Dream Catcher ฝันลวงโลก

ตอนที่ 25 : Revolution 2 No Return

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 822
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    25 พ.ค. 60

2

No Return

 

            พวกคนเถื่อนดาหน้าเข้ามา ฉันกราดยิง เบนกับซีเลียตัวพรุน ล้มลงจากซากปรักมานอนคอพับบนพื้น ฉันตกใจ โยนปืนทิ้งแล้ววิ่งไปหาพวกเขา แต่ปืนนั้นกลับกลายเป็นระเบิด ฉันหมอบตัวลง หันไปทางจุดที่โยนปืนทิ้งไป เห็นเดวิดคลานเข้ามาจากกลุ่มควัน ตัวเขาเหลือเพียงท่อนบน ลำไส้ทะลักบนพื้นทราย มือเขายื่นมาทางฉันพร้อมกับส่งเสียงขาดหาย “ชะ ช่วยด้วย”

            ฉันกรีดร้องด้วยความรู้สึกผิด

            ไม่! ฉันไม่ได้ฆ่าพวกเขา!

            ฉันได้ยินเสียงร้องของตัวเองขณะสะดุ้งตื่นขึ้น อาการเจ็บที่หลังกำเริบทันทีเมื่อฉันพยายามลุกขึ้นนั่ง ฉันกรีดร้องอีกครั้ง รวมเอาความเจ็บปวดและตกใจกลัวจากฝันผสานกันเป็นหนึ่งเดียว เสียงฝีเท้าหลายคู่รีบย่ำเข้ามา ใครคนหนึ่งตะโกนว่า “กุญแจ!” ก่อนที่จะมีเสียงไขดังกริก แล้วพวกเขาก็เข้ามาในห้องขัง

            “ฉันบอกเธอแล้วว่าอย่าขยับตัว” เสียงผู้หญิงคนเดิม ฉันจำได้ แต่เพิ่งจะได้เห็นหล่อนใกล้ๆ ก็วันนี้ หล่อนเป็นสาวผิวแทน ผมสีดำขลับและหยักศก สวมชุดลำลองคล่องแคล่ว ในมือหล่อนมีเข็มฉีดยา

            ชายสองคนเข้ามาจับแขนฉันคนละข้าง ฉันสะดุ้ง สะบัดแขนออกจากการเกาะกุม แม้จะเจ็บแผลแต่ฉันก็กัดฟันลุกขึ้น ทว่าโซ่ล่ามสองแขนฉันไว้ ฉันหนีไม่ได้ ชายคนหนึ่งลุกขึ้น ฉันถีบเขาออกไป คนที่สองลุกตามมา ฉันเอาโซ่เหวี่ยงคล้องคอเขาแล้วดึงสุดแรง ได้ยินเสียงเขาสำลักด้วยความทรมาน เมื่อชายคนแรกพุ่งเข้ามาอีก ฉันก็ควงแขนเอาโซ่พันรอบมือก่อนเหวี่ยงชกเขาจนสลบ จากนั้นก็คลายโซ่ให้ชายอีกคนซึ่งนิ่งไปแล้วเช่นกัน

            สาวผิวแทนวิ่งออกไปนอกกรงแล้ว หล่อนกำลังตะโกนขอความช่วยเหลืออยู่หน้าห้อง ฉันมองหากุญแจ มันอยู่ตรงนั้นเกือบสุดมุมห้อง ตัวฉันเอื้อมไปไม่ถึงเพราะติดโซ่ แต่ก็ตัดสินใจนอนราบแล้วเอาเท้าเขี่ย ได้ผล! กุญแจขยับเข้ามาใกล้ ฉันลุกขึ้นหยิบกุญแจขึ้นมาไขโซ่ตรงข้อมืออย่างลนลาน เสียงฝีเท้าอีกหลายคู่กำลังวิ่งลงมาจากชั้นบน ฉันสลับมือไขกุญแจจนหลุดทั้งสองข้าง จากนั้นก็พุ่งออกนอกห้องขัง

            พวกเขาลงมาแล้ว มาพร้อมกับปืนคนละกระบอก ฉันตัดสินใจวิ่งไปอีกทาง คาดหวังว่าอาจจะเจอบันไดที่เป็นทางออกอีกฝั่ง แต่ยิ่งวิ่งฉันก็เจอกับห้องขังจำนวนมาก พวกเขาขังทหารดรีมแคชเชอร์ที่รอดชีวิตไว้! นั่นคือสิ่งที่ฉันรับรู้ขณะวิ่งผ่านแต่ละห้อง จนกระทั่งมาสุดทาง ฉันก็พบว่ามันเป็นทางตัน

            ไม่มีทางออกอีกทางอย่างที่ฉันจินตนาการไว้

            ฉันหันหลังกลับ เผชิญหน้ากับพวกคนเถื่อน พวกเขาจ่อปืนส่องหน้าฉัน บางคนเหนี่ยวนกสับเตรียมยิงแล้วด้วยซ้ำ ฉันยกมือยอมแพ้ ทันใดนั้นก็มีคนเข้ามาจับมือฉันไขว้หลัง และชายอีกคนก็หันสันปืนด้านหลังกระแทกใส่หน้าฉันอย่างรวดเร็ว

 

            ฉันฟื้นขึ้นอีกครั้งในสภาพมีโซ่พันเต็มตัว

            พวกเขาขังฉันในห้องเดิม และมีคนเฝ้าหน้าห้องตลอดเวลา

            ฉันพยายามขยับตัว แต่ก็ทำได้ลำบาก แค่จะเปลี่ยนท่านอนยังต้องใช้แรงมหาศาล ฉันไม่มีแขนยันตัว พอเปลี่ยนท่าได้ก็กลายเป็นนอนคว่ำหน้าจูบกับพื้นดิน พวกผู้ชายที่เฝ้าหน้ากรงต่างพากันหัวเราะ พูดจาล้อเลียนต่างๆ นานา แต่ฉันไม่สนใจ เพราะนี่เป็นวิธีเดียวที่จะแก้เมื่อยได้หากต้องอยู่ในสภาพนี้เป็นเวลานาน

            สาวผิวแทนลงมาเยี่ยมฉันตามเคย

            หล่อนยืนอยู่หน้ากรง ไม่เปิดประตูเข้ามา คอยเฝ้ามองอาการฉันอยู่ด้านนอก

            “ฉันให้ยาเธอแล้ว” หล่อนพูด “ไม่เจ็บแผลแล้วใช่ไหม”

            ฉันนิ่ง ลองขยับไหล่ซ้าย พบว่ามันไม่เจ็บเหมือนเก่า

            “ฤทธิ์เยอะไม่เบา” หล่อนว่าต่อ “เห็นผอมๆ ไม่คิดว่าจะแรงเยอะขนาดนี้”

            ฉันหันไปมองหล่อน “คุณเป็นใคร”

            “ใจเย็น” สาวผิวแทนหัวเราะ “อีกไม่นานเราจะได้รู้จักกันแน่”

            หมายความว่าไง

            “รอให้แผลเธอหายดีก่อนเถอะ” หล่อนเหล่มองฉันอย่างระแวดระวัง “ระหว่างนี้ก็ช่วยอยู่นิ่งๆ ทำตัวเป็นเด็กดี หากสองสามวันนี้เธอทำตัวน่ารัก เขาอาจจะให้ฉันปลดโซ่เธอก็ได้”

            เขา? ใครกัน

            ฉันถอนหายใจ หล่อนจากไปแล้ว ทิ้งความสงสัยเป็นทุ่นระเบิดใหญ่ไว้ให้ฉันขบคิดทั้งคืน

 

            ตลอดหลายวันมานี้ ฉันพยายามทำตัวดีตามคำแนะนำของสาวผิวแทน เพื่อหวังจะได้รับอิสรภาพจากโซ่ที่พันธนาการอยู่รอบตัวฉัน

            และฉันก็ทำสำเร็จ

            วันนี้หล่อนมากับชายร่างใหญ่คนหนึ่ง ไขประตูหน้าห้องเข้ามาปลดโซ่ให้ฉัน ใจฉันเต้นรัว รู้สึกเหมือนได้แขนขากลับมา แม้มันจะเต็มไปด้วยรอยช้ำจากการถูกโซ่รัด แต่เส้นประสาทและกล้ามเนื้อทุกส่วนยังอยู่ดี ฉันพลิกแขนไปมาและลองขยับขาดูบ้าง แต่ก็ถูกมือของชายร่างใหญ่ตะปบลงบนไหล่ขวาอย่างรวดเร็ว

            “เธอไม่หนีหรอก” สาวผิวแทนเปรย “อย่างน้อยเธอก็รู้แล้วว่ามันไม่คุ้ม”

            ทว่าเขายังคงระแวง แต่ในที่สุดก็ยอมปล่อยมือจากฉัน

            “แค่อยากดูให้แน่ใจ”

            ฉันจำเสียงนี้ได้ เขาเป็นคนที่คุยกับหล่อนวันแรกที่ฉันฟื้นขึ้นมาอยู่ที่นี่ ฉันพิจารณาผู้ชายที่อยู่เบื้องหน้าอีกครั้ง เขาดูมีอายุพอสมควร ตัวสูงใหญ่ ไหล่ผึ่งผาย แขนขาเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ เป็นชายคนแรกในหมู่คนเถื่อนที่ฉันคิดว่าเขาน่าจะมีฝีมือพอตัว

            “คิดว่าเธอพร้อมจะพบเขาแล้วเหรอ” เขาถาม

            “พร้อมไม่พร้อม เธอก็ต้องพบ” หล่อนตอบ “นายลืมไปแล้วเหรอว่าเขาอยากเจอเธอมากแค่ไหน”

            หล่อนหันมาดึงคอเสื้อฉัน เพื่อเปิดดูแผลที่อยู่บริเวณไหล่หลังด้านซ้าย ฉันเห็นชายร่างใหญ่เบือนหน้าหนี ก่อนที่หล่อนจะจัดคอเสื้อฉันกลับมาตามเดิม

            “แผลเธอดีขึ้นแล้ว” หล่อนกระซิบ พลางดันหลังฉันลุกขึ้น “ไปเถอะ”

            ฉันเดินตามหล่อน โดยมีชายร่างใหญ่รั้งท้าย เป็นครั้งแรกที่ฉันถูกเชิญออกจากคุกใต้ดินอย่างเป็นทางการ เรากำลังก้าวขึ้นบันไดโดยไม่มีใครมาจับตัวฉันอีก

            “คุณจะพาฉันไปพบใคร” ฉันถาม

            “ผู้นำของเรา” หล่อนตอบ “ฉันชื่อเฮเลน”

            “ฉัน...”

            “ทีน่า โอเรน” หล่อนสวนทันที “ไม่ต้องแนะนำตัว ทุกคนที่นี่รู้จักเธออยู่แล้ว”

            “อะไรนะ” ฉันตะลึง เฮเลนรู้จักฉัน? ทุกคนที่นี่รู้จักฉัน? เป็นไปได้ยังไง ฉันรีบหันไปมองชายร่างใหญ่ซึ่งคอยตามหลังฉันมาอย่างระวัง รวมถึงชายที่คอยเฝ้าประตูระหว่างทาง พวกเขาดูไม่มีทีท่าเหมือนจะรู้จักฉันเลย

            “อย่ากังวล ที่นี่ไม่มีใครทำร้ายเธอ” เฮเลนบอก “เรารู้ว่าเธอเป็นอะไร”

            พวกเขารู้ว่าฉันเป็นอะไร

            ไม่จริงน่า แม้แต่พวกคนเถื่อนก็รู้ว่าฉันเป็นโคลนเหรอ

            ในที่สุดเฮเลนก็พาฉันขึ้นมาถึงชั้นบน อันที่จริงฉันไม่แน่ใจว่าที่นี่คือที่ไหน ตอนแรกเดาว่าเป็นคุกใต้ดินเพราะมันไม่มีหน้าต่าง กำแพงเป็นหิน พื้นเป็นดินดาน และมีท่อระบายอากาศด้านบน แต่เมื่อขึ้นมาชั้นบน ฉันกลับรู้สึกเหมือนอยู่ในถ้ำใต้ภูเขา หลังคาสูงโปร่ง มีหินงอกหินย้อย อาศัยแสงสว่างจากพระอาทิตย์ส่องลอดเข้ามา แต่ขณะเดียวกันก็มีคบเพลิงตั้งวางตามจุดต่างๆ

            ฉันทึ่ง ที่นี่คล้ายเป็นลานใจกลางอะไรสักอย่าง ผู้คนพลุกพล่าน แต่ละคนแต่งตัวมอซอแตกต่างจากคนเมือง แต่ก็ดูเข้ากับสถานที่ดี ฉันเห็นแปลงผัก เล้าหมู โต๊ะเก้าอี้ การแจกจ่ายอาหาร ทุกคนเข้าแถวรับอาหารอย่างเป็นระเบียบ ไกลออกไปมีพวกผู้ชายกำลังโบกให้รถบรรทุกถอยเข้ามาจอดในถ้ำ ฉันตะลึงเมื่อเห็นตราสัญลักษณ์บนรถ พวกเขายึดรถบรรทุกและรถถังของดรีมแคชเชอร์ไว้หมดแล้ว

            เฮเลนพาฉันมาถึงกระเช้าเหล็กที่มีสายพานเชื่อมไปถึงหลังคา หล่อนเปิดประตูนำเข้าไป ฉันลังเลเล็กน้อยก่อนจะเดินตาม ปิดท้ายด้วยชายร่างใหญ่ เราเข้ามาอยู่ในกระเช้าเหล็กกันสามคน เมื่อประตูปิดลงแล้ว เฮเลนก็กดปุ่มสีเขียวที่อยู่บนแผง เกิดเสียงครืนหนักๆ จากกลไกที่กำลังทำงาน ฉันใจสั่นเมื่อกระเช้าเหล็กโคลงเคลงก่อนที่สายพานจะฉุดเราทั้งหมดขึ้นไปยังระเบียงชั้นบนสุด ฉันรู้สึกทึ่งอีกครั้งที่เห็นชั้นบนของถ้ำถูกสร้างคล้ายกับเป็นสำนักงานอะไรสักอย่าง มีคอมพิวเตอร์ตกรุ่นสามสี่เครื่องวางอยู่ตามโต๊ะพร้อมกับสายระโยงระยาง

            ที่นี่มีคนอยู่แค่สอง หนึ่งเป็นชายวัยสี่สิบ ผมหยักศก ตัวสูงโปร่งดูแข็งแรง กับอีกคนเป็นชายชราวัยประมาณแปดสิบ ผมขาวโพลน และนั่งรถเข็น

            ชายชราทำให้ฉันนึกถึงเออร์นอฟ เจ้าของดรีมแคชเชอร์ขึ้นมาตงิด

            “เธอมาแล้วค่ะ” เฮเลนรายงาน หล่อนก้าวไปยืนอยู่เบื้องหลังชายหนุ่มทันที

            “สวัสดี ทีน่า” เขากล่าวทันทีที่สบตาฉัน “ดูเด็กกว่าที่คิดไว้เยอะเลย”

            ฉันงง แต่ไม่ทันได้ถาม เขาก็เอ่ยขึ้นมาใหม่

            “ฉันเทโอ น็อกซ์” แล้วผายมือไปยังชายชราบนรถเข็น “นี่พ่อฉันเอง อีริก น็อกซ์”

            ฉันไม่รู้ว่าต้องทำยังไง จะกล่าวทักทายกลับ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ดูเป็นมิตรขนาดนั้น

            “เคยฟังเรื่องราวของพ่อฉันไหม” เขาถาม แต่ฉันส่ายหัว เทโอยักไหล่ราวกับรู้อยู่แล้ว “แน่นอน ดรีมแคชเชอร์ไม่น่าเล่าเรื่องนี้ให้คนในเขตปกครองฟังหรอก มันอันตรายเกินไป”

            ฉันตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นเขาขยับมานั่งบนโต๊ะตรงหน้าฉัน “เมื่อเกือบสามสิบปีก่อน หลังจากที่รัฐบาลประกาศให้การโคลนนิ่งเป็นเรื่องถูกกฎหมาย ก็เกิดการโคลนเถื่อนขึ้นเป็นจำนวนมาก เราต้องทนเห็นการแก้ปัญหาที่ห่วยแตกของรัฐด้วยการสั่งฆ่าทารกโคลนอย่างไร้มนุษยธรรม เพียงเพื่อแก้ปัญหาโคลนเถื่อนให้หมดไป แต่ไม่ยอมแก้กฎหมาย เพราะมันไม่เอื้อต่อการทำเรื่องสกปรกของพวกมัน...

            “พ่อฉันเล่าให้ฟังว่า โคลนตัวแรกเกิดขึ้นจากเออร์นอฟ เจ้าของรายการดรีมแคชเชอร์อันโด่งดัง เพราะเขาทำสำเร็จ จึงสั่งเปลี่ยนกฎหมายให้มันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แน่นอนว่าคนที่ปกครองอเมริกาอยู่ตอนนี้ไม่ใช่รัฐบาลอีกแล้ว แต่เป็นเออร์นอฟ เขาอยู่เบื้องหลังทุกอย่าง และเพราะแบบนั้นพ่อฉันเลยร่วมมือกับสหายอีกสี่คนเดินหน้าประท้วงขอความเป็นธรรม ผลก็คือพวกเขาพยายามขู่ฆ่าพ่อกับสหาย ทำให้พ่อต้องรวบรวมกำลังพลขึ้นเพื่อปฏิวัติอย่างเป็นทางการ”

            นั่นเป็นเรื่องราวที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับการปฏิวัติเมื่อยี่สิบเจ็ดปีที่แล้ว

            “เราโดนปราบ เพื่อนพ่อทั้งสี่คนถูกจับประหาร พวกเขายอมสละชีวิตเพื่อให้พ่อช่วยประชาชนบางส่วนออกมา รวมถึงทารกโคลนบางคนที่รอดชีวิตด้วย” เทโอก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าฉัน “และตอนนี้ ฉันคือผู้นำปฏิวัติคนปัจจุบัน”

            พระเจ้า ข้อสันนิษฐานของวอลเธอร์ถูกต้อง

            ครั้งหนึ่งตอนอยู่ในทีมดี วอลเธอร์บอกว่าการปฏิวัติเมื่อยี่สิบเจ็ดปีก่อนจบง่ายไป เหมือนผู้นำรุ่นที่หนึ่งยอมสละชีวิต เพื่อให้รุ่นที่สองวางแผนแยบคายขึ้น และตอนนี้ฉันก็รู้แล้วว่ามันเป็นเรื่องจริง

            “ยินดีต้อนรับสู่กองปฏิวัติ ทีน่า” เขากล่าว “ตอนนี้เธอคงเห็นแล้วว่าฐานทัพเราเป็นยังไง”

            “ใช่” เป็นครั้งแรกที่ฉันปริปากพูด “ฉันเห็นแล้ว”

            เทโอเงียบ

            “ขอบคุณที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมของโคลนนิ่ง ฉันซาบซึ้งและชอบอุดมการณ์ของพวกคุณมาก” ฉันสบตาเขาอย่างลังเล “แต่คุณพอจะบอกได้ไหมว่าคุณรู้เรื่องของฉันได้ยังไง”

            “ได้สิ” เทโอหัวเราะ “ขอโทษที่ไม่ได้อธิบายให้ฟังก่อน เธอคงจะคาใจมาก ฉันรู้จักเธอ ทีน่า โอเรน เราเฝ้าติดตามรายการดรีมแคชเชอร์ทุกปีเพื่อคอยสืบความเคลื่อนไหวของกองทัพ จนกระทั่งเธอมาอยู่ในรายการ มันน่าอัศจรรย์มาก นี่เป็นปีแรกที่โคลนหลุดเข้าไปอยู่ในกองทัพ เธอคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้เราเคลื่อนไหว ฉันเป็นคนสั่งให้เฮเลนแฮกข้อมูลส่วนกลางของรัฐ เพื่อขโมยข้อมูลเธอมาเปิดเผยให้โลกรู้”

            พระเจ้า เขานั่นเอง

            เขานั่นเองที่เป็นคนทำ

            ฉันปรายตามองเฮเลน เห็นหล่อนนั่งพิมพ์อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ฉันเพิ่งรู้ก็ตอนนี้เองว่าหล่อนเป็นโปรแกรมเมอร์ของกองปฏิวัติ

            “คุณคงไม่รู้ว่าแผนนั่นทำให้ฉันเกือบตาย” ฉันว่า “ฉันถูกสั่งเก็บเพราะเรื่องนี้”

            “แต่เธอก็รอดมาได้” เทโอกล่าวต่อ ท่าทางไม่ยี่หระ “ไม่ต้องห่วง การปฏิวัติให้สำเร็จ อาจต้องมีใครบางคนสละชีวิตเป็นธรรมดา”

            “แต่มันก็ไม่ควรจะเป็นฉัน!” ฉันเสียงดัง อารมณ์พลุ่งพล่านจนเกือบควบคุมไม่ได้ “ตอนนั้นฉันยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไร เป็นแค่โคลนโง่ๆ ที่เอาชีวิตรอดไปวันๆ แล้วจู่ๆ คุณก็จะเอาบทฮีโร่มาสวมให้ฉัน ให้ฉันสละชีวิตเพื่อการปฏิวัติของพวกคุณน่ะเหรอ!

            “ใจเย็นก่อน” เขายกมือปราม ฉันสังเกตเห็นว่าสายตาเขาไม่ได้มองที่ฉัน หากแต่เป็นชายร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างหลังฉันต่างหาก เขาคงอยากเข้ามาทำอะไรฉันสักอย่าง แต่เทโอห้ามไว้

            “ฉันขอโทษที่ทำอะไรโดยไม่นึกถึงความรู้สึกเธอ” เขาพูดต่อ “แต่ฉันอยากให้เธอพิจารณาข้อเสนอนี้ กองปฏิวัติเราต้องการผู้นำที่เป็นโคลน เพื่อช่วยเยียวยาจิตใจพวกโคลนที่อยู่ในฐานทัพ เราจะเป็นน้ำหนึ่งเดียวกันและแน่นแฟ้นขึ้นหากมีเธอร่วมด้วย”

            “คุณจะให้ฉันเป็นผู้นำ?”

            “ใช่ เป็นผู้นำร่วมกับฉัน เหมือนที่ยี่สิบเจ็ดปีก่อนเรามีผู้นำปฏิวัติถึงห้าคน”

            “แล้วฉันต้องตายเหมือนผู้นำปฏิวัติคนก่อนด้วยใช่ไหม”

            เขาเงียบ

            เช่นเดียวกับอีริก เฮเลน และชายร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างหลังฉันด้วย

            พวกเขาตอบไม่ได้

            “งั้นฉันไม่ตกลง” ฉันหันหลังกลับ ตั้งใจจะเดินไปยังกระเช้าเหล็ก แต่ก็ถูกชายร่างใหญ่ขวางไว้

            “คิดให้ดีนะ ทีน่า” เสียงเทโอดังมา “เธอออกมานอกกรงแล้ว ก็ไม่ควรกลับเข้าไปในกรง”

            ฉันนิ่ง ความโกรธยังคงปะทุร้อนในอก

            “ฉันให้เวลาคิดหนึ่งวัน ไปสงบสติอารมณ์ให้เย็นลงก่อน แล้วเราค่อยมาคุยกันเรื่องนี้” เขาพูด “เอาตัวเธอไป แฟรงค์”

            แล้วชายร่างใหญ่ก็จับแขนฉันลากไปที่กระเช้าเหล็ก กดปุ่มสีเขียวให้สายพานดึงเราลงไปข้างล่าง ฉันเฝ้ามองสีหน้าหนักใจของแต่ละคนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ตะแกรงเหล็กจะบดบังทัศนียภาพทุกสิ่งไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

675 ความคิดเห็น

  1. #623 minggg- (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 23:34
    อืมม เปลี่ยนจากฉากหน้าให้กลุ่มรัฐบาลทางการ
    มาเป็นกลุ่มกบฎแล้วเหรอออ
    ฮือ ก็คือเปลี่ยนฐานะเบี้ย/ เครื่องมือกลุ่ม 1 มาเป้นกลุ่ม 2 สินะ
    โถโถ สู้นะหนู
    #623
    0
  2. #573 Babylynx (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 / 15:30
    เอายังไงดีล่ะทีน่า ถ้าตอบรับล่ะก็ คงได้ต้องสู้กับวอลเธอร์เข้าสักวันแน่ๆ
    เป้าหมายที่แท้จริงของคณะปฏิวัติคืออะไรกันแน่นะ
    อีริกคนนี้เกี่ยวข้องอะไรกับผู้ก่อตั้งดรีมแคชเชอร์รึเปล่า อาจจะเป็นร่างโคลน?
    ติดตามตอนต่อไป >>
    #573
    0
  3. #470 mybookworm (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2558 / 16:20
    ชักมีอะไรไม่ชอบมาพากล แล้วพวกทหารที่รอดมาได้มีลีรอยด์ป่าวหว่า

    ปล.ลีรอยด์หรือวอลเธอร์ดีหน่อที่จะเป็นพระเอก 555เกี่ยวไหม >w<
    #470
    0
  4. #444 pppim (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 / 19:11
    ง่ายไปหรือป่าว นี่เป็นกลลวงอะไรหรือป่าวเนี่ย
    #444
    0
  5. #443 kimurakung (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 / 00:40
    คิดดีๆนะทีน่า
    #443
    0
  6. #442 แกะขาวในฝูงหมาป่า (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 / 13:09
    โฮ่ โฮ่ ในที่สสุดทีน่า ! เธอก็จะใกล้ผงาดเหนือกลุ่มคนแล้ว วะฮ่าฮ่า
    #442
    0
  7. #441 ~*Mini_Day*~ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 / 08:38
    ลีรอยคงรอด แต่คนอื่นไม่น่าจะรอดสินะ
    ขอบคุณสำหรับตอนใหม่นะคะ 
    #441
    0
  8. #440 MooK_KunG_Zaa (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 / 08:13
    แล้วพวกลีรอยล่ะปลอดภัยไหม ฮรือออ ทุกคนนนน
    #440
    0