Dream Catcher ฝันลวงโลก

ตอนที่ 29 : Revolution 6 Tunnel

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 650
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    29 พ.ค. 60

6

Tunnel

 

            เป็นเวลานานที่ฉันรู้สึกถึงลมหายใจผสานเป็นจังหวะเดียวกับฝีก้าว การวิ่งทำให้ฉันลืมทุกสิ่ง สมาธิจดจ่ออยู่กับเส้นทางที่กำลังจะไป กิ่งไม้รอบตัวเริ่มหมดความหมาย ฉันหูอื้อและตาลาย ไม่ได้ยินเสียงและแทบไม่เห็นอะไรนอกจากแสงสีขาว ฉันรู้ว่ามันเกินขีดจำกัดของตัวเองไปแล้ว แต่ก็ฝืนวิ่งต่อจนกระทั่งมาถึงบริเวณปากถ้ำอีกครั้ง

            “สามรอบ” เสียงแฟรงค์ดังขึ้น “ถือว่าเป็นการพัฒนาที่ไม่เลว”

            ฉันเดินไปมา ปล่อยให้ร่างกายปรับตัว เหงื่อไหลอาบทั่ว

            “ฉันคงวิ่งมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว”

            “ไม่เป็นไร วันนี้เอาแค่นี้ก่อน”

            “ฉันหมายถึงวันถัดไปด้วย แฟรงค์” ฉันพูด ขณะเดียวกันก็ควบคุมลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติ “ฉันมาไกลสุดได้แค่นี้”

            “ทำไม”

            “สารอาหาร” ฉันกลับมายืนนิ่งได้อีกครั้ง “ฉันต้องการสารอาหาร”

            “เธอหมายถึงอาหารแต่ละมื้อ?”

            “ใช่” ฉันอยากบอกเขามากว่าฉันหัวเสียกับเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว “ฉันรู้ว่าอาหารที่แจกจ่ายให้เรามันเป็นอาหารที่ต้องเฉลี่ยกัน แต่ถ้าฉันได้กินปริมาณเท่านี้ทุกวัน ฉันก็ไม่สามารถเอาชนะสถิติตัวเองได้หรอก”

            “งั้นฉันจะบอกแม่ครัวเพิ่มปริมาณให้” แฟรงค์ตัดสินใจ “ไม่ต้องห่วง เธอฝึกกับฉัน จะไม่มีกล้าว่าเธอเรื่องนี้แน่”

 

            “เป็นอะไรไป”

            ฉันเผลอจ้องสตูเนื้อในชามตัวเองอย่างทึ่งๆ มันเยอะกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับชามของเฮเลนฝั่งตรงข้าม

            “เปล่า” ฉันตอบ “แค่รู้สึกว่าแฟรงค์เป็นคนดีกว่าที่คิด”

            “เขาเป็นแบบนั้นแหละ” เฮเลนพูด “ชอบทำหน้าตาน่ากลัว แต่ที่จริงก็เป็นคนจิตใจดี”

            ฉันเห็นด้วยกับหล่อนอย่างไม่ต้องสงสัย

            เป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ฉันอยู่ที่นี่ กองปฏิวัติซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่เคียดแค้นต่อดรีมแคชเชอร์ แม้พวกเขาจะมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย อาศัยอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเช่นป่าเขา มีเจ้าหน้าที่คุ้มกัน มีอาหารให้กินตลอดทุกสามมื้อ แต่ถ้าหากคุณพูดถึงดรีมแคชเชอร์หรือกำแพงเมืองเขตปกครองขึ้นมาเมื่อไหร่ คุณจะเห็นเปลวไฟในดวงตาของพวกเขา มันเป็นทั้งเปลวไฟที่มีชีวิตชีวา เปี่ยมด้วยความหวัง ความฝันที่พวกเขาจะได้กลับไปใช้ชีวิตในกำแพงเมืองอีกครั้ง และมันก็เป็นทั้งเปลวไฟที่แผดเผาร้อนแรง เปี่ยมด้วยความโกรธแค้นต่อสิ่งที่ดรีมแคชเชอร์ทำกับพวกเขา และพวกเขาก็อยากให้มันวอดวายเหมือนที่มันลุกโชนอยู่ในใจพวกเขามาตลอดยี่สิบเจ็ดปี

            ทุกเช้าฉันออกไปวิ่งกับแฟรงค์ เป็นความตั้งใจของฉันเองที่ต้องการเตรียมพร้อมรับความหนักหน่วงทางร่างกายในอนาคต และแฟรงค์ก็ยินดีจะฝึกฉันในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น สอนฉันปีนเขา ว่ายน้ำท่ามกลางกระแสเชี่ยว และบางครั้งก็พาออกไปล่าสัตว์ พวกแม่ครัวดีใจมากเมื่อเห็นฉันกับแฟรงค์แบกกวางตัวใหญ่กลับมายังถ้ำ เย็นวันนั้นเราได้กินสเต็กเนื้อกวางที่อร่อยที่สุด แฟรงค์สอนให้ฉันเรียนรู้ที่จะเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ เพราะถ้าหากเราเข้าใจมัน เราก็จะอยู่เหนือผู้ล่า ต่อให้ดรีมแคชเชอร์จะขนกองทัพออกมา พวกเขาก็จะไม่มีวันหาเราพบ

            เทโอเรียกฉันไปประชุมบ้างเป็นครั้งคราว เนื้อหาส่วนใหญ่ล้วนเป็นแผนบุกสนามทดสอบ เทโอปล่อยให้แฟรงค์กับสาวร่างใหญ่คนนั้นช่วยกันคิดแผน ฉันเพิ่งรู้ว่าหล่อนชื่อแจคลิน เป็นลูกสาวของอดีตทหารดรีมแคชเชอร์คนหนึ่งซึ่งเสียชีวิตขณะคุ้มกันผู้นำปฏิวัติออกจากเขตปกครอง แจคลินฝึกฝนตัวเองอย่างหนักตั้งแต่เด็กเพื่อที่จะเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่แถบสีเขียว และภารกิจนี้หล่อนก็ได้เป็นผู้นำกองหน้าของการบุก โดยมีแฟรงค์ร่วมขบวนด้วย

            “ฉันอาสาอยู่กองหน้า” ฉันยกมือ

            “เธออยู่กับฉัน ทีน่า” เทโอพูด “กองหน้ามันเสี่ยงเกินไป ฉันไม่อยากให้เธอเป็นอันตรายถึงแม้ว่าเธอจะเคยเป็นทหารมาก่อนก็ตาม”

            “แต่ฉัน...”

            “กองปฏิวัติยังต้องการเธอ เธอคือความหวังของพวกเขา”

            ฉันพูดไม่ออก เทโอปฏิเสธที่จะให้ฉันเป็นกองหน้าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เขาอยากให้ฉันไปร่วมขบวนรบ แต่ไม่ให้ฉันทำอะไรสักอย่าง นอกจากอยู่กองหลังคอยสนับสนุนเช่นเดียวกับเขา อีริก และเฮเลน ให้ตายเถอะ! ฉันรู้สึกเหมือนสิ่งที่ตัวเองฝึกฝนมาตลอดสามสัปดาห์จะสูญเปล่า แฟรงค์ได้ไปรบ แต่ฉันไม่ ฉันไม่อยากคิดเลยว่าเทโอต้องการใช้ฉันเป็นแค่เครื่องประกันตนเอง เขามีฉันไว้เพื่อให้เขาดูยิ่งใหญ่ เพื่อครองใจประชาชนส่วนหนึ่งซึ่งเป็นโคลนเหมือนกับฉัน และครองใจประชาชนอีกส่วนซึ่งคิดว่าฉันคือแมรีแอน

 

            กองปฏิวัติหมกมุ่นอยู่กับแผนบุกดรีมแคชเชอร์นานเป็นเดือน ฉันนึกไม่ออกว่าเส้นทางอุโมงค์ใต้ดินที่พวกเขาพูดถึงนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร จนกระทั่งมาเจอของจริง

            มันอยู่ห่างจากถ้ำใต้ภูเขาไปไม่เกินไมล์ ตอนแรกฉันเข้าใจว่ามันจะเป็นทางเชื่อมต่อเนื่องไปเลย เช่นเดียวกับที่ถ้ำใต้ภูเขาเชื่อมไปยังคุกใต้ดินที่อยู่เบื้องล่าง แต่เปล่าเลย มันเป็นคนละส่วนกัน อุโมงค์ใต้ดินถูกสร้างแยกต่างหาก เฮเลนอธิบายว่าอีริกต้องการสร้างอุโมงค์ใต้ดินเพื่อใช้ในศึกสงครามอยู่แล้ว ต่างจากถ้ำใต้ภูเขาซึ่งถูกสร้างเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยอย่างเดียว

            ฉันทึ่งมากตอนที่เฮเลนเล่าถึงแผนของอีริกสมัยเขาเป็นผู้นำ เขาต้องการสร้างอุโมงค์ที่เชื่อมต่อไปยังท่อระบายน้ำของสถาบันดรีมแคชเชอร์ซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบหกร้อยไมล์ มันเป็นแผนที่บ้ามาก อีริกต้องการบุกยึดดรีมแคชเชอร์โดยโผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน แต่เทโอไม่เห็นด้วยเสียทั้งหมด ดังนั้นเมื่อกาลต่อมาเขาขึ้นเป็นผู้นำ เทโอก็ปรับวิธีการบางอย่างโดยเปลี่ยนมาเป็นแผนบุกยึดสนามทดสอบก่อน แล้วใช้เครื่องวาร์ปเคลื่อนย้ายกองทัพไปยังสำนักงานใหญ่ดรีมแคชเชอร์อีกที แน่นอนว่ามันฟังดูเป็นแผนที่เข้าท่ากว่ามาก แต่ก็เสี่ยงกว่าแผนของอีริกอยู่หลายขุม เพราะการเคลื่อนไหวของเราจะถูกบันทึกอยู่ในกล้องวงจรปิดตั้งแต่โผล่ในสนามทดสอบแล้ว ทว่าเมื่อไม่นานมานี้เฮเลนก็บอกข่าวดีว่าหล่อนสามารถแฮกเข้าระบบกล้องวงจรปิดได้ และจะใช้มันเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

            ฉันตวัดมีดพับของอันนาขึ้นมาตรวจสอบปลายคมของมัน ก่อนจะพับเก็บรวมกับมีดสั้นอีกสี่เล่มซึ่งเหน็บไว้ใต้เข็มขัด จากนั้นก็หยิบปืนพกขึ้นมา ตรวจกระสุน และขึ้นลำไว้ อาวุธทุกอย่างของกองปฏิวัติยึดได้มาจากทหารดรีมแคชเชอร์ทั้งนั้น และอาวุธชิ้นนี้ฉันก็เป็นคนเลือกเองปืนสไตรค์วันของลีรอย

            “ต้องใช้เยอะขนาดนี้เชียวเหรอ” เฮเลนถาม ทั้งตัวหล่อนมีแค่แล็ปท็อปเครื่องเดียวอยู่ในกระเป๋าสะพายหลัง

            “ก็แค่เผื่อไว้น่ะ” ฉันตอบ เก็บปืนสไตรค์วันเหน็บไว้ที่เอว จากนั้นก็ออกไปรวมกับกองทัพ

            รถทหารสิบคันจอดรอเราอยู่แล้ว ฉันถูกเชิญให้ขึ้นคันเดียวกับเทโอซึ่งอยู่ประมาณคันที่เจ็ด มีเจ้าหน้าที่ขับรถให้เรา เทโอนั่งข้างคนขับ ส่วนฉันนั่งหลัง พระเจ้า! เขาพาอีริกมาด้วย ฉันตะลึงเมื่อรู้ว่าต้องนั่งข้างคนพิการที่ร่างกายซีกซ้ายใช้งานไม่ได้ รถเข็นของเขาวางอยู่ท้ายรถ อีริกนั่งพิงเบาะ คอเอียง แต่สายตามองตรงมาที่ฉัน ฉันเดาไม่ออกว่าเขารู้สึกยังไงที่เห็นโคลนของแมรีแอนนั่งอยู่ข้างเขา

            เฮเลนขึ้นรถคันหลัง ฉันอยากไปนั่งกับหล่อนด้วยแต่ก็ทำไม่ได้ รถถูกสตาร์ทแล้ว ฉันหันหน้ากลับ เห็นเจ้าหน้าที่กำลังลากนักโทษสองคนไปยังรถคันข้างหน้าฉัน  และจับโยนเขาทั้งคู่ใส่ท้ายรถอย่างไม่ปรานี ร็อบบ์กับลีรอยถูกใส่กุญแจมือไขว้หลัง เสื้อผ้าขาดวิ่นและเต็มไปด้วยคราบฝุ่นเกรอะกรัง นั่นเป็นภาพสุดท้ายที่ฉันเห็นก่อนที่ประตูจะปิดลง

            ขบวนรถออกเดินทางแล้ว ฉันได้ยินเสียงแจคลินดังออกมาจากวิทยุสื่อสาร หล่อนกับแฟรงค์นั่งอยู่รถคันแรกของขบวน คอยออกคำสั่งและบอกความเคลื่อนไหวเป็นระยะ สองข้างทางเราเต็มไปด้วยประชาชนที่อยู่ในกองปฏิวัติ พวกเขาพร้อมใจกันมายืนส่งเราด้วยสีหน้าเรียบเฉยต่างจากประชาชนที่ฉันเห็นในเขตปกครอง อย่างที่บอก แม้พวกเขาจะไม่แสดงออกกระทั่งยิ้ม แต่แววตาของพวกเขาก็เปี่ยมไปด้วยไฟแห่งความหวัง

            ความหวังว่าพวกเราจะทำสำเร็จ

            แจคลินให้สัญญาณเปิดประตู ฉันเห็นพื้นดินข้างหน้ายุบตัวลงกลายเป็นทางลงสู่อุโมงค์ใต้ดิน รถทหารคันแล้วคันเล่าขับลงไปอย่างรวดเร็ว ฉันรู้สึกตื่นเต้นเมื่อพบว่ารถของตัวเองถูกพาลงมาอยู่ใต้ดิน มันมืดสนิทจนมองไม่เห็นอะไร กระทั่งมีไฟดวงเล็กๆ สว่างขึ้นตามทาง และมันก็ทำให้ฉันทึ่งไปกับเส้นทางที่ยาวและคดเคี้ยวของอุโมงค์ใต้ดิน อากาศในนี้ค่อนข้างอบอ้าวแม้จะมีช่องระบายอากาศเป็นระยะก็ตาม ฉันดูนาฬิกาบนหน้าปัดรถ 11.35 น. แต่บรรยากาศใต้นี้กลับทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นเวลาเที่ยงคืนตลอดทั้งวัน

            อีริกแตะแขนฉันเบาๆ ฉันหันไปมอง พบว่าเขากำลังหงายแท็บเล็ตขึ้นมา

            กลัวหรือ

            มีเสียงอัตโนมัติดังออกมา

            “นิดหน่อยค่ะ” ฉันตอบ อีริกจึงกดแท็บเล็ตอีกครั้ง

            ไม่มีอะไรต้องกลัว ที่นี่ก็เหมือนสนามทดสอบที่เธอต้องเจอ

            เสียงอัตโนมัติดังออกมาเรื่อยๆ ตามข้อความที่เขาพิมพ์

            จงทำให้ศัตรูกลัวมากกว่าที่เธอกลัว

            อีริกหยุดพิมพ์แล้ว ฉันไม่รู้จะตอบอะไรนอกจากพยักหน้า และหวังว่าเขาคงจะสังเกตเห็นทัน

            เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่เราเดินทางอยู่ในอุโมงค์ มันไม่มีทิวทัศน์อะไรให้ดูจากนอกกำแพงทึบทั้งสองด้าน ฉันเงยหน้าทุกครั้งที่รถขับผ่านท่อระบายอากาศ เพราะมันเป็นจุดเดียวที่ฉันจะได้เห็นเห็นแสงอาทิตย์ ไม่อยากเชื่อว่าการตัดขาดจากโลกภายนอกแค่เวลาไม่กี่ชั่วโมงจะทำให้ฉันโหยหามันได้มากขนาดนี้ พวกกองปฏิวัติทนได้อย่างไรกับการเดินทางที่อุดอู้และมืดมัว มันทรมานเหลือเกิน ฉันเริ่มรู้สึกอยากกลับขึ้นไปบนดินอีกครั้ง

            เวลาผ่านไปทุกชั่วโมง ฉันเห็นแสงสว่างจากท่อระบายอากาศน้อยลงทุกที ใกล้เวลามืดค่ำแล้ว แต่บรรยากาศในอุโมงค์ใต้ดินก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แจคลินวิทยุสื่อสารมาว่าให้พวกเราหยุดพักก่อน ฉันได้ยินเสียงเฮจากคนที่อยู่ทั้งหน้าและหลังขบวน พวกเขาต่างเหนื่อยล้าไม่แพ้กับฉัน เมื่อได้ยินคำสั่งพัก ขบวนรถหยุดลงแทบจะทันที หลายคนกระโดดลงจากรถมาแกะเสบียงกิน บางคนก็ลงมาตรวจสภาพรถและเติมน้ำมัน

            “สภาพเธอดูแย่มาก” เฮเลนพูดเมื่อเห็นฉันก้าวลงจากรถ

            “ฉันไม่ชอบที่นี่เลย” ฉันสารภาพ

            “เหอะน่า ไม่มีใครชอบหรอก แต่มันเป็นเส้นทางเดียวที่ปลอดภัย” หล่อนตบไหล่ฉัน “อย่างน้อยมันก็ช่วยซ่อนเราจากสายตาของหน่วยลาดตระเวนได้”

            “ตอนคุณซุ่มโจมตีหน่วยลาดตระเวนคราวนั้น คุณก็ใช้อุโมงค์นี้เหรอ”

            “ใช่” หล่อนยิ้ม “เธอคงไม่รู้ ตอนที่เธอสลบคราวนั้น เราแบกร่างเธอกลับมาโดยผ่านอุโมงค์นี้แหละ”

            “พระเจ้า ฉันอยากสลบแบบนั้นอีกจัง” ฉันเล่นมุก และเฮเลนก็หัวเราะ

            “อย่าเลย ฉันเชื่อว่าเธอคงไม่อยากไปโดนสะเก็ดระเบิดอีกรอบหรอก จริงไหม”

            หล่อนพูดถูก แผลเป็นที่หลังฉันยังให้ความรู้สึกตึงๆ อยู่เลย

            เราสองคนแกะห่อขนมปังกินด้วยกัน มันเป็นขนมปังฝีมือเบธ ฉันจำได้เพราะหล่อนทำงานในครัว ทุกวันเสื้อผ้าหล่อนจะเต็มไปด้วยคราบรอยไหม้ บางวันตัวหล่อนก็มีกลิ่นเป็นขนมปัง ฉันได้คุยกับเบธแค่ไม่กี่ครั้ง หล่อนสื่อสารด้วยภาษามือตลอด ฉันต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะเข้าใจมัน ครั้งสุดท้ายที่เจอกัน หล่อนขอให้ฉันเดินทางปลอดภัย และขอให้ได้ชัยชนะกลับมา

            เบธเป็นคนดี ฉันรู้

            หล่อนเป็นโคลนที่ผ่านอะไรมามาก ฉันดีใจที่ได้รู้จักและพูดคุยกับหล่อน

            แต่รอยสักชื่อ แมรีแอน บนแขนหล่อน มันติดตาฉันเหลือเกิน

            ฉันสลัดภาพนั้นไม่ออกสักที

            “เธอเหม่ออีกแล้วนะ” เฮเลนพูดขึ้น

            “แค่คิดถึงคนที่ทำขนมปังให้เราน่ะ”

            “เบธน่ะเหรอ” หล่อนรู้ “ฉันเดาไม่ผิดจริงๆ ว่าหล่อนต้องเป็นคนที่ทำให้เธอมาอยู่ที่นี่”

            “ทำไม”

            “ก็เพราะหล่อนเป็นโคลนเหมือนกับเธอ เชื่อไหมว่าการได้เจอคนที่เหมือนกับเรา หรือแย่กว่าเรา มันจะทำให้เรามีพลังและเข้มแข็งขึ้น” เฮเลนกลืนขนมปัง “ฉันหวังว่าเธอคงจะได้พลังนั้นมาจากเบธ”

            ฉันยิ้ม แทบไม่ต้องคิดเลย “คุณพูดถูก เฮเลน”

            “เฮ้! มีใครเอาขนมปังไปให้ทหารสองคนนั้นหรือยัง” เสียงผู้ชายตะโกนมา

            “น่าจะยัง”

            “เอาไปให้พวกมันหน่อย เดี๋ยวก็ได้ตายก่อนใช้งานพอดี” ชายคนนั้นโยนห่อขนมปังสองห่อให้ ชายอีกคนลุกขึ้นเก็บ ฉันรอให้เขาเดินเข้ามาใกล้แล้วจึงลุกขึ้นอาสา

            “ฉันเอาไปให้เอง”

            เขาส่งห่อขนมปังให้อย่างว่าง่าย ฉันเห็นสายตาเฮเลนจ้องมายังฉัน แต่ฉันไม่สนใจ หล่อนรู้อยู่แล้วนี่ว่าทหารสองคนที่ฉันเลือกล้วนแต่เป็นเพื่อนสมัยเราฝึกอยู่ทีมเดียวกัน ฉันแค่อยากคุยกับพวกเขาบ้าง หวังว่าหล่อนคงจะเข้าใจ

            ร็อบบ์กับลีรอยอยู่ท้ายรถทหารที่มีหลังคาคลุม ลมหายใจฉันติดขัดทุกขณะที่เข้าใกล้ ฉันจะพูดอะไรกับพวกเขาดี ฉันอยากช่วยพวกเขามาก แต่หนึ่งเดือนที่ผ่านมาฉันแทบไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากปล่อยทุกอย่างให้เป็นไป ร็อบบ์กับลีรอยถูกขังนานเป็นเดือน พวกเขาจะรู้สึกยังไง จะโกรธเกลียดฉันหรือเปล่า

            ประตูอยู่ห่างจากมือฉันแค่ปลายนิ้ว ทว่าฉันกลับลังเลที่จะเปิดมัน ความรู้สึกผิดโถมเข้าใส่รุนแรง ก่อนหน้านี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของกองปฏิวัติมาโดยตลอด จนกระทั่งฉันจะกลับมาเยี่ยมเพื่อนจากดรีมแคชเชอร์ ความรู้สึกขัดแย้งก็เกิดขึ้นในใจ ฉันไม่เคยภักดีต่อดรีมแคชเชอร์ แต่ก็ไม่ได้ภักดีต่อกองปฏิวัติเช่นกัน

            ฉันแค่ต้องการช่วยเพื่อนของฉันก็เท่านั้น

            ช่วงเวลาที่กำลังสับสนอย่างหนัก ฉันตัดสินใจชะเง้อมองพวกเขาผ่านหน้าต่างกระจก ร็อบบ์กับลีรอยนั่งห่างกันคนละมุม พวกเขาจ้องหน้ากัน ร็อบบ์มีสีหน้าเคร่งเครียดขณะฟังลีรอยพูดบางอย่าง ฉันไม่ได้ยินว่าพวกเขาพูดอะไรกัน แต่มันคงเป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะแม้แต่ลีรอยเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน แต่แล้วไม่นานฉันก็ตะลึงเมื่อเห็นเท้าของร็อบบ์ถีบเข้ากลางอกลีรอย ลีรอยงอตัวอยู่ครู่เดียวก็ถีบกลับใส่ร็อบบ์ทันที จากนั้นเขาทั้งสองก็กระโจนเข้าใส่กันอุตลุต ฉันได้สติเปิดประตูทันที

            “หยุดนะ! ทั้งคู่เลย”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

675 ความคิดเห็น

  1. #628 minggg- (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2560 / 23:43
    จริงๆ อย่างนี้มันก็มองต่างมุมนะคะ
    ฝ่านที่ไม่พอใจกับระบบเดิม
    และฝ่ายที่พอใจกับระบบเดิม
    สุดท้าย แล้วใครกำหนดความถูกต้องล่ะ
    #628
    0
  2. #497 พระแม่โพธิ์ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 22:17
    เย้ๆ สู้ต่อไปนะทีน่า
    #497
    0
  3. #496 mybookworm (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 19:46
    ในที่สุดไรต์ก็มาต่อออ😂😂 อยากเห็นฉากบู๊ของทีน่าจังนิ แต่ดูๆแล้วเนื้อเรื่องคงอีกยาวไกลกว่าจะคลี่คลายคดีทั้งหมดลง(เอ็งเป็นโคนันเร๊อะ!)
    ฮ่าฮ่าาา เป็นกำลังใจให้นะครัช!😆 นานๆมาต่อได้แต่อย่าดองไว้นะ อุอิ(ไม่ได้ดูตัวเองเล้ยยย)
    #496
    0
  4. #495 mybookworm (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2559 / 02:58
    มาปูเสื่อรอด้วยคนนนนน 😆😆😆
    คิดถึงทีน่าาาาา รีบๆมาต่อนะค่ะ

    #495
    0
  5. #494 Cheshire. (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 / 11:06
    รออ่านต่อนะคะ กำลังพยายามตีความ
    #494
    0
  6. #486 pure_marble (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 00:58
    เพิ่งแวะเข้ามาอ่าน อยากบอกว่าชอบมาก อ่านรวดเดียว ตัวเอกไม่เหมือนใครดี เป็นตัวเอกที่ธรรมดา ไม่ได้เก่งเลิศเลอ แต่นางมีความต้องการที่จะมีชีวิตรอด ทำให้ต้องฝ่าฟันไป อ่านไปก็คิดว่าต่อไปคงจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่ผู้แต่งก็หักหลังเราจนได้ 555
    สู้ๆ ค่ะ เป็นกำลังใจให้ จะรอติดตามต่อไปค่า
    เชียร์ทีน่า ...ชีวิตนางดราม่าเกิ๊น
    #486
    0
  7. #484 neonna (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 21 มีนาคม 2559 / 10:12
    สู้ๆค่ะ
    #484
    0
  8. #483 amnesiac (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 17 มีนาคม 2559 / 02:07
    รออ่านนะคะ เป็นกำลังใจให้จ้า
    #483
    0
  9. #482 differ21 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 มีนาคม 2559 / 22:50
    fightingค่ะ!
    #482
    0
  10. #481 Po'ly Jump (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 มีนาคม 2559 / 19:44
    สู้ๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ จะรอค่ะ นานแค่ไหนก็จะรอเรื่องนี้ T w T
    รักทีน่ามากกกก
    #481
    0