Jose Baggins เด็กชายผู้สาบสูญ - Jose Baggins เด็กชายผู้สาบสูญ นิยาย Jose Baggins เด็กชายผู้สาบสูญ : Dek-D.com - Writer

    Jose Baggins เด็กชายผู้สาบสูญ

    อบอุ่นแต่ก็หนาว

    ผู้เข้าชมรวม

    188

    ผู้เข้าชมเดือนนี้

    4

    ผู้เข้าชมรวม


    188

    ความคิดเห็น


    2

    คนติดตาม


    0
    หมวด :  หักมุม
    เรื่องสั้น
    อัปเดตล่าสุด :  23 มี.ค. 50 / 10:31 น.


    ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
    ตั้งค่าการอ่าน

    ค่าเริ่มต้น

    • เลื่อนอัตโนมัติ

         

      …CASA  DE  JOSE…

          "ค้าสะ เด โฆเซ่"  เด็กชายยิ้มอย่างมีความสุขขณะอ่านป้ายภาษาสเปนที่มีความหมายว่า  'บ้านของโฆเซ่'  "นี่บ้านของผมจริงๆเหรอฮะ"  เขาหันไปถามพ่อกับแม่ที่ยืนยิ้มอยู่ข้างหลังก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองบนต้นไม้ใหญ่ที่มีบันไดเชือกห้อยลงมาจากตัวบ้านไม้ที่แสนจะน่ารักอย่างตื่นเต้น

           "สุขสันต์วันเกิดนะจ๊ะลูกรัก"  เรเชลผู้เป็นแม่จูบที่แก้มของเขาเบาๆ

           "ขอบคุณฮะพ่อ-แม่"

           "ขึ้นไปเลยสิโจ พ่อรู้ว่าลูกต้องชอบมัน"  สตีฟบอกพลางอุ้มลูกชายไปเกาะกับบันไดเชือก

           ...โฆเซ่หรือโจ แบ๊กกิ้นส์ มีชื่อเดิมจากสถานสงเคราะห์ว่า โฆเซ่ ซานเชส เขาถูกรับเป็นลูกบุญธรรมโดยสตีฟและเรเชล แบ๊กกิ้นส์ เมื่อครั้งที่ทั้งคู่ไปเที่ยวพักผ่อนในประเทศสเปนเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งขณะนั้นโจมีอายุได้สี่ปี พวกเขาพาโจกลับมาอยู่ด้วยกันที่บ้านในเชเชียร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ แม้ว่าบ้านของพวกแบ๊กกิ้นส์จะตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนถนนไวท์เชิร์ช (white church) แต่ด้วยความรักที่ทั้งสามคนมีต่อกันก็ช่วยทำให้พวกเขาไม่เคยมีความรู้สึกว่าถูกโดดเดี่ยวแต่อย่างใด…

           "แม่ฮะ! ดูสิ ผมมีกองทัพอยู่บนนี้ด้วย"  โจชูตุ๊กตาทหารตัวเล็กๆเพื่ออวดเรเชลก่อนจะหยิบหมวกขึ้นมาใส่  "พ่อฮะ ผมเป็นนายพลแล้ว..โอ้วไม่!"  เขาร้องอุทานพลางฉุดตัวเองให้ถอยหลังกลับและปิดประตูบ้านอย่างลนลาน

           "เป็นอะไรไปโจ ลูกโอเคนะ"  สตีฟถามอย่างเป็นห่วง

           "ไม่ฮะ ผมไม่โอเค..มัน..มันสูงมากเลย..ผมกลัว"  เสียงที่สั่นเครือของโจดังลงมาจากบ้านต้นไม้

           สักพัก สตีฟก็ได้ยินเสียงขลุกขลักบนนั้นจึงรีบปีนขึ้นไปดูและพบว่าโจกำลังนอนขดอยู่ที่มุมห้องโดยมีตุ๊กตาทหารวางเรียงไว้รอบตัว เขายิ้มอย่างเอ็นดูก่อนจะค่อยๆอุ้มโจออกจากวงล้อมของทหารและกอดเขาเอาไว้

           "ทหารจะคุ้มครองผมฮะ"  เด็กชายกระซิบที่หูของพ่อ

           "แน่นอนจ่ะลูกรัก แต่ตอนนี้ลูกต้องขี่หลังพ่อก่อนนะ แล้วพ่อจะทำให้ดูว่าพ่อก็เก่งไม่แพ้ทหารเหมือนกัน"  สตีฟปีนลงจากบ้านต้นไม้อย่างช้าๆด้วยกลัวว่านายพลตัวน้อยจะหล่นจากหลังของเขา

           "ระวังนะสตีฟ"  เรเชลเฝ้าดูอยู่ไม่ห่าง เธอโผเข้าไปกอดลูกชายเพื่อปลอบขวัญเมื่อทั้งคู่ลงถึงพื้นอย่างปลอดภัย  "ไม่เป็นไรนะจ๊ะ เอาไว้ลูกหายกลัวเมื่อไหร่ค่อยขึ้นไปก็แล้วกันนะ"

           "จะให้ผมปีนขึ้นไปเอาของเล่นกับเครื่องเขียนลงมาเลยหรือเปล่า"  สตีฟถาม

           "อืม..."  เรเชลจ้องหน้าโจก่อนจะตอบว่า  "ไม่ ดีกว่าค่ะ อีกหน่อยแกคงหายกลัวไปเอง"

           เวลาผ่านไปเกือบปี งานที่ทำอยู่ก็ยุ่งยากมากขึ้น จนบ่อยครั้งที่เรเชลเผลอตัวดุโจอย่างไร้เหตุผลและเธอเองก็หลับได้เพราะฤทธิ์ยาหลายต่อหลายคืน ส่วนโจนั้นก็ยังคงไม่กล้าที่จะปีนขึ้นไปบนบ้านต้นไม้แม้ว่าสตีฟจะจูงใจเขาด้วยของเล่นชิ้นไหนๆก็ตาม

           แต่ในขณะเดียวกันก็ได้มีข่าวแพร่สะพัดไปทั่วว่ามีโจรลักพาตัวเด็กมาขับรถป้วนเปี้ยนในแถบเชเชียร์ โรงเรียนที่โจเรียนอยู่จึงมีมาตรการดูและความปลอดภัยอย่างเข้มงวดมากขึ้น

           "โจนอนแล้วเหรอคะ"  เรเชลถามสตีฟที่กำลังเดินตรงมาที่เตียง

           "เพิ่งหลับไปน่ะ"

           "ฉันไม่อยากให้แกไปโรงเรียนเลยค่ะ รู้สึกเป็นห่วงยังไงก็ไม่รู้"

           "ทำใจดีๆไว้ที่รัก"  สตีฟกุมมือภรรยาเอาไว้  "ถ้าผมเป็นโจรนั่น ผมจะรีบหาที่ซ่อนตัวมากกว่าจะจับตัวเด็กไปเรียกค่าไถ่นะ"

           "แต่ถ้ามีเด็ก ตำรวจก็จะไม่กล้าทำอะไรไม่ใช่เหรอคะ"

           "ไม่เอาน่าเรเชล เรามาคิดกันดีกว่านะ ว่าปีนี้จะให้อะไรเป็นของขวัญวันเกิดลูกดี ผมว่าแกคงตื่นเต้นน่าดู"

      ----------------------------------------------------------------------------------

           หลายวันต่อมา โจแอบมุดรั้วหนีออกจากโรงเรียนก่อนเวลาเลิกไม่นาน เขาเดินตามทางเพื่อกลับบ้านด้วยสีหน้าครุ่นคิดแบบเด็กๆ และสิ่งที่ทำให้เขาต้องคิดมากก็คือคำพูดไม่กี่ประโยคของนักเลงประจำห้อง-ทอมมี่ จนเมื่อมาถึงโบสถ์สีขาวอันเป็นที่มาของชื่อถนนก็ได้มีชายคนหนึ่งเดินมาดักหน้าเขาไว้

           "หวัดดี หนุ่มน้อย"

           "หวัดดีฮะ"  โจทักกลับ

           "อยากเข้าไปนั่งเล่นในโบสถ์หน่อยไหมล่ะ"

           "เดี๋ยววันอาทิตย์พ่อกับแม่ก็พาผมมา"

           "วันไหนๆก็เข้าได้ทั้งนั้นแหล่ะน่า มาเถอะ..ฉันมีโกโก้ร้อนให้เธอด้วยนะ" - - -

           ข่าวในสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นเสนอภาพของ ไซม่อน บราวน์ ผู้ต้องสงสัยคดีลักพาตัวเด็กเป็นรอบที่สิบของวันนี้ ขณะที่เรเชลกำลังนั่งกุมขมับอยู่บนโต๊ะอาหารพร้อมด้วยขวดยาแอสไพริน

           "โจหนีออกจากโรงเรียน..และนี่มันก็เลยเวลาที่แกควรจะมาถึงบ้านแล้วด้วย เราแจ้งตำรวจเลยดีกว่าค่ะสตีฟ"

           "ใจเย็นนะที่รัก เดี๋ยวผมจะขับรถออกไปตามหาแกเอง"

           "ฉันจะไปกับคุณ.."

           "ไม่ได้ เผื่อว่าโจกลับมา..เขาควรจะเจอคุณ โอเคนะ"  สตีฟเข้าไปจูบที่หน้าผากของภรรยาเพื่อให้กำลังใจก่อนจะรีบเดินออกไปขึ้นรถที่หน้าบ้าน

           แต่เพียงไม่นานหลังจากนั้นโจก็เดินกลับมาถึงบ้านพร้อมด้วยโกโก้ร้อนแก้วโต

           "โจ!..ลูกปลอดภัย"  เรเชลโผเข้าไปกอดลูกชายด้วยความคิดถึงแทบขาดใจ แต่ด้วยแรงที่โถมใส่ก็ทำให้แก้วในมือของโจหล่นแตกกระจายบนพื้น

           ...เพล้ง!...

           "แม่ทำแก้วผมแตก"

           "โอ้ว..แม่ขอโทษจ่ะ..ว่าแต่ลูกได้มันมาจากไหน บอกแม่ได้ไหม"

           "ผู้ชายคนหนึ่ง เขาให้ผมฮะ"

           "อะไรนะ! แม่บอกแล้วใช่ไหม ว่าไม่ให้รับของจากคนแปลกหน้าน่ะ"

           "เขาแค่ชวนผมเข้าไปเล่นใน.."

           "วันนี้ชวนเล่น แต่พรุ่งนี้เขาอาจจะจับลูกมัดมือมัดเท้าแล้วขังไว้ในรถตู้ก็ได้นี่!"  เรเชลขึ้นเสียงตะคอกด้วยอารมณ์ของคนเป็นแม่ที่เด็กอย่างโจไม่มีวันที่จะเข้าใจ และเมื่อโดนแม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟแบบนี้ โจก็ค่อยๆเดินถอยห่างออกไป

           "ทอมพูดไม่ผิดจริงๆ ลูกบุญธรรมก็คือลูกบุญธรรม..เด็กเหลือขอที่ไม่มีใครต้องการ..มีแต่จะถูกทิ้งถูกลืม แม่เบื่อผมแล้วใช่ไหมฮะ พ่อก็ด้วยใช่ไหม"

           "ใครสอนลูกแบบนั้น..โจ..นั่นลูกจะไปไหน..โจ!"  เรเชลตะโกนเรียกสุดเสียงเมื่อโจวิ่งออกไปจากบ้าน เธอพยายามจะวิ่งตามแต่กลับลื่นล้มเพราะโกโก้ร้อนที่หกเลอะอยู่จนศีรษะกระแทกพื้น  "โจ.."

           "เรเชล! เรเชล!"  สตีฟเขย่าร่างของภรรยาในอ้อมแขนเพื่อเรียกสติของเธอให้กลับคืน

           "..สตีฟ.."

           "ที่รักมันเกิดอะไรขึ้น"

           "..โจ.."

           "โจทำไมเหรอเรเชล"

           เรเชลตั้งสติก่อนจะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้สตีฟฟังทั้งน้ำตา

           "ฉันไม่ดีเอง..มันเป็นความผิดของฉัน..ฉัน..ฉันดุแกบ่อยมากสตีฟ..ฉัน"

           "ไม่เรเชล คุณไม่ควรโทษตัวเองแบบนี้นะ ที่คุณทำไปเพราะห่วงลูกผมรู้..เราออกไปตามหาลูกด้วยกันนะ"

           "ที่โบสถ์สีขาวหรือเปล่า โจอาจจะไปที่นั่น"  เรเชลเสนอความคิด

           "มันอยู่ห่างจากที่นี่ตั้งเกือบสองไมล์นะ เราลองไปดูรอบๆบ้านก่อนเถอะ"

           สตีฟออกค้นหาที่ป่าละเมาะข้างบ้าน และหลังจากขึ้นไปหาบนบ้านต้นไม้แล้วเรเชลก็วิ่งกลับเข้าไปหาในบ้านอีกครั้ง

           "โจ!..โจ!..สตีฟเจอลูกหรือเปล่า"  สตีฟได้แต่ส่ายหน้าเมื่อเข้ามาสมทบกับเรเชลที่ประตูหน้าบ้าน

           "ในบ้านหาครบทุกห้องแล้วเหรอ"

           "ค่ะ..โอ้ว..สตีฟ.."  เธอมองตาค้างไปที่ถนนหน้าบ้านและสตีฟก็มองตาม  "ฉันคิดว่าใช่นะ.."  เสียงของเรเชลสั่นเครือเมื่อรถตู้สีดำคันใหญ่ค่อยๆแล่นผ่านไป กระจกรถที่เปิดลงทำให้เห็นว่าคนที่ขับรถเป็นใคร

           "ใช่..บราวน์..ใช่ เร็วเข้าเรเชล"  สตีฟรีบวิ่งไปที่รถ  "เราต้องหาโจให้เจอก่อนเขานะ"

           ทั้งคู่มุ่งหน้าไปที่โบสถ์สีขาวแต่ก็ต้องพบกับความผิดหวังท่ามกลางท้องฟ้าที่ค่อยๆมืดลง โบสถ์นั้นว่างเปล่า มีเพียงแผ่นกระดาษปิดไว้หน้าประตูโบสถ์ซึ่งมีข้อความเขียนว่า  'ท่านสาธุคุณเบนจามินเดินทางไปทำธุระที่ลอนดอน'  เรเชลจึงตัดสินใจไปแจ้งตำรวจในทันที

           "โฆเซ่ สะกดด้วยซีเหรอคะ"  เสมียรที่ชื่อเคธี่ถาม

           "เอ่อ..เจค่ะ เจ-โอ-เอส-อี"  เรเชลตอบอย่างควบคุมอารมณ์ที่สุดโดยมีสตีฟนั่งอยู่ข้างๆ

           "เขาแต่งตัวยังไงคะ"  เคธี่ถามต่อ

           "ยีนส์-เสื้อยืดสีขาว-เสื้อเชิ้ทลายสก๊อตสีแดงค่ะ...โอ้ว! ยังมีรองเท้าผ้าใบสีดำด้วยค่ะ"

           "คุณแน่ใจนะคะ"

           "ฉันเป็นแม่ของเขานะคะ!"  เรเชลระเบิดอารมณ์ออกมาในที่สุด

           "เรเชล"  สตีฟกอดเธอเอาไว้เพื่อให้สงบ  "ขอโทษด้วยนะครับ"  เขาบอกเคธี่

           "ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเข้าใจ..ช่วยอธิบายรูปร่างหน้าตาของเด็กด้วยนะคะ"

           "ครับ เขามีผมสีนำตาลเข้ม คิ้วสีเดียวกับเส้นผม นัยน์ตาสีฟ้าจางๆออกไปทางเทา ผิวขาว และก็สูงราวสามฟุตครึ่งครับ"

           "เขาหายไปตอนเวลาประมาณเท่าไหร่คะ คุณพอจะจำได้ไหม"  เธอยังคงถามต่อไป จนเมื่อมีรายงานล่าสุดแจ้งเข้ามาว่าพบไซม่อน บราวน์กับเด็กชายคนหนึ่งขับรถมุ่งหน้าไปที่ลิเวอร์พูล แต่สตีฟก็ยังไม่ปักใจเชื่อ

           "นั่นอาจจะไม่ใช่โจก็ได้ที่รัก"  เขาพูดพลางกุมมือเรเชล

           "โอ้ว! ยังมีอีกชิ้นหนึ่ง นี่เป็นภาพที่ถ่ายตอนทั้งคู่จอดรถเติมน้ำมันครับ เจ้าของร้านเป็นคนส่งมาแต่เขาก็ไม่ค่อยแน่ใจ"  นายตำรวจส่งภาพถ่ายให้กับสองสามีภรรยา

           "..."  เรเชลยกมือขึ้นปิดปากก่อนจะซบที่อกของสตีฟซึ่งเริ่มมีน้ำตาไหลซึมออกมา

           สตีฟและเรเชลออกเดินทางสู่ลิเวอร์พูลในทันที ที่นั่น พวกเขาได้พักอาศัยกับเมแกน-พี่สาวของเรเชล

           "เรเชล! ฉันเป็นห่วงเธอแทบแย่แหน่ะ พายุฝนคราวนี้คงหนักน่าดู เห็นว่าจะมีหิมะตกด้วยใช่ไหม เธอได้ตีฝากันประตูหน้าต่างเอาไว้หรือเปล่า..เอ๊ะ แล้วหลานรักของฉันไม่มาด้วยเหรอ.."  เรเชลไม่อาจกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป เธอโผเข้ากอดพี่สาวและร้องไห้อย่างคนเสียสติ

           "นี่ เธออย่ามาแกล้งฉันแบบนี้นะ พรุ่งนี้ฉันกะว่าจะขับรถฝ่าฝนไปหา อุตส่าห์ซื้อของขวัญไว้ให้เขาแล้วด้วย"  เมแกนหยุดพูดเมื่อเห็นว่าน้องสาวของเธอไม่ได้แกล้ง  "เรเชล.."

           สตีฟพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนมองด้วยดวงตาที่แดงก่ำ

          "มันเกิดอะไรขึ้นเรเชล.."- - -

           วันรุ่งขึ้น ที่บ้านของเมแกนก็ถูกปกคลุมไปด้วยความโศกเศร้าแต่ก็ยังแฝงไว้ด้วยความหวังว่าโจจะกลับสู่อ้อมอกของพวกเขาอีกครั้ง

           "วันนี้วันเกิดโจ..ใช่ไหมคะ.."  เรเชลมองเหม่อขณะนั่งอยู่บนโซฟาตัวนุ่ม

           "ใช่..วันนี้ลูกจะครบหกขวบแล้วนะ"  สตีฟพูดพลางโอบตัวเรเชลมากอด ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

           "ฮัลโหล"  สตีฟรับโทรศัพท์ ขณะที่เรเชลรีบเปิดโทรทัศน์ดู

           "ครับ ผมสตีฟพูด อะ..อะไรนะครับ!"  เขาหน้าซีดเผือดก่อนจะทรุดลงบนพื้น ส่วนเรเชลก็ปล่อยรีโมทหลุดจากมือด้วยอาการเดียวกัน

           "ไม่..ไม่.."

      ... "รถคู่กรณีทั้งสองคันมีสภาพพังยับเยินจากแรงระเบิด ทำให้เป็นที่แน่นอนแล้วว่ามีผู้เสียชีวิตสองรายคือนายไซม่อน บราวน์ผู้ต้องสงสัยคดีลักพาตัวเด็กและเด็กชายวัยหกปีที่ชื่อโจเซ่ แบ๊กกิ้นส์ซึ่งถูกลักพาตัวไปเมื่อวานนี้" ...

          หลังจากจัดการพิธีศพของลูกชายสุดที่รักแล้ว สตีฟและเรเชลก็ตัดสินใจซื้อบ้านในระแวกเดียวกันกับเมแกนและเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นั่น ทั้งคู่ไม่อาจจะกลับไปอยู่ที่บ้านในเชเชียร์ได้อีก ด้วยเพราะทำใจไม่ได้กับการสูญเสีย จนเวลาล่วงเลยมากว่าหกปี

            "เจน..เจนลูกยังไม่ได้ดื่มนมเลยนะจ๊ะ มาหาแม่เร็วเข้า"  เรเชลเดินตามหาเด็กหญิงผมทองซึ่งเป็นลูกแท้ๆของเธอและสตีฟ

            "แม่ขา หนูคิดว่าหนูอิ่มแล้วนะคะ"  เจนนี่วัยสี่ขวบโผล่หน้าออกมาจากบ้านของเล่นที่ตั้งอยู่กลางบ้าน-แหล่งรวมของเล่นประเทืองปัญญามากมาย  "และถ้าเป็นไปได้หนูขออยู่เงียบๆนะคะ เพราะว่าเมื่อกี๊แม่ทำให้หนูไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ..ขอบคุณค่ะ..อ้าว หวัดดีค่ะพ่อ!"  น้ำเสียงสดใสกล่าวทักทายสตีฟที่เดินเข้ามาในบ้านพร้อมด้วยซองจดหมายในมือ

            "หวัดดีจ่ะสาวน้อย..เรเชล มีคนต้องการซื้อบ้านของเราที่เชเชียร์ คุณว่าไง"

            รอยยิ้มของเรเชลไม่อาจจะตีความเป็นคำตอบใดๆได้ มันแฝงไว้ทั้งความหวาดกลัวและดีใจที่จะได้กลับไปที่นั่นอีกครั้ง..เธอตอบตกลงและเตรียมพร้อมสำหรับการเจรจาในวันต่อมา - - -

             บรรยากาศโดยรอบยังคงดูสงบเหมือนแต่ก่อน จะมีก็แต่ร่องรอยที่พายุฝนได้ฝากไว้เมื่อหกปีที่แล้ว ห่างออกไปไม่ไกลคือโบสถ์สีขาวที่ตอนนี้ดูหม่นไปจนคล้ายสีเทา คงจะด้วยเหตุผลเดียวกันกับต้นไม้ใหญ่หลายต้นที่พากันล้มนอนอวดโฉมรากที่เคยอยู่ใต้ดิน

             "ยังเหลือเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วโมง ผมว่าเราพักกันที่โบสถ์ก่อนดีกว่านะ"  สตีฟบอกแล้วเลี้ยวรถเข้าไปจอดที่ลานกว้างข้างหน้าโบสถ์

              ระหว่างที่สตีฟตรวจเช็ครถอยู่นั้น เรเชลก็ได้เดินจูงมือเจนนี่เข้าไปในโบสถ์ เธอนั่งลงบนเก้าอี้ตัวยาวอย่างผ่อนคลาย ส่วนเจนก็เริ่มเดินสำรวจรอบๆตามนิสัยช่างสังเกตของเธอ แต่จู่ๆเสียงฝีเท้าของเธอก็หยุดลงทำให้เรเชลตื่นจากภวังค์และมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจน..เธอแอบเดินเข้าไปใกล้ๆอย่างระวัง

              "ไงจ๊ะสาวน้อย อยากดื่มโกโก้ร้อนสักแก้วไหมล่ะ"  ชายวัยกลางคนเข้ามาถามเธอ

              "ถ้าหากว่าแก้วสะอาดก็โอเคค่ะ"

              "นี่ไงแก้วของเธอ..ฉันทำมันเองกับมือเลยนะ"  เขาบอกพลางยื่นแก้วดินเผาให้เจน  "รอฉันอยู่ตรงนี่นะ เดี๋ยวฉันไปเอาโกโก้ร้อนมาให้"

              ขณะที่เจนกำลังพลิกแก้วไปมาเพื่อหาสิ่งสกปรก เรเชลก็รีบคว้าแก้วใบนั่นขึ้นมาดูใกล้ๆ อย่างครุ่นคิด... 'แม่ทำแก้วผมแตก..แม่ทำแก้วผมแตก'...

              "มีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่าครับคุณผู้หญิง"  

              เพล้ง!  คำถามของชายคนนั้นทำเอาเรเชลตกใจจนแก้วหลุดมือ

              "โอ้ว! ผมขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณตกใจ เดี๋ยวผมเก็บให้ครับ.."

              "แก้วนี้เป็นของคุณเหรอคะ"  เรเชลรั้งตัวไม่ให้ชายคนนั้นก้มลงเก็บเศษแก้ว

              "ใช่ครับ ผมทำไว้แจกเด็กๆที่มาที่นี่"

              "แล้วเอ่อ..แล้วคุณเคยให้มันกับเด็กผู้ชายที่ชื่อโจบ้างหรือเปล่าคะ..เมื่อหกปีก่อนน่ะ คุณพอจะจำได้ไหม"

              โจ..โจเหรอ..อืม.."  ชายคนนั้นคิดอยู่สักพัก  "อ้อ! ใช่แล้ว เด็กที่ผมรู้จักมีชื่อโจอยู่คนเดียว ต้องเป็นเจ้าเด็กอันดาลูเซียคนนั้นแน่ๆเลย ใช่ ผมเคยให้แก้วนี่กับเขา"

              เรเชลนิ่งอึ้งไปชั่วครู่

              "ดูแล้วคุณคงเป็นแม่ของเขาใช่ไหมครับ ช่างวิเศษจริงๆ ป่านนี้เขาคงเป็นหนุ่มแล้วสินะ"

              "เอ่อคุณ.."

              "ผม แม๊กซ์ครับ เป็นคนดูแลโบสถ์นี้"

              "ได้โปรดเล่าเหตุการณ์ในวันที่คุณเจอกับแกได้ไหมคะ"  ระหว่างนั้นสตีฟก็เดินเข้ามาสมทบและฟังเรื่องราวที่กำลังจะเปลี่ยนความทรงจำของพวกเขาไปตลอดกาล

              "เอ่อ..คือ เย็นวันนั้นผมบังเอิญเห็นโจเดินหน้าบูดบึ้งมา ผมก็เลยชวนเขามาดื่มโกโก้ร้อนในโบสถ์ จนเวลาผ่านไปสักพักเขาก็ขอตัวกลับบ้าน ผมก็เติมโกโก้ร้อนใส่แก้วให้เขาไว้ดื่มระหว่างทาง ไม่นึกว่าเขาจะวิ่งร้องไห้กลับมา เขาบอกว่าพวกคุณไม่รักเขาแล้ว"  แม๊กซ์ยิ้มน้อยๆก่อนจะเล่าต่อ  "ผมเอาประวัติพระจีซัสมาสอน เขาตั้งใจฟังมากเลย อีกพักใหญ่มั้งครับ เขาก็วิ่งกลับบ้านอีกเพราะฟ้าเริ่มมืดแล้ว..อ้อ! เขายังอุตส่าห์วิ่งกลับมาบอกให้ผมอวยพรวันเกิดในวันรุ่งขึ้นให้เขาด้วยนะ แล้วหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้เจอกับเขาอีกเลย เขาเป็นยังไงบ้างล่ะครับ"

               สตีฟและเรเชลจ้องตากัน..ไร้ซึ่งเสียงโต้ตอบใดๆ ทั้งคู่บอกลาแม๊กซ์และขับรถออกจากโบสถ์อย่างรวดเร็วเพื่อกลับไปที่บ้าน..ด้วยความหวัง..ว่าโจจะยังคงรอพวกเขา..อยู่ที่นั่น

              "โจ!..โจ!"  เรเชลตะโกนลั่นก่อนที่จะหยุดโกหกตัวเอง เพราะสภาพบ้านที่เห็นไม่ต่างอะไรไปจากกองไม้เก่าๆที่วางพิงกัน หญ้าที่ขึ้นรกชัดยิ่งตอกย้ำว่า..ไม่มีใครอยู่ที่นี่  "ฉันคิดไปเองใช่ไหมสตีฟ"

              "แม่ฮะ!  พ่อฮะ! "  โจตะโกนยิ้มร่าออกมาจากหลังบ้าน  "แม่ฮะผมขอโทษ ผมจะไม่ทำให้แม่ต้องเครียดอีก แม่อย่าโกรธผมเลยนะ"  โจในร่างของเด็กชายวัยหกขวบวิ่งตรงเข้าไปกอดแม่ แต่..เขากลับทะลุผ่านร่างของเธอไป ด้วยความไร้เดียงสาของโจ ทำให้เขาไม่อาจจะเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

              "พ่อฮะ ทำไมแม่ไม่ยอมให้ผมกอดล่ะ..ดะ..เดี๋ยวสิ! จะไปไหนกัน"

              "เจน! ลูกจะไปไหน มันรกนะ! "  สตีฟกับเรเชลวิ่งตามลูกสาวไปทางหลังบ้านผ่านแนวหญ้าที่สูงเท่าเข่า

              "ลูกเหรอ! พ่อกับแม่มีลูกใหม่ตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมไม่บอกผม..ฟังผมก่อนสิ"  โจยังคงวิ่งตามไป

              ทั้งหมดมาหยุดยืนที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ซึ่งบ้านต้นไม้ดูทรุดโทรมไปมากจากพายุฝนเมื่อหกปีก่อน เจนยืนจ้องมองอยู่สักพักก่อนจะชี้ไปที่นั่น

              "พี่อยู่บนนั้น.."

              "ลูกว่าอะไรนะเจน"  เรเชลถามย้ำ

              "เขากลัวความสูง..เขาลงมาไม่ได้"  เจนยืนยันคำพูดของเธอ

              "หุบปากไปเลยนะยัยตัวเล็ก ฉันก็ยืนอยู่ตรงนี้แล้วไง..มองไม่เห็นเหรอ"  โจว่า

              "เร็วสิคะ พี่ลงมาไม่ได้จริงๆนะ เขารอให้พ่อไปอุ้มลงมานานแล้ว..นานมากแล้วด้วย"

              สตีฟไม่รอช้า แม้ว่ามันจะดูไร้สาระ แต่บางอย่างในใจมันเรียกร้องให้เขาทำ เขาค่อยๆปีนขึ้นไปจนถึงตัวบ้าน เขาออกแรงดึงประตูอยู่สองครั้งจนเปิดได้สำเร็จ มีกระดาษแผ่นหนึ่งปลิวออกมาพร้อมกับฝุ่นที่ลอยฟุ้งไปทั่ว โชคยังดีที่เขาคว้ามันไว้ทัน

              "มีอะไรหรือเปล่าคะสตีฟ"  เรเชลถามอย่างเป็นห่วง

              "ไม่มีอะไรจ่ะ แค่กระดาษ"  สตีฟปัดฝุ่นออกจากกระดาษแผ่นนั้นและอ่านมัน

      ...ฝนตกหนักจริงๆ แต่พ่อจะกอดผมให้อุ่นใช่ไหม ผมขอโทษที่ผมไม่ดี พ่อจะอุ้มผมลงไป รักพ่อและแม่...

               ด้วยสำนวนที่ไม่ซับซ้อนและลายมือที่ไม่ประณีต ทำให้สตีฟมันใจว่าโจเป็นคนเขียนมันขึ้นมา เขารีบเข้าไปดูข้างในทันที

               "..."  ภาพที่เขาเห็น..มัน..กรีดแทงลึกเขาไปถึงหัวใจ..โครงกระดูกร่างเล็กนอนขดตัวอยู่ภายใต้เสื้อผ้าที่คุ้นตา และทหารจำนวนมากยังคงตีวงล้อมเพื่อทำการอารักขาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พวกมันปกป้องเด็กชายผู้สาบสูญคนนี้จากความโหดร้ายทารุณตลอดสามวันที่เขามีลมหายใจและยังคงดูแลร่างของเขาจนกว่าจะได้กลับไปอยู่ในอ้อมกอดของพ่ออีกครั้ง ที่ซึ่งความเย็นยะเยือกจากหิมะจะไม่ทำให้เขาต้องหนาวสั่น และความสูงของบ้านต้นไม้จะไม่ทำให้เขาต้องหวาดกลัว..อีกต่อไป

             "ทหารจะคุ้มครองผมฮะ"...

          

                                                                                                                                                                    

                     

      ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

      loading
      กำลังโหลด...

      ความคิดเห็น

      ×