Dream Catcher ฝันลวงโลก

ตอนที่ 8 : Begin 7 Ice Climbing

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,600
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 48 ครั้ง
    7 พ.ค. 60

7

Ice Climbing

 

            สัปดาห์ที่สองของการซ้อมฉันเห็นหัวหน้าครูฝึกน้อยลงจนแทบจะนับครั้งได้ วอลเธอร์จะโผล่มาแค่เฉพาะช่วงเช้า คอยดูการซ้อมพื้นฐานให้กับเราเช่นศิลปะป้องกันตัว ยิงปืน และปามีด แต่นอกจากนั้นเขาก็จะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ช่วงบ่ายคนที่อยู่คุมเราคือแมกซ์ เขาสอนการใช้อาวุธไฮเทคต่างๆ สอนวิธีส่งความลับด้วยนาฬิกาสื่อสารของเราเอง จากนั้นก็ให้เราดาวน์โหลดแผนที่แจ้งพิกัดจากดาวเทียมลงเครื่องนาฬิกาของพวกเราทุกคน เขาบอกว่ามันใช้ได้ผลมากเวลาตามหาคนหาย แมกซ์ยังสอนให้เราเข้าใจการทำงานของเครื่องวาร์ปที่ทำหน้าที่ส่งเราไปยังสนามทดสอบต่างๆ เขาบอกว่าด่านทดสอบทั้งหมดเป็นของจริง ทุกอย่างสร้างโดยธรรมชาติ เพียงแต่บางอย่างก็ได้รับการตกแต่งเพิ่มให้ดูน่ากลัวสมกับเป็นสนามทดสอบของดรีมแคชเชอร์

            หลังหมดชั่วโมงสอนของแมกซ์ ฉันจะอยู่ซ้อมกับเพื่อนอีกสองชั่วโมงก่อนกลับเข้าห้องเพื่อไปอ่านหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวต่อ หนังสือเล่มหนากว่าเจ็ดร้อยหน้าต้องใช้เวลานานกว่าจะอ่านจบ และฉันก็ไม่ใช่คนอ่านเร็วนัก คริสตินมักออกไปกับลีรอยต่อ หล่อนบอกว่าเขาอยากออกไปสืบข่าวนอกตึกเพราะจะได้ยินเรื่องราวแปลกใหม่เข้ามา ฉันไม่รู้ว่าลีรอยจะสนใจข่าวข้างนอกนั่นทำไมนักหนา หรือเพราะมันอาจจะทำให้เขาดูเหนือกว่าคนอื่นก็ได้อย่างที่ทำกับวอลเธอร์สำเร็จมาแล้วคนหนึ่ง

            คริสตินกับฉันเรายังสนิทกันเหมือนเดิม เพียงแต่หล่อนต้องแบ่งเวลาไปให้ลีรอยมากขึ้น ทั้งคู่อยู่ในช่วงโปรโมชั่นหวานแหวว เราจะได้เห็นทั้งคู่กอดจูบกันในที่สาธารณะมากขึ้น เพื่อนในทีมทุกคนรู้เรื่องนี้ต่างก็เอ่ยปากแซว แต่สาวบางคนในกลุ่มอาจจะแบะปากด้วยความหมั่นไส้ เนื่องจากพวกหล่อนคงผิดหวังที่ต้องสูญเสียหนุ่มหล่อในดวงใจไปให้กับเพื่อนซี้ฉัน

            ชีวิตเราดำเนินแบบนี้เรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของการฝึกซ้อม วอลเธอร์ก็เข้ามาขอคุมเราตั้งแต่รอบเช้าถึงบ่าย ท่าทางเขาดูรีบร้อนอีกแล้วเมื่อทางการเพิ่งประกาศภารกิจที่สองออกมา เขาบอกว่าภารกิจรอบนี้โหดร้ายมากและยังมาบอกเอาตอนวันสุดท้าย นั่นคือการปีนภูเขาหิมะ หลายคนดูหน้าซีดเผือดลงทันตาหลังได้ยินชื่อภารกิจนั้น วอลเธอร์กล่าวต่อว่า “ภูเขาหิมะสูงสามพันฟุต ภารกิจให้เวลาห้าชั่วโมง ความยากอยู่ที่ระหว่างปีนพวกเธอต้องไปกดปุ่มที่ฝังอยู่ตามภูเขาซึ่งอาจถูกหิมะปกคลุมอยู่ พวกเธอต้องหามันให้เจอและกดมันให้เป็นชื่อของทีมเรา ทีมไหนกดได้มากสุดชนะไป ไม่ต้องมีคนตกรอบ แต่ถ้าแพ้ ต้องคัดคนออกอีกสิบคนเหมือนเดิม”

            “เดี๋ยวนะ แบบนี้ถ้าเราแพ้ทีมเราก็ต้องออกหมดเลยสิ” ร็อบบ์โพล่ง “ไม่ยุติธรรม”

            คนอื่นพยักหน้าเห็นด้วยกับร็อบบ์ทันทีพร้อมทั้งส่งเสียงโวยวายว่า ไม่ยุติธรรม ตามมา จนวอลเธอร์ต้องยกมือบอกให้พวกเขาเงียบ

            “ดรีมแคชเชอร์ไม่เคยเปลี่ยนกฎกติกาเมื่อประกาศภารกิจออกมาแล้ว” เขาพูด “ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้คือต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเราไม่ใช่ทีมที่กระจอก ถึงมีแค่สิบคนแต่เราก็สามารถเอาชนะทีมอื่นได้”

            ทุกคนเงียบเหมือนไม่อยากเชื่อคำพูดของหัวหน้าครูฝึกนัก แต่เขาก็ยังพูดต่อไป “วันนี้ฉันจะสอนวิธีปีนภูเขาหิมะให้ ก่อนอื่นมาหยิบอุปกรณ์พวกนี้ไปคนละชุด แล้วเดี๋ยวฉันจะสอนวิธีใช้ให้เอง”

            เราเดินเรียงแถวเข้าไปรับอุปกรณ์ปีนเขามา เมื่อถึงตาตัวเอง ฉันมองหน้าวอลเธอร์แล้วก็ยิ้ม “ดีใจที่คุณกลับมาสอนเราอย่างเต็มที่อีกครั้ง” ฉันบอกแค่นั้นก็แบกอุปกรณ์ทั้งหมดกลับมายืนในแถว เขายังคงมองตามฉันมาเหมือนไม่อยากเชื่อว่าฉันจะพูดอะไรแบบนี้ได้ แต่ฉันก็พูดมันไปแล้ว

            หลังแจกจ่ายชุดอุปกรณ์จนครบ เขาก็เริ่มสอนตั้งแต่การแต่งตัว สวมเสื้อกันหนาว สายรัดเอว รองเท้าบูธ สวมฟันรัดรองเท้ากันลื่นไถล ในมือสองข้างเรามีอุปกรณ์คล้ายค้อนแหลมไว้สำหรับเจาะผนังน้ำแข็งปีนขึ้นไป วอลเธอร์สาธิตวิธีการปีนให้กับเรา ฉันรู้สึกร้อนและอึดอัดมากกับการใส่ชุดปีนเขาหิมะเต็มยศพวกนี้ในลานซ้อมที่มีอุณหภูมิปกติ แถมเวลาขยับร่างกายก็ไม่คล่องแคล่วเท่าที่ควร แต่หัวหน้าครูฝึกก็บอกให้เราอดทนไว้ ถึงเวลาจริงเราต้องอยู่ในสภาพนี้ไปอีกห้าชั่วโมง

            “ฉันจะพาพวกเธอไปลองเจอกับสภาพอากาศพายุหิมะในโลกจำลอง ที่นั่นอาจจะไม่มีภูเขาหิมะให้ปีน แต่แค่ฝ่าพายุหิมะในโลกจำลองได้ก็ถือว่าโอเคแล้ว” เขาว่าพลางมองหน้าสมาชิกแต่ละคนช้าๆ “ถ้าพร้อมแล้วก็ตามฉันมา”

            ทุกคนเดินตามวอลเธอร์ ฉันสังเกตสีหน้าเพื่อนในทีมก็รู้ว่าแต่ละคนดีใจที่เขากลับมาสอนแบบเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง เขาพาเราข้ามตึกขึ้นลิฟต์ไปเพื่อเตรียมทดสอบสถานที่สมจริงของโลกจำลอง เราไม่สนว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไรในสภาพชุดพร้อมปีนเขาแบบนี้ เพราะเราเชื่อมั่นในผู้นำของเรา ถ้าเขาบอกว่าดี เราก็ต้องมั่นใจว่ามันดี

 

            พายุหิมะที่เราเผชิญในโลกจำลองนั้นหนักหนาพอควร แต่ก็ไม่เท่าเมื่อเราถูกส่งให้มาเจอของจริง

            เปล่า ฉันไม่ได้บอกว่าพายุหิมะของจริงพัดแรงกว่า ตรงกันข้ามมันแทบไม่มีพายุเข้าเลยด้วยซ้ำ สนามทดสอบวันนี้เป็นฉากหิมะขาวโพลนโล่งๆ มีเพียงภูเขาลูกหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ทั้งสี่ทีมถูกส่งให้อยู่คนละด้านของภูเขา แต่เมื่อปีนสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เราจะเริ่มโคจรมาเจอกัน เพราะปุ่มที่ฝังอยู่ตามภูเขาจะหายากขึ้นเมื่อเราปีนสูงขึ้นไป นั่นหมายความว่าดรีมแคชเชอร์ต้องการจะให้พวกเราแย่งกันจนตกลงมาเพื่อให้ภารกิจดูน่าตื่นเต้นและหวาดเสียว แต่ไม่ต้องกลัวว่าใครจะตายเพราะทางการได้สร้างจุดวาร์ปกลางอากาศไว้เรียบร้อย ใครที่ปีนเกินห้าสิบฟุตขึ้นไปตกลงมาจะเจอจุดวาร์ปส่งไปยังที่ที่ปลอดภัย แต่ข้อเสียคือถ้าเข้าจุดวาร์ปไปแล้ว นั่นหมายความว่าผู้เล่นคนนั้นจะไม่มีสิทธิ์กลับมาแข่งขันอีก

            กฎกติกาที่เรารู้เพิ่มเมื่อถึงวันจริงคือ แม้ว่าเราจะกดปุ่มได้มากน้อยเพียงใดก็ตาม แต่ถ้ามีใครคนหนึ่งในทีมปีนขึ้นไปถึงยอดเขาและยึดธงบนนั้นมาได้ ทีมนั้นก็จะกลายเป็นผู้ชนะทันที เราทั้งสิบจึงตกลงวางแผนยึดธงด้วยกัน แต่ระหว่างทางก็ต้องไล่กดปุ่มตามเขาไปด้วย อย่างน้อยการฉกชิงพื้นที่มากไว้ก่อนก็ทำให้เราเป็นฝ่ายได้เปรียบ

            “เราเหลือกันแค่สิบคนแล้ว” นั่นคือสิ่งที่ลีรอยพูดตอนเราวางมือทับกัน “วันนี้เราจะชนะ”

            ทุกคนตะโกนพร้อมกันว่า “สู้!” แล้วก็ก้าวขึ้นไปยืนบนเครื่องวาร์ป นั่นคือภาพที่ฉันจำได้ก่อนลงสนาม เราสามัคคีกันมากจนกระทั่งมาเห็นภูเขาหิมะตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ความสูงชันของมันทำให้ฉันเงยหน้าจนคอแทบตั้งฉากกับลำตัว เบ็ตตี้ดูออกอาการมากกว่าใคร ทีแรกฉันเข้าใจว่าหล่อนตัวสั่นเพราะความหนาว แต่เมื่อลองเข้าไปใกล้ หล่อนก็รีบถอยหลังครูดออกไปพร้อมกับร้อง “ไม่”

            “เบ็ตตี้” ฉันเรียก

            “ไม่ อย่าเข้ามาใกล้ฉัน” หล่อนส่ายหน้าเหมือนคนเสียสติ “ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น”

            “แต่เราต้องปีนขึ้นไป”

            “ไม่!” เบ็ตตี้กรีดร้อง “ฉันจะไม่ปีนขึ้นไปเด็ดขาด”

            “ไม่เอาน่าเบ็ตตี้ เข้มแข็งหน่อย” เดวิดตะโกนมา แต่หล่อนดูตื่นกลัวมาก ยิ่งเมื่อมองไปยังภูเขาหิมะด้านหน้า สีหน้าหล่อนก็แทบเหมือนคนจะร้องไห้ “ฉันทำไม่ได้”

            “อะไรนะ” ลีรอยตะโกน เขาดูหงุดหงิดเพราะเวลาห้าชั่วโมงของภารกิจเริ่มเดินแล้ว

            “ฉันขอถอนตัว” เบ็ตตี้กระซิบ แต่สักพักหล่อนก็กดนาฬิกาข้อมือพร้อมกับตะโกนเข้าไป “ได้ยินไหมโรแลนด์ ฉันขอถอนตัว”

            “เธอบ้าไปแล้วรึไงเนี่ย!” ลีรอยรีบพุ่งเข้าไปกระชากข้อมือหล่อนออก แต่หล่อนก็พยายามสะบัดมือเพื่อติดต่อกับโรแลนด์อีกครั้ง

            “เธอทำแบบนี้ไม่ได้” ร็อบบ์เข้ามาช่วยพูด “ทีมเราเหลือกันไม่กี่คนแล้ว ถ้าเธอถอนตัวออกไปอีก ทีมเราล่มแน่”

            เบ็ตตี้ยังคงส่ายหน้าเหมือนไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว หล่อนเอาแต่พูดซ้ำว่าทำไม่ได้และก็อยากถอนตัวออกจากทีม

            “แน่ใจแล้วหรอว่าต้องการแบบนี้” เสียงที่นาฬิกาของหล่อนก็ดังออกมา ฉันจำได้ทันทีว่านั่นเป็นเสียงของวอลเธอร์ เบ็ตตี้ดูลนลานขณะกดนาฬิกาตอบรับเสียงสั่น “แน่ใจค่ะ”

            จากนั้นวอลเธอร์ก็เงียบไปนาน ทุกคนเข้ามาใกล้เพื่อรอฟังคำตอบจากหัวหน้าครูฝึกอย่างใจจดใจจ่อ เบ็ตตี้เริ่มร้องไห้ หล่อนดูเหมือนคนเสียสติไปแล้วในสายตาพวกเรา

            “ก็ได้” ในที่สุดเขาก็พูด “อีกห้านาทีโรแลนด์จะไปรับเธอ”

            “ไม่นะ คุณจะทำแบบนี้ไม่ได้วอลเธอร์” ลีรอยโวยขึ้นทันที พลางหยิบนาฬิกาขึ้นมากด “คุณต้องให้เธอแข่ง ไม่ใช่ให้เธอกลับไป!

            “ลีรอย นายต้องเข้าใจ เราเสียเวลาไปห้านาทีเพราะเบ็ตตี้ไม่ยอมร่วมมือกับเรา นายดูหน้าเธอตอนนี้สิ เธอไม่สู้อีกแล้ว นายคงไม่อยากเสียเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงในการเกลี้ยกล่อมเธอให้กลับมาแข่งหรอกใช่ไหม” เสียงเขาตอบกลับมาทำให้ลีรอยหงุดหงิดแทบพล่าน จนคริสตินต้องเข้ามากล่อมให้เขาใจเย็นลง

            จากนั้นนาฬิกาของพวกเราทุกคนยกเว้นเบ็ตตี้ก็มีสัญญาณเข้า เป็นข้อความเสียงจากหัวหน้าครูฝึกเรา “เริ่มเกมได้แล้ว ขอให้พวกเธอโชคดี”

            และเพราะแบบนั้นเราถึงต้องจำใจทิ้งเบ็ตตี้ไว้ตรงนั้นแล้วจากมา พวกผู้ชายช่วยกันแบกเชือกและอุปกรณ์ขนาดใหญ่มาที่ตีนเขา ตอนนี้เราเหลือกันอยู่เก้าคน ดังนั้นสิ่งของที่ไม่จำเป็นจึงต้องตัดทิ้ง ร็อบบ์เกี่ยวเชือกไว้กับตะขอที่เอวแล้วปีนขึ้นไปก่อนเป็นคนแรก เขาจะเป็นคนตอกตะขอนำทางให้กับเรา ร็อบบ์หาปุ่มที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำแข็งแล้วกดให้มันขึ้นเป็นตัวอักษรทีมเรา จากนั้นก็ปีนขึ้นไปอีก ลีรอยตามขึ้นไปเป็นคนที่สอง แต่เขาปีนไปคนละทางกับร็อบบ์เพื่อหากดปุ่มอื่น ในขณะที่เดวิดก็จับกลุ่มกับเพื่อนอีกสี่คนขึ้นเชือกเส้นใหม่นำทางไปอีกด้านเพื่อไม่ให้เสียเวลา แน่นอนว่าฉันอยู่เชือกเส้นเดียวกับร็อบบ์เพราะคริสตินจะต้องตามลีรอยไป

            ฉันได้กดปุ่มน้อยมากเพราะอยู่เป็นคนสุดท้ายของเชือกและมีหน้าที่แค่ปีนตามคนอื่นขึ้นไปให้ทัน ชั่วโมงแรกหมดไปเร็วมากขณะที่เราเพิ่งปีนผ่านห้าสิบฟุตแรกไป ฉันแอบหันลงมาเพื่อดูจุดวาร์ป มันใสมากจนมองแทบไม่เห็นหากไม่สังเกตดีๆ นับจากนี้เราตระหนักได้ว่าไม่สามารถที่จะตกลงไปได้อีกแล้วไม่ว่ากรณีใดก็ตาม

            ร้อยฟุตแรกผ่านไปเรายังไม่เจอทีมคู่แข่งทีมไหน เนื่องจากภูเขาลูกนี้ใหญ่มากและยังมีปุ่มให้จับจองเขตแดนอีกเพียบ ฉันเผลอเหยียบน้ำแข็งพลาดไปช่วงหนึ่งจนเกือบร่วงลงไป ทุกคนหันมามองด้วยความตกอกตกใจ แต่ฉันจับเชือกได้ทันจึงบอกพวกเขาว่าไม่เป็นไร จากนั้นก็เหวี่ยงแขนอัดค้อนแหลมใส่กับก้อนน้ำแข็งที่เกาะหินภูเขาไว้อย่างแน่นหนา ฉันลองโยกค้อนแหลมดูให้มั่นใจว่ามันแน่นแล้วก่อนจะทิ้งน้ำหนักเข้าหาค้อนแหลมและเริ่มปีนต่อไป

            ห้าร้อยฟุตฉันเริ่มรู้สึกเมื่อยล้าไปทั้งตัว แต่ก็หยุดพักไม่ได้ เราไม่รู้ว่าทีมอื่นจะปีนขึ้นไปถึงไหนแล้ว ป่านนี้จะใกล้ถึงยอดเขาหรือยัง แต่อย่างที่บอก ถ้าไม่อยากตกรอบยกทีม ภารกิจครั้งนี้เราจะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด

            “ฉันเหนื่อยแล้ว” เบน ชายที่อยู่ก่อนหน้าฉันพูด

            “เรายังต้องไปต่อนะ”

            “ไม่ไหว” เขาส่ายหัว ท่าทางเขาหยุดแล้วอย่างที่พูดจริง

            “เบน” ฉันเรียกหลังจากปีนขึ้นมาตำแหน่งเสมอเขา “นายต้องอดทน ชัยชนะรอเราอยู่ข้างบน”

            “ชัยชนะในอีกสองพันห้าร้อยฟุตนั่นน่ะเหรอ เขาหันมาถาม “ฉันไปต่อไม่ไหวหรอก แค่นี้ก็จะขาดใจตายแล้ว”

            “นายหิวน้ำหรือเปล่า” ฉันเสนอพลางหยิบขวดน้ำสีทึบกันความเย็นขึ้นมา แต่เบนปฏิเสธ

            “น้ำนั่นเย็นเจี๊ยบ ดื่มแล้วไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลย”

            “เฮ้!” เสียงลีรอยตะโกนจากด้านบน “มัวชักช้าอะไรอยู่ รีบปีนขึ้นมาสิ”

            “ขอโทษด้วยนะ ลีรอย” เบนตะโกนกลับไป “แต่ฉันไม่ไหวแล้วว่ะ”

            “ว่าไงนะ”

            “พวกนายไปกันก่อนเลย ฉันขอยอมแพ้” เบนเริ่มแกะตะขอที่เกี่ยวเชือกไว้ออกจากตัว ฉันรีบตะปบมือเขาไว้ แต่เบนหันมามองฉัน “ปล่อยฉันเถอะ ทีน่า”

            “ไม่” ฉันส่ายหน้า

            “ฉันรู้ว่าเธอทำได้ เธอแกร่งกว่าฉัน” เขาพูด “ฉันมันพวกท่าดีทีเหลว”

            “เบนได้โปรด” ฉันยังกำตะขอเขาไว้อย่างไม่ยอมแพ้ แต่เบนส่ายหน้าพร้อมกับดึงมือฉันออก เขาปลดเชือกออกจากตัว หันหน้าออกไปมองวิวข้างล่างที่สูงจนน่าหวาดเสียว “บอกทุกคนด้วยว่าฉันฝากทีมให้พวกเขา” เอ่ยเสร็จเบนก็สูดลมหายใจเข้าลึกทีหนึ่งก่อนจะโดดลงไป ฉันได้แต่มองร่างเขาหายเข้าไปในจุดวาร์ปโดยไม่อาจทำอะไรได้ คงจริงอย่างที่วอลเธอร์พูด คนเราถ้าใจไม่สู้แล้ว ยื้อไว้ก็ไม่มีประโยชน์

            ฉันรีบปีนต่อจนกระทั่งตามคริสตินทัน หรือไม่ก็เป็นเพราะหล่อนรอฉันอยู่แล้วก็ได้

            “ทำไมเธอไม่ห้ามเบน”

            “ฉันทำแล้ว”

            “รู้ไหมว่าลีรอยโกรธมาก” หล่อนพูด “เขาบอกว่าเป็นเพราะวอลเธอร์ไม่เด็ดขาดพอ เขาใจดีเกินไป ลูกทีมถึงได้กล้าถอนตัวยอมแพ้กันเป็นแถว ถ้าเป็นทีมอื่นป่านนี้ถูกทำโทษไปแล้ว”

            “ลีรอยรู้เรื่องทีมอื่นด้วยเหรอ ฉันถามขณะที่เราทั้งคู่ปีนต่อไปด้วยกัน

            “ใช่ เขาสืบเรื่องทีมอื่นตลอดเวลา” คริสตินตอบ “เขาบอกว่าเรียนรู้คู่แข่งไว้เราจะได้ตามทัน”

            “แต่ฉันว่าท่าทางเขาเหมือนอยากไปอยู่ทีมอื่นมากกว่านะ”

            “ทีน่า ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ”

            ฉันยักไหล่ “อย่าคิดมากน่าคริส ฉันก็แค่เดาไปงั้น”

            จากนั้นเราก็ปีนเขาขึ้นมาจนถึงพันฟุต ตอนนี้ปุ่มกดเริ่มน้อยลงแล้ว พวกผู้ชายที่นำอยู่ด้านบนเริ่มหากันจ้าละหวั่น เดวิดนำทีมเราอีกกลุ่มห่างออกไปไกลเพื่อช่วยกระจายกำลังกันหาปุ่มกดให้เจอ ฉันเริ่มสัมผัสได้ว่าต่อจากนี้เราอาจจะได้เจอคู่แข่ง เพราะภารกิจมันยากขึ้นแล้ว

            และขณะที่ต่างคนต่างเอาค้อนแหลมสับน้ำแข็งหนาเป็นฟุตเพื่อปีนขึ้นไปยึดธงอยู่นั้น จู่ๆ หิมะบริเวณด้านหน้าฉันกับคริสตินก็ค่อยๆ แตกและเริ่มถล่มลงมา ฉันรีบสับน้ำแข็งหนีไปข้างๆ ขณะที่คริสตินจะหลบไปอีกทางแต่ไม่พ้น ร่างหล่อนร่วงตามหิมะที่ถล่มลงมา แต่ดีที่เราเชื่อมกันด้วยเชือกไว้ทำให้ตอนนี้หล่อนเลยห้อยต่องแต่งอยู่เบื้องล่างฉัน น้ำหนักตัวหล่อนถ่วงเต็มที่จนฉันแทบทรุดตาม ฉันรีบกวาดสายตามองน้ำแข็งที่เกาะอยู่ตอนนี้ว่ามีรอยปริแตกพร้อมจะถล่มลงมาอีกหรือไม่ เพราะถ้ามี นั่นหมายความว่าคนที่จะเราสองคนจะถ่วงต่อไปนั่นคือลีรอย

            หิมะมันต้องถล่มลงมาอีกรอบแน่ ฉันคาดเดาเพราะตอนนี้ฉันมีน้ำหนักของคริสตินถ่วงไว้ น้ำแข็งที่เกาะอยู่ต้องรับน้ำหนักเราทั้งคู่ไม่ไหวแน่ ร็อบบ์กับลีรอยนำหน้าเราไปไกลแล้ว ฉันไม่อยากเป็นตัวถ่วงพวกเขา

            “ปล่อยฉันไปก็ได้ ทีน่า” คริสตินตะโกนขึ้นมา “ฉันทำของหล่นลงไปหมดแล้ว เธอแบกฉันไปตลอดทางไม่ไหวหรอก”

            “ไม่” ฉันรีบปฏิเสธหล่อนแล้วปล่อยมือข้างหนึ่งจากค้อนแหลมมาจับเชือกไว้แน่น จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นไปข้างบนอีกครั้ง “ลีรอย!” ฉันตะโกน คาดหวังให้เขามองลงมา

            “มีอะไร!” ได้ผล เขาตะโกนกลับมา

            “ลงมาช่วยหน่อย” ฉันรีบบอก “คริสจะร่วงแล้ว”

            “ไม่ต้องหรอก” คริสตินพยายามตะโกนบ้าง แต่เสียงหล่อนขาดหายไปตามแรงแกว่งของเชือก

            ฉันก้มมองหล่อนแล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ลีรอยเงียบไปเลย แต่คาดว่าเขาคงคิดหาทางช่วยเราอยู่ เชือกที่อยู่ด้านบนแกว่งเล็กน้อยเหมือนมีคนข้างบนขยับตัว ภูเขาที่นี่ยิ่งสูงยิ่งหนาว ตอนที่เราอยู่กันบนพื้นแทบไม่มีลมไม่มีพายุเลย แต่พอปีนขึ้นมาเกินพันฟุต เราก็พบกับพายุพัดอันหนาวเหน็บ ด้านบนฉันแทบไม่เห็นอะไรเลยนอกจากเกล็ดหิมะวิ่งผ่านตามลมแรง ฉันเพ่งสายตามองแล้วมองอีกกว่าจะเห็นร่างผู้ชายคนหนึ่งกำลังปีนลงมาโดยไม่มีเชือกติดกับตัว

            ลีรอยลงมาช่วยเรา เขาหยุดตรงตำแหน่งฉันแล้วช่วยดึงเชือกพาร่างคริสตินขึ้นมา หล่อนดูดีใจแทบคลั่งที่เขากลับมาช่วย ทั้งคู่โผเข้ากอดกันสักพักก่อนลีรอยจะยกค้อนแหลมด้ามหนึ่งไว้ให้หล่อนใช้ปีนต่อ

            “แล้วนายล่ะ”

            “ฉันใช้อันเดียวก็พอ”

            “แต่นายไม่มีเชือก”

            “ไม่เป็นไร ฉันปีนได้” ลีรอยบอกพร้อมกับพยายามดันร่างคริสตินขึ้นไป แต่ดูเหมือนค้อนด้ามเดียวจะทำให้หล่อนขึ้นไปไม่ถนัดนัก ฉันเลยส่งค้อนแหลมของตัวเองด้ามหนึ่งให้หล่อนไป

            “เอ้านี่” ฉันพูด “เธอใช้สองอันเถอะจะได้เร็ว”

            “แล้วของเธอ?”

            “ยังไงฉันก็รั้งท้ายอยู่แล้ว ไม่ได้ไปเบียดกับใครหรอก” ฉันว่า พลางมองหน้าลีรอยซึ่งกำลังจ้องฉันตอบกลับมาเหมือนกัน จากนั้นต่างคนต่างก็เริ่มแยกย้าย คริสตินปีนเขาคล่องแคล่วด้วยค้อนแหลมสองด้าม ขณะที่ฉันกับลีรอยเหลืออยู่คนละด้าม แต่เขาปีนไวกว่ามาก ยิ่งไม่มีเชือกทำให้เขาไม่ผูกติดกับอะไร สามารถปีนป่ายไปโน่นมานี่เพื่อหาปุ่มกดไปทั่วได้ ตอนนี้ฉันเริ่มเห็นทีมอื่นแล้ว มีคนโดนผลักตกลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากต่อสู้แย่งชิงปุ่มกัน คริสตินกับร็อบบ์ช่วยกันผลักผู้ชายทีมเอที่มาแย่งปุ่มจนร่วงลงมา ฉันต้องเอียงตัวหลบเพื่อไม่ให้คู่แข่งโดนตัว แต่คนข้างบนก็หล่นมาเรื่อยๆ โฉบไหล่ซ้ายไหล่ขวาฉันไปหลายที แต่บางคนก็ร่วงมากระแทกหัวฉันเต็มๆ ฉันมึนไปเป็นนาทีกว่าจะปรับตัวแล้วกลับมาปีนต่อได้ ยิ่งระยะสองพันฟุตยิ่งอันตราย มีคู่แข่งทั้งสี่ทีมอยู่ครบครัน ต่างป่ายปีนแย่งชิงปุ่มกันอุตลุต

            “ทีน่าระวัง!” คริสตินเตือนฉันจากด้านบน แต่ไม่ทันแล้ว ตอนนี้ฉันถูกผู้ชายคนหนึ่งรวบตัวไว้จากด้านหลัง หมอนั่นเกาะฉันเป็นที่ยึดเหนี่ยวทั้งตัว มือข้างหนึ่งพยายามแกะตะขอที่เอวฉัน แต่ฉันตะปบไว้ได้แล้วบิดข้อมืออีกฝ่ายจนเขาร้อง ฉันถึงปล่อยมือแล้วฟันศอกใส่ ชายคนนั้นหน้าหงายแต่ยังเกาะฉันแน่นไม่ยอมหล่นลงไป ฉันพยายามดิ้น เหวี่ยงตัวเองกับเชือกให้มันเด้งกลับเข้าหากำแพงโดยเอาตัวหมอนั่นเป็นที่กำบัง เขาร้องสั้นๆ ด้วยความจุกเมื่อหลังกระแทกผนังน้ำแข็ง ร่างชายคนนั้นร่วงลงไปแต่ไม่วายจับข้อเท้าฉันไว้ได้อีก พยายามสะบัดเท่าไหร่ก็ไม่ออก แถมหมอนั่นยังไต่ขึ้นมาที่ตัวฉันเรื่อยๆ เวลานี้ฉันคิดอะไรไม่ออกแล้ว ถ้ามีสติกว่านี้ฉันอาจจะคิดวิธีเอาตัวรอดที่ดีกว่านี้ได้ แต่ตอนนี้ไม่ ฉันไม่เหลือทางเลือกแล้ว ความคิดตอนนี้มันสั่งให้ฉันงัดค้อนแหลมจากผนังน้ำแข็งออกแล้วฟันเชือกที่แบกฉันไว้จนขาด ร่างฉันกับชายคนนั้นจึงร่วงลงไปด้วยกันทันที

            ระยะทางกว่าพันฟุตทำให้ฉันได้แต่มองยอดเขาห่างออกมาเรื่อยๆ เห็นร่างของเพื่อนตัวเองเล็กลงจนกลายเป็นแค่จุดสีดำบนภูเขา หูได้ยินแต่เสียงลมปะทะตามแรงโน้มถ่วงโลก ทว่าในมือฉันยังคงกำค้อนแหลมไว้นี่นา เสี้ยววินาทีที่นึกถึงตรงนี้ได้ฉันก็รีบมองหาผนังน้ำแข็งแล้วพยายามเหวี่ยงมันลงไปเพื่อยึดเกาะ แต่เมื่อด้านแหลมของมันสับเข้าที่ผนังแขนฉันก็ปวดแสบปวดร้อนฉับพลันเนื่องจากแรงต้านของมันมหาศาลเกินไป ร่างฉันตกลงมาเร็วมาก แม้จะเจาะผนังยึดเหนี่ยวไว้แล้วแต่มันก็ไม่มากพอจะหยุดฉันได้ทันที ค้อนแหลมฉันขูดผนังน้ำแข็งเป็นรอยไปตามทาง จนกระทั่งแรงต้านเริ่มน้อยลง ร่างฉันก็หยุดลงตรงร้อยฟุตเกือบถึงจุดวาร์ปของดรีมแคชเชอร์แล้ว

            เกือบไป

            ฉันบอกกับตัวเองขณะหอบหายใจแรง เพิ่งรู้ว่าการปะทะกับแรงโน้มถ่วงโลกจะทำให้ฉันเหนื่อยได้ขนาดนี้ ฉันหลับตา ปล่อยร่างกายพักไปตรงนั้น เวลาบนนาฬิกาบอกว่าตอนนี้หมดไปสี่ชั่วโมงสิบห้านาที ฉันถอนหายใจเหนื่อยล้าเมื่อพบว่าตัวเองต้องใช้เวลาอีกสี่สิบห้านาทีในการปีนขึ้นจากร้อยฟุตไปยังสองพันฟุตใหม่อีกครั้ง

            มีเสียงดนตรีดังขึ้นจากนาฬิกาที่สวม ฉันจำได้ทันทีว่ามันเป็นเพลงประกาศผลผู้ชนะของดรีมแคชเชอร์

            “ในที่สุดเราก็ได้ผู้ชนะแล้วครับทุกท่าน มีผู้ยึดธงบนยอดเขาได้ นั่นคือ ลีรอย บอลด์วิน ดังนั้นผมขอประกาศว่าทีมผู้ชนะภารกิจที่สองในสัปดาห์นี้คือ ทีมดี ครับ!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 48 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

675 ความคิดเห็น

  1. #608 03082002 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 17:04
    ตอนนี้เรี่มสงสัยว่าใครเป็นพระเอก
    #608
    0
  2. #555 Babylynx (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 / 12:25
    สรุปลีรอยได้หน้าไปเต็มๆ 555
    ทีน่ามีจิตใจที่ค่อนข้างเข้มแข็งมาก สู้ต่อไปนะ อย่ายอมแพ้
    วอลเธอร์จะรู้สึกยังไงตอนที่เบ็ตขอถอนตัวนะ?
    ติดตามตอนต่อไป >>
    #555
    0
  3. #490 Cheshire. (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 / 10:47
    คิดภาพแล้วถ้ามันเป็นหนังต้องหนุกแน่ๆ อยากเห็นภาพนาเงอกสู้บนภูเขาน้ำแข็ง
    ส่วนลีรอยชนะแล้ว โอเค เรารักนาย จบ5555
    #490
    0
  4. #322 Ciel En Roseジン (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 มกราคม 2558 / 17:45
    เก่งอ่ะ555
    #322
    0
  5. #306 ~*Mini_Day*~ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 มกราคม 2558 / 16:36
    หมั่นไส้นางรีลอยจัง 555 อินเกิน
    #306
    0
  6. #258 amnesiac (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2557 / 18:18
    ยังดีนะที่ลีรอยยังลงมาช่วย ไม่ได้คิดแต่จะชนะอย่างเดียว นึกย้อนกลับไปตอนก่อน วอลเธอร์คงไม่มีคนให้ห่วงทางโน้นเนอะ ถึงอาสาร่วมโครงการถึง 50 ปี แถมมีสมบัติส่วนตัวเป็นหนังสือเรื่องนี้อีกต่างหาก
    #258
    0
  7. #233 Amo i ta ★คิงเดสซึ★ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2557 / 12:26
    เริ่ดอ่ะ  รอดอย่างวุดวิด! ต่อๆๆ
    #233
    0
  8. #146 S.BAM (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2557 / 11:47
    ดีน้ะ ที่อีนางลีรอยกลับมาช่วย!
    #146
    0
  9. #78 `คุณหมาป่า。 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2557 / 09:35
    ตอนแรกแอบเขม่นเพราะลีรอยเหมือนทำตัวเหนือกว่าครูฝึกนี่แหละ 
    แถมยังมีแนวโน้มอยากไปอยู่ทีมอื่นมากกว่า แต่ก็ยังดีบ้างที่ลงมาช่วยคริสติน ถ้าไม่ช่วยนี่ประนามแน่55555
    วอลเธอร์คงแอบประทับใจที่ทีน่าพูดบ้างแหละ แฮะๆ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 7 พฤษภาคม 2557 / 09:53
    #78
    0
  10. #64 Esperanza (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2557 / 18:35
    สุดท้ายลีรอยก็ดูจะฮีโร่เสมอเลยนะคะ
    แต่ตอนแรกนึกว่าจะทิ้งคริสแล้ว ก็ยังดีที่ยังลงมาช่วยคริสอยู่
    เห็นด้วยแหละว่าพี่แกคงอาจจะอยากไปอยู่ทีมอื่น ทีมที่โหดดิบเถื่อนอะไรอย่างงี้มั้ง 
    แต่ชอบที่ทีน่าไม่เก่งเว่อร์และโดนรัศมีของลีรอยบังไว้อย่างงี้นะคะ อย่างน้อยก็จะช่วยให้เธอปลอดภัย
    #64
    0
  11. #63 Mystic Irie (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2557 / 14:26
    ตอนเบ็ตตี้ดื้อไม่ปีนเขานี่เสียเวลาไปเกือบสามสิบนาทีเลยเหรอครับ รู้สึกเหมือนเยอะไปนะ
    มีแววว่าลีรอยจะผิดใจกับทีมดีแฮะ
    #63
    0
  12. #62 little-red-cap (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2557 / 22:30
    ทีน่า เธอหล่อมาก
    #62
    0
  13. #61 kimurakung (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2557 / 22:05
    ลุ้นแทบแย่...คิดว่าทีม D จะตกรอบทั้งหมดแล้วซะอีก (ยังไมไ่ด้เห็นทีน่า แสดงฝีมือเลยแฮะ)
    #61
    0
  14. #60 Leo fionix ' (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2557 / 17:42
    ในที่สุด---!! ลีรอยกับทีน่าตอนนี้หัวใจหล่อมาก
    ชอบตรงการบรรยายตอนต่อสู้จังค่ะ เห็นภาพเลย
    ติดตามอยู่นะคะๆ!
    #60
    0
  15. #59 คุณหนูชา (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 / 21:44
    >< โฮยมาดึกๆดีกว่าไม่มาค่ะ 55+
    #59
    0