Dream Catcher ฝันลวงโลก

ตอนที่ 24 : Revolution 1 The Way to Die

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 999
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    24 พ.ค. 60

1

The Way to Die

 

            มันมืดและเย็น

            ฉันนอนขดตัว ลมหนาวพัดโชยมา พื้นดินแข็งกระด้าง ข้างตัวไม่มีอะไรที่จะปกป้องฉันจากความหนาวได้เลย สองแขนฉันกอดรัดตัวเอง ได้ยินเสียงคลึงของวัตถุโลหะที่ถูกลากกับพื้น ฉันพยายามเปิดเปลือกตาหนักอึ้ง พบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ ฉันขยับตัวลุกขึ้นทันที แต่กลับต้องร้องลั่นเมื่อรู้สึกเจ็บที่บริเวณไหล่หลังด้านซ้ายอย่างรุนแรง มันรวดร้าวไปทั้งตัวจนฉันต้องล้มลงนอนอีกครั้ง

            แม้ความเจ็บปวดจะทำให้ประสาทสัมผัสลดลง แต่ฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหลายคู่ย่ำเข้ามาใกล้ พวกเขาคงมาตามเสียงร้องของฉัน ฉันกัดริมฝีปากแน่น อาการปวดยังไม่บรรเทา ฉันไม่มีเวลาสนใจพวกเขาหรอก

            “อย่าขยับ” ใครคนหนึ่งพูดขึ้น ฉันลืมตามองเพราะได้ยินว่าเป็นเสียงผู้หญิง แต่ก็เห็นเพียงแค่รองเท้าบูทเท่านั้น “หลังเธอถูกสะเก็ดระเบิด แผลยังไม่หายดี เธอควรเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด”

            พระเจ้า สะเก็ดระเบิดเชียวหรือ

            ฉันหลับตา พยายามสะกดเสียงร้องของตัวเอง แต่ก็รู้สึกถึงน้ำชื้นที่หางตาอย่างควบคุมไม่ได้

            เจ็บเหลือเกิน

            “เราควรให้ยาเธอ” ฉันได้ยินเสียงหล่อนกระซิบ

            “ไม่” เสียงชายคนหนึ่งตอบกลับมา “ยาเรามีน้อย ควรเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น”

            “แต่เธอกำลังทรมาน”

            “เธอเป็นทหาร” เขาตอบมั่นใจ “เธอทนได้แน่”

            พวกเขาเป็นใคร นั่นคือสิ่งที่ฉันอยากถาม แต่ความเจ็บปวดที่หลังมีมากเกินกว่าที่ฉันจะสามารถปริปากออกไป ฉันก้มลงมองตัวเอง มีผ้าพันแผลพันรอบตัว พวกเขาปฐมพยาบาลฉัน แต่ขณะเดียวกันก็ล่ามโซ่ฉันไว้ พร้อมกันนั้นก็เฝ้าดูฉันจากอีกฝั่งหนึ่งของซี่กรง ใช่ พวกเขาขังฉันไว้ในคุก

            เป็นคุกที่มืด เย็น และสกปรกที่สุด

 

            บิชอปขังฉันไว้เป็นอาทิตย์ เขาประคบประหงมฉันด้วยอาหารวันละหนึ่งมื้อกับน้ำหนึ่งแก้ว คุณอาจคิดว่าเขาใจดี แต่แท้จริงแล้วเขากำลังทรมานฉัน ให้ฉันต่อสู้กับความหิวโหย ความอดอยาก และความไร้อิสรภาพ ฉันคิดว่าฉันกำลังจะตาย แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ต่อลมหายใจฉัน เพื่อให้ฉันมีชีวิตอยู่ทรมานในวันถัดไป

            แสงตะวันคือสิ่งที่ฉันไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนาน มันอาบไล้ผิวฉันเป็นการต้อนรับวันใหม่ วันที่จะตัดสินความเป็นความตาย ฉันถูกควบคุมตัวไปยังโรงรถ ถูกบังคับให้เปลี่ยนชุดก่อนที่พวกเขาจะส่งฉันไปรวมกับหน่วยลาดตระเวน เข้าแถวหยิบปืนคนละกระบอกและตามพวกเขาขึ้นรถบรรทุกไป ทุกย่างก้าวที่เหยียบขึ้นรถมันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเดินขึ้นลานประหาร ปืนหนักอึ้งเหลือเกิน ฉันจำได้ว่ามันเคยเบากว่านี้ตอนฝึกอยู่ในทีม แต่นั่นอาจเพราะมันเป็นปืนที่ไม่ได้ใช้กระสุนจริง หรือไม่ก็เป็นร่างกายของฉันเองที่อ่อนแอเกินกว่าจะแบกมันไหว

            ทหารทุกคนนั่งนิ่งมากขณะที่รถบรรทุกกำลังเคลื่อนไหว มีฉันเท่านั้นที่หัวสั่นคลอนไปตามแรงสะเทือน ชุดที่สวมอยู่ก็หลวมเกินไป ฉันเคยบอกทหารชุดดำที่มาควบคุมตัวฉันแล้ว แต่เขาตอบว่านี่เป็นชุดที่มีขนาดเล็กที่สุด ปัญหาคงเป็นฉันเองที่ผอมเกินไป

            ที่นั่งรถบรรทุกแบ่งเป็นสองฝั่งหันหน้าเผชิญกัน ฉันสังเกตเห็นหลายคนมองหน้าฉันแล้วหันไปกระซิบกระซาบ พวกเขาคงงงว่าฉันเป็นใคร ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ที่สำคัญสารรูปอิดโรยและผอมซูบของฉันก็คงเป็นประเด็นให้พวกเขาพูดถึงได้มากพอแล้ว

            หน่วยลาดตระเวนเดินทางด้วยรถบรรทุกสองคัน รถถังอีกสาม เรากำลังเดินทางออกไปสำรวจนอกกำแพง ระหว่างทางที่หน่วยลาดตระเวนเคลื่อนผ่าน มีผู้คนออกมาดูเราเต็มสองข้างถนน ฉันมองลอดหน้าต่างกระจก เห็นสายตาที่พวกเขามองมา หลายคนมองด้วยความตื่นตาตื่นใจกับกองทัพที่ยิ่งใหญ่ แม้อันที่จริงเราจะขนกันมานิดเดียวเมื่อเทียบกับกองทัพทั้งหมดที่เรามี หนุ่มสาวหลายคนทำท่าราวตกอยู่ในห้วงฝัน พวกเขาอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับเรา! ฉันเชื่อเลยว่าดรีมแคชเชอร์สามารถสร้างฝันลวงโลกให้กับเด็กรุ่นใหม่ทุกคนได้จริงๆ ยกเว้นเด็กเล็กบางคนที่หวาดกลัวจนร้องไห้เมื่อเห็นรถถังคันใหญ่ขับผ่าน

            ฉันหันกลับมานั่งนิ่งตามเดิมเมื่อรถบรรทุกเคลื่อนออกนอกตัวเมือง สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าสน ทหารเริ่มพูดคุยกัน พวกเขาหายเกร็งกันแล้ว บรรยากาศผ่อนคลายและเป็นกันเองอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ฉันยังคงเงียบ เฝ้ามองพวกเขาส่งเสียงโห่ร้อง ชายคนหนึ่งลุกขึ้นเต้นและทำท่าประกอบการเล่าของเขาเรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อน

            เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ฉันเผลอหลับไปตื่นหนึ่ง ความจริงเมื่อตอนอยู่ในห้องขังของบิชอป ฉันก็ได้นอนมากเกินความจำเป็นอยู่แล้ว แต่เพราะร่างกายที่ทรุดโทรม ทำให้ฉันสามารถหลับได้ทุกเวลา ปืนที่วางไว้ตรงหว่างขาให้ความรู้สึกหนัก ฉันอยากวางมันลง แต่เราถูกบังคับให้วางแช่ไว้แบบนี้เพื่อเตรียมความพร้อมตลอดเวลา

            “เฮ้! มาดูนี่สิ” ใครคนหนึ่งส่งเสียงเรียกขณะหันไปเกาะขอบหน้าต่าง พวกทหารกรูเข้าไปดู ฉันเองก็ลุกขึ้นโซเซไปเกาะหน้าต่างฝั่งตรงข้าม ภาพที่เห็นผ่านกระจกใสคือกำแพงคอนกรีตขนาดใหญ่สูงห้าสิบฟุต และมีความหนาประมาณยี่สิบฟุตได้ มันทอดยาวล้อมรอบอาณาเขตนี้ไว้จนสุดลูกหูลูกตา โอบล้อมป่าสนและตัวเมืองไว้ราวกับแขนของยักษ์ ยิ่งรถบรรทุกขับไปใกล้กำแพงนั้นมากขึ้นเท่าไหร่ กำแพงก็ยิ่งสูงชันจนคอฉันแทบตั้งฉากกับลำตัว เราเคลื่อนเข้าสู่เงาดำของกำแพง แสงสว่างภายในรถหรี่ลงราวกับเปลี่ยนฉากกลางวันเป็นกลางคืนได้ในพริบตา หลายคนกลับที่นั่ง ฉันเองก็เช่นกัน

            ใกล้ออกนอกอาณาเขตแล้ว

            ภายในรถกลายเป็นสีดำ ฉันเหมือนกลายเป็นคนตาบอดชั่วขณะ ที่จู่ๆ ก็ไม่เห็นอะไรเลยแม้แต่ใบหน้าของทหารที่นั่งฝั่งตรงข้าม มือฉันตะปบปืนแน่น ความมืดทำให้ฉันรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลังจากรถบรรทุกขับลอดอุโมงค์ใต้กำแพงคอนกรีตออกมา ภาพทุกอย่างจึงค่อยๆ ชัดเจนขึ้น

            “วิเศษไปเลย” ใครคนหนึ่งร้อง เขาถอดแว่นอินฟาเรดออก มันเป็นอุปกรณ์ที่ฉันลืมไปแล้วว่ามันใช้ส่องภาพในความมืดได้ และมีอยู่ในกระเป๋าสัมภาระของทุกคน

            ฉันหันหลังไปมองทิวทัศน์อีกครั้ง บรรยากาศนอกกำแพงเมืองยังคงดูคล้ายป่าสนในอาณาเขตเรา ต่างกันแค่ว่ามันดูรกและไม่เป็นระเบียบ กิ่งไม้หลายต้นขึ้นเบียดเสียดและเกี่ยวผ่านกระจกตรงหน้าฉันไปหลายครั้ง พื้นดินด้านล่างก็ขรุขระทำให้รถบรรทุกต้องสั่นสะเทือนมากกว่าเดิม ฉันพยายามเหลือบมองดูกำแพงยักษ์เป็นครั้งสุดท้าย เห็นประตูอุโมงค์ที่ค่อยๆ เลื่อนปิดลงเมื่อรถถังคันสุดท้ายขับออกมา

            รถถังคันแรกเป็นตัวเบิกทาง มันคอยบดขยี้ต้นไม้ล้มลุกราบไปกับพื้นเพื่อเปิดทางให้รถบรรทุกขับตามได้สะดวก ฉันรู้สึกเหมือนเรามาบุกป่าผจญภัยมากกว่ามาสำรวจสิ่งผิดปกตินอกตัวเมือง ลักษณะป่าคล้ายกับที่ฉันเคยเจอในสนามทดสอบแรกๆ ของดรีมแคชเชอร์

            ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

            ฉันปลอบใจตัวเอง อย่างน้อยถ้าลักษณะมันเหมือนในสนามทดสอบทุกอย่าง ก็คงไม่มีอะไรต้องกลัว ฉันเคยผ่านมันมา และตอนนี้ยังมีกระสุนจริงอยู่ในมือ ขอแค่ยิงให้ถูกจุดฉันก็รอดแล้ว

            มีดพับของอันนาอยู่ในกระเป๋า ฉันล้วงมันออกมาคลำเล่น ลองสะบัดให้คมมีดออกจากบานพับจนคล่องแคล่วและเก็บมันลงอย่างนุ่มนวล นี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่ยังหลงเหลือในตัวฉัน เป็นสิ่งเดียวที่ฉันร้องขอจากบิชอปก่อนที่เขาจะส่งฉันออกมานอกกำแพง

            ชายสองคนฝั่งตรงข้ามยิ้มให้ฉัน ท่าทางพวกเขาบอกเป็นเชิงว่าชอบโชว์ควงมีดเมื่อสักครู่ไม่น้อย

            เวลาผ่านไป ฉากข้างนอกเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ใช่ป่าอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นทะเลทรายสีแดงส้ม ฉันตะลึง มันเริ่มไม่เหมือนที่ฉันเจอในสนามทดสอบเข้าทุกที มันแห้งแล้ง แดดจัด และเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา ไม่มีสิ่งมีชีวิต ไม่มีป่า ต้นไม้ หรือแม้แต่น้ำสักหยด ริมฝีปากฉันแห้งผาก รู้สึกเหมือนโลกเหลือเพียงแค่เราไม่กี่คน

            ไม่นานนักหน่วยลาดตระเวนก็หยุดเดินทาง รถทั้งหมดถูกสั่งหยุดโดยหัวหน้าหน่วยที่มีอำนาจสูงสุดในขณะนี้ เขาบอกให้เราหยุดพักสักหนึ่งชั่วโมงก่อนเดินทางต่อ เป้าหมายที่จะไปสำรวจอยู่ห่างออกไปอีกห้าร้อยไมล์ เขาปล่อยให้เราแจกจ่ายเสบียงและรับประทานกันภายในรถบรรทุก ทหารหลายคนลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย บางคนก็เปิดประตูลงไปเดินข้างล่าง ตอนที่ประตูถูกเปิดฉันสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่แผ่เข้ามาภายในตัวรถ ข้างนอกคงจะร้อนมาก แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลายคนก็ยอมเปิดประตูลงไป ฉันเองก็อดใจไม่ไหววางปืนทิ้งไว้แล้วก้าวลงจากรถ

            แสงแดดและไอร้อนชำแรกผ่านเสื้อผ้าสู่ผิวหนัง แต่มันก็ไม่ได้ร้อนมากเหมือนที่ฉันคิดเอาไว้นัก มันอยู่ในระดับพอทนได้ พื้นทรายนิ่มมาก ฉันรู้สึกเหมือนรองเท้าจะจมลงไปในทราย เห็นรอยล้อรถลากเป็นทางยาว แต่เมื่อลมพัดมา ฝุ่นทรายก็ค่อยๆ กลบรอยนั้นจนจางหายไป

            ลมทะเลทรายเป็นสิ่งเลวร้าย ฉันเพิ่งจะรู้ก็วันนี้ ตอนที่ลมพัดมาแล้วฝุ่นทรายกระเด็นเข้าหน้า มันเข้าทั้งตา จมูก ปาก ฉันสำลักเอาทรายออกก่อนจะหยิบหน้ากากกันแก๊สขึ้นมาสวม มันช่วยได้เยอะ แม้จะต้องคอยเช็ดเลนส์ให้สะอาดก็เถอะ

            จุดที่รถจอดเป็นบริเวณที่มีซากปรักหักพัง ทหารหลายคนเดินไปสำรวจซากเหล่านั้น ฉันเองก็มีความคิดจะเดินไปดู แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นคนบางกลุ่มกำลังยืนอยู่บนซากปรัก พวกเขาไม่ได้สวมหน้ากากแม้ว่าจะมีลมทะเลทรายพัดมาเป็นระยะก็ตาม

            ร็อบบ์ เดวิด เบน และซีเลีย!

            พวกเขามาทำอะไรที่นี่

            ฉันจำได้ว่าพวกเขาอยู่กองรบ เป็นทหารหน้าใหม่ที่ยังต้องฝึกอีกมากกว่าจะออกมาลาดตระเวนแบบนี้ได้ ถึงแม้พวกเขาจะเก่งกว่าฉันก็ตาม แต่ดรีมแคชเชอร์ไม่มีทางปล่อยคนที่ยังไม่พร้อมออกมาสำรวจนอกกำแพงเมืองแน่ มันเสี่ยงเกินไป!

            ฉันหันหลัง ถอดหน้ากากแล้ววิ่งกลับไปยังรถบรรทุกทันที ไม่จริง ต้องไม่เป็นความจริง ฉันไม่อยากเชื่อจนกว่าจะได้เห็นกับตา ฉันเคาะหน้าต่างเหล็กที่เชื่อมระหว่างห้องโดยสารกับห้องคนขับ มีคนเปิดหน้าต่างเหล็กออก ฉันพูดกับเขาทันที

            “คุณมีรายชื่อทหารหน่วยลาดตระเวนที่ถูกเกณฑ์มาทั้งหมดไหม”

            “ไม่มี” เขาตอบเสียงห้วน

            “งั้นคุณพอจะรู้ไหมว่าหัวหน้าอยู่ในรถคันไหน”

            “เธอจะอยากรู้ไปทำไม”

            “ฉันมีเรื่องอยากคุยกับเขา” ฉันบอก “ขอร้องล่ะ”

            “ไม่รู้เว้ย”

            “เดี๋ยว!” ฉันร้อง แต่คนขับปิดหน้าต่างใส่ฉัน เขาไม่ฟังเลย

            ทันใดนั้นเอง ฉันก็ได้ยินเสียงระเบิดดังจากข้างนอก มันส่งแรงสะเทือนมาถึงภายในตัวรถ ร่างฉันเซไปตามแรงสั่นไหว ปืนและสัมภาระของทหารบางส่วนกระเด็นมาใส่ ฉันเจ็บที่ช่วงขาและเอว แต่ก็ฝืนลุกขึ้นยืนและลงจากรถ

            พระเจ้า! ระเบิดมาจากบริเวณซากปรัก

            “มีคนเหยียบกับระเบิด!

            เสียงตะโกนทำให้ทหารทุกคนวิ่งกลับมาหยิบปืนบนรถบรรทุก ฉันเองก็หยิบขึ้นมากระบอกหนึ่งแล้ววิ่งตรงไปทางซากปรัก สวมหน้ากากกันแก๊สอำพรางใบหน้า ตอนนี้ฉันยังไม่พร้อมให้พวกร็อบบ์รู้ว่าฉันถูกเกณฑ์มาหน่วยนี้ด้วย

            “มีใครบาดเจ็บบ้าง” ฉันถาม แต่เมื่อขึ้นมายืนบนซากปรัก ฉันก็พบคำตอบแล้ว ท่ามกลางฝุ่นควันคุกรุ่น มีเศษเนื้อกระจัดกระจาย ส่วนที่เป็นผิวหนังภายนอกไหม้เกรียม แต่อวัยวะภายในยังสดใหม่ ฉันแทบอาเจียนกับภาพที่เห็น ไกลออกไปมีชายอีกคนนอนขาขาดบาดเจ็บอยู่

            ฉันกำลังจะลงไปหาเขา แต่ก็มีคนหยุดฉันไว้ “ไม่!” เขาดึงฉันลงมาหลบหลังซากปรัก “อย่าเพิ่งลงไปช่วยเขา”

            ลีรอย!

            ฉันตะลึง

            “ตรงนั้นอาจมีกับดักอยู่” เขาพูด หน้าตาจริงจังยามมองลอดที่ซุ่มกำบังออกไป

            ฉันพูดไม่ออก โชคดีที่หน้ากากกันแก๊สช่วยให้เขาไม่เห็นสีหน้าตกตะลึงของฉัน ฉันหันหน้ากลับ เฝ้ามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีคนกำลังไปช่วยทหารบาดเจ็บ แต่ไม่ทันหามร่างเขาขึ้นเปล ชายสองคนที่เข้าไปช่วยก็ถูกรัวไปด้วยกระสุนไร้ที่มา ฉันสะดุ้ง จากนั้นไม่นาน กลุ่มคนที่ยืนอยู่บนซากปรักก็ถูกกราดยิง ฉันร้องลั่นเมื่อเห็นเบนกับซีเลียตัวพรุน ล้มลงจากซากปรักมานอนคอพับบนพื้น

            “ไป!” เสียงตะโกนดังออกมาจากมุมหนึ่ง ฉันไม่รู้ว่าใคร อาจจะเป็นหัวหน้าหน่วยของพวกเราก็ได้ ทันทีที่เสียงสาดกระสุนเงียบลง เราก็กลับหลังหันวิ่งออกจากซากปรักทันที

            รถบรรทุกและรถถังสตาร์ทเครื่องรออยู่แล้ว ฉันเห็นทหารหลายคนซุ่มหลบอยู่หลังรถ คอยยิงสวนศัตรูที่กราดกระสุนมาโดยที่เราแทบไม่เห็นตัว พวกนั้นอาจจะซุ่มอยู่อีกฝั่งของซากปรัก มีทั้งปืนและระเบิด ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าพวกนอกกำแพงมีอาวุธครบมือเช่นนี้

            ในที่สุดฉันก็วิ่งมาหลบอยู่หลังรถบรรทุกได้สำเร็จ

            “เห็นพวกมันไหม” ฉันถามทหารคนหนึ่งที่ซุ่มหลบอยู่ก่อนหน้า

            “แทบไม่เห็นเลย” เขาตอบ “พวกนั้นสวมชุดอำพราง ตัวมันสีเดียวกับสีทรายเลย”

            “เราเรียกพวกนั้นว่าคนเถื่อนใช่ไหม”

            “ก็ใช่” เขาพยักหน้า “แต่มันไม่เหมือนคนเถื่อนที่ฉันเคยเจอสักเท่าไหร่”

            หมายความว่าไง

            นั่นคือสิ่งที่ฉันกำลังจะถาม แต่ทันทีที่เขาขยับออกนอกที่กำบัง ร่างเขาก็ถูกยิงจนล้มลง

            วินาทีนี้ฉันตระหนักได้ว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ความจริงเราไม่จำเป็นต้องสู้กับพวกคนเถื่อนก็ได้ นั่นไม่ใช่เป้าหมายเรา แต่เป็นสิ่งผิดปกติที่ส่งสัญญาณกวนใจให้ดรีมแคชเชอร์ซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกห้าร้อยไมล์ต่างหาก เราได้รับภารกิจมาแค่นั้น แต่ฉันจะบอกพวกเขาได้อย่างไร ในเมื่อฉันยังไม่รู้เลยว่าหัวหน้าหน่วยของเราคือคนไหน

            ฉันขยับออกจากที่กำบัง สาดกระสุนใส่บริเวณซากปรัก ช่างโง่เง่าสิ้นดี เรายิงโดยที่ไม่รู้ว่าศัตรูอยู่ตรงไหน แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับเห็นเราเป็นเป้านิ่งชัดเจนมาก

            รถถังทั้งสามคันกำลังหันปากกระบอกปืนใหญ่ไปทางซากปรัก แล้วยิงถล่มบริเวณนั้นจนเกิดเป็นควันดำลอยฟุ้ง ฉันเห็นพวกคนเถื่อนแล้ว บางคนกระเด็นออกมาเพราะแรงระเบิด บางคนวิ่งหนีไปหลบมุมใหม่ ฉันกราดกระสุน โดนบ้างไม่โดนบ้าง ก่อนจะวิ่งมาหลบอยู่หลังรถถัง

            หัวหน้าต้องอยู่ในรถถังคันใดคันหนึ่งแน่ ฉันคิดและตัดสินใจปีนขึ้น กระสุนจากฝั่งตรงข้ามสาดมาอีกชุด ฉันชะงัก เบี่ยงตัวหลบแล้วปีนขึ้นใหม่จนถึงฝา มันล็อก ฉันเปิดไม่ได้ ได้แต่ทุบและตะโกนเรียกอย่างบ้าคลั่ง หวังให้คนในรถเปิดฝาครอบออกมาฟังฉันก็เท่านั้น

            เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง มันกระหึ่มและใกล้จนหูฉันแทบพัง พวกคนเถื่อนปาระเบิดมา ฉันตะลึงที่เห็นร่างเดวิดขาดครึ่ง ร็อบบ์ล่ะ? ลีรอยล่ะ? เขาสองคนอยู่ไหน แค่วันเดียวฉันเห็นเพื่อนทีมดีตายต่อหน้าต่อตาไปสามคน ฉันไม่อยากเสียใครไปอีกแล้ว

            พระเจ้า!

            ฉันรู้แล้ว บิชอป ฉันรู้แล้ว

            เขาไม่ได้ส่งฉันมาตายคนเดียว แต่ส่งเพื่อนทุกคนที่ฉันรู้จักมาตายด้วย

            ฉันตัวชา รู้สึกหมดเรี่ยวแรง ร่างกายไถลลงข้างรถถังโดยไม่รู้ตัว ต่อให้ฉันไม่ตาย ต่อให้ฉันรอดกลับไปในเขตปกครองอเมริกาได้ ฉันก็ไม่เหลือจิตวิญญาณอีกแล้ว

            ระเบิดปะทุขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงสาดกระสุนดังไม่หยุดหย่อน แต่ฉันไม่ได้สนใจอีกต่อไป นอกจากความเศร้าที่เกาะกุมหัวใจ ฉันช็อก ประสาทสัมผัสตัดขาดจากโลกภายนอก มือถือปืนแต่ก็ไม่รู้สึกว่าถืออยู่

            เสียงระเบิดครั้งสุดท้ายดังใกล้ฉันเหลือเกิน ใกล้เสียจนหูหนวกไปชั่วขณะ ฉันรู้สึกเหมือนถูกผลักอย่างแรง ตัวเบาหวิว ขณะเดียวกันก็เจ็บปวดเหมือนร่างกายจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ทรมานเหลือเกิน แต่ทุกอย่างก็จบลงอย่างรวดเร็วเมื่อพื้นทรายขยับเข้ามาใกล้และโลกทั้งใบก็กลายเป็นสีดำ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

675 ความคิดเห็น

  1. #622 minggg- (@minggg-) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 23:33
    โหยย สรุปว่าเป็นบิชอบเหรออ
    คนใกล้ตัวน่ากลัวกว่าศัตรูที่มองเห็นจริงๆ
    ตอนแรกก็งงว่าทำไมเพื่อนมาอยู่ด้วย
    แต่พเห็นลีรอยด้วย
    นี่มันแผนฆ่าทิ้งให้หมดเลยนี่นา

    ว่าแต่ว่า ถ้าเอาเด็กที่เพิ่งชนะมาฆ่า (เอ๊ยยย ทำให้ตาย)
    ไม่กลัวโครงการเสียความนิยมบ้างเหรออ
    อย่างไรก็ตาม ลีรอยน่าจะรอดนะ
    ก็มีเส้นใหญ่ขนาดนั้นนี่นา

    จริง ๆ วอลเธอร์ก็น่าจะรู้ ๆ เรื่องบิชอบด้วยหรือเปล่า
    แต่ไม่ชัวร์ร้อย/พูดไม่ได้มากก
    #622
    0
  2. #620 JirapornLoongjor (@JirapornLoongjor) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 21:06
    ฮือๆๆๆ
    ลบทำไมมมมมมมมมมมม
    #620
    0
  3. #572 Babylynx (@endeye26) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 / 15:21
    ไปหมดแล้ว... บิชอปโหดมาก กะกวาดล้างเลยทีเดียว
    ทีน่าจะเป็นยังไงต่อไปล่ะเนี่ย
    ติดตามตอนต่อไป >>
    #572
    0
  4. #469 mybookworm (@onlymybookworm) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2558 / 15:51
    เปิดตัว แรงส์!!!!
    สรุปสุดท้ายนางเอกจะเหลือใคร T.T เศร้าเกินไปแล้ววววววววววว
    #469
    0
  5. #458 Esperanza (@ploy_ch) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2558 / 14:43
    อ่าว เปิดภาคใหม่มาอย่างงี้เลยเหรอคะ...
    ช็อคไปแรงๆ 
    #458
    0
  6. #439 MooK_KunG_Zaa (@letsdance12) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 / 09:16
    มร่ายยยยย ต้องรอดนะ ไ้โปรดดดด โหดร้ายไปแล้ววววว
    #439
    0
  7. #438 Pinghun9401 (@pinghun) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 / 23:14
    ค้างรุนแรง
    #438
    0
  8. #437 amnesiac (@amnesiac) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 / 22:24
    บิชอปโหดเกินไปแล้ว! เพื่ออะไรกัน?
    #437
    0
  9. #436 ZTaR (@maya_wary) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 / 19:27
    อื้อหือ.. ช็อคค้างมาก. . .
    #436
    0
  10. #435 ~*Mini_Day*~ (@Mini_day) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 / 18:56
    โอ้ววว เปิดภาคมา เพื่อนๆก็ทะยอยตายกันไปซะหลายคนเลย

    มาต่อเร็วๆนะคะ ตื่นเต้นๆ สู้ๆค่าา
    #435
    0
  11. #434 Ampchom Chomphoonut (@ampchom) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 / 18:03
    เปิดมาได้ตื่นตระหนกสิ้นหวังและเจ็บปวดจริงๆ
    #434
    0
  12. #433 PraeW'w (@praaeww) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 / 16:53
    เดาต่อไปไม่ออกเลย บิชอปมันร้าย!
    #433
    0
  13. วันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 / 16:16
    ภาคต่อมาแล้วววววววววววววววว ..
    โหย~T^T ทำเอาค้างทุกทีสิน่า กระซิกๆ
    #432
    0