ตำรับรักจอมนาง (สนพ.ดีต่อใจ)

ตอนที่ 2 : บทที่ 2 เคราะห์ซ้ำกรรมซัด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 68,959
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,421 ครั้ง
    10 มี.ค. 62

รถม้าสีเขียวน้ำทะเลคันเก่าเคลื่อนตัวไปตามถนนอย่างเงียบเหงา ในความทรงจำของเจียงเลี่ยงหลินแม้ฐานะอนุภรรยาจะต่ำต้อยจนไร้เกี้ยวหามดังเช่นชายา ทว่าตวนอ๋องกลับปฏิบัติให้เกียรติอย่างครบครันยิ่ง เขาขี่ม้านำหน้าด้วยตนเอง รถม้าของนางถูกตกแต่งด้วยผ้าและโบชมพูจนดูวิจิตร กลบทับความซอมซ่อของมันโดยสิ้นเชิง การใส่ใจเช่นนั้นทำให้เด็กสาววัยรุ่นหัวใจพองโต แต่ความคิดคนหรือจะเหมือนกันได้ ดูเหมือนจะไม่มีใครชื่นชมที่เขาปฏิบัติดีกับภรรยาเล็ก ๆ ดังนั้นนางจึงได้ข้อหานางจิ้งจอกยั่วยวนตวนอ๋องมาตั้งแต่นั้น อันที่จริงแล้วไม่ใช่แค่เจียงเลี่ยงหลินหรอกที่ระบบความคิดเป็นปัญหา ผู้คนในโลกนี้ทุกคนก็ด้วย


ภายในรถม้ามีแต่ความเงียบ เลี่ยงหลินเพียงแต่นึกทบทวนความทรงจำของเจ้าของร่างเรื่อย ๆ เท่านั้น แต่จิ่งหลิวกลับมองคุณหนูของตนด้วยความเศร้าโศก สีหน้าแสดงความห่วงใยอย่างไม่ปิดบัง จนกระทั่งพ้นประตูเมืองมาระยะหนึ่งแล้ว นางจึงเอ่ยขึ้น “คุณหนู เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะเจ้าคะ”


เลี่ยงหลินพยักหน้า ยินยอมผลัดเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่แต่โดยดี ทรัพย์สินเดิมของนางหาได้หรูหรา เสื้อผ้าที่ผลัดใส่ในยามนี้ก็เพียงผ้าฝ้ายธรรมดาแบบคุณหนูบ้านนอกคนหนึ่งเท่านั้น สีเขียวไข่กายิ่งทำให้ใบหน้าของคนป่วยดูซีดเซียวลงไปอีก หากแต่เจ้าตัวกลับไม่มีท่าทียินดียินร้าย


เมืองหลวงหรือนางจากไปด้วยความต่ำต้อยอย่างจริงแท้


“นับจากนี้เรียกข้าว่านายหญิงคงจะดีกว่า” นางกล่าว เดินทางอีกยาวไกลไม่รู้จะประสบพบเจออะไรบ้าง จะปล่อยให้จิ่งหลิวตามใจเจียงเลี่ยงหลินจนเคยตัวไม่ได้อีกแล้ว เพราะนางได้ละทิ้งสถานะคุณหนูจวนนายอำเภอมาเนิ่นนาน “มาพี่ช่วยข้ามวยผมเถอะ” อย่างน้อยการแสดงตนในฐานะสตรีออกเรือนแล้วคงช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเจอได้ในระดับหนึ่ง


สองตาของสาวใช้แดงเรื่อ กุลีกุจอช่วยนายหญิงเกล้าผมแบบสตรีสามัญที่ออกเรือนแล้ว


บ้านเกิดของเจียงเลี่ยงหลินอยู่อำเภอส่านซี บิดาของนางเป็นนายอำเภอเล็ก ๆ ที่นั่น แม้จะสบประมาทที่เด็กสาวยินยอมเป็นอนุภรรยาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจนึกดูแคลนได้เต็มหัวใจนัก เพราะนางพอจะรับรู้แนวคิดและประวัติศาสตร์ชาติตัวเองเป็นทุนเดิม ดินแดนเทียนหมิงนี้คาดว่าน่าจะอยู่ในมิติคู่ขนานที่มีความคล้ายคลึงประเทศจีนในยุคโบราณหลายส่วน จะกล่าวให้ถูกสังคมเช่นนี้ พื้นเพต่ำศักดิ์เช่นนี้ อย่างไรเสียเจียงเลี่ยงหลินคงไม่อาจฝันเป็นถึงการเป็นพระชายาได้อยู่แล้ว การอยู่ในสังคมที่ฐานะของสตรียึดเหนี่ยวอยู่กับการออกเรือน เพียงได้เป็นอนุภรรยาตวนอ๋องนั้น แท้ที่จริงแล้วย่อมเป็นที่น่าเชิดหน้าชูตาสำหรับคุณหนูบ้านนอกอย่างนาง


แต่บางทีนางก็คิดว่าเจียงเลี่ยงหลินสมควรตบแต่งให้นายกองแถวชายแดนที่มีแววอนาคตไม่เลวสักคน เป็นภรรยาเอกของเขา และอยู่ส่านซีอย่างมีความสุขจะดีกว่า ไม่แน่ว่าในบั้นปลายอาจได้เป็นถึงฮูหยินแม่ทัพตามหัวเมืองก็ได้


แมงเม่าแม้เห็นเพลิงแต่ก็ยังบินเข้าไปในความทรงจำนั้น เจียงเลี่ยงหลินหลงรักตวนอ๋องตั้งแต่แรกเห็น ตั้งแต่เมื่อเขาไปช่วยชาวบ้านจากอุทกภัย เช่นเดียวกับบิดาของนางเองก็ชื่นชมเช่นเดียวกัน เพราะเหตุนั้นจึงไม่นึกขัดเมื่อบิดาฝากฝังนางให้แก่ตวนอ๋อง ถูกรับเข้าจวนมาอยู่กับเขาเมื่อนางอายุย่าง 14 แต่คงจะดีกว่านี้ถ้าตวนอ๋องผู้สง่างามไม่เป็นคนไร้ความรู้สึก  การใช้ชีวิตในครอบครัวเชื้อพระวงศ์สำหรับคุณหนูบ้านนอกไม่ใช่เรื่องง่ายเลย นางพยายามฝึกมารยาทแบบสตรีในรั้ววัง หมากล้อม พิณ กาพย์กลอน เขียนอักษร อะไรบ้างที่ไม่ตั้งใจ วณิพกพเณจรที่เพิ่งเป็นประเด็นชายชู้ไป ก็เพราะนางชื่นชอบการฝึกปรือฝีมือมิใช่หรือ ทุกครั้งที่มีนักดนตรีต่างแดนเดินทางมาแสดงที่แคว้นเทียนหมิง ตวนอ๋องจึงมักจะเชิญมาให้นางได้วัดความรู้ รอบนี้คงเป็นชะตาของนางถึงฆาตจริงแท้ อันหลันฮวาและเสิ่นหรูเหมยถึงหาช่องเล่นเล่ห์กลจนได้


ตัวนางที่เป็นเพียงหญิงจากตระกูลบ้านนอกเล็ก ๆ ตระกูลหนึ่ง จะไปทัดเทียมจวนอันชิ่งโหว และจวนตระกูลเสิ่นที่เป็นถึงราชครูได้อย่างไร แม้จะอยากโต้ตอบเพียงไหน แต่รู้ดีว่าทุกการกระทำของนางอาจทำให้เดือดร้อนไปถึงบิดาของเจ้าของร่าง


สงสารเจ้ามากเจียงเลี่ยงหลินหญิงสาวบอกตัวเองในใจ ป่วยไข้เอนจอนาถตายไปเงียบ ๆ คาจวนไม่พอ ฟื้นขึ้นมาไม่ทันไรก็อยู่ในฐานะคบชู้สู่ชายเสียแล้ว


นึกถึงตรงนี้ก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจ เจียงเลี่ยงหลินตั้งท้องได้สามเดือนแล้ว เดิมร่างกายเด็กสาวย่อมแข็งแรงมาก แต่เมื่อพบเจอเข้ากับสารพัดวิธีที่สตรีสูงศักดิ์ในจวนสรรหามากดดันจึงทำให้นางเจ็บออดแอดและล้มป่วย อีกทั้งหมอที่เรียกมารักษาก็ชวนหดหู่สิ้นดี จริงอยู่ที่นางไม่มีสิทธิได้รับการรักษาโดยหมอหลวง แต่อย่างน้อยซินแสในเมืองหลวงฝีมือดีก็มีมาก ทว่าสิ่งที่พระชายาจัดให้คือหมอชาวบ้านเท่านั้น ความสามารถในการรักษาไม่ต้องพูดถึงเลย สมัยโบราณแบบนี้หมอชาวบ้านจะทำอะไรได้นอกจากปรุงยาผีบอกและไหว้ผีสางเทวดา ไม่สั่งให้เลี่ยงหลินกินปัสสาวะตัวเองหรือของแปลก ๆ ก็เดชะบุญแล้ว


บ่นไปก็ไร้ค่า ในเมื่อทุกอย่างเลวร้ายจนกู่ไม่กลับ รู้ตัวอีกทีเจียงเลี่ยงหลินก็ตาย แล้วกลายเป็นนางเข้ามาแทนที่ในปัจจุบัน กระนั้นด้วยความที่ตระหนักถึงครรภ์ตั้งแต่วันแรกที่เข้าร่าง ก็ได้จัดการให้จิ่งหลิวแอบออกไปซื้อยาบำรุงมาต้มเองตามมีตามเกิด ประคองอาการไปไม่ให้ย่ำแย่กว่านี้


เด็กน้อยในครรภ์นี้นับว่าดวงแข็งเกินคาดมือเรียวลูบท้องอย่างเหม่อลอย ในเมื่อเจียงเลี่ยงหลินทนเก็บเป็นความลับ และอดกลั้นลำบากมาจนถึงขนาดนี้เพื่อเด็กคนนี้ นางก็สาบานว่าจะดูแลให้อย่างดี


ชาติก่อนเลี่ยงหลินอยากมีลูกเหลือเกิน หลังจากแท้งไปครั้งหนึ่งเพราะทำงานหนัก นางและสามีก็ทะเลาะกันอย่างหนัก ความมึนตึงเฉยชาระหว่างกันขยายวงกว้าง ในที่สุดก็หย่าร้าง ด้วยไม่อาจมองหน้าเขาได้ ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่อาจยกโทษให้ ดังนั้นชีวิตที่เหลือเลี่ยงหลินจึงทุ่มเทให้เพียงเรื่องการทำอาหารที่รักเท่านั้นบางครั้งนางถามตัวเองเสมอ หากย้อนเวลากลับไปได้ นางอาจยังเลือกทำงานหนักอยู่ดี ไขว่คว้าหาเกียรติยศ ชื่อเสียง เงินตรา บางทีตัวนางในชาตินั้นอาจไม่คู่ควรเป็นแม่คน


อย่างไรก็แล้วแต่ การมีชีวิตอีกครั้งโดยมีก้อนแป้งเล็ก ๆ ติดท้องมาดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย


“คลื่นไส้” เสียงแหบเครือพยายามเอ่ยบอก ทั้งคอแสบร้อนเหมือนกระดาษทราย


“นายหญิงดื่มน้ำก่อนเจ้าค่ะ เดี๋ยวถึงเมืองข้างหน้าเราแวะซื้อยากันนะเจ้าคะ” มือหยาบกร้านของสาวใช้ยกถุงหนังบรรจุน้ำจ่อยังริมฝีปากของผู้เป็นนาย โชคดีที่ป๋าไห่หัวไวหยิบฉวยเสบียงไว้ลวก ๆ ตอนเตรียมรถม้า สินเดิมของนายหญิงพอมีบ้าง แม้ไม่มากมายแต่พออยู่ได้นับปี นายท่านเจียงรักบุตรีมาก แต่จะเป็นอย่างไรกันหากทราบว่าทั้งหมดถูกขับไล่ออกมาจากจวนตวนอ๋องแบบนี้


เพราะรู้สึกอ่อนเพลียตั้งแต่ตอนอยู่ที่จวน หลังจากดื่มน้ำแล้วเจียงเลี่ยงหลินจึงได้แต่เอนหลังพิงหมอนอิงแล้วปล่อยตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทรา  


ตะวันลับฟ้าก็ถึงไท่ฉาง เมืองใหญ่อีกเมืองซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวง ปกติควบม้าเต็มฝีเท้าราวชั่วยามเศษก็ถึงแล้ว ทว่ารถม้าที่โดยสารมา ทั้งจิ่งหลิวและป๋าไห่ต่างทราบถึงสถานะครรภ์ของผู้เป็นนายอย่างดี จึงขับเคลื่อนมาในระดับที่ช้ามากเพื่อมุ่งหน้าไปยังร้านหมอชื่อดังของเมือง


เลี่ยงหลินปล่อยให้สาวใช้คนสนิทประคองตนลงจากรถม้าเข้าไปยังร้านหมอ หลังจากเจรจากับเด็กในร้านแล้วอีกฝ่ายก็นำทางไปยังห้องตรวจที่เป็นเพียงฉากกระดาษกั้น ซินแสโต่วเจ้าของร้านกำลังเขียนเทียบยาของคนไข้รายก่อนหน้าเสร็จพอดี สองนายบ่าวจึงนั่งลงยังฝั่งเก้าอี้ที่ว่างอยู่อย่างใจเย็น


“แม่นางมีอาการอย่างไร” ซินแสสูงวัยเอ่ยถาม พินิจสตรีเบื้องหน้าที่ซีดเซียวไปมากโข ฝั่งที่เป็นเจ้านายนั้นแม้สวมชุดผ้าฝ้ายเรียบ ๆ แต่ยังแผ่รัศมีบางอย่างออกมา ไม่แน่ว่าอาจเป็นฮูหยินตกยากจากตระกูลบัณฑิตก็เป็นได้ ยิ่งในช่วงข้าวยากหมากแพงเช่นนี้


ปล่อยให้จิ่งหลิวเล่าอาการ ระหว่างนั้นดวงตาคู่สวยก็มองไปรอบ ๆ อย่างใคร่รู้ ร้านหมอในยุคโบราณเป็นเช่นนี้นี่เอง สมุนไพรส่งกลิ่นอ่อนอบอวลแค่ดมก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาแล้ว


“เป็นอย่างไรหรือเจ้าคะท่านหมอ” จิ่งหลิวถามอย่างอดเป็นกังวลมิได้ เมื่อท่านหมอจับชีพจรอยู่นาน


“แม่นางท่านนี้เป็นไข้ลมหนาว ฝืนมาได้ถึงเพียงนี้ช่างน่าตกใจจริง ๆ ตั้งครรภ์อ่อน ๆ ต้องระวังอย่าได้หักโหมอีกไม่เช่นนั้นจะเป็นปอดบวมเอาได้ ข้าจะจัดยาให้เทียบหนึ่งพร้อมยาบำรุงครรภ์ กินหมดแล้วต้องมาตรวจอีกครั้ง” ช่วงเดือนสี่ ต้นฤดูใบไม้ผลิแบบนี้ ไข้ลมหนาวยังคงระบาดไม่เลิก


ได้ฟังอาการของตัวเองหญิงสาวก็นึกกังวลไม่ต่างกัน แม้ในโลกก่อนมีการแพทย์ทันสมัยแต่การเสี่ยงเป็นปอดบวมในตอนตั้งท้องก็น่าห่วงอยู่ดี สำหรับจิ่งหลิวที่แม้ไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่พอได้ยินคำว่า “น่าตกใจ” ก็ยิ่งหน้าเสียลงไปอีก


“แต่นายหญิงและข้ายังต้องเดินทาง ท่านหมอพอจะจัดยาเท่านั้นได้หรือไม่” เงินติดตัวแม้จะมีพอประมาณ ทว่าจิ่งหลิวก็อดคะเนด้วยความกังวลมิได้ เนื่องจากปกติแล้วไปส่านซีนั้นต้องเดินทางร่วมเดือน ยิ่งคุณหนูตั้งครรภ์พวกนางก็ต้องเดินทางช้าลงไปอีก


“อย่างไรก็ต้องพักก่อน ดูอาการสักสามวันก็ยังดี ข้าจะเขียนเทียบยาต่อไปให้สำหรับเผื่อไว้เดินทางด้วย” ดูเหมือนว่าฝั่งซินแสเองก็เป็นห่วงคนไข้ของตนเช่นกัน


เลี่ยงหลินพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยกับท่านหมอ “ทำตามที่ท่านหมอบอกเถิด” ยิ่งออกแรงพูดเสียงของนางยิ่งแหบลงอย่างน่ากลัว


จิ่งหลิวจึงประคองนายหญิงมารอรับยาที่หน้าร้าน ยาหกห่อถูกม้วนในกระดาษอย่างดี สามห่อแรกคือยารักษาโรค อีกสามห่อหลังคือยาบำรุงครรภ์ “แม่นางเลือดลมไม่ค่อยดี กินยาบำรุงและยาแก้ไข้สามวันแล้วให้มาหาท่านหมออีกครั้งทั้งหมดนี้สิบตำลึง สองร้อยอีแปะ”


“พี่หลิวอย่าลืมซื้อยาใส่แผลมาด้วย” เลี่ยงหลินนึกถึงป๋าไห่ขึ้นมา จึงสั่งการจิ่งหลิวที่กำลงจะเดินออกจากร้าน


ขึ้นชื่อว่ายาก็ราคาสูงผิดกับสินค้าประเภทอื่นจริง ๆ จิ่งหลิวที่ถือกระเป๋าเงินให้นายหญิงล้วงก้อนตำลึงจ่ายตามไปด้วยใจว้าวุ่น สำหรับเลี่ยงหลินเองก็พอจะเข้าใจได้ แม้จะไม่ค่อยถนัดคำนวณค่าครองชีพในยุคนี้เท่าไหร่ แต่นางรู้ว่ามีเงินสดติดกระเป๋าอยู่ร้อยยี่สิบตำลึง ตั๋วเงินอีกสามร้อยตำลึง ยังไม่ข้ามวันก็หมดไปสิบตำลึงแล้วก็น่าห่วงไม่น้อย


ดังนั้นเมื่อขึ้นรถม้า หญิงสาวจึงเอ่ยกับจิ่งหลิว “เอากำไลหยกของข้าไปจำนำสักหลายวงเถอะ ในเมืองใหญ่เข้าร้านเช่นนี้ไม่เป็นที่สะดุดตามาก ยิ่งนานวันออกไปยังพื้นที่ทุรกันดารเราอาจโดนพวกนักเลงหัวไม้จับตามองได้หากเข้าออกโรงจำนำบ่อย ๆ”


“เจ้าค่ะ” จิ่งหลิวไม่รู้จะกล่าวสิ่งใด ด้วยไม่นึกว่านายหญิงจะต้องมาตกระกำลำบาก แม้เดิมจวนนายอำเภอจะมิได้มั่งคั่งเช่นจวนอ๋อง ทว่านายท่านก็ไม่เคยปล่อยให้บุตรีของตนแร้นแค้นถึงปานนี้


หลังจากจำนำกำไลหยกไปสามวงก็ได้เงินมาอีกเก้าสิบตำลึง ด้วยการตัดสินใจของเลี่ยงหลิน ทั้งหมดจึงเลือกพักโรงเตี๊ยม ที่ไม่หรูหรามากนัก แต่ก็เน้นทำเลที่อยู่ในย่านการค้าซึ่งน่าจะปลอดภัยเพราะมีผู้คนพลุกพล่านตลอด


เสี่ยวเอ้อร์นำแขกแยกย้ายกันไปพัก ป๋าไห่พักที่ห้องคนรับใช้ ส่วนจิ่งหลิวนั้นโดนบังคับให้มานอนเป็นเพื่อนเลี่ยงหลิน สมกับเป็นที่พักในเมืองใหญ่ แม้จะเป็นโรงเตี๊ยมทั่วไปก็ยังขูดราคาไม่น้อย คืนละห้าร้อยอีแปะ ส่วนห้องคนรับใช้ที่เป็นห้องรวมคิดรายหัวหัวละหนึ่งร้อยอีแปะ เมื่อคิดถึงส่านซีที่หนึ่งตำลึงเงินก็สามารถเช่าเหมาห้องได้เป็นเดือน ๆ จิ่งหลิวก็แทบหลั่งเลือดในใจ นึกปลอบใจตัวเองว่าอย่างน้อยนางมานอนกับนายหญิง หากรั้นจะไปนอนห้องคนใช้อย่างเดิมคงต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยอีแปะแล้ว


มื้อเย็นที่ทั้งสามอยู่พร้อมหน้า สองบ่าวจิ่งหลิวและป๋าไห่ดูเก้อกระดากเมื่อต้องร่วมโต๊ะกับนาย ทว่าเลี่ยงหลินกลับไม่ถือสาอะไร มือขาวราวกับหยวกกล้วยยื่นหมั่นโถวแบ่งให้ทั้งสองที่เกรงใจจนไม่กล้าหยิบจับอะไรเลย


“สามชั้นพะโล้นี้รสดี ลองกินกับหมั่นโถวสิ” หลังจากได้ดื่มยาก่อนอาหารไปเทียบหนึ่งก็รู้สึกโล่งคอไม่น้อย ลิ้นที่ขมปร่าก็กลับมาเจริญอาหารขึ้นด้วย ทำให้เลี่ยงหลินรู้สึกสนุกกับการกินอีกครั้ง อาหารมื้อนี้ไม่เลวเลยจริง ๆ


“ขอรับนายหญิง” ป๋าไห่คีบพะโล้มาวางบนหมั่นโถวอย่างซื่อ ๆ นายหญิงสั่งอะไรก็ทำตามนั้นไม่อิดออด ชั่วขณะนั้นภาพวัยเยาว์ของเจียงเลี่ยงหลินแล่นผ่านในความทรงจำอีกครั้ง ตอนหกขวบที่เจอป๋าไห่กำลังปกป้องเด็ก ๆ ขอทานจากพวกอันธพาลในย่านนั้น เขาไม่มีแซ่ เด็ก ๆ เรียเขาว่าป๋าไห่ เป็นคนทึ่ม ๆ แต่ซื่อตรง ด้วยตัวโตกว่าใครจึงมักจะเป็นที่พึ่งของเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ก็ไม่ชนะเสมอไปเพราะความซื่อและหลอกง่ายของเจ้าตัวนี่เอง เวลาสู้ก็ทำได้เพียงปะทะเข้าไปตรง ๆ อาศัยแรงถึกเข้าว่า เพราะถูกใจในความซื่อสัตย์ บิดาของเจียงเลี่ยงหลินจึงรับมาไว้ในจวนนายอำเภอ ให้ฝึกปรือกับพวกองค์รักษ์จนมีฝีมือพอที่จะปกป้องคุณหนูได้ จริง ๆ แล้วที่ถูกทุบตีสะบักสะบอมครั้งนี้ บ่าวในจวนธรรมดาล้วนไม่ใช่คู่มือป๋าไห่เลย แต่ด้วยชีวิตในจวนอ๋อง ทำให้คนทึ่ม ๆ พอจะเรียนรู้ได้บ้างว่าเวลาไหนควรสู้และไม่ควรสู้


ส่วนจิ่งหลิวเป็นหลานสาวของป้าจิ่ง แม่นมของเจียงเลี่ยงหลิน พ่อแม่แท้ ๆ ของจิ่งหลิวโดนพวกคนเถื่อนฆ่าตายนอกด่าน ดังนั้นเด็กสาวจึงถูกญาติพาหนีตายมาพึ่งพิงแคว้นเทียนหมิง ประจวบเหมาะกับที่ป้าจิ่งเป็นคนเก่าแก่ของจวนนายอำเภอ จึงเอาหลานสาวเข้ามาเลี้ยงบ้างบางครั้ง กระทั่งได้พบกันบ่อย ๆ เข้า ทั้งจิ่งหลิวและเลี่ยงหลินก็สนิทสนมกันในที่สุด


ตอนนี้ป๋าไห่อายุ 18 ปีแล้ว จิ่งหลิวแก่กว่าเลี่ยงหลินหนึ่งปี ส่วนเลี่ยงหลินนั้นกำลังจะครบ 16 ในปีนี้


ย้อนกลับไปในวันที่เข้าจวนอ๋องได้ไม่กี่เดือน เลี่ยงหลินก็ครบ 14 เต็มพอดี นึก ๆ ดูชีวิตเกือบสองปีกับเขาคนนั้นมีอะไรมากมายเหลือเกิน แม้แต่เรื่องสะเทือนขวัญอย่างการที่ตวนอ๋องต้องแต่งชายาพร้อมกันถึงสองคนในช่วงเดือนเกิดครบ 15 ปีของเจียงเลี่ยงหลินพอดี คิดแล้วก็อนาถใจ


เอาเถิดผู้หญิงแข็งแกร่งแกร่งเสียอย่าง เป็น Single mom ก็ได้ เลี่ยงหลินมั่นใจว่าจะดูแลลูกและร่างนี้ให้ดีที่สุด ชาติก่อนไม่มีโอกาสเป็นแม่ ชาตินี้ถือว่าก้อนแป้งน้อยคือของขวัญอันแสนล้ำค่า


คืนนั้นสามนายบ่าวต่างเข้านอน แม้จะนึกกังวลอยู่บ้างแต่ความเหนื่อยอ่อนที่ต้องเผชิญมาตลอดวันก็ช่วยให้หลับสนิทได้ในที่สุด


ล่วงผ่านเข้าสู่วันที่สาม ช่วงเช้านั่งกินซาลาเปาไส้หมูกันที่ชั้นล่างของโรงเตี๊ยมและคอยเงี่ยหูฟังเรื่องซุบซิบจากเหล่าสภาน้ำชาอย่างเคย แน่นอนว่าข่าวเรื่องอนุของตวนอ๋องคบชู้ลามมาถึงเมืองข้างเคียงได้เสียแล้ว จะให้เงียบเชียบไปเลยก็ยากนักเนื่องจากท่านอ๋องผู้นั้นจัดว่าเป็นคนดังพอสมควร และนางเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าที่เขาต้องเดินทางไปต่างเมืองเป็นเวลานานก็ด้วยเรื่องภารกิจที่ฮ่องเต้ให้ไปชำระบัญชีตระกูลเหยาโกงภาษี


“นายท่านเหยานี้ขาสั่นพั่บ ๆ เลย ข้าว่าไม่ฉี่ราดก็บุญแล้วตอนที่ตวนอ๋องยื่นสมุดบัญชีลับให้เจ้ากรมอาญา ฮึ่ม! พูดแล้วคันไม้คันมือ เพียงเท่านี้พวกสุนัขรับใช้ตระกูลเหยาจะได้เลิกกร่างเสียที”


“คนดีเช่นตวนอ๋องไฉนต้องมาเจออนุไม่รักดีเสียได้”


“เจ้าไม่รู้อะไร ว่ากันว่าสตรีผู้นี้เป็นนางจิ้งจอกจำแลงกายมา ไม่เช่นนั้นสองปีก่อนบุรุษซื่อตรงเช่นตวนอ๋องจะหลงกลไปคว้ามาจากบ้านป่าเมืองเถื่อนหรือ ไม่อยากคิดเลยว่าตวนอ๋องจะต้องเสียเกียรติแค่ไหนหากเดินทางกลับไปเมืองหลวงแล้วรู้ความจริง”


ทุกร่างที่ล้อมวงเสวนาสภาน้ำชาใต้โรงเตี๊ยมต่างทอดถอนใจ


“นี่พวกเจ้า” จิ่งหลิวมีน้ำโหขึ้นมา หากแต่เลี่ยงหลินกลับรั้งข้อมือไว้


“แม่นางน้อยท่านนี้โกรธเกรี้ยวทำไม ไอ้หยา ๆๆ” เหล่าผู้ล้อมวงคุยเรื่องตวนอ๋องอย่างออกรสต่างผวาในสายตาดุ ๆ ของจิ่งหลิวไปตาม ๆ กัน


เพราะคุณหนูห้ามไว้ แทนที่จะด่ากราดได้ดั่งใจ จิ่งหลิวเลยได้แต่กระแทกเสียงไปแทน “เรื่องในครอบครัวตวนอ๋องใช่สิ่งที่จะเล่าลือได้หรือ”


“แม่นางน้อยท่านนี้กล่าวมาก็มีเหตุผล แต่ลูกพี่ลูกน้องของคนข้างบ้านของญาติข้าที่เมืองหลวงเล่าให้ฟังว่าวันเกิดเหตุมีเสียงเอะอะออกมานอกจวน ประตูจวนก็เปิดกว้างเลย”


“คนข้างบ้านเจ้าจะไปรู้อะไร มันเมาหัวราน้ำทั้งวัน” ชายอ้วนพุงพลุ้ยที่นั่งห่างออกไปตบโต๊ะอย่างขบขัน


“ไม่ใช่คนข้างบ้านลูกพี่ลูกน้องของคนข้างบ้านของญาติข้าที่เมืองหลวง” ชายคนแรกกล่าวแก้ด้วยใบหน้าขึ้นสีแดงจัด


แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจฟังเขาอีกแล้ว เสียงหัวเราะเฮฮาดังขึ้นคำรบหนึ่งก่อนจะแทนที่ด้วยเสียงร้องตะโกนของเสี่ยวเอ้อร์ที่วิ่งถลาเข้ามา


“ข่าวด่วน ๆ แย่แล้วพี่น้องทั้งหลาย!” เสี่ยวเอ้อร์วิ่งหน้าตาตื่นมาจากข้างนอก ฟุบลงที่หน้าโต๊ะคิดเงิน ร่างผอมแกร็นหายใจหอบอย่างแรง เหงื่อชุ่มโชกไปทั้งตัว


“เกิดอันใดขึ้นอาเปา” เป็นเถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมทักขึ้นก่อน  สายตามองลูกจ้างที่หอบจนตัวโยนก็พลอยร้อนใจไปด้วย


“ม..มีประกาศจากจวนเจ้าเมือง” เสี่ยวเอ้อร์ หรือ อาเปา พยายามรวบรวมคำพูดให้เป็นประโยค “หเหิงกังแตกแล้ว ชินอ๋องบาดเจ็บ กำลังส่งตัวกลับเมืองหลวง ทางการสั่งห้ามเดินทางไปเหิงกังเด็ดขาด ฉางเฉิน ซื่ออัน ตั๋วเยี่ยถูกประกาศให้เป็นเขตอพยพแล้ว”


ทุกร่างในโรงเตี๊ยมหน้าเปลี่ยนสีทันที เช่นเดียวกับทั้งสามนายบ่าวที่นั่งฟังเงียบ ๆ มาโดยตลอดชินอ๋อง คือองค์ชายใหญ่ โอรสองค์โตของฮ่องเต้ นำทัพออกไปทำศึกแต่บาดเจ็บกลับมาไม่รู้จะเป็นหนักประการใด


เพราะในความทรงจำของเจียงเลี่ยงหลินมีเพียงเรื่องในเรือนและในรั้ววังอีกเล็กน้อย ถึงจะใช้ชีวิตตามชายแดนมาก่อนแต่การสู้รบกับคนเถื่อนของเหล่าทหารกล้านั้นนางก็ไม่รู้สึกถึงความร้ายแรง ทุกอย่างดูปกติธรรมดาและเป็นเช่นนั้นมาเนิ่นนาน ข่าวเหิงกังพ่ายแพ้สงครามจึงสร้างความตกใจให้เลี่ยงหลินในปัจจุบันด้วยเหิงกังกับฉางเฉินอยู่ห่างกันไม่มากนัก พ่อของเจียงเลี่ยงหลินจะเป็นอย่างไร


“นายหญิงนายท่านใหญ่ต้องไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ” จิ่งหลิวกระซิบขึ้นมาอย่างรู้ใจ จวนนายอำเภอแห่งส่านซีพื้นที่ใดบ้างไม่เป็นหนึ่งในความทรงจำวัยเยาว์ของพวกนาง ความรัก ความผูกพันที่มีให้นั้นทำให้เข้าใจถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายได้อย่างดี


สวรรค์จะรังแกเจียงเลี่ยงหลินเกินไปแล้วนางได้แต่นึกขัดเคืองอีกครั้ง “บิดาเป็นตายร้ายดีมิรู้ จะให้ข้าวางใจได้เช่นไร”


ในโลกก่อนนางเป็นเด็กหัวขบถ ช่วงชีวิตวัยรุ่นเต็มไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้งและไม่เข้าใจบิดาตลอดเวลา ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องเคี่ยวกรำให้นางเป็นเชฟให้ได้ ระหว่างที่ศึกษาอยู่ที่เลอกอร์ดองเบลอ[1] ก็ก่อความวุ่นวายเป็นว่าเล่น จนกระทั่งถึงวันที่สูญเสียเขาไป บิดาเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้วถึงได้สำนึก


จิ่งหลิวมองคุณหนูของตนอย่างเศร้าสลด


“ไหนจะป้าจิ่ง และเด็ก ๆ ในโรงเจอีกเล่า” เลี่ยงหลินนึกถึงสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้าที่เจียงเลี่ยงหลินและนายอำเภอเจียงเคยให้การอุปถัมภ์ไว้ สงครามไม่เคยปรานีใคร ช่างชวนให้เศร้าสะท้อนใจเหมือนเมื่อครั้งที่ต้องร่วมงานกับมูลนิธิ UNHCR[2] ที่ต้องเดินทางไปซูดานและช่วยอาสาในเรื่องเสบียงอาหารให้แก่ผู้อพยพ “เห็นทีเราคงรอช้าไม่ได้”


“จะเร่งได้อย่างไรเจ้าคะ นายหญิงหาใช่เหมือนเมื่อก่อน” จิ่งหลิวกังวลว่าการเร่งเดินทางอาจจะกระทบกระเทือนถึงครรภ์


ป๋าไห่เองก็มีสีหน้าหนักใจและจนใจเช่นกัน


“ซื้อเสบียงให้มากหน่อย เราจะแวะพักให้น้อยลง” เลี่ยงหลินตัดสินใจ


หลังจากนั้นทั้งหมดจึงชำระค่าโรงเตี๊ยมและพาคุณหนูมาตรวจร่างกายอีกครั้งก่อนเดินทาง ดูเหมือนว่าร่างกายที่ได้ยารักษาตรงโรคจะดีขึ้นมาก ท่านหมอโต่วจึงจัดยาเทียบสุดท้ายให้อีกสามห่อ จิ่งหลิวสั่งซื้อยาบำรุงครรภ์ให้นายหญิงของตนเพิ่ม เส้นทางต่อจากนี้ไม่รู้จะยากลำบากเพียงไร จะได้เจอโรงหมอดี ๆ อีกหรือไม่ก็ไม่อาจรู้


ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องของอนาคต

 



-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิง

เลอกอร์ดองเบลอ[1] (Le Cordon Bleu) สถาบันสอนศิลปะการประกอบอาหารชื่อดังระดับโลก มีเครือข่ายระดับนานาชาติ และเน้นสอนหลักสูตรอาหารเฉพาะทาง มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 120 ปี การจบหลักสูตรที่นี่ถือเป็นใบเบิกทางในการประกอบอาชีพเชฟระดับสากล

UNHCR[2] (United Nations Relief and Rehabilitation Administration) สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ภารกิจหลักคือ การปกป้องและสนับสนุนในกิจการที่เกี่ยวข้องกับผู้ลี้ภัยทั่วโลก ตามข้อเรียกร้องของรัฐบาลในแต่ละประเทศหรือข้อเรียกร้องของสหประชาชาติ และยังมีหน้าที่สำคัญในการส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศต้นทางหรือประเทศที่สามเพื่อตั้งถิ่นฐานใหม่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.421K ครั้ง

7,915 ความคิดเห็น

  1. #7820 เมมฟิส (@tiks) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 11:18
    สงสารเลี่ยงหลิน
    #7820
    0
  2. #7807 peangploy (@hoshiworld) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 16:34
    เจ้าของร่างคนเก่านี่โฉมงานชะตาอาภัพของแท้
    #7807
    0
  3. #7609 150221 (@150221) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 13:59
    โอ้ยอะไรจะน่าสวสารขนาดนี้นางเอกไรท์
    #7609
    0
  4. #6109 Amm'vip (@ammchun) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 / 07:49
    ไม่น่าให้ท้องเลยยย
    #6109
    0
  5. #6054 Lucky-Puppy (@poopo555) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 19:15
    ลำบากฝุดๆแต่ท้องแต่เด็กเลยแฮะ
    #6054
    0
  6. #5594 Xialyu (@Xialyu) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 21:51
    ทำไมลำบากเช่นนี้
    #5594
    0
  7. #5224 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 18:12
    ท้องด้วย โอ้โห งานใหญ่เลย ละนี่ปัญหาถาโถมอีก สู้นะ
    #5224
    0
  8. #4478 pommys (@pommys) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 16:04
    ท้องแต่เด็ก
    #4478
    0
  9. วันที่ 13 เมษายน 2562 / 15:49
    😊😊😊
    #4181
    0
  10. #4137 nicharipaen04 (@nicharipaen04) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 16:06
    ท้อง!!
    #4137
    0
  11. #3782 Faiyuki (@Faiyuki) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 เมษายน 2562 / 07:48
    ผผรครผำผ
    #3782
    0
  12. #3753 bossmt (@bossmt) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 เมษายน 2562 / 17:38
    ท้องลูกของตวนอ๋องใช่หรือไม่
    #3753
    0
  13. #3145 Callmeyou (@MARKTUAN190) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 16:36
    ท้อง!!! โอ้มายก้อด
    #3145
    0
  14. #3060 GeNnY (@jaajane) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 12:29

    ยาวจุใจมาก รักเลย

    #3060
    0
  15. #3036 แมวดมกาว'วว (@kookiooo) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 00:57
    พระเอก หลับหูหลับตาหรือเปล่า ถ้าเป็นจริงก็โคตรเxี้ยอ่ะ
    #3036
    0
  16. #2555 molyarat (@molyarat) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 23:17
    ชอบบบเนื้อเรื่องไม่เร็วไปอะ
    #2555
    0
  17. #2308 MinorA (@aun-aom) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 มีนาคม 2562 / 14:46
    สมชื่อตอนจริงๆ แต่ก็สู้ต่อไปนะเลี่ยงหลิน!!!
    #2308
    0
  18. #1798 EviDvil (@Mj2705) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มีนาคม 2562 / 18:29
    ถ้าองค์ชายใหญ่เป็นชินอ๋องแสดงว่าองค์ชายใหญ่ไม่มีทางได้เป็นรัชทายาท(ชินอ๋องไม่สามารถสืบทอดบัลลังได้)แล้วใครจะเป็นรัชทายาทน้าาา?
    #1798
    2
  19. #1744 khajeepan06 (@khajeepan06) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มีนาคม 2562 / 01:54
    แต่งหน้าสนใจมากค่ะ
    #1744
    0
  20. #1743 นิตา (@exofan-thanita) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มีนาคม 2562 / 01:45

    น่าติดตามมากๆเลยค่ะ

    #1743
    0
  21. #158 oachaporn (@oachaporn) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 มีนาคม 2562 / 18:04
    อย่าได้มีอันไดอีกเลยให้ถึงบ้านโดยปลอดภัยทุกคนรวมเจ้าก้อนแป้งในท้องนางด้วย
    #158
    0
  22. #149 maggie999 (@maggie999) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 มีนาคม 2562 / 15:53
    เอาใขช่วยนาง น่าสงสารที่สุด สู้ๆจ้า
    #149
    0
  23. #8 19112518 (@19112518) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:49

    https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-big-07.png ติิดตามมมม

    #8
    0