คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

เดือนล้อมดาว (วางแผงปลายเดือน ก.ค. นี้ค่า)

ตอนที่ 3 : บทที่ ๓ 100%


     อัพเดท 3 มิ.ย. 59
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/รักดราม่า
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : นิลปัทม์ นลินนิภา ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ นิลปัทม์ นลินนิภา
My.iD: https://my.dek-d.com/senate
< Review/Vote > Rating : 0% [ 0 mem(s) ]
This month views : 23 Overall : 369,836
2,524 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 2644 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
เดือนล้อมดาว (วางแผงปลายเดือน ก.ค. นี้ค่า) ตอนที่ 3 : บทที่ ๓ 100% , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 10566 , โพส : 7 , Rating : 98% / 12 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด





บทที่ ๓

            “ดาวไปไหนล่ะป้าเนียง”

            ภูดิษศ์ที่เพิ่งเดินเข้าบ้านมาเอ่ยถามจำเนียงที่ตรงหรี่มารับกระเป๋าของเขาไปถือตามหน้าที่เช่นทุกครั้ง  กลับมาจากบริษัททีไรเป็นต้องเห็นดาริกานั่งเล่นอยู่บริเวณห้องรับแขกหรือไม่ก็ม้านั่งในสวน แต่วันนี้ทุกที่กลับไม่มีเงาของลูกสาวอย่างที่คาดเอาไว้ เขาจึงนึกแปลกใจไม่น้อย

            “เอ...ป้าเห็นคุณกลินท์เพิ่งพาคุณดาวมาส่งที่บ้านเมื่อตอนสามโมงเย็นนะคะ เห็นครั้งสุดท้ายก็ตอนที่คุณเดือนแกเดินนำคุณดาวขึ้นไปข้างบน จากนั้นป้าก็ไม่เห็นคุณดาวอีกเลยค่ะเจ้าสัว”

            “เดือนพาน้องไปไหน”

            ภูดิษศ์รำพึงเบาๆ สงสัยในคำบอกเล่าของจำเนียง  ลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่างทำให้เขาต้องรีบสาวเท้าขึ้นบันไดตรงไปยังห้องนอนของลูกสาวคนโต เปิดประตูเข้าไปก็เจอเจ้าของห้องกำลังนั่งดูโทรทัศน์เคียงข้างผู้เป็นแม่อยู่ วิไลเรขตกใจเล็กน้อยที่เห็นภูดิษศ์โผล่เข้ามาไม่ยอมให้สุ้มให้เสียง หากหล่อนกลับรีบซ่อนสีหน้าไว้ได้อย่างมิดชิด

            ภูดิษศ์หาได้สนใจภรรยาไม่ ยิงคำถามใส่ผู้เป็นลูกทันที

            “เดือน เห็นดาวหรือเปล่าลูก”

            “ไม่เห็นค่ะคุณพ่อ”

            “แต่จำเนียงบอกพ่อว่าลูกพาน้องขึ้นมาข้างบนนี่”

            คนเป็นพ่อเริ่มจับผิด พอเห็นลูกสาวหันไปมองหน้าคนเป็นแม่อย่างมีพิรุธ ภูดิษศ์ก็ยิ่งแน่ใจในสิ่งที่ตนเองคิด  รีบถามย้ำเสียงเข้ม

            “อย่าโกหกพ่อนะเดือน น้องอยู่ที่ไหน”

            “เดือนไม่รู้ค่ะ”

            “เดือน...”

            “พอแล้ว จะคาดคั้นยัยเดือนทำไมหนักหนา นังดาวมันอยู่ในตู้เสื้อผ้านู้น”

            วิไลเรขแทรกขึ้นอย่างขุ่นเคือง หากคำของหล่อนกลับทำให้คนฟังต้องสะท้าน

            “ว่าไงนะ”

            ภูดิษศ์ไม่รอช้า รีบสาวเท้าไปยังตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ริมห้อง กระชากประตูเปิดออก ก่อนจะได้เห็นร่างเล็กๆของลูกสาวนั่งขดตัวอยู่ในซอกมุมหนี่ง ใจคนมองเจ็บจนร้าวยามเห็นใบหน้ากลมที่เงยขึ้นมามองเขามีแต่คราบน้ำตาเปรอะเปื้อน ผมเปียยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงสวยเหมือนเมื่อเช้าตอนที่เขาเจอก่อนออกไปทำงาน ดวงตากลมแป๋วนั่นปรากฏความหวาดกลัวออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด พลันความขมขื่นขุมหนึ่งก็รื่นขึ้นมาในอกของคนมองพาให้หัวตาปวดหน่วง ภูดิษศ์กำมือแน่น หันไปมองคนใจไม้ไส้ระกำที่นั่งลอยหน้าลอยตาอยู่บนเตียงด้วยความโกรธจัด

            “คุณวิไล คุณทำกับลูกผมแบบนี้ได้ยังไง!

            “ก็ลูกของคุณมันสะเออะไปยุ่งกับกลินท์เอง ไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวเสียบ้าง”

            วิไลเรขตอบกลับเหมือนเรื่องที่ทำเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่สิ่งที่หล่อนทำมันเป็นเรื่องที่ผิดอย่างมหันต์สำหรับภูดิษศ์

            “แค่นี้คุณถึงขนาดต้องขังดาวไว้ในตู้เสื้อผ้าเลยอย่างนั้นหรือ! จิตใจของคุณมันทำด้วยอะไรกัน!

            “ไม่อยากให้มันโดนแบบนี้อีก วันหลังก็บอกให้มันเลิกยุ่งกับกลินท์เสียสิ! หัดสอนลูกของคุณให้มันอยู่แต่ในที่ของตัวเองเสียบ้าง! อย่าริอ่านเสนอหน้ามาทำตัวเทียบเท่ากับลูกสาวของฉัน!

            ได้ยินดังนั้น ภูดิษศ์จึงนึกรู้ทันทีว่าเหตุใดวิไลเรขถึงต้องลงโทษดาริกาหนักอย่างนี้ แต่ต่อให้วันนี้เขากับวิไลเรขจะทะเลาะกันจนตายไปข้าง หล่อนก็ไม่มีทางที่จะเลิกรังแกลูกของเขา ไม่ใช่ว่าเขาเข้าข้างดาริกาจนมองไม่เห็นพราวสิตางศุ์อยู่ในสายตา แต่วิไลเรขกำลังปลูกฝังให้พี่ชิงชังน้องเพราะความแค้นใจเรื่องในอดีต  และตราบใดที่ดาริกายังเป็นลูกสาวของเขากับอัปสรา  หล่อนจะไม่มีวันเลิกเกลียดชังดาริกาอย่างเด็ดขาด...ข้อนี้เขารู้ดี

            “ผมไม่คิดเลยนะว่าคุณจะใจร้ายขนาดนี้ ภูดิษฐ์ส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง เลิกต่อปากต่อคำกับวิไลเรข แล้วหันมาย่อตัวลงไปหาดาริกา “มาลูก...ดาว ไปกับพ่อ”

            ภูดิษศ์อุ้มร่างเล็กขึ้นแนบอก ยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำตาออกจากใบหน้ากลมของคนเป็นลูกจนเกลี้ยง ก่อนจะเดินออกจากห้อง ไม่ลืมหันมาย้ำกับคนที่กลายร่างเป็นแม่เลี้ยงใจร้ายอย่างเต็มตัวไปแล้วในสายตาของคนเป็นพ่ออย่างเขา

            “อย่าทำแบบนี้อีกนะคุณวิไล ถ้าดาวผิดจริง คุณจะลงโทษดาวอย่างไรก็ได้ แต่อย่าให้มันเกินเลยเหมือนอย่างวันนี้อีกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าผมไม่เตือน”

            ขู่จบ ภูดิษศ์ก็เดินออกจากห้องนอนของลูกสาวคนโต ปล่อยให้วิไลเรขนั่งกัดฟันกรอด โมโหและแค้นกับวาจาที่เหมือนคำสั่งกรายๆนั่น ดีที่ว่าหล่อนอารมณ์ดีขึ้นมาได้บ้างหลังจากได้เห็นนังลูกเมียน้อยนั่นมันร่ำไห้แทบขาดใจตายคาตู้ ไม่อย่างนั้นคงได้ลุกขึ้นมาอาละวาดจนบ้านแตกไปแล้วที่ภูดิษศ์เข้าข้างดาริกาอย่างออกนอกหน้าเช่นนั้น

            จะให้หล่อนเลิกเกลียดชังหนามตำใจอย่างมันน่ะรึ...รอไปอีกชาติเถอะ!

            แม่ของมันทำให้หล่อนต้องเจ็บปวด งั้นหล่อนก็จะเอาความโกรธแค้นมาลงกับลูกของมันอยู่อย่างนี้จนกว่าจะตายจากกันไปข้างนั่นแหละ!

            ภูดิษศ์อุ้มดาริกามาวางลงบนโซฟาในห้องรับแขก ไล่สำรวจเนื้อตัวของผู้เป็นลูกว่ามีส่วนใดเขียวช้ำขึ้นมาอีกหรือไม่ แต่นอกจากรอยฟกช้ำดำเขียวที่เห็นเมื่อวานนี้แล้ว ก็ไม่มีร่องรอยใดเพิ่มเข้ามาอีก เขาจึงสบายใจขึ้นได้เล็กน้อย  หากมันก็ยังไม่หมดเสียทีเดียว...จะให้เขาโล่งอกได้อย่างไร ในเมื่อวันนี้ดาริกาเจอมากกว่าการโดนหยิกหรือโดนทุบตี

            ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าเขากลับมาช้ากว่านี้อีกนิด ดาริกาจะได้ออกมาจากตู้เสื้อผ้าด้วยสภาพเช่นไร...ภูดิษศ์ไม่อยากจะจิตนาการถึงภาพนั้น

            “เป็นอย่างไรบ้างดาว”

            “ดาวไม่เป็นไรค่ะคุณพ่อ”

            ดาริกาบอกเบาๆ ความหวาดกลัวที่เคยมีอยู่ในกายถูกไออุ่นจากตัวของพ่อทำลายไปหมดสิ้น  ไม่มีแม่ก็ไม่เป็นไร...ขอแค่มีพ่ออยู่เคียงข้าง หล่อนก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้วในชั่วชีวิตนี้  ภูดิษศ์เอื้อมมือไปลูบหัวของลูกสาวอย่างอ่อนโยน เห็นแววตากลมแป๋วนั่นแล้วนึกสงสารขึ้นมาครามครัน  ถ้าอัปสรายังมีชีวิตอยู่ก็คงจะดีไม่น้อย เขาเชื่อว่าหล่อนจะทำหน้าที่แม่ได้สมบูรณ์แบบมากกว่าพ่ออย่างเขา

            อย่างน้อยหล่อนก็คงไม่มีทางปล่อยให้ลูกถูกรังแกไม่เว้นแต่ละวันอย่างนี้...

            “พ่อขอโทษนะลูก พ่อไม่ดีเองที่ปกป้องดาวไม่ได้ ดาวจะโกรธคุณแม่กับพี่เขาก็ได้นะ แต่อย่าเกลียดพวกเขาเด็ดขาด อย่าเอาความเกลียดมาทำให้จิตใจของเราต้องมืดบอด เข้าใจไหมลูก”

            “เข้าใจค่ะคุณพ่อ ดาวไม่เคยโกรธเกลียดคุณแม่กับพี่เดือนเลย แต่บางทีดาวก็แค่น้อยใจ...”

            เห็นเด็กหญิงตัวน้อยก้มหน้าพึมพำคางชิดอก หลุบตาลงหลบซ่อนไม่ให้เขาเห็นสิ่งที่สะท้อนอยู่ในนั้น ภูดิษศ์ก็ถอนหายใจเบาๆ ทำไมจะไม่รู้ว่าหล่อนน้อยใจเรื่องอะไร วิไลเรขกรอกหูดาริกาอยู่ทุกครั้งว่าหล่อนเป็นลูกเมียน้อย ไม่มีสิทธิ์ลุกขึ้นมาเผยอทำตัวเทียบเท่าคุณหนูอย่างพราวสิตางศุ์ แล้วนี่ยังสั่งไม่ให้หล่อนไปยุ่งกับกลินท์อีก ยิ่งไปกว่านั้นเหตุผลที่ถูกสั่งห้ามยังเป็นเพราะฐานะของดาริกาไม่คู่ควรที่จะไปเกลือกกลั้วกับกลินท์เสียอย่างนั้น

            ภูดิษศ์เคืองนักที่วิไลเรขประณามลูกของเขาเช่นนั้น แต่เขาไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าโกรธเคืองหรือตักเตือนหล่อนยามเขาเห็นหล่อนรังแกดาริกาต่อหน้าต่อตา เพราะรู้ดีว่าความผิดทั้งหมดมันเริ่มต้นมาจากเขา ภูดิษศ์ไม่สามารถโทษวิไลเรขที่จงเกลียดจงชังลูกที่เกิดมาจากเขากับเมียอีกคนได้...ไม่มีผู้หญิงคนไหนหรอกที่จะทำใจยอมรับลูกของสามีกับผู้หญิงคนอื่นได้โดยไม่อคติ

            “อย่าไปเก็บเอาคำของคุณแม่มาใส่ใจนะดาว คุณแม่เขาก็แค่พูดไปเพราะโกรธ ลูกสาวของพ่อคนนี้ไม่ได้ต่ำต้อยไปกว่าใครเลยนะลูก”

            มือหนายกขึ้นลูบศีรษะเล็กเบาๆขณะพูด ความอบอุ่นจากทั้งคำพูดและจากฝ่ามือใหญ่ของผู้เป็นพ่อไหลเข้าโอบล้อมหัวใจของคนเป็นลูกจนอุ่นซ่าน ดาริกาเพิ่งรู้ในนาทีนี้เองว่าคำปลอบของใครก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าของพ่อ...ใครจะมองหล่อนเป็นอย่างไร ทำไมหล่อนจะต้องไปสน แค่พ่อไม่มองหล่อนเหมือนที่คนอื่นๆเขามอง หล่อนก็มีความสุขมากแล้ว

            พอเห็นความน้อยเนื้อต่ำใจค่อยๆเลือนหายไปจากดวงตากลมแป๋ว ภูดิษศ์ก็โล่งใจขึ้นได้บ้าง  รีบย้ำให้ดาริกาฟังอีกครั้ง

            “ห้ามคิดว่าตัวเองต่ำต้อยอย่างที่คุณแม่เขาว่าเด็ดขาด เข้าใจไหม”

            “ค่ะคุณพ่อ”

            “แล้วก็จำไว้นะดาว ต่อไปนี้เจอกลินท์ที่ไหนก็อยู่ให้ห่าง”

            ประโยคถัดมาของภูดิษศ์พลันดับแสงสว่างในโลกของดาริกาลงจนมืดมน  ให้หล่อนอยู่ห่างจากกลินท์  แล้วหล่อนจะเหลือใครที่ไหนให้พึ่งพิงได้อีก ในเมื่อกลินท์เป็นคนเดียวที่ทำให้หล่อนรู้สึกว่าหล่อนยังมีตัวตนอยู่ในบ้านหลังนี้...เป็นคนเดียวที่ยืนยันได้ว่าหล่อนนั้นมีตัวตนอยู่บนโลก

            “แต่พี่กลินท์...”

            “พ่อไม่อยากให้ดาวต้องเจ็บตัวอีก แค่นี้ทำเพื่อพ่อได้ไหม”

            “ค่ะ”

            ดาริกาเงียบไปนาน ก่อนจะยอมพยักหน้ารับคำผู้เป็นพ่ออย่างหงอยๆในที่สุด ดวงตากลมโตมีแต่ความเศร้าหมองปรากฎออกมาให้เห็น หากภูดิษศ์จำต้องทำใจแข็ง หนทางนี้มันน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะปกป้องดาริกาไม่ให้ถูกวิไลเรขรังแกอย่างไม่เป็นธรรมอีก สิ่งใดก็ตามที่เขาทำแล้วมันสามารถช่วยให้ลูกสาวคนนี้ของเขารอดพ้นจากเงื้อมมือของแม่เลี้ยงใจร้ายได้ เขาก็จะทำ ต่อให้สิ่งนั้นมันจะทำให้เขากลายเป็นพ่อใจร้ายในสายตาของลูกหรือสายตาของใครต่อใคร เขาก็ไม่หวั่น ขอแค่ปกป้องดาริกาได้...เท่านั้นก็เพียงพอ

 

    หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาดาริกาก็ทำตามที่รับปากกับภูดิษศ์ไว้อย่างไม่บกพร่อง หล่อนไม่ไปหากลินท์  ไม่แม้แต่จะเดินเฉียดกรายไปใกล้บ้านหลังข้างเคียงอีก  อาทิตย์นั้นจึงเป็นอาทิตย์แรกที่ดาริกาไม่ได้พบหน้ากลินท์เลย ทั้งที่ปกติแล้วหล่อนต้องได้เจอเขาสองสามวันต่ออาทิตย์เป็นอย่างต่ำ ดาริกาทำได้แค่มองดูห้องนอนของกลินท์ที่อยู่ตรงข้ามกันกับห้องนอนของหล่อนผ่านกระจกหน้าต่างบานเล็กเท่านั้น หล่อนหลบหน้าคนบ้านนั้นจนเผลอคิดอยู่หลายครั้งยามเหม่อมองไปยังบ้านหลังตรงข้ามว่า...พี่กลินท์จะสงสัยบ้างหรือเปล่าว่าหล่อนหายไปไหน จะคิดถึงหล่อนบ้างไหมที่หล่อนหายหน้าไป แล้วไหนจะน้ามนต์อีก...น้ามนต์จะคิดถึงหล่อนบ้างไหมหนอ

            หรือแค่อาทิตย์เดียว ทุกคนในบ้าน โภคโยดม จะลืมหน้าหล่อนไปกันหมดแล้ว...

            ดวงตากลมโตมีแต่ประกายแห่งความหม่นเศร้ายามเหลือบไปมองประตูรั้วของบ้านหลังข้างเคียง เพียงไม่นานน้ำตาหยดหนึ่งก็ไหลลงอาบแก้มนวล ไม่มีเสียงร้องคร่ำครวญให้น่ารำคาญ มีเพียงแรงสะอื้นเล็กๆที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังร้องไห้อยู่ ดาริกาอาจจะเด็กเกินไป จึงไม่รู้ว่าความรู้สึกที่มันเคลื่อนที่เข้ามาเกาะกุมหัวใจในยามนี้มันคือสิ่งใด หากหล่อนอธิบายได้...ก็คงต้องบอกว่ามันเศร้าเหลือทน ทั้งเศร้าและเหงาอย่างที่ไม่เคยได้เป็นมาก่อนตั้งแต่ได้รู้จักกับกลินท์ เหมือนโลกที่ถูกกลินท์จุดจนสว่างกลับมามืดมนไม่ต่างจากเมื่อสองปีก่อน

            พอไม่มีเขา...โลกของหล่อนก็กลับมาเงียบเหงาอีกครั้งอย่างที่หล่อนไม่เคยนึกชิน

            ภาพเด็กหญิงตัวน้อยในชุดกระโปรงเอี๊ยมสีเหลืองที่นั่งเช็ดน้ำตาปรอยๆอยู่บนม้านั่งหน้าบ้านอีกหลังทำให้กลินท์ที่เพิ่งเข็นจักรยานออกมาจากประตูรั้วบ้านขมวดคิ้วมองอย่างสงสัย ดวงตาคมกริบที่ถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อมีร่องรอยแห่งความดีใจเต้นระริกอยู่ในนั้น ความโล่งอกค่อยๆปรากฎขึ้นในใจทำลายความกระวนกระวายที่มีมาหลายวันหลังจากที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาเป็นอาทิตย์ไปได้บางส่วน ดาริกาหายหน้าไปจนเขากับแม่นึกเป็นห่วงแทบตายด้วยกลัวว่าหล่อนจะถูกวิไลเรขทำโทษอย่างไม่ยุติธรรมและหวาดกลัวจนไม่กล้ามายุ่งกับเขาอีก แต่พอได้เห็นหน้าแม่น้องน้อยอย่างนี้และเห็นว่าหล่อนมีร่างกายแข็งแรงดี ไม่ได้ถูกวิไลเรขลงโทษจนสาหัสสากรรจ์อย่างที่คิดเอาไว้ กลินท์จึงพลอยสบายใจขึ้นมาได้บ้าง

            ไม่อย่างนั้นเขาคงรู้สึกผิดอยู่อย่างนี้ที่เป็นต้นเหตุให้ดาริกาต้องถูกทุบตีอย่างอยุติธรรม

            กลินท์หันไปปิดประตูรั้วให้เรียบร้อย ก่อนจะเหวี่ยงตัวขึ้นคร่อมจักรยานแล้วปั่นไปหยุดตรงหน้าสาวน้อยจอมขี้แงของเขา

            “ไปปั่นจักรยานเล่นกันไหม”

            เสียงคุ้นเคยเรียกให้ดาริกาที่กำลังก้มหน้าเช็ดน้ำตาเหลือบสายตาขึ้นมอง พอเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มอ่อนโยนของคนชวน ความคิดถึงมากมายมหาศาลก็เทลงมาจนล้นหัวใจดวงน้อย หล่อนอยากจะโผเข้าไปอ้อนเขาอย่างที่เคยทำ อยากจะฟ้องเขานักว่าพ่อใจร้ายเพียงใดที่สั่งห้ามไม่ให้หล่อนไปหาเขาอีก แต่หล่อนก็ไม่กล้า...เพราะกลัวว่าจะโดนทำโทษที่ไม่ยอมทำตามคำสั่ง

            เด็ก...ก็เป็นเด็กอยู่วันยันค่ำ ผู้ใหญ่เคยสั่งไว้อย่างไรก็ไม่กล้าที่ขัดคำสั่งนั้น

            พอดาริกายังนิ่ง กลินท์จึงล้วงผ้าเช็ดหน้าลายทางจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาส่งให้

            “เช็ดน้ำตาซะ

            เขาเลือกที่จะพูดประโยคนั้น ไม่ถามสักคำว่าหล่อนร้องไห้ทำไม เพราะรู้ดีว่าสาเหตุก็คงไม่พ้นจากเรื่องเดิมๆ ดาริกาไม่ยอมรับผ้าเช็ดหน้าจากเขา หล่อนรีบลุกขึ้นจากม้านั่ง ทำท่าจะเดินกลับเข้าไปในบ้านด้วยกลัวว่าจะมีใครมาเห็นเข้าว่าหล่อนแอบพบกลินท์ แล้วเอาไปฟ้องผู้เป็นพ่อหรือไม่ก็วิไลเรขให้หล่อนต้องถูกทำโทษอีก หากกลินท์กลับไม่ยอมปล่อยดาริกาให้เดินจากไปอย่างง่ายดาย เด็กหนุ่มปล่อยรถจักรยานให้ล้มคว่ำอยู่ข้างฟุตบาท รีบก้าวฉับๆมาดึงแขนเล็กๆของคนที่กำลังจะเข้าไปในบ้านให้หันมาเผชิญหน้ากัน รอยยิ้มใจดีที่เคยมีประดับอยู่บนใบหน้าคมเลือนหายไปแล้ว หลงเหลือไว้เพียงคิ้วที่ขมวดกันยุ่งอย่างไม่เข้าใจในพฤติกรรมของเด็กหญิงตรงหน้า

            “เป็นอะไรไปดาว”

            “ดาวจะเข้าบ้านแล้วค่ะพี่กลินท์”

            ดาริกาบอกจุดประสงค์ของหล่อนให้เขาฟังเบาๆ ไม่ขัดขืนเขาให้วุ่นวาย กลินท์ถอนหายใจเล็กน้อย และยังไม่ยอมลดความเคร่งเครียดในน้ำเสียงลงแต่อย่างใด

            “พักนี้เป็นอะไร หลบหน้าหลบตาพี่จังเลย งอนอะไรพี่อีกหรือเปล่า”

            “เปล่าค่ะ”

            “ไม่จริง มันต้องมีอะไรสักอย่าง เธอไม่เคยเป็นแบบนี้เลยนะดาว”

            กลินท์แย้งเสียงแข็ง  ความเอาแต่ใจเริ่มปรากฏให้เห็น ยิ่งดาริกาพยายามหลบหน้าเขาเท่าไร เขาก็ยิ่งต้องการคำตอบว่าหล่อนทำแบบนั้นทำไม เขาเป็นเด็กผู้ชาย ยังไม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มวัย จึงยังไม่เข้าใจอารมณ์อันละเอียดอ่อนของเด็กผู้หญิงดีนัก โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงอย่างดาริกา...เขายิ่งไม่เข้าใจ หล่อนเคยแต่เข้าหาเขามาตลอด แล้วการที่เจอหน้าเขาและทำท่าจะหลบหน้าเข้าบ้านอย่างเดียว แถมยังปฏิเสธน้ำใจที่เขามีให้ทุกทาง...จะให้เขาเข้าใจว่าอย่างไรหรือ

            “ถ้าเป็นเรื่องคราวก่อนที่พี่ไม่ได้ชวนน้องเดือนไปกินขนมที่บ้าน พี่จะไปอธิบายกับคุณป้าวิไลให้ท่าน...”

            “ดาวเบื่อพี่กลินท์แล้วค่ะ”

            เสียงเล็กๆดังแทรกคำพูดของเขาขึ้นมา กลินท์จึงหยุดคำพูดทั้งหมดลง ก่อนจะหรี่ตามองเด็กหญิงตรงหน้า

            “เบื่อจริงๆน่ะเหรอ”

            “จริงค่ะ”

            “งั้นไปปั่นจักรยานเล่นกัน”

            กลินท์ดึงดาริกาให้ก้าวตามมายังรถจักรยานที่นอนล้มคว่ำอยู่ข้างฟุตบาท คร้านจะต่อความยาวสาวความยืดให้มากความอีก แม้จะไม่รู้ว่าหล่อนโกรธเรื่องอะไร แต่การพาดาริกาไปเที่ยวให้อารมณ์ดีขึ้นแล้วค่อยตะล่อมถามทีหลังมันคงได้ประโยชน์กว่าการมายืนคาดคั้นอยู่อย่างนี้ เพราะรู้ดีว่าต่อให้เขายืนถามหล่อนซ้ำๆทั้งวัน  ยังไงเขาก็คงไม่มีทางได้คำตอบตรงกับคำถามที่เขาต้องการ

            นิสัยแบบนี้...มันต้องมีอะไรมาล่อ เขาถึงจะได้คำตอบที่อยากรู้

            ดาริกาไม่ขัดขืน ทว่ายังไม่ทันที่กลินท์จะดึงข้อมือหล่อนให้ไปขึ้นซ้อนท้าย เสียงเล็กแหลมที่มาจากด้านในบ้านก็ดังขึ้นขัดเสียก่อน ส่งผลให้เด็กหญิงตัวน้อยที่ทำท่าว่าจะเดินตามกลินท์อย่างว่าง่ายรีบสะบัดมือออกแล้วถอยตัวห่างจากเขาหลายเมตรทันควัน

            “พี่กลินท์คะ” พราวสิตางศุ์รีบพุ่งตัวออกมาจากรั้วบ้าน แล้วยื่นหน้าเข้าไปถามด้วยสีหน้าและท่าทางอันแสนร่าเริง “จะไปปั่นจักรยานเล่นเหรอคะ เดือนไปด้วยได้ไหม”

            “อืม ไปสิ” กลินท์ตอบรับอย่างไม่อิดออด ก่อนจะหันมาหาเด็กหญิงข้างกาย “ไปด้วยกันนะดาว”

            “เอ่อ  ดาว...”

            “ดาว คุณแม่เรียกหาแน่ะ”

            ยังไม่ทันที่ดาริกาจะตอบรับ พราวสิตางศุ์ก็รีบพูดแทรกขึ้นเป็นการตัดบท ไม่ลืมถลึงตาใส่น้องสาวให้รู้ตัวว่า...อย่าริอ่านทำตัวสะเออะ!

            “ค่ะ พี่เดือน”

            และเหมือนดาริกาจะรับรู้ได้โดยไม่ต้องให้ผู้เป็นพี่บอกออกมาเป็นคำพูด หล่อนพยักหน้ารับก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าบ้านด้วยท่าทางหงอยๆ พาให้คนมองตามอดสงสารเวทนาขึ้นมาไม่ได้ ใจหนึ่งก็อยากจะหนีบเอาแม่เด็กหญิงตัวน้อยนี่ไปด้วยให้ได้ หากอีกใจก็เกรงว่าเจ้าหล่อนจะเดือดร้อนเพราะมีเขาเป็นต้นเหตุอีก

            “ไปกันเถอะค่ะพี่กลินท์”

            กลินท์ยืนละล้าละลังอยู่สักพัก จนได้ยินพราวสิตางศุ์เร่งอีกครั้ง เขาถึงขึ้นคร่อมจักรยาน รอให้เจ้าหล่อนขึ้นซ้อนท้ายเรียบร้อยแล้วจึงออกแรงปั่นจักรยานไปข้างหน้า ดาริกาที่กำลังก้าวเข้าบ้านหันกลับไปมอง ดวงตากลมโตมีแต่ความเศร้าสร้อยยามเห็นกลินท์ปั่นจักรยานห่างออกไปเรื่อยๆโดยมีพราวสิตางศุ์นั่งซ้อนท้าย จนกระทั่งรถจักรยานคันเล็กลับตาไปตรงทางโค้งนั่นแล้ว ความอ้างว้างที่กระจายเกลื่อนในอกเล็กมันก็ไม่ได้หายไปแต่อย่างใด...ซ้ำยังจะเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

     วันนี้ระยะทางระหว่างเขากับหล่อนห่างกันออกไปอีกก้าวหนึ่งแล้วสินะ...

 

 

 

            หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ดูเหมือนว่าระยะห่างระหว่างดาริกากับกลินท์ก็เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับอายุของเขาและหล่อนที่เติบโตขึ้นตามวัย สาวน้อยที่เคยไปเที่ยวเล่นบ้านของเขาอยู่บ่อยๆกลับกลายเป็นพราวสิตางศุ์...ไม่ใช่ดาริกาอีกต่อไป แรกที่หล่อนทำตัวห่างเหิน ไม่เข้าไปสุงสิงหรือคลุกคลีกับกลินท์แบบเดิม กลินท์ก็ยังพยายามหาทางเข้ามาหาหล่อนอยู่บ้าง แต่พอนานวันเข้า เขาก็คงจะเบื่อจึงเลิกมายุ่งกับหล่อน โดยเฉพาะช่วงหลังๆที่กลินท์เริ่มมีสังคมใหม่ เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นที่มีเพื่อนเดินตามเป็นโขยงตามประสาเด็กหนุ่มหน้าตาดีทั่วๆไป ก็ดูเหมือนว่าหล่อนกับเขาจะห่างออกจากกันอย่างถาวร แล้วยิ่งกลินท์โตเป็นหนุ่มเต็มตัวในวัยสิบแปดปี  มีสังคมเป็นของตัวเองแล้วในตอนนี้ หล่อนก็ยิ่งสัมผัสเขายากมากขึ้นทุกที  คงมีแต่ดาริกาฝ่ายเดียวที่แอบมองเขาพาเพื่อนมาเที่ยวเล่นที่บ้านอย่างเหงาๆ...คอยลอบมองกลินท์กับเพื่อนของเขาจากบ้านของหล่อนเท่านั้น

            เหมือนอย่างวันนี้ที่หล่อนมานั่งเล่นชิงช้าที่ตั้งอยู่ข้างกำแพงติดกันกับบ้านของกลินท์แล้วแอบฟังบทสนทนาระหว่างเขากับเพื่อนในช่วงเย็นหลังเลิกเรียนเหมือนอย่างที่เคยทำอยู่บ่อยๆ

            “กลินท์ ฉันว่าจะถามแกตั้งนานแล้ว บ้านหลังข้างๆนั่นใช่บ้านน้องเดือน ดาวโรงเรียนเราหรือเปล่าวะ”

            “อืม”

            กลินท์ตอบรับในลำคอ พลางโยนลูกบาสในมือลงห่วงเป็นลูกที่สอง พอได้ยินคำตอบนั้น คนถามก็ยักคิ้วหลิ่วตา เอ่ยแซวทันควัน

            “งั้นที่คนในโรงเรียนเขาลือกันให้แซดว่าแกกับน้องเดือนเป็นคู่หมั้นคู่หมายกันมาตั้งแต่เด็กก็เรื่องจริงอ่ะดิ”

            “รู้ดีกันจัง ข่าวลือมั่วๆทั้งนั้น”

            “หรือไม่จริงล่ะวะ”

            เพื่อนถามกลับด้วยสีหน้ารู้ทัน กลินท์ได้แต่ส่ายหัวอย่างเอือมระอา คร้านจะพูดมากให้ความมันยืดไปอีก เรื่องแบบนี้...พูดมากไปจะกลายเป็นฝ่ายหญิงที่เสียหาย เขาไม่อยากให้ใครเอาพราวสิตางศุ์ไปพูดถึงในทางที่ไม่ดี ถึงแม้ว่าความจริงแล้วเขาจะชอบพอกับหล่อนอยู่จริงๆก็ตาม กลินท์เป็นผู้ชาย...เป็นหนุ่มเต็มตัวแล้วในตอนนี้ และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาชอบมองผู้หญิงหน้าตาสวยเหมือนเด็กผู้ชายคนอื่นๆ อีกทั้งพราวสิตางศุ์ก็เป็นคนสวย...สวยมาก ยิ่งรู้ว่าหล่อนปลื้มเขามาตั้งแต่เด็กๆและพยายามเข้าหาเขาอย่างมีจริตของความเป็นหญิง ไม่ได้เข้าหาเขาตรงๆเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆจนเขาตั้งรับไม่ทัน เขาก็ยิ่งชอบหล่อนได้ไม่ยากเลย

            “แกไม่ต้องมาทำเป็นส่ายหัวกลบเกลื่อน ชอบน้องเค้าก็บอกมาเถอะ ไม่ต้องมาทำเป็นเหนียมไอ้เพื่อนยาก”

            “เออ ฉันชอบเดือน แต่ที่ไม่อยากบอกใคร เพราะฉันไม่ชอบที่พวกแกเอาเขามาล้อฉัน”

            “แน้ ไอ้นี่ เพื่อนอุตส่าห์ส่งเสริม ดันมาว่ากันได้”

            ทุกคำพูดของคนทั้งสองลอยเข้าหูของเด็กหญิงอีกคนที่ลอบฟังอยู่อีกฝั่งของกำแพง มือเล็กบีบหนังสือเรียนที่ถือติดมือมาด้วยจนแน่นหลังได้ยินบทสนทนาที่มีชื่อของพราวสิตางศุ์เข้าไปเกี่ยวด้วย ถึงแม้ดาริกาจะยังเด็กอยู่...อายุแค่สิบสามปีเท่านั้น  หากหล่อนก็โตพอจะเข้าใจความหมายในประโยคที่กลินท์กับเพื่อนพูดหยอกกัน

           พี่กลินท์ชอบพี่เดือนหรือ...

            ดวงตากลมโตที่มีแพขนตาหนาล้อมรอบหม่นแสงลง ขณะรำพึงคำถามที่มีคำตอบนั่นแล้วอยู่ในใจ

            ดาริกาพอจะมองออกมาตั้งนานแล้วว่าพราวสิตางศุ์ชอบกลินท์...ชอบคนละแบบกับที่หล่อนชอบ ไม่ได้มองเขาเป็นแค่พี่ชายเหมือนที่หล่อนมอง แต่ไม่นึก...ว่ากลินท์เองก็รู้สึกอย่างเดียวกันกับพราวสิตางศุ์ จะว่าไปแล้วช่วงหลังมานี้ พราวสิตางศุ์ไปมาหาสู่บ้านของกลินท์อยู่บ่อยๆ ดาริการู้ดีว่าพี่สาวต่างมารดาเป็นคนสวย สดใสร่าเริงตามแบบฉบับของเด็กสาวหน้าตาดีที่มีแต่คนอยากเป็นเพื่อน แถมยังเข้าสังคมเก่ง จึงไม่แปลกที่กลินท์จะตกหลุมรักหล่อน  แต่มันคงเป็นอาการหวงพี่ชายอย่างหนึ่งกระมัง  เพราะทั้งที่ควรจะดีใจและยินดีไปกับกลินท์ที่กำลังจะมีความรักเหมือนเด็กผู้ชายคนอื่นๆ จะได้มีแฟนสวยๆอย่างพราวสิตางศุ์...พี่สาวของหล่อนเอง หากหัวใจของดาริกามันกลับไม่ยินยอม มันกลับเศร้าหมองเสียอย่างนั้น

            ยิ่งเติบโตมากขึ้นเท่าไร  หล่อนก็ยิ่งไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองมากขึ้นเท่านั้นเอง...

            “เออ ว่าแต่...แกคิดได้หรือยังว่าจะใช้ทุนต่อยูในอังกฤษหรือยูในอเมริกา”

            คำถามต่อมาที่ดังลอดเข้ามาในโสตประสาทการรับฟังทำให้ดาริกาหูผึ่งทันที ใจจดจ่ออยู่กับคำตอบของกลินท์ ดูเหมือนว่าการมาแอบฟังเขาคุยกับเพื่อนในวันนี้จะมีอะไรหลายอย่างที่ทำให้หล่อนต้องประหลาดใจและตกใจไปพร้อมๆกัน

            “ฉันส่งใบสมัครให้ยูในอังกฤษเรียบร้อยแล้ว คุณพ่อมีคนรู้จักอยู่ที่นั่นพอดี เวลาหาที่พักน่าจะสะดวกกว่า จบม.6เดือนหน้าก็ว่าจะบินไปเลย”

            “เร็วเหลือเกิน นี่แกไม่กะให้ตัวเองมีเวลาหายใจหายคอเลยหรือไง”

            “อยู่อังกฤษก็เหมือนได้พักผ่อนน่ะแหละ ยังไงซะฉันก็ต้องตระเวนเที่ยวให้ทั่วลอนดอนเสียก่อน ยังไม่ตั้งหน้าตั้งตาท่องตำราตั้งแต่ต้นเทอมหรอกเว้ย ว่าแต่แกเหอะ คิดได้หรือยังว่าจะเข้าที่ไหน”

            “ฉันน่ะเหรอ เพิ่งส่งใบสมัครไปที่...”

            “นังดาว มาทำอะไรตรงนี้”

            เสียงจิกเรียกของพราวสิตางศุ์ที่ดังขึ้นใกล้ๆทำให้ดาริกาถึงกับสะดุ้งเฮือก  ผุดลุกขึ้นจากชิงช้าที่นั่งอยู่โดยอัตโนมัติ  มือไม้พลันลนลานขึ้นมาด้วยกลัวว่าพี่สาวต่างมารดาจะรู้ว่าหล่อนมาแอบฟังกลินท์คุยกับเพื่อนของเขา หล่อนมัวแต่กังวลว่าจะโดนจับได้จึงไม่ทันได้รู้ตัวว่าบทสนทนาระหว่างกลินท์กับเพื่อนขาดหายไปแล้วตั้งแต่ได้ยินเสียงของพราวสิตางศุ์

            “พี่เดือน...”

            “มานั่งทำอะไรตรงนี้ คุณแม่ให้คนตามหาแกจน...”

            “อ้าว น้องเดือน”

            เสียงทักดังมาจากอีกฝั่งของกำแพง  เรียกให้พราวสิตางศุ์หันไปมอง ก่อนจะแปลกใจไม่น้อยที่เห็น ภูมิภัทร เพื่อนสนิทของกลินท์กำลังยืนเท้ากำแพงบ้านหลังข้างเคียง ชะโงกหน้ามามองด้วยท่าทีสนอกสนใจ ดวงหน้าสวยคมที่บิดเบี้ยวไปด้วยความไม่พอใจของพราวสิตางศุ์พลันแปรเปลี่ยนเป็นยิ้มสดใสอย่างรวดเร็ว  ชนิดที่คนมองแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่าเมื่อครู่ก่อนหล่อนกำลังตีหน้ายักษ์ได้น่าเกลียดน่ากลัวมากขนาดไหนใส่ผู้เป็นน้องสาว

            “พี่ภูมิ”

            “พี่กับกลินท์เพิ่งพูดถึงน้องเดือนเมื่อกี้นี้เอง ไม่นึกว่าความคิดถึงของไอ้กลินท์มันจะดังไปถึงน้องเดือนเร็วขนาดนี้”

            ภูมิภัทรเอ่ยแซวตามประสาคนขี้เล่น หากเสียงหัวเราะร่วนจำต้องหยุดลงกระทันหันเมื่อเจอแรงหนักๆของฝ่ามือพิฆาตฟาดเข้าที่กลางศีรษะ

            “โอ๊ย ตบกบาลฉันทำไมวะไอ้กลินท์”

            “ปากพล่อย”

            “พูดจริงโว้ย”

            คนโดน ตบกบาลหันไปพูดใส่หน้าเพื่อนที่เดินมายืนเท้ากำแพงเคียงข้างกัน

            ตอนนั้นเองดาริกาถึงมองเห็นกลินท์ได้อย่างเต็มตาในรอบสามปีที่ผ่านมา ร่างสูงผอมเก้งก้างที่เคยมีได้หายไปแล้ว กลายเป็นร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มในวัยสิบแปดปีแทน  ไหล่ที่เคยเล็กแคบกว้างขึ้นกว่าแต่ก่อนโข  ท่อนแขนที่ถึงแม้จะยังไม่ได้หนั่นแน่นไปด้วยหมัดกล้าม หากก็ดูแข็งแรงสมส่วนสำหรับเด็กผู้ชายในวัยนี้  ยิ่งพิศ...ดาริกาก็ยิ่งเห็นว่าวงหน้าเรียวได้รูปของเขาคมเข้มชัดเจนกว่าเดิมเยอะทีเดียว ทั้งคิ้วหนาดกดำเหนือดวงตาคมกริบสีรัตติกาลมืดมิด ทั้งจมูกโด่งขึ้นเป็นสันตรง ทั้งริมฝีปากหยักลึกได้รูปทรงสวย...ไม่หนาเกินจนน่าเกลียด หรือบางเกินจนเหมือนผู้หญิง กอปรกับผิวสีแทนน้ำผึ้งอย่างคนสุขภาพดีที่รักการเล่นกีฬาเป็นชีวิตจิตใจก็ยิ่งขับกล่อมให้เครื่องหน้าเข้มดูคมสันได้ไม่ยากเลย ไหนจะเรือนผมดกหนาสีดำสนิทที่ตัดสั้นเป็นรองทรงต่ำอย่างถูกระเบียบเรียบร้อยตามแบบฉบับนักเรียนดีเด่นนั่นอีก

            ราวกับว่าทุกอย่างที่มันประกอบขึ้นเป็นตัวเขาส่งให้กลินท์ดูดีได้อย่างสมบูรณ์แบบ

            ดาริการู้แล้วว่าทำไมพราวสิตางศุ์ถึงได้ติดกลินท์นักหนา หวงเขายิ่งกว่าแม่จงอางหวงไข่ตัวเอง คอยตามกวาดเหลือบไรที่มาเกาะแกะเขาอย่างเงียบๆ ไม่ยอมให้เขาได้รู้ตัวด้วยกลัวว่าภาพลักษณ์สาวงามของหล่อนจะกลายร่างเป็นนางมารร้ายในสายตาของกลินท์

           พี่กลินท์ของหล่อนโตแล้ว หล่อด้วย

            ไม่รู้ว่าถ้าเขาโตเป็นชายหนุ่มเต็มตัวเมื่อไร จะมีสาวมาติดพันมากกว่านี้อีกสักกี่โขยงกัน

            “เพิ่งกลับเหรอเดือน”

            กลินท์เอ่ยทักด้วยรอยยิ้มนิดๆ พราวสิตางศุ์รีบยิ้มหวานหยดตอบเขาเสียงใสอย่างกระตือรือร้นทันที

            “ใช่ค่ะ เดือนเรียนพิเศษเพิ่งเลิก มาเจอยัยดาวนั่งเล่นอยู่ที่ชิงช้าพอดี”

            “นี่น้องสาวของน้องเดือนเหรอ”

            ได้ยินพราวสิตางศุ์เรียกดาริกาด้วยสรรพนามที่ฟังดูสนิทสนม ภูมิภัทรก็ก้มลงมองสาวน้อยหน้าตาน่ารักที่ยืนทำตัวลีบอยู่ข้างสาวสวยเจ้าของตำแหน่งดาวโรงเรียนด้วยสายตาสนอกสนใจเป็นพิเศษ ทรงผมสั้นระดับคางของหล่อนกับเสื้อนักเรียนคอซองบนร่างเล็กนั่นทำให้เขาพอจะเดาได้ว่าหล่อนน่าจะยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น

          พี่สาวก็สวยคมออกปานนั้น ส่วนน้องสาวก็น่ารักชวนให้มองเสียเหลือเกิน แม่เจ้าโว้ย ถ้าแม่สองสาวนี่โตขึ้นเมื่อไร บ้านหลังนี้คงหัวกระไดไม่แห้งอย่างไม่ต้องสงสัย

            พราวสิตางศุ์ปรายตามองน้องสาวต่างมารดาด้วยหางตาเล็กน้อย อยากจะตอบออกไปแทบตายว่านังเด็กขี้ข้านี่น่ะรึจะเป็นน้องสาวของหล่อน มันเป็นได้อย่างมากก็แค่ลูกเมียน้อยของคุณพ่อเท่านั้นแหละ!

            หากหล่อนต้องรักษาภาพพจน์ของตนเองต่อหน้ากลินท์เสมอ หล่อนจึงตอบภูมิภัทรไปว่า

            “ใช่ค่ะ นี่น้องสาวของเดือนเอง ชื่อดาว”

            “ไม่เห็นไอ้กลินท์เคยเล่าให้ฟังเลยว่าเดือนมีน้องสาวน่ารักๆแบบนี้ด้วย สนใจแต่เรื่องพี่สาว ไม่สนใจน้องสาวเค้าเลยเหรอวะ”

            ภูมิภัทรหันไปกระทุ้งศอกใส่สีข้างเพื่อนเป็นเชิงหยอก ประโยคนั้นของเด็กหนุ่มทำให้แก้มขาวนวลของพราวสิตางศุ์แดงก่ำ รู้สึกได้ว่าผิวหน้าร้อนผ่าวไปกับคำแซวนั่น ผิดกับสาวน้อยอีกคนที่ยืนเม้มปากแน่น ลดสายตาลงมองพื้นด้วยความเศร้าสร้อยเกินบรรยาย

            แปลกจริงๆ แค่ได้รู้ว่ากลินท์สนใจพี่สาวต่างมารดาจนลืมหล่อน ทำไมหล่อนต้องรู้สึกเศร้ามากมายขนาดนี้กัน...

            “แล้วทำไมฉันต้องเล่าให้แกฟังด้วยฮะไอ้ภูมิ”

            ภูมิภัทรยักไหล่ด้วยท่าทางแสนกวนให้กับคำถามของกลินท์ ก่อนจะหันมาสนใจอีกหนึ่งสาวที่ยืนสงบปากสงบคำมาตั้งแต่ต้น

            “อยู่ม.อะไรแล้วล่ะสาวน้อย”

            “ม.1แล้วค่ะ”

            “ม.1เองเหรอ...น่าเสียดายจัง”

            ท้ายประโยคของเขาฟังดูกำกวมเสียจนคนฟังต้องเงยหน้าสบตาคนพูดด้วยความงุนงงปนสงสัย ไม่เข้าใจความหมายที่เขาต้องการจะสื่อกับหล่อน หากเพื่อนสนิทที่รู้ไส้รู้พุงรู้ทุกๆเรื่องของเพื่อนดีอย่างกลินท์...มีหรือจะไม่รู้ว่าภูมิภัทรกำลังคิดอะไร แค่มองตาของมันที่กำลังจับจ้องดาริกาอยู่...เขาก็รู้แล้ว

            คนที่เพิ่งถูกศอกใส่เมื่อครู่จึงกระทุ้งศอกกลับอย่างแรงจนภูมิภัทรหน้าเบ้  ก่อนจะกระซิบข้างหูเพื่อนให้ได้ยินกันแค่สองคน

            “ทะลึ่งแล้วไอ้ภูมิ ดาวยังเด็กอยู่...ม.1เองนะเว้ย ห้ามคิดอะไรที่มันออกนอกลู่นอกทางเด็ดขาด”

            “รู้แล้วน่า ฉันแค่เห็นน้องเขาหน้าตาน่ารักดีก็แค่แซวเล่นเฉยๆ ไอ้นี่...ศอกมาได้ เจ็บนะเว้ย”

             คนว่าส่งค้อนให้วงใหญ่อย่างเคืองๆ เจ็บจุกสีข้างที่โดนทำร้ายจนแทบพูดไม่ออก หากกลินท์กลับไม่ใส่ใจ  หันหน้าไปส่งยิ้มให้เด็กหญิงที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี 

            “ไม่ได้คุยกันนานเลยนะดาว”

            ดาริกาส่งยิ้มคืนให้เขา หล่อนกำลังดีใจ...ดีใจที่ในที่สุดพี่กลินท์ก็เห็นหล่อนอยู่ในสายตาเสียที  พอเห็นว่าหล่อนไม่ยอมพูดอะไรนอกจากส่งยิ้มให้ กลินท์จึงเปรยขึ้นมา 

            “ใกล้จะสอบปลายภาคแล้วนี่  ได้ข่าวว่าไม่ยอมเรียนพิเศษหรือ ถ้าอย่างนั้นว่างๆก็มาที่บ้านให้พี่ช่วยติวให้...เอาไหม”

            ดวงตากลมโตเจิดจ้าไปด้วยประกายแห่งความดีใจ หากยังไม่ทันที่ดาริกาจะตอบรับหรือปฏิเสธ พราวสิตางศุ์ที่ลอบมองเขาสนทนาอยู่กับน้องสาวต่างมารดาอย่างไม่พอใจก็รีบชิงพูดขึ้นมาก่อน

            “พี่กลินท์คะ พอดีเดือนสั่งหนังสือเตรียมสอบGATไว้ที่ร้านหนังสือในห้าง วันนี้ว่าจะไปเอา...พี่กลินท์ช่วยไปเป็นเพื่อนเดือนหน่อยได้ไหมคะ”

            “วันนี้เหรอ...“

            กลินท์มีสีหน้าลังเล ลืมเรื่องที่ถามดาริกาไปสนิท ก่อนจะหันไปมองหน้าเพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกาย เหมือนจะรู้ตัวว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานะของก้างขว้างคอ’  ภูมิภัทรจึงรีบออกปาก

            “โอเค เข้าใจละ เอาเป็นว่า...ฉันกลับบ้านเลยดีกว่า ไม่อยากไปเป็นก้างใครเขา”

            “เดี๋ยวฉันให้คนไปส่งแกที่บ้านแล้วกัน”

            “แหม ไอ้นี่ พอเจอสาวชวนไปเที่ยวเข้าหน่อย ไม่คิดจะรั้งเพื่อนอย่างฉันไว้สักคำเลยนะ”

            กลินท์หัวเราะเบาๆรับคำของเพื่อน ไม่ปฏิเสธในสิ่งที่ภูมิภัทรประชดระคนหยอกล้อ จะให้เขาปฏิเสธอะไร ในเมื่อทุกอย่างที่มันพูดล้วนเป็นความจริง...เขาชอบพราวสิตางศุ์ อาจจะยังไม่ถึงขั้นรัก แต่ก็รู้สึกได้ว่าความรู้สึกดีๆบางอย่างมันกำลังเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ เหลือแค่ให้เขากับหล่อนช่วยกันใส่ปุ๋ยรดน้ำพรวนดินจนความรู้สึกนี้มันงอกเงยและเจริญเติบโตไปเรื่อยๆเท่านั้น

            ภูมิภัทรมองสีหน้าอ่อนโยนของไอ้หนุ่มที่เพิ่งเริ่มริรักแล้วทำหน้าผะอืดผะอม เข้าใจแล้วว่าหน้าตาของตัวเองตอนที่มีความรักเป็นครั้งแรกมันเป็นยังไง

            เลี่ยนว่ะ เอ๊ะ แล้วตอนนั้นหน้าตาของเขามันดูเพ้อๆเลี่ยนๆแบบนี้หรือเปล่าวะ

            ยิ่งนึกก็ยิ่งขนลุก  ภูมิภัทรจึงเลิกคิดแล้วหันมาบอกลาพี่น้องสองสาวที่ยืนหน้าแป้นแล้นอีกฟากของกำแพง...โดยเฉพาะคนพี่ที่ดูจะหน้าชื่นมื่นมีความสุขเป็นพิเศษเสียเหลือเกิน

            “กลับบ้านดีกว่าว่ะ...แล้วเจอกันนะน้องเดือน ไปนะสาวน้อย หวังว่าคราวหน้าเราจะได้เจอกันอีก”

            “งั้นพี่จะไปบอกคนขับรถให้ไปส่งไอ้ภูมิก่อนนะเดือน แล้วเดี๋ยวพี่ไปรับที่บ้าน”

            “ได้ค่ะ”

            พราวสิตางศุ์ตอบรับอย่างว่าง่าย กลินท์ส่งยิ้มให้หล่อนเล็กน้อย  แล้วเดินตามภูมิภัทรที่กำลังสาวเท้าไปหยิบกระเป๋านักเรียนแบบถือบนโต๊ะหินอ่อนมาหนีบไว้ใต้วงแขนเตรียมตัวกลับบ้าน...ลืมไปสนิทว่าเมื่อครู่ก่อนกำลังพูดคุยอะไรกับเด็กผู้หญิงอีกคน

            ดวงตากลมโตของดาริกาหม่นแสงลงยามเห็นแผ่นหลังแข็งแรงห่างออกไปเรื่อยๆ...เขาลืมไปหรือเปล่าว่าเมื่อกี้เขาถามอะไรหล่อน ลืมหรือยังว่าหล่อนยังไม่ให้คำตอบเขาเลยว่าจะให้เขาช่วยติวหนังสือให้หรือไม่...

          ลืมหรือยัง

            ดาริกามองเขาเดินกอดคอกับเพื่อนไปยังโรงจอดรถด้วยสายตาเศร้าสร้อย

            ทว่าคนที่รู้สึกได้ถึงสายตาของคนทางด้านหลังกลับเป็นภูมิภัทร  เขาหันกลับไปมองร่างเล็กในชุดนักเรียนมัธยมต้นอีกครั้งอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จึงสบตากลมโตของดาริกาเข้าเต็มเปา เด็กหนุ่มฉีกยิ้มหวานพลางขยิบตาส่งให้อย่างขี้เล่น  พอเห็นเจ้าหล่อนรีบหลบสายตาเป็นพัลวัน แก้มนวลขึ้นสีแดงปลั่งอย่างน่ามอง เขาก็หัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี

            กลินท์ที่เดินกอดคออยู่ข้างๆสังเกตเห็นอาการของเพื่อนจึงหันมาถามด้วยความสงสัย

            “หัวเราะอะไรวะ”

            “เปล่า  ไม่มีอะไร”

          ก็แค่...เขารู้สึกว่าตัวเองชักจะชอบแม่สาวน้อยหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตาคนนี้ขึ้นมาเสียแล้วสิ

            ลับหลังเด็กหนุ่มทั้งสองคน  สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสของพราวสิตางศุ์ก็ค่อยๆเลือนหาย  กลายเป็นสีหน้าของนางมารร้ายขึ้นมาฉับพลัน เด็กสาวหันกลับมามองดาริกาด้วยความหมั่นไส้ เมื่อกี้ทำไมหล่อนจะไม่เห็นว่าภูมิภัทรส่งยิ้มขยิบตาให้นังดาวมัน ถึงหล่อนจะไม่ได้ชอบภูมิภัทร แต่หล่อนไม่ชอบเห็นผู้ชายคนไหนทำท่าให้ความสนใจกับมันต่อหน้าหล่อน ทั้งที่มีหล่อนยืนหัวโด่อยู่ทั้งคน เขาควรจะสนใจหล่อนถึงจะถูก...หล่อนสวยกว่า ดูดีกว่าลูกอีนักร้องขี้ครอกอย่างมันตั้งเยอะ!

            ว่าแล้วมือบางก็กระชากเรือนผมสั้นของน้องสาวต่างมารดาจนหน้าหงายด้วยความหมั่นไส้ปนโกรธแค้น แล้วเค้นเสียงลอดไรฟัน 

            “ฉันรู้นะว่าแกคิดจะทำอะไรนังดาว วันหลังไม่ต้องเสนอหน้าไปแอบฟังพี่กลินท์กับเพื่อนของเขาคุยกันอีกนะ ถ้าฉันเห็นอีกครั้ง...ฉันจะฟ้องคุณแม่ให้ตีแกให้ตาย!

            ดาริกามองผู้เป็นพี่ด้วยความหวาดกลัว แรงจิกที่ไม่เบานักทำให้หล่อนเจ็บแสบบริเวณหนังศีรษะที่เรือนผมถูกขยุ้ม มือเล็กรีบยกขึ้นพนมไหว้ปรกๆขอลุแก่โทษทัณฑ์ที่ทำลงไป

            “ดะ...ดาวขอโทษค่ะ วันหลังดาวจะไม่ทำอีกแล้วค่ะ”

            ยิ่งเห็นความหวาดกลัวฉายชัดอยู่ในดวงตากลมโตของน้องสาวต่างมารดา พราวสิตางศุ์ก็ยิ่งได้ใจ รู้ดีว่าไม่ว่าหล่อนจะสั่งหรือบังคับให้ทำอะไร ดาริกาจะต้องทำตามอย่างไม่กล้าขัดขืน

            “ดี! หัดกลัวฉันให้มากๆแบบนี้ จะได้ไม่ต้องเจ็บตัวบ่อยๆ อ้อ แล้วก็ไม่ต้องคิดจะไปบ้านพี่กลินท์ให้เขาติวหนังสือให้แกด้วยนะ อย่าลืมว่าคุณพ่อกับคุณแม่สั่งแกไว้ว่าอย่างไร ห้ามแกไปยุ่มย่ามกับพี่กลินท์หรือไปเหยียบที่บ้านของเขา ทำมาได้สามปีแล้ว ก็ทำไปให้ได้ตลอด เข้าใจไหม!

            พอไม่ได้คำตอบรับ พราวสิตางศุ์ก็กระตุกผมที่อยู่ในกำมืออีกที พลางตวาดถามซ้ำอีกครั้ง

            “ฉันถามว่าเข้าใจไหม!

            “ขะ เข้าใจค่ะ พี่เดือน”

            “อย่าให้ฉันรู้ก็แล้วกันว่าแกจงใจขัดคำสั่ง ไม่อย่างนั้นฉันจะฟ้องคุณแม่ให้ตีแกจนกระอักเลือดแล้วค่อยให้คุณพ่อไล่แกออกจากบ้าน! นังลูกเมียน้อย!

            มือบางผลักศีรษะที่ตนเองจิกอยู่ไปข้างหน้าอย่างแรง ส่งผลให้ร่างเล็กๆเซถลาล้มลงไปคลุกฝุ่น  พราวสิตางศุ์ปัดไม้ปัดมือราวรังเกียจที่แตะต้องโดนเนื้อตัวของน้องสาวต่างมารดา ก่อนจะกอดอกมองด้วยรอยยิ้มสมเพชปนสะใจ แล้วจึงเดินจากไป ทิ้งให้คนที่นอนกองอยู่กับพื้นหญ้ามองตามน้ำตาคลอ

            คราวนี้หล่อนไม่มีใครมาคอยปลอบใจให้คลายเศร้าอีกแล้ว...ไม่มีพี่กลินท์

            ไม่มีเขาอีกแล้ว...

 

 

 

            “คุณดาวนี่ครับ คุณชาย”

            เสียงของคนขับรถที่ดังมาจากด้านหน้าเรียกให้กลินท์เงยหน้าจากสมาร์ทโฟนที่กำลังเข้าโปรแกรมแชทออนไลน์  เด็กหนุ่มมองตามทิศที่นายเหม คนขับรถส่วนตัวของเขาบอก แล้วจึงเห็นร่างเล็กๆในชุดนักเรียนมัธยมต้นเดินแบกกระเป๋าเป้สะพายหลังใบใหญ่ หอบหนังสือเรียนอีกสามสี่เล่มในอ้อมแขนอยู่บนฟุตบาทริมทาง

            สงสัยจะปิดเทอมแล้ว หอบหนังสือพะรุงพะรังเชียว แล้วนี่ไม่มีใครบอกให้คนขับรถมารับเลยหรือ ถึงปล่อยให้เดินแบกหนังสือกลับมาบ้านคนเดียวแบบนี้

            “ให้จอดรับไหมครับ”

            “จอดครับลุง”

            เพียงไม่นาน  รถยนต์สีดำเงาสัญชาติยุโรปก็ไปจอดเทียบข้างฟุตบาทตรงหน้าดาริกา เห็นแค่แวบแรก หล่อนก็จำได้ทันทีว่าเป็นรถที่บ้านของกลินท์ แต่ไม่คิดว่าคนที่เปิดประตูออกมาจะเป็นเขาเอง พอเห็นร่างสูงคุ้นตากำลังก้าวเท้าลงจากรถเท่านั้น ดาริกาก็รีบเร่งฝีเท้าวิ่งผ่านเขาไปราวกับต้องการจะหนีหน้ากัน แต่สงสัยว่าจะรีบเกินไปหน่อย หล่อนจึงไม่เห็นหินก้อนใหญ่ที่นอนขวางอยู่ข้างหน้า วิ่งสะดุดจนล้มกลิ้งไม่เป็นท่าอยู่บนพื้นปูน

            “อูย...”

            กลินท์ส่ายหน้า ไม่รู้จะเคือง สงสาร หรือหัวเราะดี รู้แต่ว่าเขาต้องก้าวเข้าไปดูให้เห็นกับตาก่อนว่าแม่สาวน้อยจอมรั้นของเขาไม่ได้จมูกหัก ปากแตก หรือฟันโยกทั้งแผง

            “เจ็บมากไหม ทำไมต้องรีบขนาดนั้น”

            เขาถาม พลางดึงร่างเด็กหญิงวัยสิบสามปีให้ลุกขึ้นยืนตั้งหลักดีๆ  ก่อนจะก้มลงปัดฝุ่นที่ติดอยู่ตามหัวเข่าออกให้ รอยถลอกขนาดใหญ่ปรากฏให้เห็น  เลือดสีแดงเข้มค่อยๆไหลซึมออกมาจากบาดแผลให้คนมองต้องขมวดคิ้วมุ่น

            “เลือดออกด้วยนิ  มานี่ ตามพี่มา”

            ไม่พูดเปล่า กลินท์ปลดกระเป๋าเป้บนหลังหล่อนมาสะพายไหล่ข้างหนึ่งของตน ก้มลงเก็บหนังสือที่หล่นกระจายบนพื้นมาถือไว้  ก่อนจะดึงร่างเล็กในชุดนักเรียนคอซองให้เดินตามมาที่รถ แต่พอเขาเปิดประตูรถเท่านั้นแหละ เจ้าหล่อนก็หยุดยืนนิ่งเหมือนหุ่นยนต์โดนปิดโปรแกรม กลินท์พอจะเดาออกว่าดาริกากลัวอะไรอยู่จึงไม่เร่งเร้าหล่อน ทำเพียงแค่อ้าประตูออกให้กว้างกว่าเดิมเป็นเชิงเตือน

            “เอ่อ...”

            “ขึ้นรถ  รับรองว่าคุณป้าวิไลกับน้องเดือนจะไม่เห็น”

            แม้เขาจะการันตีออกมาอย่างนั้น หากดาริกาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับตัวแต่อย่างใด  กลินท์จึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะโยนหนังสือกับกระเป๋าเป้ไปไว้ในรถ

             “หรือว่าจะให้อุ้ม ถ้าไม่อายลุงเหม...ก็ได้นะ ตัวเราเล็กนิดเดียว พี่อุ้มลอยอยู่แล้ว”

            พอกลินท์ทำท่าจะช้อนตัวหล่อนขึ้นอุ้มเท่านั้น ร่างเล็กที่ก้าวไม่เป็นเมื่อครู่ก่อนก็รีบพุ่งตัวเข้าไปนั่งที่เบาะหลังอย่างรวดเร็ว  แล้วหันมามองหน้าเขา

            “ขึ้นแล้วค่ะ

            เสียงใสที่ร้องบอกเรียกรอยยิ้มเอ็นดูขึ้นประดับมุมปากหยัก  กลินท์ไม่รอช้า สอดตัวเข้าไปนั่งเบาะหลังเคียงข้างเจ้าหล่อน  ก่อนจะบอกนายเหมให้ตรงกลับบ้านของเขาทันที ระหว่างทางดาริกาก็เหลือบมองเขาเป็นระยะ เห็นกลินท์เอาแต่จ้องสมาร์ทโฟน มือก็พิมพ์อะไรบางอย่างลงไปบนหน้าจอทัชสกรีนอย่างคล่องแคล่ว  รอสักพักหล่อนก็ได้ยินเสียงเหมือนข้อความส่งกลับมา จึงพอเดาได้ว่าเขาคงกำลังคุยกับใครสักคนในโปรแกรมแชทออนไลน์ที่กำลังฮิตในหมู่วัยรุ่นอยู่ในตอนนี้

            น่าเสียดายที่โทรศัพท์ที่พ่อซื้อให้หล่อนไม่สามารถเล่นอินเตอร์เน็ตได้ เพราะวิไลเรขกำชับนักกำชับหนาว่าให้หล่อนไว้ใช้โทรเข้าโทรออกในยามจำเป็นอย่างเดียวเท่านั้น ดาริกาจึงไม่ได้มีโทรศัพท์ไว้ใช้ท่องโลกโซเชียลได้อย่างที่เพื่อนร่วมห้องหลายๆคนใช้กัน ถึงแม้ว่าในบางครั้งหล่อนอยากจะมีโทรศัพท์หรูหราตามกระแสกับคนอื่นเขาบ้างก็ตามที...

            กลินท์อ่านข้อความสุดท้ายที่ได้จากพราวสิตางศุ์ก่อนจะกดปิด หย่อนโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงตามเดิม  แล้วหันมามองเด็กหญิงที่นั่งอยู่ข้างกายมองเขาตาปริบๆ พอเห็นหน้าตามอมแมม ผมยุ่งไม่เป็นทรง มีเหงื่อไหลเกาะตามหน้าตามไรผมนั่นแล้ว เขาก็อดนึกเอ็นดูไม่ได้

     ไม่รู้ว่าถ้าขึ้นมัธยมปรายแล้ว หล่อนจะยังปล่อยเนื้อปล่อยตัวแบบนี้อยู่อีกหรือเปล่

            กลินท์ล้วงผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อส่งให้หล่อน  แล้วจึงถามขึ้น

            “หิวหรือเปล่า”

            “ไม่หิวค่ะ”

            ดาริกาส่ายหน้า พลางรับผ้าเช็ดหน้าจากเขามาเช็ดเลือดที่หัวเข่า

            “ให้เช็ดเหงื่อนะ ไม่ใช่ซับเลือดที่แผล”

            เขาขัดเสียงเรียบ ก่อนจะดึงผ้าเช็ดหน้าจากมือหล่อนมาพับใหม่ เอาผ้าด้านที่สะอาดบรรจงซับเหงื่อที่ไหลเป็นทางตามไรผมและดวงหน้ากลมให้หล่อน  ดาริกามองใบหน้าคมที่ก้มลงมาจนใกล้นิ่งๆ  สัมผัสของเนื้อผ้าที่ลากไล้ไปทั่วผิวเนื้อพาให้หัวใจดวงน้อยอบอุ่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ความอบอุ่นที่เคยได้รับจากเขาเมื่อก่อนย้อนกลับมาให้หล่อนได้สัมผัสอีกครั้งหนึ่ง

            ถ้าทำได้...หล่อนไม่ได้อยากจะหนีหน้ากลินท์เลย อยากให้เขาเป็นพี่ชายที่แสนดีของหล่อนแบบนี้ตลอดไปด้วยซ้ำ แต่ทุกอย่างมันมีข้อจำกัดเสมอ...หล่อนได้เจอกลินท์ที่เป็นทั้งเพื่อนเป็นทั้งพี่ชายให้แก่หล่อน ได้รับน้ำใจและความอบอุ่นจากเขามากมายตั้งแต่ก้าวเข้ามาสู่โลกอันโดดเดี่ยวแห่งบ้านวรารักษ์ แต่ความสุขมันไม่ได้อยู่กับคนเราไปชั่วชีวิต และมันก็คงถึงเวลาที่กลินท์ต้องไปแสวงหาความสุขของเขาเองบ้างเสียทีหลังจากที่เขามอบความสุขและโลกทั้งใบให้หล่อนไปแล้ว  

            สิ่งที่หล่อนพอจะทำได้ในตอนนี้มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือเก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้ไว้ในความทรงจำให้มากที่สุด  เก็บไว้ให้หวนนึกถึงในวันที่หล่อนไม่มีเขาอยู่ในโลกใบเล็กๆของหล่อนอีกแล้ว...

            ห้านาทีต่อมา รถยนต์สีดำเงาสัญชาติยุโรปก็เคลื่อนมาจอดที่หน้าบ้านของกลินท์ เด็กหนุ่มไม่ได้ลงจากรถทันที แต่ชะโงกหน้าไปสั่งนายเหมว่า

            “เดี๋ยวลุงช่วยไปเอากล่องยาในบ้านมาให้ผมหน่อยนะครับ ถ้าแม่ถามหาผมก็ให้บอกไปว่าผมไปสนามฟุตบอลกับเพื่อน”

            “ครับ คุณชาย”

            “นั่งอยู่ตรงนี้แหละ ไม่ต้องลงมา”

            สั่งนายเหมเสร็จ กลินท์ก็หันมาสั่งดาริกาต่อ ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ ย้ายไปนั่งเบาะคนขับแทนที่นายเหม ดาริกาไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเขากำลังจะทำอะไร หากหล่อนก็ไม่กล้าซักถาม ได้แต่นั่งนิ่งๆอยู่ที่เบาะหลัง รอให้นายเหมนำกล่องยามาให้ แล้วมองดูกลินท์ค่อยๆถอยรถออกจากบ้าน แต่พอเห็นว่าเขาเบนหัวรถยนต์ไปยังปากซอย หล่อนก็ทนนั่งนิ่งเงียบต่อไปไม่ไหว

            “พี่กลินท์จะพาดาวไปไหนคะ”

            “ไปทำแผล”

            “ทำที่บ้านก็ได้นี่คะ”

            “เดือนอยู่บ้าน กลัวเดือนกับคุณป้าวิไลเห็นไม่ใช่หรือไง”

             กลินท์สบตากลมโตผ่านกระจกมองหลังเพียงแวบหนึ่งขณะพูด  แล้วจึงเบือนไปมองถนนเบื้องหน้าต่อ ทิ้งให้เด็กหญิงแอบนั่งอมยิ้ม  มองเขาทำหน้าที่พลขับให้หล่อนด้วยแววตาสุขใจ...อย่างน้อยเขาก็ยังเป็นห่วง กลัวว่าหล่อนจะโดนแม่เลี้ยงกับพี่สาวลงโทษที่เห็นหล่อนอยู่กับเขา ดาริกาไม่รู้ว่าเขาจะพาหล่อนไปที่ไหน หล่อนไม่ได้ซักไซ้เขาต่อ ปล่อยให้ห้องโดยสารมีเพียงเสียงเพลงสากลจากคลื่นวิทยุเปิดคลอเบาๆเท่านั้น และเนื่องจากช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่คนเพิ่งเลิกงานแย่งกันกลับบ้าน  รถบนถนนจึงแน่นขนัดจนรถของกลินท์แทบแซงไปเลนไหนไม่ได้ ต้องไหลตามรถคันอื่นไปเรื่อยๆ

            ดาริกามองความวุ่นวายของการจราจรในเมืองหลวงนอกหน้าต่าง เสียงเพลงสากลที่ดังคลอเบาๆกับความเย็นจากเครื่องปรับอากาศในรถยนต์คันหรูกล่อมให้เปลือกตาบางปิดลงช้าๆ

           มีคนขับรถให้นั่งก็ดีเหมือนกันแฮะ

            ริมฝีปากจิ้มลิ้มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็กน้อย และเพียงไม่นานภายในห้องโดยสารก็มีเสียงลมหายใจสม่ำเสมอดังขึ้นให้คนขับได้ฟังคลอไปกับเสียงเพลงจากคลื่นวิทยุ กลินท์หันมามองอีกที ก็เห็นแม่สาวน้อยเอียงหัวหลับซบเบาะไปแล้วเรียบร้อย

            หลับง่ายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

            มุมปากหยักกดลึกเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนขณะมองดวงหน้ากลมขาวที่หลับพริ้มเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันมาผจญกับฝูงรถยนต์ที่แน่นถนนต่อ กว่ากลินท์จะฝ่าการจราจรคับคั่งมายังสวนสาธารณะใกล้โรงเรียนได้ก็เกือบหกโมงเย็นเข้าไปแล้ว  พอมาถึงที่หมาย เขาก็ก้าวลงจากรถ เดินอ้อมไปเปิดประตูหลังฝั่งที่มีร่างเล็กๆของคนที่นอนหลับอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับฝูงรถติดเลยแม้แต่น้อย

            “ตื่นได้แล้วตัวแสบ”

            น้ำเสียงทุ้มฟังคุ้นหูปลุกดาริกาให้ตื่นจากนิทรารมย์อันแสนสุข เด็กหญิงลืมตาขึ้นอย่างงัวเงียปนงุนงง เห็นใบหน้าคมของคนที่ยืนเท้าประตูรถจึงนึกขึ้นได้ว่าหล่อนอยู่ที่ไหน

           แอร์มันเย็น เพลงก็เพราะ คนขับก็หล่อแถมยังใจดี หล่อนเลยหลับลึกจนลืมไปแล้วว่ากำลังจะไปไหน

            “ถึงแล้วเหรอคะ”

            “ถึงแล้ว ลงมาสิ”

            ไม่รอให้เขาเร่งอีกรอบ ดาริกาก้าวลงจากรถ  แล้วเดินตามร่างสูงโปร่งไปยังเก้าอี้นั่งเล่นริมสระบัวขนาดใหญ่ เนื่องจากเป็นช่วงเย็นมากแล้ว ผู้คนในสวนสาธารณะจึงเริ่มบางตา มีแค่ไม่กี่คนที่มาวิ่งออกกำลังกายให้เห็น  กลินท์ให้ดาริกานั่งลงบนเก้าอี้ ในขณะที่เขานั่งคุกเข่าลงตรงหน้าหล่อน แล้วเปิดกล่องยาที่หิ้วมาด้วยออก หยิบน้ำยาฆ่าเชื้อมาเทราดลงบนสำลี แต่แค่ได้กลิ่นแอลกอฮอล์โชยมา ดาริกาก็เริ่มสั่นเป็นเจ้าเข้าขึ้นมาทันที รู้ดีว่าถ้ามันโดนแผล จะต้องแสบมากแน่ๆ ดังนั้นตอนที่กลินท์กำลังจะใช้สำลีเช็ดทำความสะอาดบาดแผลที่หัวเข่าให้ หล่อนจึงหลบเลี่ยงโดยอัติโนมัติ...มันเป็นแบบนี้อยู่หลายครั้งจนเขาต้องเงยหน้าขึ้นมามองด้วยสายตาตำหนิ

            “เอ่อ...แสบไหมคะ”

            “อยู่เฉยๆ”

            เขาไม่ตอบ แต่บังคับหล่อนแทน ดาริกาจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งนิ่งๆ ปล่อยให้กลินท์เช็ดสำลีรอบรอยถลอกขนาดใหญ่นั่น เพียงแค่แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโดนผิวเนื้อที่มีบาดแผลเท่านั้น ความเจ็บแสบก็แล่นพล่านสู่โสตประสาทสัมผัสทันที

            “อุ้ย แสบค่ะพี่กลินท์”

            ดาริกาเผลอเอามือกำชายแขนเสื้อนักเรียนของเขาแน่น กลินท์ที่รู้สึกถึงอาการเกร็งไปทั่วทั้งตัวของเด็กหญิงจึงเงยหน้าขึ้นมอง พอเห็นดวงหน้ากลมขาวนั่นเหยเก เขาก็บอกเบาๆ

            “ทนหน่อยนะ ถ้าไม่ล้างขี้ฝุ่นออก เดี๋ยวแผลจะสกปรก”

            ดาริกาเชื่อฟังที่เขาบอก มองคนที่กำลังใช้สำลีจุ่มแอลกอฮอล์เขี่ยเศษฝุ่นที่ติดตามแผลออกให้นิ่งๆ ยิ่งเห็นเขาขะมักเขม้นอยู่กับบาดแผลของหล่อน  ความเจ็บแสบก็ยิ่งลดลงไปเรื่อยๆจนจางหายไปในที่สุด เหมือนช่วงเวลาเก่าๆเริ่มหวนคืนมาอีกครั้งหนึ่ง...คล้ายกับเมื่อก่อนตอนที่หล่อนโดนวิไลเรขทำโทษ แล้วแอบมานั่งร้องไห้ที่สวนหลังบ้านใกล้ๆกับบ้านของกลินท์ เขาก็มักจะเห็นแล้วแอบปีนข้ามกำแพงมาทำแผลให้หล่อนอยู่เสมอ

            ทั้งที่ตอนนี้เขาก็ไม่ได้ไปไหน ยังนั่งทำแผลให้หล่อนแบบเมื่อก่อนเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไม...หล่อนถึงรู้สึกว่าระยะห่างระหว่างเขากับหล่อนมันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าเขาเริ่มห่างออกไปไกล ไกลเข้าไปทุกที

            ไกลจนหล่อนใกล้จะเอื้อมแตะไม่ถึงอยู่แล้ว...

            พอแน่ใจว่าบาดแผลสะอาด ไม่น่าจะมีเศษฝุ่นหลงเหลืออยู่ กลินท์ก็หยิบยาแดงมาใส่ให้หล่อน แล้วตามด้วยติดพลาสเตอร์ยาลงไป ดาริกากล่าวขอบคุณเขาเบาๆ มองเขาเก็บของใส่กล่องตามเดิมแล้วเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถาม

            “ได้ยินพี่กลินท์กับเพื่อน...เอ่อ”

            หล่อนรีบเปลี่ยนคำพูดใหม่ด้วยเกรงว่าเขาจะรู้ว่าหล่อนไปแอบฟังเขาคุยกับเพื่อน

            “ได้ยินป้าเนียงคุยกับพี่จำปีว่าพี่กลินท์จะไปเรียนต่อที่อังกฤษหรือคะ”

            “อืม”

            “นานมากไหมคะ”

            “นานเหมือนกัน อาจจะสักสี่ห้าปี หรือถ้าเรียนต่อโทก็อาจจะนานกว่านั้น”

            พอไม่ได้ยินน้ำเสียงเจื้อยแจ้วถามต่อ กลินท์ก็ละมือจากกล่องยามามองหล่อนด้วยความแปลกใจ เห็นเด็กหญิงตัวน้อยก้มหน้านิ่ง มุมปากหยักของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีจึงกดลึกเป็นรอยยิ้มเอ็นดู เอื้อมมือไปโยกศีรษะเล็กนั่นเบาๆ

            “เป็นอะไร คิดถึงเหรอ”

            “คงจะอย่างนั้นมั้งคะ  พี่กลินท์ไปอังกฤษ  น้ามนคงจะเหงาแย่เลย”

            เสียงเล็กๆนั่นฟังดูก็รู้ว่าหงอยเหงาแค่ไหน  ไม่รู้เหมือนกันว่าแม่ของเขาหรือหล่อนกันแน่ที่เหงา น่าแปลก...สามปีมานี้ เขาแทบไม่ได้พูดคุยกับดาริกาเป็นเรื่องเป็นราวเลย ช่วงแรกที่ไม่มีหล่อนมาเดินตามเขาก็รู้สึกเหมือนขาดอะไรไปอยู่บ้าง แต่พอขึ้นมัธยมปลาย เจอเพื่อนก๊วนใหม่ที่มีประสบการณ์หลากหลายมาแชร์กัน ชวนกันเล่นอะไรแผลงๆตามประสาเด็กหนุ่มวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ เขาก็แทบจะลืมเรื่องของหล่อนไปหมด

            แต่พอได้มาพูดคุยกับหล่อนอย่างสนิทสนมอีกครั้ง กลินท์ก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าดาริกาเติบโตขึ้นกว่าเดิมเยอะทีเดียว  ร่างเล็กที่เคยเตี้ยกว่าไหล่เขาเกือบคืบเริ่มสูงขึ้นจากเดิมไม่น้อย  แม้จะยังไม่สวยสะพรั่งเป็นสาวเต็มกายในวัยสิบเจ็ดปีเหมือนพราวสิตางศุ์ แต่ก็มีเค้าของความงดงามในยามเติบโตให้พอมองเห็น น่าเสียดายนักที่เขาไม่ได้อยู่มองดาริกาค่อยๆเจริญเติบโตเป็นสาวเต็มวัยอย่างที่ใจนึกอยาก ถึงแม้ว่าสามปีมานี้ เขากับหล่อนอาจจะไม่ได้ตัวติดกันเหมือนเมื่อก่อน แต่กลินท์ก็ยังไม่ลืมว่าเขามีหล่อนเป็นน้องสาวอยู่อีกคน จริงอยู่...เขาอาจจะมีเพื่อนฝูงมากมาย หากเขาก็ไม่เคยลืมเลือนว่ามีเด็กหญิงอีกคนชอบเดินตามหลังเขาต้อยๆ อ้อนให้ทำนู่นทำนี่อยู่บ่อยๆ

            “ถ้าไม่อยากให้น้ามนเหงา ก็หมั่นไปหาบ้างสิ พี่ไม่อยู่บ้านแล้วนี่ คงไปหาได้แล้วมั้ง”

            กลินท์หยอกเล็กๆ  รู้ดีว่าที่ดาริกาไม่ค่อยไปบ้านของเขาบ่อยครั้งเหมือนแต่ก่อน เป็นเพราะเขาเองอย่างไม่ต้องสงสัย มาจนบัดนี้เขาก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ดาริกาตีตัวออกห่าง จะใช่เพราะวิไลเรขหรือไม่  หรือเป็นเพราะหล่อนเบื่อที่จะเล่นกับเด็กผู้ชายอย่างเขาอย่างที่หล่อนเคยพูดโพล่งเอาไว้...เขาก็อยากจะรู้เหมือนกัน

            “พี่กลินท์จะคิดถึงดาวไหมคะ”

            “คิดถึงสิ จะไม่คิดถึงน้องสาวคนนี้ได้ยังไงกัน”

            คำพูดของกลินท์เหมือนหยาดน้ำอุ่นที่ไหลมาโอบล้อมหัวใจที่เคยเหน็บหนาวมานานปีของหล่อนให้อบอุ่น

            พี่กลินท์ยังไม่ลืมหล่อน...เขายังไม่ลืม

            แล้วจากวันนี้ไปล่ะ เขาจะลืมหล่อนหรือไม่

            พอเขามีสังคมใหม่ที่กว้างมากขึ้นกว่าเดิม สังคมของเขาที่ไม่มีหล่อนอีกแล้ว...เขาจะยังคิดถึงหล่อนอยู่หรือไม่ จะจำได้ไหมว่ายังมีน้องสาวคนนี้อีกคน

            “ไปเรียนไม่นานหรอก เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว กลับมาเมื่อไรจะขนขนมกลับมาฝาก เอ้อ ได้ข่าวว่าคุณลุงซื้อคอมฯให้แล้วนี่ ถ้าคิดถึงก็หมั่นส่งอีเมลไปหาบ่อยๆสิ”

            “ได้หรือคะ”

            คนถามตาเป็นประกาย เรียกรอยยิ้มอ่อนโยนได้จากคนมอง กลินท์ไม่ตอบ แต่ล้วงปากกาที่พกติดตัวออกมาจากกระเป๋ากางเกงนักเรียน  คว้ามือเล็กข้างหนึ่งขึ้นมาแบออกก่อนจะเขียนที่อยู่อีเมลลงไป

            “แค่นี้ก็เรียบร้อย ว่าแต่...ส่งอีเมลน่ะ ส่งเป็นหรือเปล่า”

            “ส่งเป็นซี  ดาวอยู่ม.1แล้วนะ ที่โรงเรียนเค้ามีเรียนวิชาคอมฯด้วยหรอก”

            ดาริกาบอก หน้ามุ่ย เคืองนักที่ได้ยินกลินท์พูดเหมือนหล่อนเป็นคนหลังเขา หากคนพูดกลับหัวเราะเบาๆอย่างเห็นเป็นเรื่องสนุก ต่อให้หล่อนจะเติบโตขึ้นอีกสักแค่ไหน แต่คำพูดคำจาและท่าทางของหล่อนก็ยังคงเป็นดาริกา...น้องสาวตัวแสบที่เขาแสนเอ็นดูอยู่ดีนั่นเอง

            เย็นวันนั้นถ้าใครมาวิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะแห่งนี้ก็จะได้ยินเสียงหัวเราะปะปนไปกับบทสนทนาระหว่างเด็กหญิงและเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ริมสระบัว ยิ่งได้ฟังเสียงใสหัวเราะร่วน ก็ยิ่งทำให้รู้ว่าผู้เป็นเจ้ามีความสุขกันมากเพียงใด    

            หากความสุขมันสามารถอยู่คู่กับคนเราอย่างนี้ตลอดไปก็คงจะดีไม่น้อย

            แต่ทุกอย่างบนโลกใบนี้มันล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยงเสมอ...

             ความสุขของดาริกาก็เช่นกัน 





ขอโทษนะคะที่หายไป พอดีหัวของไรท์เตอร์มันตันไปหมด คิดอะไรไม่ออก เลยขอหายไปหาแรงบันดาลใจมาสักหน่อย อิอิ ตอนแรกว่าจะอัพหลังปีใหม่ทีเดียวเลยเพราะไม่อยากมาทีละนิดละหน่อย แต่มาส่งสัญญาณให้รู้ก่อนว่าเค้ายังอยู่นะก๊ะ ยังไม่ตายค่า 5555 จะพยายามอัพแบบสม่ำเสมอนะค้า แต่อาจจะเป็นช่วงหลังปีใหม่หรือไม่ก็ปลายเดือนธันวานะ เพราะช่วงนั้นไรท์เตอร์เคลียร์คิวเรียบร้อยแบบไม่มีอะไรติดค้างแล้วค่า แล้วจะพารีดเดอร์ยิงกันต่อยาวๆเลยยย รอเค้าน้า  

ปล. ขออนุญาตเปลี่ยนอายุนางเอกจาก 8 ขวบ เป็น 10 ขวบนะคะ เดี๋ยวนางโตไม่ทันพี่กิน เอ้ย พี่กลินท์ค่ะ แหะๆ


มาลงให้ครบ 100% แล้วนะค้า เจอกันปลายธ.ค.เด้อ




Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
เดือนล้อมดาว (วางแผงปลายเดือน ก.ค. นี้ค่า) ตอนที่ 3 : บทที่ ๓ 100% , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 10566 , โพส : 7 , Rating : 98% / 12 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 7 : ความคิดเห็นที่ 2328
สงสาร น้ำตาจะไหลแม่เลี้ยงกับพี่สาวใจร้าย
Name : WaRinIm < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ WaRinIm [ IP : 223.207.16.186 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 27 พฤษภาคม 2559 / 21:06
# 6 : ความคิดเห็นที่ 400
สงสารนางเอกทุกครั้งเลย
Name : monjubjub < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ monjubjub [ IP : 125.27.209.37 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 12 เมษายน 2559 / 17:53
# 5 : ความคิดเห็นที่ 15
อ่านที่ไรน้ำตาไหลสงสารนางเอกสุดๆ แล้วเดียวจะโดนยำจากพี่ชายหน้าโง่อีก รีบมาน่ะค่ะ
Name : วิภาภรณ์ [ IP : 122.61.22.117 ]

วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2559 / 08:04
# 4 : ความคิดเห็นที่ 10
อยากให้นางเอกอายุน้อยนิดนึงค่ะจะได้น่ารัก
Name : Tooktick6 < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Tooktick6 [ IP : 202.137.156.250 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 27 พฤศจิกายน 2558 / 23:16
# 3 : ความคิดเห็นที่ 9
จะรอนะค่ะ
Name : Tooktick6 < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Tooktick6 [ IP : 202.137.156.250 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 27 พฤศจิกายน 2558 / 23:15
# 2 : ความคิดเห็นที่ 8
รอนะคะ
Name : Forgiveness < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Forgiveness [ IP : 118.175.247.161 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 3 ตุลาคม 2558 / 01:48
# 1 : ความคิดเห็นที่ 7
รอนะคะ
Name : Forgiveness < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Forgiveness [ IP : 114.109.168.240 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 3 ตุลาคม 2558 / 01:48
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android