Dream Catcher ฝันลวงโลก

ตอนที่ 26 : Revolution 3 Rebel

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 865
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    26 พ.ค. 60

3

Rebel

 

            ประตูเปิดออกเมื่อกระเช้าเหล็กลงมาถึงพื้นดิน แฟรงค์ลากฉันออกมา เหตุการณ์ชั้นล่างกำลังเปลี่ยนไป ผู้คนลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารและกำลังทยอยหายเข้าไปในห้องหนึ่งซึ่งฉันเดาไม่ออกว่ามันกว้างพอจะจุคนจำนวนมากขนาดนั้นได้อย่างไร ฉันหันหน้ากลับ มองแขนที่ถูกแฟรงค์บีบไว้แน่น พยายามนึกภาพว่าหากฉันหมุนแขนสะบัดมือเขาออกและเตะหว่างขา ฉันก็คงหนีจากเขาได้แล้ว แต่หลังจากนั้นฉันไม่แน่ใจว่าจะสู้กับฝูงชนเหล่านั้นได้อย่างไร และไม่รู้ว่าใครมีอาวุธอยู่ในมือด้วย

            “โอ้พระเจ้า!” เสียงร้องดังขึ้น ฉันหันไปมอง หญิงชราคนหนึ่งกำลังเดินมาหาฉัน ท่าทางหล่อนดูตกตะลึงมากขณะเข้ามาจับแขนทั้งสองข้างฉันไว้  “เธอยังไม่ตาย”

            ฉันขมวดคิ้ว

            “แอนของฉัน” เสียงหล่อนสั่นระริกราวกับจะร้องไห้ “แมรีแอนของฉัน เธอยังอยู่”

            ฉันเลิ่กลั่ก นี่มันอะไรกัน

            หญิงชรากำลังร้องไห้ต่อหน้าฉัน ชายคนหนึ่งมารับตัวหล่อนไป ตอนนี้ผู้คนที่กำลังทยอยเข้าห้องต่างมองฉันเป็นตาเดียว แฟรงค์ลากฉันเดินต่อ เขาไม่คิดจะอธิบายอะไรทั้งสิ้น บันไดทางลงมืดสนิทจนแทบมองไม่เห็น ฉันต้องใช้มือที่ว่างคลำกำแพงหินเนื้อหยาบเย็นๆ ไปตามทาง จนกระทั่งลงมาถึงชั้นใต้ดิน บรรยากาศมืดหม่นและหดหู่อันคุ้นเคยก็กลับมาอีกครั้ง

            มันเป็นคุกที่แคบแต่ลึก ทางเดินยาวสุดลูกหูลูกตา ฉันเดินผ่านห้องขังแต่ละห้อง ทุกห้องล้วนเต็มไปด้วยนักโทษซึ่งสวมชุดทหารดรีมแคชเชอร์ พวกเขานิ่งเงียบและหงอยเหงา บางคนหลับ บางคนเงยหน้าขึ้นมามอง แฟรงค์ยังคงลากฉันไปเรื่อยๆ ผ่านนักโทษและผู้คุมคนแล้วคนเล่า ฉันคิดว่าบางทีเขาอาจจะพาฉันไปขังไว้ในห้องที่ลึกที่สุดแบบไม่มีวันเห็นแสงตะวันอีกเลยก็เป็นได้

            นักโทษคนหนึ่งหน้าคุ้นเหลือเกิน ฉันพยายามเพ่งมองขณะที่เขาก้มหน้า ฉันจำลักษณะเขาได้ ตัวสูงใหญ่ ผิวสี และผมสั้นเกรียน

            ฉันขืนแรงแฟรงค์เพื่อให้เขาหยุดเดิน

            “ร็อบบ์” ฉันลองเรียก และเขาก็เงยหน้าขึ้นมา “ร็อบบ์!

            “ทีน่า” เขาตะลึง

            ฉันสลัดแฟรงค์ออกและเข้าไปกำขอบกรง “พระเจ้า ขอบคุณที่นายยังอยู่”

            ร็อบบ์ยังดูงง “เธอมาที่นี่?”

            “ใช่ ฉันถูกเกณฑ์มาลาดตระเวนพร้อมพวกนาย”

            “ถูกเกณฑ์เหรอ” ร็อบบ์สงสัย “เป็นไปไม่ได้ เขาจะให้เธอมาอยู่กองรบได้ไง”

            “มันเป็นแผน มีคนพยายามจะกำจัดฉัน” ฉันกำลังจะเล่าความจริง แต่แฟรงค์ก็มาคว้าแขน ฉุดฉันให้ลุกขึ้นตามมา โอกาสของฉันหมดลงแล้ว

            แฟรงค์ลากฉันมายังห้องขังหนึ่งที่ยังว่าง เขาให้ผู้คุมที่อยู่บริเวณนั้นไขประตู ก่อนจะผลักร่างฉันเข้าไปในกรง แล้วปิดประตูลงสลักทันที

            “ไม่ว่าเธอจะเรียกร้องอะไร ก็ห้ามเปิดประตูเด็ดขาด” เขาหันไปกำชับกับผู้คุม “ให้ปฏิบัติกับเธอเหมือนที่ปฏิบัติกับนักโทษทุกคน”

            คำสั่งของเขาทำให้ฉันสงสัย เฮเลนบอกว่าทุกคนที่นี่รู้จักฉัน แต่ทำไมหญิงชราคนนั้นยังทักฉันผิดอยู่เลย

            “เดี๋ยว” ฉันร้องห้ามก่อนที่เขาจะไป “ทำไมผู้หญิงคนนั้นเรียกฉันว่าแมรีแอน”

            แฟรงค์หันกลับมาช้าๆ ฉันรอฟังคำตอบ แต่เขากลับเอาแต่จ้องฉัน และสุดท้ายก็เดินเข้ามาใกล้

            “เรื่องข้อเสนอนั่น” เขาว่าไปอีกประเด็น “ฉันว่าเทโอกำลังคิดผิดที่เลือกเธอมาเป็นผู้นำปฏิวัติร่วมกับเขา เธอไม่ได้มีหัวคิดแบบนักปฏิวัติเลย เธอมันก็แค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่รักตัวกลัวตาย แต่ถ้าหากเธอฉลาดกว่านี้สักหน่อย เธอน่าจะคิดได้ว่าการตกลงรับข้อเสนอเป็นหนทางเดียวที่เธอจะรอด เพราะถ้าหากเธอไม่ตกลง เขาก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเก็บเธอไว้”

            ฉันตกอยู่ในภวังค์ แฟรงค์จากไปแล้ว แต่ทุกประโยคของเขายังก้องอยู่ในหัวฉัน ใช่ ฉันมันแค่เด็กผู้หญิงที่รักตัวกลัวตาย แต่จะแปลกอะไร ทุกคนล้วนรักชีวิตด้วยกันทั้งนั้น คุณจะคิดหรือว่าวันหนึ่งจะมีคนมายื่นข้อเสนอให้คุณเป็นผู้นำปฏิวัติ เพื่อตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับดรีมแคชเชอร์อย่างเป็นทางการ ฉันสู้เพื่อความอยู่รอด ไม่ได้สู้เพื่อให้ชนะ เรื่องอุดมการณ์อะไรนั่นฉันไม่เข้าใจหรอก

            แต่ถ้าหากเธอฉลาดกว่านี้สักหน่อย

            ฉันหลับตา แฟรงค์พูดถูก ถ้าหากฉันฉลาดกว่านี้สักหน่อย ฉันน่าจะคิดได้ว่าตอนนี้คนที่ไม่มีทางเลือกเลยก็คือฉัน ไม่ใช่เทโอ ไม่ใช่กองปฏิวัติ อย่าลืมสิว่าฉันไม่ได้อยู่ในเขตปกครองแล้ว คนที่สั่งให้ฉันตายได้ไม่ใช่บิชอป แต่เป็นเทโอ

            ฉันสูดลมหายใจ ลืมตามองเปลวไฟจากคบเพลิงนอกห้องขัง ความพริ้วไหวของมันทำให้ฉันเลื่อนลอย ไร้จุดหมาย ฉันอยากได้ที่ปรึกษาสักคน แต่จะเป็นใครดีล่ะ เพื่อนๆ ของฉันตายเกือบหมดแล้ว ร็อบบ์เองก็ถูกขังอยู่ในห้องที่ไกลออกไป ลีรอยฉันก็ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน เขาปลอดภัยหรือเปล่า ส่วนวอลเธอร์...เขาคงไม่รู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันเลยแม้แต่นิดเดียว

 

            “ได้เวลาแล้ว” เฮเลนพูดหลังจากเปิดประตู

            ฉันลุกขึ้นตามหล่อนออกไป วันนี้เฮเลนเป็นคนมารับฉัน หล่อนบอกว่าจะพาไปดูอะไรบางอย่าง ซึ่งฉันไม่แน่ใจว่าหมายถึงอะไร เพราะหล่อนไม่ยอมตอบคำถาม โอเค ฉันเข้าใจแล้วว่าทุกคนที่นี่ไม่สามารถให้คำตอบฉันได้เลย พวกเขาดูมีความลับ ทุกคำพูดพวกเขาเต็มไปด้วยนัยยะแอบแฝง และฉันก็ไม่ฉลาดพอจะไขปริศนาเหล่านั้น

            ร็อบบ์ยังคงนั่งซึมอยู่ที่เดิม ฉันหันไปมองขณะเดินผ่านห้องขังของเขา หลังจากนั้นก็เดินตามหล่อนต่อไป

            เมื่อขึ้นบันไดมาจนถึงภาคพื้นดิน เฮเลนก็พาฉันไปต่อแถวรับอาหารจากเจ้าหน้าที่ ตอนอยู่ในคุกฉันก็ได้รับอาหารจากผู้คุม เพียงแต่จำนวนน้อยกว่าก็เท่านั้น หล่อนพาฉันไปนั่งรวมกับชาวบ้าน เรารับประทานอาหารเช้าด้วยกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้สัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายของพวกเขา พวกผู้ใหญ่จับกลุ่มคุยกัน ส่วนเด็กๆ ก็วิ่งเล่นทั่วโรงอาหาร

            “เขาเป็นใคร” เฮเลนถาม “ผู้ชายคนที่เธอหันไปมองตอนกำลังออกจากคุก”

            “เขาเป็นเพื่อนฉัน” ฉันตอบ “เพื่อนที่เคยอยู่ทีมเดียวกัน”

            หล่อนพยักหน้าช้าๆ “ทำไมพวกเขาส่งเธอมาภารกิจนี้”

            “พวกเขา?”

            “ฉันหมายถึงดรีมแคชเชอร์”

            “เรื่องมันซับซ้อนน่ะ” ฉันขี้เกียจจะเล่า

            “ให้ฉันเดา”  หล่อนพูดพลางจ้องหน้าฉัน “มีคนรู้ว่าเธอคือโคลน และกำลังพยายามหาทางกำจัดเธอ”

            หล่อนเดาได้ถูกเผง

            “เธอยิ้ม แสดงว่าใช่” เฮเลนหัวเราะชอบใจ ขณะที่ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอยิ้มออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่

            “ฉันขอโทษด้วยที่ทำแบบนั้นกับเธอ” หล่อนหน้าขรึมลง “เรามัวแต่คิดวิธีที่จะทำให้ดรีมแคชเชอร์สั่นคลอน แต่ลืมไปว่ามันอาจจะเป็นอันตรายสำหรับเธอ”

            “ฉันยกโทษให้คุณ เฮเลน” ฉันสบตา “ฉันรู้ว่าคุณแค่ทำตามคำสั่ง”

            เรากลับมาเงียบกันอีกครั้ง จนกระทั่งมีเสียงสัญญาณดึงความสนใจไปจากเรา

            “ไปกันเถอะ” เฮเลนลุกขึ้น เช่นเดียวกับอีกหลายคนที่ลุกจากโต๊ะ “ได้เวลาอบรมแล้ว”

            “อบรมอะไร”

            “มันเป็นห้องเรียนน่ะ” หล่อนตอบ “เทโอจัดให้มีการเรียกอบรมทุกวัน เพื่อให้ทุกคนรู้เท่าทันโลกและเอาตัวรอดได้”

            ฉันลุกขึ้นตามพวกเขาไปแม้จะยังไม่หายสงสัย เราทยอยเข้าไปในห้องโถงซึ่งอยู่คนละส่วนจากโรงอาหาร มันกว้างใหญ่กว่าที่ฉันคิดไว้มาก มีโต๊ะเก้าอี้จัดไว้เป็นระเบียบ และหันไปทิศทางเดียวกัน นั่นคือเวทีที่อยู่หน้าห้อง ฉันนั่งลงข้างเฮเลน เมื่อทุกคนทยอยเข้ามานั่งครบแล้ว ก็มีคนกลุ่มหนึ่งขึ้นไปบนเวที ฉันสังเกตว่าพวกเขาจะคาดแถบสีเขียวไว้บนไหล่ เช่นเดียวกับเฮเลนและแฟรงค์ ฉันเดาว่ามันคงเป็นสัญลักษณ์ไว้ใช้บอกว่าพวกเขาไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา แต่เป็นเจ้าหน้าที่ของกองปฏิวัติ

            กลุ่มคนบนเวทีกำลังพูดเรื่องพื้นที่ใหม่ที่พวกเขาเดินทางไปสำรวจ ฟังดูเหมือนมันจะไม่ใช่ทะเลทราย แต่ก็แล้งแห้งเกินกว่าที่พวกเขาจะอพยพไป ฉันนึกขึ้นได้ ฐานทัพที่นี่เป็นถ้ำใต้ภูเขา ฉันเคยสัมผัสหินเย็นชื้นของคุกใต้ดินมาก่อน มันอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำ และไม่ใช่ทะเลทราย

            “ที่นี่ที่ไหน” ในที่สุดฉันก็ถามเฮเลน “ฉันจำได้ว่าครั้งสุดท้ายเราสู้กันอยู่ที่ทะเลทราย”

            “ก็ไกลจากที่นั่นมาห้าร้อยไมล์”

            ห้าร้อยไมล์

            ฉันจำได้ มันอยู่ในคำสั่งสุดท้ายของหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน

            “คุณส่งสัญญาณฐานทัพตัวเองไปให้ดรีมแคชเชอร์งั้นเหรอ” ฉันตะลึง

            “ใช่” หล่อนยอมรับ “มันคุ้มที่จะเสี่ยง เรามั่นใจว่าดรีมแคชเชอร์ไม่เคยออกมาสำรวจนอกกำแพงไกลๆ พวกนั้นไม่รู้หรอกว่าข้างนอกมีอะไรบ้าง พอเห็นสัญญาณจากเราก็เลยตื่นเต้นเป็นธรรมดา”

            “คุณล่อกองกำลังบางส่วนออกมา แล้วดักซุ่มโจมตีก่อนในระยะห้าร้อยไมล์”

            “กองกำลังกว่าจะเดินทางมาถึงฐานทัพเรา ต้องผ่านทะเลทรายแห้งแล้งหลายร้อยไมล์ เรารู้ว่าพวกเขาต้องรู้สึกหิวกระหาย เลยไปตกแต่งซากปรักให้ดูเด่นชัดขึ้น พื้นที่ตรงนั้นเคยเป็นหมู่บ้านมาก่อน เวลากองกำลังเดินทางมาเห็น พวกเขาจะคิดไปเองว่ามันมีอาหาร”

            ฉันทึ่ง แผนการทั้งหมดสมบูรณ์แบบ ฉันนึกภาพกองกำลังดรีมแคชเชอร์ผู้ยิ่งใหญ่กลายเป็นหนูมาติดกับให้แก่กองปฏิวัติเล็กๆ ได้ น่าตลกสิ้นดี

            “เราวางแผนอย่างรัดกุมที่สุดเพื่อจะยึดพาหนะและอาวุธของพวกมัน แต่ก็มีเรื่องผิดคาดอยู่บ้าง” หล่อนว่า “เราไม่คิดว่ามันจะส่งเธอมา”

            ฉันเงียบ

            “เทโอไม่ได้สั่งยั้งมือ เราบุกเต็มที่ กราดยิงทุกคนที่สวมเครื่องแบบสีดำ เราเพิ่งมารู้ตอนเก็บกวาด มีคนถอดหน้ากากกันแก๊สออกแล้วพบว่าเป็นเธอ สภาพเธอตอนนั้นแย่มาก แต่ก็ยังหายใจ แฟรงค์รีบรายงานเทโอ เขาสั่งให้เราพาตัวเธอกลับมารักษาทันที” เฮเลนสัมผัสที่ไหล่ซ้ายของฉัน ฉันเข้าใจว่าหล่อนหมายถึงแผลที่อยู่ด้านหลังบริเวณนั้น แต่หล่อนไม่สามารถสัมผัสโดยตรงได้ “เธอคือพวกเรานะ ทีน่า เทโอพูดเสมอว่าอยากให้เธอมาอยู่กับเรา”

            ฉันยังคงไม่มีอะไรจะพูด เพราะทุกประโยคของหล่อนติดตรึงอยู่ในสมองของฉัน

            พวกเรา

            ฉันไม่เคยสัมผัสถึงคำๆ นี้มาก่อน อาจจะมีเกือบๆ บ้างตอนเจอโคลนด้วยกันบนรถบรรทุก แต่ท้ายที่สุดแล้วความตายก็พรากพวกเขาไป ฉันเจอเพื่อนในทีมดี พวกเขารักฉันแต่ในฐานะเพื่อนมนุษย์เท่านั้น ฉันไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะรักฉันเหมือนเดิมหรือเปล่าหากรู้ว่าฉันเป็นโคลน

            การอบรมจบลงแล้ว ฉันแทบไม่ได้ฟังคนบนเวทีพูดเลย ในหัวมีแต่เรื่องข้อเสนอของเทโอ ใกล้จะครบกำหนดหนึ่งวันแล้ว แต่ฉันยังไม่มีคำตอบไปให้เขา

            “ฉันจะพาเธอไปเจอใครคนหนึ่ง” เฮเลนเดินนำ เราสวนทางกับผู้คนที่กำลังทยอยออกจากห้อง จนกระทั่งเจอหญิงมีอายุคนหนึ่ง เฮเลนก็จับมือหล่อนไว้อย่างรวดเร็ว

            “นี่คือเบธ” เฮเลนแนะนำ หล่อนมีผมสีดำแซมขาวเพราะอายุที่มากขึ้น ตัวผอมแห้ง แม้แต่มือหล่อนที่ยื่นมาจับมือฉันยังเต็มไปด้วยกระดูก “หล่อนเป็นโคลนที่รอดชีวิตเมื่อยี่สิบเจ็ดปีก่อน”

            ฉันตะลึง

            เบธยิ้มให้ฉัน แววตาหล่อนบอกความรู้สึกยินดี พลางปล่อยมืออีกข้างจากเฮเลนเพื่อมาจับแขนฉันเต็มสองมือ ฉันเพิ่งสังเกตเห็นว่าบนข้อมือหล่อนมีรอยสักเป็นชื่อหนึ่ง

            “นั่นเป็นชื่อตัวต้นแบบของหล่อน” เฮเลนเอ่ยขึ้นทันทีราวกับรู้อยู่แล้วว่าฉันสงสัยอะไร “สมัยนั้นพวกเขานิยมสักชื่อตัวเองไว้บนร่างโคลนเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ”

            เบธพยักหน้าให้ฉันราวกับยืนยันว่าสิ่งที่อีกฝ่ายเล่าเป็นเรื่องจริง หล่อนหยิบมือฉันขึ้นไปแนบหน้าตัวเอง ฉันเริ่มแปลกใจว่าทำไมหล่อนไม่พูด

            “เบธถูกตัดลิ้นตั้งแต่เด็ก” เฮเลนพูดต่อ “ฉันเดาว่าตัวต้นแบบของหล่อนทำไปเพราะรำคาญเสียงเด็กร้อง”

            ข้อเท็จจริงนั้นทำให้ฉันตะลึงกว่าเดิม เบธยังคงยิ้ม หล่อนไม่สะทกสะท้านเลยแม้ว่าเฮเลนจะขุดอดีตอันน่าเศร้าของหล่อนขึ้นมาเล่าขนาดไหนก็ตาม ฉันตัดสินใจสัมผัสหล่อนกลับไปเป็นครั้งแรก

            “คุณเข้มแข็งมากเบธ” ฉันจ้องเข้าไปในตาของหล่อน “เข้มแข็งมากที่อยู่มาได้จนถึงตอนนี้”

            ดวงตาของเบธเปล่งประกาย ฉันเดาว่าหล่อนคงประทับใจในสิ่งที่ฉันพูด ไม่นานหล่อนก็ถลกแขนเสื้อขึ้น ชี้ให้ดูรอยสักอีกรอยที่ประทับอยู่บนท้องแขน เป็นรอยใหม่กว่า ฉันตะลึงที่เห็นตัวอักษรเรียงกันเป็นคำว่า แมรีแอน

            “ใครคือแมรีแอน” ฉันถามทันที

            เบธเงียบ หากแต่หล่อนยังจ้องหน้าฉันด้วยความคาดหวัง

            ฉันหันไปทางเฮเลน “ใครกัน”

            เฮเลนดูนิ่งไป “เธอไม่รู้จริงๆ เหรอ ทีน่า”

            “ไม่” ฉันตอบ “หล่อนเป็นใคร”

            ไม่มีคำตอบ

            เฮเลนเงียบ เบธงุนงง ฉันถอยห่างทันที พวกเขามีความลับอีกแล้ว

            “ได้โปรด บอกฉันมาเถอะว่าแมรีแอนคือใคร” ฉันอ้อนวอน แต่พวกเขาก็ยังเงียบ และในระหว่างนั้นเอง เจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งก็สวนเข้ามาพอดี

            “หมดเวลาของเธอแล้ว” แฟรงค์เอ่ย จับแขนฉันไว้อัตโนมัติ “เขารอพบเธออยู่ชั้นบน”

            แฟรงค์ลากฉันออกมาทันที เฮเลนกับเบธไม่ได้ตามมา ฉันถูกล้อมไปด้วยเจ้าหน้าที่ชายร่างยักษ์ถึงสี่คน พวกเขาคุมตัวฉันราวกับนักโทษอาชญกรรมร้ายแรง แต่เมื่อมาถึงกระเช้าเหล็ก กลับมีแฟรงค์และฉันเท่านั้นที่ได้ขึ้นไปยังชั้นบนสุดของถ้ำ

            เทโอนั่งอยู่หลังจอคอมพิวเตอร์ เขากำลังพินิจดูบางอย่างในนั้น สีหน้าเคร่งเครียด ส่วนอีริกนั่งอยู่อีกมุมหนึ่งบนรถเข็นของเขา คอพับตกคล้ายกำลังงีบหลับ

            “ยังเหลือเวลาอยู่นี่” เทโอพูด ก่อนจะละสายตาขึ้นมามองเราสองคน “ทำไมนายรีบพาเธอมาซะล่ะ แฟรงค์”

            “ไม่มีประโยชน์” แฟรงค์เอ่ยห้วนๆ “เธอไม่มีวันเข้าใจจุดประสงค์ของคุณหรอก จนกว่าคุณจะเล่าความจริงทั้งหมดให้เธอฟัง”

            เขาผลักฉันมาข้างหน้า เทโอลุกขึ้นยืนแล้ว ฉันพยายามมองว่าในหน้าจอนั้นมีอะไร อาจจะเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดก็เป็นได้ เพราะแฟรงค์ยังไม่ทันพูดอะไร เทโอก็ดูเหมือนจะรู้เรื่องราวทุกอย่างอยู่แล้ว

            “คุณส่งเฮเลนมาเกลี้ยกล่อมฉันเหรอ” ฉันถาม

            เทโอเงียบไปครู่หนึ่ง “นั่นเป็นเรื่องราวที่เธอควรรู้เกี่ยวกับเรา”

            “แล้วเรื่องราวที่ฉันไม่ควรรู้ล่ะ” ฉันซักต่อ “มีอะไรบ้าง”

            เขาสบตาแฟรงค์ ก่อนหันกลับมา “นายกับเธอสองคนนี่เหมือนกันจริงๆ” เขาส่ายหน้า “ซื่อตรง และไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ” เขาก้มหน้า เดินวนรอบโต๊ะ ท่าทางเหมือนกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก กระทั่งในที่สุดเขาก็เงยหน้ามาสบตาฉัน

            “ก็ได้” เขาพูด ก่อนกวักมือเรียก “งั้นฉันจะให้เธอดูอะไรนี่”

            เป็นครั้งแรกที่ฉันหันไปมองแฟรงค์ แต่เขาไม่ทำอะไรนอกจากยืนนิ่ง ฉันหันกลับ ตัดสินใจเดินตามเทโอไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าหากย้อนกลับไปเมื่อห้าเดือนก่อนฉันคงตกตะลึงกับกล่องสี่เหลี่ยมนี้มาก เพราะตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยเห็นคอมพิวเตอร์หน้าตาแบบนี้ เราใช้แต่โฮโลแกรม มันฉายภาพสามมิติขึ้นมาเลย แต่เพราะได้วอลเธอร์สอนเราเรื่องวัตถุโบราณ ฉันถึงได้รู้ว่าเจ้าสิ่งนี้มันคืออะไร

            เทโอเปิดไฟล์หนึ่งขึ้นมา มันเป็นแฟ้มภาพ เขากดให้มันโชว์สไลด์ ฉันมองภาพกลุ่มคนจำนวนหนึ่งรวมตัวกันหันหน้าไปทางเวที

            “นี่เป็นภาพการปฏิวัติเมื่อยี่สิบเจ็ดปีก่อน” เขาอธิบาย “เราพยายามรวบรวมขึ้นและเก็บมันไว้อย่างดีที่สุด”

            ภาพกลุ่มคนเปลี่ยนไปเป็นภาพเหตุการณ์บนเวที มีคนห้าคนยืนอยู่บนนั้น ชายคนหนึ่งออกมายืนอยู่หลังไมค์เพื่อพูดบางอย่าง สีหน้าเขามุ่งมั่นขณะจ้องไปยังฝูงชน

            “นั่นพ่อฉันเอง” เทโอพูด “เขาขึ้นปราศรัยครั้งแรก”

            ภาพเปลี่ยนไป มีผู้นำปฏิวัติคนอื่นสลับมาพูดบ้าง แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นอีริก เขาเป็นคนต้นคิด ดังนั้นแนวคิดส่วนใหญ่ของการปฏิวัติจึงมาจากเขา ภาพเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งฉันเห็นภาพผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นเวทีปราศรัย พระเจ้า! หล่อนมีผมสีบรอนซ์เข้ม ตาสีฟ้า แม้โครงหน้าหล่อนจะดูมีอายุกว่าฉันตอนนี้มาก แต่จมูก ริมฝีปาก ทุกอย่างในตัวหล่อนยังเหมือนฉันทุกประการ

            เป็นไปได้ยังไง!

            ฉันเกิดปี ค.ศ.2143 แต่ภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.2133 ก่อนฉันเกิดเป็นเวลาสิบปี

            “นี่คือแมรีแอน ควินน์” เทโอพูดขึ้น “หล่อนเป็นหนึ่งในห้าผู้นำปฏิวัติรุ่นแรก เป็นหญิงแกร่งคนเดียวในทีมของพ่อฉัน”

            “พระเจ้า” ฉันร้อง ยังไม่หายตะลึง

            “นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนที่นี่ถึงเรียกเธอว่าแมรีแอน” เขาว่าต่อ “เพราะหล่อนคือตัวต้นแบบของเธอ ทีน่า”

            “เป็นไปไม่ได้” ฉันสั่นหัว “ฉันเป็นโคลนของเอมิลี่ ไม่ใช่...”

            “เอมิลี่ โอเรนไม่ได้โคลนร่างตัวเอง” เทโอสวน นั่นยิ่งทำให้ฉันตะลึงเข้าไปใหญ่ “อย่าลืมว่าฉันให้เฮเลนแฮกข้อมูลเธอมาหมดแล้ว รวมถึงคนที่เธอเชื่อมาตลอดว่าเป็นตัวต้นแบบ เอมิลี่ไม่ได้นำเซลล์ตัวเองไปให้หมอ แต่กลับไปขโมยเซลล์จากศพของแมรีแอนไปให้หมอต่างหาก”

            อะไรนะ

            “ไม่ ไม่จริง” ฉันสั่นหัวอย่างไม่ยอมรับ “เอมิลี่จะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร การเข้าไปขโมยเซลล์ของพวกกบฏมันเสี่ยงกว่าการเอาเซลล์ของตัวเองไปให้หมอเถื่อนตั้งเยอะ”

            “ฉันไม่รู้” เขาไหวไหล่ “เราเองก็พยายามสืบหาข้อเท็จจริงนี้อยู่ แต่ดูเหมือนดรีมแคชเชอร์จะสร้างระบบป้องกันหนาแน่นขึ้น ทำให้เราแฮกข้อมูลลำบากกว่าเดิม” เทโอกลับไปนั่งที่เก้าอี้ประจำการ ท่าทางเขาดูสบายขึ้นหลังจากได้พูดออกมา “แต่ถ้าให้ฉันเดา จากประวัติและพฤติกรรมของเอมิลี่ หล่อนติดสารเสพติดตั้งแต่อายุสิบสาม ก็คงไม่แปลกที่หล่อนจะไม่กล้าโคลนร่างตัวเอง เพราะคิดว่าเซลล์ในร่างกายตัวเองคงจะไม่แข็งแรงพอ”

            ฉันนิ่ง ข้อมูลใหม่กับข้อมูลเก่ากำลังตีกันในหัว สิ่งที่ฉันเชื่อมาตลอดสิบเจ็ดปี อาจจะถูกลบล้างด้วยทฤษฎีใหม่ที่ฉันเคยรู้มาก่อน ตอนเด็กๆ ฉันอาจจะคิด แต่ไม่เคยสงสัยเป็นเรื่องเป็นราวมาก่อน เอมิลี่มีผมสีบรอนซ์เข้มและตาสีฟ้าเหมือนกับฉัน แต่ใบหน้าหล่อนก็ตอบและยาวกว่าอย่างเห็นได้ชัด ฉันเข้าใจว่านั่นเป็นเพราะโรคร้ายที่รุมเร้าจึงทำให้โครงหน้าหล่อนดูเปลี่ยนไป แต่ก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าหล่อนอาจจะไม่ใช่ตัวต้นแบบของฉัน

            “แล้วคุณ...” ฉันสูดลมหายใจ พยายามตั้งสติ “คุณคิดว่าเอมิลี่รู้ตัวไหมว่าหล่อนขโมยเซลล์จากศพของใคร”

            “ถ้าถามความเห็นฉัน ฉันว่าไม่” เทโอตอบ “เรื่องมันนานเป็นสิบปีแล้ว หล่อนคงไม่รู้หรอกว่าใครเป็นบุคคลอันตรายที่ดรีมแคชเชอร์เคยหวาดกลัวมากที่สุด”

            “แต่...”

            “ที่น่าแปลกใจคือผ่านไปสิบปีแล้ว แต่ทำไมเอมิลี่ถึงยังนำเซลล์แมรีแอนออกมาได้” เขาพูด “แสดงว่าดรีมแคชเชอร์ยังเก็บร่างผู้นำฏิวัติทั้งสี่ไว้”

            ฉันเงียบ

            เทโอยิ้มน้อยๆ “ฉันรู้ว่าเธอมีคำถามมากมาย และฉันเองก็คงตอบเธอได้ไม่หมด” เขายืนขึ้นอีกครั้ง “ฉันถึงอยากให้เธอเป็นส่วนหนึ่งของกองปฏิวัติ เธออาจคิดว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเธอ แต่ลองคิดดู นี่เป็นวิธีเดียวที่เธอจะไขปริศนาสิ่งที่คาใจได้ ฉันไม่แน่ใจว่าตลอดเวลาที่เธออยู่ในดรีมแคชเชอร์ มีใครรู้บ้างว่าเธอคือโคลนของแมรีแอน”

            ฉันนิ่ง คำพูดของเขาทำให้ฉันตกอยู่ในภวังค์ ข้อมูลมากมายเอ่อล้นเต็มสมอง มันหนักอึ้งไปหมด จนฉันไม่รู้จะเชื่ออะไรดี สัญชาตญาณฉันหยุดทำงานไปแล้ว มันไม่ส่งเสียงกู่ร้องบอกเหตุอะไรเลย นอกจากปล่อยให้ฉันจมอยู่กับกองข้อมูลที่ไม่อาจจัดสรรได้

            ฉันสูดลมหายใจลึกอีกครั้ง พยายามนึกถึงคำพูดของแต่ละคนที่แวบเข้ามา ทั้งแฟรงค์ เฮเลน และเทโอ นึกถึงสิ่งที่พวกเขาพยายามจะบอกฉัน ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาต้องการให้ฉันอยู่กองปฏิวัติในฐานะอะไร ตัวแทนโคลนนิ่ง หรือตัวแทนแมรีแอน?

            “ฉันต่อเวลาให้เธอได้นะ” เทโอกล่าวขึ้น “ถ้าเธออยากขอเวลาคิดเพื่อตัดสินใจ”

            ไม่

            ไม่ต้องหรอก ฉันตัดสินใจแล้ว

            “คุณพูดถูก” ฉันเอ่ยก่อนที่เขาจะเดินไปตรงระเบียง “นี่เป็นวิธีเดียวที่ฉันจะไขปริศนาสิ่งที่คาใจได้ ถ้าการอยู่ที่นี่ทำให้ฉันได้รู้ความจริงมากขึ้น ฉันก็จะอยู่”

            แววตาของผู้นำปฏิวัติลุกโชนเมื่อได้ยินฉันพูดเช่นนั้น

            “ฉันตกลง”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

675 ความคิดเห็น

  1. #625 minggg- (@minggg-) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2560 / 23:33
    อืมมม ระหว่างนี้ก็ใช้ประโยชน์จากกันและกันไปก่อนนะ
    อัพเกรดเข้าไปๆๆ
    #625
    0
  2. #574 Babylynx (@endeye26) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 / 15:39
    เอาแล้วไง ปมต่างๆ ค่อยๆ คลายออกมาแล้ว แต่ก็มีปมใหม่เพิ่มเข้าไปอีก
    ทีน่าตัดสินใจเข้าร่วม รอบบ์จะเป็นยังไงต่อไปนะ ลีรอยไปอยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้
    ติดตามตอนต่อไป >>
    #574
    0
  3. #471 mybookworm (@onlymybookworm) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2558 / 16:21
    สายนี้โหดสุด! ปมในอดีตของทีน่าช่างซับซ้อนเงื่อนงำดีแท้ ==l
    หวังว่า"ที่นี่"จะเป็นบ้านที่แท้จริงของเธอนะ
    #471
    0
  4. #459 Esperanza (@ploy_ch) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2558 / 15:01
    นั่นสินะ อันนี้น่าคิดจริงๆ แล้วในดรีมแคชเชอร์มีใครรู้บ้างว่าทีน่าเป็นโคลนของแมรี่แอน
    สายโหดทั้งนั้นสินะ แล้ววอลเธอร์จะรู้มั้ย
    ป่านนี้วอลเธอร์จะเป็นไงบ้าง ลีรอยด้วย ลีรอยอุตส่าห์โผล่ออกรบด้วยกระจึ๋งหนึ่ง แต่สายแข็งคงไม่โดนจับ
    แต่ทีน่าก็เหมือนแบบ นั่นแหละเอาตัวรอดเป็นยอดดีไปก่อนเนาะ ออกแนวซวย ภาระตกใส่บ่า 
    เอมิลี่นี่ก็เหลือทนจริงๆ ไปเอาเซลล์มาจากไหนได้ยังไง ที่สำคัญคือ เซลล์ของแมรี่แอนน์... ยอมใจนางเลย ละก็ดันตายไปแล้วด้วยนะ จะหาคำตอบกันยังไงล่ะเนี่ย
    #459
    0
  5. #454 Nut'reeeee (@nutree) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2558 / 23:43
    ไม่เข้าใจทีน่า แบบว่า มันจุดประกายอะไรในตัวเธอให้อยากเข้าร่วม นอกจากทำเนียนเผื่อรอดตายไปวันๆ

    คือใครจะเป็นต้นแบบทีน่าก็ไม่น่าจะสำคัญอ่ะ เขาตายไปแล้ว ทีน่าก็ไม่ได้ผูกพันธ์

    ความเห็นของเราตอนนี้นะ ทีน่าไม่ใช่พวกใครทั้งนั้นละ นอกจากแกล้งทำตัวให้มีประโยชน์ซะ เพราะถ้าฝ่ายไหนเห็นว่าไม่มีประโยชน์ก็พร้อมจะกำจัดทีน่าทิ้งทันที ขนาดคนที่บอกว่า "เธอคือพวกของเรา" ยังปฏิบัติแบบเชลย แล้วยังต้องหวังมิตรภาพจากไหนอีก
    #454
    0
  6. #450 kimurakung (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 / 12:47
    มีเรื่องให้น่าตื่นเต้นเสมอนะ .. กับความเป็นมาของทีน่า
    #450
    0
  7. #448 ~*Mini_Day*~ (@Mini_day) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 / 15:18
    โอ้ววว ปริศนาของทีน่ามาใหม่อีกแล้ว

    ขอบคุณสำหรับตอนใหม่ค่ะ
    #448
    0
  8. #447 SANJAYA (@sanjaya) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 / 16:22
    สนุกมากค่ะ เรื่องน่าติดตามมากเลย เสียดายเพื่อนๆของทีน่าทยอยตายไป
    ยิ่งฉากทีน่าเห็นซีเลียกับเบนโดนยิงต่อหน้า เดวิดตัวขาดครึ่ง มันน่าสะเทือนใจมากค่ะ
    รออ่านต่อนะคะ เป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์นิยายดีๆค่ะ ^^
    #447
    0
  9. #446 moss (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2558 / 00:56
    ท่าทางเทโอจะถูกใจทีน่าไม่เบา
    #446
    0
  10. วันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 / 20:37
    ทีน่าาาาาา เธอไม่มีทางเลือกจริงๆ สินะ
    #445
    0