Dream Catcher ฝันลวงโลก

ตอนที่ 7 : Begin 6 Frozen Human

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,617
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    5 พ.ค. 60

6

Frozen Human

 

            แม้จะเหลือกันแค่สิบคน แต่กิจวัตรและหน้าที่ของนักเรียนเตรียมทหารทีมดีก็ยังคงดำเนินไป แมกซ์ปลุกเรามาวิ่งทุกเช้า ต่อจากนั้นก็จะเป็นฝึกต่อสู้ ยิงปืน และปามีดเหมือนปกติ วอลเธอร์บอกว่าสามทักษะนี้สำคัญ ต้องฝึกเป็นประจำเพื่อให้ร่างกายเกิดความคุ้นเคย แต่หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเพิ่มรายละเอียดการฝึกบางอย่างเข้ามา เช่น ฝึกวางเพลิง ฝึกกู้ระเบิด หัดแยกปืนชนิดต่างๆ สอนใช้มีดแทงในระยะประชิด บางวันเขาก็มีเชือกตาข่ายมาให้เราลองปีนเล่นเผื่อว่าบางทีเราอาจจะได้เจอสนามทดสอบที่ต้องปีนเขาก็เป็นได้ ซึ่งพวกผู้ชายที่ปีนไปก่อนหน้าก็มักแกล้งพวกผู้หญิงด้วยการขย่มเชือกตาข่ายอย่างแรงจนตัวเราโคลงแทบไม่สามารถปีนต่อได้ แต่วอลเธอร์ก็บอกให้เราพยายาม เพราะของจริงโหดร้ายกว่านี้หลายร้อยเท่า

            “จะบอกความลับอะไรให้ฟัง ที่จริงแล้วฉันกลัวความสูงมาก” เบ็ตตี้สาวผมดำในทีมเราคนหนึ่งเอ่ยขึ้น “ถ้าเกิดต้องปีนเขาขึ้นมาจริงๆ ฉันคงขาดใจตายแน่”

            “แต่เธอก็ปีนขึ้นมาได้ไกลแล้วนี่” คริสตินพูด และใช่ เราทั้งหมดปีนขึ้นมาเกือบบนสุดของเชือกตาข่ายแล้ว ความสูงที่ฉันมองลงมาข้างล่างประมาณห้าเมตรได้ เบ็ตตี้ก็ปีนกับเรามาถึงตรงนี้ ไม่เห็นท่าทีว่าจะกลัวความสูงตรงไหน

            “ตรงนี้มันยังไม่สูงมาก” หล่อนพูด “หล่นลงไปก็ไม่ตายหรอก”

            แล้วเราทั้งหมดก็กลับลงมาเข้าแถวรวม วอลเธอร์ปล่อยเราไปพักกลางวัน แต่น่าประหลาดใจที่วันนี้เขากับพี่เลี้ยงถือถาดอาหารมานั่งร่วมโต๊ะกับพวกเราด้วย หัวหน้าครูฝึกบอกว่าอยากจะสนิทกับพวกเราให้มากขึ้น ในเมื่อสมาชิกทีมดีเหลือกันแค่นี้ เราก็ควรจะสนิทกันไว้มากกว่าปล่อยให้เหินห่าง วอลเธอร์คุยกับพวกเราเหมือนเพื่อน แต่คนอื่นดูเหมือนจะยังไม่ชินกับการเข้าถึงของเขา ส่วนฉันชินแล้วเพราะได้คุยส่วนตัวกับเขาบ่อย และเราทั้งคู่ต่างมีความลับปกปิดด้วยกัน

            “ตอนนี้ทางการใกล้จะออกภารกิจที่สองหรือยังครับ” เดวิดถาม

            “ยัง” วอลเธอร์ตอบหลังตักสตูเนื้อเข้าปาก “ส่วนใหญ่ทางการจะยังไม่ออกภารกิจจนกว่าจะใกล้ถึงวันแข่งขัน”

            “หมายความว่าพวกเราต้องซ้อมแบบที่ไม่รู้ล่วงหน้าเลยว่าสนามทดสอบต่อไปจะเป็นอะไรงั้นเหรอคะ” เบ็ตตี้ร้อง ท่าทางหล่อนจะเริ่มหายเกร็งกับหัวหน้าครูฝึกเสียแล้ว

            “ใช่” เขาว่า “เพราะงั้นฉันถึงต้องเดาใจกรรมการเองว่าต่อไปเขาอยากจะเล่นอะไรกับเรา จริงๆ เรื่องแบบนี้มันไม่ได้ฝึกแค่พวกเธออย่างเดียว แต่มันฝึกฉันด้วย เพราะครูฝึกที่เก่งจะต้องคาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นล่วงหน้าได้”

            แมกซ์พูดบ้าง “รู้ไหมว่าการเป็นครูฝึกก็เป็นการแข่งขันอย่างหนึ่งเหมือนกัน มันมีผลต่อการเลื่อนตำแหน่ง ใครที่ดันลูกทีมชนะขึ้นที่หนึ่งได้ จะได้เลื่อนยศเป็นนายพล นั่งทำงานเบื้องหลัง และไม่ต้องลงมาคุมเด็กฝึกทหารอีก”

            “แสดงว่าที่ดรีมแคชเชอร์แบ่งพวกเราออกเป็นสี่ทีมก็เพื่อให้ครูฝึกได้แข่งกันเองด้วยน่ะสิครับ” เดวิดถาม ซึ่งวอลเธอร์ก็พยักหน้า แต่เดวิดสงสัยหลายเรื่องจึงได้ถามต่อ “แล้วถ้าเกิดครูฝึกทำเด็กตกรอบหมดจะเป็นไรไหมครับ”

            “เป็น” วอลเธอร์ตอบทันที “จะโดนปลดจากการเป็นครูฝึกและก็ถูกลดตำแหน่งไปหนึ่งขั้นด้วย”

            “ตายจริง อย่างนี้ถ้าเกิดภารกิจรอบหน้าคัดคนตกรอบอีกสิบคน แล้วเราแพ้อีก คุณซวยแย่เลย” เบ็ตตี้พูด แต่ก็ถูกเพื่อนสะกิดด้วยศอกเหตุเพราะพูดเรื่องไม่สมควรออกมา

            “ไม่เป็นไร ฉันไม่ซีเรียสหรอก” เขาว่าเมื่อเห็นเบ็ตตี้มีสีหน้ารู้สึกผิด “ความจริงฉันอยากปลดระวางอยู่แล้ว”

            “ทำไมล่ะคะ” คริสตินถามขึ้น

            วอลเธอร์ดูลังเลเล็กน้อยที่จะเล่า “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะมาเป็นครูฝึกที่นี่ มีคนดึงตัวฉันมา เขาบอกว่าอยากให้ฉันช่วยสอนเด็กรุ่นใหม่ให้เข้าใจถึงวิถีชีวิตของทหารที่แท้จริงหน่อย”

            “และคุณก็มา” ร็อบบ์ว่าต่อ ท่าทางเขาดูจริงจัง “ในเมื่อตอนนี้เราอยู่กับคุณแล้ว ผมก็อยากทำมันให้ดีที่สุด เพื่อคุณ และเพื่อทีม”

            “ใช่ ฉันก็เหมือนกัน” เบ็ตตี้พูด

            “ฉันด้วย” คริสตินเอาบ้าง พลางหันมามองฉัน ฉันเลยต้องส่งเสียงเห็นด้วยกับเพื่อนๆ ที่อยากจะชนะเกมต่อไปเพื่อวอลเธอร์และเพื่อทีมของเรา

            “เอาล่ะ โอเค” ในที่สุดหัวหน้าครูฝึกก็ต้องยกมือห้าม “ฉันก็ไม่ได้ไปไหนสักหน่อย ฉันอยู่ที่นี่เพื่อพวกเธออยู่แล้ว แต่พวกเธอจะสู้เพื่อฉันบ้างหรือเปล่าล่ะ”

            “สู้!” ทุกคนตอบรับเสียงดัง ก่อนจะหัวเราะและกลับมาสู่บทสนทนาทั่วไปอีกครั้ง ฉันได้แต่ตามน้ำคนอื่นไปเรื่อย แต่ไม่อยากเชื่อเลยว่าภายในเวลาไม่กี่อาทิตย์ เด็กฝึกทหารทุกคนจะรักครูฝึกของตัวเองได้ถึงขนาดนี้ พวกเขาประกาศจะเอาชนะเพื่อทีม ความรู้สึกฮึกเหิมก่อตัวขึ้นในใจฉัน มันเป็นความสามัคคีที่ฉันไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน

            หลังพักกลางวัน วอลเธอร์เรียกรวมแล้วพาเราไปสู่วิชาโบราณวัตถุแสนคุ้นเคย วันนี้บนโต๊ะเต็มไปด้วยสิ่งของจากโลกเก่ามากมายกว่าแต่ก่อน ทั้งเตารีด วิทยุ หรือโทรทัศน์ซึ่งเป็นหน้าจอใหญ่ๆ ดูเทอะทะ แต่มันน่าทึ่งมากตรงที่เห็นภาพคนหรือเหตุการณ์ต่างๆ ถูกฉายอยู่ในกล่องทึมทึบนั่น ไม่ได้เป็นภาพโฮโลแกรมพุ่งขึ้นมาเป็นสามมิติเหมือนอย่างในปัจจุบัน

            หลายคนดูโทรทัศน์กล่องจนพอใจแล้วก็ไปหาของเล่นชิ้นใหม่ ฉันพินิจดูสิ่งที่เรียกว่าไฟแช็ก กล่องเล็กแต่ลวดลายมันน่าอัศจรรย์ ฉันลองเปิดฝา จับหัวไฟแช็กบิดไปบิดมา แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น

            “มันต้องดีดที่หัวน่ะ” วอลเธอร์พูด เขาแอบดูฉันอยู่ข้างหลังอีกแล้ว

            “ยังไง” ฉันหันไปถาม วอลเธอร์เลยหยิบมันไปถือด้วยตัวเอง เอานิ้วโป้งกดตรงฟันเฟืองข้างหัวไฟแช็กแล้วดีดมันลงอย่างแรง ฉันทึ่งอีกแล้วที่เห็นไฟลุกขึ้นมาจากหัวตรงนั้น และเมื่อเขาปล่อยนิ้วโป้ง ไฟก็หายไป

            “ลองดู ไม่ยาก” เขาส่งมันกลับคืนให้ฉัน ฉันเลยลองดีดตรงฟันเฟืองจนไฟลุกโชนขึ้นมา แล้วจากนั้นฉันก็ได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจของตัวเอง

            “ยอดมากเลย!” ฉันไม่เคยได้สัมผัสไฟใกล้ชิดขนาดนี้มาก่อน มันร้อนแทบลวกนิ้วเลย จนฉันทนไม่ไหวต้องปล่อยนิ้วโป้งออกจากฟันเฟือง

            “ชอบไหมล่ะ” เขายิ้ม “ถ้าชอบก็เอาไป ฉันให้”

            ฉันถึงกับหยุดยิ้ม พลางรีบปิดฝาแล้ววางไฟแช็กลงบนโต๊ะตามเดิม “ไม่ดีกว่า” ฉันพูด

            “ทำไม”

            “เดี๋ยวคุณไม่มีของพวกนี้ไปสอนเด็กรุ่นต่อไป”

            เขาหัวเราะ ทำไม ฉันพูดอะไรผิดไปงั้นเหรอ

            “ถึงไม่สอนมันก็ไม่ได้จำเป็นสำหรับใครอยู่แล้ว” วอลเธอร์พูด “ของพวกนี้เป็นสมบัติส่วนตัวฉันเอง ถ้าเธออยากได้ก็เอาไปฉันไม่ว่าหรอก”

            ได้ยินเขาพูดดังนั้น ฉันก็เริ่มลังเล หันไปมองวัตถุโบราณแต่ละอย่างบนโต๊ะ แต่ก็ไม่เจอสิ่งตัวเองอยากได้ จึงทำใจกล้าหันมาทางเขาอีกครั้ง “งั้นฉันขออะไรบางอย่างจากคุณได้ไหม”

            “อะไรล่ะ”

            ฉันสบตาเขานิ่งก่อนจะตอบออกไป

 

            หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวอยู่ในมือฉัน หลังเลิกฝึกวันนี้ฉันรีบกลับเข้าห้องนอนรวมแล้วมุดตัวใต้ผ้าห่มบนเตียงนอนเพื่ออ่านหนังสือหน้าที่ค้างคาไว้จากตอนที่แล้ว ฉันก่ายหมอนมาหนุนรองแขนเพื่อถือตัวเล่มได้ถนัด จากนั้นก็นั่งอ่านไป จมดิ่งอยู่ในเรื่องราวอันแสนมหัศจรรย์ของครอบครัวบูเอนดิยากับการเล่าเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดาของพวกเขา มันพิลึกพิลั่นจนฉันหยุดอ่านแทบไม่ได้ รู้สึกตัวอีกทีฟ้าก็มืดค่ำเสียแล้ว เพื่อนบางคนที่เพิ่งกลับจากการซ้อมเดินเข้ามาเปิดไฟ พวกเขาคงงงว่าฉันทนนั่งอยู่ในความมืดไปได้อย่างไร แต่ฉันไม่บอกหรอกว่าครอบครัวบูเอนดิยากำลังทำให้ฉันคลั่ง พวกเขาไม่อนุญาตให้ฉันลุกไปเปิดไฟจนกว่าที่เรื่องราวของพวกเขาจะดำเนินต่อไปจนจบ หนังสือเล่มไม่มีแสงในตัวเอง เมื่อฟ้ามืดฉันก็ต้องใช้แสงจากนาฬิกาส่องสว่างให้กับมันแทน

            สามทุ่มแล้ว ฉันแปลกใจที่คริสตินยังไม่กลับมา หล่อนไม่เคยอยู่ซ้อมดึกขนาดนี้ สมาชิกในทีมเริ่มกลับมาพักผ่อนเกือบหมดแล้ว หลายคนไปอาบน้ำและกลับมานอน มีบางคนเท่านั้นที่ยังอยู่คุยกันต่อ ฉันหันหน้ากลับแล้วก็คว่ำหนังสือไว้บนหมอน พยายามอดใจไม่อ่านต่อ เสร็จก็ลุกขึ้นออกไปนอกห้อง

            ที่ลานฝึกไม่มีใครอยู่แล้ว ฉันสงสัยว่าคริสตินหายไปไหนในเมื่อไม่ได้อยู่ซ้อม เลยลองถามร็อบบ์ที่เพิ่งเดินสวนออกมาจากห้องน้ำ เขาตอบว่า “ออกไปกับลีรอย”

            “ไปกับลีรอย?” ฉันงง “ไปไหน”

            “คงออกไปชมวิวนอกตึกด้วยกันน่ะ” ร็อบบ์พูดอย่างไม่ใส่ใจ แล้วก็เปิดประตูเข้าไปในห้องพัก

            ฉันส่ายหัวไม่อยากเชื่อก่อนจะลองติดต่อทางนาฬิกา ความจริงแล้วตั้งแต่มาอยู่ดรีมแคชเชอร์ เราถูกงดการใช้นาฬิกา วอลเธอร์บังคับเราถอดมันออกเพื่อไม่ให้สื่อมัลติมีเดียมาครอบงำเรา เขาบอกว่าเป็นเพราะเด็กรุ่นใหม่พึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป ทำให้เราเคยชินกับความสะดวกสบาย ลองถอดมันออกจากระบบชีวิตบ้างเผื่อชีวิตจะได้เป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้มากขึ้น

            แต่ตอนนี้เป็นเวลาเลิกฝึกซ้อมแล้ว ฉันก็สามารถใช้งานมันได้ตามเดิม

            หลังกดติดต่อคริสตินได้สำเร็จ ภาพโฮโลแกรมสามมิติก็พุ่งขึ้นมาจากนาฬิกา มันกำลังประกอบเป็นร่างหล่อนขึ้นมาให้ฉันเห็น แต่ยังไม่ทันเป็นรูปเป็นร่างดีมันก็หายวับไป ฉันถึงกับมองนาฬิกาอย่างงุนงง พยายามติดต่อใหม่อีกครั้ง แต่ก็พบว่าคริสตินปิดเครื่องไปแล้ว

            อะไรกันเนี่ย

            ฉันเริ่มไม่เข้าใจพฤติกรรมหล่อนขึ้นมาแล้วสิ

            ห้องน้ำอยู่ไม่ห่างจากห้องนอนรวมนัก ฉันคว้าผ้าขนหนูเข้าไปอาบน้ำ ถอดเสื้อผ้าทั้งหมดแขวนไว้บนฝาผนัง แล้วก้าวไปอยู่ใต้ฝักบัว ปล่อยให้สายน้ำชำระล้างร่างกาย เวลานี้ฉันครุ่นคิดอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกเกี่ยวกับคริสติน ไม่เข้าใจว่าหล่อนหายไปไหนกับลีรอยสองคน การออกไปนอกตึกที่เราซ้อมไม่ได้หมายความว่าจะพ้นอาณาเขตของดรีมแคชเชอร์ องค์กรนี้มีพื้นที่กว้างขวางมาก ทั้งสองคงออกไปชมวิวด้วยกัน แต่ทำไมหล่อนไม่บอกฉันทั้งที่เราสนิทกัน หรือความจริงแล้วฉันคิดไปเองคนเดียวว่าเราสนิท ส่วนเรื่องที่สองคือเหตุการณ์ในหนังสือที่ฉันอ่าน ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลบูเอนดิยาจะมีหางเป็นหมูจริงหรือไม่ แต่ให้ตายเถอะ ฉันคิดสองเรื่องสลับในเวลาเดียวกัน ใจหนึ่งก็เป็นห่วงเพื่อน แต่อีกใจก็ห่วงครอบครัวอันไกลโพ้นที่ไม่มีอยู่จริง และอย่างหลังก็ดูเหมือนจะมีอิทธิพลมากกว่า ไม่สิ ต้องบอกว่าฉันพยายามทำให้มันมีอิทธิพลเหนือเรื่องของคริสติน และหลังจากฉันอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดใหม่ที่คล้ายกับชุดเก่าเสร็จ ฉันก็รีบกลับเข้าห้องมาอ่านหนังสือต่อจากที่หน้าที่คว่ำไว้

            มาคอนโดต่อสู้กับการล่าอาณานิคมของสเปนและโปรตุเกสมานานมาก นานจวบจนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย อารมณ์เศร้าบีบคั้นหัวใจถึงขีดสุด ฉันพลิกหน้ากระดาษด้วยความร้อนใจว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรต่อไป แต่แล้วอารมณ์ทั้งหมดทั้งมวลก็ดับลงเมื่อมีใครบางคนมาสะกิดฉันออกจากโลกแห่งหนังสือ

            “เฮ้” คริสตินมองหน้าฉันในความมืดสลัว “ยังไม่นอนอีกเหรอ

            “คริส เธอหายไปไหนมา” ฉันยิงคำถาม จนหล่อนต้องส่งเสียง ชู่เพื่อบอกให้ฉันเงียบ “คนอื่นนอนกันหมดแล้ว”

            “โทษที” ฉันพูดเสียงเบาลง “ตกลงว่าเธอไป...”

            “ฉันออกไปนอกตึกซ้อมของเรามา” หล่อนพูด “วิวข้างนอกสวยมากเลยล่ะ”

            “ทางการอนุญาตให้เราออกได้ด้วยเหรอ

            “ก็ไม่มีกฎข้อไหนระบุไว้นี่” หล่อนยักไหล่ “ที่พวกเราไม่ออกไปก็เพราะไม่กล้ากันเอง ใช่ อาทิตย์แรกวอลเธอร์อาจจะห้ามไม่ให้เราไปไหนเพราะเราควรจะพักผ่อนและอยู่ในกฎระเบียบของเขาให้มากๆ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เราเป็นดรีมแคชเชอร์เกือบจะเต็มตัวแล้วนะ”

            ฉันไปต่อไม่ถูกเลยถ้าคริสตินจะคิดแบบนั้น เลยว่าไปเรื่องอื่นแทน “โอเค แต่เธอไปกับลีรอยใช่ไหม”

            “ใช่” หล่อนพยักหน้าพร้อมกับมือทั้งสองข้างที่ประสานกันแน่น แก้มแดงเรื่ออย่างน่าประหลาด “ฉันไปเดทกับเขามา”

            “ว่าไงนะ” ฉันถามเสียงดังจนคริสตินต้องเอ็ดให้ฉันเบาเสียงอีกครั้ง “แล้วตอนนี้เขาไปไหนแล้วล่ะ” ฉันกระซิบ

            “เขาไปอาบน้ำ” หล่อนตอบ “ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้รับสายเธอ คือตอนนั้นทุกอย่างมันกำลังไปได้สวยน่ะ ฉันก็เลยไม่อยากให้ใครขัด”

            ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังพยักหน้า “ฉันเข้าใจ”

            “ไม่โกรธฉันนะ ทีน่า”

            “ไม่หรอก”

            “เธอนี่น่ารักที่สุดเลย” คริสตินพุ่งเข้ามากอดฉันจนล้มบนเตียงไปด้วยกัน ตอนแรกฉันนึกโกรธหล่อนอยู่แวบหนึ่งเรื่องที่หล่อนไม่บอกฉันว่าจะไปไหนกับใคร แต่ตอนนี้ฉันกลับไม่รู้สึกแบบนั้นอีกแล้วหลังจากที่หล่อนเข้ามาอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างกับฉัน

            “เธออ่านอะไรน่ะ” คริสตินหยิบหนังสือ หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวที่อยู่บนเตียงขึ้นมา “ให้ตายเถอะ นี่เธอยังติดใจเจ้าวัตถุโบราณชิ้นนี้อยู่อีกเหรอเนี่ย”

            “ก็มันสนุกนี่ เธอน่าจะลองอ่านดูบ้างนะ” ฉันแนะนำ แต่หล่อนกลับเบ้หน้าส่ายหัว พลางวางมันคืนลงที่เดิมแล้วลุกจากเตียงฉันไปนั่งที่เตียงหล่อนแทน

            “รู้ไหม” คริสตินเริ่มทำเสียงจริงจัง “คนข้างนอกเขาพูดกันหนาหูเลยว่าหัวหน้าครูฝึกของเราไม่เหมือนใคร”

            “ทำไม” ฉันสงสัย

            “เขาเป็นคนจากโลกเก่า” คำตอบของหล่อนทำให้ฉันเบิกตา “เขาข้ามเวลามาด้วยการแช่แข็ง เธอจำได้ใช่ไหมว่ามนุษย์แช่แข็งเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ตอนที่โปรเจ็คนี้ทำสำเร็จรัฐบาลประกาศหาอาสาสมัครห้าสิบคนมาทดลองระบบ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีวอลเธอร์อยู่ด้วย เขาเข้ารับการแช่แข็งที่นานที่สุดห้าสิบปี แต่พอถึงเวลานั้นจริงกลับเกิดสงครามโลกขึ้นมา ไม่มีใครปลุกเขาเลยทั้งที่เขาเป็นทหาร จนกระทั่งหลังจบสงคราม วอลเธอร์ถึงได้ตื่นขึ้นมาในปีที่หนึ่งร้อยยี่สิบพอดี”

            แน่นอนว่าฉันอึ้งไปเลยเมื่อฟังคริสตินเล่าจบ การแช่แข็งมนุษย์เป็นสิ่งค้นพบอันน่าตกตะลึงในยุคนั้น แต่เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นการแช่แข็งสำหรับนักโทษประหารเพียงอย่างเดียวไปแล้ว รัฐบาลสั่งห้ามไม่ให้นำมาใช้กับบุคคลทั่วไปอีก

            “และเพราะแบบนั้นฉันถึงได้เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงชอบสอนวิชาโบราณวัตถุนัก เพราะมันคือสิ่งที่อยู่ในโลกของเขา หลายอย่างวอลเธอร์คิดไม่เหมือนเรา เพราะงั้นเขาถึงไม่ให้เราใช้นาฬิกาเวลาฝึก สิ่งที่ฝึกแต่ละอย่างก็ไม่ค่อยมีเทคโนโลยีทันสมัยมาเกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่มีแต่วิธีโบราณ ทีมเราฝึกได้เต่าล้านปีมากขณะที่ทีมอื่นเขาต่อสู้ด้วยอาวุธรูปแบบใหม่กันหมดแล้ว” หล่อนสารยายด้วยเสียงกระซิบ “ฉันอึ้งไปเลยตอนรู้เรื่องนี้ใหม่ๆ และก็รู้สึกเหมือนทีมเรากำลังเสียเปรียบมากที่ตามคนอื่นไม่ทัน”

            “ทำไมคิดแบบนั้นล่ะ” ฉันถาม

            “ลีรอยบอกฉัน” คริสตินพูด “เขาบอกว่าถ้าขืนเรายังฝึกกันแบบนี้ต่อไป มีหวังแพ้ยกทีมแน่”

            “แล้วเราจะทำยังไง ไปบอกวอลเธอร์ให้เปลี่ยนวิธีฝึกงั้นเหรอ

            “ใช่ พรุ่งนี้ลีรอยจะไปคุยกับเขาเอง บอกให้เขายกเลิกวิชาโบราณวัตถุนั่นซะ เพราะมันไม่สำคัญเลย”

            “ทำแบบนั้นเขาคงเสียใจแย่ นั่นมันสิ่งที่หลงเหลือในความทรงจำเขานะ”

            “ทีน่า เขาต้องปรับตัว นี่มันโลกยุคไหนแล้ว เราจะให้เขามาจมปลักอยู่แต่ในอดีตไม่ได้” ให้ตายเถอะ ฉันไม่คิดว่าสิ่งที่ลีรอยพูดจะมีอิทธิพลต่อหล่อนได้มากขนาดนี้ ลูกชายบอลด์วินหยิ่งยโสจะตาย หมอนั่นคงคิดว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าครูฝึก

            ลีรอยอาบน้ำเสร็จแล้ว เขากลับมาที่ห้องในสภาพเปลือยท่อนบน หยิบผ้าขนหนูเช็ดผมลวกๆ ก่อนจับมันพาดบ่า ลีรอยหันมามองมองพวกเราแวบหนึ่งก่อนจะเข้ามาจูบคริสตินต่อหน้าฉัน จากนั้นจึงเดินกลับไปที่เตียงของตัวเอง

            “แค่เดทแรกก็ไปไกลกันขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย” ฉันว่าช้าๆ

            “อย่าล้อน่า” คริสตินยิ้มเขินให้ฉัน ก่อนจะเริ่มมุดไปใต้ผ้าห่ม “นอนกันเถอะ ดึกแล้ว”

            ฉันส่ายหัวพลางยิ้มให้หล่อนกลับ “ราตรีสวัสดิ์” เสร็จก็คลุมโปงนอน หากแต่สายตายังคงจดจ้อง หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวในความมืด พลางคิดว่าชีวิตวอลเธอร์ก็คงเหมือนกับครอบครัวบูเอนดิยาในหนังสือเล่มนี้ จะเป็นอย่างไรล่ะกับการหลับใหลไปหนึ่งร้อยยี่สิบปี เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าโลกไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป ความเศร้าและเหงาหงอยคงครอบงำจิตใจ ชีวิตคนโลกเก่าอย่างวอลเธอร์คงโดดเดี่ยวอย่างถึงที่สุด

 

            วันต่อมาลีรอยก็เข้าไปพูดกับหัวหน้าครูฝึกจริง ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาคุยอะไรกันบ้าง แต่หลังจากตกลงอะไรกันเสร็จเรียบร้อย วอลเธอร์ก็เรียกรวมทุกคนพร้อมกับบอกว่าเขาจะยกเลิกวิชาโบราณวัตถุและจะเพิ่มการสอนอาวุธเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามา แต่ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในวิธีการฝึกอันล้าสมัยของเขาเหมือนเดิม

            “วิธีการฝึกของฉันไม่เคยทำให้ใครแพ้” เขาย้ำ “ฉันพิสูจน์มาแล้วว่ามีคนชนะดรีมแคชเชอร์ทุกปีด้วยวิธีการของฉัน”

            จากนั้นพวกเราก็ได้หัดใช้กระบองไฟฟ้า กรงจักรบูมเมอแรง และอาวุธไฮเทคอีกมากมายที่เราเคยเห็นในภาพยนตร์ ลีรอยดูดีใจเป็นพิเศษที่การพูดของตนสำเร็จ เขาทดสอบอาวุธทุกอย่างด้วยความคล่องแคล่ว แถมยังสอนเคล็ดลับการใช้ให้กับเพื่อนในทีม ทุกคนดูทึ่งมากกับความสามารถของลีรอย แต่ในสายตาฉันกลับมองว่าเขากำลังอวดเบ่งทำตัวเหนือหัวหน้าครูฝึกอยู่ ฉันไม่เห็นวอลเธอร์แล้ว เขาหายไปไหนไม่รู้

            ฉันเลิกซ้อมอาวุธไฮเทคทั้งหลายแล้วกลับไปปามีดแทน จริงอย่างที่วอลเธอร์ว่า วิธีการของเขามันได้ผล ฉันไม่รู้ว่าตัวเองหงุดหงิดเรื่องอะไร แต่กระบองไฟฟ้านั่นช่วยไม่ได้สักอย่าง มีดต่างหากที่ช่วยให้ฉันได้ระบายอารมณ์ เป้ารูปคนที่อยู่ตรงหน้าฉันปาเข้าจุดตายหมดประหนึ่งเหมือนได้สังหารใครสักคนจริงๆ

            “เฮ้” เสียงใครบางคนเรียก “เป้านั่นมันทำอะไรให้เธอไม่พอใจอย่างนั้นเหรอ

            ฉันหยุดปามีดทันที พลางหันไปหาเขา

            “เราแทบไม่ได้คุยกันนานเลยนะ” โรแลนด์พูด

            “ฉันไม่เคยเห็นคุณสู้เลย”

            “งั้นเหรอ

            “ฉันเคยเห็นพี่เลี้ยงทั้งสามคนสู้มาหมดแล้ว ยกเว้นคุณ” ฉันวางมีดที่เหลือบนโต๊ะ ไหนๆ ก็พูดสิ่งที่อยู่ในใจไปแล้ว ก็ขอพูดให้หมดเลยแล้วกัน “คุณสู้เป็นหรือเปล่า” ฉันตรงเข้าไปถามเขา

            “เธอนี่ช่างสังเกตนะ” โรแลนด์ว่า ก่อนจะผายมือให้เราไปนั่งที่เก้าอี้พักสาธารณะ ฉันเลยเดินนำไปก่อนอย่างว่าง่าย เมื่อเราทั้งสองนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เขาถึงเล่า “อย่าไปบอกใครเข้าล่ะ ความจริงฉันเป็นพี่เลี้ยงที่ตกรอบแรกตอนแข่งดรีมแคชเชอร์”

            “แล้วคุณเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงเราได้ยังไง”

            “หัวหน้าโดโนแวนติดต่อมา เขาประทับใจตั้งแต่อ่านโปรไฟล์ฉันแล้ว เขาบอกว่าทีมกำลังต้องการคนที่เก่งด้านระบบคอมพิวเตอร์อยู่พอดี แต่บังเอิญฉันมันสู้ไม่เก่ง เลยตกรอบตอนทำภารกิจแรก แต่หลังจากจบเกม หัวหน้าก็ติดต่อมาอีกครั้งเพื่อขอให้ฉันมาเป็นโปรแกรมเมอร์ของที่นี่ และก็เป็นพี่เลี้ยงให้กับพวกเธอด้วย”

            “ทำไมคุณถึงเรียกเขาว่า หัวหน้าโดโนแวนเขาไม่ชอบให้เรียกแบบนั้นนี่นา” ฉันถามต่ออย่างสงสัย

            “ใช่ เขาไม่ชอบ แต่รุ่นฉันทุกคนก็เรียกเขาแบบนี้ มันชินไปแล้ว พอปีต่อมาเขาก็เลยสั่งทุกคนให้เรียกชื่อเขาตั้งแต่แรกไปเลย จะได้ชิน”

            แบบนี้เอง ฉันพยักหน้าเข้าใจ

            “มีอะไรจะถามฉันอีกไหม สาวน้อย” โรแลนด์มองหน้าฉันด้วยรอยยิ้ม “หน้าเธอดูคำถามในใจเยอะนะ”

            ประโยคนั้นมันทำให้ฉันนึกถึงจอห์นขึ้นมา ป่านนี้เขาจะเป็นอย่างไรแล้วนะ ยอมรับว่ารู้สึกผิดที่ทิ้งเขา แต่ชีวิตมันไม่มีทางเลือกมากมาย ถ้าฉันเลือกที่จะอยู่กับเขา ป่านนี้เราก็คงพร้อมใจกันตายไปหมดแล้ว

            “เรื่องวอลเธอร์...” ฉันอ้าปาก พยายามสลัดเรื่องของจอห์นออกจากหัว “จริงหรือเปล่าที่เขาเป็นมนุษย์แช่แข็งจากโลกเก่า”

            โรแลนด์ดูนิ่งเล็กน้อย “ไปรู้มาจากไหน”

            “ข่าวลือจากนอกตึก ที่มีพวกทหารดรีมแคชเชอร์หน่วยอื่นสังกัดอยู่” ฉันบอก

            “แอบไปข้างนอกกันจนได้สินะ” เขาส่ายหัว แต่ก็ยอมพูด “รู้ไหมว่าหัวหน้าเชิญฉันเข้าทำงานที่นี่ทำไม เพราะเขายังไม่รู้จักเทคโนโลยีอีกหลายอย่างในยุคเรา เลยเรียกฉันไปเป็นตัวช่วย หัวหน้าสารภาพกับฉันว่าอยากปลดระวาง แต่ก็ทำไม่ได้เพราะทางการขอให้เขาอยู่ต่อไป”

            “ทำไม” แม้เรื่องนี้วอลเธอร์จะบอกพวกเราแล้ว แต่ฉันก็ยังอยากรู้เรื่องราวมากกว่านั้นอยู่ดี

            “เธอลองคิดดูสิว่าคนที่ฟื้นขึ้นจากโลกเก่าเมื่อร้อยปีก่อนน่ะ มันเป็นสิ่งมีค่าขนาดไหน หนังสือประวัติศาสตร์หลายเล่มหรือจะสู้คนในยุคนั้นจริงๆ ที่นอนข้ามเวลามาจนถึงยุคนี้ ความทรงจำของเขามีค่ามาก เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลต้องการข้อมูลเกี่ยวกับในอดีต ก็จะเรียกเขาไปคุย

            ฉันนึกภาพคำว่า คุยของโรแลนด์แล้วคงไม่ได้หมายถึงเรียกวอลเธอร์เข้าไปนั่งซักถามเฉยๆ แน่ หากแต่ต้องเป็นเครื่องติดศีรษะอะไรสักอย่างที่ดูดเอาความทรงจำของเขาขึ้นมาฉายเป็นภาพโฮโลแกรมสามมิติ แล้วพวกนักโบราณคดีหรือนักประวัติศาสตร์ก็จะศึกษาจากความทรงจำเขา

            “เขาคงรู้สึกแย่มาก” ฉันพูด

            “เธอรู้เหรอว่าเขารู้สึกยังไง” โรแลนด์ถาม แต่ไม่นานเขาก็ตอบเอง “นั่นสิ คงเพราะเธอเป็นโคลนด้วยสินะ”

            ฉันนิ่งงัน แน่นอนฉันรู้ว่ามันเกี่ยวข้องกันยังไง ชีวิตที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลมันไม่มีความสุขหรอก และโคลนก็จัดอยู่ในสิ่งมีชีวิตประเภทนี้อยู่แล้ว เราดิ้นรนไปไหนไม่ได้ รัฐตามล่าเรา แม้จะไม่ได้จริงจังเหมือนเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน แต่ก็ไม่เคยปล่อยให้โคลนคนไหนเล็ดรอดสายตาไปได้สักราย

            วอลเธอร์ก็เหมือนกัน เขาต้องอยู่ ดรีมแคชเชอร์กักขังเขาไว้ไม่ปล่อยให้เล็ดรอดสายตาไปไหน

            โรแลนด์ลุกจากเก้าอี้ไปแล้ว

            ส่วนฉันได้แต่ครุ่นคิดสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในสองวันนี้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

675 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 22:04
    กลับมาอ่านใหม่อีกกี่รอบก็ตื่นเต้นเหมือนเดิมเลยย
    #675
    0
  2. #663 warat_sariyawut (@warat_sariyawut) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 มกราคม 2563 / 20:33
    แอบเชียร์คู่วอลเธอร์กับทีน่า ><
    #663
    0
  3. #607 03082002 (@03082002) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 / 14:06
    ทำไมลบเนื้อหาค่ะ ช่วยตอบด้วยนะค่ะ อยากอ่านมากๆเลย
    #607
    2
    • #607-1 Quantum (@screamrock) (จากตอนที่ 7)
      6 พฤษภาคม 2560 / 16:32
      จริงๆ ไม่ได้ลบค่ะ แต่กำลังไล่ลงใหม่ทีละตอน อดใจรอสักครู่นะคะ
      #607-1
  4. #554 Babylynx (@endeye26) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 / 12:14
    เหมือนความทับซ้อนกันบางอย่างจะทำให้ทีน่าเข้าใจความรู้สึกของวอลเธอร์ ทำให้อยากรู้ขึ้นมาว่าสาเหตุที่เขาเลือกเธอคืออะไร
    ติดตามตอนต่อไป >>
    #554
    0
  5. #489 Cheshire. (@priawtingtong) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 / 10:42
    ภาพกัปตันลอยเข้ามาเลย lol แต่คนยุคเก่าสำคัญนะ แต่อ่านไปทำไมนึกถึงพี่กอลฟเทยเที่ยวไทยไม่รู้55555
    ตอนแรกชอบลีรอย หลังเริ่มๆ ไม่ค่อยชอบละ แล้วจอหนหายไปไหน ไม่กล่าวถึงเลย :(
    #489
    0
  6. #321 Ciel En Roseジン (@jingin) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 มกราคม 2558 / 17:31
    ลีรอย....
    #321
    0
  7. #257 amnesiac (@amnesiac) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2557 / 17:46
    ลีรอยตกกระป๋องซะละ 5555
    #257
    0
  8. วันที่ 8 กรกฎาคม 2557 / 12:06
    อ๊ายย  ชอบบบ  อ่านต่อๆๆ
    #232
    0
  9. #198 Say_Windy (@windy1905) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2557 / 11:26
    อ่านเพลินมากค่ะ ติดเรื่องนี้ซะแล้วสิ //////
    #198
    0
  10. #191 Giftfiiz Oh Ho (@giftfiiz19) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2557 / 21:35
    กรี๊ดดดด วอลเธอร์กับทีน่าหนึ่งเดียวเท่านั้น 555 สนุกมากคร่าาา
    #191
    0
  11. #145 S.BAM (@bam_kasempipat) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2557 / 11:38
    อ๊ากกกก ลุ้นนนน คริสตินนางไวไฟมากกกก ชอบโดโนแวนนน♥
    #145
    0
  12. #77 `คุณหมาป่า。 (@master-reven) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2557 / 09:17
    อ๊ากกก จิ้นหน้าวอลเธอร์เป็นหน้าเฮียคริสไปแล้วววววววววววว
    อวยคู่นี้อย่างแรง ลีรอยไม่สนแล้ว ขอพี่วอลเธอร์กับทีน่า!
    #77
    0
  13. #58 little-red-cap (@little-red-cap) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 เมษายน 2557 / 22:28
    กะ กัปตัน
    #58
    0
  14. #54 Mystic Irie (@reborn-irie) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 เมษายน 2557 / 13:29
    ลีรอยกับคริสตินนี่ก็ไม่เบา แต่คืบหน้ากันเร็วแบบนี้จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเป็นพิเศษรึเปล่าเอ่ย?
    //ชอบชื่อหนังสือ หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวจริงๆ
    #54
    0
  15. #53 คุณหนูชา (@pimlada45) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 เมษายน 2557 / 09:32
    >< สนุกจัง อัพบ่อยๆนะค่ะ 
    #53
    0
  16. #51 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 เมษายน 2557 / 22:15
    ฟินตามด้วย....สิ่งที่ทีน่าขอ คือหนังสือนี่เอง เห้อ ลุ้นแทนแย่ 55
    #51
    0
  17. #50 Athynine Cetch (@athy-nine) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 เมษายน 2557 / 21:28
    * w * ฮี่ๆ แทบจะเกาะจออ่าน~
    #50
    0
  18. #49 Esperanza (@ploy_ch) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 เมษายน 2557 / 21:19
    วอลเธอร์ = กัปตันอเมริกา ^^ 555



    ถ้าเป็นหนุ่มคนนี้จริงๆ นะจะฟินมากค่ะ กรี๊ดเลยยยยยยยยยย
    #49
    0
  19. #47 Eissha(อิซช่า) (@papatad) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 เมษายน 2557 / 20:55
    เชียร์ทีน่ากับวอลเตอร์ค่ะ!
    //จากไปอย่างเงียบๆ
    #47
    0
  20. #46 ฮานะ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 เมษายน 2557 / 20:28
    สุดยอดแนวใหม่ รออ่านนะ
    #46
    0
  21. #45 Leo fionix ' (@richardmoir) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 เมษายน 2557 / 17:19
    ในที่สุดก็รู้แล้วว่าวอลเธอร์มีอดีตยังไง
    ว่าแต่ ลีรอยเป็นแบดบอยเรอะ555555555
    หนังสือนี่ตอนแรกเรานึกว่าไม่มีจริงนะเนี่ย ติดตามอยู่นะคะ ^^
    #45
    0
  22. #44 kimurakung (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 เมษายน 2557 / 21:48
    อย่าบอกว่าจะขอครูฝึกวอลเธอร์นะ ทีน่า ^^
    #44
    0
  23. #43 ฮัดชิ่ววว~ (@-darkcatz-) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 เมษายน 2557 / 16:54
    ทีน่าขออะไรน่ะ ? 
    สนุกมากเลยจ้า >3<
    #43
    0
  24. #42 Mystic Irie (@reborn-irie) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 เมษายน 2557 / 10:59
    ขออะไรกัน
    หนังสือ?
    #42
    0
  25. #41 คุณหนูชา (@pimlada45) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 เมษายน 2557 / 09:14
    ขอไรอะ ลุ้นๆ ค้าง ><
    #41
    0