Dream Catcher ฝันลวงโลก

ตอนที่ 30 : Revolution 7 Conflict in Mind

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 594
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    30 พ.ค. 60

7

Conflict in Mind

 

            พวกเขายังไม่หยุดง่ายๆ ไหล่ของร็อบบ์กระแทกใส่ลีรอยจนล้มไปด้วยกัน บ้าจริง! นี่พวกเขาใส่กุญแจมืออยู่นะ ฉันปีนขึ้นรถไปแทรกกลางระหว่างทั้งคู่ จากนั้นก็ดันร็อบบ์ออกมา แต่เท้าของเขายกลอยทำท่าเหมือนจะเตะลีรอยให้ได้ ฉันเลยดันเขาไปติดผนังอีกฝั่งของรถ

            “สารเลวเอ๊ย!” ร็อบบ์คำราม

            “พอเถอะน่า” ฉันทิ้งน้ำหนักศอกใส่เขาเต็มแรง ลีรอยลุกขึ้นมา โซซัดโซเซเล็กน้อย ฉันรีบยกมือห้ามก่อนที่เขาคิดจะทำอะไรร็อบบ์ “หยุดเลยนะ ลีรอย”

            “ฉันแค่อยากจะช่วย”

            “นายไม่เคยช่วยใครหรอก นอกจากตัวนายเอง” ร็อบบ์สวนทันที

            “ก็ถ้านายยอมหุบปากและฟังฉันสักนิด นายอาจจะรู้อะไรดีๆ ก็ได้”

            “รู้อะไรดีๆ งั้นเหรอ” ร็อบบ์ถ่มน้ำลาย “ฉันรู้ว่านายยังเหมือนเดิม ลีรอย นายเป็นเด็กเรียนเก่ง เป็นที่หนึ่งของดรีมแคชเชอร์ ทุกคนรักนาย และนายก็ตอบแทนพวกเขาด้วยการทำตัวเย่อหยิ่ง ชอบพูดจาถากถาง คิดว่าตัวเองฉลาด และอยู่เหนือกว่าคนอื่น คนแบบนายเสนอความช่วยเหลือด้วยการพูดว่า รู้อะไรไหมร็อบบ์ ถ้านายไม่อยากตายเหมือนเบน ซีเลีย และเดวิด ก็ทำตามแผนฉันซะ แบบนี้น่ะเหรอ”

            พระเจ้า เขาพูดแบบนั้นเหรอ

            ฉันไม่อยากเชื่อขณะหันไปมองลีรอย

            “นายก็รู้ว่าฉันโน้มน้าวใครไม่เก่ง” เขายักไหล่ “ฉันถึงเคยให้นายเป็นคู่หูของฉันไง”

            “สารเลวเอ๊ย! แกหลอกใช้ฉัน”

            แววตาร็อบบ์เต็มไปด้วยโทสะ เขาดิ้นอีกครั้ง ฉันรีบตะโกนชื่อเขาเพื่อเรียกสติ เสียงของเราดังก้องไปทั้งอุโมงค์ ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าหลายคู่ใกล้เข้ามา

            “เกิดเรื่องบ้าอะไรกัน!” แจคลินมาแล้ว ฉันรู้ว่าทุกอย่างกำลังจะจบลง พวกเขามายืนกันรอบคันรถ เจ้าหน้าที่หลายคนชักปืนและเล็งมาที่พวกเรา

            “ไม่ทันไรก็กัดกันเองซะแล้วสิ” ชายคนหนึ่งพูด

            “พาเธอออกมา” เทโอสั่ง ไม่นานฉันก็รู้สึกได้ว่ามีคนแตะตัวฉัน เฮเลนดึงฉันออกมาจากรถ ปล่อยให้ร็อบบ์กับลีรอยอยู่ในวิถีกระสุน

            “ฉันจะไม่ถามว่าพวกนายสองคนตีกันทำไม แต่หวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้อีก” เทโอเท้าเอว สายตามองสลับทั้งสองคนอย่างดูทีท่า ก่อนสั่ง “จับขังแยก เอาคนผิวสีไปไว้คันหน้า”

            ร็อบบ์ถูกนำตัวออกมา ฉันเห็นเขาขืนตัวเล็กน้อยเพราะเจ้าหน้าที่กระชากแขนเขาลงจนแทบตกจากรถ และเพราะทำแบบนั้นเขาเลยถูกเจ้าหน้าที่ฟาดด้วยสันปืน ครั้งที่หนึ่ง สอง และสาม ฉันต้องกัดฟันทำเป็นไม่ร้องเมื่อเห็นร็อบบ์ทรุดไปบนพื้น เจ้าหน้าที่ช่วยกันหิ้วปีกเขาขึ้นมา ร็อบบ์เลือดกบปาก ฉันเบือนหน้าหนีขณะที่พวกเขาลากเพื่อนฉันออกไป

            “คุณคงเป็นเทโอ น็อกซ์” ลีรอยพูดขึ้น “ลูกชายของอีริก น็อกซ์ ผู้นำกบฏ”

            “อันที่จริงต้องเรียกว่า ผู้นำปฏิวัติถึงจะถูก” เทโอหน้านิ่ง “แต่สำหรับนายมันคงเป็นการกบฏ”

            “คุณรู้จักผม?”

            “ฉันไม่รู้จักนาย”

            ลีรอยหลุดหัวเราะ “เธอไม่เคยเล่าให้คุณฟังเหรอ”

            เทโอหันมามองฉัน ทุกคนหันมามองฉัน ให้ตายเถอะ! นี่เขากำลังเล่นอะไร

            “ทำไมฉันต้องรู้จักนาย”

            “คุณไม่ต้องรู้จักผมก็ได้ แต่ถ้าอยากมีแต้มต่อในเกมนี้ ผมสามารถช่วยคุณได้ ไม่แพ้เธอหรอก” เขาชี้มาที่ฉันอีกครั้ง

            เป็นเวลานานที่ทุกคนเงียบจนกระทั่งได้ยินเสียงเทโอหัวเราะ แล้วพวกเจ้าหน้าที่ก็หัวเราะตาม “โอหังดีนี่” เขาหันไปจ้องตา “นายชื่ออะไร”

            “ลีรอย บอลด์วิน”

            “พวกบอลด์วินนี่เอง” ผู้นำปฏิวัติยิ้ม “สุนัขรับใช้แสนซื่อสัตย์แห่งดรีมแคชเชอร์”

            “อย่างน้อยคุณก็รู้จักครอบครัวผม”

            “ใช่ ฉันรู้จัก” เทโอก้าวไปข้างหน้า “ครอบครัวนายทำงานให้เออร์นอฟมากว่าสี่สิบปี คอยสนับสนุนและผลักดันจนเขาสร้างดรีมแคชเชอร์สำเร็จ และทำให้มันกลายเป็นแหล่งควบคุมกองทัพทหารที่มีอำนาจเหนือรัฐบาล ตอนนี้รัฐบาลกลายเป็นแค่สิ่งนามธรรมไปแล้ว ครอบครัวนายปล่อยให้เออร์นอฟออกกฎบ้าๆ อะไรก็ได้ เช่น โคลนนิ่งถูกกฎหมาย โคลนเถื่อนผิด แต่การโคลนถูกกฎหมายกลับยุ่งยากกว่าการโคลนเถื่อน ครอบครัวนายทนได้ยังไงกับการเห็นมนุษย์โคลนถูกไล่ฆ่าอย่างไร้มนุษยธรรม”

            ลีรอยนิ่งไปชั่วอึดใจ “ตระกูลบอลด์วินไม่เคยโคลนนิ่งตัวเอง”

            “นั่นเลยทำให้นายปิดหูปิดตาจากข่าวเรื่องโคลนสินะ” เทโอยิ้มเหยียด “เพราะคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำ เลยไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือรู้สึกผิดอะไร”

            ผู้นำปฏิวัติถอยออกมา ฉันเห็นเจ้าหน้าที่หลายคนหายเกร็งอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาคงลำบากใจหากเทโอยังยืนอยู่ในวิถีกระสุน

            “คุณเองก็ไม่เคยโคลนนิ่ง” ลีรอยพูดขึ้นอีกครั้ง “แต่ทำไมถึงชูประเด็นนี้นักล่ะ”

            เทโอหยุดทันที

            “เพราะคนของคุณส่วนใหญ่เป็นโคลนใช่ไหม”

            “นายต้องการอะไร” เขาก้าวไปหาลีรอยอีกครั้ง และหยุดในตำแหน่งที่จ้องหน้าอีกฝ่ายได้ถนัด

            “ผมรู้จักใครคนหนึ่งในตระกูลน็อกซ์” ลีรอยกล่าว “เขาเคยเป็นรัฐมนตรีที่มีคะแนนเสียงมากที่สุด แต่แล้ววันหนึ่งเออร์นอฟก็พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขา...”

            “ฟังนะ” ผู้นำปฏิวัติขัด “ไม่ว่านายจะเป็นใคร ถ้านายไม่ใช่เออร์นอฟ คอนสแตนติน หรือผู้ใช้นามสกุลคอนสแตนติน นายก็ไม่มีวันสำคัญไปมากกว่า ตัวล่อ ในแผนการนี้หรอก เพราะฉะนั้น อย่าทำตัวต่อรองกับฉัน บอลด์วิน”

            ลีรอยเงียบ อย่างน้อยฉันก็ไม่เคยเห็นเขาสงบปากได้ขนาดนี้มาก่อน เทโอหมุนตัวกลับ คราวนี้เขาตรงมายังฉัน วางมือหนักๆ ลงบนบ่าฉันและหันไปทางลีรอย

            “นับว่าคนของฉันตาแหลมที่เลือกนาย” เขาพูด “ได้คุยกับนายก็สนุกดี บอลด์วิน”

            เทโอจากไปแล้ว ฉันไม่รู้จะทำอะไรนอกจากยืนเฉย ความคิดตีกันยุ่ง ร็อบบ์ถูกจับขังแยกไปอีกคัน นั่นไม่เลวร้ายเท่ากับลีรอยเปิดเผยว่าตนเองเป็นใคร ตอนนี้เขาคงถูกจับตาจากผู้นำปฏิวัติ ทุกอย่างซับซ้อนขึ้น ฉันจะช่วยพวกเขายังไงดี

            แจคลินปิดประตูปัง หล่อนล็อกและขังลีรอยไว้ในรถ จากนั้นก็หันมาโบกมือไล่ทุกคนที่ยังยืนอยู่บริเวณนั้น “ไป กลับไปนอนซะ พรุ่งนี้เรายังต้องเดินทางอีกไกล”

 

            ฉันรู้สึกตัวตอนที่ได้ยินเสียงเฮเลนเรียก หล่อนบอกว่าได้เวลาแล้ว ทุกคนกำลังทยอยตื่น ฉันดีดตัวลุกขึ้นจากถุงนอน เจ้าหน้าที่หลายคนกำลังประจำขึ้นรถ ฉันสูดลมหายใจก่อนลุกม้วนถุงนอนเก็บ นานมากแล้วที่ฉันไม่ได้หลับลึกขนาดนี้ อาจเป็นเพราะเรื่องเมื่อคืนทำให้ฉันเพลียมากเกินไป

            เทโอนั่งอยู่ข้างคนขับแล้วตอนฉันก้าวขึ้นรถ อีริกยังหลับอยู่ ฉันนั่งข้างเขาเหมือนเดิม รถถูกสตาร์ทและเคลื่อนตัวตามคันข้างหน้า เช้านี้ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยความเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรจนกระทั่งเวลาผ่านไป

            “นอนหลับสบายไหม ทีน่า” เทโอถาม ฉันเห็นสายตาเขาผ่านกระจกมองหลัง

            “ไม่เท่าไหร่ค่ะ” ฉันตอบ

            “ทำใจหน่อยนะ” เขายิ้มเห็นฟัน “อุโมงค์ใต้ดินมันค่อนข้างอุดอู้ แต่ถ้าเราทำสำเร็จ เราก็ไม่จำเป็นต้องหลบอยู่ที่นี่อีกต่อไป”

            เขารู้ว่าฉันไม่ชอบอุโมงค์นี่ ถึงเฮเลนไม่บอกเขาก็คงรู้ สีหน้าฉันแย่ลงทุกวันตั้งแต่เราใช้เส้นทางนี้

            “คุณบอกว่าพ่อคุณเป็นนักวิทยาศาสตร์” ฉันพูดขึ้นมาอีกเรื่อง “แต่ไม่บอกว่าเขาก็เป็นรัฐมนตรีด้วย”

            “ฉันไม่คิดว่ามันจำเป็น” เทโอว่า “เขาแค่เคยเป็น แต่ตอนนี้มันคงไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วจริงไหม”

            ฉันเงียบ หัวสมองทำงานอย่างหนัก “แต่นั่นมันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้พ่อคุณปฏิวัติ เออร์นอฟแย่งอำนาจรัฐบาล ควบคุมกองทัพทหาร เปลี่ยนกฎหมาย สร้างโคลน และไล่ล่าฆ่าโคลนอย่างไร้มนุษยธรรม นั่นคือสิ่งที่เขาทำ พ่อคุณแค่ต้องการอำนาจที่ถูกต้องคืน แต่เขาไม่มีอะไรเลยนอกจากกลุ่มคนที่เห็นด้วยกับเขาเพียงหยิบมือ”

            “เพราะแบบนั้นฉันถึงต้องการเธอไง ทีน่า” เทโอพูด น้ำเสียงจริงจัง “ยี่สิบเจ็ดปีก่อนเราแทบไม่มีอะไรสู้พวกมันได้เลย แต่เราช่วยเหลือทารกและเด็กโคลนไว้ได้มาก มาถึงตอนนี้พวกเขาเติบโตและพร้อมจะสู้ไปกับพวกเราแล้ว ใช่ไหมเอ็ด” เขาหันไปหาคนขับ “เอ็ดก็เป็นหนึ่งในทารกโคลนที่รอดชีวิตเหมือนกัน เขาเองก็ต้องการอิสรภาพคืน อิสรภาพที่เขาสมควรได้ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง”

            เอ็ดหันมาสบตาฉันเป็นครั้งแรก เขาอายุมากกว่าฉันตั้งสิบปี นั่นเพราะเขาถูกสร้างตั้งแต่ยุคแรกของการโคลน “สวัสดี ทีน่า” น้ำเสียงเขาร่าเริง

            “สวัสดี เอ็ด”

            “ฉันตามดูการแข่งขันของเธอมาตลอดเลย เฮเลนเปิดให้พวกเราดูทุกอาทิตย์ ฉันอยากส่งของขวัญไปให้เธอมาก ถ้าดรีมแคชเชอร์รับส่งของจากนอกกำแพงน่ะนะ”

            เอ็ดหัวเราะ ฉันเองก็หัวเราะตาม แต่ไม่นานก็ต้องหุบยิ้มเมื่อหันไปเจอสายตาของผู้นำปฏิวัติ ไม่ต้องเดาฉันก็รู้ว่าเขาอยากพูดอะไร เห็นไหมว่าเขาชอบเธอ โคลนทุกคนชอบเธอ และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงต้องการฉัน

            หลังจากรู้จักกัน ฉันก็ต้องนั่งฟังเอ็ดพูดไปตลอดทาง เขาเล่าถึงฉากต่อสู้ของฉันในการแข่งขัน ฉันไม่อยากเชื่อว่าแค่การที่ฉันพยายามรักษาลูกคริสตัลไว้จนวินาทีสุดท้ายก่อนที่จะถูกซ้อมจนสลบนั้นจะเป็นสิ่งที่เขาประทับใจ ทั้งตอนที่ฉันสละค้อนแหลมให้คริสตินหนึ่งอัน ตอนที่ฉันยอมตัดเชือกตกจากภูเขาน้ำแข็งเพื่อสลัดศัตรูออก ตอนที่ฉันร้องไห้เมื่อรู้ว่าต้องฆ่าโคลนด้วยกัน ตอนที่ฉันว่ายลงไปช่วยคริสตินขึ้นมาจากฝูงฉลาม ทุกอย่างที่ฉันทำในสนามทดสอบล้วนทำให้เอ็ดประทับใจ สิ่งที่เพื่อนในดรีมแคชเชอร์ทุกคนมองว่าฉันอ่อนแอ กลับกลายเป็นความเข้มแข็งสำหรับมนุษย์โคลนด้วยกัน

            “ไม่มีใครเสียสละได้มากเท่าเธอ” เอ็ดว่า “ทุกคนเอาแต่คิดถึงชัยชนะของตัวเอง แต่เธอคิดถึงคนอื่น คะแนนเธออยู่รั้งท้ายมาตลอดเพราะเธอต้องคอยช่วยเพื่อนที่คะแนนสูงกว่าเธอหลายเท่า”

            ฉัน...ไม่เคยคิดถึงจุดนั้น

            สิ่งที่มีอยู่ในหัวฉันตอนนั้นคือคริสตินปลอดภัย และฉันต้องปลอดภัยด้วย

            รถคันหน้าเริ่มชะลอความเร็ว เอ็ดชะลอตาม ทันใดนั้นก็มีเสียงแจคลินดังออกมาจากวิทยุสื่อสาร “ทุกคนพักเที่ยงได้” และหลังจากนั้นรถทุกคันก็จอดสนิท

            “ทำไมวันนี้มีพักเที่ยง” ฉันถามด้วยความสงสัย

            “แสดงว่ากองหน้ามีประชุม” เทโอตอบ “ฉันจะไปนั่งฟังพวกเขาสักหน่อย”

            “งั้นฉันไปด้วย”

            “เธออยู่นี่ ทีน่า” เขาหันมายกมือห้ามก่อนที่จะฉันก้าวลงจากรถ “เฮเลนจะมาอยู่เป็นเพื่อนเธอ”

            “ไง” เฮเลนเปิดประตูขึ้นมานั่งข้างคนขับแทนที่เทโอ หล่อนมาไวมากราวกับรู้งานอยู่แล้ว “ฉันมีอะไรให้เธอดู”

            ชั่วพริบตาที่ฉันหันไปสนใจหล่อนเปิดแล็ปท็อป เทโอก็เดินจากไปไกลแล้ว กองหน้ามีประชุมส่วนตัว พวกเขาต้องคุยกันเรื่องวิธีการบุกสนามทดสอบแน่ ฉันไม่มีสิทธิ์รับรู้เพราะอยู่กองหลัง เรามีหน้าที่เพียงสนับสนุนการรบของพวกเขา

            “ทาด้า!” เฮเลนหันหน้าจอแล็ปท็อปมาทางฉัน พร้อมกับทำท่าภูมิใจที่ได้โชว์มัน สิ่งที่ฉันเห็นในหน้าจอคือภาพเล็กๆ ที่ถูกแบ่งเป็นตาราง ภาพในแต่ละตารางล้วนเป็นฉากที่ฉันรู้สึกคุ้นเคย

            “สนามทดสอบดรีมแคชเชอร์!” ฉันร้อง

            “ใช่ ฉันเจาะเข้าระบบกล้องวงจรปิดได้แล้ว” หล่อนพูดพลางกดปุ่มบางอย่างบนแป้นเหย้า “และตอนนี้ฉันกำลังบันทึกพวกเขา เพื่อที่จะใช้ภาพบันทึกพวกนี้แทนที่ภาพปัจจุบัน ตอนที่กองหน้าบุก พวกเขาจะไม่เห็นอะไรนอกจากเหตุการณ์ปกติเหมือนวันนี้เปี๊ยบ”

            “อัจฉริยะมาก เฮเลน” ฉันชมจากใจ

            “นี่แค่งานเล็กน้อย วันจริงฉันต้องเอาภาพพวกนี้ขึ้น และก็ดูกล้องของจริงเพื่อบอกความเคลื่อนไหวของศัตรูให้กองหน้ารู้ด้วย”

            “หน้าที่คุณดูสำคัญมาก” อย่างน้อยก็สำคัญกว่าฉันเยอะเลย

            “ใช่ งานใหญ่เชียวล่ะ” หล่อนสูดลมหายใจ “นับวันฉันยิ่งตื่นเต้นเข้าไปทุกที”

            “คุณทำได้แน่ เชื่อฉันสิ”

            “ขอบใจ ทีน่า” หล่อนจับมือฉัน “ว่าแต่เธอหิวหรือยัง”

            “ก็...นิดหน่อย”

            “วันนี้พวกผู้ชายต้มซุปเห็ด เธอไปกินได้นะ พวกเขาอยู่ตรงรถคันที่สี่”

            “ขอบคุณ เฮเลน” ฉันพูด “แล้วคุณล่ะ”

            “ฉันยังไม่หิว เธอไปกินก่อนเลย”

            ฉันเปิดประตูลงจากรถ เฮเลนหันกลับไปจดจ้องแล็ปท็อปอีกครั้ง ฉันเดินถัดจากรถทหารคันที่เจ็ดขึ้นไป กลุ่มเจ้าหน้าที่กำลังรวมตัวรับประทานซุปเห็ดกันตรงใกล้ๆ รถคันที่สี่ เอ็ดก็อยู่ด้วย ฉันมองผ่านพวกเขาไปยังรถคันแรก พวกกองหน้าประชุมกันในรถ ฉันเลยไม่เห็นว่าพวกเขามีสีหน้าท่าทางอย่างไร การประชุมเคร่งเครียดแค่ไหน ฉันไม่รู้

            แต่เวลานี้คือโอกาส

            ฉันเลี้ยวหายไปยังท้ายรถคันที่ห้า แอบปลดกลอนและเปิดประตูท้ายเข้าไปนั่งรวมกับร็อบบ์

            “ร็อบบ์” ฉันกระซิบเรียก สภาพเขาดูแย่มาก คราบเลือดสีดำแห้งติดเต็มจมูกและริมฝีปาก สองมือยังถูกใส่กุญแจไขว้หลัง สีหน้าอ่อนล้า ร่างกายภายในเขาฟกช้ำ

            “ฉันขอโทษ” นั่นคือสิ่งที่ฉันพูดได้ในขณะนี้ “ขอโทษที่ช่วยนายไม่ได้”

            “เธอเป็นพวกมัน?” ร็อบบ์เลิกคิ้ว

            “เรื่องมันซับซ้อนร็อบบ์ ฉันเป็นโคลน กองปฏิวัติไม่คิดว่าโคลนเป็นศัตรู ฉันเลยได้รับโอกาสจากพวกเขา” ฉันว่า “ฉันจะพยายามช่วยนายออกไป ฉันสัญญา”

            “ช่วย?” เขาขยับตัว “ช่วยยังไง”

            “ฉันเป็นคนเสนอให้พวกเขาใช้นายเป็นตัวล่อ ช่วงระหว่างที่พวกเขาบุกยึดสนามทดสอบ นายกับลีรอยต้องหาทางหนีไปที่เครื่องวาร์ปให้เร็วที่สุด”

            “ฉันกับมัน?” ร็อบบ์แทรก “ทำไมต้องเป็นลีรอย มีทหารถูกจับอยู่ในคุกนั่นตั้งเยอะ”

            “ฉันไม่มีทางเลือก”

            “พวกเขาสมควรมาอยู่ตรงนี้ มากกว่าหมอนั่น”

            “ร็อบบ์ ฉันช่วยทุกคนไม่ได้” ฉันอธิบาย “นายสองคนเป็นเพื่อนฉัน”

            “เธอยังนับมันเป็นเพื่อนอีกเหรอ”

            “ไม่เอาน่า นี่มันเรื่องคอขาดบาดตาย นายจะมาเกลียดกันอยู่ทำไม” ฉันพยายามพูด “ขอร้องล่ะร็อบบ์ ลืมเรื่องอดีตก่อนได้ไหม”

            เขาหลบตาฉันอยู่นานกว่าจะยอมหันมาพยักหน้า

            “ขอบใจมาก ร็อบบ์” ฉันกล่าวขอบคุณ “นายยังเป็นหัวหน้าทีมที่ดีเสมอ”

 

            ฉันปิดประตูท้ายรถและล็อกมันไว้ตามเดิม จากนั้นก็หลบมาตามมุมของรถคันที่หก เฮเลนยังคงนั่งพิมพ์แล็ปท็อปอยู่บนรถคันที่เจ็ด ท่าทางเคร่งเครียดและมีสมาธิจนแทบไม่สนใจสิ่งรอบข้าง แต่แล้วไม่นานหล่อนก็เงยหน้าขึ้นมา ฉันรีบมุดหลบใต้รถ เห็นประตูถูกเปิดและเท้าของหล่อนก้าวลงจากรถ จากนั้นก็เดินไปรวมกับพวกผู้ชายที่กำลังกินซุปเห็ดอยู่ใกล้ๆ รถคันที่สี่ ฉันสบโอกาสนี้กลิ้งตัวออกมาและปลดกลอนประตูท้ายรถเข้าไปนั่งรวมกับลีรอย

            เขาหลับอยู่ ฉันสะกิดเรียกจนเขารู้สึกตัวตื่น สำหรับลีรอยเขาแทบไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลยจากการถูกกักขัง

            “เฮ้” เขาส่งเสียงตอบ “ไม่คิดว่าเธอจะมา”

            “ฉันมีเรื่องที่ต้องบอกนาย”

            “เรื่อง?”

            ฉันบอกแผนให้เขาฟังด้วยประโยคเดียวกับที่บอกร็อบบ์ เมื่อพูดจบก็รอคอยคำตอบรับจากเขา

            แต่ลีรอยยังคงจ้องหน้าฉัน “แค่นั้นเหรอ”

            “ใช่ แค่นั้น”

            เขาถอนหายใจเหมือนผิดหวังอะไรสักอย่าง

            “มีอะไรงั้นเหรอ” ฉันงง

            “เปล่า”

            “แล้วทำไมทำหน้าแบบนั้น”

            “ก็แค่...” เขาหลบตาฉันแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาสบอีกครั้ง “คิดว่าเธออยากจะเจอฉันบ้างก็เท่านั้น”

            “ฉันอยากให้นายปลอดภัย” ฉันพูด “เรื่องร็อบบ์ฉันเคลียร์กับเขาแล้ว เขาตกลงจะยอมร่วมมือกับนายและลืมเรื่องอดีตที่ผ่านมา เพราะงั้นนาย...”

            “ทีน่า”

            ฉันไม่รู้ตัวตอนเขาเข้ามาใกล้ ลมหายใจปะทะเข้าหน้า ฉันผงะถอย แต่กลับกลายเป็นว่าเปิดทางให้ลีรอยเข้ามามากขึ้น หลังฉันติดกำแพง ร่างกายเขาใหญ่โตพอจะกักขังฉันไว้ได้เลยแม้ว่ามือเขาจะถูกใส่กุญแจไขว้หลังอยู่ก็ตาม กระทั่งริมฝีปากเราแตะกันเบาๆ ฉันไม่รู้ต้องทำยังไง ได้แต่ปล่อยให้เขาจูบช้าๆ วนเวียนอยู่รอบริมฝีปาก จากนั้นไม่นานก็ถอนจูบออกไป

            “จืดชืดมาก” เขาส่ายหัว “ให้ตายเถอะ เธอไม่เคยจูบใครเลยรึไง”

            ราวกับมีอะไรระเบิดอยู่ในสมองฉัน ความรู้สึกแตกกระจายเป็นผุยผง “นายทดสอบฉันเหรอ”

            เขาชะงัก “เปล่า ฉันแค่...”

            “นายคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงพรรคนั้นรึไง ที่ต้องละลายทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้านาย” ฉันลุกขึ้น ผลักประตูลงจากรถ และรีบปิดมันก่อนที่ลีรอยจะห้ามฉันทัน เสียงอู้อี้ของเขาดังลอดออกมา แต่ฉันล็อกประตูไม่สนใจ

            “เธอเข้าไปทำอะไรในนั้น” เฮเลนถาม หล่อนยืนอยู่หน้าประตู ท่าทางร้อนรนเหมือนออกตามหาฉันมาสักพักแล้ว

            “ไม่มีอะไร” นั่นคือคำตอบของฉัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

675 ความคิดเห็น

  1. #666 warat_sariyawut (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 23:24
    ไม่จิ้น 2 คนนี้เลยสักนิด ไม่รู้สึกด้วยว่าลีรอยจะเปนพระเอก รู้สึกว่าวอลเธอร์เปรพระเอกมากกว่าอีก
    #666
    0
  2. #629 minggg- (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2560 / 23:47
    ตอนนี้รำคาญนางจะช่วยเพื่อนแต่จะพาคนอื่นไปตายนะ
    เฮ้ออออ

    #629
    0
  3. #502 Esperanza (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2559 / 20:32
    ชอบทีน่ากับลีรอยอยู่นะ ลีรอยก็ยังดคงหล่อร้ายเหมือนเดิม แต่งานนี้วอลเธอร์เสียคะแนนเพราะไม่มีบท 555
    ทีน่าไม่คิดถึงตัวเองเลยจริงๆ ช่วยคนอื่นตลอด
    #502
    0
  4. #501 พระแม่โพธิ์ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 19:17
    ทีน่าบอกร็อบกับลีรอยไป เดี๋ยวพวกเขาก็บอกเรื่องพวกนี้ไปหรอก ....หรือมันคงไม่สำคัญ
    #501
    1
    • #501-1 Quantum(จากตอนที่ 30)
      15 มิถุนายน 2559 / 23:46
      ใช่ค่ะ ทีน่าไม่ได้นึกถึงตรงนั้น คิดแค่ว่าอยากช่วยเพื่อน แต่ไม่ได้คิดถึงภัยที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเองหรือกองปฏิวัติสักเท่าไหร่
      #501-1
  5. #500 SisterPla (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 18:44
    ดีจริง มาอัพแล้ว
    ถ้าดรีมแคชเชอร์ถูกบุก วอลเทอร์จะเป็นไรไหมนะ
    อยากรู้ว่าลีรอยกับร็อบมีปัญหาอะไรกันทำไมแค้นจัง
    #500
    4
    • #500-3 SisterPla(จากตอนที่ 30)
      16 มิถุนายน 2559 / 16:49
      ดีจริง ไรเตอร์มาตอบเราด้วย
      #500-3
    • #500-4 Quantum(จากตอนที่ 30)
      16 มิถุนายน 2559 / 22:17
      ทะเลาะกันค่อนข้างรุนแรงค่ะ ลีรอยว่าทีมของวอลเธอร์อ่อนแอ ไม่มีประสิทธิภาพ สิ่งเดียวที่ทำให้ลีรอยยังอยู่คือคริสติน พอคริสตินตาย ก็ไม่มีอะไรมายื้อลีรอยไว้ได้อีก แม่แต่ร็อบบ์ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทค่ะ
      #500-4
  6. #499 องก์หญิงคิคุ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 11:18
    โอ้วววว คิดไว้แล้วๆๆๆๆ จิ้นตั้งนานนนนน ชูป้ายลีลอยเป็นพระเอกกกกก แอบชอบทีน่าแน่เลยยยยย
    #499
    0