[จบแล้ว] เธออยู่ร้อยปี ฉันอยู่เก้าสิบเก้าปี (お前百までわしゃ九十九まで)

ตอนที่ 7 : บทที่ 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2719
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 288 ครั้ง
    19 ก.ย. 61



สุดท้ายแล้วลมหายใจของฤดูหนาวก็เดินมาถึงบั้นปลาย อากาศอบอุ่นขึ้นทีละน้อยโดยที่ผู้คนไม่รู้สึกตัว อีกไม่นานคราบเลือดสีแดงฉานบนเนินหิมะแห่งนี้คงถูกฝังกลบ ทว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้ย่อมถูกสลักไว้อย่างเงียบงัน แม้ปราศจากการจดบันทึก ไร้เสียงเล่าขาน เป็นเรื่องราวที่ไม่มีใครอยากเอ่ยถึง

แต่ครั้งหนึ่งในบ้านหลังเล็กแสนอบอุ่นแห่งนี้ สถานที่ซึ่งไม่มีใครคาดคิด ผมได้ทำการฆาตกรรมพ่อและแม่ของผม ด้วยสติครบถ้วน ด้วยความรอบคอบ และพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อให้บุคคลทั้งสองได้รับความทรมานตราบลมหายใจสุดท้าย แม้ว่าผมจะจากโลกนี้แล้ว แต่จดหมายฉบับนี้จะเป็นสิ่งย้ำเตือนถึงความเลวร้ายที่พวกเขากระทำต่อผม เป็นมรดกอันหยาบช้าที่ผมอยากประกาศ เมื่อฤดูหนาวครั้งใหม่มาเยือน เสียงโหยหวนแห่งความทรมานนี้จะแฝงตัวอยู่ในสายลมเยือกเย็น ให้เป็นดั่งคำสาปเงียบงันจากฤดูหนาว โดยหวังอย่างยิ่งว่ามันจะจารึกอยู่ไปตลอดกาล

ยามาบุกิ เท็ตสึโอะ

เมื่ออ่านถึงประโยคสุดท้าย มิจิรุก็ปิดหนังสือดังฉับแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

คำสาปเงียบงันจากฤดูหนาว คือชื่อของหนังสือเล่มนี้ เป็นเล่มที่เจ้าของร้านหนังสือเปลี่ยนให้เธอตามคำสั่งของอาจารย์อิจิโนะยูกิ ถึงอย่างนั้นมิจิรุก็อดคิดไม่ได้ว่าหนังสือเล่มนี้ถูกเลือกขึ้นมาเพื่อใช้แก้แค้นเธอหรือเปล่า

คิดพลางเหลือบมองกองหนังสืออีก 5-6 เล่มที่ซื้อมาพร้อมกัน สงสัยว่าการเหมาซื้อมาอย่างว่าง่ายคือความคิดที่ดีแล้วแน่หรือ นับตั้งแต่วันที่ออกจากร้านหนังสือก็ปาเข้าไปเกือบ 3 วันแล้ว แต่สปีดในการอ่านหนังสือพวกนี้ของเธอแสนจะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แค่จะพลิกอ่านแต่ละหน้าก็ผลาญพลังงานอย่างมากจนถึงกับต้องอ่านๆ วางๆ อยู่วันละเกือบยี่สิบรอบ

ซึ่งสาเหตุนั้น ก็พอจะบอกได้ไม่ยาก

มิจิรุถอนหายใจ เป็นหนังสือที่ดีแน่นอน เธอยอมรับ แต่ไม่เหมาะกับเธออย่างถึงที่สุด ไม่มีอะไรที่จะเอามาใช้พัฒนางานเขียนแนวโรแมนติกได้แม้แต่เศษเสี้ยว แถมยังทำให้เกิดอารมณ์มืดหม่นซึมเศร้าที่ไม่ได้รู้สึกมานานในรอบหลายปีอีก

งานเขียนของเธอมีแต่เนื้อหาสว่างสดใส เน้นการสร้างเสริมแรงผลักดันและให้กำลังใจ ทำให้อยากเริ่มต้นชีวิตด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม แต่งานของอาจารย์อิจิโนะยูกินั้นแทบจะเป็นขั้วตรงข้าม แนวคิดที่เธอยึดมั่นในการทำงานนั้น ไม่สามารถมองหาได้จากหนังสือนิยายเหล่านี้เลย

ทำไมเขาถึงให้คำแนะนำแบบนี้นะ

จู่ๆ หญิงสาวก็เผลอนึกถึงโปรดิวเซอร์ของเซชิอุริทีวี ตัวต้นเหตุที่ยัดชื่ออาจารย์อิจิโนะยูกิเข้ามาในหัวเธอจนต้องลำบากลำบนไปเหมาซื้อหนังสือพวกนี้มา เธอรู้ว่าคนๆ นี้มีประสบการณ์ในวงการมานาน คำแนะนำของเขาไม่ใช่อะไรที่จะเพิกเฉยได้ง่ายๆ เธอเองก็นับว่าโชคดีด้วยซ้ำที่เขายอมลดตัวมาช่วยสอนงาน แต่บางที แค่ครั้งนี้ เขาอาจจะอ่านเกมพลาดไปแล้วจริงๆ

จะว่าไปแล้วก็เหมือนจะสนิทกันสินะ

มิจิรุทำหน้าครุ่นคิด จำได้ว่าในร้านอาหารคราวก่อนคุณโปรดิวเซอร์กับเพื่อนบ้านของเธอถึงขั้นทักทายกันด้วยชื่อห้วนๆ ดูแล้วก็พอจะบอกได้ว่าพวกเขาสนิทสนมกันเกินเพื่อนร่วมงาน อาจรู้จักหรือเป็นเพื่อนกันมาก่อนแบบเธอกับคุณบรรณาธิการ นี่ถ้าไม่ติดว่าคนทั้งคู่คือผู้มีประสบการณ์ เป็นรุ่นพี่ที่อายุงานในวงการมากกว่าเธอหลายเท่าตัว มิจิรุคงจะคิดไปแล้วว่าพวกเขาอาจรวมหัวกันกลั่นแกล้งเธออยู่ แต่แน่นอนว่าเธอไม่กล้าสำคัญตัวผิดขนาดนั้น ดังนั้นทุกอย่างนี่คงจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น

มิจิรุเม้มริมฝีปาก เหลือบมองกองหนังสืออีกรอบ ชั่งใจอยู่นานหากสุดท้ายก็ตัดสินใจเอื้อมมือไปหยิบเล่มที่วางอยู่บนสุดขึ้นมา ไหนๆ ก็ซื้อมาแล้ว ลองสู้กับมันดูสักตั้งก็คงไม่เสียหายอะไร ไม่แน่ว่าหลังจากอ่านจบทั้งหมดนี่ เธออาจจะได้ไอเดียดีๆ มาใช้ในงานเขียนของตัวเองก็เป็นได้

 

 

 


เอาเอกสารนี่ไปให้ซากุไรซังฝ่ายพิสูจน์อักษรนะ ให้เขาเซ็นแล้วส่งกลับมาด้วย

          อิวากิ ฮารุกะพูดพลางยื่นส่งเอกสารชุดหนึ่งให้ลูกทีม ในช่วงเวลาอันยุ่งเหยิงที่เบื้องบนโยนโปรเจ็กต์ใหญ่ครบรอบ 20 ปีสำนักพิมพ์ลงมาแบบนี้ เธอที่เป็นหัวหน้าบรรณาธิการฝ่ายนวนิยายโรแมนติกก็ยอมรับว่าหัวหมุนไม่น้อยทีเดียว ไหนจะต้องเตรียมความพร้อม ประกาศข่าวไปยังนักเขียนทั้งหลายของนากาโนะโชเต็น งานเก่าที่ต้องเร่งเข็นออกมาตีพิมพ์ช่วงปลายปีก็ยังเรียงรายเข้ามาไม่หยุดหย่อน

          สาละวนมาตั้งแต่เช้า กว่าจะได้มีเวลามานั่งเอนหลังพิงเก้าอี้เงียบๆ ก็ตอนใกล้จะบ่ายโมงเข้าไปแล้ว ฮารุกะเหลือบมองนาฬิกา นึกขึ้นได้ว่าวันนี้นอกจากกาแฟหนึ่งถ้วยตอนเช้าตรู่ก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง เธอนิ่วหน้าเล็กน้อยก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ยังพอมีเวลาพักเหลืออีกราวๆ หนึ่งชั่วโมง โทรเรียกนักเขียนในสังกัดออกมานั่งกินข้าวเป็นเพื่อนสักหน่อยก็น่าจะดี

          เสียงรอสายดังอยู่เกือบครึ่งนาที จนคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่รับแล้ว แต่ตอนที่กำลังจะกดวางก็ได้ยินเสียงตอบรับพอดี เธอจึงทักทายด้วยความกระตือรือร้น

ฮัลโหล มิจิรุเหรอ ทำอะไรอยู่

          คาดหวังจะได้ยินคำทักทายตอบกลับ ทว่าสิ่งที่ได้รับมีเพียงน้ำเสียงหมดอาลัยตายอยากแบบที่ไม่คิดว่าจะมาจากคนปลายสายได้เลย

นั่นสิคะฉันทำอะไรอยู่กันแน่นะ

หืม? เป็นอะไรน่ะ ฮารุกะขมวดคิ้ว

ไม่รู้สิคะ คนพูดเว้นวรรคพลางถอนหายใจ แค่รู้สึกว่าโลกนี้มันโหดร้ายเหลือเกิน

หา?

ฮารุกะซังรู้มั้ยคะ ถ้าฆาตกรฉีดแอลกอฮอล์บริสุทธิ์เข้าเส้นเลือดคนเมาเหล้า คนๆ นั้นก็จะเสียชีวิตโดยที่ตำรวจอาจสันนิษฐานว่าเป็นเพราะดื่มสุราเกินขนาดได้ด้วย

“…?

แล้วรู้มั้ยคะ ว่าคนเราสามารถฆ่าคนด้วยการเอาไซยาไนด์ผสมลงไปในเครื่องสำอางได้ด้วยแหละค่ะ

          ตอนนี้ฮารุกะหน้านิ่วคิ้วขมวดแล้ว

อะไรน่ะ ทำไมมิจิรุถึงพูดเรื่องแบบนั้นล่ะ ทำอะไรอยู่กันแน่

          เงียบไปพักหนึ่ง ในที่สุดมิจิรุก็ตอบกลับ

ไม่ได้ทำอะไรค่ะ แค่อ่านหนังสือ…”

อ่านหนังสือ? หนังสืออะไร ฮารุกะหรี่ตาลง แล้วก็คิดออก อ่ออาจารย์อิจิโนะยูกิ?

ค่ะ

          มิจิรุพยักหน้ารับ มองหนังสือทั้งหมดที่เธอเพิ่งอ่านจบเมื่อคืน แม้จะใช้เวลาสามวันเต็ม แต่ในที่สุดก็สามารถเอาชนะมันได้รึเปล่านะ?

ฉันไปซื้อมาศึกษาแล้วค่ะเธอพูดต่อ

อ่อ ก็ดีแล้วนี่ ได้อะไรบ้างมั้ย

ได้ค่ะ มิจิรุฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ได้ความรู้สึกว่าไม่อยากจะออกไปข้างนอกตลอดชีวิตเลยค่ะ

หา?

ฮารุกะซังรู้มั้ยคะ มีคนถูกฆ่าตายข้างนอกนั่นตั้งเท่าไหร่มิจิรุทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ไม่สิคนที่ถูกฆ่าตายในบ้านตัวเองก็มีเยอะเหมือนกัน ประโยคหลังเธอพึมพำกับตัวเอง

เป็นเอามากนะเธอ อ่านไปกี่เล่มเนี่ย ฮารุกะถอนหายใจ

ประมาณเจ็ดเล่มค่ะ

แค่เจ็ดเล่ม? จะมีคนตายสักเท่าไหร่

แต่สี่เล่มจากเจ็ดเล่มเป็นเรื่องเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องนี่คะ เขาฆ่าคนไปเยอะเยอะมากเลยค่ะ

แล้วยังไง พวกนั้นมันก็แค่เรื่องแต่งเท่านั้น

ไม่ใช่เรื่องแต่งนะคะ มิจิรุรีบแย้ง ฉันไปค้นอินเทอร์เน็ตมา พวกนี้ใช้ได้จริงทั้งนั้นเลยค่ะ ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ แล้วหนังสือพวกนี้ขายไปไม่รู้กี่ล้านเล่ม ถ้ามีคนคิดจะทำตามขึ้นมา…”

          แค่คิดมิจิรุก็รู้สึกหนาวยะเยือก ยิ่งคิดได้ว่าคนที่สร้างสรรค์เรื่องราวพวกนี้ขึ้นมาอยู่ถัดจากบ้านเธอไปไม่กี่บล็อกก็อดหวาดระแวงไม่ได้ มีเป็นร้อย เป็นร้อยวิธีจริงๆ ที่ทางนั้นจะใช้จัดการกับเธอหากเขาไม่พอใจเธอขึ้นมา หญิงสาวฟุบหน้าลงกับโต๊ะอีกรอบ รู้งี้น่าจะยอมซื้อหนังสือจากเขาเพื่อรักษาความสัมพันธ์!

เพ้อเจ้อไปใหญ่แล้ว นี่คงไม่ได้กำลังคิดว่าเขาจะมาฆ่าเธอหรอกนะ

          เมื่อถูกคุณบรรณาธิการเอ่ยดัก มิจิรุก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ กับตัวเอง เธอไม่ได้ตอบอะไร แต่รีบกลบเกลื่อนด้วยการเบี่ยงเบนหัวข้อสนทนา

โทรมาทำไมเหรอคะ มีอะไรรึเปล่า

อ่อ ไม่มีอะไรหรอก จะชวนออกไปกินข้าวน่ะ

ตอนนี้เหรอคะ มิจิรุเหลือบมองนาฬิกา บ่ายโมงแล้ว เพิ่งนึกได้ว่าเธอเองก็ยังไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่เช้าเหมือนกันเอาสิคะ เจอกันที่ไหนดี

          ชีวิตนักเขียนฟูลไทม์ที่ไม่ได้ทำงานอย่างอื่น หากไม่ได้ปั่นต้นฉบับอยู่กับห้องก็นับได้ว่าเป็นคนว่างงานประเภทหนึ่ง ดังนั้นเมื่อมีคนคิดจะเรียกใครสักคนออกมานั่งเป็นเพื่อน มิจิรุจะเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของพวกเขาเสมอ

ร้านเดิมมั้ย จะได้ลงบัญชีสำนักพิมพ์

          ฮารุกะเสนอ เธอหมายถึงร้านอาหารอิตาเลียนที่นากาโนะโชเต็นใช้พบปะแขกเป็นประจำ ที่เดียวกับที่เธอนัดโปรดิวเซอร์ของเซชิอุริทีวีให้มิจิรุ

ร้านนั้นเหรอคะ เข้าใจแล้วค่ะ ขอสักยี่สิบนาทีได้มั้ยคะ ฉันยังไม่ได้แต่งตัวเลย

          มิจิรุตอบกลับ ขณะเดียวกันก็ออกคำสั่งปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อลุกไปเตรียมตัว

อืม ยี่สิบนาทีนะ แล้วเจอกัน

          คุณบรรณาธิการพยักหน้ารับ จากนั้นเธอก็กดวางสาย

 

 

 


          เมื่อมิจิรุมาถึงร้านอาหารก็พบว่าคนนัดยืนรออยู่ก่อนแล้ว เธอค้อมตัวให้เล็กน้อยเป็นเชิงขออภัยที่มาถึงช้ากว่า แต่พวกเธอยังไม่ทันจะได้ทักทายกัน เสียงโทรศัพท์มือถือของคนอายุมากกว่าก็ดังขึ้นเสียก่อน

งานน่ะ เข้าไปก่อนเดี๋ยวตามไป

          ฮารุกะป้องปากส่งสัญญาณ มิจิรุจึงพยักหน้ารับแล้วล่วงหน้าเข้าไปด้านในก่อน แม้เธอจะไม่ได้มาเยี่ยมเยียนที่นี่บ่อยนัก แต่พอพนักงานเห็นว่ามากับคุณบรรณาธิการก็พาไปนั่งที่โต๊ะประจำของนากาโนะโชเต็นทันที

สั่งอาหารเลยมั้ยคะพนักงานถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมยื่นส่งสมุดเมนูให้

ขอบคุณค่ะ แต่ขอรอฮารุกะซังก่อนดีกว่า

          มิจิรุตอบกลับไป ดูจากการที่พนักงานไม่ได้ถามอะไรต่อ คาดว่าชื่อของคุณบรรณาธิการน่าจะคุ้นหูเธอดีอยู่แล้ว

เข้าใจแล้วค่ะ พร้อมเมื่อไหร่ก็เรียกได้เลยนะคะ

          พนักงานพูดไว้แค่นั้นก่อนจะเดินจากไป มิจิรุจึงทำตัวให้ผ่อนคลายเล็กน้อยด้วยการเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางมองสำรวจไปรอบๆ อันที่จริงแล้วที่นี่เคยเป็นร้านอาหารที่เปิดให้บริการเฉพาะช่วงหลังสี่โมงถึงเที่ยงคืน แต่หลังจากเจ้าของร้านที่เป็นคนรู้จักของฮารุกะซังย้ายไปอยู่ต่างประเทศ นโยบายบริหารก็ปรับเปลี่ยนเล็กน้อย กลายเป็นเปิดให้บริการตั้งแต่ 11 โมงโดยเสริมการจำหน่ายชุดอาหารกลางวันสำหรับพนักงานออฟฟิศที่ทำงานอยู่ในย่านนี้ ดังนั้นในช่วงพักเที่ยงที่นี่จึงมักจะแน่นขนัดไปด้วยลูกค้า ถ้าไม่ใช่ว่าฮารุกะซังเลือกออกมาพักเที่ยงเลทกว่าเวลาปกติคงยากที่จะนัดกันที่นี่ แม้เส้นของนากาโนะโชเต็นจะใช้ได้ แต่พวกเธอก็มีมารยาทมากพอที่จะไม่แย่งที่นั่งลูกค้าคนอื่นแบบนั้น

          มิจิรุสำรวจไปเรื่อย เมื่อรู้สึกว่าเริ่มนานเกินปกติก็ชะเง้อคอออกไปดูหน้าร้านเป็นระยะ ทว่าดันไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่นัดเธอออกมา เวลาพักเที่ยงก็ลดถอยหลังลงเรื่อยๆ จนมิจิรุเริ่มกังวลว่าพวกเธออาจจะใช้เวลาที่นี่นานเกินไป

          คิดพลางยื่นหน้าออกไปสอดส่องอีกรอบ ในตอนนั้นเอง ใครบางคนก็เดินมาหยุดอยู่ข้างโต๊ะของเธอ หญิงสาวเงยหน้าขึ้น คิดว่าคนที่รออยู่กลับมาแล้ว ก่อนจะต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเมื่อพบว่าคนๆ นั้นไม่ใช่ฮารุกะซัง

ใช่คุณจริงๆ ด้วย เห็นตั้งแต่เดินเข้ามาแต่ไม่กล้าทักน่ะครับอุเอฮาระ มิจิรุซังสินะ?

          คนที่เอ่ยประโยคทักทายนั้นคือโปรดิวเซอร์อายุคาวะ ฮิเดโอะจากเซชิอุริทีวี ดูเหมือนเขาจะเดินตรงมาทักทายจากโต๊ะที่อยู่ถัดออกไปไม่ไกล ตรงนั้นมีสุภาพสตรีคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย

ค่ะ อุเอฮาระค่ะ ไม่เจอกันสักพักแล้วสินะคะ

          มิจิรุค้อมหัวทักทายตอบตามมารยาท คิดว่าเขาคงโผล่มาทักเฉยๆ แล้วจากไป ทว่าเรื่องไม่ใช่อย่างนั้น เพราะหลังจากนั้นชายหนุ่มยังคงเปิดบทสนทนากับเธอต่อ

อุเอฮาระซังมาคนเดียวเหรอครับ นัดใครไว้หรือเปล่า

เปล่าค่ะ ที่จริงแล้วฉันมากับ บก. แต่เขาออกไปคุยโทรศัพท์น่ะ

หืม? บก.ที่ว่านี่ หมายถึงอิวากิ ฮารุกะเหรอครับ

          แทนคำตอบ มิจิรุพยักหน้ารับ ก่อนจะเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเมื่ออีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ

ถ้าอย่างนั้นผมไปดีกว่า เห็นผมยืนอยู่แบบนี้ฮารุกะคงไม่เข้ามาหรอก

          มิจิรุเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้ว เธอไม่คิดมาก่อนว่าอีกฝ่ายจะกล้าเรียกชื่อบรรณาธิการของเธอห้วนๆ แบบนี้

“…อายุคาวะซังรู้จัก บก. ของฉันเป็นการส่วนตัวเหรอคะ

ครับ เราเรียนห้องเดียวกันตอนไฮสคูลน่ะ

เอ๊ะ!?” มิจิรุเผลอทำตาโต เธอสนิทกับฮารุกะซังมาก็หลายปี แม้จะเริ่มรู้จักจริงจังตอนเรียนมหาวิทยาลัย แต่ไม่ยักจะเคยได้ยินว่าสองคนนี้มาจากโรงเรียนมัธยมแห่งเดียวกัน

แปลว่าเป็นเพื่อนสมัยเรียนเหรอคะ? มิจิรุถามต่อ กลับกลายเป็นเธอที่ต่อบทสนทนาออกไป

ไม่ใช่เพื่อนเฉยๆ หรอกครับ คนพูดยิ้มน้อยๆ เรื่องนั้นถ้าอยากรู้ก็เก็บไว้ไปถามฮารุกะเองดีกว่า ผมเข้ามาทักเพราะเห็นอุเอฮาระซังมาคนเดียว เลยว่าจะชวนไปนั่งด้วยกันน่ะ

          ขณะที่พูดนั้นคุณโปรดิวเซอร์ก็พยักเพยิดไปทางโต๊ะที่มีสุภาพสตรีนั่งเฝ้าอยู่ เห็นดังนั้นมิจิรุจึงส่ายหน้าปฏิเสธอย่างรู้มารยาท

ไม่ดีมั้งคะคุณมาเดทไม่ใช่เหรอ

          เธอถามออกไปตามที่เข้าใจ ทว่าอีกฝ่ายกลับหัวเราะขึ้นอีกครั้ง

เปล่าครับ ใช่ที่ไหน เป็นเพื่อนร่วมงานในเซชิอุริต่างหาก

อ่อ…” มิจิรุรับคำเบาๆ

อย่าเข้าใจผิดนะครับ คือว่าที่จริง…” ชายหนุ่มยกมือขึ้นป้องปาก ทำราวกับกำลังจะแพร่งพรายความลับสุดยอด คนนั้นเป็นตัวแทนบริษัทเรา รับผิดชอบเรื่องโปรเจ็กต์ทำละครจากบทความครบรอบ 20 ปีของนากาโนะโชเต็นครับ

เอ๊ะ?” มิจิรุทำตาโตอีกรอบ งั้นก็เป็นกรรมการเหรอคะจู่ๆ ก็ตัวเกร็งขึ้นมาทันที

ครับ อันที่จริงโครงการนี้มีกรรมการหลายคน แต่ถ้านับตัวแทนจากฝั่งเรา สึบากิ อายาโนะคนนั้นคือบอสใหญ่สุด อายุคาวะ ฮิเดโอะพูดพลางขยิบตา

          เห็นดังนั้นมิจิรุจึงแอบปรายตาไปมองสุภาพสตรีคนนั้นไม่ได้ ถึงตอนนี้ต้นฉบับสำหรับส่งเข้าแข่งขันชิงพื้นที่สื่อของเธอจะยังเป็นเพียงภาพร่างในอากาศ แต่มานั่งห่างจากคนที่อาจชี้ชะตาชีวิตได้ในระยะไม่กี่ฟุตก็ทำเอาตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน

ว่าแต่ คุณรู้ได้ยังไงคะว่าฉันสนใจโปรเจ็กต์นี้อยู่

          มิจิรุเบี่ยงสายตากลับมาถามคู่สนทนาอีกรอบ

อ๋อ รู้สิครับ ก็ทางสำนักพิมพ์เริ่มส่งรายชื่อกันมาแล้ว

          คำตอบนั้นทำคนฟังพยักหน้าเบาๆ ตั้งแต่วันที่ฮารุกะซังเอาข่าวมาแจ้งก็ผ่านมาเกือบสัปดาห์แล้ว ดูเหมือนระหว่างที่เธอเก็บตัวอ่านนิยายฆาตกรรมทางสำนักพิมพ์จะเริ่มดำเนินการเรื่องนี้อยู่

เพราะอย่างนั้นก็เลยมาทักเหรอคะ

ครับ แต่ถ้าไม่สะดวกใจไม่ต้องไปก็ได้นะ

          ประโยคนั้นทำมิจิรุคิดหนัก ไปแนะนำตัวเอาไว้ก็นับว่าเป็นมารยาทที่ดี เป็นแต้มต่อที่ได้เปรียบ ทว่าเมื่อทบทวนดีแล้ว ก็ได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธออกไป

ขอบคุณมากค่ะ แต่ไม่ดีกว่า ฉันอยากพยายามด้วยตัวเองมากกว่าค่ะ

          มิจิรุส่งยิ้มให้ ซึ่งอีกฝ่ายก็รับฟังอย่างเข้าใจ

เพราะเวลาชนะขึ้นมาจะได้ไม่มีข้อกังขาว่าเป็นเพราะความสามารถของตัวเองจริงมั้ยสินะครับ

“…ค่ะ

งั้นก็ดีแล้วครับ พยายามเข้านะ

          คุณโปรดิวเซอร์ส่งยิ้มให้กำลังใจ แม้มิจิรุจะยังสับสนอยู่ว่าทำไมเขาถึงอยากหยิบยื่นโอกาสเช่นนี้ให้เธอ แต่เธอก็ยิ้มตอบกลับตามมารยาท มองอีกฝ่ายหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ ทว่าก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงเรียกเขาไว้

เอ่อขอโทษค่ะ เธอส่งเสียง ได้ผล เขาหันมาทันที

ครับ?

คืออยากถามอะไรหน่อยได้มั้ยคะ มิจิรุทำหน้าปั้นยาก แต่เมื่อเห็นคนฟังพยักหน้ารับ เธอก็หยิบยกคำถามขึ้นมาทันที เรื่องอาจารย์อิจิโนะยูกิน่ะค่ะ

หืม? จิอากิน่ะเหรอ

          เป็นอย่างที่มิจิรุคิดไว้ เธอไม่ได้หูฝาดไปเอง สองคนนี้ดูเหมือนจะสนิทกันจริงๆ

ค่ะ เธอพยักหน้ารับ ฉันอยากรู้น่ะค่ะว่าทำไมอายุคาวะซังถึงบอกให้ฉันไปปรึกษาเขา คือเมื่อไม่นานมานี้ ฉันไปซื้อหนังสือของเขามาอ่านศึกษาแล้ว แต่ว่ามัน…”

          เห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของหญิงสาว ชายหนุ่มก็พอจะเดาผลลัพธ์ของมันได้

ไม่ชอบสินะครับ แล้วเขาก็หัวเราะออกมา

อ่าไม่เชิงค่ะ แต่มันไม่ใช่แนวที่ฉันชอบอ่านเท่าไหร่

          มิจิรุทำคอตก ถอนหายใจแผ่วเบา เป็นสัปดาห์อันแสนจะหดหู่ของเธอเลยก็ว่าได้

อย่างนั้นเหรอครับ อ่านไม่จบเหรอ

เปล่าค่ะ อ่านจบหมดแล้ว

แล้วตอนที่อ่านนี่อ่านเพราะต้องอ่าน เลยฝืนอ่านจนจบหรือเปล่าครับ

          คำถามนี้ทำมิจิรุขมวดคิ้วมุ่น ถ้าถามถึงความรู้สึกตอนอ่านจบ เธอสามารถบอกได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่หนังสือที่เธอจะหยิบมาอ่านซ้ำ แต่ถ้าให้พูดถึงระหว่างที่กำลังอ่านอยู่

ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ ก็แค่อ่านไปเรื่อยๆ

แปลว่าถึงจะไม่ชอบ แต่ก็วางไม่ลงจนต้องอ่านจนจบสินะครับ

          คนฟังชะงักไปเล็กน้อย เริ่มเข้าใจสิ่งที่คุณโปรดิวเซอร์พยายามสื่อขึ้นมาทีละนิด

คุณจะบอกว่า…”

ครับ ฮิเดโอะส่งยิ้มให้ ความสนุกไม่ใช่สิ่งเดียวที่ดึงคนอ่านไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์แบบไหน สุข เศร้า ตื่นเต้น หรือกลัว หากทำให้อยากจะพลิกไปยังหน้าถัดไป อ่านต่อไปเรื่อยๆ อยากไปให้ถึงตอนจบเร็วๆ แค่นั้นก็ใช้ได้แล้ว นิยายที่จะเอามาทำละครลงโทรทัศน์ควรมีคุณสมบัตินี้

          มิจิรุคิดตาม จากนั้นก็พยักหน้าช้าๆ เธอพอจะจับทางขึ้นมาได้บ้างแล้ว แต่เธอก็ยังมีปัญหาอื่น

ฉันพอจะเข้าใจแล้วค่ะ แต่ว่าอ่านไป 7 เล่มแล้ว ก็ยังไม่รู้เลยค่ะว่าจะเอามาใช้กับงานตัวเองได้ยังไง พูดจบก็ถอนหายใจ

อืมเป็นปัญหาสินะครับ คุณโปรดิวเซอร์พึมพำ เพราะงั้นก็เลยบอกไงครับว่าให้ลองไปปรึกษาดู อาหารบางอย่างถึงรู้ว่าอร่อย แต่กินให้ตายก็ไม่รู้ว่าถูกปรุงขึ้นมายังไงอยู่ดี ของแบบนี้สุดท้ายก็ต้องถามพ่อครัวถึงจะรู้ใช่มั้ยล่ะครับ

          ได้ยินแบบนั้น มิจิรุก็เริ่มขยับตัวอย่างคนมีชนักติดหลัง คนให้คำแนะนำอาจจะไม่รู้ แต่ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เธอก่อวีรกรรมกับฝ่ายนั้นไว้มากมายเหลือเกิน จู่ๆ จะให้โผล่ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์แบบนั้น ใจเธอคงด้านไม่พอ

ผมอยากช่วยนะครับ อายุคาวะ ฮิเดโอะยังพูดต่อ แต่ด้วยหน้าที่การงานแล้ว เอาช่องทางติดต่อส่วนตัวของนักเขียนไปแจกจ่ายโดยที่เจ้าตัวไม่รู้คงไม่ดีเท่าไหร่ ถ้าอุเอฮาระซังอยากปรึกษาจิอากิ ลองให้ฮารุกะช่วยน่าจะดีกว่า ออกหน้าในนามบรรณาธิการของนากาโนะโชเต็นคงไม่น่าเกลียด

          ทิ้งท้ายเอาไว้แบบนั้น พยักหน้าให้กำลังใจเธออีกหนึ่งรอบแล้วเขาก็เดินจากไป ไม่กี่วินาทีต่อจากนั้น เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามก็มีคนพุ่งเข้ามาจับจองทันที คุณบรรณาธิการคุยโทรศัพท์เสร็จแล้ว

หมอนั่นมาคุยอะไรน่ะ

          มาถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ยิงเข้าคำถามทันที ทำมิจิรุถอนหายใจเล็กน้อย

ที่อายุคาวะพูดก็จริงสินะคะ

หืม?

เขาบอกว่าฮารุกะซังไม่ยอมเข้ามาเพราะเขาอยู่

อ่อ…” ฮารุกะไหวไหล่ เปล่าสักหน่อย ฉันติดงานต่างหาก 

          มิจิรุส่ายหน้าเบาๆ มีพิรุธตัวเท่าบ้านขนาดนี้ ถ้าเป็นเวลาปกติเธอคงคาดคั้นเอาคำตอบแล้ว ทว่าตอนนี้มีอย่างอื่นให้ต้องคิด คำแนะนำที่ได้รับเมื่อกี้นี้ ควรจะถือเป็นจริงเป็นจังหรือทำเป็นลืมๆ มันไปดีนะ?

เป็นอะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้น

          ฮารุกะขมวดคิ้วถาม พร้อมกันนั้นก็ยกมือส่งสัญญาณเรียกพนักงานมารับออเดอร์ พวกเธอสั่งเมนูอาหารกลางวันคนละชุด ใช้เวลาไม่นานนักก็กลับมานั่งคุยกันเหมือนเดิม

ตกลงว่ายังไง หมอนั่นมาคุยอะไรกับเธอ

          เมื่อถูกคาดคั้นอีกรอบ มิจิรุก็หรี่ตาลง

อยากรู้ขนาดนั้นเลยเหรอคะ มีความสัมพันธ์ยังไงกันแน่ คุณสองคนน่ะ

ซับซ้อน เด็กอย่างเธอไม่เข้าใจหรอก

ฉันอายุ 27 แล้วนะคะ…”

เด็กกว่าฉันก็เด็กหมด รู้ไว้ว่าฉันไม่ชอบหน้าหมอนั่นก็พอ มิจิรุนั่นแหละมีอะไร ไปได้คำแนะนำแปลกๆ มาอีกแล้วเหรอ

          คุณบรรณาธิการเอ่ยอย่างรู้ทัน มิจิรุจึงพยักหน้ารับแต่โดยดี

ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรหรอกค่ะ เขาแค่มายืนยันว่าฉันควรจะไปปรึกษาอาจารย์อิจิโนะยูกิเรื่องงานน่ะ

อ่องั้นเหรอ คนฟังพึมพำ งั้นก็ไปสิ ถึงตัวตนจะเป็นคนนิสัยเสีย แต่ถ้าเป็นเรื่องงานแล้วโปรดิวเซอร์นั่นสายตาไม่เลวเลยนะ

          ถึงจะได้ยินอย่างนั้น ทว่ามิจิรุกลับยิ่งหนักใจ

ทำไมต้องเป็นคนนี้ด้วยคะ เธอซบหน้าลงกับฝ่ามือ เป็นนักเขียนคนอื่นไม่ได้หรือไง ตามด้วยถอนหายใจยาวเหยียด

ทำไมล่ะ ฉันว่าเป็นอาจารย์อิจิโนะยูกิก็ออกจะดี

          ฮารุกะตอบกลับหน้าตาย

คิดในแง่ดีนะ ไหนๆ ภาพลักษณ์มิจิรุในสายตาเขาก็ติดลบอยู่แล้ว ต่อให้ทำอะไรน่าอายเพิ่มก็ไม่น่าจะแย่ลงได้อีก

ฮารุกะซัง…”

ที่สำคัญบ้านเขาก็อยู่ใกล้ๆ ด้วย พวกนักเขียนดังๆ นี่นะ กว่าจะได้เจอตัวยากเย็นจะตาย บก. หลายคนที่ยังไม่เคยเจอหน้านักเขียนตัวเองก็มี เดี๋ยวนี้เขาคุยงานผ่านอินเทอร์เน็ตกันแล้วทั้งนั้น

          มิจิรุกะพริบตาปริบๆ อันนี้ก็ออกจะจริงอยู่หลายส่วน แต่สำหรับเธอแล้วโอกาสพบปะนักเขียนดังๆ ที่ว่านั่นดันสูงลิบลิ่วเกินความจำเป็นแถมยังมาในสถานการณ์ที่ไม่ได้ร้องขออีก

ฉันว่ามิจิรุลองทำใจกล้าสักครั้ง ไปกดกริ่งประตูบ้านเขา ถ้าถูกไล่ออกมาก็จบ จะได้ไม่ต้องมานั่งคิดมากเรื่องนี้อีก แต่ถ้าเกิดเขาใจดียอมช่วยขึ้นมา แบบนี้คนที่ได้ประโยชน์เต็มๆ ก็คือมิจิรุนี่นา

          จังหวะนั้นอาหารที่สั่งไว้ก็ถูกยกมาตั้งที่โต๊ะพอดี เนื่องจากเหลือเวลาพักไม่มากแล้ว พวกเขาจึงหยุดบทสนทนาชั่วคราวแล้วรีบจัดการอาหารของตัวเอง

ตกลงตามนี้นะ ไปลองดูสักตั้ง

          คุณบรรณาธิการเอี้ยวตัวมาตบบ่าให้กำลังใจ แรกๆ ก็ดูเป็นธรรมชาติดี แต่พอบ่อยเข้ามิจิรุก็อดสงสัยไม่ได้

สนับสนุนจังเลยนะคะ ทำไมถึงอยากให้ฉันไปตีสนิทอาจารย์อิจิโนะยูกินักล่ะ ฮารุกะซังจะได้อะไรจากเรื่องนี้เหรอ

          หญิงสาวหรี่ตาถาม ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้ต้องการจะปิดบังอะไร เพราะพอโดนถามตรงๆ ก็ตอบกลับมาตามตรงทันที

ถ้าบอกว่าไม่ได้หวังอะไรก็คงโกหก เพราะฉะนั้นอันที่จริงก็แอบหวังอยู่ละนะ

          ฮารุกะยกน้ำขึ้นจิบ

ที่จริงแล้วในหมู่บรรณาธิการแต่ละหัวก็มีการแข่งขันกันอยู่ อย่างคาชิมะ มาโดกะซังที่ดูแลหมวดนิยายสืบสวนน่ะ ถ้าเป็นสมัยเรียนก็คงต้องเรียกว่านักเรียนระดับท็อปเลยละ

          ได้ยินดังนั้นมิจิรุก็เริ่มสะกิดใจ ชื่อนั้นคุ้นหูเธอมาก

คาชิมะ มาโดกะซัง? บรรณาธิการที่ดูแลต้นฉบับของอาจารย์อิจิโนะยูกิน่ะเหรอคะ

อืม ฮารุกะทำหน้าซังกะตาย รายนั้นหลังดีลอาจารย์อิจิโนะยูกิมาได้ก็เข้าสู่ช่วงขาขึ้นสุดๆ ปลายปีก็ได้โบนัสเพียบ พวก บก. นี่นะ พอได้ดูแลนักเขียนดังๆ สักครั้งก็จะกลายเป็นบรรณาธิการไฮโปรไฟล์เลยแหละ

ขอโทษนะคะที่ฉันไม่ดัง มิจิรุย่นจมูก

อย่าน้อยใจสิ ฉันไม่ได้ว่าสักหน่อย แต่ถ้ามิจิรุไปเรียนรู้แล้วกลายเป็นนักเขียนที่เก่งกาจขึ้นมา ฉันที่เป็นรุ่นพี่ก็จะได้หน้าไปด้วย

          ฮารุกะยืดตัวขึ้นด้วยความมั่นใจ

เพราะฉะนั้นต้องทำให้ได้นะ ฝากตัวเป็นลูกศิษย์เขาแล้วเก็บเกี่ยววิชามา!”

อะไรกันคะ ทำไมอยู่ๆ มากดดันฉันล่ะ

          มิจิรุส่ายหน้าเบาๆ ยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วยกแก้วน้ำขึ้นจิบ ขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดว่าเธอจะไปขอร้องคุณเพื่อนบ้านด้วยวิธีไหน แม้จะยังไม่มั่นใจว่านี่คือทางเลือกที่ดีแล้ว แต่ก็จริงอย่างที่คนอายุมากกว่าพูดไว้

          ถ้าล้มเหลวขึ้นมา เธอจะสามารถอับอายได้มากกว่านี้อีกเหรอ?

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 288 ครั้ง

2,015 ความคิดเห็น

  1. #1930 ฺBedroom (@154356) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 เมษายน 2562 / 22:29
    555 มิจิรุ หนู จากสาวน้อยน่ารักกลายมาส฿ขั้นนี้ได้ยังไงเนี่ย
    #1930
    0
  2. #1608 toei. (@yadatoei) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 เมษายน 2562 / 10:45
    ไปให้สุดเลยค่ะลูกกก55555
    #1608
    0
  3. #1255 ohjesus (@rhmourwa) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 มีนาคม 2562 / 13:22
    สงสารนางเอก5555555ถ้าเธอเอาตัวไปใกล้เขา ชีวิตต้องโดนแกล้งไม่จบไม่สิ้น
    #1255
    0
  4. #97 zephyrus.e (@thitawee) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 21:57
    สงสารนางเอก ทำไมชีวิตเธอเด๋อด๋ากับคนคนนี้ได้ขนาดนี้กัน555555555
    #97
    0
  5. #95 มาญ่าาา~ (@kim-yoosong) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 กันยายน 2561 / 20:56
    วงวารนางเอกก 55555 สู้ๆนะตัวเธอ
    #95
    0
  6. #90 Ampchom Chomphoonut (@ampchom) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 กันยายน 2561 / 15:21

    ไม่ต้องเจอตัวแค่อ่านผลงานยังเหมือนโดนแกล้งเลย นี่ไปเจอตัวเป็นๆ

    #90
    0
  7. #89 B365 (@104543) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 กันยายน 2561 / 13:08
    มิจิรุจะโดนแกล้งกลับมาอีกมั้ยเนี่ย อ่านไปอ่านมาก็เริ่มสงสาร 55555
    #89
    0