Dream Catcher ฝันลวงโลก

ตอนที่ 5 : Begin 4 New Friend

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,885
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 58 ครั้ง
    3 พ.ค. 60

4

New Friend

 

            ฉันถูกปลุกให้ตื่นแต่เช้าด้วยเสียงโหวกเหวกจากแมกซ์พี่เลี้ยงสุดโหดของทีม นักเรียนเตรียมทหารทุกคนต้องดีดตัวลุกจากที่นอนมายืนตรงเข้าระเบียบทั้งที่ยังมีอาการง่วงงุน แต่ต้องฝืนทำเป็นไหว แมกซ์มองหน้าพวกเราทุกคนพร้อมบอกให้เวลาแต่งตัวห้านาที เสร็จแล้วไปพบกันที่ลานซ้อม ฉันรีบสวมเสื้อคลุมทับเสื้อกล้ามแล้วเปลี่ยนกางเกงขายาว ยัดสองเท้าเข้าผ้าใบเร็วจี๋แล้ววิ่งออกไปเข้าแถวพร้อมกับคนอื่นที่ลาน

            หัวหน้าโดโนแวนกับพี่เลี้ยงทั้งสี่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว ความจริงเขาไม่ชอบให้ใครเรียกว่าหัวหน้าโดโนแวนสักเท่าไหร่ แต่ชอบให้เรียกวอลเธอร์มากกว่า ครูฝึกทีมเราเป็นคนไม่ถือตัว เขาเด็ดขาดแต่ไม่กระโชกโฮกฮาก ฉันแอบเห็นครูฝึกทีมอื่นตะคอกใส่เด็กใหม่เสียงดัง เล่นเอาเด็กพวกนั้นตัวสั่นเป็นลูกนกเลยทีเดียว

            “เช้านี้ฉันจะให้พวกเธอวิ่งรอบลานซ้อมสิบรอบก่อน แล้วค่อยเริ่มฝึกกระบวนท่าต่อสู้” วอลเธอร์พยัดเพยิดไปทางซ้าย เด็กหนุ่มคนแรกจึงวิ่งนำพาเลาะไปรอบลาน ฉันวิ่งตามพวกเขาไปเรื่อยๆ จนเริ่มล้าในรอบที่ห้าแต่ก็ยังวิ่ง มีเด็กหลายคนหอบจนหยุดพักไปแล้ว แต่วอลเธอร์ก็จะสั่งให้พวกนั้นวิ่งต่อ ใครยอมแพ้ถือว่าตกรอบ พวกเขาเลยต้องฮึดวิ่งอีกครั้ง จนกระทั่งครบสิบรอบ ทุกคนจึงกลับมาเข้าแถวตามเดิม

            “แค่วันแรกเอง” วอลเธอร์ส่ายหัวเมื่อเห็นพวกเรายืนหอบแฮก “พรุ่งนี้ฉันจะให้วิ่งสิบรอบแบบนี้อีกครั้ง แล้วต่อไปจะเพิ่มจำนวนรอบทุกวัน วันละห้ารอบ”

            ได้ยินดังนั้นเด็กบางคนก็ส่งเสียงโฮออกมา แมกซ์รีบตะคอกให้พวกเขาเงียบ

            “ดรีมแคชเชอร์ไม่ต้องการคนอ่อนแอ” วอลเธอร์พูด “ถ้าอยากสอบผ่านที่นี่ ห้ามปวกเปียก ห้ามโอดครวญ เวลาหัวหน้าสั่งอะไร พวกเธอก็ต้องทำ เป็นทหารต้องปกป้องรักษาประเทศ ขืนชักช้า บ้านที่พวกเธออยู่นั่นแหละจะวอดวาย”

            ครูฝึกตบท้ายด้วยการถาม เข้าใจไหมเสียงดัง พวกเราตอบรับ เข้าใจครับ/ค่ะแล้วเงียบฟังต่อ วอลเธอร์เริ่มสารยายการฝึกของวันนี้ให้ฟัง เขาสอนกระบวนท่าต่อสู้พื้นฐานให้ ทุกท่าเหมือนของคริสโตเฟอร์ เพียงแต่มีเทคนิคแตกต่าง เขาสอนตั้งท่า การวางเท้า ทิ้งน้ำหนักตัวให้สมดุล จากนั้นก็เข้าบทเรียนสู้ประชิดกับฝ่ายตรงข้ามเลย ไม่ต้องมาเตะต่อยกลางอากาศให้เหมือนร่ายรำมวยมากกว่าจะสามารถนำไปใช้จริง

            เราทุกคนถูกเรียกไปซ้อมกับพี่เลี้ยงทีละคน แน่นอนว่าฉันถูกฟาดและจับทุ่มลงพื้นแบบไม่บันยะบันยัง วอลเธอร์มีหน้าที่ติข้อบกพร่องให้ เขาบอกว่าฉันก้าวเท้าผิด เลยทำให้การทรงตัวพลาด ฉันขอลองใหม่อีกสองสามรอบจนเริ่มอัดใส่พี่เลี้ยงได้โดยที่ไม่เสียหลักล้มลงก่อน

            ฉันพยายามไม่แปลกใจที่วอลเธอร์ไม่สนใจฉัน ทั้งที่ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับเขามากมาย อยากรู้ว่าเขาคิดอะไร ไม่กลัวบ้างหรือที่เอาโคลนอย่างฉันมาเข้าทีม ถ้าความลับแตกขึ้นมาไม่ใช่ฉันเท่านั้นที่ตกอยู่ในอันตราย แต่ดีกรีหัวหน้าครูฝึกอย่างเขาก็อาจโดนไปด้วย

            หลังฝึกต่อสู้ไปหลายกระบวนท่า วิชาต่อมาเขาก็สอนเรื่องอาวุธให้ บอกว่าปืนแต่ละชนิดเป็นอย่างไร ใช้แบบไหน เราได้ฝึกประกอบอาวุธสงคราม ลองยิงเป้า ฝึกปามีด แต่ถึงแม้ฉันจะคุ้นเคยกับเรื่องมีดเป็นพิเศษ ก็ใช่ว่าจะปาได้ดี พลาดเป้าบ่อยเหมือนกัน ฉันไม่เห็นว่าวอลเธอร์จะให้เราฝึกเฉือนเนื้อตรงไหน มีแต่ปามีดออกไปอย่างเดียว

            มื้อเที่ยงวันแรกเราได้นั่งทานอาหารด้วยกันบนโต๊ะยาว ฉันยังคงปิดปากเงียบไม่สนิทกับใครเหมือนเดิม อีกทั้งไม่มีนาฬิกาให้เล่นด้วย โดยปกติแล้วเด็กรุ่นใหม่เป็นรุ่นที่ติดโซเชียลและแอปพลิเคชันที่อยู่ในนาฬิกามาก แต่เมื่อมาอยู่ในทีมดี วอลเธอร์ก็สั่งให้ทุกคนถอดนาฬิกา เพื่อที่เราจะได้มีสมาธิกับการฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ ฉันเห็นบางคนทำท่าราวกับจะขาดใจเมื่อต้องถอดมันให้กับพี่เลี้ยง แต่ฉันไม่มีปัญหาเพราะนาฬิกาของฉันถูกยึดไปตั้งแต่วันที่เอมิลี่ขายฉันให้กับหมอเถื่อนแล้ว ดังนั้นฉันจึงเป็นคนเดียวที่ไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์ต่อมัน

            ตอนนี้ฉันได้แต่ฟังคนอื่นสนทนากัน หลายคนพูดถึงเรื่องการฝึกในวันนี้ น้อยนักที่จะเบนไปสัพเพเหระที่ไม่เกี่ยวกับการฝึก ฉันฟังผู้หญิงสามคนที่จับกลุ่มกระซิบกระซาบกันเรื่องผู้ชาย ธรรมชาติพวกหล่อนเลย ตั้งแต่วันแรกต่างก็มีหนุ่มหล่อในดวงใจกันแล้ว

            “เธอเห็นผู้ชายผมทองคนนั้นไหม ที่นั่งอยู่ริมสุด”

            “ลีรอยน่ะเหรอ

            “ใช่ เขาดูดีมากเลย”

            “แน่นอน เขาเป็นลูกชายตระกูลบอลด์วินเชียวนะ ตระกูลนี้ลงแข่งดรีมแคชเชอร์กี่รุ่นก็ชนะเกมได้บรรจุหมดทุกรุ่น แถมมักได้คะแนนสูงสุดประจำด้วย”

            “จริงเหรอ งั้นแบบนี้เขาก็เก่งมากเลยสิ”

            “แน่ล่ะ พ่อเขาเป็นถึงยศนายพลเชียวนะ”

            ฉันหันไปมองผู้ชายที่ผู้หญิงกลุ่มนั้นพูดถึง ซึ่งก็จริงอย่างที่พวกหล่อนว่า เขาดูดี ผมสีทองตัดสั้นเซ็ตเป็นทรง รูปร่างสูงโปร่งโดดเด่นกว่าใคร แถมดวงตาสีเฮเซลยังฉายแววแบดบอยอย่างร้ายกาจ ไม่แปลกที่สาวๆ จะหลงรักผู้ชายคนนั้นอย่างง่ายดายในเมื่อเขามีเสน่ห์ซะขนาดนั้น

            “นี่” ผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งฝั่งตรงข้ามเรียก ฉันหันไปมองสาวผมสีบรอนซ์สว่างเป็นประกาย “ฉันเห็นเธออยู่คนเดียวตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ไม่คิดจะพูดกับใครบ้างเหรอ หล่อนถาม

            “ฉันไม่รู้จะพูดอะไร” ฉันตอบไป

            “บ้าน่า ที่นี่เราเป็นทีมเดียวกัน จะพูดอะไรก็ได้” หล่อนว่าเสียงเริงร่า ซึ่งท่าทางนั้นมันชวนให้ฉันนึกถึงจอห์น แต่แล้วก็ต้องเรียกสติตัวเองเมื่อเห็นหล่อนยื่นมือมา “ฉันคริสติน ยินดีที่ได้รู้จัก”

            ฉันเผลอนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนยื่นมือออกไป “ทีน่า”

            “ไงทีน่า แค่นี้เราก็รู้จักกันแล้ว” คริสตินพูดพร้อมรอยยิ้มแป้น อันที่จริงฉันไม่เคยเห็นใครยิ้มให้ฉันแบบนี้นอกจากจอห์นเลย “เล่าให้ฟังหน่อยสิว่าเธอถูกคัดเลือกมาได้ยังไง”

            “ตอนถูกคัดน่ะเหรอ ฉันทวนคำ โอ้ จะตอบว่าไงดีล่ะ “มีพี่เลี้ยงมาพาตัวฉันไปน่ะ เป็นโรแลนด์ เขาบอกว่า ยินดีด้วย ทีมโดโนแวนเลือกเธอแล้ว ทำนองนี้” ฉันโกหกเต็มที่

            “ของฉันเป็นแมกซ์น่ะ เขาดูน่ากลัวมากเลยตอนเข้ามา แต่พอบอกว่าวอลเธอร์เลือกฉันเท่านั้นแหละ ฉันกระโดดดีใจตรงนั้นเลย” คริสตินเล่าอย่างอารมณ์ดี “ส่วนใหญ่พี่เลี้ยงมักจะเป็นฝ่ายมาเชิญตัวพวกเราทั้งนั้น แต่เธอรู้ไหม มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่วอลเธอร์ไปเชิญตัวถึงที่น่ะ” แล้วหล่อนก็ชี้นำด้วยสายตา ฉันหันไปมองลีรอยที่นั่งยิ้มขณะที่คนอื่นหัวเราะกันแทบตกเก้าอี้กับเรื่องเล่าตลกของใครบางคน

            “ลีรอยน่ะเหรอฉันหันกลับมาถาม

            หล่อนพยักหน้า “ใช่ เขาเรียนที่เดียวกับฉัน เราอยู่ห้องเดียวกัน หลังเลิกเรียนลีรอยต้องรีบกลับไปฝึกต่อสู้อย่างหนักที่บ้าน แต่เชื่อไหมว่าการเรียนเขาไม่เคยตกเลย ได้ที่หนึ่งตลอดกาล”

            “เขามาเพื่อคว้าแชมป์ใช่ไหม” ฉันถามต่อ “แบบว่าคนที่สอบผ่านคะแนนสูงสุดของดรีมแคชเชอร์จะได้บรรจุเป็นยศร้อยเอกเลยทำนองนี้”

            “เขาแพ้ไม่ได้ต่างหาก” คริสตินพูด “ปีใดที่บอลด์วินลงแข่ง ปีนั้นชื่อตระกูลนี้ต้องได้ขึ้นที่หนึ่งเสมอ”

            “แย่จังเลยนะ” ฉันออกความเห็น

            “ใช่ แย่มาก และก็น่าสงสารเขามากด้วยที่ต้องแบกรับความกดดันไว้แบบนั้น” ไม่รู้ว่าฉันสังเกตผิดไปหรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่าคริสตินจะให้ความสนใจกับลีรอยเป็นพิเศษ ไม่ใช่หลงรูปงามเหมือนผู้หญิงสามคนนั้น ทว่าเป็นความรู้สึกพิเศษบางอย่างที่ฉันไม่อาจอธิบายได้

            “เธอสนิทกับเขาหรือเปล่า” ฉันลองถาม

            “ก็ไม่มากเท่าไหร่หรอก แค่เพื่อนรู้จักกันธรรมดา”

            ฉันรู้ว่าหล่อนมีอะไรมากกว่านั้น แต่ถ้าหล่อนเลือกจะไม่พูด ฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอก

            หลังพักกลางวัน พวกเราถูกเรียกรวมตัวอีกครั้ง พี่เลี้ยงสองคนยกโต๊ะมาวางไว้กลางลาน วอลเธอร์อนุญาตให้พวกเรายืนล้อมโต๊ะได้เพื่อมาดูสิ่งของที่เขาจะสอนในรอบบ่าย ฉันแทบไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน วอลเธอร์แนะนำว่าของทุกอย่างบนโต๊ะนั้นเป็นวัตถุโบราณสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สาม สาเหตุที่ต้องสอนให้รู้จักสิ่งเหล่านี้ไว้ก็เพราะบางภารกิจเราอาจถูกส่งไปยังพื้นที่ที่ถูกทำลาย ในนั้นเราต้องเอาชีวิตรอดด้วยการค้นหาอุปกรณ์ที่ยังหลงเหลือจากโลกเก่ามาใช้ เขาหยิบวัตถุกลมๆ มีเข็มวนไปวนมาแล้วบอกว่ามันคือเข็มทิศ จากนั้นก็สอนวิธีการดูให้กับเรา เจ้าวัตถุโบราณชิ้นนี้ทำให้ฉันทึ่งไม่น้อยเลย แค่เข็มเล็กๆ ที่เอนไปเอนมาเหมือนไร้จุดหมายแต่กลับบอกทิศให้เราได้ ทั้งที่สมัยนี้เรามีนาฬิกาดิจิตอลเครื่องเดียวครอบคลุมทั้งการติดต่อสื่อสาร ดูเวลา ดูทิศ เก็บไฟล์ต่างๆ หรือแม้แต่ถ่ายรูป ซึ่งวอลเธอร์บอกว่าสมัยก่อนอุปกรณ์แต่ละอย่างต้องแยกกันใช้ ไม่ได้รวมครบวงจรเหมือนสมัยนี้

            เขาสอนให้รู้จักวัตถุโบราณอีกสองสามชิ้น ทั้งนกหวีด เชือกฟาง และหนังสือที่ทำด้วยกระดาษ ปัจจุบันเราอ่านหนังสือบนแท็บเล็ตกันหมดแล้ว คลังข้อมูลทุกอย่างถูกบรรจุใส่ไว้ในฐานข้อมูลส่วนกลางของรัฐ เราท่องหอสมุดหาความรู้กันบนหน้าจอ ฉันเป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้เรียนเรื่อง ความมหัศจรรย์ของกระดาษ ก่อนที่หลักสูตรจะพัฒนาแผนการเรียนการสอนแบบใหม่ออกมา แล้วหลังจากนั้นเด็กรุ่นใหม่ก็จะไม่รู้จักคำว่า กระดาษอีกเลย

            เพราะแบบนั้นทุกคนถึงดูตื่นเต้นกับสิ่งของเหล่านี้มาก หยิบวัตถุโบราณมาลองเล่นกันยกใหญ่ ขณะที่ฉันกลับยอมเสียเวลาทั้งชั่วโมงไปกับการอ่านข้อความบนหนังสือเล่มหนาเตอะ พลางคิดว่ามันก็ให้อรรถรสแปลกใหม่ดี กระดาษไม่ส่องแสงใส่ตาฉัน ทำให้ฉันสามารถอ่านอะไรได้นานๆ โดยที่ไม่ต้องหยุดพักสายตาเลย

            “ชอบอ่านเหรอ

            ฉันเงยหน้ามองครูฝึก ไม่รู้ว่าเขามายืนอยู่ข้างฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ “ก็ไม่เชิง” ฉันตอบ

            วอลเธอร์มองหน้าฉันก่อนดันหนังสือเล่มปิด เผยให้เห็นชื่อเรื่องบนหน้าปกว่า หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวโดยกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ เป็นผู้เขียน “เคยอ่านไหม” เขาถาม

            “ไม่” ฉันส่ายหน้าทันที แล้วนึกได้ว่ามีเรื่องบางอย่างที่ฉันต้องคุยกับเขา จึงเงยหน้าขึ้น เอ่ยถามออกไป “ตกลงคุณจะให้ฉันอยู่ทีมจริงๆ เหรอ

            เขานิ่งมองฉันอย่างคาดการณ์ ก่อนพยักหน้า “ใช่”

            “ทำไม”

            “ฉันบอกเธอไปหมดแล้ว” วอลเธอร์พูด พลางกวาดสายตามองเด็กคนอื่นที่กำลังสาละวนอยู่กับการผูกเงื่อนและลองเป่านกหวีดเป็นจังหวะสั้นยาวแปลกๆ กระทั่งแน่ใจว่าไม่มีสังเกตเรา เขาจึงหันมาสบตาฉันอีกครั้ง “วางใจเถอะ ถ้าโรแลนด์ เธอ และฉันไม่พูด ก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้”

            ฉันเผลอหันไปมองโรแลนด์ที่กำลังให้คำแนะนำรุ่นน้องอยู่แทบจะทันที สรุปคือเรื่องนี้มีแค่สามคนเท่านั้นที่รู้ ฉันจะจำไว้และจะได้สงสัยถูกถ้าหากความลับนี้ถูกแพร่งพรายออกไป

            “แล้วอย่าถามเรื่องนี้กับฉันอีก” วอลเธอร์ชี้หน้า “เข้าใจไหม”

            “เข้าใจค่ะ” ฉันยืนตรงเคารพโดยอัตโนมัติ แม้จะตอบรับเสียงดังให้ไม่ได้ แต่แค่นั้นเขาก็ดูพอใจ พลางเดินผ่านหน้าฉันไปเพื่อออกคำสั่งเรียกทุกคนกลับมารวม

            “วันนี้พอแค่นี้ ใครอยากจะพักก็ไปได้ หรือใครอยากจะซ้อมต่อก็เชิญ ฉันมีกระสอบทราย มีสนามเป้าให้ มาซ้อมได้ทุกเมื่อที่มีเวลา” แล้วหัวหน้าครูฝึกก็สั่งเลิกแถว เราทั้งหมดแยกย้ายกันทันที แน่นอนว่าวันแรกส่วนใหญ่ต้องกลับไปพักผ่อนอยู่แล้ว มีไม่กี่คนหรอกที่จะฟิตอยู่ซ้อมต่อ

            ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือลีรอย

            “เขาอึดจริง” คริสตินพูดหลังเราทั้งคู่เดินมาถึงเตียง

            “ปล่อยเขาไปเถอะ” นั่นคือสิ่งที่ฉันพูด เพราะฉันไม่สนใจเขาอยู่แล้ว เมื่อเอนหัวถึงหมอนได้ ฉันก็แทบสลบเหมือดตรงนั้น

            คริสตินเงียบไปครู่หนึ่ง “วันนี้เธอคุยอะไรกับวอลเธอร์งั้นเหรอ

            “ก็แค่ถามเรื่องหนังสือนิดหน่อยน่ะ” ฉันตอบเสียงล้า

            “แต่ดูท่าว่าเธอจะชอบเจ้ากระดาษหนาๆ นั่นนะ” หล่อนออกความเห็น

            “ใช่ อันที่จริงฉันชอบเรื่องราวที่มันอยู่ในหนังสือเล่มนั้นต่างหาก ฉันว่ามันสนุกดี” จะว่าไปถ้าไม่ถูกเขาขัดจังหวะขึ้นมาก่อน ฉันคงเอามันไปนั่งอ่านต่อจนจบแน่

            แล้วจากนั้นความเหนื่อยล้าก็ทำให้ฉันหลับไปโดยไม่รู้ตัว

 

            แมกซ์ปลุกเราให้ตื่นแต่เช้าอีกครั้ง แต่คราวนี้ร่างกายฉันเริ่มชินกับการผุดลุกแบบฉับพลัน ฉันเปลี่ยนชุดเร็วกว่าแต่ก่อนจนมาเข้าแถวเป็นคนแรกๆ วันนี้เป็นวันที่ห้าของการฝึกแล้ว วอลเธอร์อยากให้เราได้พบกับความแปลกใหม่ด้วยการสั่งให้เราวิ่งทัวร์รอบดรีมแคชเชอร์ โดยมีเขาวิ่งนำเพื่อพานักเรียนเตรียมทหารของเขาไปเปิดหูเปิดตา ระหว่างวิ่งอยู่แถวของเราจะมีพี่เลี้ยงคอยวิ่งคุมเชิงอยู่ข้างๆ หัวหน้าครูฝึกพาเราไปทักทายทีมอื่น ฉันเพิ่งเห็นว่าสมาชิกของทีมเอมีจำนวนเยอะมาก เด็กถูกคัดเลือกมาห้าสิบคนได้ ขณะที่ทีมบีกับทีมซีจะอยู่ที่สามสิบกว่าคนเท่านั้น

            วอลเธอร์พาเรากลับมาที่ลานซ้อมของตัวเองอีกครั้ง ให้เวลาพักสิบห้านาที จากนั้นก็เรียกรวมเพื่อขอดูทักษะต่อสู้ประชิดตัวของแต่ละคน โดยชายจับคู่ชาย หญิงจับคู่หญิง ฉันได้สู้กับสาวผมแดงคนหนึ่ง หล่อนร้ายเอาเรื่องเลยล่ะ จับฉันพลิกข้อมือจนได้ยินเสียงเหมือนกระดูกเคลื่อน แล้วก็ทุ่มฉันลงไปบนเบาะให้เป็นฝ่ายแพ้ ฉันเจ็บข้อมือจนต้องเข้าห้องพยาบาล แล้วกลับมาในสภาพมีผ้าพันคล้องคอ

            “ข้อมือเป็นไงบ้าง” คริสตินถามตอนเรานั่งกินมื้อเที่ยงด้วยกัน

            “แค่คล้องไว้ชั่วคราวน่ะ เดี๋ยวหายเจ็บแล้วก็เอาออก” ฉันตอบตามจริง ขณะหยิบเบอร์เกอร์ขึ้นมากัดด้วยมืออีกข้างที่เหลือ

            “มือเจ็บเธอเลยอดทดสอบยิงปืนกับปามีดเลย” หล่อนว่าอย่างเสียดาย “รู้ไหมว่าวันนี้ฉันยิงเข้ากลางเป้าสีแดงเป๊ะ”

            “ว้าว ยินดีด้วย น้อยคนนะที่จะยิงแม่นได้ขนาดนั้น” ฉันชมจากใจ

            “หวังว่าพอถึงเวลาลงสนามทดสอบ ฉันจะยิงได้แม่นแบบนี้อีก” หล่อนยิ้มกว้างอย่างตื่นเต้น ต่างกับฉันที่ได้ยินคำว่า สนามทดสอบ ขึ้นมาแล้วกลับรู้สึกกลัว เพราะนั่นหมายถึงเราจะได้ทำภารกิจแรกและได้ออกทีวี มีคณะรัฐมนตรีและทหารยศสูงของดรีมแคชเชอร์มาดูเราแข่งขัน ฉันกลัว กลัวว่าจะมีใครจำได้ว่าฉันเป็นโคลน ยิ่งสก๊อตเป็นคนของรัฐบาล ถ้าเกิดเขามาดูจนเห็นฉันและจำได้ขึ้นมาล่ะ

            หรือว่าฉันควรจะทำตัวเองตกรอบไปก่อน เพื่อที่ปัญหาจะได้จบไป

            วอลเธอร์ไม่ได้สั่งฉันนี่ว่าต้องแข่งให้เข้ารอบ เขาแค่ขอให้ฉันมาอยู่ทีมเขาเฉยๆ และตอนนี้ฉันก็อยู่ให้เขาแล้ว นับจากนี้ก็พบกันแค่ครึ่งทางละกัน

            “เฮ้ทีน่า รู้ไหมว่ารอบบ่ายวันนี้เราจะเจอกับอะไร” คริสตินถามหลังจากทานเสร็จเรียบร้อย ฉันได้แต่ส่ายหน้า หล่อนยิ้มสดใสตามแบบฉบับก่อนจะเฉลย “โลกจำลอง”

            “คืออะไร” ฉันงง

            “แบบทดสอบของโรแลนด์ มันจะพาเราไปสู่สถานที่ที่จำลองมาจากของจริง”

            “ยังไง” ฉันไม่เข้าใจ แต่ดูเหมือนว่าหล่อนจะไม่บอกอะไรฉันอีกแล้ว นอกจาก

            “ไว้เจอเองเดี๋ยวก็รู้”

            ตอนบ่ายแมกซ์เป็นคนเรียกรวมแถว เขาไม่พูดอะไรมากนอกจากบอกให้เราตามมา เสร็จก็พาขึ้นบันไดไปชั้นสาม เดินข้ามสะพานเชื่อมตึกไปยังอีกอาคาร จากนั้นก็ให้เราค่อยๆ ทยอยขึ้นลิฟต์แก้วความเร็วสูงไปยังชั้นสิบห้า ฉันทั้งรู้สึกตื่นเต้นและกลัวยามเมื่อเห็นทิวทัศน์ด้านล่างเล็กลงเรื่อยๆ ลิฟต์ดันตัวเองขึ้นสู่ชั้นบนเร็วมาก ฉันกลั้นหายใจแทบไม่ถึงนาทีก็มาถึงจุดหมายปลายทาง แมกซ์นำเราเข้าไปในห้องแห่งหนึ่งที่มีกระจกใสกั้นกลางแบ่งห้องใหญ่ให้กลายเป็นสองห้อง

            วอลเธอร์กับโรแลนด์นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่เห็นพวกเราเข้ามา หัวหน้าครูฝึกก็ลุกขึ้น “พวกเธอทั้งหมดเข้าไปรอหลังกระจกได้เลย วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับตัวอย่างสนามทดสอบที่มักเจอบ่อยๆ ในดรีมแคชเชอร์”

            เพื่อนร่วมทีมต่างเดินผ่านประตูกระจกไปยังอีกฝั่งหนึ่งอย่างว่าง่าย ขณะที่ฉันยังคงสงสัยว่าการฝึกรอบบ่ายนี้คืออะไรกันแน่ พวกเขาจะจับเราขังไว้เพื่อทดสอบอะไรบางอย่างหรือเปล่า บอกไว้เลยว่าฉันเกลียดห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่ประตูเปิดออกได้แต่เฉพาะด้านนอกเต็มทน ฉันไม่อยากถูกขังอีกแล้ว ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดก็ตาม

            หลังตามเพื่อนคนอื่นมาถึงอีกฝั่งหนึ่งของห้องซึ่งมีแต่กำแพงทึบสามด้าน ฉันรีบหันไปมองด้านที่เป็นกระจกทันที เห็นวอลเธอร์กับพี่เลี้ยงสามคนยืนมองพวกเราสลับกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ โรแลนด์เป็นเพียงคนเดียวที่ได้นั่งควบคุมระบบ เขาคงเป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งกาจน่าดู

            ไม่นานนักกระจกที่ฉันเห็นก็กลายเป็นสีดำไป เราทุกคนถึงกับมองหน้ากันอย่างงงงวย แสงนีออนด้านบนสว่างจ้าไปทั่วห้องจนเราต้องหรี่ตา ฉันใช้มือช่วยบังแสงก่อนจะเห็นอะไรบางอย่างบินผ่านร่องนิ้วไป ฉันมองตาม เห็นผีเสื้อปีกสีฟ้ากำลังบินไปเกาะเกสรดอกไม้ แล้วหลังจากนั้นภาพทุกอย่างก็ชัดขึ้นทันตา เราทุกคนกำลังยืนอยู่กลางป่า รอบตัวเต็มไปด้วยต้นไม้สูง พื้นเป็นดินสีน้ำตาลสลับกับหญ้าสีเขียว ทุกอย่างเหมือนจริงมาก ฉันได้ยินเสียงนก เสียงแมลงร้อง ผิวหนังสัมผัสได้ถึงสายลมเย็นพัดมา ใบไม้ปลิวไหวตามแรง ฉันหมุนตัวจนครบรอบก่อนเดินสำรวจไปทั่วป่าอย่างกระหายรู้ มือไล่สัมผัสต้นไม้ต้นหญ้าทีละต้น จมูกสูดดมกลิ่นดินหญ้าอับชื่น ตั้งแต่เกิดมาฉันเคยเห็นป่าแค่ในทีวี ไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าของจริงมันเป็นอย่างไร

            และขณะที่ฉันกำลังเอื้อมมือจับผีเสื้ออยู่นั้น จู่ๆ ภาพที่เห็นทั้งหมดก็สลายกลายเป็นเม็ดพิกเซลตกลงพื้น ฉากเปลี่ยนไปเป็นภาพสีดำเพียงชั่ววินาทีก่อนที่จะมีฉากใหม่ปรากฏขึ้น ตอนนี้เราทุกคนกลับมารวมตัวอีกครั้งเมื่อพบว่าสิ่งที่เราเห็นตรงหน้ากลายเป็นซากตึกร้าง รอบตัวมีแต่เศษปรักหักพัง บรรยากาศตอนกลางวันแต่กลับดูมืดอึมครึม เมื่อลมพัดมาเราเห็นแต่ฝุ่นควันสีขาวฟุ้งกระจาย ฉันไม่เคยอะไรแบบนี้มาก่อนเลย ในทีวีไม่เคยฉาย นี่คงเป็นซากตึกร้างนอกกำแพงที่ลือกันว่ามันทั้งหดหู่และอันตรายสินะ

            ฉากตรงหน้าเปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้ฉันได้ยินเสียงคลื่นดังเข้ามาก่อนใคร พื้นที่เรายืนกลายเป็นทรายขาว มีน้ำทะเลพยายามซัดเข้าฝั่ง แต่ก็ไม่ถึงเท้าฉัน มันกลับลงไปก่อนรอคลื่นลูกใหม่ที่แรงกว่าซัดมา ฉันมองทะเลกว้างสุดลูกหูลูกตา อาทิตย์ยามเย็นทอแสงใกล้หล่นลงน้ำ ฉันยืนซึมซับบรรยากาศน้ำเค็มชั่วครู่ก่อนที่ฉากจะเปลี่ยนเป็นสถานที่แห่งหนึ่งคล้ายโรงงานหรืออยู่ในอาคารอะไรสักอย่าง ทว่าฉากสุดท้ายฉันมีเวลาสำรวจแค่แวบเดียวเท่านั้นทุกอย่างก็หายไปและกลับมาเป็นสี่เหลี่ยมแคบๆ เหมือนเดิม

            ประตูกระจกถูกเปิดออกพร้อมวอลเธอร์เดินเข้ามา “เอาล่ะ พอแค่นี้” ท่าทางเขาดูรีบเร่งเล็กน้อยขณะกวาดตามองหน้าพวกเราทีละคน “ทางการประกาศภารกิจแรกออกมาแล้ว พวกเธอมีเวลาแค่สองวันในการเตรียมตัว ภารกิจแรกของเราคือชิงลูกคริสตัล กฎกติกาของปีนี้เริ่มด้วยการแข่งขันเป็นทีม ทีมไหนชนะไม่ต้องมีคนตกรอบ แต่ถ้าแพ้ต้องมีคนในทีมตกรอบสิบคน”

            ความเงียบบังเกิดขึ้นทันทีเมื่อเขาพูดจบ สมาชิกในทีมต่างมองหน้ากัน เรามีกันแค่ยี่สิบคน ถ้าเราแพ้ นั่นหมายความว่าทีมเราจะถูกคัดคนออกจนเหลือแค่สิบ ซึ่งจากที่มีน้อยอยู่แล้วจะยิ่งกลายเป็นเศษเสี้ยวในพริบตาเมื่อเทียบกับทีมเอที่มีสมาชิกถึงห้าสิบคน

            “ฉันจะไม่พูดว่าพวกเธอต้องชนะ” วอลเธอร์กล่าวต่อ “แต่ถ้าไม่อยากให้เพื่อนหรือตัวเองตกรอบ ก็ต้องพยายามช่วยกัน งานนี้เป็นงานสามัคคี อย่าให้ฉันต้องมาลำบากใจเพราะคัดลูกทีมของตัวเองออกเลย เข้าใจใช่ไหม”

            “เข้าใจครับ/ค่ะ” เราทุกคนตอบรับเสียงเข้ม ก่อนจะกลับมายืนท่าพักอีกครั้ง ฉันแอบเห็นแววตาไม่มั่นใจของหัวหน้าครูฝึก ทีมเราคนน้อยมากถ้าเทียบกับทีมอื่นที่มีสมาชิกสามสิบคนขึ้นไป ดูเหมือนวอลเธอร์จะเพิ่งรู้ว่ากติกาการแข่งขันปีนี้เปลี่ยนจากเมื่อปีก่อน จากที่เคยให้เด็กลงแข่งกันเอง ถ้าใครผ่านเกณฑ์ก็เข้ารอบมาเรื่อยๆ จนคนเหลือน้อยแล้วค่อยมาแข่งเป็นทีมเพื่อฝ่าฟันกับภารกิจยากๆ ไปด้วยกัน แต่ปีนี้กลับให้แข่งเป็นทีมก่อนเสร็จแล้วค่อยไปแข่งเดี่ยวทีหลัง

            บ้าชะมัด ถ้าฉันเป็นเขาก็คงสบถแบบนี้

            แต่ช่างเถอะ ฉันไม่ได้คาดหวังอะไรกับทีมอยู่แล้ว ที่นี่ไม่เคยปลอดภัยสำหรับฉัน และไม่ว่าอย่างไรฉันก็ควรทำตัวเองตกรอบแรกให้ได้ก่อนที่ปัญหาทุกอย่างจะตามมา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 58 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

675 ความคิดเห็น

  1. #662 warat_sariyawut (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 มกราคม 2563 / 19:21
    อารมณ์ไดเวอร์เจนท์จริงๆด้วย สนุกเหมือนอ่านนิยายแปล
    #662
    0
  2. #547 Babylynx (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 / 14:59
    ทีน่ามีความคิดอยากตกรอบซะแล้ว จะไหวไหมเนี่ย
    คริสตินแลดูเป็นคนดี เธอมีความสัมพันธ์อะไรกับลีรอยกันแน่นะ?
    ในอนาคต เทคโนโลยีของมนุษย์จะก้าวหน้าไปขนาดนี้รึเปล่า รู้สึกว่าไม่อยากให้หนังสือกลายเป็นแค่เรื่องเล่าในประวัติศาสตร์จริงๆ
    ติดตามตอนต่อไป >>
    #547
    0
  3. #511 Izellah (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2559 / 13:27
    สนุกมากเลยค่ะ
    #511
    0
  4. #299 Ciel En Roseジン (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 / 15:58
    ทีน่าจะทำตัวตกรอบหรอ
    #299
    0
  5. #256 amnesiac (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2557 / 16:39
    ไม่มีครูฝึกคนอื่นไปแย่งตัวลีรอยบ้างเหรอ เต็งเก่งซะขนาดนี้

    หนังสือเรื่องหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวนี่เริ่มต้นเรื่องอ่านยากนะคะ รายละเอียดชื่อคนเยอะสุดๆ จำได้ว่าเราอ่านรอบแรกไปไม่ถึงไหนเลย ทีน่าอ่านและสนใจได้แสดงว่าต้องชอบอ่านหนังสือเอามากๆ
    #256
    0
  6. #230 Amo i ta ★คิงเดสซึ★ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2557 / 11:13
    ชอบบบบ  ยิ่งอ่านยิ่งอยากรู้ ฉากมันส์อยู่ไหนน ติดตาามต่อค่าา ^_^
    #230
    0
  7. #143 S.BAM (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2557 / 11:19
    รอค่าาา ชอบอ่าาาาา เข้ามาแบบบังเอิญ โลกกลม พรมลิขิต
    #143
    0
  8. #75 `คุณหมาป่า。 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2557 / 08:39
    คิดอย่างนั้นเดี๋ยวได้ผ่านเข้ารอบนะทีน่า
    ในอนาคตคงได้รู้จักกับลีรอยแน่ เอ...หรืออาจจะไม่ก็ได้ 
    #75
    0
  9. #57 little-red-cap (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 เมษายน 2557 / 21:53
    นางไม่ได้ตกหรอก
    #57
    0
  10. #32 Esperanza (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 เมษายน 2557 / 22:35
    อ่านบทนี้แล้วให้อารมณ์ไดเวอร์เจนท์มากๆ เลยค่ะ วอลเธอร์นี่นึกหน้าเป็นโฟร์อย่างเดียวเลย 555
    แต่เอาเป็นว่าจะพยายามไม่มโนหาว่าใครเป็นพระเอกนะคะ
    ส่วนลีรอยนี่ก็ดูน่าสนใจ คงจะมีบทโหดขึ้นมาแน่นอนเพราะอย่างว่าเขาแพ้ไม่ได้เลย
    แล้วทีน่าจะทำให้ตัวเองตกรอบได้จริงเหรอ โอ้! ไม่หรอกเนอะมันดูสบายไป
    #32
    0
  11. #31 Starshine (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 เมษายน 2557 / 17:20
    ทีน่าต้องสู้ไหวอยู่แล้วว
    #31
    0
  12. #30 Leo fionix ' (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 เมษายน 2557 / 13:17
    สุดยอดดดด ชอบตรงบรรยายโลกจำลองจัง ตรงที่เอาของยุคเก่ามาสอนก็น่าสนใจ
    หวังว่าบทคริสตินจะไม่พลิกนะ น่ารักดี5555 สู้ๆนะคะไรท์เตอร์
    #30
    0
  13. #29 kimurakung (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 เมษายน 2557 / 11:47
    หึหึ ทีน่า อยากตกรอบ แต่เชื่อเหอะ ว่าไม่ได้ตกหรอก ดีไม่ดี จะเป็นตัวช่วยทีมให้ชนะด้วย
    #29
    0
  14. #28 ★SHIRAZ'II★ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 เมษายน 2557 / 02:27
    ทีน่าสู้ๆ 555 น่าจะมีทดสอบหั่น เฉือน ชำแระ (เขียนถูกไหม?) นะ ทีน่าต้องได้เต็มแน่ๆ
    #28
    0
  15. #24 kimurakung (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 เมษายน 2557 / 12:17
    รอติดตามคาฟ
    #24
    0
  16. #23 Starshine (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 เมษายน 2557 / 12:05
    รอค่าาาาา
    #23
    0
  17. #22 คุณหนูชา (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 เมษายน 2557 / 09:32
    สนุก >_<
    #22
    0