Rule no.1: "Don't be too emotional."

ตอนที่ 31 : 27 | He got that demon vibe

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,034
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 371 ครั้ง
    25 ก.ค. 63

* ตอนที่แล้วสั้นจัง ตอนนี้ยาวจัง

 

 

Chapter 27

He got that demon vibe.


 

Yeah, I'm a bad guy

Ain't no holdin' back guy

Come off like I'm mad guy

Always got your back guy

Yeah, I'm the real type

Keep you full of thrills type

Show you what it feels like

Got an open invite

I'm the bad guy


 

เอาเป็นว่า หลังจากวันนั้นเรายังไปที่ห้องนั้นกันอีกหลายครั้ง

เพื่อไปซ้อมลีลาศจริงๆ น่ะ .. ไม่ได้ทำอย่างนั้นแล้ว ก็เราสองคนยังมีสอบนี่นา

ในที่สุดการสอบไฟนอลทุกวิชาก็ผ่านไป ผมคิดว่ามันคงออกมาไม่แย่นัก เพราะกลุ่มเพื่อนที่น่ารักของผมที่ช่วยกันติว เรียกว่าทั้งผลักทั้งดันเพื่อให้พวกเราเรียนรอดกันไปได้ทั้งกลุ่ม และผมก็ยังมีพี่เจนคอยช่วยติวเสริมให้ในจุดที่เข้าใจด้วย พี่เจนยังคงเก่งอย่างน่าทึ่ง บางครั้งที่ผมเอาแต่เหม่อมองเสี้ยวหน้าของเขาที่กำลังอธิบายวิชาการโดยไม่ได้ฟังในสิ่งที่เขากำลังพูดเลย

และทุกครั้งที่เขาใช้หางตามองผม แล้วเผยรอยยิ้มอย่างรู้เท่าทันจนเคิร์ฟที่มุมปากขึ้นนั่น มันทำให้ผมสะดุ้งทุกที

‘หลงเสน่ห์พี่เหรอ’

‘หลงตัวเอง!’

...ใครจะไปยอมรับง่ายๆ เล่า

และในที่สุดวันนี้ก็ถึงวันดีเดย์ วันที่เราจะสอบเต้นลีลาศกัน ซึ่งเป็นวิชาสุดท้ายแล้วสำหรับการสอบไฟนอลในเทอมนี้ หลังจากนี้ก็จะมีปิดเทอมยาวๆ

ผมวอร์มข้อเท้าข้อมือ ใจเต้นตึกตัก แม้จะซ้อมเต้นกับคู่เต้นอย่างพี่เจนมามากกว่าสิบครั้งผมก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้ ผมเป็นประเภทที่ชอบทำได้ดีตอนซ้อม แต่ทำพลาดตอนงานจริง ผมรู้ว่าหลายๆ คนก็เป็นแบบผมใช่ไหมล่ะ

“หายใจเข้าลึกๆ”

เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมกับวางมือลงบนศีรษะของผม ความอุ่นจากฝ่ามือนั้นส่งตรงไปถึงหัวใจทำให้ผมรู้สึกสงบลงได้นิดหน่อย ก่อนเจ้าของมือใหญ่จะเอ่ยอีกครั้ง

“Calm down baby.”

ผมยกมือตีแขนพี่เจนดังเผียะเพราะเขาพูดซะเสียงดังเชียว มาเบบ้งเบบี้อะไรแถวนี้!

ในที่สุดก็ถึงคิวคู่เราเข้าไปสอบ เวียนนีสวอลซ์, สโลว์ ฟอกซ์ทร็อต, แล้วก็ควิ๊ก เสต็ป ผมเอาแต่นึกถึงท่วงท่าของพวกมันในหัวไม่หยุดจนกระทั่งได้ยินเสียงอาจารย์รพีบอกให้เราเริ่มเต้นได้ พี่เจนวาดแขนโอบรอบผม นำพาไปตามจังหวะเพลงอย่างคล่องแคล่วเหมือนที่เราเคยซ้อมกัน

ผมรู้สึกเหมือนภาพตัด เพราะรู้ตัวอีกทีฝีเท้าของผมก็หยุดลงนิ่งสนิทขณะที่มือข้างหนึ่งยังจับบ่าพี่เจนในขณะที่อีกข้างก็ประสานกับมือเขาเอาไว้ และผมยังหอบน้อยๆ จากการออกแรงซะด้วย

ผมมองจี้รูปแม่กุญแจบนแผงอกของคนตรงหน้า มันเคลื่อนไหวขึ้นลงเล็กน้อยตามการหายใจเพราะร่างสูงเองก็หอบเหมือนกัน

ผมสอบเต้นเสร็จจบหมดแล้ว

และท่าทางว่าผมจะทำได้ไม่พลาดซะด้วยสิ


 


 

ผมเดินขนาบข้างพี่เจนออกมาจากห้องสอบเต้นลีลาศด้วยจิตใจที่แจ่มใส แม้ความทรงจำจะเป็นภาพตัดเพราะความตื่นเต้นจนทำให้ผมจำอะไรไม่ค่อยได้แต่อย่างน้อยผมก็มั่นใจว่าผมสอบผ่านและต้องได้เกินเกรด B ขึ้นไปอย่างแน่นอน

“อารมณ์ดีเลยนะ”

“ก็ต้องดีดิ สอบเสร็จหมดแล้วนี่นา สบายใจที่สุดเลย”

ผมตอบคนตัวสูงเสียงใส หันไปก็เห็นเขายิ้มมุมปากนิดๆ ให้อยู่ แววตาที่มองผมระยิบระยับราวหมู่ดาว ผมเริ่มชินกับการมีเขามากขึ้นทุกวันๆ จนลืมไปแล้วว่าผมกลับมายืนอยู่เคียงเขาด้วยพันธนาการแบบไหน เพราะอันที่จริงแล้วการมีเจน แพทริคอยู่ในชีวิต มันไม่ได้แย่เลย

“เจน! เจนสอบเสร็จแล้วเหรอ”

เสียงๆ หนึ่งของคนที่ผมแทบจะลืมไปแล้วดังขึ้น ผมเหลียวหันไปมองอย่างตกใจ แล้วก็พบกับร่างอ้วนใหญ่ที่ปรี่เข้ามาคว้าแขนผมจนเท้าผมแทบจะลอยหวือขึ้นจากพื้น

“พอดีเลย ชัชชี่กับกิ๊บได้คิวสอบ Social dance เป็นคู่สุดท้าย เจนมาติวชัชชี่หน่อยสิ ชัชชี่จองห้องไว้แล้ว”

“เอ่อ... แล้วกิ๊บล่ะ สอบกับคู่น่าจะดีกว่านะ” ผมรีบอ้างเหตุผล พยายามดึงแขนตัวเองออกมาจากสองมือของชัชชี่แบบนุ่มนวล แต่ว่ามือของอีกฝ่ายเหนียวหนึบราวกับมือตุ๊กแก ผมไม่กล้ากระชากแรงเพราะกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดี

“กิ๊บมันติดสอบวิชาอื่นอยู่ จะมาอีกทีก็ตอนใกล้ๆ สอบเลยนั่นแหละ ระหว่างนี้เจนมาช่วยเป็นคู่ซ้อมชัชชี่หน่อยนะ เจนเองก็เต้นเป็นผู้หญิงอยู่แล้วด้วย ลงตัวพอดีเลย”

“เอ่อ... แต่ว่า...”

“ทำไมเจนต้องมีท่าทีแบบนี้กับเราด้วย” ชัชชี่หน้าบึ้งตึงอย่างไม่พอใจ “แค่ช่วยติวให้เรานิดเดียวไม่ได้เลยเหรอไง”

“มะ .. ไม่ใช่นะ แต่เจนแค่ – ”

“ชัชชี่มันน่ารังเกียจสำหรับเจนมากสินะถึงตั้งท่าจะปฏิเสธอย่างเดียว ถามจริงๆ นะ แค่เพื่อนเจนก็เป็นให้ชัชชี่ไม่ได้เลยใช่ไหม”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะชัชชี่ เจนเป็นเพื่อนกับชัชชี่ได้” ผมเสียงอ่อย ชัชชี่มาไม้นี้ผมไม่รู้จะพูดยังไงได้เลย

ชัชชี่ยิ้มกว้างทันที ร่างอ้วนเลื่อนมือข้างหนึ่งมาจับข้อมือผมแทนเกาะแขน

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปด้วยกันเลยนะ”

“ปล่อย”

“...”

“...”

ไม่ใช่เสียงของผม ไม่ใช่เสียงของชัชชี่ แต่เป็นเสียงของพี่เจน

มากกว่านั้น ร่างสูงยังเอามือขวาของตัวเองจับข้อมือของชัชชี่ไว้อีกต่อ และในชั่วขณะของความงุนงง เสียงเย็นเยียบก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ปล่อยน้องเจน เดี๋ยวนี้”

“...”

“...”

“จะไม่ปล่อยใช่ไหม”

“โอ๊ย!”

ชัชชี่ร้องเมื่อมือหนานั่นออกแรงบีบข้อมือของเขาแล้วกระชากปัดมันออกไปจากข้อมือของผม ก่อนผมจะต้องตกตะลึงเมื่อพี่เจนปรี่เข้าไปคว้าคอเสื้อชัชชี่แล้วดันร่างที่อ้วนแต่อ่อนแอกว่าจนติดกำแพง

“ไม่เห็นเหรอว่าน้องเจนลำบากใจ ทำอย่างนี้ทำไม”

“กรี๊ดด อึก ปล่อยหนู! หายใจไม่ออก!”

“พี่เจน พอแล้ว! ปล่อยชัชชี่ไปเหอะ!”

“ทำไมถึงได้มาหน้าด้านตื๊อทั้งที่ก็เห็นว่าตำตาว่าอีกฝ่ายเขาไม่อยากทำให้ ทำไมถึงได้เป็นมนุษย์ที่โง่เง่าได้ขนาดนี้”

“...ฮึก อึก! ปะ – ปล่อยหนู”

คำถามของพี่เจนไม่ได้เป็นคำถามหาเรื่อง แม้มันจะเต็มไปด้วยโทสะอันร้อนแรงแต่ก็เต็มไปด้วยความสงสัยไม่เข้าใจในความโง่งมของชัชชี่ หลายครั้งที่ผมรู้สึกว่าพี่เจนเหมือนไม่ใช่คนบนโลกใบนี้ เพราะเขาฉลาดเกินไป ฉะนั้นหากเขาไม่เข้าใจมนุษย์คนไหน เขาก็จะเกลียดมนุษย์คนนั้นไปเลย

...เช่นที่เขาเป็นอยู่ในขณะนี้

“แล้วที่สำคัญ ไม่เห็นเหรอว่าแฟนเขาก็ยืนทนโท่อยู่ตรงนี้ ทำไมยังได้มาขออะไรบ้าบอแบบนั้นไม่หยุด ฮะ”

“พี่เจน! พอเถอะ ชัชชี่แค่ .. แค่รู้เท่าไม่ถึงการณ์! ใช่ คำนี้แหละ ชัชชี่แค่รู้เท่าไม่ถึงการณ์เฉยๆ! ปล่อยชัชชี่ไปนะครับ เจนขอ”

ผมจำเป็นต้องมีคำอธิบายอะไรสักอย่างให้พี่เจนสงบลง เพราะตอนนี้ชัชชี่หายใจไม่ออกจนหน้าเขียวไปหมด สองขาของร่างอ้วนเตะกันวุ่น ตะกุยตะกายดิ้นรนเอาชีวิตรอด แม้พี่เจนจะผอมกว่าชัชชี่แต่แรงเยอะกว่ามาก และผมก็ไม่เห็นเขาโมโหอย่างนี้มานานมากแล้ว ครั้งล่าสุดคือตอนนั้นที่ผมแอบหนีเขาไปกับพี่วิน

“พี่เจน เจนบอกให้ปล่อยชัชชี่ไง! ขอร้องล่ะ!”

ผมกระโดดขึ้นคว้าตัวของเขาให้ปล่อยมือจากชัชชี่ แต่แล้วก็รู้สึกตัวว่าถูกสลัดออกในทันทีพร้อมๆ กับที่เขาเงื้อหมัดข้างถนัดต่อยดังปัง เสียงกัมปนาทดังไปทั่วชั้น ผมยกสองมือขึ้นปิดปากกั้นเสียงร้อง

ชัชชี่ร่วงผล็อยลงไปบนพื้นเหมือนเป็นแค่หมอนข้างนิ่มๆ ส่วนหมัดของพี่เจนยังคงค้างอยู่ตรงกำแพง เฉียดๆ บริเวณที่กกหูของชัชชี่เคยอยู่ .. ก่อนเขาจะละมือออกมาแล้วหันมามองหน้าผมด้วยแววตาที่ทำให้ผมพูดอะไรไม่ออก ผมได้ยินเสียงกระดูกมือของเขาลั่น ชัชชี่ไม่เจ็บปวดอะไรเพราะไม่ได้ถูกทำร้าย แต่คงจะอกสั่นขวัญแขวนจนลุกไม่ขึ้นเสียมากกว่า

ผมรีบวิ่งตามร่างสูงที่หมุนตัวเดินไปจากซีนเกิดเหตุนี้ทันทีทันใด


 


 

“เย็นลงรึยัง”

ผมเอ่ยถามพี่เจนที่ยืนสูบบุหรี่อยู่บนสนามหญ้าในมหาวิทยาลัยของเรา แม้ฟ้าจะมืด แม้ยุงจะเยอะ แต่ผมก็ไม่บ่นสักคำ ผมปล่อยให้เขายืนทอดอารมณ์อยู่ตรงนั้น หลังๆ ผมเริ่มเข้าใจเขามากขึ้นแล้ว เวลาที่เขาไม่เข้าใจมนุษย์ เขาจะต้องใช้เวลาสักหน่อย รวมไปถึงเวลาที่เขาโมโห เขาก็ต้องการเวลาเช่นกัน รวมถึงเรื่องที่เขาร้าย แต่ไม่ได้ร้ายพร่ำเพรื่อ เพราะถ้าไม่ร้ายกับเขาก่อน เขาก็จะไม่ร้ายใส่โดยเด็ดขาด

พี่เจนกอดอก เงยหน้าขึ้นพ่นควันบุหรี่ออกจากจมูกยาวเป็นยวงสีเงินไปบนท้องฟ้า ผมมองดูลำคอแกร่งที่มีลูกกระเดือกประดับไว้ ที่จริงมันก็เป็นแค่อวัยวะส่วนหนึ่งของมนุษย์ แต่น่าแปลกที่มันกลับดูงดงามราวกับเป็นภาพศิลปะสักภาพ เส้นผมสีดำสนิทของเขาแทบจะกลืนไปกับสีท้องฟ้าในยามราตรี ทุกท่วงท่าน่าประทับใจ แม้แต่ในตอนที่เขากำลังกะพริบตาช้าๆ ผมรับรู้ได้ว่าตอนนี้เขาเย็นลงเยอะแล้ว

ผมทิ้งตัวลงนั่งบนสนามหญ้าสีเขียวสด นั่งเอนหลังเอามือค้ำตัวไว้อย่างสบายๆ แล้วเอ่ยปากขณะมองท้องฟ้าที่ไร้ดาว

“พี่เจนรู้ไหม ยิ่งเรารู้จักกันนานเท่าไหร่ พี่ยิ่งไม่ได้เป็นเหมือนที่เจนคิดไว้ตอนแรกหลายอย่างเลยนะ”

เขาลดตัวลงนั่งข้างๆ ผม หันมามอง

“ยังไง?”

ผมยักไหล่

“เจนเคยคิดว่าพี่เป็นคนใจเย็น ใจดี จากลุคพี่ดูเป็นแบบนั้นอ่ะ”

เขายิ้มจนดวงตากลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว

“จริงๆ พี่เป็นคนหัวร้อนอยู่ แต่เก็บได้เก่งต่างหาก”

“ก็ว่างั้นแหละ” สีหน้าเรียบๆ ร้ายๆ ของเขามันทำให้ขนลุกสุดๆ ไปเลย แถมลุคเขาที่เยียบเย็นมันทำให้เราพาลคิดไปว่าเขาจะเป็นคนเย็นยะเยือก แต่ก็อย่างที่รู้กัน .. ที่จริงเขามันไฟเย็นดีๆ ต่างหากเล่า

“พี่เป็นคนโมโหน่ากลัวมากเลยรู้ไหม”

“รู้”

“เวลาพี่โมโห มันเหมือนแบบ .. ระเบิดปังงง Explode an anger and no one can do anything with it. (ระเบิดอารมณ์แล้วก็ไม่มีใครจัดการอะไรได้) พี่คิดว่าจะแก้ไขนิสัยตัวเองตรงนี้ได้ไหม”

เขาเพียงแต่ยิ้มกว้าง ไม่ตอบอะไร ผมพูดต่อ

“บอกตรงๆ เจนไม่ค่อยชอบนะ เวลาพี่เป็นแบบนั้น”

“งั้นก็แก้ไขมันง่ายๆ สิ”

“ยังไง?”

“อย่าทำให้พี่โมโห”

“...”

ผมหันไปสบตากับเขา ไม่มีคำพูดอะไรที่จะพูดออกมาได้ ใจจริงก็คิดว่าอยากจะด่านั่นแหละ แทนที่เขาจะแก้ที่นิสัยตัวเองเขากลับจะให้คนอื่นมาแก้โดยการอย่าทำให้เขาโมโหงั้นเหรอ นี่เขาเป็นมนุษย์ประเภทไหนกันแน่

เขาเอียงศีรษะ ยิ้มยียวน

“ปกติพี่ก็ไม่ใช่คนโกรธง่ายอยู่แล้ว ก็อย่าทำให้โมโหสิ”

ผมเบนใบหน้ากลับมามองตรง “...แล้วแต่พี่เถอะ”

“พี่กล้าระเบิดอารมณ์ต่อหน้าเจน เพราะเจนไม่ใช่คนอื่น”

“...”

“พี่อยากเป็นตัวของตัวเองกับเจน”

“...”

“พี่เป็นได้ไหม”

ผมหันไปมองหน้าเขาอีกครั้ง เนิ่นนานที่เราสบตากัน ก่อนผมจะไม่ตอบอะไรแต่ซบลงไปบนไหล่ซ้ายนั่นแทน พี่เจนดับบุหรี่ในมือลงอย่างเงียบกริบ

“พี่ก็ไม่ชอบโมโห ไม่ชอบเลย เจนก็น่าจะรู้ แต่พี่คิดว่าชัชชี่คนนั้นทำเกินไป”

เขาพูดพลางใช้มือข้างที่ว่างแล้วโบกไล่ยุงให้ผมไปด้วย ผมตอบรับเบาๆ

“ต่อไปนี้ชัชชี่คงไม่กล้ามายุ่งกับเจนอีกแล้วล่ะ แบบตลอดไปเลย”

“อืม”

“เจ็บมือไหม”

“ไม่”

นานนับหลายนาทีที่ผมเพียงพิงซบไหล่เขา โดยมีพี่เจนคอยไล่ยุงให้ เราต่างก็ปล่อยให้ความเงียบอันอบอุ่นทำหน้าที่เพิ่มความผูกพันระหว่างกันและกันโดยที่ไม่มีใครต้องสื่อสารอะไร ปล่อยให้มันค่อยๆ เป็นเหมือนสายใยที่ร้อยใจเราเข้าหากันให้เหนียวแน่น และแม้ผมจะรู้แก่ใจลึกๆ ว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริง ความสัมพันธ์ระหว่างเราเป็นสิ่งที่ตั้งบนเงื่อนไขแต่ต้น

หากว่ามันก็ไม่ใช่ความฝันเช่นกัน

แล้วถ้าอย่างนั้น ทำไมผมจะดื่มด่ำกับมันไม่ได้เล่า

ผมเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของเขา มองแววตาที่ติดจะร้าย จมูกโด่ง ริมฝีปากหนาได้รูปและแก้มตอบทั้งสองข้าง ข้างในกระโหลกศีรษะทรงสวยมีมันสมองที่ใครยากจะมีได้ กลิ่นกายหอมเย็นที่ปะปนกับกลิ่นบุหรี่ยิ่งทำให้เขาสุดแสนเพอร์เฟ็กต์

เขามันผู้ชายที่โกงโลกทั้งใบมาเกิด

และวินาทีนั้นเองที่ผมอดใจไม่ได้ที่จะประทับริมฝีปากตัวเองลงบนริมฝีปากของเขาเบาๆ ซึ่งเขาเองก็ตอบรับผมเป็นอย่างดี

อากาศร้อนลงแล้วตามประสาประเทศไทยที่หนาวได้เพียงพักเดียว ต่อให้จะเป็นเดือนธันวาคมก็ตามที อันที่จริง .. ตอนนี้มันร้อนอบอ้าว

มันเป็นอากาศร้อนชื้นที่เหมาะกับยุงลายและแมลงต่างๆ

แต่ก็ไม่มีใครอยากจากไปสนามหญ้านี้ในตอนนี้


 


 

“ฮัลโหล...”

ผมที่ร่างกายเปลือยเปล่างัวเงียตื่นขึ้นมาคว้าโทรศัพท์มือถือบนหัวเตียงในเวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่ง

[อ้าว แกนอนแล้วเหรอ เดี๋ยวนี้นอนเร็วจัง โทษที]

“เปล่า งีบเฉยๆ” ผมขยี้ตา หลังร่วมรักกับพี่เจนเสร็จผมก็ง่วงเลยผล็อยหลับไป พี่เจนเองก็ด้วย “มีอะไรรึเปล่าเชอร์รี่ พูดได้เลยนะ”

[คือเราจะมาถามว่าแกจะไม่ไปญี่ปุ่นด้วยกันจริงๆ เหรอ ฮือ อยากให้ไปกันครบแก๊งว่ะ รู้สึกว่าตัดใจไม่ได้จริงๆ ก็เลยจะโทรมาถามอีกรอบ]

“...อืม คงไปไม่ได้หรอกรี่รอบนี้ เจนไม่มีเงินเลยจริงๆ”

[ฮือออ คือเรารู้สึกผิดอ่ะที่ทุกคนไปเที่ยวกันหมดแล้วแบบพวกเราก็ทิ้งแกให้อยู่ไทยคนเดียว ยังไงเราช่วยออกให้ก่อนไหม]

“เฮ้ย ไม่เอา”

[ออกให้ก่อนได้จริงๆ นะ แกค่อยๆ คืนเราก็ได้ หรือมีเมื่อไหร่ก็ค่อยมาคืน ไม่คิดดอกเบี้ย ไปด้วยกันเถอะ จะคืนตอนเรียนจบก็ได้]

“รี่ เจนขอบคุณสำหรับน้ำใจจริงๆ นะ รี่เป็นเพื่อนที่โคตรดีของเจนเลย แต่รี่อย่าทำขนาดนั้นเลย เจนเกรงใจ และเจนอยู่ได้จริงๆ”

[แต่แกเป็นคนขี้น้อยใจ เดี๋ยวเห็นรูปแล้วก็จะมานอยด์ทีหลังอีก]

“ก็มันทำอะไรไม่ได้นี่นา ไปเถอะ อย่างห่วงเจนเลย”

“มีเรื่องอะไรเหรอ”

“เปล่าครับพี่เจน นอนต่อเถอะ” ผมหันไปกระซิบตอบร่างสูงที่หันมาคว้าเอวผมไปกอดแล้วถามเสียงแหบ เสียงคุยของผมคงทำให้เขาตื่นขึ้นมาอีกคน

[ว้าย กุ๊กกิ๊กกับพี่เจนอยู่เหรอ โทษที งั้นไว้ค่อยคุยกันพรุ่งนี้ก็ได้ บ๊ายบาย]

แล้วเพื่อนสาวก็วางสายไปหลังเราร่ำลากันสั้นๆ พี่เจนกระชับกอดเอวผมแน่นขึ้น เอ่ยถามหลังจุมพิตสีข้างของผมแผ่วเบา ให้ตาย มันจั๊กจี้นะ

“มีเรื่องอะไรเหรอ”

“เชอร์รี่โทรมาถามเจนว่าจะไม่ไปญี่ปุ่นด้วยกันจริงๆ เหรอ แค่นั้นแหละ”

“ญี่ปุ่นอะไร?” เขายันตัวจากเตียงขึ้นมาถามอย่างสงสัยพลางกดเปิดโคมไฟสีส้มที่หัวเตียง เออ จะว่าไปผมก็ไม่เคยเล่าให้เขาฟังเลยนี่นาเกี่ยวกับทริปนี่

ผมเล่าให้เขาฟังอย่างรวบรัด รวมถึงบอกไปตรงๆ ว่ามันเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมไปทำงานพิเศษที่ร้านกาแฟตั้งแต่ทีแรก แต่ในเมื่อผมเอาเงินของตัวเองใช้หนี้ดอกเบี้ยแทนเจตไปจนหมด ผมจึงอดไปอย่างไม่ต้องสงสัย และที่สำคัญตอนนี้ผมก็ถอดใจจากการไปเที่ยวญี่ปุ่นกับเพื่อนๆ แล้วด้วย มันทำอะไรไม่ได้นี่นา

“แล้วเพื่อนๆ เจนจะไปเที่ยวกันนานแค่ไหน”

“หนึ่งอาทิตย์ โหย หนึ่งอาทิตย์นี่ก็นานสุดๆ แล้ว”

“แล้วไปวันไหนถึงวันไหน”

ผมบอกวันไป พี่เจนพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วจึงพูด

“ไปเที่ยวกับเพื่อนสิ เดี๋ยวพี่ออกให้”

“หะ… ฮะ!? บ้า ไม่ต้องหรอก” ผมร้องเสียงหลงอย่างตกใจ แต่พี่เจนก็ยังคงพูดต่อด้วยท่าทีเรื่อยๆ

“ไปเถอะ ปิดเทอมแล้วนะ เจนได้รีแลกซ์บ้างน่าจะดี”

“แล้วพี่ล่ะ จะไปด้วยกันเหรอ”

“คงไม่ได้ พี่ต้องทำงาน”

“อืม เข้าใจแหละ” ปิดเทอมนี่เป็นโอกาสทองของพี่เจนเลยที่จะได้ทำงานให้เต็มที่

“เอาเป็นว่าเจนไปเที่ยวกับเพื่อนนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้บอกเชอร์รี่ด้วย”

“...”

“ไปเถอะ” เขาลูบศีรษะผมที่มีสีหน้าลำบากใจ ใบหน้าหล่อเหลายิ้มละมุน “พี่อยากให้เจนไปเที่ยว จริงๆ นะ”

“...”

“ไม่ต้องคิดมาก พี่ไม่ได้มีอะไรแอบแฝง พี่แค่อยากให้เจนไปผ่อนคลายจริงๆ”

ผมยอมพยักหน้าช้าๆ ในที่สุด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา

“แล้วพี่ล่ะ”

“พี่ทำไม”

“ถ้าเจนไป พี่ก็ต้องอยู่คนเดียว”

“แล้วไงล่ะ”

“พี่จะไม่เหงาเหรอ”

“...”

“แล้วพี่จะกินข้าวกับใคร”

“...”

“ใครจะดูแลพี่”

“...”

ผมมองเขาตาใส ถามคำถามที่ออกมาจากหัวใจของตัวเอง เพราะอย่างที่รู้กัน .. เขาไม่มีเพื่อน เขามีแต่คนที่เอื้อผลประโยชน์ต่อกันเท่านั้น ฉะนั้นถ้าผมไม่อยู่ แล้วเขาจะอยู่กับใครล่ะ 

พี่เจนนิ่งไม่ไหวติงขณะมองหน้าผม แววตาคู่นั้นสั่นไหวเล็กน้อย แต่มันอาจเป็นเพราะแสงไฟนี่ก็ได้ ผมไม่เข้าใจว่าเขาเป็นอะไรแต่ก็ตัดสินใจถามต่อ

“หรือพี่จะกลับบ้านไปอยู่กับคุณแม่”

“...ไม่ต้องห่วงพี่หรอก” มือหนาขยี้ศีรษะผมแรงขึ้นจนผมแทบหน้าทิ่มลงกับฟูกเตียงหลังจากที่เขาเงียบไปนาน “พี่มีทางไปของพี่แหละ”

“งั้นไว้เราไปเที่ยวด้วยกันไหม เจนกับพี่”

“...”

“ตอนที่พี่ว่างๆ แล้วเจนก็ว่างๆ”

เขายิ้มกว้าง กว้างแบบที่ผมรู้สึกว่ามันสว่างไสวกว่าดวงไฟสีส้มเหนือเตียงนี่เสียอีก ก่อนเขาจะพยักหน้า

“เอาสิ ไว้เราว่างๆ แล้วไปเที่ยวด้วยกันนะ”


 


 

“วี๊ดดดดด อากาศหนาวจังเลยยยย~~”

“สดชื่นสุดๆ ไปเลยค่า”

“เฮ้ย พูดออกมาเป็นไอด้วยว่ะ พุฒิ เจน มึงดูดิ”

“มึงดูไปคนเดียวเหอะ กูจะไปดูดบุหรี่แก้หนาวแล้ว หนาวฉิบหาย กลางเดือนธันวาแบบนี้อย่างกับโดนจับแช่แข็ง” พุฒิที่กอดอกบ่นอุบ สั่นสะท้านไปทั้งตัว พุฒิอยู่ในเสื้อกันหนาวแบบ down jacket (เสื้อกันหนาวแบบที่เป็นปล้องๆ เหมือนตัวมิชลิน) มันเป็นคนขี้หนาวมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว เห็นแบบนี้พุฒิมันเรียนไฮสกูลที่แคนาดามานะ มันชอบเล่าให้พวกผมฟังถึงฤดูหนาวที่หนาวหฤโหดของแคนาดา ความขี้หนาวของมันทำให้ผมไม่เข้าใจเลยว่ามันอยู่เรียนที่นั่นมาได้ยังไงตั้งหลายปี

“แก! ขิง! นั่นมันมาสคาร่ารุ่นที่เขารีวิวกันในทวิตเตอร์นี่ว่าดีมาก!”

“กรี๊ดดดด ที่ที่ไทยหมดหมดเลยใช่ไหม ไหน วิ่งไปดูเร็ว!!”

“ไป เหมามาตุนให้หมด!”

แล้วสองสาวในเสื้อกันหนาวก็วิ่งปรี่เข้าไปในร้านขายเครื่องสำอางร้านหนึ่ง ตั้งแต่มาถึงชิบูย่าพวกเธอสองคนก็จ้าละหวั่นช้อปทั้งเครื่องสำอางและเสื้อผ้าไม่หยุดฉุดไม่อยู่ ลำบากพวกผมต้องมาช่วยถือถุงพะรุงพะรังอีกต่างหาก ส่วนผู้ชายอย่างพวกเราสามคนไม่ค่อยเน้นช้อปเท่าไหร่นัก เราซื้อเสื้อผ้ากันก็จริงแต่ก็ไม่ได้ซื้อเหมือนเหมายกโหลแบบน้ำขิงกับเชอร์รี่ มีไอ้แก๊ปคนเดียวที่ใช้เงินมากหน่อยในการซื้อเลนส์กล้องอันใหม่ ส่วนพุฒิ ขานั้นเน้นช้อปแบรนด์เนมต่างๆ ตามดิวตี้ฟรีมากกว่าจะช้อปอะไรเรื่อยเปื่อย พุฒิมันเป็นพวกแบบคุณช้ายคุณชาย รสนิยมก็ไฮโซ แต่มันก็ไม่ใช่คนเรื่องมากหรืออยู่ด้วยยากอะไร ผมจนกว่ามันเยอะแต่ไม่เคยรู้สึกลำบากใจที่ต้องอยู่กับมันเลย

ส่วนผมน่ะเหรอ ผมเน้นกิน นอกจากค่าตั๋วเครื่องบินพี่เจนก็ให้พ็อกเกตมันนี่ผมมาด้วย และเนื่องจากผมเป็นคนที่รักการกินอย่างมาก เงินส่วนใหญ่ของผมจึงหมดไปกับการตระเวณกินของอร่อยในทุกสถานที่ที่พวกเราไปเหยียบ จนเพื่อนทุกคนบอกว่าทริปนี้ผมต้องน้ำหนักขึ้นขั้นต่ำสามกิโลกรัมแน่นอน จริงๆ วันนี้ก็เพิ่งวันที่สามของการมาเที่ยวเอง พวกเรายังมีเวลาที่ญี่ปุ่นอีกหลายวัน บางทีผมอาจจะน้ำหนักขึ้นห้ากิโลกรัมเลยก็ได้ เพราะยังมีอีกหลายเมนูเลยที่ผมไม่ได้เก็บ เช่น เนื้อวากิวงี้ หอยนางรมสดๆ งี้ ราเม็งเจ้าเด็ดอีก ไหนจะขนมอย่างพวกซอฟครีม ชีสเค้กเอย

ระหว่างที่แก๊ปกับพุฒิหลบไปสูบบุหรี่แก้หนาว แล้วน้ำขิงกับเชอร์รี่ก็ไปชอปปิงอย่างบ้าคลั่งต่อใน Matsumoto ผมหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา


 

Jane:

- อยู่ชิบูย่าแล้วนะครับ

- วันนี้หนาวเป็นบ้าเลยอ่ะพี่เจน

- อากาศแค่ 2 องศาเอง


 

ผมพิมพ์รายงานเขา ไม่ได้หวังให้เขาอ่านหรือตอบทันทีเพราะก็เข้าใจว่าเวลามันต่างกัน แล้วเขาก็งานยุ่ง แต่แค่อยากเล่าว่าวันๆ หนึ่งเจออะไรบ้าง ไปที่ไหนกินอะไรทำอะไร ถึงเขาจะรู้แผนการท่องเที่ยวของพวกเราอยู่แล้วก็เหอะ นอกจากนั้นผมยังส่งรูปถ่ายให้เขาเต็มไปหมด ผมอยากให้เขารับรู้ชีวิตผมโดยที่เขาไม่จำเป็นต้องขอ เพราะปกติเราอยู่ด้วยกันตลอด พอผมห่างเขามาจู่ๆ ก็เกิดรู้สึกเหงาในใจอย่างช่วยไม่ได้ ผมอยากทำอะไรก็ตามให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่ไกลห่างกัน


 

Jane:

- ที่รัก

- คิดถึงนะ


 

ส่งอะไรไปเนี่ย! Unsend ดีกว่า!!

ผมคิดอย่างนั้นแล้วก็กดเรียกบับเบิ้ลข้อความสองอันหลังคืนมา ผมเผลอทำอะไรไหลตามอารมณ์โดยขาดการยั้งคิดไปหน่อยถึงได้พิมพ์แบบนั้นลงไป บ้า ไปบอกเขาตรงๆ แบบนั้นได้ไง บ้า!

“มาแล้วจ้า!” น้ำขิงตะโกน เธอกับเชอร์รี่หอบหิ้วถุงกระดาษเครื่องสำอางมาอีกคนละถุง แก๊ปตะโกนมาทันที

“นี่ยังจะช้อปอีกไหม เมื่อไหร่จะได้ไปเที่ยวต่อเนี่ยฮะ!”

“ย่ะ ไม่ช้อปแล้ว เอาของไปเก็บที่พักแล้วไปวัดกันเลยก็ได้ เอ้า เคลื่อนขบวน!”

เชอร์รี่เอ่ย แล้วเราทั้งห้าคนจึงได้เปลี่ยนสถานที่กันซะที


 


 

ความเหนื่อยล้าจากทั้งการเดินเที่ยวและเดินชอปปิงทำเอากว่าเราทั้งห้าจะกลับถึงที่พักก็รู้สึกเมื่อยขบไปทั้งตัว และมิหนำซ้ำ ดวงตะวันล้าลับขอบฟ้าไปนานหลายชั่วโมงแล้วอย่างนี้ทำให้อากาศหนาวเย็นเจียนบ้า พวกเราทุกคนต่างก็กอดอกเดินจ้ำอ้าวฟันกระทบกันกึกๆ เดินเร็วราวกับวิ่งแข่งเพื่อแย่งกันกลับที่พัก

พอถึง ต่างฝ่ายทั้งหญิงชายก็แยกเข้าห้องพักของตนเพื่อพักผ่อน เสียงร่ำลาระหว่างเราทุกคนฟังดูงึมงำเพราะความเหนื่อยล้า เชอร์รี่กับน้ำขิงแน่นอนว่านอนด้วยกัน ส่วนพวกผมสามคนเองก็นอนรวมกันเพื่อประหยัดเงิน

ที่พักของพวกเราทั้งหมดเป็นแบบเรียวกังสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ดังนั้นที่นอนจึงมีเพียงฟูกไม่มีเตียง ห้องขนาดกว้างอยู่หลายเสื่อทาทามิ แต่จะถามว่ากี่เสื่อผมก็ไม่อาจทราบได้ เพราะ...ผมไม่ได้นับ

ทุกคนผลัดกันเข้าไปอาบน้ำโดยเริ่มจากแก๊ปเป็นคนแรก พอออกมาถึงมันก็เปลี่ยนชุดแล้วซุกตัวนอนทันทีทั้งที่ห้องยังไม่ปิดไฟด้วยซ้ำ ไม่ถึงสิบนาทีเสียงกรนเบาๆ ก็ดังออกมาแสดงให้เห็นว่าเพื่อนรักเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว ขณะที่พุฒิยังวุ่นวายกับการหาสกินแคร์บำรุงผิวชุดเล็กเพื่อจะเอาเข้าไปทาหน้าหลังอาบน้ำเป็นคนต่อไป ส่วนผมเป็นคนสุดท้ายที่ได้ชำระล้างตัว

ผมออกมาถึงก็พบว่าไฟในห้องถูกปิดไปแล้ว จึงอาศัยแต่เพียงแสงไฟจากในห้องน้ำเพื่อใช้แต่งตัวจนเสร็จ แล้วจึงล้มตัวลงนอนบ้างตามเพื่อนๆ อีกสองคนไป หากใจเจ้ากรรมของผมมันคอยแต่กระวนกระวายคิดถึงใครคนหนึ่งที่อยู่ไกลแสนไกลจากญี่ปุ่น จนไม่ว่าจะพลิกตัวไปมาสักกี่พลิกก็นอนไม่หลับ กระวนกระวายถึงไลน์ที่เขายังไม่อ่านไม่ตอบ

ผมตัดสินใจผุดลุกขึ้นจากฟูกนอน ถอนหายใจเพื่อระบายความรู้สึกในใจให้มันถูกผ่อนปรนลงไปบ้าง เหลียวหันไปมองเพื่อนทั้งสองก็เห็นว่านอนหลับกันไปแล้ว

ผมตัดสินใจลุกออกจากที่นอนอย่างเงียบกริบ ถอดชุดนอนออกแล้วจึงสวมยูกาตะในตู้ทับร่าง พร้อมกับนำผ้าขนหนูไปด้วยหนึ่งผืน ตั้งใจจะไปแช่ออนเซ็นที่น้ำอุ่นจัดให้สบายใจแล้วค่อยกลับมานอน อย่างไรเสียที่เรียวกังนี้เขาก็บอกแล้วว่าออนเซ็นเปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

ออนเซ็นแห่งนี้เป็นออนเซ็นแบบอินดอร์ แต่ก็มองออกนอกหน้าต่างใสบานใหญ่ไปเห็นวิวแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ที่ถูกจัดตกแต่งไว้อย่างสวยงามประณีตข้างนอกได้ชัดถนัดตา ไม่ว่าจะเป็นก้อนหินต่างๆ ที่ถูกตั้งเรียงไว้อย่างมีศิลปะ หรือต้นไม้ที่บัดนี้ถูกหิมะสีขาวทับถมตามกิ่งก้านและใบ ผมยืนชื่นชมวิวอย่างประทับอยู่นานครู่หนึ่ง จึงก้มลงมองผิวน้ำที่ร้อนเสียจนมีควันกรุ่นขึ้นเป็นสีน้ำนม อดคิดไม่ได้ว่ามันดูคล้ายกับควันของน้ำแข็งแห้งที่ระเหยขึ้นมาเวลาเอาน้ำรดใส่ เขาว่ากันว่าอุณหภูมิน้ำของบ่อออนเซ็นจะร้อนอยู่ที่ประมาณ 40-44 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

ผมถอดยูกาตะออก เหลือเพียงแต่ร่างเปลือยเปล่าขาวสล้างกับสร้อยคอรูปลูกกุญแจที่คล้องรอบคอ มันไกว่เป็นจังหวะขณะที่ผมเอาพาดผ้าขนหนูเอาไว้กับที่แขวน ผมล้างตัว ก่อนจะหย่อนข้อเท้าลงในบ่อน้ำร้อนแล้วยืนแช่เพื่อปรับอุณหภูมิครู่หนึ่ง จากนั้นจึงค่อยๆ ก้าวลงไปแช่เต็มตัว ความอุ่นจัดของสายน้ำไหลท่วมร่างผม จี้ลูกกุญแจลอยขึ้นเหนือผิวน้ำตามหลักวิทยาศาสตร์ ผมรู้สึกว่าเลือดลมไหลเวียนสูบฉีดดีไปทั้งตัว แล้วก็รู้สึกว่าได้คลายความเมื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันทำให้ร่างกายสบายขึ้นมาก อารมณ์ทั้งหมดทั้งมวลผันผ่อนคลายลงอย่าน่าอัศจรรย์

เวลาที่ดึกดื่นขนาดนี้ทำให้ไม่มีใครในออนเซ็นเลยนอกจากผม จากบ่อรวมขนาดใหญ่กลายเป็นบ่อไพรเวทไปซะได้ ซึ่งมันก็ดีเหมือนกันเพราะผมอยากจะนอนแช่น้ำคิดอะไรเพลินๆ โดยไม่มีใครมารบกวนและไม่รบกวนใคร นอกเหนือจากนั้นก็คือผมไม่ต้องอายสายตาใคร แต่อันที่จริงปกติแล้วคนญี่ปุ่นที่แช่ออนเซ็นนี่เขาก็ไม่ได้สนใจมามองติติงรูปร่างคนอื่นอยู่แล้วแหละ

ผมแหงนหน้าพิงกับขอบบ่อขณะปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปในอากาศ สูดกลิ่นแร่กำมะถันที่ฟุ้งขึ้นมาจากสายน้ำ พนักงานโรงแรมยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะกับพวกเราว่าบ่อน้ำแร่ของที่โรงแรมติดหนึ่งในร้อยออนเซ็นที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น มีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์มากมายช่วยบำรุงผิวพรรณ แต่พวกเรามัวแต่การเพลิดเพลินกับการท่องเที่ยว กลับโรงแรมมาก็นอนสลบไสลจนไม่เคยได้มาแช่กันสักที ทั้งๆ ที่จะย้ายโรงแรมกันในคืนพรุ่งนี้อยู่แล้ว

ผมที่กำลังนอนแช่น้ำคิดอะไรเพลินๆ สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูถูกเลื่อนเปิดออก ก่อนจะต้องร้องเสียงดังเมื่อพบว่าผู้ที่เข้ามาใหม่คือใคร

“อ้าว พุฒิ”

เป็นเพื่อนตัวสูงของผมนั่นเอง ผมรู้สึกประหลาดใจแกมงงงวย สับสนเพราะยังเห็นกับตาว่าเมื่อกี้มันหลับอุตุอยู่

พุฒิเองก็อยู่ในชุดยูกาตะของโรงแรมเหมือนกัน มันเดินเข้ามาวางพาดผ้าขนหนูแล้วก็ถอดยูกาตะออกเหมือนผมเปี๊ยบ ผมเอ่ยทักต่อทันที

“กูนึกว่ามึงนอนแล้วซะอีก”

พุฒิเปิดฝักบัวเพื่อล้างตัวก่อนลงแช่บ่อ

“อือ ก็หลับไปแล้วแหละ แต่ได้ยินเสียงมึงเลยตื่น”

“อ้าว โทษที”

“ไม่เป็นไรหรอก กูได้ยินเสียงมึงออกมาข้างนอก คิดว่ามึงคงออกมาแช่น้ำเลยตามมา” มันพูดขณะเอามือยีหัวไปด้วย

“แหม ให้น้อยๆ หน่อยโว้ย ท่ายีผมมึงนี่อย่างกับนายแบบโฆษณา” ผมอดแซวไม่ได้ มันหันมายิ้มให้

“กูหล่อป้ะละ”

“หล่อจ้าพ่อ มึงก็หล่อมานานแล้ว”

พุฒิไม่พูดอะไรแค่หัวเราะหึๆ ในลำคอ ก่อนมันจะหันไปล้างหน้าอย่างรุนแรงตามวิถีผู้ชายทั่วไป แล้วจึงกระโดดลงมาในบ่อดังตู้มจนน้ำกระจาย

เหี้ย ร้อน! ไข่สุก!!” มันร้องลั่น ส่วนผมเองก็ตกใจเป็นอย่างมาก

“มึงทำบ้าอะไรของมึง คิดว่าเล่นน้ำตกรึไง ทำไมไม่แช่เท้าก่อน! เดี๋ยวก็หน้ามืดหรอกไอ้บ้า! รีบขึ้นไป”

“ไม่ทันแล้วว่ะ ลงมาแล้ว” พุฒิพูดหน้าเหยเก เหงื่อผุดพรายตามขอบไรผม มันแดงไปทั้งหน้าทั้งคอเพราะไม่ยอมค่อยๆ ปรับอุณหภูมิร่างกายก่อนลงแช่ออนเซ็น ให้ตายเถอะ นี่ถ้ามันเกิดหน้ามืดเป็นลมในบ่อ ก็ไม่พ้นผมนี่ล่ะที่ต้องลากมันขึ้นไปปฐมพยาบาล

ผมสาดน้ำใส่มัน “ไอ้บ้า”

“เออ โทษที” มันหัวเราะหลังจากที่เริ่มปรับตัวได้แล้วดำผุดดำว่ายท่ากบ “เฮ้อ สบายตัวดีเหมือนกันว่ะ”

“อือ ไอ้นี่นี่ก็ว่ายเป็นสระที่บ้านเลย เขามีไว้แช่น้ำว้อย”

“อย่าบ่นได้ไหมไอ้จิ๋ว มึงแม่งบ่นเป็นแม่กูเลย”

“มึงว่ากูเหรอ”

“อีกและ มึงนี่มันขี้งอนจริงๆ ไอ้เจน อ่อนไหวตลอด” มันสาดน้ำคืนใส่ผมบ้าง ผมหลบ ทำหน้ามุ่ย

“อะไร กูไม่ได้งอนสักหน่อย”

“เออ ไม่งอนก็ดี”

มีพุฒิมาก็ดีนะ ผมจะได้มีเพื่อนคุยไง ถึงการอยู่คนเดียวได้คิดอะไรเงียบๆ มันจะดี แต่มันก็ทำให้ฟุ้งซ่านสุดขีดเช่นเดียวกัน

“นั่นมึงทำอะไรน่ะ” ผมถามพุฒิที่ว่ายไปทำอะไรกุกกักอยู่ที่อีกขอบของบ่อ พุฒิหันมาพร้อมกับแก้วใบเล็กในมือ ยิ้มมุมปากอวดฟันเขี้ยว

“สาเก เอาไหม”

“เฮ้ย เอามาดื่มได้เหรอ”

“ไม่รู้ เอาเข้ามาแล้ว”

“กูว่า .. มันไม่น่าจะทำได้นะ” ผมเอ่ยอย่างไม่เต็มปากเพราะก็ไม่แน่ใจ แต่คอมมอนเซนส์ในใจมันบอกว่าไม่น่าจะได้

“เฮ้ย กูดูโคนัน โมริ โคโกโร่ยังชอบดื่มสาเกเวลาแช่ออนเซ็นเลย”

“แต่นั่นมันการ์ตูนนะพุฒิ”

“ในหนังญี่ปุ่นก็มีนะ”

“นั่นก็ในหนังไง...”

“กูว่าเอาเข้ามาได้ จริงๆ เชื่อดิ หนังการ์ตูนก็สะท้อนวัฒนธรรมแหละ”

“มึง แต่...”

“อ่ะ เอาไป วันช็อต”

ผมรับแก้วใบเล็กอีกใบมาจากพุฒิ ก่อนมันจะชนแก้วดังแกร้งเป็นการบังคับให้ผมต้องดื่ม ในที่สุดผมก็กระดกเข้าไป เอาวะ แค่จอกเดียวคงไม่เป็นไร อีกอย่างผมก็ควรจะรีบดื่มก่อนจะทำสาเกสักหยดหยดลงในบ่อ

รสชาติละเอียดนุ่มออกหวานของสาเกติดที่ปลายลิ้น เชิญชวนให้ดื่มไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีหยุดหย่อน รู้ตัวอีกทีทั้งผมทั้งพุฒิก็พูดเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ และหัวเราะดังขึ้นเรื่อยๆ อา… แต่ทั้งดื่มเหล้าทั้งแช่น้ำร้อนมันทำเอาผมชักจะมึนหัวมากๆ แล้วล่ะสิ ผมว่าผมควรจะพอดีกว่า

“เอ้า ยอมแพ้แล้วเหรอวะ”

“เออ ไม่ไหวเว้ย มึน” ผมพูดทั้งรอยยิ้มกว้างขณะวางจอกใบเล็กลงบนขอบบ่อ พอวางเสร็จก็หันไปเห็นพุมิกำลังมองผมอยู่ ก่อนมันจะวางแก้วลงบ้าง แล้วหยิบสาเกทั้งขวดมากระดกเข้าไปเลย ผมหัวเราะลั่น

“มึงแม่งขี้เมาโคตรๆ”

“ไม่เท่เหรอ”

“เออ เท่มั้ง ไม่รู้สิ กูไม่ใช่เด็กในสต็อกมึงนี่”

“เด็กในสต็อกอะไร”

“อย่ามา กูรู้ว่ามึงก็ไม่ใช่ย่อย ใครเขาก็รู้ทั้งนั้น”

“ไม่เคยบังคับใครโว้ย”

“จ้า ไอ้แบดบอยรูปหล่อพ่อรวยรถสวย เกิดเป็นคุณชายพุฒินี่มันดีจริงจริ๊งงงง”

ผมตะโกนแซวเพื่อนอย่างสนุกปาก แล้วแกล้งสาดน้ำใส่หน้ามัน พุฒิเอามือข้างที่ว่างลูบน้ำออกจากหน้า ก่อนมันจะหันไปวางขวดสาเกแล้วนั่งพิงกับขอบบ่อเฉยๆ ท่าทางแอลกอฮอล์น่าจะเริ่มเข้าสู่เส้นเลือดพุฒิแล้วล่ะ แต่ผมรู้ว่าระดับเพื่อนผมคนนี้...มันไม่เมาง่ายๆ หรอก

“ว่าแต่อะไรทำให้มึงมาแช่น้ำคนเดียวตอนดึกๆ”

จู่ๆ พุฒิก็เอ่ยถามขึ้น ผมที่กำลังนอนเอาศีรษะพิงขอบบ่อปล่อยใจล่องลอยตอบออกไปเสียงเหมือนฝัน

“ก็มีเรื่องให้คิด .. พอคิดเยอะๆ ก็นอนไม่หลับ แค่นั้นแหละ”

“เรื่องพี่เจนน่ะเหรอ”

“...”

“ใช่ไหม”

“...อืม”

“มึงกับเขาก็อยู่ด้วยกันมาสักพักแล้วนะ”

ผมไม่ทันได้สังเกตเลยว่าพุฒิเลี่ยงจากคำว่าคบกันไปใช้คำว่าอยู่ด้วยกัน ผมเพียงแค่พยักหน้าและงึมงำในลำคอตอบรับ

“แล้วมึงสืบเรื่องอะไรของเขาได้บ้าง”

“...สืบอะไร”

“ก็เรื่องต่างๆ ของเขาไง ความลับของเขา ปูมหลังของเขา ทำไมเขาถึงถูกไล่ออกจากฮาร์วาร์ด และอื่นๆ อีกมากมาย มึงอยู่กับคนอันตรายแบบนั้นมึงควรต้องมีข้อมูลพวกนี้ไว้แบล็กเมล์เขากลับ ไว้เพื่อป้องกันตัวเองแล้วก็เพื่อความปลอดภัยในชีวิตมึงสิ”

“พุฒิ .. กูบอกตรงๆ นะ ตอนนี้กูไม่ค่อยสนเรื่องพวกนั้นแล้วว่ะ”

“...”

“กูไม่อยากคิดแล้ว”

“...”

“แล้วกูก็ไม่อยากให้มึงมาคอยเสี้ยมให้กูทำอย่างนั้นด้วย”

“...”

“กูยังอยากรู้เรื่องพวกนั้นของเขานะ แต่มันไม่ใช่ในเชิงที่กูอยากรู้แบบเดิม มันกลายเป็นว่า กูอยากเรียนรู้เขา”

“...”

“กูอยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้เขากลายเป็นคนแบบนี้ เขามีบาดแผลอะไร และมีอะไรที่กูจะช่วยได้บ้าง กูอยากรู้ทุกเรื่องทุกราวทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเขา แต่ถ้าเขาไม่อยากบอก กูก็ไม่อยากคาดคั้น กูอยากเป็นแค่ความสบายใจของเขา กูอยากเป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาเลย”

ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ไหลเวียนตามกระแสเลือดผลักดันให้ผมพูดออกไปอย่างใจนึกและควบคุมไม่ได้

“อย่างตอนนี้ กูแค่ .. คิดถึงเขา”

“...”

“กูคิดถึงเขามากเลยว่ะ”

ผมไม่รู้ตัวเลยว่าเมื่อไหร่ที่น้ำตามันไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง ผมไม่รู้ว่าผมเมาหรือผมอ่อนไหว หรือมันทั้งสองอย่างผสมกัน ลมหายใจของผมร้อนผะผ่าว เจือไปด้วยกลิ่นสาเก

“เมื่อไหร่ไม่รู้ที่กูเอาแต่คิดถึงเขาอย่างนี้ จะนั่งจะกินจะนอนก็คิดถึง เขาไปทำอะไรอยู่ที่ไหนกูก็ห่วง กูไม่รู้ว่ากูเป็นบ้าอะไร แต่ .. มันเหมือนใจจะขาดเลยพุฒิ”

“กูก็ใจจะขาดแล้วเจน”

“...พุฒิ”

ผมตกใจ ออกจากภวังค์ที่จมจ่อมเมื่อเห็นว่าพุฒิเข้ามาใกล้ตัวผมมากแค่ไหน นอกจากนั้นผมยังเห็นแววตาที่ปวดร้าวแสนสาหัสในดวงตาที่เยิ้มเพราะสาเก ก่อนผมจะต้องสะดุ้งเมื่อสองมือของเพื่อนรวบกอดรัดร่างเปลือยเปล่าของผมเข้าไปแนบชิดกับมัน

“พุฒิ...”

“เจน กูก็ใจจะขาดแล้ว”

“พุฒิ ฟังกูนะ มึงเมาเพราะไอ้สาเกนั่น มึงกำลังไม่มีสติ มึงปล่อยกูก่อน” ผมพยายามจัดการเรื่องนี้อย่างละมุนละม่อมที่สุดแม้รู้ว่าร่างกายของพุฒิกำลังไม่ให้ความร่วมมืออย่างมาก

“เจน”

“พุฒิ ปล่อยกู เราเป็นเพื่อนกัน”

“กูรักมึง เจน”

“...กูก็รักมึง เราเป็นเพื่อนกัน เพื่อนสนิท… กูรักมึงเหมือนที่กูรักแก๊ป เราสามคนเป็นทรีโอ้ไง”

“กูรักมึง”

คำพูดและสีหน้าจริงจังของพุฒิทำให้ผมได้แต่กลืนคำพูดทุกอย่างลงท้อง

“เป็นกูไม่ได้จริงๆ เหรอ”

“...”

“มึงอยู่กับเขา แต่มึงไม่ให้ใจมึงกับเขาได้ไหม”

พุฒิกอดรัดผมแน่นขึ้นและกดผมจนติดกับขอบบ่ออีกด้าน ผมได้แต่มองเข้าไปในดวงตาของเพื่อนอย่างอับจนคำพูด

“มึงไม่รักเขาได้ไหม”

“...”

“ได้ไหม...เจน”

ผมมองแววตาของเพื่อน รู้สึกเหมือนหัวใจในโพรงอกบีบรัดกันอย่างปวดร้าวกับคำพูดนั้น แสบจมูกและขอบตาเหมือนกับจะร้องไห้ให้ได้เสียตอนนี้ ก่อนผมจะรู้สึกถึงความอุ่นชื้นบนริมฝีปากเมื่อมันถูกอวัยวะอย่างเดียวกันประทับลงมา ก่อนพุฒิจะดูดดึงเรียวปากของผมอย่างแผ่วเบา

“สักครั้งได้ไหมเจน”

เสียงกระซิบของพุฒิสั่นพร่า เว้าวอน ขอร้อง... ผมเบี่ยงใบหน้าหนีเพื่อนไปอีกทางเพราะเข้าใจความนัยนั้นดี แต่พุฒิที่แรงเยอะกว่าก็รั้งให้ผมต้องหันหน้ากลับมารับจูบของมันอีกครั้งไม่ว่าผมจะเต็มใจหรือไม่

“อื้ม…!”

“ครั้งเดียวนะเจน… ให้กูได้รักมึงได้ไหม...”

“พุฒิ อย่า...”

ผมพยายามผลักไสเพื่อน แต่พุฒิก็ไล่จุมพิตลงบนลาดไหล่ของผม ดูดผิวเนื้อจนมันขึ้นรอยแดง ผมรู้สึกเจ็บแปลบที่บริเวณนั้น ผมใจหายวาบ

“ปล่อยกู!”

“เจน หยุด อย่าทำให้กูต้องทำร้ายมึงเลย”

“มึงไม่มีสติแล้วพุฒิ ปล่อยกูเดี๋ยวนี้!”

ผมดิ้นพล่านจนน้ำอุ่นในบ่อกระเซ็นไปทั่ว ก่อนผมจะสลัดแขนข้างหนึ่งออกมาจนได้ แล้วใช้กำปั้นเสยคางของพุฒิเต็มแรง

พุฒิผละออกไปเพราะแรงต่อยของผม ผมรีบวาดเท้าขึ้นยันขอบบ่อเพื่อจะปีนหนี

“เจน มึงจะไปไหน!”

“ปล่อยกู ปล่อยกูเดี๋ยวนี้ไอ้เหี้ย!”

พุฒิเข้ามากอดผมจากด้านหลังแล้วฉุดผมกลับลงไปในบ่ออีกครั้ง ผมจมน้ำ สำลักโขลกขณะๆ ดิ้นรนเพื่อหนีรอด การต่อสู้ระหว่างผู้ชายสองคนเริ่มดุเดือดมากขึ้นทุกที คนหนึ่งพยายามหนีขณะที่อีกคนใช้กำลังเพื่อสิ่งที่ต้องการ

ไม่ ผมไม่มีวันยอมพุฒิได้ ผมมองพุฒิเป็นอื่นนอกจากเพื่อนไม่ได้ และตอนนี้ แม้แต่ความเป็นเพื่อนก็ยังจางลงในทุกช่วงวินาทีที่มันพยายามรั้งผมเอาไว้ ผมรู้ว่ามันเมาจนเกินควบคุมสัญชาตญาณตัวเอง แต่เรื่องนี้ไม่อาจถูกยอมรับได้เลยไม่ว่าจะในทางใดก็ตาม

ผมดิ้นราวกับม้าพยศ ดิ้นจนรู้สึกว่าน้ำในบ่ออนเซ็นหายไปร่วมครึ่งบ่อ หากแต่จู่ๆ แรงหนักหน่วงที่กระทบอัดเข้ามากลางลำตัวก็ทำให้ผมต้องเบิกตากว้าง หยุดแผลงฤทธิ์ราวกับถูกกดปุ่ม

ผมนิ่งอั้น จุกจนตัวงอเป็นกุ้งหลังถูกพุฒิต่อยท้อง ไม่อาจต่อต้านใดๆ ได้อีก

พุฒิค่อยๆ พาร่างของผมไปวางพิงกับขอบบ่อหลังจากทำให้ผมสงบได้สำเร็จ มันหอบหายใจพักเหนื่อยหลังจากใช้แรงมหาศาล จากนั้นพุฒิจึงปีนขึ้นจากบ่อ แล้วจึงใช้สองแขนช้อนหิ้วปีกดึงร่างของผมขึ้นตามไปบนที่แห้ง ผมนอนตัวงอพลิกไปด้านข้าง ก่อนพุฒิจะกระซิบเสียงแผ่วเบาขณะเข้ามาคร่อมผม

“กูรักมึง กูขอแค่ครั้งเดียว แล้วกูจะเก็บมันไว้ในใจกูคนเดียวตลอดกาล”

ผมปล่อยให้น้ำตารินไหลอาบทั้งหัวใจและสองแก้มพราะรู้ในที่สุดว่าไม่มีทางที่ผมจะทัดทานหรือสู้ชนะแรงพุฒิได้อีกต่อไป

ผมคิดถึงคำพูดของพุฒิที่ดังก้องไปทั่วสมองขณะที่มือของเพื่อนลูบไล้ไปตามเรือนร่างของผม ความรู้สึกปวดหนึบจากช่องท้องไล่ลามไปทั่วสรรพางค์กาย

ไม่รักพี่เจนได้ไหมงั้นเหรอ...

ผมจะทำได้ยังไง

ในเมื่อแม้แต่ตอนนี้ สิ่งเดียวที่ผมคิดถึงก็คือแววตาของเขา

แววตาคู่นั้นจะปวดร้าวแค่ไหนถ้ารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม

และคนที่ผมอยากให้โผล่มาช่วยผมในตอนนี้ก็คือเขา

เขาคนเดียว...


 


 

เสียงนกร้องขับขานยามเช้าคล้ายเสียงดนตรี ท้องฟ้าวันนี้เป็นสีฟ้าสดใส ขัดกับดวงใจของผมที่มืดหม่นกว่าทุกที

“เจน ลุก ไปกินข้าวเว้ย”

แก๊ปเอาเท้าเขี่ยผมที่นอนอยู่ ผมเม้มปาก ลุกขึ้นมานั่งอย่างเซื่องซึมเหมือนคนไม่มีกะจิตกะใจใช้ชีวิต ความรู้สึกในอกมันหนักอึ้งจนแทบระเบิดออก มองไปก็เห็นพุฒิที่ยังหลับสนิทอยู่ฟูกข้างๆ ก่อนแก๊ปที่สวมเสื้อสเวตเตอร์อยู่จะเดินไปปลุกพุฒิอีกคน

“ตื่นโว้ย เป็นอะไรกันทำไมวันนี้ไม่ตื่นสักคน ไม่มีกูพวกมึงคงนอนจนเที่ยง ได้โดนพวกผู้หญิงด่ากันขโมงโฉงเฉง” แก๊ปบ่นเป็นหมีกินผึ้งขณะวุ่นวายแต่งตัวด้วยอุปกรณ์กันหนาวทั้งหลายแหล่

“...เดี๋ยวกูไปเปลี่ยนชุดก่อน”

ผมเอ่ยทันทีเมื่อพุฒิงัวเงียลุกขึ้นมาจากที่นอน แล้วผมก็หายเงียบเข้าห้องน้ำไป หลังทำธุระเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จผมจึงออกมา

ผมสะดุ้งเล็กๆ เมื่อปะทะเข้ากับพุฒิที่กำลังยืนหาวหน้าห้องน้ำ เราสบตากันเพียงเสี้ยววินาที ก่อนผมจะเดินลอดใต้วงแขนมันไปดึงผ้าพันคอจากกระเป๋าเดินทางโดยไม่พูดอะไรสักคำ แล้วจึงไปรวมกลุ่มกับแก๊ปและพวกผู้หญิงที่ตั้งท่ารอกินข้าวเช้าอยู่ข้างล่าง

“โอ๊ย พุฒินี่จะลงมาคนสุดท้ายทุกวันเลยใช่ไหม”

“เอาน่าๆ เดี๋ยวมันก็ลงมาแล้ว เธออย่าหัวเสียนักเลยรี่เอ๊ย” แก๊ปรีบพูด

“เดี๋ยวพอกินข้าวเช้ากันเสร็จ วันนี้พวกเราต้องรีบกลับมาเก็บของให้ทันเช็กเอาท์โรงแรมก่อนสิบเอ็ดโมงนะ ทุกคนไม่ลืมใช่ไหม” น้ำขิงย้ำเตือน

ทุกคนพยักหน้าตอบรับ ก่อนน้ำขิงจะทำหน้าตาแปลกๆ เมื่อเห็นหน้าผม แล้วเธอจึงยื่นมือที่ยังไม่ได้สวมถุงมือมาอังหน้าผากผมอย่างรวดเร็ว เอ่ยถามอย่างห่วงใย

“เจนไม่สบายรึเปล่า ทำไมสีหน้าไม่ดีเลยอ่ะเช้านี้”

“เปล่าหรอก เจนเพลียๆ เฉยๆ ขิงไม่ต้องคิดมากนะ” ผมแค่นยิ้มให้เพื่อนสาว อยากจะยิ้มกว้างๆ แต่มันกลับเป็นได้แค่ยิ้มฝืดๆ เท่านั้น

“จริงเหรอ หน้าเจนซี๊ดซีดเลยนะ”

“ไอ้เจนมันเป็นภูมิแพ้ไงเธอ” แก๊ปเสริมเพราะคบกับผมมานานกว่าใคร “พอมาเจออากาศหนาวทีไรมันป่วยทุกที เดี๋ยวคืนนี้มันกินยา พ่นจมูก นอนหลับพักผ่อนเต็มที่ พรุ่งนี้มันก็หายเป็นปลิดทิ้งแล้ว เชื่อฉันสิ”

“อ๋อ แบบนั้นนั่นเอง”

“ต๊ายย ไม่เสด็จลงมาพรุ่งนี้เลยล่ะพุฒิ” เชอร์รี่แห้วเสียงดังเมื่อร่างสูงของเพื่อนคนสุดท้ายในกลุ่มเดินมาสมทบหลังจากปล่อยให้พวกเราต้องรออยู่หลายนาที “เอ้าไป หิวจะตายอยู่แล้ว”

ผมไม่เหลือบตาไปมองพุฒิที่เดินรั้งท้ายกลุ่มแม้แต่น้อย คณะของเราเคลื่อนพลออกจากเรียวกังเพื่อไปหาอาหารเช้ารับประทัน ไอเย็นกระทบผิวหน้าและผิวกายจนคนเป็นภูมิแพ้อย่างผมจามสองครั้งติดกันดังๆ

“โหย จามขนาดนี้สงสัยมึงจะมีเรื่องแน่เลยเจน”

“พูดบ้าๆ น่า”

“เจน ..”

“อะไร เชอร์รี่” ผมถามเพื่อนสาวอยู่ดีๆ ก็หยุดเดิน ปากคอสั่นขึ้นมา

“ดูนั่นสิ”

เชอร์รี่ชี้นิ้วในถุงมือหนานุ่มไปยังเบื้องหน้า ผมมองตามไปยังปลายนิ้วของเพื่อนสาวแล้วก็ต้องตกใจจนตัวแข็งเมื่อพบกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน

ร่างสูงโปร่งในเสื้อโค้ทสีดำและผ้าพันคอสีเดียวกันหันหน้ามาพลางคลี่ยิ้มให้ผม ภาพนั้นเหมือนภาพสโลว์โมชั่น และยังคงงดงามจับตาเช่นทุกทีที่ผมเคยได้เห็น แต่คราวนี้มันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นวาบหวามเหมือนทุกครั้ง มันกลับทำให้ผมใจสั่นเสียจนเหงื่อออกโทรมกายทั้งที่อากาศหนาวแสนหนาว

ร่างนั้นซุกมือทั้งสองข้างไว้กับกระเป๋าเสื้อโค้ท มีรอยยิ้มบนหน้าขณะที่พวกเราทุกคนยังคงอึ้งตะลึงอย่างไม่อยากเชื่อว่านี่คือเรื่องจริงหรือความฝัน

เขามองตาผม เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงทุ้มพร่าทรงเสน่ห์ของเขา

“ไง”

ทำไม…

“พี่มาหา”

ทำไมเขามาอยู่ที่นี่ได้...

“ก็เจนบอกว่าคิดถึงพี่ไม่ใช่เหรอ”

 

 

-----------

ฮวังซอล

อุม่ายยยยยยยยยย

หยุด ใจเย็น!

สิ่งที่คุณเห็นอาจไม่เป็นอย่างที่คุณเห็น สิ่งที่คุณคิดอาจไม่เป็นอย่างที่คุณคิด

ซอลฝากไว้แค่นี้แล้วกันนะคะ

ตอนนี้อาจจะสร้างความตกใจไปสักหน่อย หวังว่าทุกคนจะไม่ทิ้งซอลและทิ้งเจนใหญ่เจนเล็กไปนะคะ T_T

แต่ก็อย่างที่เตือนไว้ตั้งแต่บทที่แล้วนั่นแหละว่ามีเนื้อหาหนักหน่วงรออยู่

 

 

มาแล้วค่ากับความตื่นเต้นที่ใครหลายคนเรียกหา แต่ไม่รู้อันนี้มันจะตื่นเต้นแบบฮาร์ดคอร์เกินไปรึเปล่า แฮะๆ

ซีนบู๊ของพุฒิกับน้องเจนนี่คนแต่งก็เจ็บแทนลูกน้อยมากค่ะ T____T

ฮือ เอาจริงแต่งมาแนวนี้ก็กลัวคนทิ้งเรื่องเหมือนกันนะคะ อย่าทิ้งเลยย มันไม่หนักเท่าที่คิดหรอก อย่าไปเลยน้าาา

แล้วก็นอกเหนือจากนั้น ซอลมีเรื่องอยากขยายความนิดนึงค่ะ ซอลได้อ่านทุกคอมเม้นและทุกสกรีมแท็กเลยนะคะ 

สำหรับคอมเม้นที่เม้นบอกว่าทำไมมันไม่ลุ้น ไม่ตื่นเต้นเหมือนตอนองก์ 1 เลย คือซอลอยากจะให้ทุกคนเข้าใจว่าองก์แรกเนี่ยมันตื่นเต้นเพราะว่าทุกคนไม่รู้ว่าพี่เจนเป็นใคร ทำอะไร และอันไหนเป็นแค่ rumors อันไหนเป็นเรื่องจริง มันจริงหรือไม่จริงนะ เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ยังไง ต่างๆ นานา เราได้ตื่นเต้นลุ้นระทึกไปกับน้องเจน แต่องก์ 2 นี้คือทุกคนรู้หมดแล้วว่าพี่เจนเป็นใครทำอะไร แม้พี่เจนจะยังมีปมหลายปมที่ไม่เคลียร์ แต่เทียบกับองก์แรกคือถือว่าคลายมาแล้วเยอะมากก ความคิดของพี่เจนก็ปลดล็อกไปให้ตั้งแต่ Chapter 22 มิหนำซ้ำ น้องเจนตกอยู่ในสถานะสภาวะจำยอมอย่างไร้ทางเลือก ความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะสืบเรื่องพี่เจนมันก็ลดน้อยลง เพราะมันกลายเป็นว่าใจนึงก็อยากรู้นะ แต่อีกใจก็กลัว อีกใจก็ปลงแล้ว แล้วอีกใจ…ก็เหมือนว่าจะรู้สึกพิเศษกับพ่อหนุ่มเจน แพทริคเข้าให้แล้ว เหมือนอย่างที่น้องเจนบอกไว้ในบทนี้เลยค่ะ ว่าอยากรู้เรื่องของเขาในแง่ที่อยาก heal เขา ไม่ใช่ในแง่ที่อยากจะค้นหาๆๆ แบบตอนองก์แรก

สิ่งที่ควรจะเป็นขององก์นี้คือ สับสนค่ะ เพราะนายเอกสับสนในความรู้สึกตัวเองอยู่ทุกลมหายใจนี่แหละ เพราะน้องเจนเองก็จะต้องต่อสู้กับตัวเองไปตลอดทั้งองก์เลย ว่าเออ เราจะรักผู้ชายคนนี้ได้ไหม จะรักได้จริงๆ เหรอ หรือถึงรัก…ก็ยังไม่อยากจะยอมรับว่ารักเลย พยายามจะตั้งกำแพงเอาไว้แต่ก็เหมือนทำไมกำแพงมันถูกคนพี่พังทลายได้ง่ายๆ ทุกที .. แล้วนี่เขามีอะไรมากกว่านี้ไหม แต่เราเข้าไปรู้แล้วจะดีเหรอ แค่นี้ก็พัวพันยุ่งเหยิงจะแย่อยู่แล้ว คือมันจะเป็นความรู้สึกอึดอัดสับสนทับถมในตัวคนน้อง แต่เดี๋ยวซอลจะมีใส่ฉากเซ็กซี่และฉากสดใสมาให้นะคะแบบไม่ให้มันอึดอัดอึมครึมจนเกินไป อย่างเช่นใน Chapter 26 ก็คือพากันไปห้องโพลแดนซ์แบบกรุบกริบ แฮะ ถือเป็นเซอร์วิส

ส่วนตอนมีอะไรกันครั้งแรก เห็นหลายคนบอกว่าทำไมตอนแรกเจนเล็กยังดูไม่ยอมเจนใหญ่อยู่เลย ทำไมอยู่ดีๆ ยอม มันง่ายไปไหม? คือซอลจะว่ายังไงดี… ซอลคิดว่าเราอาจจะมองมุมนี้ในแง่ของการเป็นคนอ่าน เป็นคนอื่น เอาประสบการณ์ที่ผ่านมาของตัวเองและความคิดของตัวเองมาตัดสิน เราควรต้องมองในแง่ที่ว่าเราเป็นเจนเล็ก ว่าเนี่ย พี่เจนเป็นคนที่ช่วยเรานะ เป็นคนที่เราก็เคยรักด้วย (ซึ่งตอนนี้เรายังรักรู้ไหมเราไม่กล้าจะยอมรับตัวเอง ไม่อยากจะคิดด้วยซ้ำ) และความจริงก็คือถึงเขาจะเป็นซาตาน แต่เขาก็ดีกับเรามาตลอดเลย เขาพยายามจะดีกับเราเท่าที่เขาทำได้ ของแบบนี้มันเป็นเหตุผลทางความรู้สึกค่ะ แต่ที่แน่ๆ คือพอน้องเจนเห็นพี่เจนเศร้ามากๆ และไม่บังคับตัวเอง มันเลยทำให้บังเกิดความรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมา และระลึกได้ว่าเราทำร้ายความรู้สึกเขาลงไปมากแค่ไหน น้องเจนจึงอยากจะกู้คืนมาให้ได้ โดยการยินยอมแบบที่น้องเจนก็พร้อมใจ และก็อย่างที่น้องเจนเคยบอกไว้ด้วยว่า แต่ถ้าอย่างนั้นเขาเองก็ควรจะต้องรู้ด้วยนะ .. ว่าผมก็ยอมขนาดนี้เพราะมีความรู้สึกให้เขาอยู่ก็เหมือนกันแหละน่า 

ไม่รู้ว่าที่มาเขียนอธิบายไว้ตรงนี้จะทำให้คุณผู้อ่านเข้าใจเจตนาของคนแต่งได้มากแค่ไหน เอาเป็นว่ามันอาจจะเป็นความบกพร่องของซอลก็ได้เขียนให้คนอ่านตีความหรือคิดตามได้ไม่มากพอ TT นี่เป็นทอล์คที่ยาวที่สุดตั้งแต่เปิดเรื่องมาเลย คือเวลาเห็นคนอ่านบอกว่าไม่สนุกเหมือนเดิมหรือสับสนก็จะเครียดอยู่เหมือนกันค่ะ ยังไงจะพยายามปรับปรุงพัฒนาฝีมือต่อไปนะคะ แม้ซอลจะคิดว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้วแต่มันต้องดีได้อีกน่า!

อ่านจบแล้วอย่าลืมคอมเม้นเป็นกำลังใจให้ซอล ติดแท็กในทวิตที่ #อย่าขอพี่เจน

อย่าลืมมาฟอลทวิตเตอร์ซอลนะคะ @seolstuff_

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 371 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,788 ความคิดเห็น

  1. #3690 nnnnnnnnnny (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 13:49
    พุฒิเห็นแก่ตัวมาก แบบมากที่สุด
    #3,690
    0
  2. #3685 MyUniverseOSH (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2563 / 09:28

    เราว่าพี่เจนต้องตามมาด้วยตั้งแต่แรก เผลอๆอยู่ข้างๆห้องน้องเจนนี่แหละ แต่ก็สงสัยว่าทำไมถึงปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นกับน้องเจน หรือว่านี่จะเป็นคำขอของพุฒ ขออย่าให้เป็นอย่างที่เราคิดเลยนะ มันโหดร้ายกับน้องเจนเกินไป ถูกเพื่อนข่มขืนโดยที่เป็นการอนุเคราะห์จากคนรัก ถ้าเป็นอย่างนั้นคือพี่เจนต้องบ้าไปแล้ว ใดๆมันต้องมีขอบเขต พี่จะให้ทุกอย่างกับคนที่มาขอขนาดนี้ไม่ได้ พี่ต้องละเว้นน้องเจนไว้อยู่เหนือทุกอย่างสิ ม่ายยยยยย~
    #3,685
    0
  3. #3682 peace_in_apple (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2563 / 22:34
    คิดว่าไม่รอด เสร็จพุฒิแล้วแน่นอน
    #3,682
    0
  4. #3633 reallcywife (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2563 / 00:08
    ใจจะวายแล้วค่ะ รอนะคะคุณ;__;
    #3,633
    0
  5. #3632 dina_d (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2563 / 11:54
    นำ้ตาจะไหล เขาไม่ได้ได้กันใช่ไหมคะ
    #3,632
    0
  6. #3630 kusumaploy55 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 20:57
    สนุกดีค่ะ ชอบมากเป็นกำลังใจให้นะคะ อัพเดทบ่อยๆรออ่านค่ะ ติดมาก
    #3,630
    0
  7. #3629 kimmiew (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 / 18:18
    นี่เชื่อว่าพี่เจนจะเข้าใจแต่ยังไงอิพุฒิก็ไม่รอด
    #3,629
    0
  8. #3628 KittiphatSaree (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 / 06:59
    คำโปรยที่มีเสียงออกมา555555 บิลลี่
    #3,628
    0
  9. #3627 julyr5 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 22:33
    น้องเห็นพี่เจนแล้วต้องน้ำตาแตกแน่ๆๆ ฮือ อิพุฒ!! จะไม่มีการให้อภัยสำหรับการข่มขืน!
    #3,627
    0
  10. #3626 cchenjj (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 21:33
    ขอร้องล่ะนะ มันอาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดอ่ะ เผลอๆพี่เจนอาจจะอยู่โรงแรมเดียวกันกับเจนเล็ก ฮื่อออออออ พุฒิแกโดนหมายหัวแน่
    #3,626
    0
  11. #3625 whentherainisfalling (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 17:22
    ปวดใจ ㅜㅡㅜ ว่าแล้วว่าพุฒิชอบเจน แต่ทำแบบนี้ได้ไง พี่เจนต้องจัดการนะ!!!!!!!
    #3,625
    0
  12. #3624 J_nnnnnyy (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 11:58
    พี่เจนนนน
    #3,624
    0
  13. #3623 Soo Gass (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 10:23
    อ่านเม้นแล้วลุ้นไปพร้อมๆกัน ฮือ จัดการมันเลยพี่เจน! มาทำน้องได้ไงว่ะ
    #3,623
    0
  14. #3622 Soo Gass (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 10:21
    มันไม่ได้ทำใช่มั้ย พุฒิไม่ได้ทำใช่มั้ย ฮือออ แงงง
    #3,622
    0
  15. #3621 บร้าาไปแล้ว (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 04:30
    เกิดอะไรขึ้นกับเจนเล็ก????
    #3,621
    0
  16. #3620 Patcharee_AP (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 / 00:17
    รออออออออออ
    #3,620
    0
  17. #3619 imk9o (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 19:55
    นังพุฒิ!! ขอให้ไม่เป็นอย่างที่คิดไม่งั้นตายแน่ๆ ลุ้นๆมากค่ะไรท์
    #3,619
    0
  18. #3615 aoomaneerat (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 07:04
    แงงงง ทำไมต้องเป็นเจน มันหนักหน่วงสำหรับใจฉันมากค่ะซีส
    #3,615
    0
  19. #3614 darinrin1 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 02:08
    นี่อ่านมาตรงถึงตอนที่เจนมาออนเซ็นคนเดียวก็รู้เลยอ่ะว่าพุฒิจะต้องตามมาแล้วก็จะเกิดเรื่องไม่ดี ก็คือเดาถูก แต่ตอนแรกคิดว่าถ้าเจนเล่นด้วยนะคือจบบเละแน่ๆ แต่สรุปก็คือเจจนก็ขัดขื่นแล้วและพุฒิก็ขื่นใจเจน ถ้าพี่เจนรู้พุฒิไม่ตายดีอ่ะบอกเลย ส่วนน้องเจนอารมณ์ก็จะประมาณเขาจจะรู้ไหมนะ เขาจะรู้เมื่อไหร่ เพราะนางก็กลัวและไม่ชอบที่เจนใหญ่อารมณ์ร้าย แล้วยิ่งก่อนหน้านี้ตาพี่บอกอีกว่า ก็อย่าทำให้พี่โมโหสิ ... ลุ้นมากแม่
    #3,614
    0
  20. #3613 _yktrs (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 00:07
    โอยยเจนเล็กทำไมชีวิตนุมันขนาดนี้อะTT หวังว่าน้องจะยังไม่โดนพุฒิทำไรก่อนนะ

    แค่เกือบ
    #3,613
    0
  21. #3612 paamai (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 00:03
    เจ็บเลย ฮืออออ พี่เจนมา ถ้าพี่เจนรู้ ตายแน่ๆงานนี้
    #3,612
    0
  22. #3611 pcysaraiii (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 15:39
    พุฒิแย่มาก มันไม่ต่างอะไรจากการข่มขืนเจนเลยนะ คิดว่าจากนี้คงเข้าหน้ากันไม่ติดไปอีกนานเลย

    ถ้าพี่เจนรู้นะ ชั้นว่าพุฒิไม่รอดแน่อะงานนี้
    #3,611
    0
  23. #3610 o_Baitey (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 09:52
    ชิบบบบบบบหั่ยแล้ววว พี่เจนมา-ตายแน่บักพุฒิ -ตายแท้
    #3,610
    0
  24. #3609 SSbts2 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 09:14
    ตอนนี้ยาวจริงๆด้วย -.- รู้สึกว่าน้องเจนเหมือนกำลังต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเองเลย เหมือนจะอยากให้ใจ แต่น้องก็ยังไม่ไว้ใจขนาดนั้น แล้วน้องก็ยังไม่รู้จักพี่เจนดีพอ น้องก็เลยกลัวๆอยู่ ส่วนพี่เจน เราก็รู้สึกว่าพี่ก็ไม่ได้เปิดอะไรขนาดนั้น พี่ยังมีพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่ยอมให้เจนเข้าไปเหมือนกัน เป็นความสัมพันธ์แบบไหนเนี่ย555555555 // ภาพรวมของตอนนี้เราว่ามันดีมากกกก แบบตั้งแต่เปิดมาที่ให้ชัชชี่เขามาเกาะแกะน้องเจน ทำให้พี่เจนหงุดหงิดจนเสียอาการ กับประโยคที่บอกว่า อย่าทำให้พี่โมโห อันนี้คือยังไม่รู้สึกอะไร จนมาถึงตอนที่พุฒิทำน้องเจนอ่ะ อยู่ดีๆคำนี้ก็ลอยมาเลย คือมันเสียววาบเลยจ้าแม่ คำถามมันไม่ใช่พี่เจนจะรู้มั้ยนะ แต่เป็นพี่เจนจะรู้เมื่อไหร่ต่างหาก โอ้ยยยยย น่ากลัวมากแม่ // ตอนพี่เจนมาหาเพราะน้องบอกคิดถึงคือเหมือนทาสรักมาก พี่เป็นคนคลั่งรักคนหนึ่ง5555555555555
    #3,609
    0
  25. #3607 มังกือน้อยประจันบาน (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 00:02
    พุฒ คนชั่ว โอ้ยยยยย โมโห
    #3,607
    0