SF : IT'S MY LIFE

ตอนที่ 1 : I

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 181
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    21 ธ.ค. 60


“วันนี้พวกกูไม่ปล่อยให้มึงรอดไปแน่ ยงจุนฮยอง” เสียงทุ้มดังมาจากข้างหลัง ชายหนุ่มที่ร่างกายมีร่องลอยบาดแผลอยู่เต็มตัวแหวกแถวขึ้นมายืนข้างหน้าและหยิบสนับมือขึ้นมาสวม

ทางตันแบบนี้...พวกเขาแน่ใจว่าวันนี้ยงจุนฮยองจะต้องไม่ตายดี

ร่างสูงของจุนฮยองชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นกำแพงสูง เขาหันกลับมาเมื่อได้ยินสิ่งที่หัวหน้าแก๊งพูด

อยากจะสู้อยู่หรอกนะ...แต่พอเห็นจำนวนคนแล้ว วินาทีนี้ “หนี” คงเป็นหนทางเดียวที่จะรอด

เมื่อคิดได้ดังนั้น จุนฮยองหมุนตัวกลับแล้วออกตัววิ่งทันที ทำเอาคนที่ยืนอยู่ถึงกับงงกว่าเขาจะวิ่งทะลุกำแพงอย่างนั้นหรือ?

คนอย่างยงจุนฮยองมักจะมีแผนสำรองไว้เสมอ โชคดีหน่อยที่เขาคุ้นชินกับเส้นทางแถวนี้ ร่างสูงวิ่งด้วยความเร็วสุดแรงเกิด ตาคมกะระยะทางแล้วกระโดดขึ้นบนถังขยะเหล็กสีเขียว จากนั้นเหวี่ยงตัวเองขึ้นไปจับบนกำแพง ดีดตัวขึ้นด้วยความรวดเร็ว และก็ข้ามมาอีกฝั่งได้อย่างปลอดภัย

เขายกยิ้มให้กับความเก่งและฉลาดของตัวเองก่อนที่จะหมุนตัวไปอีกทาง

แต่รอยยิ้มต้องจางหายไปทันทีเมื่อเห็นว่ามีใครยืนรออยู่

“ไอ้ลูกหมา คิดว่าพวกกูจะไม่รู้ทันมึงหรอ?”

ตอนแรกก็สงสัยกว่าทำไมลูกสมุนมือขวาของไอ้จองคิมหายไป ที่แท้...ก็มาดักรอเขานี่เอง

เขากวาดตามองรอบๆ อย่างรวดเร็ว เหลือบไปเห็นกระป๋องโค้กที่วางเรี่ยราดอยู่ข้างถังขยะ ไม่ต่อปากต่อคำให้เสียเวลา เท้าหนักเตะกระป๋องใส่เต็มหน้าคนอวดเก่งที่กำลังเดินเข้ามา

เสียงคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมือขวาของแก๊งร้องโอดครวญ พร้อมกับกุมเป้าตา เมื่อเห็นลูกน้องคนอื่นๆ กำลังวิ่งเข้ามา จุนฮยองอาศัยจังหวะนี้กระโดดขึ้นบันไดหนีไฟของตึกข้างๆ

“ฉิบหายละ วันนี้มึงจะเล่นกูให้ได้เลยใช่ไหม” จุนฮยองสบถกับตัวเองเมื่อเห็นคนกลุ่มหนึ่งวิ่งขึ้นมาจากบันไดอีกฟาก

เขาตัดสินใจหนีขึ้นบันได แต่คนพวกนั้นก็ยังวิ่งไล่ไปจนถึงชั้นบนสุด

จุนฮยองยืนอยู่กลางดาดฟ้า จะวิ่งลงบันไดอีกก็ไม่ได้ เพราะพวกมันดักทางไว้หมดแล้ว

หึ แต่ใช่ว่าเขาจะไม่มีทางหนี ร่างสูงหันหลังให้กับทุกคนแล้วออกตัววิ่ง กระโดดตัวลอยข้ามไปยังอีกตึกอย่างง่ายดาย

“แน่จริงก็ตามมา” คนเจ้าเล่ห์ยิ้มเย้ยส่งท้ายก่อนจะวิ่งลงดาดฟ้าไป

“ตามมันไปสิวะ!” เสียงชายหัวหน้าแก๊งดังขึ้น หลังจากเห็นคนที่พวกเขาต้องการจับตัวกระโดดหนีข้ามไปอีกอาคารหนึ่งที่อยู่ต่ำกว่า แต่ลูกน้องที่รักดีกลับไม่มีใครกล้ากระโดดตาม คงเป็นเพราะระยะห่างของช่วงตึกที่ถือว่าเยอะเลยทีเดียว

“พวกมึงนี่ไม่ได้ดั่งใจจริงๆ! ลงไปดักมันที่หน้าบันได แล้วแบ่งคนไปลากคอมันมาให้ได้!”

จุนฮยองวิ่งมาถึงชั้นสาม แต่เมื่อเขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่เริ่มดังขึ้นมาเรื่อยๆ เขาก็รับรู้ได้ว่าพวกมันยังไม่ปล่อยเขาไปแน่ สมองอันชาญฉลาดประมวลความคิดอย่างรวดเร็ว มือหนาคว้าโทรศัพท์ของตัวเองออกมาแล้วปามันลงไปยังพื้นดิน จากนั้นก็วิ่งไปหาเป้าหมายที่เขาสังเกตเห็นตั้งแต่มาถึงชั้นนี้

“โอ๊ย! คุณจะทำอะไรน่ะ!?” คนที่ตัวเล็กกว่าจุนฮยองเป็นคืบร้องเสียงหลงทันทีที่ไขประตูห้องและโดนผลักเข้าไป

“ชู่ เงียบก่อนหน่า” จุนฮยองล็อกห้องแล้วดันอีกคนเข้ากับประตู มือหนายังคงจับข้อมือเจ้าของห้องแน่น

คนตัวเล็กกว่ากำลังจะอ้าปากพูดอีกครั้ง แต่ก็ถูกมือของจุนฮยองยกขึ้นมาปิด ตากลมโตสั่นคลอนไปด้วยความกลัว “ฉันไม่ทำอะไรนายหรอกหน่า แต่เงียบก่อนได้ไหม” พูดจบจุนฮยองก็เงี่ยหูฟังบทสนทนาจากข้างนอก

“มันหายไปไหนแล้ววะ มึงขึ้นไปดูอีกชั้นซิ”

“ลูกพี่ครับ! ผมว่ามันหนีไปแล้ว”

“มันจะหนีไปได้ยังไง! คนของเราก็ดักไว้หมดแล้ว”

“แต่โทรศัพท์นั่นมันของไอ้จุนฮยองไม่ใช่หรอ? ผมว่ามันต้องโดดหนีไปแล้วแน่ๆ”

“โธ่เอ๊ย! โดนนายด่าอีกแน่...พวกมึงหาทุกชั้นอีกรอบ เดี๋ยวกูจะรายงานนายก่อน”

“ยงจุนฮยอง! ถ้ากูเจอมึงเมื่อไหร่ มึงได้ตายคามือกูแน่!”

เสียงพูดคุยเงียบไปจนเหลือแต่เสียงฝีเท้า

“หยุดร้องไห้ได้แล้ว” จุนฮยองปล่อยมือออกจากอีกคน พูดขึ้นเมื่อเห็นแก้มใสเต็มไปด้วยน้ำตาที่ไหลลงมาอย่างเงียบๆ

“พวกเขา...จะฆ่าคุณ?” เสียงใสราวกับแก้วเอ่ยออกมาอย่างติดขัด

“ทำนองนั้น” คนที่โดนหมายหัวตอบส่งๆ ท่าทางไม่ได้ดูหวาดกลัวหรือใส่ใจกับมัน

ร่างสูงเดินไปนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กใกล้โต๊ะน้ำชาอย่างถือวิสาสะ ดูจากภายนอก เขาคิดว่าห้องจะมีสภาพโทรมและเล็กกว่านี้เสียอีก แต่คงเป็นเพราะการจัดเรียงข้าวของที่ดูเป็นระเบียบ การตกแต่งที่ดูสบายตา และการรักษาความสะอาดที่ดีเยี่ยมของเจ้าของ ห้องราคาถูกห้องนี้จึงจัดว่าดูดีกว่าที่คิดเอาไว้มาก

เจ้าของห้องที่ยังยืนอยู่หน้าประตูมองตามแขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างไม่รู้ตัว “นายจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม?” จุนฮยองที่เห็นอีกคนนิ่งเงียบเอ่ยขึ้น

“เออ...เออคือว่า” ร่างเล็กทำตัวไม่ถูก คิดคำพูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองไปมองมาจนสุดท้ายก็ก้มหน้างุด

คนที่นั่งอยู่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ขอบใจมากที่ช่วย ฉันกลับล่ะ”

เจ้าของห้องตัวจ้อยขยับตัวออกจากหน้าประตู แต่พออีกคนจะบิดลูกบิด เขากลับหยุดมือนั้นไว้ “ถ้าคนพวกนั้นยังรออยู่ข้างล่างล่ะครับ?”

“ไม่แล้วมั้ง เสียงก็เงียบไปแล้วนะ”

“แต่...แต่มันก็ไม่แน่นิครับ” คนตัวเล็กยังก้มหน้างุดพูดเสียงเบา

“นายจะยอมให้ฉันอยู่ต่อ?”

“สักพักคงไม่เป็นไรหรอกครับ เพื่อชีวิตคุณ...มันก็ไม่มีทางเลือกอันแล้วนี่”

จุนฮยองมองหน้าอีกคนอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ขอบคุณที่ยังอุตส่าห์หวังดี “นายกลัวคนอื่นตาย แล้วนายไม่กลัวว่าตัวเองจะโดนฆ่าหรอ?”

“คุณ...คุณพูดน่ากลัว”

“นี่แหละชีวิต”

“ชีวิตของผมไม่ได้เป็นอย่างนั้นสักหน่อย” คนที่สูงน้อยกว่าช้อนตาขึ้นมาเถียง

“แต่นี่มันชีวิตของฉัน รู้รึเปล่า? ยังโยซอบ

หลังจากที่ได้ยินอีกคนเรียกชื่อ ร่างเล็กปล่อยมือแล้วเดินถอยหลังห่างจากคนตัวสูงทันที ตากลมโตเบิกกว้างอย่างตื่นกลัว “คุณรู้จักชื่อผมได้ยังไง?” เป็นเวลาหลายวินาทีกว่าโยซอบจะหาเสียงของตัวเองเจอ

“นั่นสิ...รู้จักได้ยังไงนะ?” แขกของวันนี้เดินต้อนเจ้าของห้อง คนตัวสูงหยุดเดินเมื่อเห็นอีกคนเดินถอยหลังจนชนกำแพง “ร้องไห้อีกแล้ว...นายนี่มันอ่อนแอจริงๆ”

“คุณจ...จะทำอะไรผม? ผมไม่มีอะไรจะให้หรอกนะ เงินทองผมก็ไม่มี ฮึก” โยซอบพูดไปสะอื้นไป หากคุณเป็นคนใจอ่อน แล้วได้เห็นภาพตรงหน้า คงร้องไห้ตามไม่ยาก

มือหนาเอื้อมไปจับหน้าเล็กที่เบือนหนี หันให้มาสบตา “ฉันยังไม่ได้ทำอะไรนายสักหน่อย ไม่เห็นต้องร้องไห้เลย”

“แล้วทำไมคุณพูดให้ผมกลัวแบบนั้น?” คนที่ยังไม่สามารถหยุดน้ำตาของตัวเองได้เอ่ยถาม

“ก็แค่พูดเล่น” จะบอกว่าท่าทางของคนตัวเล็กมันน่าแกล้งก็ใช่ที่ “อีกอย่าง นายจะได้รู้ว่าไม่ควรไว้ใจใคร”

“คุณรู้จักชื่อผมได้ยังไง?” คราวนี้โยซอบหยุดเสียงสะอื้นได้และพูดขึ้น

“ชื่อบนสมุดบนโต๊ะน่ะหรอ?” จุนฮยองพูดแล้วมองไปทางโต๊ะที่เขาพึ่งลุกมา มุมปากหนายกยิ้มขึ้น

“โอ๊ย คุณ!” คนที่ยืนชิดกำแพงโวยขึ้นมา

“อะไรกัน ฉันไม่ได้คิดว่าเป็นชื่อนายนะ กะจะปล่อยมุกให้ขำๆ ถ้าพูดชื่อนั่นแล้วมันไม่ใช่ชื่อนายน่ะ” ว่าแล้วก็หัวเราะเบาๆ

“ไม่เห็นจะตลกเลย” อีกคนมองค้อนคว่ำปากเป็นเด็กๆ “แล้วคุณชื่ออะไร?”

“จำเป็นต้องรู้ด้วยหรอ?” เมื่อตอบไปอย่างนั่นก็โดนตากลมจ้องเขม็ง “ยงจุนฮยอง ฉันชื่อยงจุนฮยอง” ว่าเสร็จก็เดินไปหย่อนก้นบนเก้าอี้ตัวเดิม

โยซอบตอบรับเพียงพยักหน้าน้อยๆ และเดินไปที่โซนห้องครัว เปิดตู้เย็นและพึมพำอะไรบางอย่างที่คนมองมาฟังไม่ได้ศัพท์

“นี่ก็เย็นแล้ว...ผมออกไปตลาดไปหาอะไรมาทำกับข้าวนะครับ” โยซอบปิดตู้เย็นและเดินไปใส่รองเท้า

“อื้อ ฉันจะรอกินมื้อเย็นกับนายก็แล้วกัน” คนที่นั่งไขว่ห้างอยู่ที่เดิมขานรับ ไม่ลืมส่งยิ้มกวนๆ ไปให้

เสียงประตูปิดลง โยซอบที่ดูลนลานล็อกห้องอย่ารีบร้อน ก่อนจะหันไปมองหาแขกที่ไม่ได้รับเชิญของวันนี้ แต่กลับพบกับความว่างเปล่า

“คุณจุนฮยอง?” โยซอบเรียกอย่างไม่เต็มเสียง “อย่าแกล้งกันสิ” เขาค่อยๆ เดินไปที่ประตูของดาดฟ้า คิดว่าอีกคนอาจจะแอบอยู่ พอกำลังจะเอื้อมมือไปเปิด เสียงประตูห้องน้ำก็เปิดออก โยซอบตกใจกลัวจนเกือบเผลอทำถุงในมือตก แต่พอเห็นว่าใครเดินออกมาเขาก็โล่งใจในทันที

“ทำไมนายหน้าซีดแบบนั้นล่ะ โยซอบ?” คนที่เดินออกจากห้องน้ำมาด้วยท่าทางสบายๆ เอ่ยทัก

“ก็คุณนั่นแหละทำผมตกใจ! ผมนึกว่าคุณจะออกไปแล้วซะอีก” คนตัวเล็กเปลี่ยนจากอาการตกใจเป็นอาการที่เหมือนคนกำลังโมโห เดินจ้ำไปที่เคาน์เตอร์แล้ววางของที่ซื้อมาอย่างไม่เบามือนัก

จุนฮยองมองตามอีกคนอย่างไม่เข้าใจ “ก็แค่ไปเข้าห้องน้ำ นายจะให้ฉันอั้นฉี่รึไง?”

“ไม่อย่างนั้น...ผมก็แค่...”

“ก็แค่?”

“ก็ตอนผมลงไปข้างล่าง มีคนท่าทางน่ากลัวยืนอยู่เต็มไปหมด”

“แล้วตอนนี้พวกมันกลับไปรึยัง?”

“ยังครับ พอผมไม่เห็นคุณ ผมถึงได้ตกใจแบบนี้ยังไงล่ะ” โยซอบที่กำลังลำเลียงของออกจากถุงตอบ แยกนู้นแยกนี่อย่างคล่องแคล่ว

“หึ แล้วน่ากลัวแบบไหน? แบบฉันรึเปล่า?” จุนฮยองที่ยืนเอามือเท้าเคาน์เตอร์เอ่ยถาม

“หือ? คุณจุนฮยองไม่เห็นดูน่ากลัวเลย” คนตัวเล็กที่ท่าทางกำลังวุ่นอยู่กับการล้างผักหยุดและหันขึ้นมามองหน้าอีกคน

เขาคิดว่า...คุณจุนฮยองก็แค่ขี้แกล้งเท่านั้นเอง

“อย่างนั้นหรอ?” ว่าแล้วก็สืบเท้าเข้าใกล้อีกคน

“แต่ตอนนี้ผมชักจะกลัวแล้วนะครับ” จุนฮยองหลุดหัวเราะออกมาเพราะความซื่อของอีกฝ่าย

“มีอะไรให้ฉันช่วยไหม?”

“ล้างมือแล้วมาหันผักก็ได้ครับ” โยซอบผละออกจากเคาน์เตอร์แล้วเดินไปเปิดตู้เย็น

“อืม จะพยายามก็แล้วกัน” คนตัวสูงเดินไปล้างมือแล้วจับผักกาดขาวขึ้นมาพลิกซ้ายพลิกขวา

“แค่หันผักเองนะครับ คุณจุนฮยองทำไม่เป็นหรอ?” คนตัวเล็กที่คว้าเนื้อหมูออกมาจากตู้เย็นถามอย่างสงสัย น้ำเสียงติดแปลกใจ

“ปกติก็ไม่ได้ทำอาหารกินเอง”

“แล้วกินที่ไหนหรอครับ?” โยซอบคาดหวังคำตอบเป็นพวก มีคนทำให้ หรือกินที่ร้านอาหารอะไรเทือกนั้น แต่ไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบนี้...

“ข้างถนน” คำพูดสั้นๆ ทำเอาคนถามพูดไม่ออก โยซอบหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด

“ขอโทษครับ”

“ขอโทษทำไม? ไม่เป็นไรหรอก ช่วงนี้ฉันก็ไม่ได้ใช้บริการถังขยะเท่ากับเมื่อก่อน” ว่าแล้วก็หัวเราะขึ้นจมูกด้วยรู้สึกสมเพศตัวเอง

“คุณไม่มีบ้านหรอครับ?” ถึงจะรู้ว่าไม่ควรถาม แต่โยซอบก็สงสัย

“ฉันไม่รู้จักคำว่าบ้านมาเป็นสิบปีแล้วล่ะโยซอบ”

หรือเขาควรเรียกข้างถนนหรือใต้สะพานลอยว่าบ้านดี?

“นายไม่กลัวฉันจริงๆ หรอโยซอบ? ฉันเป็นใครที่ไหนก็ไม่รู้ ที่อยู่ๆ ก็เข้ามาห้องนายเพราะกำลังโดนตามฆ่า นายไม่กลัวเลยหรอ?” บทสนทนาทำนองนี้เริ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อทั้งสองเริ่มมื้อเย็นได้สักพัก

พอจุนฮยองพูดแบบนี้ โยซอบที่เริ่มคิดตามก็รู้สึกกลัวขึ้นมานิดๆ

“คุณจุนฮยองจะฆ่าผมหรอครับ?” คนตัวเล็กถามเสียงอ่อย แต่ไม่ได้ดูหวาดกลัวเท่าที่จุนฮยองคิด

“ก็เปล่า...” จุนฮยองที่เกิดขี้เกียจแกล้งอีกคนพูดไปตามตรง ไม่รู้ว่าถ้าพูดเป็นเล่นอีก โยซอบอาจกลัวเขาขึ้นมาจริงๆ

“ที่ผมคิดอย่างนั้นก็เพราะว่าคุณคงไม่หวังอะไรจากผมหรอก ผมไม่มีอะไรจะให้ แล้วเราก็ไม่เคยรู้จักกันด้วย แถมผมยังช่วยชีวิตคุณอีก” ปากบางพร่ำความคิดของตัวเองออกมา

หลังจากได้ยินเหตุผลของโยซอบ จุนฮยองก็คลี่ยิ้มออกมาบางๆ “มองโลกในแง่ดีจังนะโยซอบ”

“แน่สิครับ ถ้ามองโลกในแง่ร้าย ชีวิตเราจะดีขึ้นได้ยังไง” คนตรงข้ามเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็เงียบไป

เขาก็อยากจะเถียงอีกคนอยู่หรอกนะ ว่าชีวิตน่ะมันไม่ได้สวยงามแบบนั้นเสมอไป เพราะสิ่งที่เขาเติบโตกับมันมายากจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งดีๆ หลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้

ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาจุนฮยองใช้ชีวิตอยู่ในห้องพักขนาดเล็กของคนแปลกหน้าที่เขาพึ่งเจอ โยซอบจะออกไปทำงานแต่เช้าทุกวันจันทร์ถึงเสาร์ และกลับมาช่วงบ่ายสามของวัน พอถึงห้าโมงเย็น คนตัวเล็กก็ออกห้องไปอีกครั้ง และกลับมาเวลาประมาณสองทุ่มครึ่งของทุกวัน จุนฮยองสังเกตกิจวัตรประจำวันของโยซอบจนจำได้ขึ้นใจ

ยังโยซอบคนนั้นไม่ยอมให้เขาออกไปไหนเลย

จุนฮยองมักจะถามประโยคเดิมกับโยซอบทุกวัน “พวกนั้นยังเฝ้าอยู่แถวนี้หรอ?”

และโยซอบก็มักจะตอบว่า “ใช่ครับ ถ้าผมไม่เห็นพวกนั้นแล้ว ผมจะบอกคุณเอง”

คนที่ไม่เคยอยู่นิ่งอย่างจุนฮยองเบื่อหน่ายกับการนั่งๆ นอนๆ ทั้งวัน เขาตัดสินใจแล้วว่าชีวิตของเขาจะอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่มาเป็นภาระใครแบบนี้

“โยซอบ” จุนฮยองเรียกคนที่นั่งดูทีวีอยู่ เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ อีกคน

“ว่าไงครับ?” เจ้าของตากลมที่ยังไม่ละออกจากจอสี่เหลี่ยมตอบ

“นายบอกว่าพวกนั้นจะมาแถวนี้ช่วงแปดโมงและก็เห็นอีกทีตอนหกโมงเย็นใช่ไหม?” นี่คือข้อมูลที่จุนฮยองรู้มา ถ้าเป็นอย่างที่คนตัวเล็กพูด แสดงว่าพวกนั้นเอาจริงเอาจังกับการจับตัวเขาในครั้งนี้มาก จุนฮยองคิดว่าพวกมันจะหายไปตั้งแต่วันแรกที่เขาหนีมาได้สะอีก หรือมันรู้ว่าเขายังไม่ได้ออกไปจากที่นี่?

“ใช่ครับ คุณจุนฮยองอย่าบอกนะว่าคุณคิดจะออกไป?” โยซอบถามเหมือนอ่านใจอีกคนออก

“นายอายุเท่าไหร่?” จุนฮยองเลือกที่จะไม่ตอบอีกคน แต่กลับตั้งคำถามใหม่

“ยี่สิบครับ”

“ทุกเช้านายออกไปทำงานที่ไหน?” มันอาจจะฟังเป็นคำถามที่แปลกสำหรับคนที่อยู่ด้วยกันมาเป็นอาทิตย์ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่จุนฮยองเอ่ยถาม

“ร้านเบเกอร์รี่ที่อยู่สองตึกถัดจากนี้ครับ”

“แล้วตอนห้าโมงเย็นนายออกไปไหน?” จุนฮยองที่ดูเหมือนกำลังคิดอะไรในหัวตอดเวลาถามขึ้นอีกครั้ง

“ทำงานร้านหนังสือครับ” โยซอบหันมามองคนถามเพราะตอนนี้เขาไม่มีสมาธิดูทีวีเลย

“ที่ไหน?”

“ร้านหนังสือใต้นี่เองหอครับ” โยซอบที่ทำหน้าบึ้งใส่คนข้างๆ ตอบอย่างไม่เต็มใจนัก ก็จุนฮยองมัวแต่ถามเอาๆ แต่ไม่ตอบเขาสักคำ

“นายอายุยี่สิบเอง นายไม่เรียนแล้วหรอ?” คนแก่กว่าไม่สนใจท่าทีของโยซอบ ซักอีกคนเหมือนกำลังสอบปากคำผู้ร้าย

คำถามนี้ทำเจ้าของห้องเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด “เรียนสิครับ แต่ผมกำลังเก็บเงินอยู่”

“อย่างนั้นหรอกหรอ นายจบมอปลายแล้วใช่ไหม?”

“ใช่ครับ...ทำไมวันนี้คุณจุนฮยองถึงต้องมาถามอะไรแปลกๆ ด้วย?” ความจริงคำถามมันก็ไม่แปลกหรอก แต่อยู่ดีๆ อีกคนมาถามนี่สิแปลก

“แล้วทำไมถึงหยุดเรียนล่ะ? พ่อแม่นายไปไหน? ทำไมถึงอยู่คนเดียว?” และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่เขาเมินคำถามของโยซอบ

“เฮ้อ คุณอยากให้ผมเล่าเรื่องชีวิตตัวเองหรอครับถึงเอาแต่ถามอะไรแบบนี้?”

“เอาตรงๆ ก็ใช่ แต่ถ้านายไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร” จุนฮยองไม่ได้เป็นคนที่ชอบเซ้าซี่ ถ้าอีกคนไม่อยากตอบ นั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขา

“เอาอย่างงี้ ถ้าผมเล่าเรื่องของผมแล้ว คุณจุนฮยองก็ต้องเล่าเรื่องของตัวเอง” โยซอบคิดว่ามันไม่ดีนักถ้าต้องเล่าเรื่องชีวิตของตัวเองให้คนที่พึ่งรู้จักฟัง แต่อีกใจหนึ่ง...เขาก็อยากให้มีคนรับฟังเขาบ้าง

“ก็ได้ นายเล่าก่อนสิ”


“ตอนที่อยู่มอปลาย...พ่อผมเริ่มป่วยหนัก ฐานะทางบ้านเราก็ไม่ได้ถือว่าดีมาก เราต้องใช้เงินจำนวนมากมารักษาพ่อ แม่ก็พยายามหาเงินทุกวิถีทาง ทั้งทำงานหนัก ทั้งยอมขายทรัพย์สินทุกอย่าง จากที่เมื่อก่อนเป็นพ่อคนเดียวที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ผมก็เริ่มทำงานพาร์ทไทม์ แต่สุดท้าย...พ่อผมก็เสียชีวิต ผมออกมาหาที่อยู่ใหม่หลังจากบ้านถูกยึด เพราะว่าแม่เอาไปจำนองไว้” โยซอบเล่าด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย ตากลมโตนั้นแดงก่ำ


“แม่นายไปไหนล่ะ?” จุนฮยองรู้ว่าคำถามพวกนี้มันอาจจะกระทบจิตใจอีกคน แต่เขาก็อยากรู้


“แม่...” เสียงใสนั้นเริ่มแหบพร่า คนตัวเล็กเงยหน้ามองเพดาน พยายามไม่ให้น้ำตามันไหลออกมา “แม่ตรอมใจตาย ฮึก”


“โยซอบ...” จุนฮยองเรียกชื่อคนที่ดูบอบบางมากในตอนนี้ เขายกแขนขึ้นโอบไหล่อีกคน


“ถ้าเย็นวันนั้น...ฮึก ถ้าผมกลับบ้านเร็วกว่านี้ ถ้าผมไม่ปล่อยให้แม่อยู่คนเดียว แม่ก็จะไม่ตาย...แม่จะยังอยู่กับผมใช่ไหมครับ?” โยซอบที่น้ำตาไหลอาบแก้มถามอย่างละเมอ เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้เขากลัว กลัวว่าครั้งนี้ถ้าเขาปล่อยให้จุนฮยองออกไป ถ้าจุนฮยองเป็นอะไรไป...เขาคือคนผิด


“อย่าคิดแบบนั้นสิ แม่นายต้องไม่อยากให้นายโทษตัวเองแน่ แม่นายแค่จากไปในที่ที่มีความสุข ที่ที่ไม่ต้องทุกข์ทรมานอย่างโลกใบนี้” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างปลอบโยน


“ฮื้ออออ แต่แม่จากผมไป แม่คือความสุขของผม” โยซอบซบหน้าลงบนไหล่กว้าง ส่ายหัวอย่างไม่ยอมรับ


“แล้วนายไม่อยากให้แม่นายมีความสุขหรอ?”


“ผมอยากให้แม่มีความสุข”


“เพราะฉะนั้นนายก็ควรปล่อยเธอไป และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด พ่อกับแม่อาจจะมองนายอยู่ก็ได้นะโยซอบ ถ้านายมีความสุข พวกท่านก็มีความสุข เพราะนายคือความสุขของพ่อกับแม่ไง” จุนฮยองนึกแปลกใจกับสิ่งที่ตัวเองพูดออกไป ความจริงแล้ว...เขาไม่เชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายเลยสักนิด สำหรับเขา บนโลกนี้ไม่มีพระเจ้า มีแค่ตัวเราที่สามารถตัดสินชีวิตตัวเอง และเขา...ไม่เคยมีชีวิตอยู่เพราะความหวัง


“เข้าใจแล้วครับ” คนตัวเล็กสูดน้ำมูกและพยายามหยุดน้ำตาของตัวเอง “ถึงตาคุณแล้ว”

“ตาฉัน?”


“ก็เล่าเรื่องชีวิตคุณไง”


“อื้ม จะเริ่มยังไงดีนะ...” จุนฮยองทำท่าคิดสักพัก ก่อนที่จะเอ่ยต่อ “ฉันกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่ปวดขวบ พ่อของฉันโดนยิงตาย หลังจากนั้นแม่ก็โดนฆ่า มีแต่ฉันที่หนีมาได้ และฉันก็ใช้ชีวิตอยู่ข้างถนนตั้งแต่นั้นมา”


โยซอบมองสายตาที่ว่างเปล่านั่น จุนฮยองเป็นคนที่เก็บความรู้สึกเก่งเหลือเกิน “แค่นี้หรอครับ?”


“ก็แค่นี้น่ะสิ ฉันไม่อยากดราม่าแบบนายหรอกนะ” หลังจากพูดจบ จุนฮยองก็โดนมือเรียวฟาดลงที่แขน “โอ๊ย! ฉันเจ็บนะ”


“ชีวิตของคุณเศร้ากว่าผมอีก...แล้วทำไมคุณถึงโดนพวกนั้นตามล่า?”


“ฉันเข้าไปอยู่ในแก๊งพวกนั้น แล้วก็มีเรื่องนิดหน่อยเลยออกมา” คนตัวโตตอบหน้าตาเฉย


“นิดหน่อย?” โยซอบถามอย่างไม่เชื่อ


“มันก็ไม่นิดหน่อยหรอก แต่นายอย่ารู้เลย”


“อะไรเนี่ย! คุณถามอะไรผมก็ตอบหมด แต่คุณไม่ตอบผมเลย”   


“แล้วทำไมนายถึงมาเช่าห้องอยู่แถวนี้ล่ะ?” อีกคนถามต่ออย่างหน้าตาเฉย ไม่สนโยซอบที่โวยวาย


“คุณหมอจินอุน คนที่ผ่าตัดให้พ่อผมเป็นเจ้าของตึกนี้น่ะครับ ความจริง...ผมไม่ได้เช่าหรอก ผมเอาเงินที่เหลือมาซื้อห้องนี้ แล้วค่อยทยอยจ่ายเป็นรายเดือน คุณหมอใจดีมากเลยครับ แถมยังให้ผมทำงานที่ร้านหนังสือใต้นี้ด้วย ถ้าคุณหมอไม่ยื่นมือมาช่วย...ผมก็ไม่รู้ว่าชีวิตของผมตอนนี้จะเป็นยังไง คุณหมอน่ะทำให้ผมคิดว่าโลกใบนี้ยังมีคนดีๆ มีสิ่งดีๆ อีกเยอะเลย” โยซอบพูดชื่นชมด้วยสายตาที่ซาบซึ้งในบุญคุณ


“เขาฟังดูเป็นคนดีจังนะ”


“ใช่ครับ! คุณหมอจินอุนยังจะให้ผมยืมเงินเอาไว้เรียนหนังสือด้วยซ้ำ แต่แค่นี้ผมก็เกรงใจมากแล้ว” จุนฮยองรู้สึกได้ว่าโยซอบดูมีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่าเรื่องราวของคนที่เขาเคารพและชื่นชม


“แล้วนายอยากเรียนอะไรล่ะ?”


“เภสัชครับ” เมื่อได้ยินครับตอบจุนฮยองก็หัวเราะเล็กน้อย


“เพราะหมอคนนั้นหรอ?”


“เออ...ครับ ผมอยากเรียนจบแล้วมาช่วยคุณหมอทำคลีนิก” แก้มกลมๆ นั้นยกยิ้มขึ้นอย่างไม่ปิดบัง


“อื้ม งั้นเอาเป็นว่า พรุ่งนี้ฉันจะออกไปตอนตีห้านะ” อยู่ดีๆ จุนฮยองก็พูดตัดบทและลุกขึ้นยืน


“ห๊ะ? คุณจุนฮยองจะออกไปไหน? ออกไปทำไม?” โยซอบถามอีกคนด้วยท่าทางตื่นๆ


“ออกไปหางานทำน่ะสิ ฉันอยู่เป็นภาระนายมาตั้งนาน ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเงินนะ เดี๋ยวจะหามาคืนให้” จุนฮยองคิดว่าเขาจะกลับไปที่ทำงานเก่าก่อนที่เขาจะเข้าแก๊งนั่น เขาคิดว่าที่นั่นยังต้อนรับเขาเสมอ


“ผมไม่เป็นห่วงเรื่องเงินสักหน่อย!” คนที่นั่งอยู่บนโซฟาเถียง


“ห้ามค้าน นายทั้งซื้อเสื้อผ้า ทั้งเลี้ยงข้าวฉัน หมดเงินเก็บแล้วมั้งเนี่ย”


“คุณจุนฮยองค่อยหามาคืนทีหลังก็ได้ ผมไม่เป็นไร” โกหก...จุนฮยองเห็นโยซอบทำหน้าเครียดทุกครั้งที่เปิดดูกระเป๋าเงิน


“เอาตามนี้แหละ ฉันจะไปทำงาน แล้วนายก็หยุดเรียกฉันว่าคุณได้แล้ว”


“แต่คุณจุ-”


“ไม่มีแต่ ไม่มีคุณ”


อีกคนไม่ตอบอะไรเอาแต่ทำหน้ามุ่ย


“เรียกจุนฮยองสิ”


“จุนฮยอง” คนตัวเล็กพูดแล้วเผลอส่งยิ้มให้คนที่ยืนอยู่


“ดีมาก” แขกของห้องเดินมาหาโยซอบแล้วโยกหัวกลมเล่น


“จุนฮยอง” เสียงหวานเรียกเขาอีกครั้ง


“หือ?”


“ห้ามตายนะ”


เมื่อได้ยินอย่างนั้น จุนฮยองทำเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ ให้อีกคน


สำหรับฉันน่ะ ความตายไม่ใช่สิ่งที่ต้องกลัวเลยสักนิด จะกลัวทำไมเล่า? ถ้าเรามีชีวิตอยู่ ความตายก็จะยังมาไม่ถึง แต่ถ้าความตายมาถึง เราก็ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว




“คุณจุนฮยอง! ทำไมหายไปตั้งสองวัน? แล้วนี่คุณไปทำอะไรมา?” โยซอบตกใจเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่หน้าประตู เสียงใสถามไม่หยุด


ถึงจะหยุด ยงจุนฮยองก็ไม่ตอบเขาอยู่ดี…


คนตัวสูงเดินผ่านโยซอบเข้ามาในห้อง เจ้าของห้องปิดประตูลงและเดินตามแขกที่คิดจะไปก็ไป คิดจะมาก็มา


“ทำไมนายชอบโวยวายจัง? อ่ะ รับนี่ไปซะ” คนตัวสูงหยุดเดินแล้วหันมายัดเงินจำนวนมากใส่มือโยซอบ


“อะไรเนี่ย!? แล้วคุณไปเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ?” คนที่โดนว่ายังไม่เลิกโวยวาย โยซอบมองเงินในมือด้วยความตกใจ


“ไม่ได้ไปทำอะไรไม่ดีมาหรอกหน่า” จุนฮยองตอบเหมือนอ่านใจคนตรงหน้าออก


“แล้วทำไมอยู่ในสภาพนี้ล่ะครับ? ดูสิ คิ้วก็แตก หน้าก็บวม” นิ้วเรียวชี้ไปมาตามร่องรอยบนหน้าที่เมื่อสองวันก่อนยังดูดีกว่านี้


“หยุดถามได้แล้ว แล้วนี่มีอะไรให้กินไหม?” จุนฮยองเดินหนีคนตัวเล็ก เปิดตู้เย็นอย่างถือวิสาสะ


“ชิ คุณก็ยังไม่ตอบผมสักคำถาม หากินเองเลย” โยซอบเดินเข้าห้องนอนอย่างหัวเสีย


ไม่ตอบก็ได้...เขาจะหาคำตอบเอง ถ้าไปทำอะไรไม่ดีมานะ จะแจ้งตำรวจจับซะให้เข็ดเลยคอยดู!






ค่ำวันต่อมา โยซอบที่กำลังเลิกงานร้านหนังสือสังเกตเห็นจุนฮยองเดินออกจากตัวอาคาร ด้วยความสงสัย โยซอบจึงรีบคว้ากระเป๋าของตัวเองและเดินออกมา ไม่ลืมที่จะตะโกนบอกลาคุณหมอเจ้าของร้าน


โยซอบก้าวท้าวเดินตามจุนฮยองห่างๆ อย่างระมัดระวัง ดูเหมือนร่างสูงที่ใส่ฮู้ดสีดำตรงหน้าเขาจะไม่ระแวงอะไรเลย

   

สถานที่ที่จุนฮยองเลี้ยวเข้าไปทำเอาโยซอบตกใจเล็กน้อย


มันคือ...ที่ต่อยมวย โยซอบรู้ดีว่ามันไม่ใช่สถานที่ที่ควรเข้ามายุ่งนัก เขายังรู้อีกว่าคนที่เข้ามาดูส่วนใหญ่เป็นพวกนักพนันทั้งนั้น และนี่มันก็ผิดกฎหมาย


คนตัวเล็กตัดสินใจเดินออกมาจากที่นั่น มันน่ากลัวเกินกว่าที่จะเข้าไป เขาเดินวนไปวนมาอยู่แถวนั้นนานเป็นชั่วโมง สุดท้ายก็มานั่งตรงม้านั่งที่เขายังสามารถมองเห็นทางเข้าออกคลับต่อยมวยได้


ใจก็ร้อนรนเมื่อกังวลว่าอีกคนจะเป็นยังไง ยงจุนฮยองไม่ได้แค่มานั่งดูมวยแน่...จากบาดแผลที่เห็นเขาก็เดาได้ ตอนนี้โยซอบทำได้เพียงภาวนาให้อีกคนไม่ตายคาสังเวียนเท่านั้น


หรือเขาควรโทรบอกตำรวจ? มือเรียวคว้าโทรศัพท์ออกมาอย่างชั่งใจ


ความคิดของโยซอบถูกรบกวนเมื่อเขาได้ยินเสียงแปลกๆ ดังออกมาจากตรอกข้างๆ เขาลุกขึ้นจากม้านั่งและสาวเท้าไปหาต้นเสียงช้าๆ เท้าเล็กหยุดลงที่หน้าตรอก


“เก่งนักก็ลุกขึ้นมาสู้สิวะไอ้ลูกหมา!

ยงจุนฮยอง มึงยังตายไม่ได้

มึงต้องตายคาตีนลูกพี่กูเท่านั้น” ตากลมเบิกกว้างทันทีที่ได้ยินประโยคเหล่านั้น


เท้ากระทบกับร่างกายและเสียงหัวเราะอย่างสะใจดังก้องในหัวของโยซอบ คนตัวเล็กกลับมาได้สติอีกทีเมื่อเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของจุนฮยองแทรกขึ้นมา


มือที่เย็นเฉียบด้วยความกลัวกดหมายเลขฉุกเฉินที่เขาจำได้ขึ้นใจ


ไม่กี่นาทีต่อมารถตำรวจก็มาจอด โยซอบรีบชี้ไปที่ตรอกและวิ่งตามพวกเขาไป คนตัวเล็กรีบเข้าไปหาคนที่นอนงอตัวอยู่บนพื้น มีเสียงสบถจากคนที่ถูกจับและเสียงรองเท้าวิ่งตามของตำรวจกับพวกที่หนีไปได้เป็นพื้นหลัง


“โยซอบ” เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นหน้าคนที่มาช่วยเขาไว้


“ทำไมคุณถึง-” โยซอบพูดเสียงสั่น แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรก็ต้องรีบเข้าไปพยุงคนเจ็บที่พยายามจะลุกขึ้นมา


ตอนนี้เหลือพวกเขาแค่สองคน ตำรวจสองนายกำลังจับพวกนั้นขึ้นรถ และคนที่เหลือออกวิ่งไล่ตาม


“อย่าพึ่งถาม พาฉันออกไปจากที่นี่ก่อน” ถึงจะพูดแบบนั้น จุนฮยองนั่นแหละที่เป็นคนเดินนำโยซอบไป ท่าทางดูเจ็บขนาดนี้ ยังจะอวดเก่งอีก…





เมื่อเข้ามาถึงห้อง โยซอบพาร่างสูงมานั่งบนโซฟา หลังจากนั้นก็ไม่ปริปากพูดอะไรเลย เป็นจุนฮยองที่ทำลายความเงียบ “ขอบคุณนะ”


“อย่าไปที่นั่นอีกนะ” โยซอบมองตาจุนฮยองอย่างจริงจัง


“นายนั่นแหละ ใครบอกให้ฉันตามไป นายน่าจะกลับไปตั้งแต่แรก จะอยู่แถวนั้นทำไม มันอันตรายมากนะรู้ไหม ถ้านายโดนพวกนั้นทำร้ายไปด้วยล่ะ?”


จุนฮยองรู้ว่าเขาตามไป...รู้ตั้งแต่แรก


“อย่ามาว่าผมนะ ถ้าผมไม่เรียกตำรวจตอนนี้คุณอาจจะโดนพวกมันฆ่าแล้วก็ได้!”


“เฮ้อ นายนี่มันดื้อจริงๆ เลยยังโยซอบ”


“คุณนั่นแหละที่ดื้อ บอกมาว่าจะไม่ไปที่นั่นอีก!”


“วันนี้ฉันชกชนะอีกแล้ว ได้เงินมาเยอะกว่าเมื่อวานอีกแหนะ” จุนฮยองแสร้งทำเป็นเปลี่ยนเรื่อง ตบกระเป๋าเงินของตัวเอง


“เฮ้อ” โยซอบถอนหายใจหนัก เขาไม่รู้จะทำยังไงกับคนคนนี้จริงๆ “คุณไปอาบน้ำซะ เดี๋ยวผมจะลงไปขอกล่องพยาบาลของคุณหมอมาทำแผลให้”


ว่าเสร็จคนตัวเล็กก็เดินออกห้อง ทิ้งให้จุนฮยองมองตาม





“โอ๊ย!” จุนฮยองร้องขึ้นเมื่อมือบางที่ดูไม่มีพิษสงอะไรจิ้มลงบนแผลบนหน้าเขา เมื่อกี้ยังทำแผลให้เขาดีๆ อยู่เลย ตอนนี้ยังโยซอบโมโหอะไรขึ้นมาเนี่ย


“ที่อย่างนี้ทำมาเป็นร้อง ตอนไปตีกับเขาไม่เห็นกลัวเจ็บเลย” โยซอบที่ทนมองแผลเต็มตัวของจุนฮยองอยู่นานเอ็ดเข้าให้


“ก็นายจิ้มแผลฉันนี่!ทำเบาๆ หน่อยสิ” คนที่นั่งผิงหมอนอยู่บนเตียงโวยขึ้นมา


โยซอบยอมทำตามที่คนเจ็บบอกและมองตามบาดแผลตรงหน้าอย่างนึกกลัว “แล้วทำไมพวกนั้นถึงตามคุณเจอ?”


“ฉันเคยชกที่นั่นก่อนเข้าแก๊งน่ะ คงมีใครสักคนคาบข่าวไปบอกมัน” ว้าว นี่เป็นครั้งแรกรึเปล่านะที่จุนฮยองตอบตรงคำถาม?


“ทำไมไม่สู้ให้ได้เหมือนที่ไปต่อยกับคนอื่นล่ะครับ?” คนที่นั่งทำแผลให้คนเจ็บเอ่ยถามอีกครั้ง


จุนฮยองหัวเราะน้อยๆ เมื่อได้ยิน เหมือนเขากำลังโดนดุ “ก็นั่นมันชกเดี่ยว แต่เมื่อกี้มันรุมฉัน”


“อย่าไปที่นั่นอีกนะครับ” โยซอบพูดขึ้นอีกครั้งก่อนที่จะเก็บอุปกรณ์ทำแผลลงกล่อง “ถ้าคุณไป ผมจะไม่รับเงินนี้ไว้แน่” พูดพร้อมปลายตาไปที่เงินบนโต๊ะข้างเตียง


“ก็ได้...” จุนฮยองหยิบเสื้อขึ้นมาใส่แล้วก้าวลงจากเตียง


โยซอบลุกขึ้นตามทันที “คุณจะไปไหน?”


“ไปนอน ฉันง่วงแล้ว” ว่าแล้วก็ปิดปากหาว ที่นอนประจำของจุนฮยองคือโซฟาข้างนอกนั่น


“ได้ยังไงล่ะ คุณเจ็บอยู่นะ นอนอยู่นี่แหละ” โยซอบดึงมืออีกคนให้นั่งลงบนเตียง


“แล้วนายล่ะ?”


“ก็นอนนี่แหละ เตียงมันไม่ได้เล็กสักหน่อย” โยซอบไม่ได้ซื้อเตียงใหม่ เตียงห้าฟุตเป็นของที่ได้มาพร้อมห้องนี้


“เอางั้นก็ได้ แต่มีข้อแม้” พอจุนฮยองพูดแบบนั้น คิ้วของโยซอบก็ขมวดเข้าหากัน เขาให้อยู่สบายๆ ยังจะเอาอะไรอีก?


“อะไรครับ?”


“หยุดเรียกฉันว่าคุณได้แล้ว ตกลงไหม?” จุนฮยองล้มตัวลงนอน หลับตารอฟังคำตอบ


“ผมจะพยายามครับ” เจ้าของคนตัวน้อยเดินไปปิดไฟและนอนลง เพราะทุกอย่างอยู่ในความมืด โยซอบจึงไม่เห็นรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาบนหน้าของจุนฮยอง








อาทิตย์หนึ่งเต็มๆ ที่จุนฮยองนอนเจ็บอยู่บนเตียง  คนหัวดื้อไม่ยอมไปโรงพยาบาล แต่ยังดีที่ยอมให้โยซอบทำแผลให้ จนมันใกล้หายดีแล้ว


“นี่โยซอบ” จุนฮยองที่นั่งอยู่บนโซฟาเรียกเจ้าของห้องที่กำลังวุ่นอยู่กับการทำอาหาร


“ว่าไงครับ?” โยซอบตอบโดยไม่หันมามองคนเรียก


“ฉันขอยืมโทรศัพท์หน่อยสิ” คำถามนี้ทำให้คนตัวเล็กหันมามองคนที่นั่งอยู่


“เอาไปทำไมครับ?”


“พอดีฉันได้นามบัตรของคนที่สนใจให้ฉันไปทำงานด้วยมาน่ะ ว่าจะโทรไปติดต่อ” จุนฮยองตอบแบบไม่เล่นตัว


“ทำงานอะไรครับ?” โยซอบยังคงถามเสียงเข้ม


“บอดี้การ์ด” จุนฮยองยังคงทำหน้าที่ตอบเจ้าหนูขี้สงสัย


“ให้ใครครับ?”


“ฉันก็ไม่รู้ ถึงฉันรู้ นายก็ไม่รู้จักหรอก”


“ตอบดีๆ สิครับ”


“ไม่รู้จริงๆ” ตอบด้วยส่ายหัวด้วยเลยเอา


“เอาไปสิครับ” โยซอบบอกพร้อมชี้ไปที่โทรศัพท์บนโต๊ะ





“จุนฮยอง...จะไปไหน?” โยซอบถามขึ้นเมื่อเห็นคนตัวสูงเดินสะพายกระเป๋าออกมา


“เออ ฉันต้องไปพักที่นู้นด้วยน่ะ” จุนฮยองตอบโดยไม่มองหน้าอีกคน ทำไมเขาต้องรู้สึกผิดด้วย…


“...”


“ฉันจะกลับมาเยี่ยม”


“...”


“ดูแลตัวเองด้วยล่ะ”


“...”


“ออกไปไหนก็ระวังด้วย”


“...”


“ฉันไปแล้วนะ” เขาเอ่ยลาและเดินก้มหน้าก้มตาไปที่ยังประตู


มือเรียวคว้าแขนอีกคนเอาไว้ “รอแป๊ปนึงนะครับ” ว่าแล้วโยซอบก็วิ่งเข้าไปในห้อง และออกมาพร้อมกับผ้าพันคอผืนหนาสีแดงที่คนตัวเล็กบอกเขาว่าจะถักไว้ใส่ตอนหิมะลง


โยซอบยืนผ้าพันคอที่ตัวเองตั้งใจถักให้จุนฮยอง “ผม...ผมคิดว่าคุณน่าจะต้องใช้มันมากกว่าผม เออ เดี๋ยวผมว่าจะถักผืนใหม่”


จุนฮยองรับผ้ามาไว้ในมือ มือร้อนคว้าร่างเล็กเข้ามากอดและกระซิบ “ขอบใจนะ โยซอบ”


ทั้งสองคนผละออกและส่งยิ้มบางๆ ให้กัน ประตูบานหนาปิดลง เจ้าของห้องตัวจ้อยกลับมาทักทายเพื่อนเก่าที่ชื่อว่าความโดดเดี่ยวอีกครั้ง แขกประจำที่ยืนอยู่หน้าประตูกำลังต่อสู้กับความเย็นของอากาศภายนอก เขายิ้มออกมาเมื่อมองไปที่ผ้าพันคอสีสวย มือหนายกผ้าพันคอขึ้นมาผูกก่อนเดินจากไป


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น

  1. #4 Anndizz23 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 20:53
    ชอบอะ
    ห้ามตายนะ
    #4
    0
  2. #2 KARN_JUNSEOB (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 22:05
    งื้ออออออออออออ
    คุณยงจะไปไหน ทำงานที่ไหนอ่ะ
    #2
    0