Rule no.1: "Don't be too emotional."

ตอนที่ 26 : 22 | Rules

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,362
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 922 ครั้ง
    14 มิ.ย. 63

 

Chapter 22

Rules

 

Your pants, they bother me.

Take them off.”

 

 

“เจนถามจริงๆ นะ”

“...”

“ถามแบบจริงๆ เลย”

“ก็ถามมาสิ”

อีกฝ่ายตอบกลับเสียงเรียบ ติดแววรำคาญหน่อยๆ ที่ผมเอาแต่เกริ่น ร่างสูงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่ตัวเองกำลังอ่านอยู่ด้วยซ้ำ

เวลานี้เป็นบ่ายแก่ที่ไม่ค่อยร้อนนัก ผมเห็นดอกไม้หลากสีบานสะพรั่งอยู่ข้างนอกหน้าต่าง ในห้องสมุดที่แอร์เย็นจัดยังคงคลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาเหมือนทุกที แต่ก็ไม่ถึงกับแน่นขนัดเพราะไม่ใช่ช่วงฤดูสอบ

ผมตัดสินใจถาม

“อยากถามว่าพี่ได้อะไร”

“ได้อะไรล่ะ”

“จากการให้ favor คนอื่นไปทั่วอย่างนี้ พี่จะได้อะไรขึ้นมา”

พี่เจนหยุดมือที่พลิกหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์

“ในเมื่อพี่ก็มีทุกอย่าง หน้าตา สมอง เงินทอง”

“...”

“พี่เที่ยวปลุกปั่นคนอื่น ทำให้เขาได้ในสิ่งที่ต้องการโดยที่เขาต้องสังเวยตัวเองให้พี่”

“...”

“แล้วพี่จะได้อะไรขึ้นมาได้อีก...”

“อำนาจไงล่ะ”

“...”

ร่างสูงลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปยืนริมหน้าต่าง หันหลังให้ผมและมองออกไปข้างนอก แดดบ่ายส่องย้อนแสงเข้าผ่านตัวเขาจนแผ่นหลังที่ผมมองเห็นมืดทั้งด้าน

“พี่ทำงานเพื่อปรนเปรอความคิด ไม่ได้ทำงานเพื่อเงินหรือเพื่อหน้าตา”

“...”

“พี่ให้เขา เพื่อที่พี่จะได้คืน เพื่อที่เขาจะได้ติดหนี้พี่ หนี้ที่ราคาสูงกว่าเงินทองหลายเท่า”

มือขวายื่นออกไปจับแสงตรงหน้าตัวเอง

“ตัวอย่างเหรอ ทีมาขอให้พี่ทำให้เขาเป็นเพอร์เฟ็กต์แมน สอบผ่านได้ A ทุกครั้ง พี่ก็ทำให้ แล้ววันหนึ่งที่พี่ขอกลับไปบ้าง แค่ขอให้เขายอมลงจากตำแหน่งจากประธานสโมฯ ทำไมเขาไม่ทำตามดีๆ ล่ะ ในเมื่อทีก็รู้อยู่แก่ใจว่าติดค้างพี่อยู่แล้วต้องจ่ายคืน”

“...”

“คิดว่ามีอะไรที่ได้มาฟรีๆ ในโลกนี้รึไง”

“...”

“ไม่ได้หรอก มีคนมาขอพี่ว่าอยากเป็นประธานสโมฯ แล้วสำหรับพี่ ใครมาขออะไรต้องได้สิ่งนั้นเสมอ ไม่มีข้อยกเว้น ในเมื่อทีไม่ยอมลงดีๆ พี่ก็ต้องหาทางเขี่ยทีให้พ้นทาง ช่วยไม่ได้น่ะนะที่สิ่งที่เขาทำย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขาเอง”

“...”

“ไม่ใช่แค่ทีหรอก ใครที่ไม่จ่ายหนี้พี่ พี่ก็ต้องจัดการทั้งนั้น วิธีการก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน”

“...”

“แล้วประธานสโมฯ คนปัจจุบันก็ติดหนี้พี่ต่อ เหมือนที่คนอื่นๆ เป็น”

“...”

“งานของพี่ก็แค่ .. การขอให้คนนู่นทำโน่นนิด คนนี้ทำนี่หน่อย ตอบแทนที่พี่เคยช่วยไว้ก่อน แล้วเอาพวกมันเทรดแลกไปแลกมาเหมือนแลกเปลี่ยนสินค้า แตกต่างก็แค่ .. มันเป็นความช่วยเหลือเท่านั้นเอง”

เขาพูดราวกับงานที่เขาทำเป็นงานธรรมดาสามัญเท่านั้น ไม่ใช่การเล่นกับจิตใจของใคร ก่อนเขาจะกระตุกยิ้มร้ายที่มุมริมฝีปาก

“อะไรมันจะหอมหวานเท่ากับการได้ควบคุมคนล่ะ ที่รัก”

“.. แต่ .. แต่มันทำให้พี่ต้องทำผิดนะ! มันก็แปลว่าพี่ช่วยทีทุจริตเอาข้อสอบออกมาไม่ถูกเหรอ ไม่กลัวว่าตัวเองจะถูกตำรวจจับบ้างรึไง”

เขาแสยะยิ้ม “เปล่า เจนเข้าใจผิดแล้ว พี่ไม่เคยทำอะไรผิดเลย”

“พี่กล้าพูดได้ยังไง!”

“พี่เป็นคนเขียนข้อสอบทั้งหมดจากความทรงจำให้ทีในครั้งแรก”

“...”

“พี่จำได้ แล้วก็เขียนออกมาจากสมองตัวเอง ส่งต่อให้รุ่นน้องเหมือนการติวทั่วไป แบบนี้เรียกทุจริตเหรอ พี่ทำอะไรผิดตรงไหนล่ะ”

“...”

“หลังจากนั้นพี่แค่บอกทีว่าพี่มียูสเซอร์อันหนึ่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าคือยูสเซอร์อะไร พี่ไม่ได้บอกให้ทีไปล็อกอินดูด้วยซ้ำ พี่แค่บอกว่ามี แล้วพี่ก็ไม่ได้พูดอะไรเลย ทีต่างหากที่ไปล็อกอินดูมันเอง”

“...”

“เข้าใจแล้วใช่ไหม”

ผมขนลุกกับความฉลาดของเขา รู้สึกเหมือนหน้ามืดไปชั่วขณะ

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาจะดิ้นหนีไปได้ทุกทาง

...เพราะเขาไม่ได้ทำอะไรผิดแม้แต่อย่างเดียว

“จำได้ไหมที่พี่เคยบอกว่าเรียนจบจิตวิทยามา”

“...จำได้” จบที่ฮาร์วาร์ดด้วย…

“พี่เลือกเรียนจิตวิทยาเป็นปริญญาตรีตั้งต้นใบแรกเพราะชอบที่จะศึกษามนุษย์ สำหรับพี่ มนุษย์เป็นสัตว์ที่น่าสนใจมาก”

“นี่พี่พูดอะไร – ”

“เพราะมนุษย์น่าขันดี”

“...”

“มนุษย์เป็นสัตว์ประเภทเดียวในโลกที่เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น เป็นสัตว์ประเภทเดียวที่เชื่อในสิ่งสมมุติ”

“...”

“อะไรน่ะเหรอ ก็ไล่ตั้งแต่พระเจ้า เส้นแบ่งเขตแดนประเทศที่ไม่มีอยู่จริง ระบบโซตัสโง่ๆ ในมหาวิทยาลัยไทย ไปยันนิทานน่าตลกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก”

เขาเหยียดยิ้มมุมปาก นัยน์ตาเต้นระริก

“เงินไง”

“...”

“ลองไปติดเกาะร้างดูสิ แล้วตะโกนบอกลิงว่ามีเงินร้อยดอลล่าร์ อยากจะเอามาใช้แลกกล้วยจากมัน ดูซิว่ามันจะให้ไหม”

เขาขำ แต่ผมไม่ขำไปด้วย

“ไม่มีเสือสิงโตตัวไหนจะสู้รบกันเพื่อครอบครองดินแดนของอีกฝ่ายหรอก ไม่มีจระเข้ที่ห้ำหั่นกันเพราะนับถือคนละศาสนา พวกมันล่าเพื่อฆ่าเหยื่อกินเนื้อ หรือเพื่อปกป้องตัวเองเท่านั้น”

“...”

“เพราะเงิน มนุษย์ถึงเป็นสัตว์ที่น่าสมเพช เป็นสัตว์ที่โกหกตลบแตลง ดิ้นรนสารพัดเพื่อที่จะได้ครอบครองกระดาษพิมพ์พวกนั้น”

คนพูดยังคงมีรอยยิ้มบนเรียวปาก

“ส่วนนิทานน่าตลกอีกอย่างน่ะเหรอ ความฝันไง”

“...”

“สัตว์ที่ใช้ชีวิตเพื่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง ไม่ใช้ชีวิตเพื่อปัจจุบันก็มีแค่มนุษย์เท่านั้นแหละ”

“...”

“สัตว์อื่นมันคิดอย่างมากก็แค่หนาวแล้วจะอพยพไปที่ไหน หิวแล้วจะล่าเหยื่อยังไง มีคนมาล่ามันมันจะหนียังไง มันไม่มีความฝันหรอก”

“...”

“อ่อ แต่พี่เห็นค่ามันนะ พี่เห็นประโยชน์จากมันเยอะเลย จากการที่เราทำให้ฝันของมนุษย์สักคนเป็นจริงได้ มันสนุกจะตาย พี่ก็แค่ช่วยเหลือเขา เพื่อให้เขาได้ความฝันที่เขาหวังจะครอบครอง เพื่อที่สักวันมันจะทำให้พี่กลายเป็นมนุษย์ที่อยู่เหนือมนุษย์ทุกคน”

สิ่งที่เขาพูดมันทำให้ผมขนลุกจนหนาวเข้ากระดูก ผมซวนเซนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม นิ่งอึ้งไปอีกนานเมื่อเขายอมเปิดเผยเจตนารมย์ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

“ตอนพี่จบตรีใบแรก แน่ล่ะ ผู้ชายไอคิวสองร้อยที่มีความจำแบบรูปถ่ายอย่างพี่ ทุกคนบอกให้เรียนหมอต่อ แต่การเรียนหมอจะไม่ทำให้มนุษย์ไปอยู่เหนือใครได้ มนุษย์จะได้ทำเพียงช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น ถ้าอยากควบคุมคน อยากควบคุมโลก ต้องเรียนกฏหมาย”

“...”

“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องเป็นศาลที่เคารพให้ได้”

ดวงตาของเขาวาวโรจน์ยามพูดถึงไฟฝันในการเป็นผู้พิพากษาที่เคยมีในอดีต กล้ามเนื้อแก้มขวาของเขากระตุก เหมือนความโกรธแค้นที่เขาโดนไทร์มันแล่นริ้วขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนเขาจะคลายสีหน้า เสียงที่เปล่งออกมาเย็นเยียบจนผมขนลุกไปทั้งกาย

“น่าเสียดายจริงๆ ที่ไปต่อไม่ถึง”

พี่เจนกลับมาหยิบหนังสือพิมพ์เดินไปเก็บเข้าที่เดิม ก่อนเขาจะเดินเข้าหายเข้าไปในตู้หนังสือเพื่อค้นหาหนังสือนอกเวลาที่น่าสนใจมาอ่านเพิ่ม

ผมยังคงมึนชาอยู่ที่เดิม แม้ผมไม่ได้ฉลาดเท่าเขา แต่ก็เข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมเขาถึงเบนเข็มจากกฏหมายมาเป็นบริหารธุรกิจ ทำไมไม่ใช่วิศวะหรือหมอ เพราะบริหารเป็นการเรียนศาสตร์แทบทุกแขนงสำหรับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมอย่างนี้ มันคืออำนาจชนิดหนึ่ง พี่เจนหวังจะเป็นเอกในการอยู่เหนือมนุษย์ทุกผู้ ไม่ได้หวังจะช่วยชีวิตใครหรือประดิษฐ์สิ่งของที่ยิ่งใหญ่ให้มวลมนุษย์ชาติ

เขามันน่ากลัว

ผมลุกขึ้น เดินตามเขาเข้าไปในชั้นหนังสือเพราะยังมีคำถามที่คาใจแล้วไม่ได้คำตอบ ไม่ใช่เรื่องที่ทำไมเขาถึงถูกไทร์ออก เพราะผมยังไม่อยากที่จะรู้เรื่องนั้นในตอนนี้

ผมเข้าไปแล้วก็เห็นเขากำลังไล่สายตาหามองหนังสือที่ตัวเองอาจจะพลาดไปไม่ได้อ่าน หรือหนังสือใหม่ที่ห้องสมุดเพิ่งได้มา ผมโพล่งออกไปทันทีอย่างอดไม่ได้

“แล้วพี่ไม่สงสารคนพวกนั้นบ้างเหรอ”

เขาหันหน้ามามองผม ผมถามต่อรัวเร็ว

“พี่ไม่คิดถึงใจคนที่เขามาขออะไรจากพี่บ้างเหรอ เขาอาจจะมาขอเพราะเขาไม่มีทางเลือกแล้วก็ได้!”

...เหมือนผม!

คราวนี้เขาหันมาหาผมทั้งตัว และเขาก็ทำให้ผมขนลุกโดยการเพียงแค่ระบายรอยยิ้มไปทั่วหน้า

“ชีวิตมันมีทางเลือกทั้งนั้นแหละ แต่ไม่เลือกกันเอง”

“...”

“อ้างว่าไม่มีทางเลือกมันไม่ดูไร้ความรับผิดชอบไปหน่อยเหรอ อย่าทำตัวเหมือนพวกผีน้อยที่ลักลอบไปขายตัวหรือขายแรงงานที่ต่างประเทศแล้วเอาความจนมาอ้างสิ”

ร่างสูงสาวเท้าเข้ามาหาผม และนั่นก็ทำให้ผมตกใจจนต้องถอยหนี

“ที่รักคิดถึงตัวเองเหรอครับ”

“…”

“บอกป๊ากับแม่สิว่าน้องไปทำหนี้ไว้หนึ่งล้านสองแสนบาท ช่วยกันทำงานใช้หนี้ให้มันจบไป แต่แค่มันอาจจะนานหน่อย สิบปี ยี่สิบปี สามสิบปี จะใช้หมดเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้”

“...”

“เจนไม่เลือกทางนั้นเองนี่นา”

“…! ทำอะไร นี่ห้องสมุดนะ!”

ผมร้องเมื่อเขาไล่ต้อนผมจนติดกับชั้นหนังสือแล้วเอาสองแขนกักผมเอาไว้ เราอยู่ใกล้กันมากจนผมรู้สึกไม่ปลอดภัยต่อให้ที่นี่จะเป็นห้องสมุดก็ตาม ดวงตาโตนั้นยังมองผมยิ้มๆ ก่อนเขาจะว่าต่อ

“พี่แค่คิดว่าพี่ยังไม่ได้บอกกฏของเราให้เจนได้รู้เลย”

“กฏบ้าอะไร...” ผมเบี่ยงหน้าไปอีกทางขณะถามเพราะปลายจมูกเราแทบจะชนกันอยู่แล้ว เขาแทรกกายอยู่ระหว่างสองขาของผม ท่าแบบนี้มันล่อแหลมสิ้นดี

“กฏในการเป็นของพี่”

พี่เจนเบียดเข้าใกล้ผมมากขึ้นจนผมรู้สึกว่าเราแทบจะรวมร่างกันได้ตรงนี้ ผมหลับตาเมื่อเราแนบชิดสอดประสานร่างกันจนผมรู้สึกได้ถึงอวัยวะของเขาที่สัมผัสแนบมาใต้หว่างขาของผม ก่อนเสียงทุ้มจะเอ่ย

“First of all, don't be too emotional. It's annoying.” (ข้อแรกเลย อย่าอ่อนไหว เพราะมันน่ารำคาญ)

“…”

“เกิดอ่อนไหวคิดถึงเรื่องตัวเองแบบเมื่อกี้ไม่เอา ให้ปัดตกไปเลย” เขาเสริมกึ่งล้อทำให้ผมได้แต่เม้มปากแน่นเท่านั้น ผมเป็นรองเขาทุกประตู ผมจะทัดทานอะไรได้

“Rule number 2...” (กฎข้อที่สอง…) เขาเอามือขวาจับเส้นผมของผมตรงกรอบหน้าผาก ลากมือลงมาทัดมันให้ที่ข้างแก้มด้วยสัมผัสเบาหวิวชวนขนลุก “Listen to me, be a good boy. Just that.” (เชื่อฟังพี่ เป็นเด็กดี แค่นั้นแหละ)

“พี่เจน .. ออกไป” ผมก่นเสียงลอดไรฟัน

“Rule number 3, if you don't understand anything, go back to rule number 1.” (กฏข้อที่สาม ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจ ให้กลับไปดูกฏข้อหนึ่งใหม่)

รอยยิ้มซาตานขยายเต็มใบหน้าหล่อเหลานั่นเมื่อผมหันหน้าไปมองเขาอย่างตกใจในกฎบ้าๆ พวกนั้น

“Not too hard, right? Darling.” (ไม่ยากเกินไปใช่ไหมล่ะ ที่รัก)

 

 

ข่าวลือเรื่องเจนเล็กกับเจนใหญ่กลับมาคบกันแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง น่าแปลกใจที่หลายคนแสดงความยินดีกับพวกเราเป็นซะส่วนใหญ่ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าผมกับพี่เจนนั้นเป็นคู่รักในอุดมคติของใครหลายๆ คน เป็นคู่รักที่เป็นท่ี่จับตามองของคณะบริหารธุรกิจ ภาคอินเตอร์ เรื่องงี่เง่าเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะผมยอมให้น้องพวกนั้นถ่ายรูปไปลงเพจแต่แรกแท้ๆ นึกแล้วก็โมโหตัวเองนัก ถ้าผมไม่ยอมตั้งแต่วันนั้น วันนี้ผมคงได้ใช้ชีวิตที่มีสายตาจับจ้องน้อยกว่านี้หลายเท่า

พวกเพื่อนๆ ของผมประหลาดใจมากเมื่อผมบอกเรื่องนี้กลางโต๊ะอาหาร ทุกคนมองหน้าผมเหมือนเห็นคนออกลูกเป็นลูกอ๊อด โดยเฉพาะแก๊ป จนในที่สุดเชอร์รี่ก็เอ่ยถามถึงพี่วินตรงๆ แต่ผมก็มีเรื่องราวที่พี่เจนช่วยปั้นแต่งเอาไว้สำเร็จรูปจึงเพียงแค่บอกเรื่องเล่านั้นไปง่ายๆ มีพุฒิที่มองมาอย่างไม่ไว้ใจ จนกระทั่งพี่เจนตามมา เขาจ่ายค่าเสต็กให้ทุกคน มานั่งกุมมือซบไหล่ผมส่งเสริมเรื่องที่ว่าเรากลับมารักกันแล้วจริงๆ

ผมกับพุฒิลอบสบตากันหลายครั้ง พุฒิเข้าใจได้ในทันทีโดยที่ผมไม่ต้องอธิบายอะไรเลย

ใช่ ผมเป็นหนึ่งในคนที่ติด favor กับเจน แพทริคไปแล้ว...

ช่วงนี้พี่เจนยุ่งมาก… ยุ่งมากจนเราแทบไม่ได้เจอหน้ากัน หรือถ้าเจอก็แค่วันละเล็กละน้อยเท่านั้น เขาโผล่ไปโผล่มาเหมือนผี ท่าทางจะยุ่งเรื่องธุรกิจส่วนตัวของตัวเอง แต่ในเวลาอันสั้นพวกนั้นแหละที่เขาแสดงละครได้จนทุกคนเชื่อหมดใจว่าเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมอย่างปราศจากข้อสงสัยใดอื่น

มันเป็นหนึ่งสัปดาห์ที่ผมอึดอัดสิ้นดี ผมปั้นหน้ายากทุกครั้งที่มีใครมาทักหรือถามเรื่องพี่เจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลามาแสดงความยินดีที่เรากลับมาคบกัน ตรงข้ามกับอีกฝ่ายที่ยิ้มรับได้อย่างเป็นธรรมชาติ แถมยังแสดงบทบาทแฟนเนียนกริ๊บจนผมได้แต่ตามน้ำไปวันๆ

ผมรู้สึกเหมือนผมเป็นสัตว์เลี้ยงของเขา มากกว่าเป็นแฟน

และทุกครั้งที่ผมมองตาเขา ผมก็รู้ว่านั่นแหละตำแหน่งที่แท้จริงของผม ตำแหน่งที่อยู่ใต้อาณัติเขา ตำแหน่งที่ไม่ได้มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรใดๆ

ผมต้องพึงระลึกไว้ว่า เราไม่ได้เป็นแฟนกันจริงๆ

“วันนี้แฟนมึงไม่มาเรียนเหรอ” แก๊ปถาม

“อืม พี่เจนทำงาน คงโดดทั้งวันแหละ”

“เหมือนไม่ค่อยเห็นพี่เขาที่มอเลย”

“อืม ช่วงนี้เขายุ่ง ขนาดกูยังไม่ค่อยได้เจอเลย” ผมตอบแก๊ป แล้วก็ได้แต่ภาวนาให้เขายุ่งอย่างนี้ไปอีกสักพัก

“งั้นวันนี้เตะบอลกันไหม”

“ได้ เมื่อวานก็ไม่ได้เตะเพราะมึงมีสอนเปียโน” ผมมองนาฬิกาข้อมือ “แต่ไม่ใช่ตอนนี้นะมึง แดดเปรี้ยงขนาดนี้กูสุกพอดี”

“เออสิวะ ไอ้เตี้ยนี่หนิ กูหมายถึงตอนเย็น”

พอไม่ต้องทำงานพาร์ทไทม์อีกต่อไปผมก็มีเวลามาเตะบอลเหมือนเดิม ส่วนข้าวของของผมที่ทิ้งไว้ที่ร้าน พี่เจนไปเก็บเอามาคืนให้ตั้งนานแล้ว

วันนี้เรามีเรียนเมคอัพจนถึงหนึ่งทุ่ม ผมจดโน้ตตามที่อาจารย์หน้าห้องพูดสอนรัวเร็ว รู้สึกสมองล้าเพราะเรียนมาทั้งวันตั้งแต่เช้า ในใจจดจ่อไปถึงสนามบอลที่จะได้ไปเตะหลังจากนี้มากกว่า ผมอยากผ่อนคลายเต็มที

เสียงโทรศัพท์ของผมสั่นในกระเป๋ากางเกงเงียบๆ ผมวางปากกาในมือลงแล้วหยิบมันขึ้นมาดู ตอนนี้ผมใช้มือถือเครื่องเก่าของเจตอยู่ มันตกรุ่นไปหลายรุ่นแล้วแต่ก็ยังใช้ได้ครบทุกฟังก์ชั่น เพราะเครื่องเก่าของผมแตกกระจายเกินกว่าจะซ่อมประกอบเพื่อนำมาใช้ได้

 

P'Jane

- เลิกเรียนแล้วมาหาพี่หน่อย

- Sent a Location

Jane.

- ที่ไหน

- ไปไม่เป็น

P'Jane

- พี่ส่งแท็กซี่ไปรับแล้ว

- เลิกเรียนให้ออกประตูข้างตึก

- จะมีรถรออยู่ คนขับชื่อสมหมาย

- เอาของในล็อกเกอร์พี่มาให้ด้วย

- รหัส 543

Jane.

- ค่อยเจอกันวันอื่นได้ไหม

- วันนี้มันดึกแล้วนะ

- มี essay ต้องเขียนด้วย

P'Jane

- เดี๋ยวพี่เขียนให้

Jane.

- คือเจนไม่อยากกลับบ้านดึก

- เดี๋ยวป๊ารอ

P'Jane

- ก็ไม่ต้องกลับ

Jane.

- หมายความว่าไง?

P'Jane

- หมายความว่าคืนนี้เจนค้างกับพี่

 

ผมนิ่งไปครู่หนึ่ง หัวใจเหมือนเต้นผิดจังหวะหนึ่งครั้ง จู่ๆ ก็รู้สึกมวนท้องขึ้นมาจนผมต้องเอามือซ้ายกุมท้องตัวเอง

 

P'Jane

- ถ้าเจนไม่อยากโทรบอกป๊า พี่จะโทรไปบอกให้เอง

Jane.

- ไม่ต้อง

 

ผมรีบพิมพ์กลับไปมือไม้สั่น ป๊าจะคิดยังไงถ้าอยู่ๆ พี่เจนเป็นคนโทรไป ป๊าไม่รู้เรื่องระหว่างเราเลยสักนิด

 

P'Jane

- งั้นเดี๋ยวเจอกันนะ

- :)

 

ขนาดแค่อีโมติค่อนหน้ายิ้มยังทำให้ผมขนลุกทั้งต้นคอ ผมรู้สึกหนาวขึ้นมา มันมาถึงแล้วจริงๆ เหรอ...วันที่เขาเรียกร้องให้ผมตอบแทนในสิ่งที่เขาให้ ผมเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงอย่างใจสั่น หันไปพูดกับแก๊ปเสียงเบาทั้งที่ไม่มีสติเลย

“มึง .. เลิกเรียนกูไปเตะบอลไม่ได้แล้ว”

 

 

แท็กซี่สีส้มจอดลงตรงหน้าโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ผมรู้สึกงงๆ ที่พี่เจนนัดมาเจอที่นี่ แต่ก็คิดว่าระดับเขาคงไม่พลาดอยู่แล้วเลยไม่ได้ทักท้วงอะไรคนขับ

ผมขยับตัวเพื่อที่จะหยิบกระเป๋าสตางค์

“เท่าไหร่ครับพี่”

“ไม่เป็นไรครับ ค่าโดยสารจ่ายมาล่วงหน้าแล้ว”

“อ่อ...”

ผมลงมาจากรถพลางกระเป๋าชับกระเป๋าสะพายของตัวเองไปด้วย ของที่พี่เจนให้ผมเอามาให้จากในล็อกเกอร์คือลำโพง JBL สีน้ำเงิน จะให้เอามาทำไมนะ

[ฮัลโหล]

“เจนถึงโรงพยาบาลแล้ว พี่เจนอยู่ไหน”

[อยู่แผนกกายภาพ มาสิ มาถึงแล้วถ้าไม่เจอพี่ก็นั่งรอก่อน]

ผมวางสายจากเขา งงกว่าเดิมว่าเขาไปทำอะไรที่แผนกนั้นแต่ก็เดินไปหาแต่โดยดี พอไปถึงผมก็ทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาตัวหนึ่ง ผมหยิบนิตยสารมาอ่านฆ่าเวลาเพลินๆ แต่ผ่านไปไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำก็เจอเขาเดินออกมาจากห้องตรวจพร้อมกับนายแพทย์คนหนึ่ง บนเสื้อกาวน์ของนายแพทย์คนนั้นปักชื่อจริงและนามสกุลเอาไว้ ผมจำนามสกุลนี้ได้ทันทีที่เห็น จึงทวีเกียรติยศ มันคือนามสกุลของแม่พี่เจน พวกเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน

“เจนต้องดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้นะ นัดกายภาพก็ต้องมาทำให้สม่ำเสมอ”

“ผมไม่ค่อยว่าง แต่ถ้าว่างผมก็จะมา” พี่เจนตอบอย่างสุภาพแต่ทำเอาอีกฝ่ายนิ่วหน้า

“ไม่เอาน่ะเจน น้ากุลก็เป็นห่วงเจนอยู่”

“แม่ขี้กังวล พี่รามก็รู้”

“ไม่มีเวลาแต่ก็ไปทำอะไรมาจนไหล่แทบหลุดแน่ะ เพลาๆ ได้แล้วมั้งเรื่องออกแรง”

พี่เจนไม่ตอบอะไรนายแพทย์คนนั้นแต่เพียงยิ้มให้ ผมลุกขึ้นยืนเพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ พี่เจนโอบกระชับร่างผมเข้าไปใกล้ตัวเขา

“นี่แฟนผมครับ ชื่อเจนเหมือนกัน น้องเจน นี่ญาติพี่เอง ชื่อพี่ราม”

“สวัสดีครับพี่ราม” ผมยกมือไหว้นายแพทย์หนุ่ม เขารับไหว้ผม

“อ่อ เจนมีแฟนแล้วเหรอ” เขาตกใจนิดๆ แต่ก็ตั้งตัวได้เร็วดี เขาหันมายิ้มให้ผม “ฝากน้องชายพี่ด้วยนะ”

ผมได้แต่ยิ้มฝืดๆ ตอบอะไรไม่ออก แล้วพี่เจนก็ตัดบท

“ครับ ยังไงผมไปก่อนนะครับพี่ราม ไว้เจอกันครับ”

“ได้ ไว้เจอกันนะ”

ก่อนคนตัวสูงจะโอบเอวผมเดินออกไปจากแผนก ผมได้กลิ่นหอมเย็นของยานวดที่ลอยฟุ้งขึ้นมาจากบ่าทั้งสองข้างของเขาแทนที่กลิ่นน้ำหอมหอมเย็นแบบแพงๆ ที่ผมมักจะได้กลิ่นเสมอ ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะต้องถาม

“พี่ไม่สบายเป็นอะไร”

“ปวดเมื่อยปกติ”

“ถึงขนาดกับต้องกายภาพด้วยเหรอ” ในความรู้สึกผมคนที่ทำกายภาพส่วนใหญ่จะเป็นคนแก่ที่มีอาการทางกล้ามเนื้อหรือกระดูกอย่างสาหัสสากรรจ์ แต่พี่เจนก็ดูปกติ...และดูแข็งแรงดี

เขาหยุดเดิน พลิกตัวผมให้หันไปมองใบหน้าและแววตาที่ติดร้ายของเขา

“ทำไม เป็นห่วงพี่เหรอครับ”

“...”

ผมสูดลมหายใจเข้าปอด คำถามนี้อีกแล้ว คำถามเดียวกับที่เขาถามผมตอนนั้นที่นิทรรศการภาพถ่ายของพี่เอก คำถามนี้มันจงใจปั่นประสาทกันชัดๆ

ผมปัดสองมือใหญ่ที่จับบ่าตัวเองออกอย่างมีน้ำโห

“เป็นห่วงกับอยากรู้มันไม่เหมือนกัน”

“งั้นเหรอ”

“เออ”

“เจน พูดจาให้มันน่ารักหน่อย”

“...”

เสียงเข้มๆ ของเขาทำให้ผมรู้สึกว่าแผลงฤทธิ์ต่อไม่ออก ตอนนี้เขาก็เป็นเจ้าชีวิตผมแล้วจริงๆ ผมจะต่อต้านกระด้างกระเดื่องก็ได้แค่ในใจเท่านั้น ผมเม้มปากเข้าหากันแน่นขณะออกเดินต่อ เกลียดความรู้สึกอึดอัดที่ไม่อาจแสดงออกอย่างใจนึกได้ แล้วในที่สุดพี่เจนก็เป็นฝ่ายเล่าออกมาเอง

“พี่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว คือพวกปวดไหล่ปวดแขน แต่ช่วงนี้กำเริบขึ้นมาเพราะงาน”

ผมพยักหน้า ในเมื่อเขาบอกดีๆ ผมก็จะถามดีๆ แล้วกัน

“แล้วมันขนาดที่พี่ต้องกายภาพเลยเหรอ”

“กายภาพเป็นเรื่องปกติ ใครก็กายภาพได้ ผ่าตัดสิถึงจะเป็นเรื่องใหญ่”

“อ่อ...”

“พี่ก็มาบ้างไม่มาบ้าง แต่คราวนี้มันปวดจนทนไม่ไหว ได้มาทำก็ดีหน่อย”

“คราวนี้ไปทำอะไรมาล่ะถึงปวดจนทนไม่ไหว”

“ทำงานนี่ล่ะ”

“อืม”

ผมพยักหน้า เพราะเข้าใจที่เขาพูด และอีกอย่างที่ชัดเจนกว่าในใจก็คือผมไม่อยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับงานเขา มันอาจเป็นอะไรที่ผมคาดถึงหรือคาดไม่ถึงก็ได้ ซึ่งผมคิดว่า...ผมไม่รู้จะดีกว่า

“ของที่พี่ี่ขอให้เอามาได้เอามาให้รึเปล่า” เขาเองก็ไม่ได้ขยายความไปมากกว่านั้นเมื่อผมไม่ถามเพิ่ม ยังคงเป็นผู้ชายที่เก็บงำความลับได้อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนเคย ผมตอบ

“อืม เอามา”

แล้วผมก็หยิบลำโพงจากในกระเป๋าสะพายตัวเองมาส่งให้เขา พี่เจนรับไปถือตลอดทางที่เราเดินไปยังรถของเขา แล้วพี่เจนก็หันมาบอก

“เจนขับนะ”

“เจนเหรอ?”

ผมรับกุญแจรถ BMW ที่พี่เจนโยนมาให้แทบไม่ทัน

“ใช่ ที่เรียกมาก็เพราะแบบนี้แหละ พี่เพิ่งกายภาพเสร็จ ยังไม่อยากเกร็งกล้ามเนื้อตอนขับรถ”

“...”

“ขับไม่เป็นเหรอ”

“เปล่า! ขับเป็น”

คนฟังพยักหน้าในขณะที่ผมใจเต้นไม่เป็นส่ำ ผมขับรถเป็น และมีใบขับขี่ แต่ไม่ค่อยได้ขับเลยขับไม่เก่งเท่าไหร่ แต่ในเมื่อเขาบอกให้ผมขับ…

เราเคลื่อนตัวไปข้างหน้าด้วยความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผมขับอย่างระแวดระวังที่สุด สองมือกำแน่นที่พวงมาลัยราวกับว่ามันคือสิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้ายในชีวิต ผมมองตรง ไม่วอกแวกไปมองทางอื่นเลย

ผมจะรถชนไม่ได้เด็ดขาด ผมติดคำขอเขาหนึ่งครั้งก็มากพอแล้ว ถ้าผมทำรถนี่เสียหาย เขาได้มาเรียกร้องอีกข้อเพิ่มจากผมแน่ ถึงตอนนั้น… ผมก็คงไม่มีอะไรจะให้เขาแล้ว คงต้องยิ่งต่ำต้อยด้อยศักดิ์ศรีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้แน่

“เจน”

“เออ! ว่าๆ” ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่ออยู่ๆ คนที่นั่งข้างๆ ก็เรียกชื่อตัวเองขึ้นมา

“ขับไม่แข็งก็บอกพี่สิ พี่ขับเองก็ได้”

“ไม่ๆ เจนขับได้”

“ขับช้าขนาดนี้รถติดทั้งเลนแล้วนะ”

“เจนเร่งอยู่!”

“เร่งอะไรล่ะ เหยียบไปเลย คืนนี้เรายังมีเรื่องต้องทำกันอีก”

“...”

จู่ๆ ผมก็รู้สึกร่างกายอ่อนเปลี้ย มือไม้อ่อนแรง ใจสั่นเมื่อเขาพูดประโยคนั้นออกมาหน้าตาเฉย ทั้งๆ ที่เขาก็พูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ไม่เฉพาะเจาจง แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนมีใครเอามีดมาจ่อคอหอย

ผมไม่พูดอะไรอีกเลยแต่ตั้งหน้าตั้งตาขับรถจนในที่สุดเราก็มาถึงคอนโดฯ ของพี่เจนในเวลาจวนสามทุ่ม

“หิวไหม ไปหาอะไรกินกันก่อน” พี่เจนเอ่ยถาม ผมที่อยากจะถ่วงเวลาออกไปอีกหน่อยจึงพยักหน้ารับแต่โดยดี รู้ตัวอีกทีเราสองคนก็มาอยู่ที่ร้านอาหารตามสั่งแถวนี้ ผมได้แต่มองสุกี้แห้งทะเลที่วุ้นเส้นเริ่มจะอืด ตัดสินใจรวบช้อนส้อมเข้าหากัน

“อิ่มแล้วเหรอ”

พี่เจนที่สังเกตเห็นถาม ผมพยักหน้า

อย่าเรียกว่าอิ่มเลย… เรียกว่ากินไม่ลงดีกว่า

“จะสั่งอะไรมากินเล่นไหม”

ผมส่ายหน้าปฏิเสธ พี่เจนมองผมนิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยออกมา

“เจน... มันใช้แรงเยอะนะ”

“…!”

“เข้าใจที่พี่พูดใช่ไหม”

“...”

เขาหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบ เอ่ยผ่านขอบแก้วนิ่งๆ

“เซ็กส์เป็นการเผาผลาญแคลอรี่ที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง”

“...”

“ถ้าไม่กินอย่างนี้ พอเสร็จจะหิวโซเลยแหละ”

“เจน… เจน... อิ่มแล้ว กินไม่ไหวแล้วจริงๆ”

“งั้นพี่ก็แล้วแต่เจนนะ”

พี่เจนกินสปาเก็ตตี้คาร์โบนาร่าของตัวเองจนหมดในเวลาอันรวดเร็ว แล้วเขาก็เรียกเก็บเงินทันที รู้ตัวอีกทีผมก็มายืนอยู่ในลิฟต์กับเขาซะแล้ว ผมสะดุ้งโหยงตอนที่เขาโอบไหล่ผมพาเดินออกจากลิฟต์ไปที่ห้องของตัวเอง

ผมก้าวขาเข้าไปในห้องคอนโดมิเนียมด้วยความรู้สึกเหมือนเดินไปตะแลงแกง แล้วก็มายืนใจเต้นไม่เป็นส่ำอยู่ในห้องนอนสีน้ำเงินเข้ม ทั้งที่ผมก็เคยมาห้องนี้มาก่อน หลายครั้ง...หลายคราว… แต่ไม่เคยมีครั้งใดเลยที่ผมจะรู้สึกท้องไส้บิดมวนเท่าครั้งนี้ ผมไม่กล้าแม้แต่จะทิ้งตัวนั่งลงที่ใด ได้แต่ยืนหายใจกำสายกระเป๋าสะพายของตัวเองอยู่ ทุกวินาทีที่ผมยืนด้วยสองเท้า ผมรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองจะล้มลงไปได้ง่ายๆ

พี่เจนหายไปในห้องน้ำ ก่อนจะกลับมาพร้อมกับกลิ่นมินท์ๆ ที่โชยมาเข้าจมูก เขาไปแปรงฟันมา…

ลำโพง JBL ถูกวางลงบนเคาน์เตอร์ไม้สักในห้องนอน พี่เจนเชื่อมบลูทูธจากไอโฟนตัวเองเข้าหามัน เสียงเพลงเซ็กซี่ที่เขาเลือกดังออกมาให้เราทั้งคู่ได้ยิน

 

Climb on board

We'll go slow and high-tempo

Light and dark

Hold me hard and mellow

 

(ปีนขึ้นมาบนสังเวียนสิ

เดี๋ยวจะพาไปช้าๆ ด้วยลีลาขั้นสูง

สว่างและสลัว

กอดผมให้แน่นๆ เข้าไว้)

 

พี่เจนฮัมตามเพลงอย่างอารมณ์ดีขณะที่หันหลังเดินออกมาจากลำโพงปล่อยให้มันเล่นไป ผมรู้สึกมือไม้เย็นเฉียบจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง เหงื่อแตกพลั่กไปทั่วตัว

นี่สินะ… เหตุผลที่เขาให้ผมเอาลำโพงมาให้

เพื่อการนี้โดยเฉพาะ

ปกติแล้วก่อนมีเซ็กส์ เขาต้องบิลด์บรรยากาศกันขนาดนี้เลยเหรอ

ผมไม่รู้… ไม่รู้เลยจริงๆ ผมไม่เคยมีเซ็กส์มาก่อน แม้แต่ก่อนหน้านี้ที่เคยทำในสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดกับเขา ตอนนั้นทุกอย่างมันเป็นไปอย่างธรรมชาติ ไม่ได้ถูกกำหนดไว้แต่แรกอย่างนี้ แล้วมันก็เกิดขึ้นโดยที่ผมมีอารมณ์ร่วม...อย่างเต็มใจโดยแท้จริง

ปวดหัว .. ผมปวดหัวไปหมดแล้ว

“เจน”

“...”

“เจนครับ”

เสียงพี่เจนที่เรียกผมมาจากโซฟาเบดด้านหลัง ผมค่อยๆ เหลียวหันไปมองเขา แล้วก็พบกับพี่เจนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ เขาปลดกระดุมสองเม็ดบนเรียบร้อยแล้ว เผยให้เห็นจี้รูปแม่กุญแจชัดกว่ายามปกติ ร่างสูงกระดิกนิ้วเรียกผมช้าๆ สายตาของเขาฉ่ำปรอยราวกับสั่งได้

“มานี่”

“...”

“มาหาพี่”

“...”

“มาสิครับ”

ผมมองเขาอยู่นานนับนาที ก่อนจะหันหน้าขวับกลับไปอีกทางแล้วยกสองมือขึ้นปิดหน้าตัวเอง สั่นสะท้านไปทั้งตัว ผมทำไม่ได้ ขาผมไม่แม้แต่จะก้าวออกไปจากตรงนี้ได้ มันเหมือนสองเท้าของผมถูกหมุดตอกตรึงไว้แล้ว ผมทำไม่ได้จริงๆ ผมอยากจะหนีไป อยากให้มีภัยธรรมชาติอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นตอนนี้เดี๋ยวนี้เลย

“เจน”

“…!”

ผมสะดุ้งอย่างแรงอีกครั้งเมื่อร่างสูงมายืนตรงหน้าผมตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เขาใช้มือตัวเองแกะสองมือที่ปิดหน้าของผมออก แล้ววางมันลงข้างตัวให้ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยผมกลับมากำสายกระเป๋าสะพายแน่นอีกครั้ง แน่นจนแทบจะจิกเล็บลงกับเนื้อมือตัวเอง ผมรู้สึกว่าทั้งตัวผมคงจะขาวซีดจากความกลัว ผมใกล้สติแตกเต็มที

“เจน ไม่เอาน่ะ อย่าดื้อสิ”

ผมก้มหน้าลงทั้งที่ลมหายใจติดขัด เสียงนุ่มของเขากล่อมผมต่อ

“เราตกลงกันแล้วนะ ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย”

ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ข้างใบหน้าของผม

“มันสนุกนะ พี่จะทำให้ดีๆ เลย ไม่ทำให้เจนต้องเจ็บหรอก”

ผมสั่นศีรษะ ไม่เอา… ไม่เอา...

“Jane Jane, look at me.” (เจน เจน มองพี่)

ผมยังเอาแต่ส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง

“I said look at me.” (พี่บอกว่าให้มองหน้าพี่)

เสียงเข้มดังกังวาลของเขาทำให้ผมเงยหน้าขึ้นไปราวกับถูกระบบควบคุม ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ตะโกนเลยสักคำ แต่มันกลับมีอำนาจต่อผมมากขนาดนี้

“You asked me a favor.” (เจนขอความช่วยเหลือจากพี่)

“...”

“And I did it for you, right away.” (แล้วพี่ก็ทำให้ แบบทันทีทันใดด้วย)

เขาดีดนิ้วเสียงดังประกอบการเล่า

“So of course, now you have to pay me back darling.” (เพราะฉะนั้นแน่นอน ตอนนี้ก็ต้องจ่ายคืนพี่สิที่รัก)

ผมพูดอะไรไม่ออกทั้งนั้น

ผู้ชายตรงหน้าผมยังคงยิ้มหวานอยู่ได้ เขาดูสบายๆ แตกต่างกับผมที่หัวใจกำลังเต้นไม่เป็นส่ำ รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลานั้นดูเหมือนรอยยิ้มของคนใจดี แต่ที่จริงแล้ว...เขามันซาตาน

“เจนก็รู้ตั้งแต่แรกไม่ใช่เหรอว่ากฎเป็นยังไง"

“...”

“เจนมีสิทธิ์ที่จะไม่ตกลงตั้งแต่แรก แต่เจนก็ตกลงเอง"

“...”

“ตอนนี้มันก็ถึงเวลาแล้วรึเปล่าที่จะต้องทำตามกฎ"

ผมยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มือกำสายสะพายกระเป๋าแน่น ในหัวขบคิดถึงทางเอาตัวรอดของตัวเองในช่วงเวลานี้ ตอนนี้ แต่ไม่ว่าผมจะมองไปทางไหนก็ตาม...ไม่มี…

ไม่มีทางไหนที่ผมจะหลุดออกไปจากเรื่องนี้ได้เลย

ผมสะดุ้งเฮือกเมื่อมือหนาแตะลงบนไหล่ของผมเบาๆ สะดุ้งแรงเสียจนรู้สึกว่าเท้าของตัวเองราวกับลอยจากพื้นได้ ก่อนเสียงทุ้มจะกระซิบลงที่ข้างหูขวาของผม น้ำเสียงนั้นเจือหัวเราะ

ผมไม่รู้ว่าเขาขบขันหรือเอ็นดูผมกันแน่

“ไม่เอาน่าเจน ก็ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยกันไม่ใช่เหรอ"

"...ฮึก"

"อย่าอ่อนไหวเกินไปหน่อยเลย"

ผมไม่ได้ร้องไห้ แต่ผมหวาดหวั่นจนสะอึกออกมา ก่อนผมจะถอยกรูดเมื่อพี่เจนก้าวเข้าประชิดตัวผม ดวงตาของผมเบิกกว้างเมื่อรู้สึกว่าถูกคุกคามเข้าแล้วจริงๆ จนในที่สุดหลังผมก็ชนกับกำแพง ผมคิดอะไรไม่ออกอีกต่อไป

มือหนาข้างขวาตบลงบนผนังเสียงดังสนั่น ขณะที่นิ้วโป้งของมือซ้ายไล้มาตามแก้มของผมแล้วหยุดที่ริมฝีปาก เขาใช้แรงกดจนเนื้อริมฝีปากล่างของผมบุ๋มเข้าไป

“เจนทำกลัวๆ แบบนี้ พี่ยิ่งมีอารมณ์เลยนะ”

 

ณ วินาทีนี้ ผมได้นึกถึงแต่กฏข้อแรกที่เขาบอกไว้กับผม

...ว่าผมต้องไม่อ่อนไหว

แต่เหนือกฏข้อที่หนึ่ง มันก็ยังมีกฏข้อที่ศูนย์ซึ่งลอยตัวอยู่ ซึ่งผมไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติตามเลย

Rule no.0: “Stay away from Jane Patrick.”

 

 

 

--------------

Rule no.0: “Stay away from Jane Patrick.”

แปลว่า กฎข้อที่ 0: "อยู่ในห่างๆ จากเจน แพทริค"

 

 

ในที่สุด!! เราก็มาถึงตอน Intro กันจนได้ค่ะ หลังจากที่ทุกคนอ่านหลายคนเพียรถามว่าเมื่อไหร่มันจะถึงบทเปิดสักที (วะ) 5555555555

ส่วนตัวแล้วตอนนี้แต่งนานมากกก และเป็นหนึ่งในตอนที่ซอลตั้งใจประดิษฐ์ออกมาสุดๆ ไปเลย

โดยเฉพาะเรื่องที่พี่เจนพูดตอนต้น ปมปัญหาหลายๆ อย่าง ต้องใช้สมองคิดๆๆๆ ขนาดว่าถ้าสัปดาห์ไหนแต่งเรื่องนี้ติดกันนี่ซอลจะปวดหัวเลยค่ะ

ยังไงขอคอมเม้นเป็นกำลังใจเยอะๆ และสกรีมแท็กให้นักเขียนคนนี้ที่ #อย่าขอพี่เจน ได้เลยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 922 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,788 ความคิดเห็น

  1. #3586 Linon9 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 / 03:07
    น่ากลัวตรงที่ความคิดพี่เจนกับเราตรงกัน บอกเลยในชีวิตจริงอย่าเอาไปพูดเล่นกับคนอื่นเลย เลี่ยงได้เลี่ยง เราโดนจับพบอาจารย์มาแล้ว น่าขำที่อาจารย์แนะนำให้พบแพทย์ บอกเลยว่าไปก่อนหน้านั้นแล้ว แล้วมันก็แค่การต่อต้านสังคม
    #3,586
    0
  2. #3550 PantawanPanbun (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 / 21:27
    อยากรู้อ่ะถ้าเจนไม่เลิกกับพี่เจนตั้งแต่ตอนแรกจะเป็นยังไง
    #3,550
    0
  3. #3437 Nitto_OuranHC (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2563 / 02:14
    คือเออเข้าใจพี่เจน แต่ตอนนี้กลัวแทนอิน้องมาก อ่านไปคือจะหายใจไม่ออก คนมันไม่เอาจริงๆแต่มันไม่มีทางเลือกโอ้โห ที่สุดของความทรมาน นึกไม่ออกเลยว่าเจนจะกลับมาชอบพี่เจนดีๆได้ยังไง ตอนนี้มันคือความกลัวทั้งนั้นเลยเฮ้อ
    #3,437
    0
  4. #3375 S Mirun (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 01:49
    อิพี่เจนนี่ก็ช่างน่าหมั่นไส้ ตอนแรกสงสารนะตอนไม่แล้ววววอิพี่มันร้าย รังแกน้อง!
    #3,375
    0
  5. #3347 lailinn (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 00:02
    โห้วว คุณไรท์ เก่งมากๆเลยค่ะสุดยอด
    #3,347
    0
  6. #3303 mtbb_th (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 22:45
    ชอบพิเจน แต่งค่ะ
    #3,303
    0
  7. #3300 พีชชา. (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 11:08
    คุณไรท์เก่งมากๆเลยค่ะ แต่งดีมากเลยอ่านแล้วรู้สึกกลัวพี่เจน
    #3,300
    0
  8. #3294 parkhyun6104 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 14:42
    กี้ดดดดดดดนางพี่เจนมันร้าย ร้ายมาตลอดร้ายมาก พี่เจนต้องเคยเจอหรือรู้จักน้องเจนมาก่อนแน่ๆถึงตามติดแจขนาดนี้ ไหนบอดว่าน้องหน้าโง่แต่จามไม่ห่างเลยน้าาา
    #3,294
    0
  9. #3292 Phoomesri567 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 11:59
    ทำไมชั้นชอบความคิดของพี่เจน มันเรียล มันจริง
    #3,292
    0
  10. #3287 monster_nr (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 23:50
    กรีดด กรีดร้องหนักมากกกก รักตาเจนแพทริคค ชั้นชอบคนร้ายยยนย
    #3,287
    0
  11. #3285 tarun_ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 23:36
    พี่เจนบอกว่าไม่เคยบังคับใครอะ ฉันเชื่อนะ ครั้งนี้น้องกลัว น้องไม่ยอมเลยอะ พี่เจนอย่าทำให้ฉันผิดหวัง
    #3,285
    0
  12. #3284 tarun_ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 23:33
    สุดยอดเลยค่ะไรท์ ชอบมากกก
    #3,284
    0
  13. #3283 tarun_ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 23:33
    หลงพระเอกกกกก
    #3,283
    0
  14. #3280 J1mIn (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 16:45
    รุ้สึกเหมือนน้องเจนเล็กโดนล้างสมองจ่กเจรใหญ่เลยค่ะ น้องดูกลัวมากก
    #3,280
    0
  15. #3278 J1mIn (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 16:27
    รุ้สึกเหมือนน้องเจนเล็กโดนล้างสมองจ่กเจรใหญ่เลยค่ะ น้องดูกลัวมากก
    #3,278
    0
  16. #3263 Mellowpink (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 01:00
    ไรท์เก่งมากๆเลยค่ะ
    #3,263
    0
  17. #3252 MAYO_anty (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 23:18
    แต่งดีมากๆเลยค่ะ
    #3,252
    0
  18. #3243 pxrn (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 21:39
    สุดยอดมากกๆๆ แอบชอบที่พี่เจนพูดถึงเรื่องมนุษย์ เรื่องที่ใช้ชีวิตเพื่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง
    #3,243
    0
  19. #3242 northwindd (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 21:22
    รอต่อนะคะะ
    #3,242
    0
  20. #3230 cocoviviana (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 12:36

    มันแบบเห็นภาพ เห็นบุคลิกภาพของพี่เจนชัดมาก อินเนอร์จากตัวอักษรแบบเกินไปมาก เรื่องนี้ดีจริงๆ 🥺

    #3,230
    0
  21. #3229 hoiiiii (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 12:17
    พี่เจนดูนิ่งๆ แต่น่ากลัวมากกกกกเลย
    #3,229
    0
  22. #3225 chunnaiplawal (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 11:16
    คุณฮวังซอลแต่งออกมาทำให้เรารู้สึกกลัวเจน แพทริค ขึ้นไปทุกตัวอักษรคำพูดของพี่เขาเลย นับถือมากๆ การใช้ภาษา บทบรรยายต่างๆทำให้มีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละคร
    เป็นกำลังใจให้คุณฮวังซอลนะคะ เราชอบนิยายคุณมากเลย(。・ω・。)ノ♡
    #3,225
    0
  23. #3215 Toruka (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 00:54
    พี่ร้ายมากๆ สงสารน้อง
    #3,215
    0
  24. #3197 _yktrs (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 23:09
    โอยยพี่เจนนพิดูชิวมากอะเปนคนชิวๆแต่น่ากลัว คือสัมผัสได้ถึงความกลัวของน้องเลยย ไรท์เขียนตัวละครพี่เจนได้มีพาวเว่อมากมุแงง
    #3,197
    0
  25. #3186 frodono44 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 22:43

    น้องเจนคือกลัวคนพี่ไปแล้วอ่ะ ถ้าให้เราคิดนะ พี่เจนบังคับแบบนี้เจนเล็กยิ่งอยากหนี สงสารเจนเล็กมากๆเลย

    ใจนึงก็สงสาร อีกใจนึงก็กลัวความคิดพี่เจนมาก แต่ก็ยอมรับว่าคนอะไรว๊าาเท่ห์จริง ฉลาดจริง โคตรลึกลับ หยั่งถึงยาก พระเอกหายาก แรร์ซะเหลือเกิน

    เค้าจะลงเอยกันยังไงเนี่ยสงสัยจังเลย ไม่รู้จะเชียร์ใครจริงๆ เดาทางไม่ถูกเลย ไรต์เก่งมาก ชื่นชมจากใจเลยค่ะ

    #3,186
    0