Rule no.1: "Don't be too emotional."

ตอนที่ 29 : 25 | La vie en rose

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,452
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 597 ครั้ง
    8 ก.ค. 63

Chapter 25

La Vie En Rose

 

 

Entre deux coeurs qui s’aiment, nul besoin de paroles.”

- Marceline Desbordes-Valmore

 

 

 

ผมลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่คนเดียว มองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นว่าฟ้ายังมืดสนิท อา .. กี่โมงกี่ยามแล้วล่ะเนี่ย เดือนธันวาคมอย่างนี้ฟ้ายิ่งมืดนานด้วย

ผมยันตัวลุกขึ้นจากเตียง หูเหมือนได้ยินเสียงเพลงอะไรแว่วๆ ดังมาไกลๆ ตอนแรกกะว่าจะหยิบเสื้อผ้าตัวเดิมมาใส่แต่ก็จำได้ว่ามันขาดวิ่นไปไปแล้ว ผมเลยเดินไปที่ตู้ของพี่เจนแล้วหยิบเสื้อเชิ้ตแขนยาวของเขามาใส่ไปพลางๆ ก่อน ถึงเขาจะผอมแต่ตัวสูงมากจึงทำให้เสื้อตัวนี้ใหญ่กว่าผมไปหลายไซส์

ผมแปรงฟันเสร็จก็ค่อยๆ เดินไปที่ห้องรับแขก มันยังคงพังพินาศเหมือนก่อนผมจากไป ก็ไม่แปลก มันเพิ่งผ่านมาไม่กี่ชั่วโมงเอง เมื่อกี้ผมเห็นนาฬิกาแล้วว่าตอนนี้เพิ่งจะตีห้าสี่สิบสองนาที

ผมเดินแหวกซากปรักหักพังตามไปหาต้นตอเสียงเปียโนที่ถูกบรรเพลงอย่างไพเราะ แล้วก็พบกับเจ้าของคอนโดฯ ที่กำลังดีดเปียโนอยู่ เขาเปลือยท่อนบนโชว์ให้เห็นไหปลาร้าได้รูปสวย หุ่นที่ผอมแต่แข็งแรงเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของชายวัยเจริญพันธุ์ ช่วงไหล่ผายกว้างและแนวกระดูกอันงดงาม จี้รูปแม่กุญแจบนแผงอกแกร่งยังคงเป็นส่วนเติมเต็มที่สมบูรณ์แบบเหมือนเคย ผมยืนมองเขาเล่นเพลงอยู่เงียบๆ มันเพราะมากแล้วก็อ่อนหวานมาก เขากำลังเข้าถึงในอารมณ์ดนตรีจนไม่รู้เลยว่ามีผมยืนมองอยู่

โน้ตทุกตัวถูกเล่นเก็บอย่างมืออาชีพ ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่าดนตรีบรรเลงเปล่าที่ไหนจะเพราะและชวนหลงใหลได้เท่านี้ หรือเป็นเพราะมันเป็นเจน แพทริค ผู้ชายคนนี้ที่เป็นคนเล่นมัน

เวลาอย่างนี้ล่ะที่ผมตระหนักว่าเขาเป็นผู้ชายชนชั้นสูง สูงส่งมากเสียด้วย แม้จะเป็นซาตานทำงานสีเทา ชอบยั่วยุและหาผลประโยชน์จากคนอื่น แต่ก็เป็นซาตานที่เป็นลูกนักธุรกิจระดับโลกเลยนะ

อันที่จริงแล้ว เวลานี้ซาตานดูเหมือนเทวทูตเลย…

ผมรู้สึกเหมือนเห็นปีกสีขาวงอกออกมาจากแผ่นหลังเขา

หรือนี่จะเป็นลูซิเฟอร์ก่อนถูกเนรเทศให้ไปคุมนรก

ผมปรบมือเบาๆ อย่างชื่นชมเมื่อเขาเล่นจบเพลง พี่เจนหันมามองผมอย่างตกใจ ก่อนเขาจะยิ้มให้ เคิร์ฟที่มุมปากของเขายังเป็นสิ่งที่ผมชอบมองเหมือนเคย

อะไรที่ผมชอบ ผมก็ชอบจริงๆ มันไม่เคยเปลี่ยนไป

“เพราะจังเลย” ผมชมอย่างจริงใจ พี่เจนยกมือขึ้นเสยผม ผมว่าเขาคงเขินนิดหน่อยแหงๆ ก่อนเขาจะเอ่ยถามผม

“ตื่นแล้วเหรอ”

“อืม” ผมพยักหน้า พี่เจนเขยิบตัวแล้วตบที่ว่างข้างๆ

“มานั่งกับพี่สิ”

ผมพยักหน้าอีกครั้ง แล้วไปนั่งข้างๆ เขา ผมมองแกรนด์เปียโนสีดำอย่างสนใจ ก่อนหน้านี้ผมเอาแต่เมินมันแล้วก็ฉุนเฉียวในทุกๆ วันทั้งที่ก็อยู่ที่นี่มาสักพักแล้ว

“เป็นยังไงบ้าง เจ็บอยู่ไหม”

ผมรู้สึกอายขึ้นมาเพราะเข้าใจว่าเขาถามถึงอะไร ก่อนจะส่ายหน้า

“ไม่เจ็บแล้ว”

“จริงเหรอ” พี่เจนดูจะไม่เชื่อ เอาเถอะ ผมยังไม่อยากเชื่อตัวเองเลย แต่มันก็เป็นไปแล้ว

“อืม จริงๆ นะ ปกติมากเลย”

“ก็ดีแล้วล่ะ เจนแข็งแรง”

“ก็คงงั้น” ผมเตะบอลนี่นา ปกติออกกำลังกายอยู่แล้วมันเลยไม่ค่อยเป็นไรมั้ง ผมเคยแอบไปอ่านประสบการณ์พวกนี้ในอินเทอร์เน็ตนะ ส่วนใหญ่บอกว่าครั้งแรกจะเจ็บจุกไปหลายวัน บางคนถึงกับบอกว่าอาการปางตาย เลือดสาดบ้างอะไรบ้าง แต่อีกจำพวกก็ไม่เป็นไรเลย ซึ่งผมดันกลายเป็นพวกหลังซะงั้น

ถือว่าโชคดีได้ไหม

“ว่าแต่ตอนนั้นพี่ถามอะไรเจนนะ เจนง่วงมาก ฟังไม่รู้เรื่องเลย”

“อ่อ ก็ถามว่าดีไหม ชอบไหม ประทับใจไหม ทั่วไปแหละ”

คำถามทั่วไปพวกนั้นทำให้ผมเลือดสูบฉีดจนใบหน้าร้อนผ่าว

ผมจ้องแกรนด์เปียโนเหมือนมันเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดในโลก แต่ก็ยอมพยักหน้า ตอบออกเสียงลอดไรฟันด้วยเพื่อให้เข้าใจโดยทั่วกันจะได้ไม่ต้องย้ำหลายครั้ง

“ดี”

“Well, of course.” (แน่นอนอยู่แล้ว) เขาดัดนิ้วมือทั้งสองข้างดังกรอบแกรบพลางพูดต่อ “Good boys go to heaven, but bad boys bring heaven to you.” (ผู้ชายดีๆ ตายแล้วไปสวรรค์ แต่แบดบอยน่ะ พาคุณขึ้นสวรรค์ไปกับเขา)

“นี่! มั่นหน้าไม่เข้าเรื่อง จริงๆ เป็นคนสัปดนนะเราอ่ะ รู้ตัวป้ะ” ตั้งแต่ไอ้เรื่องหัวล่างหัวบนแล้ว!

“รู้ตัวสิ” เขาหัวเราะอย่างสนุกสนานที่ได้แหย่ผม คนบ้าเอ้ยยยย

พี่เจนวาดมือขวาโอบรอบเอวผมแล้วดีดเปียโนทั้งสองมืออีกครั้ง มันเป็นเพลงเดิมที่เขาเล่นมาตั้งแต่ต้น เราหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงสิ่งแย่ๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ข้ามมันไปโดยสิ้นเชิงเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้นเพราะไม่อยากจะทำลายบรรยากาศดีๆ ที่กำลังมีอยู่ ผมรู้อยู่แก่ใจว่าพี่วินคงไม่เป็นไรเพราะพี่เจนให้คนเข้าไปดูแลทันทีหลังจากเราออกมา และที่สำคัญ ผมก็คงไม่ได้เจอหรือคุยกับพี่วินอีกแล้ว

ถึงจะรู้สึกแย่ตรงนี้ แต่ผมก็ต้องปล่อยมันไปให้ได้

ไม่มีใครได้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการอยู่แล้ว

ผมนั่งฟังเขาดีดเปียโนเสียงหวาน เพลินหูไปกับเสียงเพลงไพเราะ และเพลินตาไปกับการมองนิ้วเรียวยาวทั้งสิบนิ้วที่กดไปตามคีย์บอร์ดอย่างพลิ้วไหว เส้นเอ็นเส้นเลือดที่ปูดโปนหลังมือแกร่งยามเขาขยับชวนให้รู้สึกเซ็กซี่อย่างน่าประหลาด ก่อนเสียงทุ้มจะเอ่ยถามเบาๆ

“เจนรู้จักเพลงนี้ไหม”

“ไม่อ่ะ รสนิยมเจนคงไม่กว้างขวางพอ”

อันที่จริงผมอยากจะพูดตรงๆ เลยนะว่าผมคงไม่ชนชั้นสูงพอที่จะรู้จักเพลงอย่างนี้

พี่เจนเพียงยิ้มแล้วเล่นต่อ

“แล้วมันเป็นเพลงอะไรอ่ะ เพราะดีจัง”

“เพลงฝรั่งเศส .. La Vie En Rose (ลาวี่อองโคส)

เขากดเปียโนไล่โน้ตเข้าจากสูงมาต่ำจนแขนนั้นยิ่งโอบผมใกล้ชิดกว่าเดิม ผมนั่งฟังมันไปเพลินๆ ก่อนเขาจะเล่าต่อ

“เพลงนี้ดังมากเลยนะ เป็นเพลงอมตะ ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเพลงรักที่ดีที่สุดในโลก”

“เป็นเพลงบรรเลงเหรอ”

“เปล่า เป็นเพลงที่มีเนื้อเพลงนี่ล่ะ”

โคส… คือโรส ที่แปลว่ากุหลาบใช่ไหม ภาษาฝรั่งเศสออกเสียงตัวอาร์แบบเสียงเคอะนี่”

พี่เจนหยุดเล่นเปียโนแล้ว เขาเท้าคางกับมันมองหน้าผมทั้งรอยยิ้ม ผมแอบเสียดายนิดหน่อยเพราะว่ายังอยากฟังต่อ

“เปล่าหรอก จริงๆ ในภาษาฝรั่งเศส Rose แปลว่าสีชมพู ชื่อเพลงนี้ถ้าแปลตรงตัวก็แปลว่าชีวิตสีชมพู”

“แต่กุหลาบก็สีชมพูนี่นา มันอาจจะหมายถึงชีวิตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบด้วยก็ได้นะ”

ผมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พี่เจนเพียงยิ้ม เขาวาดแขนเล่นเปียโนต่อเสียงแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยคลอไปกับเสียงเพลง

“ถ้าฟังเนื้อเพลงแล้วแปลตามจริงๆ ลาวี่อองโคส หมายถึง ชีวิตที่ตกอยู่ในห้วงขณะรัก”

“...”

“ก็เลยเห็นทุกอย่างเป็นสีชมพูไง”

ผมหลบตาเขาเมื่อจู่ๆ ก็รู้สึกใจเต้นแปลกๆ กับสายตาที่หันมามองและคำพูดนั้น ผมก้มหน้ามองเปียโน กดมันเล่นด้วยสองนิ้วชี้ของตัวเอง เฉไฉไปพูดเรื่องอื่นแทน

“ไม่ยักรู้ว่าพี่พูดภาษาฝรั่งเศสได้”

“เคยเรียนมา แต่ก็ไม่ได้เก่งหรอก” เขาจับทับมือผมที่กดคีย์เปียโนเล่น ความอุ่นจากมือนั่นแผ่ซ่านขึ้นมาถึงกลางใจ

“ไม่เชื่อพี่แล้ว”

“จริงๆ .. ออกเสียงไม่ได้เรื่องเลย”

“ก็บอกว่าไม่เชื่อไง ไม่ต้องมาหลอก”

“ไม่ได้หลอกซะหน่อย ไม่เคยหลอกเจนเลย”

“อะไร หลอกตั้งเยอะยังกล้าพูดอีก อะไรก็ไม่รู้” ผมค้อนใส่เขาอย่างอดไม่ได้ พี่เจนยิ้ม เอามืออีกข้างมาโบกตรงหน้าผมเหมือนผมเป็นเด็กๆ

“โอ๋ๆ ที่รักไม่งอนนะ โอ๋เอ๋ๆ”

“ว่าแต่เพลงนี้หวานจัง มันคงดังเพราะเป็นเพลงรักที่เพราะมากๆ อย่างนี้แน่เลย”

“ก็ใช่ แต่อีกส่วนก็เพราะชีวิตคนร้องมันรันทดมากน่ะ ขัดกับเพลงที่ร้องสุดๆ เลย”

“หืม?” ผมเงยหน้าขึ้นไปมองหน้าเขาอย่างสนใจ พี่เจนเล่าให้ฟัง

“คนร้องเป็นผู้หญิง ชื่อ เอดิท ปิยัฟ เธอเป็นนักร้องในตำนานของฝรั่งเศส”

“อ่าฮะ”

“แม่ของเธอเป็นนักร้องคาเฟ่ พ่อเป็นนักกายกรรมข้างถนน พ่อนำเธอไปฝากไว้ให้กับย่าซึ่งเป็นแม่เล้าในซ่องที่นอมังดี โดยมีโสเภณีคนหนึ่งรักเธอเหมือนลูกแท้ๆ แล้วเอดิทก็เริ่มตาบอดตอนสามขวบ”

“โห...”

“แล้วพอถึงเจ็ดขวบ ย่ารวบรวมเงินจากโสเภณีมาเพื่อพาไปรักษา ก็ทำให้เธอกลับมามองเห็นเป็นปกติอีกครั้ง”

“ก็ยังดีนะ งั้นความรันทดก็น่าจะจบไปตั้งแต่ตอนเด็กแล้วสิ”

“ยังหรอก” พี่เจนยิ้มอย่างเอ็นดูในความไม่รู้ของผม และเพื่อบอกว่าเรื่องมันไม่ง่ายอย่างนั้น “พอโตเป็นวัยรุ่นเอดิทได้ไปร่วมกับพ่อแสดงกายกรรมข้างถนน ไม่นานเธอก็แยกตัวเพื่อเริ่มต้นการร้องเพลงข้างถนน แล้วก็ได้พบกับรักแรก ทั้งคู่มีลูกด้วยกันแต่เด็กเสียชีวิตโดยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบตอนสองขวบ”

“เอ่อ...”

“แล้วเธอก็ไปมีแฟนใหม่ ซึ่งเป็นแมงดา คอยหักเปอร์เซ็นต์จากการร้องเพลงเพื่อแลกกับการที่ไม่บังคับให้เธอต้องขายตัว”

“...”

“ต่อมาเจ้าของไนต์คลับชื่อดังในปารีสพบเธอและชวนเธอมาแสดงที่คลับ และตั้งชื่อให้เธอว่า "La Môme Piaf" (The Little Sparrow) เพราะเธอสูงเพียงแค่หนึ่งร้อยสี่สิบเจ็ดเซนติเมตรเอง” พี่เจนทำมือลดลงต่ำ ประเมินความสูงของนักร้องหญิงในตำนาน “แล้วเขาก็แนะนำให้เธอสวมชุดสีดำเวลาขึ้นเวที ซึ่งนั่นกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวเธอตั้งแต่นั้นมา จากนั้นเอดิทก็โด่งดังเป็นพลุแตกกับซิงเกิลเพลง La Vie En Rose ในปี 1946 ซึ่งเป็นเพลงที่เธอแต่งตอนได้พบหน้ากับหนุ่มอเมริกันสุดหล่อคนหนึ่ง จริงๆ พี่ว่าพูดว่ารักแรกพบไม่ได้หรอกนะ พูดว่าตอนนั้นเธอเห็นเขาแล้วเกิดมีอารมณ์ทางเพศมากๆ น่าจะถูกต้องกว่า”

“แหม พี่เจนนี่! มันคงไม่ใช่หรอก”

เขาหัวเราะหลังจากแซะนักร้องในตำนานซะแรงจนผมอดตกใจไม่ได้

“จริงๆ .. ก็เอดิทบอกว่าประโยค Quand il me prend dans ses bras... ที่แปลว่า เมื่อเขาโอบกอดฉัน... เด้งเข้ามาในหัวของเธอทันทีตอนที่เธอยืนอยู่เบื้องหน้าผู้ชายคนนั้น”

“...”

“แบบนี้ไม่เรียกว่ามีอารมณ์ทางเพศแล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะ” เขายักคิ้วขวาใส่ผมทั้งรอยยิ้มร้ายๆ นั่น ผมเม้มปากกลอกตามองสูงอย่างยอมจำนน ก่อนจะพูด

“อ่ะๆ ยังไงก็ช่างเถอะ แล้วไงต่ออ่ะ”

“นั่นล่ะ เพลงนั้นดังมาก แน่นอนว่าทำให้เธอหลุดพ้นจากแฟนเก่าที่เป็นแมงดาไปจนได้”

ผมอ้าปากจะพูดว่าก็ดูมีชีวิตที่ดีแล้วนี่ แต่พี่เจนก็ชิงบอกก่อน

“แต่ความรันทดยังไม่จบตรงนั้นหรอก เธอไปมีรักอีกครั้งกับแชมป์มวยชาวฝรั่งเศสที่ไปเจอตอนเดินสายไปแสดงคอนเสิร์ตที่นิวยอร์ก ซึ่ง… ผู้ชายคนนี้มีลูกมีเมียแล้ว"

ให้ตาย...

"แน่นอนล่ะ คนมันรักมาก ใครจะพูดยังไงเธอก็ไม่สน ลักลอบอยู่ด้วยกัน มีชีวิตรักที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ แต่แล้วชีวิตก็คือชีวิต ไม่มีความแน่นอน วันหนึ่งนักมวยคนนั้นก็ตายเพราะเครื่องบินตกระหว่างกำลังบินมาหาเธอ"

"...”

พี่เจนใช้มือขวากดไล่คีย์เปียโนเล่นไปด้วยก่อนจะเล่าต่อ

"จากนั้นไม่นาน เอดิทก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างรุนแรงจนเป็นสาเหตุให้กลายมาเป็นคนติดมอร์ฟีนและเหล้าจนวาระสุดท้ายของชีวิต อ่อ เธอตายด้วยมะเร็งตับนะ ตายตอนยังไม่แก่เลย"

เขาละสายตาจากเปียโนหันมามองหน้าผม

“เป็นไง รันทดพอไหม"

“...สุดๆ ไปเลย ให้ตาย แบบว่า… เจนไม่รู้จะพูดยังไงเลย"

ผมลองคิดภาพเอดิทตอนเธอต้องร้องเพลงฮิตของตัวเอง La Vie En Rose ชีวิตสีชมพูหวานแหววในทุกๆ ที่ที่ไปแสดงทั้งๆ ที่ฉากหลังของชีวิตเป็นอย่างนั้น มันคงบีบคั้นสิ้นดี…

ผมคิดอย่างใจลอยขณะที่นิ้วก็กดเปียโนเล่นอย่างมั่วซั่วไปด้วย จู่ๆ ตอนนี้ในหัวของผมก็มีแต่เรื่องราวของนักร้องหญิงที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ก่อนพี่เจนจะค่อยๆ ดึงมือผมออกจากเปียโนไม่ให้กดเล่น แล้วเริ่มต้นบรรเพลงบทเพลงอมตะอีกครั้งหลังจากเล่าชีวประวัติคนร้องให้ผมฟัง

หลับตาเล่นซะด้วย ..

 

Des Yeux Qui Font Baisser Les Miens

Un Rire Qui Se Perd Sur Sa Bouche

Voila Le Portrait Sans Retouche

De L'homme Auguel J'appartiens

 

(สายตาที่จ้องมองมาที่ฉัน

เสียงหัวเราะที่ค่อยๆ จางหายไปจากมุมปากของเขา

นั่นแหละคือสิ่งที่แสดงตัวตนที่แท้จริง

ของผู้ชายในฝันของฉัน)

 

Quand Il Me Prend Dans Ses Bras,

Il Me Parle Tout Bas

Je Vois La Vie En Rose,

 

Il Me Dit Des Mots D'amour

Das Mots De Tous Les Jours,

Et Ca Me Fait Quelques Choses

 

(เมื่อฉันอยู่ในอ้อมกอดของเขา

และเขากระซิบเบาๆ มาที่ฉัน

ฉันมองเห็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความรักอันแสนหวาน

เขาพร่ำบอกรักกับฉัน

พร่ำบอกคำหวานทุกวัน

จนทำให้ฉันรู้สึกหวั่นไหว)

 

เสียงร้องภาษาฝรั่งเศสเจือสำเนียงอเมริกันอันไพเราะดังคู่ไปกับเสียงเปียโนที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ แม้ผมจะฟังไม่ออกสักคำแต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ รู้สึกได้ถึงความหวานที่แผ่ออกมาจากทุกโน้ตดนตรีและเสียงร้อง ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวของพี่เจนตามบทเพลงไม่ว่าจะเรียวนิ้ว เส้นผม หรือแม้แต่ศีรษะ มันคือศิลปะ

เจน แพทริค เป็นศิลปะที่มีชีวิต ..

 

Il Est Entre Dans Mon Coeur,

Une Part De Bonheur

Dont Je Connais La Cause,

C'est Lui Pour Moi, Moi Pour Lui Dans La Vie

Il Me L'a Dit, L'a Jure Pour La Vie...”

 

(เขาเข้ามาในใจของฉัน

กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของความสุข

และนั่นก็ทำให้ฉันรับรู้ว่า

เขาเกิดมาเพื่อเป็นของฉัน

ฉันเองก็เกิดมาเพื่อเป็นของเขา

เขาบอกฉัน… สัญญากับฉันจวบจนชั่วชีวิต…)

 

เขากดเปียโนหนักแน่นและร้องลากเสียงยาวดึงอารมณ์ในคำสุดท้าย ก่อนคนตัวสูงจะเปิดเปลือกตาขึ้น หันมามองหน้าผม เรามองตากัน

 

Et Des Que Je L'apercois

Alors Je Sens En Moi, Mon Coeur Qui Bat...”

 

(จากสิ่งเหล่านี้ ฉันรับรู้ได้

ฉันรู้สึกลึกๆ ข้างในว่า

หัวใจของฉันสั่นสะท้านไปหมดแล้ว...)

 

เขาหยุดเสียดื้อๆ ทั้งที่ยังไม่จบเพลง แต่หัวใจของผมไม่หยุดเต้นไปด้วย เรายังคงจ้องตากันอยู่อย่างนั้น ผมรู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดประหลาดระหว่างเราทั้งสอง จู่ๆ .. ผมก็อยากจะเข้าใกล้เขามากกว่านี้ อยากจะเป็นหนึ่งเดียวกับเขาอีกครั้ง

เราเขยิบใบหน้าเข้าหากัน ผมไม่รู้ว่าผมหูฝาดหรือเปล่าที่ผมได้ยินเสียงหัวใจอีกดวงที่เต้นรัวเร็วยิ่งกว่าหัวใจของผมเสียอีก

ริมฝีปากของเราอยู่ห่างกันเพียงแค่คืบ ผมเห็นแพขนตาที่เรียงเส้นของเขา เห็นรอยกระจางๆ บนแก้มซ้าย พอมองใกล้ๆ อย่างนี้เขาค่อยดูเหมือนฝรั่งขึ้นมาหน่อย ปากสีสด เบ้าตาลึก ขนตางอน และมีกระ

อย่างนี้สิค่อยสมเป็นลูกเสี้ยว

เราใกล้กันมากจนผมรู้สึกถึงลมหายใจของอีกฝ่าย รู้สึกถึงความชื้นที่รินรดเหนือริมฝีปากและปลายจมูกของผม ตอนนี้ .. ปากเราห่างกันเพียงเซนติเมตรเดียวเท่านั้น

“พี่เจน .. ”

“...”

“ออกเสียงแย่จริงๆ นั่นแหละ ฟังยังไงก็คนอเมริกันร้องเพลงฝรั่งเศส โคสยังเป็นโรสอยู่เลย”

เขายิ้มกว้าง หายตื่นเต้นในทันที ริมฝีปากหยักกดจุมพิตบนปากผมเบาๆ แต่ไม่ถึงกับจูบ มันแค่วินาทีเดียวเท่านั้น

“ก็บอกแล้วไงว่าสำเนียงไม่ดี”

“ก็นึกว่าพี่โกหก เห็นเก่งไปหมด”

“มันก็ต้องมีเรื่องที่พี่ทำได้ไม่ดีบ้างแหละน่า...”

“อย่าบอกนะว่าจริงๆ แล้วพี่เล่นเปียโนเป็นแค่เพลงนี้เพลงเดียว โอ๊ย!” ผมร้องเสียงดังตาโตเมื่อถูกเขาทุบหัว

“บ้าสิ”

“ว่าแต่ทำไมถึงเล่นเพลงนี้ล่ะ”

“แล้วจะให้เล่นเพลงอะไรล่ะ” เขาเท้าคางลงกับเปียโนจนเสียงคีย์โน้ตที่ถูกข้อศอกวางทับดังออกมา รอยยิ้มร้ายๆ ที่แฝงแววขำขันฉายบนใบหน้าหล่อร้าย “เล่นเพลงของพุ่มพวง ดวงจันทร์ รึไง”

“ทำไมต้องเป็นเพลงของพุ่มพวง?” ผมขมวดคิ้ว

“ก็เพลงที่เนื้อเพลงประมาณแบบ รู้ว่าเขาหลอกก็เต็มใจให้หลอก”

“...”

ผมมองหน้าเขา ใบหน้าแดงซ่าน พูดอะไรไม่ออกอีก

...แหงล่ะ เขารู้ว่าผมพูดดี ทำดีกับเขา ยอมกระทั่งเรื่องอย่างนั้นเพราะเอาตัวรอด

เจน แพทริคฉลาดเป็นกรดอยู่แล้ว

เขารู้เต็มอกแต่ก็ไม่ว่าอะไรผมสักคำ

แต่ถ้าอย่างนั้นเขาเองก็ควรจะต้องรู้ด้วยนะ .. ว่าผมก็ยอมขนาดนี้เพราะมีความรู้สึกให้เขาอยู่ก็เหมือนกันแหละน่า

 

 

“อ้าว กลับมาทำไมอ่ะ”

ผมถามพี่เจนที่เดินกลับมาหาผมหลังจากที่เราเพิ่งแยกกันไปหลัดๆ

“เอานี่มาให้” เจ้าของจี้รูปแม่กุญแจชูแก้วชาร้อนในมือให้ผมดู “ช่วงนี้หนาว เจนดื่มอะไรอุ่นๆ ดีกว่า”

“อ่อ ขอบคุณครับ” ผมรับแก้วมาจากมือเขา ตอนนี้ในมหาวิทยาลัยเหมือนมีแฟชั่นเสื้อกันหนาวระบาด เพราะจู่ๆ ธันวาคมปีนี้ก็หนาวกะทันหันขึ้นมาจนผมไม่อยากเชื่อว่านี่คือประเทศไทย หนาวขนาดที่ตื่นมาตอนเช้ากรุงเทพฯ แค่สิบหกองศาเท่านั้น เหลือเชื่อไปเลย

พี่เจนลูบศีรษะผม เรามองตากันแล้วผมก็รู้สึกยิบๆ ในใจ รู้สึกว่า...ไม่อยากให้เขาเดินไปเลย

นี่ผมต้องเป็นบ้าแน่ๆ

“แค่นี้เหรอที่พี่กลับมา”

“ก็ใช่”

“อืม...”

“แล้วก็คิดถึงเจนด้วย”

เฮ้อ แบบนี้สิมันค่อยรู้สึกดี

“เป็นห่วงนะ” คนตัวสูงเอ่ยเสียงทุ้ม มองกันด้วยแววตาแบบนี้แล้วมันอยากจะ...พลีกายให้จริงๆ เลย

“ใส่เสื้อดีๆ เดี๋ยวไม่สบาย” พี่เจนจัดคอเสื้อกันหนาวไหมพรมให้ผม “เดี๋ยวพี่ไปจริงๆ แล้วนะ จะไปเข้าเรียนแล้ว”

“เดี๋ยวก่อนดิ” ผมดึงมือเขาไว้ ทำปากยื่น “ต้องไปแล้วจริงอ๋อ?”

เขาเอื้อมมืออีกข้างมาดึงปากผมอย่างรวดเร็ว

“หมั่นเขี้ยว”

“อ่อยอ่อน (ปล่อยก่อน)” ผมโวยวายประท้วงเขาเลยยอมปล่อย ก่อนผมจะกอดแขนเอาไว้แล้วพูดต่อ “แล้วตกลงต้องไปแล้วจริงๆ อ่ะ”

“อื้ม”

“ไม่ไปได้ป้ะ”

“...”

“โดดไหม”

“...แต่พี่ก็โดดมาหลายคาบแล้วนะ”

“พี่ไม่ต้องเข้าเรียน พี่ก็ได้ A อยู่แล้ว”

“แต่พี่จะหมดสิทธิ์สอบน่ะสิ”

“โหย...”

“ไม่งอแงนะเจน เดี๋ยวเย็นนี้เรียน Social dance ก็ได้เจอกันแล้ว แต่โดดอยู่ด้วยไม่ได้แล้วจริงๆ”

ผมยังคงไม่พูดอะไรแต่กอดแขนเขาเอาไว้แน่น จริงๆ เมื่อกี้กว่าเขาจะแยกตัวไปได้ก็พิรี้พิไรกันแบบนี้แหละ ช่วยไม่ได้เขากลับมาหาผมเองนี่นา ผมก็จะงอแงอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เลย

“ไม่อยากให้ไปเลยอ่าาา”

“พี่ก็ไม่อยากไปเหมือนกันแหละ”

ผมโยเยอยู่อีกครู่ก็ยอมปล่อยให้พี่เจนไป แต่พี่เจนเองกว่าจะไปก็ช้ามากเหมือนกัน เขามองผมอย่างอ้อยอิ่งจนกระทั่งลับสายตาไป ผมฟุ่บหน้าลงกับหนังสือเรียน หมดอารมณ์อ่านแล้วทั้งที่อีกสองสัปดาห์ก็สอบไฟนอล

เฮ้อ ผมต้องเป็นบ้าจริงๆ นั่นแหละ อยู่ๆ ผมก็รู้สึกว่าผมไม่อยากอยู่ห่างจากเขาเลย ห่างแค่แป๊บเดียวมันก็คิดถึงแล้วอ่ะ ความรู้สึกมันไม่เหมือนเมื่อก่อนตอนที่เราเคยคบกันด้วย มันเป็นความรู้สึกที่รุนแรงกว่านั้นมาก

“แหม ทำเหมือนกูไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้เลยเนอะ”

แก๊ปเอ่ยขึ้นหลังจากนั่งเงียบมานาน ผมเงยหน้าขึ้นไปทันที

“อะไร กูทำอะไรเหรอ”

“ก็ที่มึงทำกับพี่เจนเมื่อกี้ไง เห็นใจคนโสดอย่างกูหน่อยโว้ย เห็นแล้วเบาหวานจะขึ้นตา”

“หวานบ้าอะไรของมึงล่ะ”

ผมตวาดหน้าขรึม แก๊ปยักไหล่พลางพลิกหน้ากระดาษหนังสือเรียน ไม่ได้สนใจมองหน้าผมแล้ว

“เอาจริงมันก็ดีนะ มึงกับเขาดูสดชื่นขึ้น ไม่เหมือนสัปดาห์ที่ผ่านๆ มา ดูตึงกันสัดอ่ะ พวกกูเกร็งไปด้วยเลย”

“อ่า เหรอ...” ผมไม่เคยรู้เลยว่าผมแสดงออกชัดเจนขนาดนั้น คิดว่าเก็บเนียนขึ้นแล้วซะอีก นี่ผมยังเป็นคนเดิมที่โกหกไม่เก่งอยู่อีกสินะ

“อือ คือดูก็รู้ว่าตอนนั้นมึงกับพี่เจนคือสถานการณ์ไม่ดีมาก แต่พวกกูไม่อยากพูด”

“เหรอ แล้วตอนนี้ดูเป็นยังไงอ่ะ”

“ก็ดูเหมือนคนที่ได้กันแล้ว”

“...”

“เพิ่งได้กันใหม่ๆ กำลังหลงกันมากๆ .. นั่นล่ะ”

“...”

“โธ่ มึงน่ะดูง่ายจะตายไอ้เจนเอ๊ย พี่เจนเขาเงียบๆ กูดูไม่ค่อยออกอยู่แล้ว แต่เคยได้ยินไหม The eyes, they never lied. สายตาที่เขามองมึงคือฉ่ำมากกก กูมั่นใจก็อีตรงนี้ล่ะ”

ผมพูดอะไรไม่ออก แต่ก็รู้ตัวว่าคงกำลังหน้าแดงแจ๋

“กูก็ไม่ได้ว่าอะไร เรื่องของมึง เขาก็ไม่ได้ฟันมึงแล้วทิ้งนี่ ดูแลดีขนาดนี้”

ผมหยิบชาร้อนมาดื่มแก้เขินเพราะรู้ว่าปฏิเสธไปก็เท่านั้น แต่แก๊ปก็ไม่ได้พูดย้ำอะไรอีก มันปล่อยให้ผมนั่งเงียบๆ ไป มันเองก็อ่านหนังสือเงียบๆ เช่นกัน

“แล้วตกลงมึงจะไม่ไปญี่ปุ่นกับพวกเราจริงๆ เหรอ จองตอนนี้ยังทันนะ”

“ก็กูบอกแล้วไงว่าไม่มีเงิน” ผมถอนใจเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ “จะให้ขอพ่อแม่กูไม่เอาหรอก”

“เออ เสียดาย เป็นครั้งแรกเลยที่ไปเที่ยวกันแบบขาดมึง”

พอคิดแล้วผมก็เหี่ยวขึ้นมาจนหมดอารมณ์อ่านหนังสือ อยากไปญี่ปุ่นจัง… เหนือกว่าการอยากไปญี่ปุ่นคือผมอยากไปเที่ยวกับเพื่อนๆ .. ญี่ปุ่นน่ะถ้ามีเงินจะไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่โอกาสที่จะได้เที่ยวครบแก๊งแบบนี้มันไม่ได้มีบ่อยๆ วิญญาณหนุ่มสาววัยคึกคะนองของพวกเราในตอนนี้จะแปรผันไปตามกาลเวลา

เฮ้อ...

“เมื่อไหร่น้ำขิงจะมา ไหนบอกจะมาติวแสตทให้พวกเราไง เมื่อวานก็ไลน์บอกซะดิบดีว่าไปดูดข้อมูลจากพวกซิลเวียมาแล้ว อะไรว้า” ผมโวยวาย “ส่วนไอ้พุฒินี่ไปสูบบุหรี่จะไม่กลับมาแล้วใช่ไหม”

“เชื่อกูเหอะว่าพวกผู้หญิงช้าเพราะเลือกเสื้อกันหนาว ส่วนพุฒิคืออากาศหนาวแค่ข้ออ้าง แม่งจะดูดวันล่ะสองซองอยู่แล้ว อ้าวนั่นไง น้ำขิงมาล่ะ แหม! เสื้อใหม่นี่ สวยจ้าสวย”

“อะไรแก๊ป อย่ามาแซว!”

 

 

ผมรู้สึกเหมือนสมองจะบวมหลังจากเรียนและติวหนังสือมาอย่างหนักทั้งวัน จะสอบไฟนอลแล้วแต่เนื้อหาที่พวกอาจารย์สอนก็ยังไม่ครบ เรียกว่าสอนกันยันนาทีสุดท้ายเลยทีเดียว

ผมมาถึงห้องกระจกอันเป็นห้องเรียน Social dance นำกระเป๋าไปวางเก็บพิงกำแพงรวมกับเพื่อนร่วมคลาสคนอื่นๆ เหมือนทุกที เป็นปกติของทุกครั้งที่พี่เจนจะมาสายประมาณสิบนาทีในการเรียนวิชานี้ เพราะเขาต้องมาจากตึกใหม่

ผ่านไปอึดใจเดียวพี่เจนก็มาถึง ผมโบกมือทักทายเขา ซึ่งพี่เจนก็ยิ้มตอบ เขาวางกระเป๋าแล้วเดินเข้ามาเข้าคู่กับผมทันที

ร่างสูงโอบเอวผมแน่นให้เข้าไปชิดกับร่างกายตัวเอง มืออีกข้างของเราประสานกัน ใบหน้าเราอยู่ห่างกันเพียงแค่นิดเดียว

ผมชักจะเห็นข้อดีของวิชานี้แล้วสิ

ผมเอาแต่มองตาเขา ไม่ได้ยินที่อาจารย์รพีพูดสอนเลยสักนิด พี่เจนเองก็มองหน้าผมตาไม่กระพริบเช่นกัน เราสองคนต่างก็อยู่ในภวังค์ที่มีแค่กันและกันเท่านั้น

เสื้อกันหนาวไหมพรมที่สวมทับเสื้อนักศึกษาของเราสองคนสีตัดกันคนละเฉด ของเขาสีน้ำเงิน ส่วนของผมสีแดง ความจริงแล้วมันเป็นคอเลคชั่นเสื้อผ้าฤดูหนาวในธีมแฮร์รี่ พอตเตอร์ เขาเป็นเด็กบ้านเรเวนคลอส่วนผมเป็นเด็กบ้านกริฟฟินดอร์ ก็สมกับความฉลาดของเขาดี

แต่อันที่จริงแล้ว เขาน่าจะอยู่สลิธีรินมากกว่าอีก

“ที่รักคิดถึงพี่ไหม” พี่เจนเป็นฝ่ายถามก่อนเสียงพร่า ผมพยักหน้า

“เค้าก็ต้องคิดถึงที่รักอยู่แล้วสิ ไม่เจอหน้าตั้งห้าชั่วโมง”

“เดี๋ยวนี้ปากหวานจัง มาชิมหน่อยสิ”

เขาก้มหน้าเขามาใกล้ขึ้นทันทีที่พูดจบ ผมรีบถอยใบหน้าแทบไม่ทัน

“ทะลึ่งอ่ะ เรียนอยู่นะ”

“ชิมนิดนึงไม่ได้เหรอ” อย่ามามองหน้าด้วยสายตาแบบนั้นได้ไหมเล่า...

“ไม่ได้”

“หยิ่งจัง”

“ไม่ได้หยิ่งสักหน่อย พี่เจนอ่ะ อะไรก็ไม่รู้”

“นี่ สองเจนนั้นคุยอะไรอีกแล้ว ครูสอนอยู่นะ เดี๋ยวก็ให้ออกมาโชว์ซะดีไหม”

“ขอโทษครับ”

เราสองคนหันไปขอโทษอาจารย์รพีเป็นเสียงเดียวกัน หลังจากนั้นก็ไม่พูดอะไรกันอีก แต่ยังคงมองหน้ากันอยู่ ผมรู้สึกเขินจนตัวอุ่น วูบวาบไปทั้งเนื้อทั้งตัวจนมวนท้อง รู้สึกเหมือนปลายนิ้วมือนิ้วเท้าเริ่มชา .. ชักเข้าใจแล้วที่แก๊ปบอกว่าพี่เจนมองผมตาฉ่ำมาก มันคงเป็นสายตาแบบนี้สินะ สายตาที่ฉ่ำปรอย ชุ่มน้ำ นิ่งไม่ไหวติงอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง มันทั้งหวานย้อยและเร่าร้อนด้วยเพลิงปรารถนาไปในเวลาเดียวกัน

เรียกว่ามองได้ยั่วมากเลย

“เอ้า ก้าว!”

เสียงอาจารย์รพีตะโกนสั่ง พี่เจนก้าวขึ้นหน้าทันทีทั้งที่ยังมองตาผมอยู่ แต่ผมที่ไม่ได้แยกประสาทเก่งแบบเขาก้าวถอยไม่ทันจนสะดุดล้มหงายลงไปกับพื้น ผมร้องดังลั่น

ไม่ได้แค่ล้มคนเดียวแต่ผมดึงพี่เจนให้ล้มทับตัวเองลงมาด้วย กลายเป็นเขามาคร่อมฟุบทับอยู่บนตัวผมต่อหน้าต่อตาทุกคน ผมได้ยินเสียงเพื่อนร่วมคลาสฮือฮาอย่างตกใจ บางคนก็ยกมือขึ้นปิดปาก ผมอายจนหน้าแดง

พี่เจนไม่ปล่อยให้ซีนล่อแหลมนั้นเกิดขึ้นนานนัก เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วดึงผมให้ลุกตามมาด้วยกัน อาจารย์รพีปราดเข้ามาทันทีอย่างกังวล

“นักศึกษา เป็นอะไรกันรึเปล่า บาดเจ็บตรงไหนไหม”

พี่เจนหมุนข้อเท้าทั้งสองข้าง เขาบอกให้ผมทำตาม ผมไม่เจ็บอะไรเลย โชคดีไป

“ไม่ครับ เราไม่เป็นไร”

“ครูเห็นนะว่าเจนเล็ก เธอน่ะก้าวไม่ทันพี่เขา ไม่ได้นะ จันทร์หน้าสอบไฟนอลแล้วรู้ไหม”

“หะ .. หา! จันทร์หน้าแล้วเหรอครับ!?” ผมนึกว่าเราจะสอบกันในอีกสองจันทร์ซะอีก

“ใช่เจน สอบจันทร์หน้าแล้ว” พี่เจนเสริมเรียบๆ ผมหันไปมองหน้าเขาอย่างตกใจ เขาได้ฟังที่อาจารย์รพีพูดได้ไงน่ะในเมื่อเอาแต่จ้องผมอยู่ขนาดนั้น เขาแยกสมาธิได้ไง

“ใช่นักศึกษา สอบสามท่านะ เวียนนีสวอลซ์, สโลว์ ฟอกซ์ทร็อต, แล้วก็ควิ๊ก เสต็ป

ผมตกใจจนอึ้ง อาจารย์รพีด่าต่อ

“เมืือกี้เธอมัวแต่ใจลอยไม่ฟังที่ครูพูดน่ะสิ! อย่าลืมนะว่าใครที่อยากจะลง Social dance 2 ต่อในเทอมหน้าต้องได้เกรดใน Social dance ไม่ต่ำกว่า B ไม่งั้นต่อไม่ได้”

อาจารย์รพีบอกทั้งห้อง ผมเครียดขึ้นมาทันที เมื่อวานผมกับพี่เจนคุยกันแล้วว่าเทอมหน้าเราอยากจะลง Social dance 2 เพื่อเก็บหน่วยกิต P.E. ต่อ ที่ผ่านมาตอนสอบท่าต่างๆ เราได้ A กันมาตลอด แต่ถ้าหากตกม้าตายตอนสอบสามท่าสุดท้ายก็มีสิทธิ์ที่จะเกรดร่วงฮวบลงไปดื้อๆ ได้ มิหนำซ้ำ ผ่านมาจะเดือนแล้วผมยังเต้นเวียนนีสวอลซ์ได้ไม่ดีอยู่เลย แน่นอนว่าถ้าท่าเวียนนีสวอลซ์ไม่ดีการส่งอารมณ์ต่อไปยังสโลว์ฟอกซ์ทร็อตก็จะไม่ดีไปด้วย ผมรู้ว่าที่เป็นอย่างนี้มันเป็นเพราะผมอ่อนซ้อม ก็ช่วงนั้นผมเอาแต่หนีเขา...

“เอ้า! กลับไปเตรียมท่าควิ๊ก เสต็ปกันต่อได้แล้ว ทุกคนนับจังหวะ หนึ่ง สอง !”

 

 

“เต็มหมดแล้วค่ะนักศึกษา”

“อะไรกัน เต็มยันวันเสาร์อาทิตย์เลยเหรอครับ” ผมโวยวายกับสตาฟฟ์มหาวิทยาลัย ผมกับพี่เจนมาขอจองห้องกระจกเพื่อที่จะได้ใช้ฝึกซ้อมลีลาศก่อนสอบครั้งสุดท้าย

พนักงานสาวพยักหน้า

“ใช่ค่ะ เต็มแน่นไปหมดเลย ไม่เชื่อน้องดูตารางพี่สิ ไม่ได้โกหกนะ”

ผมครางเบาๆ เมื่อพบว่ามันเต็มเอียดหมดทุกเวลาจริงๆ เราสองคนเอ่ยขอบคุณพี่เขาแล้วจึงเดินออกมา

“ที่รัก”

“...”

“ที่รัก”

“...”

“เจน”

“…! ครับ ว่าไง”

ผมสะดุ้งเมื่อพี่เจนแตะลงมาที่ไหล่ซ้ายของผม คนตัวสูงมองหน้าผม

“เครียดมากเลยเหรอ”

“อืม มาก” ผมรู้ว่าผมคงปิดสีหน้าไม่มิด ผมเป็นคนที่จริงจังเรื่องการเรียนอย่างที่สุด ผมรู้ตัวว่าผมไม่ได้หัวดีเรียนเก่ง ตลอดชีวิตผมเลยเอาความขยันเข้าสู้ ผมอ่านหนังสือล่วงหน้าหลายสัปดาห์และคบแต่กับเพื่อนที่ตั้งใจเรียนเหมือนกัน (มีไอ้พุฒิโผล่มาได้ไงไม่รู้คนเดียว) และในเมื่อหมวดพละมันเป็นหมวดที่ไม่ได้ยากหนักหนาสาหัส ฉะนั้นผมจึงตั้งมั่นว่าจะต้องเก็บ A ในส่วนตรงนี้ให้ได้

“ทำไงดีอ่ะพี่เจน เจนยังเต้นไม่ได้เลย แล้วถ้าเราได้ต่ำกว่า B เราจะลงลีลาศสองไม่ได้นะ”

“พี่ว่าเราคงไม่ได้ต่ำกว่า B หรอก ที่ผ่านมาเราก็ได้ A กันตลอด”

“แต่ตอนนั้นเจนตั้งใจซ้อมไง ก่อนสอบแทงโก้เราซ้อมกันตั้งสองอาทิตย์ อันนี้คือเจนไม่เคยซ้อมเลยนะ ท่าเต้นชุดใหม่เนี่ย จันทร์หน้าก็สอบแล้ว ห้องก็ดันมาเต็มอีก ทำไงดีอ่ะ”

“ใจเย็นๆ อย่าทึ้งหัวตัวเองแบบนั้นสิ”

พี่เจนปลดมื้อผมที่ยกขึ้นขยุ้มผมตัวเองลง แต่ผมยังคงหน้าตาซีเรียสขณะออกเดินไปยังรถของเขา หมกหมุ่นจนไม่อาจคิดถึงสิ่งใดอื่นได้เลย ผมต้องซ้อม… แต่จะซ้อมที่ไหนดีล่ะ ไม่ควรจะซ้อมเกินสามวันด้วยเพราะผมต้องแบ่งเวลาไปอ่านหนังสือเตรียมสอบไฟนอลวิชาอื่นอีก สแตทยิ่งยากๆ อยู่

ผมยกสองแขนขึ้นกอดตัวเองเมื่อผมหวีดหวิวพัดมา มันหนาวจนขนลุกทั้งที่ผมก็ใส่เสื้อกันหนาวอยู่ อากาศเย็นจนผมไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คือประเทศไทยจริงๆ เราเลิกคลาสกันตอนสองทุ่ม ไปคุยกับพี่สตาฟฟ์ต่ออีกตอนนี้ก็เลยเป็นเวลาเกือบสามทุ่มได้ ยิ่งดึกก็ยิ่งเย็น

“หนาวไหม”

“อืม หนาว” ผมหนาวจนมือเย็นหน้าซีด รู้สึกว่ามือเย็นเป็นน้ำแข็งเลย

“กอดกันดีกว่า มันจะได้อุ่นขึ้น”

พี่เจนพูดแล้วโอบผมเข้าไป ผมเองก็โอบเขากลับแล้วเดินต่อ มันช่วยได้จริงๆ ด้วยแหละ

“พี่เจนสูงจัง”

“เดินลำบากเหรอ”

“ไม่อ่ะ เจนกอดตัวพี่อย่างนี้นี่ แต่พี่อ่ะลำบากรึเปล่า เหมือนต้องงอตัวด้านนี้นิดๆ ไหม”

“ก็ไม่นะ”

“อ่อ...”

“ไม่ต้องห่วงหรอก เอาน่า ความสูงไม่มีผลในแนวราบอยู่แล้ว”

ทะลึ่ง!

เขาหัวเราะออกมาจนผมอดไม่ได้ต้องหยิกสีข้างเขา พี่เจนร้องโอดโอยอย่างโอเว่อร์ กลายเป็นเราวิ่งไล่กันไปจนถึงรถของเขา

พี่เจนละมือข้างหนึ่งจากพวงมาลัยมากุมมือผม

“เอาน่า อย่าคิดมาก พี่ว่าเดี๋ยวห้องกระจกก็ต้องมีเวลาหลุดแหละ เราก็รีบไปจองเสียบกัน”

“เฮ้อ หวังว่าจะมีนะ” ผมถอนใจ “พี่เจนเดี๋ยวจะไม่ค่อยว่างด้วยนี่สัปดาห์นี้ เราจะได้ซ้อมกันจริงๆ ใช่ไหม”

“เดี๋ยวพี่จัดการให้ ไม่ต้องกังวล OK?”

ผมยอมพยักหน้าทั้งที่ยังไม่สบายใจเท่าไรนัก พี่เจนยีหัวผมอย่างเมามันจนกระทั่งเราไปถึงร้านข้าว อย่างคืนนี้เรามีเวลาอยู่ด้วยกันก็จริงแต่ก็ซ้อมไม่ได้เพราะไม่มีกระจกให้มอง อุปสรรคเยอะจริงๆ เลย

 

 

[อือ วันนี้พี่ทำงาน ไม่ได้เข้ามอ]

“แล้วพี่ไม่มีเรียนเลยเหรอ”

[ใช่ พี่ไม่มีเรียนพอดี]

“อืมๆ เอ๊ะ เสียงอะไรอ่ะนั่น”

[เสียงปืน]

“...”

[อยู่สนามซ้อมเฉยๆ พอดีมาคุยงานที่นี่ เจนไม่ต้องคิดมากนะ]

“ครับ” งานที่ว่ามันการให้ความช่วยเหลือคนนั่นแหละ

[แล้วนี่เจนอยู่ไหน อยู่กับใคร]

“อยู่ห้องโสตฯ อยู่กับพุฒินี่แหละ”

ผมพูดแล้วเหลือบตามองพุฒิ เพื่อนของผมมีสีหน้าที่ราบเรียบมากๆ ขณะนั่งอ่านสไลด์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ผมคุยโทรศัพท์กับพี่เจนมาจะครึ่งชั่วโมงแล้ว และก็ค่อนข้างมั่นใจว่าพุฒิต้องได้ยินทุกคำเพราะเรานั่งอยู่ติดกันเลย

ให้ตาย ผมไม่รู้เลยว่าพุฒิคิดอะไรอยู่

[อ่อ ฝากทักทายพุฒิด้วยนะ]

“อืม เดี๋ยวเจนบอกให้”

[พี่ไปแล้วนะ เดี๋ยวคืนนี้เจอกัน]

“อาจจะไม่ได้เจอกันอ่า เจนว่าจะกลับไปนอนบ้านบ้าง ป๊าแม่เริ่มบ่น”

[...อย่าไปเลย อยู่กับพี่เถอะ]

“พี่เอาแต่ใจอ่ะ เจนไม่ได้กลับบ้านมานานแล้วนะ”

[จะทิ้งพี่นอนคนเดียวเหรอ ทำไมที่รักใจร้ายจัง]

“โหย มันไม่ใช่แบบนั้น...”

[มันแบบนั้นแหละ]

“ที่รัก ไม่งอแงดิ ที่รักก็รู้...” ผมเสียงอ่อย แม่บอกว่าคิดถึงผมจริงๆ นะ ป๊าเองก็เสริมด้วยว่าใกล้ลืมหน้าลูกชายคนโตแล้ว

[ไม่รู้อะไรทั้งนั้นแหละ ไม่ให้ไปด้วย]

“ที่รักกก ตอนก่อนเค้าย้ายมาอยู่เราไม่ได้ตกลงกันแบบนี้นี่”

[มันหนาวนะช่วงนี้ ที่รักไปแล้วพี่จะนอนกอดใคร]

“เว่อร์มากเลย พี่ก็นอนคนเดียวมาได้ตั้งนาน สมัยอยู่เมกาล่ะ”

ผมคุยงุ้งงิ้งกับเขาอยู่อีกนานสองนานกว่าจะวางสายกันได้ พอวางสายแล้วผมก็รู้สึกโหวงๆ แปลกๆ แต่ยังไงก็ตามคืนนี้ผมต้องกลับไปนอนบ้านจริงๆ นั่นแหละ ผมยังเป็นลูกของป๊ากับแม่อยู่นะ

“มึงรักเขาแล้วล่ะสิ”

เสียงของพุฒิทำให้ผมที่กำลังเหม่อๆ สะดุ้ง ผมหันไปมองหน้ามัน พุฒิย้ำอีกครั้ง

“รักเขาแล้วใช่ไหม”

“อะไร”

“พี่เจน” พุฒิเอ่ยโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมาจากแล็ปท็อปเลย “กูถามว่ามึงรักเขาแล้วใช่ไหม”

“...เปล่า มึงบ้าเหรอ”

“เหอะ”

“อะไร มึงหัวเราะแบบนั้นหมายความว่าไง”

“กูสมเพชมึง”

“...”

“มีความสุขจนลืมไปรึเปล่าว่าที่ชีวิตมึงเป็นอย่างนี้มันเพราะอะไร”

“...”

“มึงคิดว่าเขารักมึงรึไงวะ”

ผมสะอึก นิ่งอึ้งไปจนรู้สึกเหมือนว่าเสียงตัวเองหาย ก่อนพบจะควานหาเสียงของตัวเองพบในที่สุด

“...เขาดีกับกู”

“ดีกับมึง? ยังไงไม่ทราบ?”

“เอาเป็นว่าเขาก็ดี เออ จะให้กูอธิบายยังไงล่ะ อะไรไม่ดีกูก็บอกว่าไม่ดี ดีกูก็ว่าดี จะให้โกหกคงไม่ได้”

“แล้วไง? แค่นั้นมึงก็เลยคิดว่าเขารักมึงเหรอ เขาดีกับมึงก็เพราะอยากให้มึงตายใจต่างหาก เขาอาจจะปั่นหัวมึงอยู่ก็ได้ มึงคิดว่าเขาเป็นคนที่คาดเดาได้รึไง”

“พุฒิ – ”

“ถ้ามึงคิดว่าเขารักมึง งั้นมึงตอบกูหน่อย มึงมีอะไรวิเศษวิโสกว่าคนอื่นๆ เขาถึงต้องรักมึง มึงแตกต่างหรือมีอะไรที่ดีเลิศรึไงถึงจะมัดใจเขาไว้ได้ มึงก็รู้ว่ามึงมันก็แค่ธรรมดา”

“...” คำพูดของพุฒิทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกตบบ้องหู ผมตัวชา พูดอะไรไม่ออกสักคำเดียว

ใช่… ผมคนนี้มีอะไรดีล่ะ เขาถึงต้องมารักผม

ผมก็แค่เจน .. แค่เจนธรรมดา

“มึงอะไรกับเขาแล้วใช่ไหม”

“...”

“ฮึ” พุฒิทำเสียงขึ้นจมูกอย่างดูแคลน สีหน้าแข็งกระด้าง “เขาก็แค่เลี้ยงมึงไว้สนองตัณหา แค่นั้นแหละ”

“...”

“ไม่ต้องเสียเวลาจีบใหม่ ไม่ต้องซื้อกิน ไม่ต้องเสี่ยงโรค สบายจะตาย”

“...พอ”

แต่พุฒิไม่ยอมหยุด มันเอ่ยต่ออย่างเผ็ดร้อน

“เขาบังคับให้มึงกลับไปเป็นของเขานะ แบบที่มึงไม่เต็มใจ นี่มึงลืมอะไรไปรึเปล่า มึงแม่งปรับตัวง่ายดีว่ะ หรือจะให้กูบอกว่าใจง่ายดี”

“...พุฒิ แล้วจะให้กูขัดขืนเขาไปเรื่อยๆ เหรอ อย่างที่ผ่านๆ มาน่ะนะ มึงก็เห็นว่ากูหนีแล้ว”

ผมจ้องหน้ามัน พูดต่อรัวเร็วแบบไม่หยุดพัก

“ที่มึงเห็นมันก็แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง มึงไม่รู้หรอกว่ากูเจออะไรบ้าง กูทำแล้ว แต่กูพบว่ามันไม่มีความสุขเลยเวลาทำอย่างนั้น กูพบว่ากูสบายใจมากกว่าที่จะยอมรับมัน แล้วก็ใช้ชีวิตต่อไป เขาจะเลี้ยงกูไว้ด้วยเหตุผลอะไรก็ช่างเหอะ”

พุฒิหัวเราะแค่นๆ ห้าวๆ แบบที่ผมไม่ชอบใจเอาซะเลย

“มึงจะพูดอะไรก็พูดได้ทั้งนั้นแหละ แต่กูแค่ไม่คิดเลย ว่าในตอนนี้ที่มึงรู้ความจริงเกี่ยวกับเขา มึงจะยังรักเขาลงได้” พุฒิชี้นิ้วมาที่ผม หมุนมันเป็นวงกลม “สรุปก็คือมึงโอเคที่จะรักกับคนอย่างนั้นใช่ไหม”

“...”

“คนที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ มีความลับเต็มไปหมด ทำงานสกปรก เล่นกับจิตใจคนอื่น เป็นปิศาจเต็มรูปแบบ เขาเป็นคนแบบที่มึงไม่ชอบทุกประการเลยนะ”

พุฒิแสยะยิ้ม

“มึงกลืนน้ำลายตัวเองอึกใหญ่เชียว”

“...กูไม่ได้รักเขา”

“...”

ผมมองตาพุฒิ เอ่ยซ้ำ

“กูไม่ได้รักเขา มึงอย่าพูดพล่อยๆ อีก กูก็เหมือนคนอื่นๆ ที่ไม่มีทางเลือก แล้วกูก็แค่อยากอยู่ตรงนี้อย่างมีความสุขที่สุด มันผิดเหรอวะ”

“...”

“กูไม่อยากติดคุกแบบที กูไม่อยากโดนเล่นงาน เออใช่ กูเอาตัวรอด กูยอมรับ”

พุฒิสูดลมหายใจเข้าลึก แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลง ท่าทีของเพื่อนดูเปลี่ยนไป ก่อนมันจะกระซิบ

“...มึงพูดจริงเหรอที่บอกว่าไม่ได้รักเขา”

“จริง”

“...”

“กูไม่ได้รักพี่เจน ไม่เลย”

พุฒิก้มหน้ากลับไปทำงาน ผมเห็นว่ามันดูเหมือนยิ้มออกมาได้นิดๆ และอารมณ์ดีขึ้นมา

ผมใช้มือขวาเปิดหน้ากระดาษชีทเรียนอย่างรุนแรง ก้มหน้าลงเม้มปากอ่านมันในใจแต่กลับรู้สึกว่าข้อมูลไม่เข้าสมองแม้แต่น้อย ผมคิดว่าผมพูดในสิ่งที่ผมรู้สึกอย่างซื่อสัตย์ แต่ทำไมในใจถึงรู้สึกผิดอย่างนี้นะ ตาของผมพร่าเบลอแปลกๆ คล้ายว่ามีหยดน้ำใสรื้นขึ้นมา

ผมรู้สึกว่าถ้าพี่เจนได้ยิน เขาต้องเสียใจแน่ๆ

แต่ทำไมเขาต้องเสียใจด้วย เขาก็ไม่ได้รักผมเหมือนกันไม่ถูกเหรอ ก็อย่างที่พุฒิพูด เราสองคนอยู่ด้วยกันเพราะพันธะสัญญาต่างหาก

“เจน”

“เออ ว่าไง”

ผมเงยหน้าขึ้นมา นึกขอบคุณตัวเองที่บังคับให้น้ำร้อนๆ บนขอบตาไม่เอ่อท้นออกมาได้ และพุฒิก็ดูจะไม่ได้สังเกตถึงมันเลย

“ในฐานะที่มึงก็ใกล้ชิดกับพี่เจนมากที่สุด มึงพอจะรู้เรื่องราวลึกๆ ของเขาบ้างไหม”

“...กูคิดว่ากูรู้เท่าที่ทุกคนรู้ มึงอยากรู้อะไรล่ะ”

“เหตุผลที่เขาโดนไทร์ออกจากฮาร์วาร์ด”

“...”

“เขาเคยพูดทำนองว่าเขาไม่ไว้ใจใคร เพราะเขาเคยโดนคนที่คิดว่าเป็นเพื่อนหักหลัง มึงเคยได้ยินเรื่องพวกนี้ไหม”

“...อืม”

“กูอยากรู้เรื่องพวกนี้แหละ มึงก็ควรจะได้รู้นะ เผื่อวันหนึ่งมึงจะเอามายื่นหมูยื่นแมวกับเขาได้ เขาจะได้ปล่อยให้มึงไปมีอิสระไง”

“เออๆ ไว้กูจะลองถามแล้วกัน อยากรู้เหมือนกันแหละ แต่เขาจะบอกรึเปล่าก็อีกเรื่อง มึงก็รู้ว่าถ้าเขาไม่พูดกูก็เค้นเขาไม่ได้หรอก”

“ลองตะล่อมดูก่อน อาจจะได้ผล” พุฒิดูมีความสุข “มึงคงไม่อยากติดแหง็กกับเขาตลอดไปถูกไหมล่ะ”

“...อืม ไม่อยาก...”

“โอเค ยังไงรู้แล้วก็มาเล่าให้กูฟังด้วย กูสัญญาจะไม่บอกใคร”

ผมพยักหน้าแล้วกลับไปก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อ รู้สึกเหมือนความสุขสดใสที่มีมาทั้งวันมันดิ่งหายไปไหนหมดเลยก็ไม่รู้...

 

 

 

--------------

ชอบส่วนที่เล่นเปียโน แต่งเอง ชอบเอง ฮือๆ ชอบม้ากกกกกก

แต่พอตอนจบ เอาพุฒิไปเก็บที่ไหนได้มั่งเนี่ย

อย่าลืมคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ซอล และหวีดติดแท็กในทวิตเตอร์ที่แท็ก #อย่าขอพี่เจน นะคะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 597 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,780 ความคิดเห็น

  1. #3689 nnnnnnnnnny (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 13:27
    น้องเจนก็อ่อนไหวง่ายมาก
    #3,689
    0
  2. #3688 nnnnnnnnnny (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 13:26
    ถ้าพี่เจนมาได้ยินคงเจ็บมากๆนะ
    #3,688
    0
  3. #3618 imk9o (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 19:13
    พุฒินี่ก็ยุเก่งจังอ่ะ โอ่ยยยย
    #3,618
    0
  4. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  5. #3526 whentherainisfalling (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 21:44
    พุฒิแปลกๆนะ นี่หวังดีประสงค์ร้ายแล้วเนี่ย เจนเร้กก้โดนยุง่ายจังอะ เชื่อมั่นในครสตัวเองกับพี่เจนหน่อยดิ พี่เจนดีกับเทอขนาดนั้นแล้วอะ อย่าร้ายกับพี่เจนอีกเลย เราปวดใจ ㅜㅡㅜ
    #3,526
    0
  6. #3525 aamitaxx (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 20:40
    สมมุติ ถามแล้วพี่เจนบอกนะ แล้วเจนมาบอกมันนะ มันก็จะประกาศให้คนทั้งโลกรู้ พอคนรู้ แล้วพี่เจนบอกแค่เจน - กูไม่บอกใครหรอก เชื่อได้ที่ไหน
    #3,525
    0
  7. #3524 J JAM (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 17:21
    อิพุคมันต้องมีซัมติง มันชอบเจนใหญ่รึอยากทำลาย มันเเปลกๆนา เเล้วน้องงง น้องก็ชอบทพี่เจนก็รุ้ยุเเก่ใจ อย่าใจร้ายใส่พี่เขาเลยยยย
    #3,524
    0
  8. #3522 Deschlism1 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 22:30
    ขอบคุณที่เขียนนิยายให้เราได้อ่านนะคะ แต่ตอนนี้อ่านแล้วกลอกตากับนิสัยนายเอกจริง ๆ ตัวเสื้ยมก็ ช่างเป็นเพื่อนที่ประเสริฐ หวังว่าจะไม่เกิดการทะเลาะกันแล้ววนลูปอีกนะคะ บายค่า นักอ่านแบบเราคนเดียวเหนื่อยใจมาก
    #3,522
    0
  9. #3521 nighteiei_ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 10:58
    เจนเล็กงี่เง่าอะ เจนใหญ่ไปรักคนอื่นเหอะ
    #3,521
    0
  10. #3520 dina_d (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 01:38
    สงสารเจนใหญ่ รู้ทั้งรู้ว่าเขาตอแหลอยู่ด้วยเพราะยังอยากมีชีวิตรอดต่อแต่ก็ยังดูแลเขา พี่พุฒพูดก็ถูกนังเจนเล็กเธอเป็นใครมาทำยังงี้ หูเบาไม่พอยังงี่เง่า ทำตัวโง่งมอีก เห้อ พี่เจนใหญ่ไปรักคนอื่นได้ไหมคะ ไม่เอานางเจนเล็กแล้ว น่าเบื่อ น่ารำคาญ ไม่ต้องห่วงเรื่องเรือ เราพายเองคะ ติดสปีด x 100
    #3,520
    1
  11. #3519 RainyPula (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 19:32
    พุฒนี่ตัวปั่นเลยอ่า หาเรื่องไปต่อรองพี่เจนสินะ
    #3,519
    0
  12. #3516 Kim taev (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 17:56
    นังพุฒิหยุบปาก!! กลับเข้ารูหลอนไปซะ แหมเสี้ยมเก่งอะไรเก่ง เห็นเค้ามีความสุขกันไม่ชอบ เพราะตัวเองชอบเจนเล็ก นังน้องเจนลูกหนูก็คล้อยตามคนง่ายไป แบบลืมไปเลยว่าเค้าดีกับเธอขนาดไหน เธอหนะนังคนใจร้าย
    ฉันว่าเอาจริงๆนะพี่เจนนางรักน้องเจนแหละ แต่ตอนนั้นด้วยอารมณ์เลยพูดแบบนั้นออกไป
    #3,516
    0
  13. #3515 ExOne_08 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 17:35
    พุฒิหยุดเดี๋ยวนี้ หยุดทันที อย่ามาเสี้ยมมมม
    #3,515
    0
  14. #3514 CokTel (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 16:58
    ชั้นที่อยู่ทีมเจนใหญ่สัมผัสได้ว่ายัยน้องต้องทำให้พี่เค้าเจ็บช้ำเเน่นอน
    #3,514
    0
  15. #3513 Kibibiza (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 16:13
    สงสารพี่เจนจับใจเลยค่ะ
    #3,513
    0
  16. #3512 fireeee (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 15:47
    ฉันรักพี่เจนมากกว่าน้องเจนอีก
    #3,512
    0
  17. #3511 Kondee2870 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 13:16
    นักเขียนคะ เนื้อหาตอนท้ายมันซ้ำน้าา(ก็ว่าอยู่ว่าทำไมแจ้งเตือนซ้ำหลายรอบ)

    ♡♡♡
    #3,511
    0
  18. #3509 Soo Gass (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 12:29
    ยอมรับว่ายังกลัวๆพี่เจนอยู่ แต่ถ้าน้องรักพี่ น้องควรพูดตรงๆ จะเลี่ยงทำไม ถ้าพี่มารู้แล้วโกรธ เราจะไม่ว่าพี่เจนเลย
    #3,509
    0
  19. #3508 Soo Gass (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 12:28
    น้องเจน อีพีหน้าหายนะแน่ๆ น้องทำไมไม่กล้าหน่อยล่ะ เห้อ
    #3,508
    0
  20. #3507 mookba030 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 10:19
    เจนเล็กหนูหูเบามากลูกเอ๊ยยยยย
    #3,507
    0
  21. #3506 meidi (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 09:13
    หัวอ่อนไปนะเจนเล็ก ใครยุอะไรหน่อยก็เชื่อไปหมด
    #3,506
    0
  22. #3505 tiPpy_c (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 06:36
    นี่คิดว่าพุฒิอัดเสียงไว้.. น้องเจนเล็ก อยากให้น้องมีความคิดเป็นของตัวเองมากกว่านี้ รักก็คือรัก ไม่รักก็คือรัก รู้สึกยังไงก็ไม่ควรพูดคำบางคำที่มันไม่ใช่ความจริงออกมาอ่ะ ถ้าพุฒิอัดเสียงไว้จริงๆ พี่เจนไม่เสียใจเเย่หรอ? เห้อ ส่วนพี่เจนก็ไม่ใช่คนดีขนาดนั้น ความลับเยอะมากค่ะคุณพี่ เเต่อิชั้นก็ชอบทั้งเจนใหญ่เจนเล็ก หลง5555555555 เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ!💖
    #3,505
    0
  23. #3504 Honery (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 06:29
    เจนเล็กไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่รู้สึกว่าน้องไม่มีความคิด ไม่มีจุดยืนเป็นของตัวเลย สังเกตมานานละ อารมณ์ไม่ตายตัวมากๆ

    เพื่อนเสี้ยม>เชื่อเพื่อน>เจอความจริง >ทะเลาะกับพี่เจน>พี่เจนโหด>ปรับความเข้าใจ>รักกัน >แล้วก็วนกลับมาที่เพื่อนเสี้ยมอีกรอบ

    ไม่ได้เชียร์พี่เจนขนาดนั้น ก็อย่างที่รู้ๆว่านางไม่ได้ดีอะไร จะเอาแต่รักแล้วมองข้ามงานอะไรนั่นไม่ได้ป้ะ เหนื่อย555555
    #3,504
    0
  24. #3503 Mellowpink (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 02:30
    เครียดเลย
    #3,503
    0
  25. #3502 Eye Ati (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 02:18
    นังพุฒิ โถอี
    #3,502
    0