ยถามเอากับชาวบ้านแถวนั้น ได้ความว่าร้านค้าเงินของกลุ่มการค้ากลางเองก็มีการค้าข่าวสารด้วย


เดินต่อมาเพียงหนึ่งช่วงถนน ก็พบอาคารไม้สีแดงตัดกับหลังคาสีเทาเข้มบ่งบอกความมั่งคั่งของกลุ่มการค้ากลางที่เป็นสมาคมการค้าซึ่งใหญ่ที่สุดและมีสมาชิกมากที่สุดในแคว้นเทียนหมิงได้อย่างดี ก่อนหน้านี้นายท่านฝางได้เคยแจ้งเงื่อนไขการรับเงินส่วนแบ่งไว้แก่นางก่อนแล้ว เนื่องจากยามนี้โรงเพาะเห็ดยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ กว่าทุกอย่างจะดำเนินการเรียบร้อยจนกระทั่งนางสามารถรับเงินงวดแรกได้ก็เดือนสิบ ตอนนี้จึงมีเพียงตั๋วเงินสามพันตำลึงทองที่เป็นค่าเปิดโรงเรือนติดตัวมาเท่านั้น


หลังจากเจรจากับหลงจู๊อยู่พักหนึ่ง เสียค่าข่าวถึงสิบตำลึงเงิน นางก็ได้รับทราบเรื่องราวน่าตกใจ


“นายอำเภอเจียงปักหลักคอยคุ้มครองชาวบ้านอยู่ที่ส่านซี ไม่ได้ย้ายไปพื้นที่อื่น จนกระทั่งราวเดือนก็หายตัวไประหว่างนำกองกำลังออกลาดตระเวน หายไปกันทั้งหมด พวกชาวบ้านต่างภาวนาให้เขาปลอดภัย แต่เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็สุดจะรู้” ผู้ค้าข่าวเอ่ยผ่านม่านไผ่สานอย่างอ่อนใจ ในฐานะเครือข่ายข่าวสาร แม้เห็นเพียงนามของแม่นางผู้มาซื้อข่าวนี้เขาก็ทราบถึงภูมิหลังได้ทันทีว่าเป็นผู้ใด นี่มิใช่ว่าได้อีกข่าวไว้ขายให้ผู้ที่ตามหานางอยู่หรอกหรือ


“บิดาเป็นนายอำเภอ เช่นนี้เจ้าเมืองฉางเฉินมิส่งคนออกไปตามหาเขาหรือ” เลี่ยงหลินถาม


“หนึ่งตำลึงเงินสำหรับข่าวนี้” เงาร่างนั้นเอ่ย เมื่อเห็นข่าวของเจ้าเมืองฉางเฉินมูลค่าต่างกันลิบลับกับข่าวบิดา เลี่ยงหลินก็รู้สึกประหลาดใจ กระนั้นมือขาวยังล้วงก้อนเงินยื่นให้ “เจ้าเมืองฉางเฉินหนีไปนานแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่ชินอ๋องจะพ่ายเสียอีก ยามนี้เมืองฉางเฉินไร้ผู้ปกครอง”


นิ่งไปหลังจากฟังเรื่องราว หากสถานการณ์เปนเช่นนี้นางย่อมไม่อาจเดินทางกลับฉางเฉินได้แน่นอน พวกทหารที่หน้าด่านได้แจ้งไว้แล้วว่าถ้าอยากพาบิดามาพักอยู่ด้วยกันต้องยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการ อย่างนั้นนางมีแต่ต้องวางแผนอยู่ที่ตั๋วเยี่ยในระยะนี้ บางทีอาจต้องอยู่จนกระทั่งคลอด อายุครรภ์นี้อีกไม่นานก็หกเดือนแล้ว ถ้าครรภ์แก่นางย่อมเดินทางไม่ไหว “ท่านรู้หรือไม่ว่าสงครามมีวี่แววจะยุติเมื่อใด”


“เรียนแม่นาง คำถามนี้กว้างเกินไป”


เลี่ยงหลินประเมินอีกครั้ง พยายามทบทวนคำถามเพื่อให้ได้คำตอบที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองมากที่สุด “หากข้าต้องการข่าวของนายอำเภอเจียงเพิ่มต้องทำอย่างไร”


เกิดความเงียบครอบคลุมทั้งห้องจนชวนอึดอัด ป๋าไห่ลอบขมวดคิ้วด้านหลัง  มิใช่ว่าผู้ค้าข่าวเพิ่งบอกไปหรือว่านายท่านหายตัวไป เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วจะมีใครเข้าไปสืบเสาะได้


“แม่นางต้องการสืบข่าวหรือ” เป็นครั้งแรกที่ผู้ค้าข่าวสอบถามกลับ


“ใช่” นางต้องการช่วยบิดาของเจียงเลี่ยงหลิน และรู้ดีว่าตนเองไม่มีกำลัง แต่คิดว่าในเมื่อร้านค้าข่าวมีปัญญาสรรหาข่าวมาขายแก่นางได้ พวกเขาก็ย่อมมีปัญญาสืบหาเพิ่มเช่นกัน เดิมทีนางอยากหาทหารรับจ้าง แต่ของแบบนั้นหาเอาในเมืองก็คงได้ ไม่ต้องถามจากผู้ค้าข่าวให้เสียเงินกระมัง นึกถึงเงินหนึ่งตำลึงเงินที่เสียเป็นค่าข่าวเรื่องเจ้าเมืองฉางเฉินแล้วก็นึกเคืองตัวเอง ข่าวแบบนั้นถามเอาจากปากคนทั่วไปก็ได้


“ข้าต้องแจ้งก่อนว่าค่าจ้างหาข่าวนั้นเริ่มต้นที่ยี่สิบตำลึงทอง แม่นางยังยืนยันหรือไม่”


“ข้ายืนยัน” เลี่ยงหลินตอบรับอย่างหนักแน่น


“เช่นนั้นรบกวนแม่นางพักที่โรงเตี๊ยมฉีเล่อด้านข้างนี้ก่อน โรงเตี๊ยมนี้เป็นของกลุ่มการค้ากลาง สำหรับแม่นางผู้เป็นลูกค้าว่าจ้างงานย่อมได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี จะไม่มีการคิดค่าที่พักใด ๆ ทั้งสิ้นในหนึ่งวันนี้ จนกว่าแม่นางจะได้พบกับนายท่านหนานกง ข้าจะแจ้งเขาให้เรียบร้อยและจะนัดเจรจากันอีกทีพรุ่งนี้เที่ยง”


เลี่ยงหลินตกลงตามข้อเสนอนั้น พลันนึกได้ว่าหากฉางเฉินไม่อาจอยู่อาศัยได้จริง ๆ ก็มีโอกาสน้อยมากที่ตนเองจะพาบิดาไปอยู่ได้หลังสงครามสงบ เห็นทีนางอาจต้องตัดสินใจเรื่องสร้างตัวที่ตั๋วเยี่ย “ไม่ทราบว่ากลุ่มการค้ามีข้อมูลของอาคารพาณิชย์ให้ซื้อด้วยหรือไม่”


ไม่ถึงอึดใจร่างของคนผู้นั้นก็แหวกม่านออกมา เป็นเด็กหนุ่มที่ยังดูแล้วน่าจะอยู่ในวัยเดียวกับเลี่ยงหลิน “แม่นางเจียงจะเปิดกิจการอันใดหรือ” เขาถามขึ้นอย่างสนใจ


“ข้ายังไม่ได้คิดเอาไว้เป็นรูปเป็นร่างนัก แต่คิดว่าน่าจะเป็นกิจการเกี่ยวกับอาหาร”


เขามองหญิงสาวอีกครั้งอย่างประเมิน “ปกติซื้ออาคารใหม่ในตั๋วเยี่ยไม่ควรมีเงินทุนต่ำกว่าแปดร้อยตำลึงทอง หากเซ้งร้านแม้จะถูกลงมาหน่อยที่เดือนละหนึ่งร้อยถึงสองร้อยตำลึงทอง แต่กระนั้นการทำสัญญามักต้องวางมัดจำหกเดือนด้วยกัน” หนานกงเหว่ยเอ่ยเรียบ ๆ “หากแม่นางไม่ติดใจเรื่องทำเล ลองขยับไปฝั่งที่ไม่ใช่ย่านการค้า ก็จะมีราคาลดหลั่นกันลงมาอีก หรืออย่างแผงในตลาดค่าเช่าเพียงเดือนละไม่กี่ตำลึงเงินเท่านั้น”


แต่ทว่าเลี่ยงหลินตั้งใจไว้แล้วว่าต้องเป็นร้านเท่านั้น “ขอบคุณท่านที่ชี้แนะ แต่ข้าอยากได้อาคารพาณิชย์มากกว่า เพราะสภาพเช่นนี้ข้าคงต้องพักอาศัยอยู่ที่ตั๋วเยี่ยระยะยาว ไม่แน่ว่าหากท้ายที่สุดแล้วฉางเฉินไม่อาจอยู่ได้อีกก็คงต้องปักหลักที่นี่”


“เช่นนั้นเชิญแม่นาง” เขาพาเลี่ยงหลินและผู้ติดตามเดินเข้าไปในอีกห้องหนึ่ง ไม่ทันไรหลงจู๊คนเดิมก็ถือเอาสมุดบันทึกรายนามและภาพวาดอาคารพาณิชย์แบบต่าง ๆ ในเมืองตั๋วเยี่ยมาให้


ระหว่างนั้นเลี่ยงหลินจึงนึกถึงรูปแบบธุรกิจที่ตนเองต้องการ ใจจริงนั้นนางอยากเปิดร้านอาหาร แต่ท้องที่โตแล้วทำให้นางรู้ตัวดีว่าไม่อาจรับความกดดันในครัวแบบเต็มรูปแบบได้ ไหนจะเรื่องการประชาสัมพันธ์ร้าน การหาลูกค้า อย่างน้อยหากนางต้องการเปิดภัตตาคาร ต้องมีชื่อเสียงและเส้นสายระดับหนึ่งอย่าเสี่ยงให้ร้านเจ๊งจะดีกว่า เช่นนั้นคงต้องมองหาอะไรที่ค่อนข้างเบาลงมา และยังสามารถทำเงินได้ดี


“เสียมารยาทมานาน ข้ามีนามว่าหนานกงเหว่ย ไม่ทราบว่าแม่นางเจียงดูภาพร้านค้าแล้วเห็นว่ามีแบบไหนพอจะเข้าตาหรือไม่”

 

[ต่อ]


ดวงตาหงส์หยุดลงที่ภาพวาดอาคารพานิชย์สามชั้นแห่งหนึ่ง มีต้นอู่ถงปลูกด้านหน้า และในพื้นที่สวนด้านหลังด้วย สงสัยเจ้าของคนเก่าคงชอบมากระมัง “ข้าชอบที่นี่”


หนานกงเหว่ยมองภาพที่นิ้วขาวเรียวชี้ อาคารหลังนั้นเขาจำได้ว่าเมื่อก่อนเป็นร้านขายกระดาษสาซึ่งตั้งอยู่ในถนนเส้นถัดออกมาจากย่านร้านค้า เพราะช่วงสงครามธุรกิจเครื่องเขียนเหล่านี้อยู่รอด เจ้าของเก่าจึงนำมาจำนองในที่สุด ในแง่ของราคาถือว่ากำลังดี แต่มิใช่ว่าแม่นางเจียงบอกว่าอยากทำเกี่ยวกับอาหารหรอกหรือ “อาคารนี้ดีนัก แต่หากแม่นางเจียงต้องการเปิดร้านอาหาร อีกทั้งมีค่าที่ดินไม่แพงลองดูย่านตลาดสดเป็นไร”


เลี่ยงหลินนั้นเชื่อมั่นในสัญชาตญาณตัวเองแต่แรก กระนั้นก็ยังรับคำแนะนำของอีกฝ่ายไว้ “ทำเลนี้มิดีหรือ”


“หามิได้ แต่ถนนเส้นนี้เป็นร้านค้าชายพวกสินค้าฟุ่มเฟือยเสียมาก บรรยากาศเงียบสงบไม่ค่อยพลุกพล่าน แต่หากเป็นย่านตลาดสดคนเดินขวักไขว่ตลอด หากพวกเขาหิวหรือเหนื่อยระหว่างวันย่อมหาร้านของแม่นางพบได้ไม่ยาก”


เรียวปากบางคลี่ยิ้ม “เงียบสงบเช่นนี้ก็เหมาะเลย ข้าตั้งใจจะเปิดร้านน้ำชา ไม่ทราบว่าร้านมีราคาค่างวดอย่างไร”


สีหน้าของหนานกงเหว่ยมีแววตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เจ้าตัวจะรีบกลบเกลื่อนอย่างรวดเร็ว กิจการร้านอาหารในเมืองตั๋วเยี่ยนั้นไม่นับว่าเป็นตลาดปิด หากแม่นางเจียงผู้นี้มีฝีมือก็ย่อมแย่งชิงพื้นที่ได้ไม่ยาก แต่สำหรับร้านน้ำชาแบบนี้ ไหนจะต้องแข่งกับโรงน้ำชาที่มีการจัดแสดงละครต่าง ๆ อีก พื้นที่เช่นนี้จึงกลายเป็นพื้นที่ที่เล็กเกินไปทันที


หากแต่สิ่งที่หนานกงเหว่ยคิดกลับสวนทางกับสิ่งที่เลี่ยงหลินคิดโดยสิ้นเชิง เนื่องจากนางกำลังนึกถึงคาเฟ่ในโลกเดิม บรรยากาศเงียบสงบแบบนี้เหมาะมาก อีกทั้งถนนเส้นนี้ขายสินค้าชั้นสูง ดังนั้นนางจะทำราคาของว่างให้สูงได้อีก ที่สำคัญลูกค้าสามารถนั่งแช่อยู่ได้ทั้งวันไม่ต้องทนเสียงจ้อกแจ้กจอแจจากตลาดสดที่นางหมายตาจริง ๆ คือต้นอู่ถงเหล่านั้น นี่มิใช่นับว่าเป็นสวรรค์เลยหรือ


“ที่นี่เคยเป็นร้านขายกระดาษมาก่อน ราคาจัดว่าค่อนข้างสูง หากซื้อขาดหนึ่งพันตำลึงทอง หรือเช่าเดือนละสามร้อยตำลึงทองทำสัญญาหกเดือน” เขาบอก


อย่างไรราคาซื้อขาดก็น่าสนใจกว่า แต่ถ้าอยากประหยัดเงินค่าเช่าเดือนละสามร้อยก็ถือว่าไม่เลวนัก แต่เผอิญว่าเลี่ยงหลินมีตั๋วเงินติดตัวอยู่สามพันตำลึงทอง เงินจำนวนนี้ย่อมไม่ใช่ปัญหาเลย “เช่นนั้นรบกวนขอดูสถานที่จริงได้หรือไม่”


เขาย่อมไม่ขัด ให้คนงานเตรียมรถและพาแม่นางผู้นี้ออกไปดูร้านด้วยตนเอง


อาคารหลังนี้เป็นสีขาวเรียบ ๆ มุงหลังคาสีดำสนิท เมื่อเห็นพื้นที่จริงแบบนี้เลี่ยงหลินเกิดภาพในใจแล้ว นึกอยากรื้อกระเบื้องหลังคาทิ้งแล้วเปลี่ยนให้เป็นสีขาวทั้งหมด ด้วยความที่เป็นร้านขายกระดาษ จึงมีราวแขวนกระดาษค่อนข้างมาก โครงไม้พวกนี้เอามาดัดแปลงเป็นชั้นวางของได้ ปัญหาคือโต๊ะเก้าอี้ที่ต้องซื้อเพิ่ม กับโต๊ะไม้ตัวยาวที่คงต้องสั่งทำเพื่อเป็นเคาน์เตอร์


หลังจากดูครบทุกห้อง ไปจนถึงชั้นบนที่เป็นที่พัก เลี่ยงหลินก็ไม่เปลี่ยนใจแล้ว ตกลงทำสัญญากับหนานกงเหว่ยเดี๋ยวนั้น


เป็นอีกครั้งที่เขารู้สึกประหลาดใจ ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะตัดสินใจรวดเร็วปานนี้ ไม่ทันไรโฉนดร้านนั้นก็เปลี่ยนชื่อเป็นของเจียงเลี่ยงหลิน ในฐานะที่เป็นลูกค้าคนสำคัญ จ่ายสดรวดเดียวถึงพันตำลึงทอง เขาจึงเป็นธุระพานางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ต่อจากนั้นทั้งวัน รวมถึงแจ้งขออนุญาตเปิดกิจการใหม่ที่สำนักตรวจการด้วย เมื่อมีกลุ่มการค้ากลางรับรอง ทุกสิ่งจึงดำเนินไปได้อย่างไม่ติดขัด


ขณะเดียวกันนั้นที่สำนักไป๋หยุน, เมืองไท่ฉาง


บรรยากาศในสำนักพรตยังคงสงบและเรียบง่ายดังเช่นทุกวัน ทว่าในระยะหลังกลับเพิ่มกิจวัตรใหม่อีกอย่างขึ้นมาคือการทำอาหาร และการหั่นเต้าหู้กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจ


“จิตใจต้องสงบ ลงมีดให้ฉับไวไม่วอกแวก” ในบรรดาเหล่านักพรตน้อย ดูเหมือนศิษย์พี่เถาจะเป็นคนเดียวที่บรรลุในศาสตร์นี้ได้ก่อนคนอื่น ๆ และเป็นผู้เดียวที่ท่านเจ้าสำนักหลี่มักมอบหมายให้เข้าครัวบ่อย ๆ


นักพรตน้อยน้อยฉางที่เคยตามแม่นางเจียงกลับมาลอบปาดเหงื่อ เขาเป็นลูกมือพ่อครัวมาตลอด แต่ฝีมือกลับไม่เอาไหน เทียบศิษย์พี่ไม่ได้เลยจริง ๆ


“ศิษย์น้องเจ้ามือสั่นแล้ว วันนี้พอก่อนเถิด ไปหาอย่างอื่นทำให้สบายใจเสีย” เถาจิ่นอ้านเอ่ย


“ศิษย์พี่เถา ให้ข้าฝึกอีกหน่อยเถิด”  เขาอยากจะทำให้ได้


“ดูเต้าหู้ที่เจ้าหั่นไว้ซี พอกินได้ถึงวันพรุ่งนี้กระมัก หยุดมือแล้วไปช่วยงานด้านอื่นเถิด ฝ่าบาทเสด็จมาไป๋หยุ๋นเช่นนี้ยังมีงานอื่นรอคนไปช่วยอีกมาก”


ในยามนี้ฮ่องเต้เสด็จมาปฏิบัติธรรมที่สำนักไป๋หยุน หลบลี้ความวุ่นวายจากเมืองหลวง เนื่องจากองค์ชายใหญ่ฟื้นจากบาดเจ็บไม่ทันไร ก็มีข่าวว่าองค์ชายรองไม่สบายจนต้องพักรบ ส่งองค์ชายห้าไปเหิงกังแทน ฝ่าบาททรงทุกข์ใจอย่างนัก นักพรตหลี่จึงแนะนำให้ทรงถือศีลสงบใจ


อันที่จริงแล้วเหล่านักพรตอาวุโสนั้นมิใช่จะคาดการณ์ไม่ได้ถึงเรื่องราวอันซับซ้อนระหว่างเหล่าองค์ชาย หากแต่ด้วยละทางโลกแล้วจึงไม่ประสงค์เข้าไปมีส่วนในการยื้อแย่งราชบัลลังก์ เพราะไม่ว่าในท้ายที่สุดใครจะขึ้นครองราชย์ พวกตนก็ล้วนต้องอยู่ใต้การปกครอง


ครั้งหนึ่งเถาจิ่นอ้านได้ยินอาจารย์เปรยถึงสถานการณ์สงครามนี้ คล้ายว่าองค์ชายรองฉีอ๋องผู้นั้นมิน่าจะป่วยจริง


แต่ปุถุชนอย่างพวกเขา ไฉนเลยจะหาญกล้าวิพากษ์วิจารณ์เชื้อพระวงศ์ได้


“แต่เครื่องเสวยของฝ่าบาท” นักพรตน้อยเอ่ยอย่างไม่มั่นใจ เพราะก่อนหน้าแม่ทัพหานได้เคยทูลเล่าเหตุการณ์ที่ไป๋หยุ่นแด่ฮ่องเต้ อีกทั้งเมื่อเสด็จมาพระองค์ก็ได้เสวนากับอาจารย์ทั้งหลาย จึงมีพระดำรัสอยากลองเสวยน้ำแกงไป๋หยุน เรื่องอาหารอื่นแม้จะมีพ่อครัวหลวงติดตามมา แต่เรื่องอาหารชุด พรั่งพร้อมปลอดภัยที่แม่นางเจียงเคยให้ไว้ ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นภาระที่เจ้าบ้านอย่างพวกเขาต้องจัดเตรียม


“ศิษย์น้องอย่ากังวลไปเลย ในส่วนรายการอื่น ๆ พ่อครัวชิงเริ่มทำได้ดีแล้ว ส่วนเต้าหู้นั้นเดี๋ยวข้าหั่นเอง” ผู้เป็นศิษย์พี่รับคำ


ตกเย็น อาหารทุกอย่างจึงพร้อมเพรียง และนำขึ้นถวายพร้อมกับเครื่องเสวยของฮ่องเต้ บรรยากาศในห้องโถงของสำนักไป๋หยุนไร้ความกดดัน ต่อหน้านักพรตซวงแห่งจวินซาน และนักพรตหลี่แห่งไป๋หยุนนั้น ฝ่าบาททรงปฏิบัติองค์อย่างเป็นกันเองราวกับศิษย์และอาจารย์ผู้หนึ่ง


“นี่เองหรือสำรับที่ท่านนักพรตเอ่ยถึง งดงามเสียจริง” พระองค์เอ่ยขึ้น เหล่าสนมชายาบางองค์ก็ติดตามมาเช่นกัน ที่สูงศักดิ์ที่สุดคือฮองเฮาและเสียนเฟย ส่วนคนโปรดอย่างไป๋กุ้ยเฟยนั้นจำต้องอยู่วังดูแลฉีอ๋องที่ไม่สบายด้วยความเป็นห่วง


“ฝ่าบาทชื่นชมเกินไปแล้ว อาหารนักพรตจะงดงามสู้เครื่องเสวยได้อย่างไร” นักพรตหลี่ตอบ เป็นเขาเองที่เชื้อเชิญให้อีกฝ่ายเสด็จมา หวังว่าการหลีกหนีจากความวุ่นวายจะทำให้อีกฝ่ายมีสุขภาพจิตี่ดีขึ้นบ้าง


“ย่อมงดงามจริง น้องหญิงว่าอย่างไร”


เสียนเฟยที่โดนตรัสถามจึงก้มหน้าลง ตอบกลับอย่างระมัดระวัง “เพคะฝ่าบาท แต่ละจานประดับอย่างเรียบง่ายทว่ามีเสน่ห์ยิ่ง จากสิ่งต่าง ๆ ที่เห็นราวกับมีเรื่องราวร้อยเรียงเอาไว้ด้วยกัน”


โอรสสวรรค์ทรงสรวลอย่างพอใจ ชวนให้ทุกคนรับประทาน เหล่าศิษย์นักพรตเล็ก ๆ ที่ไม่เคยพบเชื้อพระวงศ์มาก่อนต่างลอบมองฮองเฮา เสียนเฟย รวมถึงองค์หญิงอีกสามพระองค์ที่ติดตามมา แต่เดิมการจะได้ยลสตรีในรั้ววังเป็นเรื่องเสียมารยาท หากแต่ในสำนักพรตเช่นนี้เมื่ออยู่ร่วมกันย่อมไม่อาจเลี่ยงได้ กอปรกับทุกชีวิตต่างเป็นผู้ละทางโลก ฮ่องเต้จึงพาเหล่าสนมชายาติดตามมาด้วยความสนิทใจ


เพราะจารีตอันเข้มงวดทำให้เหล่าสนมทั้งหลายมิมีใครกล้าชักชวนพูดคุยหากมิใช่ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นเอง แม้แต่ฮองเฮาก็ยังเก็บคำพูดคำจาตลอดทั้งมื้อ จนกระทั่งน้ำแกงอย่างสุดท้ายถูกเปิดฝาออก บรรยากาศอันน่าอัศจรรย์ของเย็นวันนั้นจึงย้อนกลับมาอีกครั้ง


นักพรตหลี่เล่าปรัชญาที่แฝงอยู่เบื้องหลังแก่ฝ่าบาทอย่างไม่ปิดบัง สายพระเนตรที่มัวลงตามพระชันษาเจือด้วยแววซับซ้อนบางอย่าง พระองค์เงียบลง สงบนิ่งและครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน


หลังจากฮองเฮาเอ่ยชื่นชมนักพรตอาวุโสตามมารยาท จึงถึงเวลาที่ทุกคนแยกย้ายเข้าที่พัก


ภายในที่ห้องพักอันเป็นที่ประทับช่วยคราวของเฉินตี้ฮ่องเต้นั้นเงียบสงัด มีเพียงฝูกงกงเท่านั้นที่ยังถวายการรับใช้อย่างเคย


“เสี่ยวฝูจื่อเจ้าว่าเจิ้นแก่แล้วหรือไม่” พระเนตรพร่ามัว เกศากลายเป็นสีดอกเลา ในเวลานี้ฝ่าบาททรงมีพระชนมายุ 62 ชันษาแล้ว


หากกล่าวว่าพระองค์แก่ สำหรับเสี่ยวฝูจื่อ หรือฝูกงกงผู้นี้ก็ถือว่าแก่เหมือนกัน ติดตามรับใช้ตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็นเพียงองค์ชายหมิงซู่เวย ครั้งนั้นฝูกงกงก็ไม่กล้าคิดว่าตนจะปีนป่ายมาได้ไกลเพียงนี้ ทว่าภาพในวัยหนุ่มของพระองค์ยังคงติดตา องค์ชายสิบสี่ผู้ชื่นชอบในการวาดภาพ ไม่ปรารถนาแย่งชิงความวุ่นวานกับพี่น้อง กระนั้นความหวังดีและห่วงใยประชาชนของพระองค์ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร ทรงทุ่มเทฝีมือสร้างผลงานจรรโลงจิตใจผู้ที่ได้พบเห็น ถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงของเหล่าพี่น้องจนปางตาย จนกระทั่งใต้เท้าอันยื่นมือออกมาช่วยเหลือในยามที่เลวร้ายที่สุด ผลักดันให้พระองค์ได้ขึ้นครองราชย์


แม้จะไม่ปรารถนาในบัลลังก์ แต่แผ่นดินจำต้องมีผู้ปกครอง


หมิงซู่เวยในยามนั้นจึงได้แต่พยายามเรียนรู้ ทุ่มเทความสามารถของตนให้มากพอเพื่อที่จะดูแลบ้านเมืองได้ จนกระทั่งทุกอย่างพังทลายครั้งแล้วครั้งเล่า เขาจึงได้ตระหนักว่าท่ามกลางความเป็นฮ่องเต้แล้ว ที่จริงตนเป็นเพียงเบี้ยหมากที่เหมาะสมสำหรับเหล่าขุนนางชาติสุนัขเหล่านี้เท่านั้น


เขาพยายามสู้ แต่พ่ายแพ้หลายครั้ง ชนะได้ก็กล้ำกลืนเต็มที ตระกูลไป๋ของสตรีที่รักยิ่ง จึงควรค่าแก่อำนาจ หลายอย่างที่เขามองให้ไป๋ม่อเฉิงเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้นั้น ก็นับว่าคุ้มค่า


รอแค่ให้เฟยฉี (ฉีอ๋อง) บุตรชายที่เขาคาดหวังเติบโตอย่างสง่างาม เมื่อนั้นอำนาจของเฟยฉีจึงจะเป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้ขุนนางอื่นใดอีก


ทว่าหลายอย่างกลับไม่เป็นดังหวังโดยง่าย เฟยฉีออกจะเจ้าอารมณ์ออกสักหน่อย ต้องกล่อมเกลาให้ใจเย็นลงกว่านี้


ท้ายที่สุดแล้วพระองค์ก็ยังปฏิเสธความจริง ฝูกงกงมองภาพองค์เหนือหัวที่กำลังครุ่นคิดอย่างทอดถอนใจ มั่นใจว่าพระองค์ทรงต้องรู้ว่าฉีอ๋องป่วยการเมืองเพื่อหาเหตุถอนทัพ


“น้ำแกงเมื่อตอนเย็นนั้นชื่อว่าอะไรนะ”


“ไป๋หยุนพ่ะย่ะค่ะ” ฝ่ายกงกงตอบ เขาที่ได้ชิมในตอนหลังก็รู้สึกตราตรึงในใจเช่นกัน ทั้งที่เหล่านักพรตออกตัวว่ามิใช่เจ้าของสูตรยังสมบูรณ์ปานนี้ ถ้าหากวันหนึ่งได้ลิ้มรสจากเจ้าของตำรับจะดีเลิศแค่ไหน


“เมฆาสีขาว” ทรงจ้องมองท้องฟ้าที่เป็นสีหมึก “เจิ้น


พักใหญ่ที่พระองค์เงียบไป


“เจิ้นเคยหวังจะเป็นเช่นนั้น” เสียงแหบพร่าร่วงโรยตามวัยกล่าว “กษัตริย์ที่เป็นที่รักของปวงประชา เขาผู้นั้นต้องนำแคว้นเทียนหมิงสู่ความรุ่งโรจน์ ทุกหย่อมหญ้า ผืนดินกว้างใหญ่แซ่ซ้องสรรเสริญ”


ฝูกงกงก้มศีรษะลงต่ำ ประกายวูบไหวในดวงตาราวกับกำลังเสียใจอย่างสุดซึ้ง


“ฝูจื่อ ดูยามนี้ซี แผ่นดินลุกเป็นไฟ เจิ้นทำได้เพียงยึดบัลลังก์ให้แน่นไม่ให้โดนใครช่วงชิงไป” พระดำรัสของพระองค์คลับคล้ายกับกำลังเย้ยหยันตนเองเข้าไปทุกที “กาลเวลาล่วงเลยมาถึงปานนี้แล้วหรือ คล้ายพริบตาก็ทำลายทุกสิ่งจนหมดสิ้น”


แม้เพียงมาเยือนไป๋หยุนระยะสั่น ๆ พระองค์ยังสัมผัสได้ถึงความสงบซึ่งแตกต่างจากวังหลวงโดยสิ้นเชิง


“หมิงซู่เว่ยตายแล้ว เป็นเจิ้นที่ฆ่าเขา” สุรเสียงนั้นยังคงพึมพำ “เป็นกาลเวลา และความเขลาของเจิ้นที่ฆ่าเด็กหนุ่มในอดีตนั้น ประวัติศาสตร์จะจารึกอย่างไร ยามตายเจิ้นคงเป็นฮ่องเต้ที่ไร้ความสามารถที่สุดกระมัง”


“ฝ่าบาททรงพระเจริญนับหมื่นปี”


พระองค์สรวลแผ่ว “เจ้ายังเอาตัวรอดเก่งอย่างเคย หากกลับกันขันทเช่นเจ้าน่าจะเหมาะกับวังหลวงมากกว่าเจิ้นเสียอีก”


ฝูกงกงยังคงเงียบงัน


“รัชสมัยของเจิ้นสงบและปลอดภัยหรือไม่” แน่นอนว่าย่อมไม่ได้รับคำตอบ

 

 

Talks - ไรท์แต่งสดนะคะวันนี้ แต่ไปด้วยกดเซฟไปด้วย จะขึ้นบ่อยนิดนึงนะคะ // กุลิสรา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7.157K ครั้ง

7,906 ความคิดเห็น

  1. #7835 เมมฟิส (@tiks) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 10:42
    อยากให้ฮ่องเต้คิดได้มากๆ

    ไม่ใช่ความรักมาบังตาแบบนี้
    #7835
    0
  2. #7529 tarnwarunee (@tarnwarunee) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 14:00
    เพราะฮ่องเต้โง่ไง

    บัลลังควรตะเป็นของใครมองไม่ออก

    จะดันทุรังให้คนไม่ได้เรื่องอยู่ได้
    #7529
    0
  3. #6138 Lucky-Puppy (@poopo555) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 / 11:56
    คิดใหม่ทำใหม่จ้า
    #6138
    0
  4. #5633 Xialyu (@Xialyu) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 13:47
    ขอบคุณค่ะ^^
    #5633
    0
  5. #5259 Dreammimi1 (@Dreammimi1) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 24 เมษายน 2562 / 23:44

    องชาย5ค่าตัวแพงยิ่ง
    #5259
    0
  6. #5244 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 21:38

    เปิดคาเฟ่ไปเรยเกร๋ๆ ข้ามองค์ฮ่องเต้ไปค่ะ โนคอมเม้น ฮึ

    #5244
    0
  7. #4677 pommys (@pommys) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 16:04
    เมียรัก แล้วตวนอ๋องหละ
    #4677
    0
  8. #4433 kikijajakiki (@kikijajakiki) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 01:26
    อีฉีอ๋องมันโง่

    แต่พอมันยิ่งโง่กว่า

    ถ้าคิดแค่อยากยกบ้านเมืองให้ลูกชายสุดที่รัก

    ก็สงสารบ้านเมือง

    แล้วไหนจะยกอำนาจให้ตระกูลของเมียรักอีก โอ๊ย อีเต้ แกนี่มันโง่ซ้ำซากเกินเยียวยาจริงๆ ถ้าตายไปแผ่นดินคงดีขึ้น
    #4433
    1
    • #4433-1 เมมฟิส (@tiks) (จากตอนที่ 24)
      14 กันยายน 2562 / 10:44
      +1 เห็นด้วยมากๆ

      ความรักบังตา

      แต่ถ้าตายไปแผ่นดินก็ตกเป็นของอิฉีอ๋องโง่ๆและตระกูลของสนมรักยิ่งแย่กว่าน่ะสิ
      #4433-1
  9. วันที่ 14 เมษายน 2562 / 14:01
    😊😊😊
    #4222
    0
  10. #3779 IsazaI (@isazai) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 4 เมษายน 2562 / 03:04
    แล้วลูกอีกคนที่ท่านใช้งานเยี่ยงทาสล่ะคะ ฮ่องเต้!!

    สงสัยจะแก่จริงๆอ่ะแหละ หลงลืมไปโหมดดดด
    #3779
    0
  11. #3525 chana2018 (@chana2018) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 13:55

    ฮองเต้ต้องคิดใหม่ทำใหม่แล้วนะ

    #3525
    0
  12. #3523 Oil Sasipron (@autogun) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 13:51
    ขอบคุณค่ะ
    #3523
    0
  13. #3515 Jinjoo.K (@yeye_mylove2) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 13:11
    ชอบแนวคิดคาเฟ่ของนางเอกมาก ประยุกต์ได้ดี
    #3515
    0
  14. #3513 oachaporn (@oachaporn) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 12:55
    หูตาสว่างได้แล้วพ่อเต้ควรมองดูลูกคนอื่นด้วยไม่ใช่ส่งเสริมแต่ลูกที่รักแต่ไม่ได้ความเห็นแก่ตัว
    #3513
    0
  15. #3509 Callmeyou (@MARKTUAN190) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 12:33
    ตาสว่างสักทีเถอะฮ่องเต้ อต่ก็กลัวหากตวนอ๋องได้เป็น ใจไม่ค่อยอยากให้เป็นเลย
    #3509
    0
  16. #3491 Mushmellow (@sokibum) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 09:05
    ใกล้จะได้ยลโฉมเมนูของหวานแล้วใช่ไหมคะ ตื่นเต้นๆ
    #3491
    0
  17. #3458 ThippySlippy (@naumthip) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 02:31
    สนุกมากกก แอบสงสารฮ่องเต้
    #3458
    0
  18. #3347 julakukjt16 (@julakukjt16) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 21:45
    นางเอกจิจรใจดีจึงพบเจอแต่คนดีๆ
    #3347
    0
  19. #3301 fluffy_jiminie (@fluffy_jiminie) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 20:17
    ขอบคุณสำหรับนิยายนะคะแต่งดี มากเลยย
    #3301
    0
  20. #3300 fluffy_jiminie (@fluffy_jiminie) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 20:17
    ทำไมมันเริ่มหน่วงง่ะ หรือเราคิดไปเอง?
    #3300
    1
    • #3300-1 (@sheeperywriter) (จากตอนที่ 24)
      31 มีนาคม 2562 / 21:09
      รู้สึกว่าตอนนี้บทมันดราม่าเหรอคะ 5555
      #3300-1
  21. #3299 อัมพร (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 19:31

    ขอบคุณค่ะ

    #3299
    0
  22. #3298 wannipa63338 (@wannipa63338) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 19:27

    คนเลวก็พ่อนี้และ

    #3298
    0
  23. #3297 Amarry (@Amarry) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 18:55
    ถ้าเต้ยังคิดไม่ได้ ไม่ว่ายังไงก็จะเอาลูกรักขึ้นนั่งบัลลังก์ล่ะก็ แผ่นดินก็จะไม่เหลือให้ใครซุกหัวนอน หรือไม่ก็กลายเป็นหุ่นเชิดของขุนนางโดยไม่รู้ตัวเพราะความโง่ ง่ายๆคือเต้จะได้ทรราชสืบบัลลังก์นั่นเอง
    #3297
    1
    • #3297-1 kikijajakiki (@kikijajakiki) (จากตอนที่ 24)
      16 เมษายน 2562 / 01:28
      อีเต้เองตอนนี้ก็ใกล้เคียงกับทรราชแล้ว
      #3297-1
  24. #3296 tany28 (@tany28) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 18:06
    เมื่อไหร่เต้จะคิดได้ แค่นี้ก็เห็นแล้วว่าลูกรักจะพาบ้านเมืองไปรอดได้หรือเปล่า เป็นถึงฮ่องเต้ไม่น่าตามืดบอดแบบนี้
    #3296
    0
  25. #3295 kwan86 (@kwan86) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 17:45
    อยากให้นางเอกเป็นซิงเกิลมัม ไม่เอาพระเอกแล้วไม่ได้เรื่อง
    #3295
    0