[YAOI] #เพียงคุณคนเดียว

ตอนที่ 3 : [2/30] รักไม่มีเงื่อนไข

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 204
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    7 ต.ค. 62

[2/30] รักไม่มีเงื่อนไข 

[คนเดียว]



แค่มีเพียงเราที่เข้าใจ ไม่ว่าเรื่องใดก็ไม่สำคัญ

เพียงแค่มีเธอและมีฉัน เรารู้กันอยู่ข้างใน

อย่ากลัวใครจะมองว่าผิด อย่ามัวต้องปิดต้องเก็บเอาไว้

เมื่อคำว่ารักไม่มีเงื่อนไข มันอยู่ที่หัวใจ...ของสองเรา

 [ณัฐ ศักดาทร / ต้อล วันธงชัย]

 

หากให้นักเรียนหนึ่งห้องออกมาบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวของเขา ผมเชื่อว่าเราจะได้รับรู้เรื่องราวแปลกใหม่เท่ากับจำนวนผู้คนภายในห้องนั้น หรือหากต้องการตั้งประเด็นให้โต้แย้งถึงความถูกต้องของการกระทำแตกต่างกันของแต่ละบ้าน ความเห็นที่ขัดแย้งก็คงจะเป็นปัญหาน่าปวดหัวจนถึงขั้นมองหน้ากันไม่ติด

ซึ่งหากผมเป็นหนึ่งในคนที่ต้องออกไปเล่าเรื่องที่หน้าชั้นเรียน เรื่องแรกที่นึกได้ก็คงเป็นข้อตกลงระหว่างสมาชิกในครอบครัวของเรา กฎที่ไม่เคยถามหาเหตุผลและยินดีทำอย่างไม่มีเงื่อนไข กฎเพียงข้อเดียวที่บอกว่าสมาชิกทุกคนในบ้านต้องกลับมาเจอกันพร้อมหน้าอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง

และวันนี้คนที่มาถึงเป็นอันดับสุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นพี่ใหญ่อย่างผมนี่แหละครับ เพราะทันทีที่กลับถึงบ้านเสียงคุ้นหูซึ่งกำลังพูดคุยค่อนไปทางถกเถียงกันของน้องชายและน้องสาวก็เสมือนแรงดึงดูดให้ผมก้าวผ่านห้องนั่งเล่นตรงไปยังห้องทานอาหารที่คาดว่าจะได้พบกับเจ้าของเสียงทั้งสองคน

“อย่าทำนิสัยไม่ดีนะคุณคนดัง ถ้าเขี่ยผักออกอีกทีพี่จะตีมือจริงๆ คอยดู”

“เป็นผู้หญิงทำไมชอบใช้กำลัง คุณแม่บอกว่าอย่าตีกันไงครับ นี่น้องนะ”

“ก็อย่าดื้อกับพี่สิ”

“ดังเปล่าดื้อ คุณคนดีแหละชอบบังคับ”

“เถียงกันอีกแล้วคู่นี้” ผมเดินเข้าไปหยุดด้านหลังน้องสาวก่อนจะขยี้เส้นผมยาวสลวยของเธอเบาๆ และไม่ลืมส่งยิ้มทักทายน้องชายซึ่งนั่งอยู่ตรงกันข้าม

“อ้าว คุณนุ่มนิ่มมาตั้งแต่เมื่อไรคะ?”

“มาทันเห็นคุณแฝดจะตีกันพอดีเลย”

“เราไม่ได้จะตีจริงเสียหน่อย คุณคนดังน่ะดื้อ โตป่านนี้ยังไม่ยอมทานผัก” เมื่อหันมาฟ้องผมแล้วเธอก็ตักผัดผักใส่ลงในจานของน้องชายฝาแฝดพร้อมส่งสายตาข่มขู่เสียเรียบร้อย

“ก็โตแล้วไง โตกว่าคุณนุ่มนิ่มกับคุณคนดีแล้ว ผักไม่จำเป็นหรอก”

“ไม่ดื้อสิครับคุณคนดัง คุณคนดีทำเพราะอยากให้คุณคนดังแข็งแรงนะ”

“รู้ครับ แต่คุณคนดีโวยวายแล้วตลกดี”

“...” ที่แท้ก็ทำอิดออดเพราะอยากแกล้งพี่สาวสินะ แต่ก็นั่นแหละครับ น้องชายคนเล็กของบ้านเราน่ะขี้แกล้งเป็นที่หนึ่ง

“ว่าแต่...ครองอันดับสามแน่นเลยนะครับคุณนุ่มนิ่ม วันนี้ดังแวะเข้าไปส่งงานที่มหาลัยก่อนกลับบ้านด้วยนะ ยังถึงก่อนอีก”

“ทักพี่เรื่องเดิมๆ ทุกครั้งไม่เบื่อหรือไงหืม? อีกอย่างพี่มาช้ากว่าเราแต่ก็ไม่ได้สายเสียหน่อย ยังไม่ถึงเวลานัดเลย” ผมบอกพร้อมโชว์นาฬิกาบนข้อมือให้น้องดู นัดทานมื้อเย็นของครอบครัวเราทั้งทีผมจะมาไม่ทันได้หรือ? ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาอาหารเที่ยงเสียด้วยซ้ำ

“ก็อยากให้พี่ชายมาเร็วๆ พวกเราคิดถึงนี่คะ”

“คิดถึงพี่แต่ไม่เห็นจะแวะไปหา” บริษัทของผมกับมหาลัยของน้องก็ใช่ว่าจะไกลกันที่ไหน แอบเห็นสองแสบเช็คอินใกล้กับบริษัทบ่อยๆ เสียด้วยซ้ำ

“อย่างกับพวกเราจะมีเวลาว่างตรงกัน ดังกับคุณคนดีน่ะเพิ่งเปิดเทอมยังเรียนไม่หนักเท่าไร...ยุ่งกว่าใครในบ้านก็คุณนุ่มนิ่มนี่แหละ”

“คุณคนดังลองนัดพี่แล้วหรือครับถึงมากล่าวหากันน่ะหืม?” ผมเดิมอ้อมโต๊ะทานอาหารไปดีดหน้าผากน้องชายตัวแสบเบาๆ ซึ่งนอกจากเจ้าตัวเขาจะไม่เกรงกลัวแล้วแฝดคนน้องยังส่งยิ้มกว้างมากวนกันให้น่ามันเขี้ยวมากขึ้นไปอีก

“แกล้งพี่เขาอีกแล้วหรือคะคุณสองคน” แต่ก่อนจะได้ฟัดน้องชายเสียงหวานๆ แสนคิดถึงก็เรียกให้ผมหันไปหาพร้อมกับรีบขยับเข้าไปกอดเอวคนที่เพิ่งก้าวเข้ามาด้วยความคิดถึง

“สวัสดีครับคุณพ่อ สวัสดีครับคุณแม่”

“คุณนุ่มนิ่มมาคนเดียวอีกแล้วหรือลูก? แม่เตรียมของโปรดแฟนเราไว้เยอะแยะเลย”

“พี่เขาติดงานน่ะครับ แต่คุณแม่ไม่ต้องกลัวเสียของนะ เดี๋ยวน้องห่อกลับไปให้พี่เขาเอง”

“แบบนี้คือคุณนุ่มนิ่มไม่นอนบ้านอีกแล้วถูกไหม?”

“แหะ...” การที่ผมทำได้เพียงส่งยิ้มแห้งตอบกลับคุณพ่อก็ไม่ต่างจากการยอมรับในสิ่งที่ท่านเอ่ยถาม

“เรื่องนั้นไว้ค่อยตกลงกันใหม่ก็ได้ค่ะ คุณนุ่มนิ่มทานข้าวกลางวันมาหรือยังคะ?”

“ยังเลยครับ น้องอยากกลับมาทานฝีมือคุณแม่”

“รบกวนตั้งโต๊ะให้ทีนะคะคุณแม่บ้าน แล้วน้องแฝดขอแม่มาทานข้าวก่อนตั้งนานแล้วยังไม่เสร็จกันอีกหรือคะ?”

“พวกเราหิวแต่ก็อยากรอพี่ชายนี่คะ คิดว่าแฟนคุณนุ่มนิ่มจะมาด้วย ติดงานตลอดเลย เจอกันล่าสุดก็ตั้งแต่วันเกิดคุณนุ่มนิ่มใช่ไหม? หลายเดือนแล้วเนอะ”

“เป็นเพราะคุณพ่อชอบทำหน้าดุแน่ๆ เลยครับ ดูสิ แฟนของคุณนุ่มนิ่มถึงไม่ค่อยกล้ามาบ้านเราเลย”

“ถ้าแบบพ่อเรียกดุคุณลุงเวของพวกเราต้องเรียกว่าอะไรครับคุณแฝด” คุณพ่อเอ่ยแย้งพร้อมรอยยิ้มชวนให้ใบหน้าติดดุดูใจดีขึ้นมาทันที

คุณพ่อน่ะหน้าดุแต่ใจดีที่สุดในโลก ส่วนคนที่ดุจริงก็พี่ชายคนเดียวของคุณแม่ที่คุณพ่อเพิ่งจะอ้างถึงไปนั่นแหละครับ

“คุณลุงเวนิสัยดุแต่หน้าตาใจดี ส่วนคุณพ่อใจดีแต่หน้าดุ ยิ่งมาบ้านเราแล้วคุณพ่อไม่ค่อยคุยด้วยพี่เขาอาจจะกลัวจริงๆ ก็ได้นะคะ”

“จริงหรือคุณนุ่มนิ่ม พ่อไม่ได้ไม่ชอบแฟนลูกนะ พ่อพูดไม่เก่งคุณนุ่มนิ่มก็รู้”

“คุณแฝดอย่าไปแกล้งคุณพ่อสิ พี่เขาไม่มาด้วยเพราะติดงานจริงๆ ครับคุณพ่อ”

“หยุดแกล้งกันแล้วมาทานข้าวดีกว่าค่ะพ่อ ลูก”

“อ้าว ทำไมกับข้าววันนี้ไม่เห็นจะเน้นเมนูผักเหมือนของดังเลยครับคุณแม่” น้องเล็กของบ้านทำหน้ายุ่งหลังจากเห็นเมนูอาหารกลางวันที่คุณแม่บ้านยกมาตั้งบนโต๊ะ

“พี่ไม่ให้คุณแม่บ้านยกออกมาเองแหละ จัดมาตั้งโต๊ะทุกเมนูคุณคนดังก็ไม่ยอมทานผักน่ะสิ”

“เวลาทานอาหารไม่เถียงกันแล้วค่ะน้องแฝด คุณคนดังก็ยังไม่อิ่มนี่ลูก มาทานต่อเร็ว”

“คุณคนดีร้ายกาจที่สุดเลย ที่ชวนมาทานก่อนเพราะแบบนี้ใช่ไหม สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงบ่นหิวทั้งๆ ที่ใกล้จะเที่ยงอยู่แล้ว หลอกให้ทานจนเกือบอิ่มแบบนี้ดังจะทานของโปรดเยอะๆ ได้ไงกันเล่า” คุณคนดังทำหน้างอและยังคงบ่นไม่หยุดแม้ว่าสมาชิกในครอบครัวจะแกล้งไม่สนใจอีกทั้งยังเตรียมพร้อมสำหรับการลงมือทานอาหารเที่ยงกันแล้ว

จะบอกว่าแฝดคนพี่ไม่แสบก็คงไม่ได้สินะครับ เพราะในบ้านเราหากจะหาคนที่รู้ทันและจัดการคุณคนดังได้ดีที่สุดก็คงไม่พ้นพี่สาวฝาแฝดอย่างคุณคนดีนั่นแหละ

 

แม้จะเป็นเวลาเพียงหนึ่งวันที่ได้เจอกันแต่เชื่อเถอะครับว่าพวกเราใช้เวลาทุกนาทีอย่างมีค่า อย่างเช่นวันนี้ที่เราห้าคนใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายในการทำความสะอาดอัลบัมภาพเก่าๆ เรียกว่าย้อนไปตั้งแต่สมัยคุณพ่อคุณแม่เพิ่งจีบกันมาจนถึงอัลบัมล่าสุดในงานเลี้ยงครอบครัวครั้งก่อน

“ยังไม่มีใครลงมาเลยหรือครับคุณแม่บ้าน” และหลังจากมื้อเย็นที่ได้ทานอาหารไปพร้อมๆ กับพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวระหว่างกันจบลงเราต่างก็แยกย้ายไปอาบน้ำเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงในคืนนี้

“ยังเลยค่ะคุณหนู”

“ถ้าอย่างนั้นผมไปบ้านใหญ่ก่อนดีกว่า ฝากคุณแม่บ้านบอกคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะครับ”

“ได้ค่ะคุณหนู”

เพียงเดินผ่านประตูบานเล็กข้างรั้วก็เท่ากับว่าขณะนี้ผมก้าวเข้าสู่เขตบ้านของคุณลุงเวทิตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สองเท้าของผมสลับกันทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ ตามทางเดินอิฐก้อนใหญ่อย่างไม่เร่งรีบเพราะรู้ดีว่ายังเหลือเวลาอีกพอสมควรให้ซึมซับบรรยากาศแสนคิดถึงนี้ก่อนจะถึงเวลานัดหมาย

คำถามที่เกิดขึ้นในใจถึงบริเวณที่จะใช้จัดเลี้ยงในค่ำคืนสำคัญของสองครอบครัวถูกเฉลยเมื่อสายตาของผมมองเห็นภาพโต๊ะจัดเลี้ยงกลางสวนที่โอบล้อมไปด้วยโคมไฟสนามโทนสีอบอุ่น ขณะเดียวกันผิวกายก็ปะทะกับสายลมเย็นที่พัดพาสมุนไพรไล่แมลงลอยมาให้พอได้กลิ่นอ่อนจาง ยิ่งเคล้ากับเสียงดนตรีเบาๆ ซึ่งดังออกมาจากข้างในตัวบ้านก็ทำให้ผมต้องเผยรอยยิ้มออกมาพร้อมกับหย่อนตัวนั่งลงยังเก้าอี้ในมุมประจำของตัวเอง

“คุณนุ่มนิ่มมาเร็วจังเลยครับวันนี้” เสียงนุ่มๆ ที่ได้ฟังกี่ครั้งก็รู้สึกสบายใจถูกส่งมาทักทายก่อนที่เจ้าของเสียงจะเดินมาหยุดยืนข้างเก้าอี้ที่ผมนั่งพร้อมกับทักทายกันอีกครั้งด้วยการสัมผัสเบาๆ บนเส้นผม

“คิดถึงพี่คนเล็กจังเลยครับ” หันหน้าเข้ากอดเอวพี่ชายพร้อมกับถูไถใบหน้าไปมาเบาๆ เป็นการยืนยันความรู้สึกที่เพิ่งเอ่ยออกไป

อาจจะแปลกไปสักหน่อยหากผมจะบอกว่าคนที่สนิทใจถึงขั้นพูดคุยได้ทุกเรื่องราวในชีวิตไม่ใช่น้องๆ ฝาแฝดหรือคุณพ่อคุณแม่...แต่เป็นคุณพี่ชายที่มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องคนนี้

เพราะคุณแม่ของผมท่านประสบปัญหาตั้งครรภ์ยาก หลังจากพี่ชายอย่างคุณลุงเวทิตมีลูกแล้วถึงสามคนคุณแม่ยังไม่มีวี่แววว่าจะตั้งครรภ์พวกผู้ใหญ่จึงเริ่มเสาะหาวิธีทางการแพทย์เข้าช่วย แต่ถึงจะพยายามสักเท่าไรก็ไม่เกิดผลจนกระทั่งมีผมขึ้นมาในวันที่ทั้งคู่ถอดใจไปแล้ว

คนเดียว ความหมายของชื่อเล่นที่คุณยายตั้งให้คงตรงตัวอย่างนั้นถ้าไม่ใช่เพราะสองปีต่อมาคุณแม่ตั้งครรภ์อีกครั้ง

อิจฉาคำๆ นี้ไม่เคยเกิดขึ้นในความคิดของผมเลยแม้แต่นิดตั้งแต่รับรู้ข่าวดีว่ากำลังจะมีเด็กน้อยถึงสองคนเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัวของเรา หากจะมีก็คงเป็นความ รู้สึกผิด เพราะตัวผมในวัยหกขวบและเพิ่งหัดทำความเข้าใจกลับรู้สึกกลัวเหลือเกินว่าความหมายของชื่อนี้จะไปทำร้ายจิตใจเด็กน้อยอีกสองคนในวันที่พวกเขารู้ความ

การแก้ปัญหาของเด็กน้อยไม่ประสาในตอนนั้นคือการปลีกตัวมาขลุกอยู่บ้านของคุณลุงเวทิตเพราะอยากถอยห่างจากคุณพ่อคุณแม่กลัวเจ้าเด็กแฝดสองคนจะน้อยใจหรือร้ายแรงถึงขั้นเข้าใจผิดคิดว่าพวกท่านรักผมมากว่า

ไม่ใช่ไม่รัก...แค่คิดไปเองว่าไม่อยากให้บ้านเรามีผมเป็นตัวปัญหา

รู้ตัวอีกครั้งก็ตอนที่คิดได้ว่าผมเองนี่แหละ ที่ถอยมาไกลจนสนิทใจกับสมาชิกบ้านใหญ่มากกว่าคนในบ้านของตัวเองไปเสียแล้ว

“คิดถึงคุณนุ่มนิ่มเหมือนกันครับ” และมากกว่านั้นผมยังมีชื่อเรียกใหม่ที่พี่ชายคนนี้ตั้งให้ ชื่อที่คุณยายเองก็เข้าใจ ชื่อที่มาจากความอ้วนกลมของเด็กชายคนเดียวซึ่งเอาแต่ร้องไห้งอแงไม่อยากให้ทุกคนในครอบครัวเอ่ยเรียกชื่อเล่นออกมาให้ได้ยิน

“แล้วนี่...ตัวน่ารักไม่อยู่หรือครับ?” ผมกวาดสายตามองหาจนทั่วก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถาม ก็ตั้งแต่คุณคนเล็กแต่งงานเรียกว่าเป็นภาพคุ้นตาไปแล้วกับการกลับมาบ้านแล้วพบว่าพี่ชายที่แสนดีของผมมักมีหนุ่มน้อยน่าเอ็นดูอย่างน้องโปรดอยู่เคียงข้าง

“คนนั้นไม่ยอมพลาดหรอกครับ และก็ไม่ยอมให้พี่ๆ คนอื่นพลาดด้วย ทราบวันเมื่อไรก็วิ่งวุ่นสลับตารางงานคนอื่นจนกว่าจะว่างตรงกันนั่นแหละ”

“...” รอยยิ้มเอ็นดูปรากฏบนใบหน้าของพี่ชายขณะเอ่ยถึงคนรัก เด็กน้อยที่แม้อายุจะห่างจากพี่ชายผมหลายปีแต่ก็มีความคิดเป็นผู้ใหญ่และสามารถเข้ากันได้เป็นอย่างดีกับครอบครัวของเรา

“จะไปหาไหมครับ? ตอนนี้น้องกำลังป่วนอยู่ในครัว”

“เดี๋ยวตัวน่ารักก็ออกมา เราใช้เวลานี้อ้อนพี่คนเล็กดีกว่า” ผมขยับตัวเพื่อเว้นที่ว่างก่อนจะดึงมือพี่ชายให้นั่งลงมาข้างๆ กัน

“ได้ยินมาว่าสนุกกับงานมากเลยหรือครับ ตัวเล็กลงกว่าเดือนที่แล้วนะ”

“ตัวลดลงก็ไม่ใช่เด็กก้อนของพวกพี่แล้วสิครับ”

“จะตัวแค่ไหนคุณนุ่มนิ่มก็คือคุณนุ่มนิ่มนิ่ม แต่ทานเยอะๆ แล้วน่ารักกว่านะครับ” นี่เป็นการแสดงความเป็นห่วงฉบับคุณชายเขาล่ะ

“...” พี่ชายคนนี้เขามีวิธีดูแลคนรอบตัวในแบบของเขา พี่คนเล็กไม่ใช่คนที่จะตามใจเกินไปจนเสียนิสัยแต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีทางที่จะบังคับจนเรารู้สึกอึดอัด

“ก็ว่าคุณคนเล็กหายไปไหน หนีมาโอ๋น้องอยู่นี่เอง เข้าไปเล่นกับเด็กๆ ก่อนไหมคุณนุ่มนิ่ม”

“สวัสดีครับคุณคนกลาง คิดถึงจัง”

“คิดถึงเรามากกว่าคุณคนเล็กหรือเปล่า?”

“เท่ากันได้ไหมครับ?” ผมส่งสายตาอ้อนพร้อมแนบรอยยิ้มไปกับคำตอบ

“คุณนุ่มนิ่มไม่ต้องโกหกเพื่อปลอบใจ เรารู้หรอกว่าชนะคุณคนเล็กไม่ได้สักที แล้วนี่...มาคนเดียวอีกแล้วหรือเรา?”

“ใช่ครับ” ฝ่ามือพี่ชายลูบไหล่ผมเบาๆ ทั้งที่พี่เขาเลือกปลีกตัวออกจากบทสนทนาด้วยรอยยิ้มบางๆ เหมือนเคย

“ติดงานอีกแล้วสินะ เมื่อก่อนเราคิดว่าคงไม่มีใครทุ่มเทให้กับงานเท่าคุณคนโตแล้ว พอมาเจอคนรักของคุณนุ่มนิ่มนี่...”

“คุณคนกลางครับ จะออกมาตามผมหรือเปล่า?”

“น้องรักนี่แตะไม่ได้เลย...นั่นแหละ เรามาตามเพราะเด็กๆ ไม่ยอมเข้านอน งอแงติดคุณตัวจ้อยแจอยู่ในบ้าน ปล่อยไว้คงเอาแต่พากันเล่นจนงานเลี้ยงไม่ได้เริ่ม”

“เดี๋ยวผมตามเข้าไปนะครับ”

“โอเค ไม่ได้คิดมากเพราะเราใช่ไหมคุณนุ่มนิ่ม”

“เปล่าครับ” ผมรู้ดีว่าพี่ชายทั้งสามคนรักผมมากขนาดไหน เพียงแต่พวกพี่เขามีวิธีการแสดงออกคนละแบบก็เท่านั้น

“อืม เราไม่ได้จะว่าอะไร แค่เป็นห่วง...คุณคนเล็กรีบตามมาล่ะ” แม้จะเป็นคำห้วนๆ สั้นๆ แต่เพราะรู้จักคุณคนกลางมาเท่าอายุของผมจึงรับรู้ว่าพี่เขารู้สึกห่วงใยกันอย่างที่พูดออกมาจริงๆ

“เข้าในบ้านกันก่อนไหมคุณนุ่มนิ่ม พี่คงต้องช่วยน้องโปรดส่งเด็กๆ เข้านอนก่อน”

“ไม่เป็นไรครับ เรารอตรงนี้ดีกว่า ลมกำลังเย็นสบายเลย”

“ไม่ใช่เพราะคิดมากอยู่หรือ?”

“...” เฮ้อ...กับบางเรื่องถึงไม่ยอมรับพี่ชายคนเก่งเขาก็รู้เองอยู่ดี

“คิดได้ครับ แต่ต้องคิดให้ถูกเรื่องนะ”

“ครับ?”

“คนเราจัดลำดับความสำคัญในชีวิตต่างกัน คุณนุ่มนิ่มรู้ไหม ที่เห็นคุณคนโตทุ่มเททำงานหนักแบบนั้นไม่ใช่ว่าพี่ชายของพวกเราเห็นงานสำคัญกว่าสิ่งอื่น แต่เพราะนั่นคือนิสัยของเขา”

“...”

“และคนที่รู้เรื่องนี้ก่อนใครก็คือคนที่ถ่ายทอดนิสัยนั้นให้คุณคนโต พอจะเดาออกไหมครับว่าเป็นใคร”

“คุณตา?”

“ใช่ครับ เพราะท่านรู้จักหลานชายคนแรกของท่านดีที่สุด คุณปู่ก็เลยขอให้คุณคนโตสัญญาเป็นอย่างสุดท้ายก่อนที่ท่านจะจากไป...”

“สัญญา?”

“ครับ เพราะหากเมื่อไรที่หลุดคำว่าสัญญาออกไปแล้ว...คุณคนโตจะยึดมั่นและทำได้เสมอ”

“แล้วคุณตา...”

“ท่านขอให้คุณคนโตสัญญา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ติดภาระสำคัญมากเท่าไร แต่หากเป็นวันที่ครอบครัวต้องการอยู่กันอย่างพร้อมหน้า...คุณคนโตต้องจัดการเวลาให้ได้”

“...”

“ท่านคงรู้สึกผิดที่ทิ้งคุณย่าให้เหงาอยู่บ้านเกือบทั้งชีวิต”

“...”

“สิ่งที่คุณคนกลางพูดก็แค่แสดงความเป็นห่วงในมุมของเขา...แต่กับคนรักของคุณนุ่มนิ่ม แน่นอนว่าคุณนุ่มนิ่มรู้จักและรู้เหตุผลของเขาดีกว่าใครในบ้านเรา”

“...”

“ไม่ได้มาเจอกันตรงนี้ ไม่ได้หมายว่าสำหรับเขาคุณนุ่มนิ่มไม่สำคัญใช่ไหมล่ะครับ เพราะฉะนั้น...อย่าคิดมากเลยนะคนเก่ง”

“ขอบคุณครับพี่คนเล็ก” ผมยิ้มกว้างออกมาเมื่อความรู้สึกแน่นๆ จากการเก็บคำพูดของคุณคนกลางมาคิดถูกพี่ชายแสนดีช่วยชะล้างออกไป

และที่รู้สึกได้ชัดเจนอีกอย่างคืออ้อมกอดนี้ยังเป็นความสบายใจของผมเสมอเลย...ถ้าขอยืมพี่คนเล็กไปนอนกอดสักวันน้องโปรดจะยอมให้กันไหมนะ

 

ไฟในห้องนอนยังคงถูกเปิดทิ้งไว้ถึงแม้ว่ากว่าผมจะกลับมาถึงเวลาก็ล่วงเข้าวันใหม่ไปมากกว่าสองชั่วโมงแล้ว การเคลื่อนไหวรวดเร็วตามนิสัยมีอันต้องลดช้าลงเมื่อเห็นว่าคนที่ผมปฏิเสธคำชวนจากคุณพ่อคุณแม่ให้นอนค้างที่บ้านมาเพื่อเจอเขากำลังฟุบหลับคากองกระดาษบนโต๊ะทำงาน

ถึงขนาดยกโต๊ะและตู้เอกสารมาตั้งเอาไว้ในห้องนอนผมก็คงไม่ต้องอธิบายความเป็นเขามากกว่านี้แล้วล่ะมั้งครับ

แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกแย่หรอกนะ อย่างที่พี่คนเล็กบอกว่าคนที่รู้จักเขามากที่สุดก็คือผม เพราะผมรู้ว่าที่เขาทุ่มเทอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไรและเพื่อใคร...ซึ่งเหตุผลก็น่าจะพอให้กีดกันเรื่องนี้ออกไปจากลิสต์ปัญหาชีวิตคู่ของเราได้แล้วใช่ไหมล่ะครับ

“ทำไมไม่ไปนอนดีๆ ล่ะครับ” หลังจากจัดการนำอาหารมากมายที่คุณแม่เตรียมไว้ให้เข้าตู้เย็นเรียบร้อยผมก็เดินกลับมาปลุกใครอีกคนซึ่งยังคงหลับสนิทอยู่ในท่าเดิม

“อืม...เดียว?”

“อื้อ ลุกไปนอนดีๆ ก่อน ถ้าไม่ตื่นเราจะทิ้งให้นอนตรงนี้นะ”

“...” นี่ขู่อยู่ไง กลัวกันหน่อยได้ไหมล่ะตาบื้อ

“นับหนึ่ง...”

“...” เงียบ

“นับสอง...”

“...” นิ่ง

“นับสาม...เรื่องของพี่เลยแล้วกัน”

“...” หมุนตัวยังไม่ทันครบร้อยแปดสิบองศาผมก็ถูกลากลงไปนั่งตักเขาบนเก้าอี้แถมยังย้ายใบหน้ามาซบบนไหล่กันเสียเรียบร้อย

“น่าตีจริงๆ เลย” เคยบอกไหมว่าผมน่ะเป็นคนมือไว ปากบอกน่าตีแต่มือนี่ฟาดเพี๊ยะไปแล้วหนึ่งทีเน้นๆ

“ง่วง”

“ก็ไปนอนดีๆ สิครับ”

“พี่รอเรานี่”

“รู้ได้ไงว่าเราจะกลับมา”

“ก็ไม่เคยไม่กลับ”

“แล้วทำไม...” ถ้าจะรอแบบนี้ทำไมไม่แบ่งเวลาไปด้วยกันตั้งแต่แรก

“หืม?”

“ทำไมไม่ไปนอนบนเตียงดีๆ เร็วเลย...เราอาบน้ำแล้วจะมานอนด้วย”

“อาบมาแล้วไม่ใช่หรือไง เนี่ย...หอมแล้ว ฟอด~”

“คิก อย่าแกล้งกันซี่...เราอยากอาบใหม่ เหนียวตัว” นอกจากจะต้องใช้คำพูดต่อรองแล้วยังต้องคอยหดคอหนีคนที่ระดมหอมกันไม่ยอมหยุด สุดท้ายเลยต้องดีดตัวขึ้นจากตักพี่เขาเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

“ไม่ให้อาบ”

“เอ๊ะ! หวา~” ถ้อยคำโวยวายถูกกลืนลงคอแทบไม่ทัน คนง่วงนอนที่ไหนแค่เผลอนิดเดียวก็ขยับมาอุ้มจนผมลอยขึ้นจากพื้นกันเล่า ตกลงก่อนหน้านี้ตาลุงนี่แกล้งหลับใช่ไหม

“นอนกันดีกว่า...เนอะ”

“เราเลือกได้ไหมล่ะ” พี่เขาเล่นปิดไฟแถมยังขังผมไว้ในอ้อมกอดเสียขนาดนี้

“...” เมื่อรู้ดีว่าไม่มีทางถูกปล่อยตัวไปอาบน้ำอีกรอบอย่างที่ตั้งใจผมจึงยอมแพ้และขยับหามุมสบายให้กับตัวเองหลังจากอ้อมกอดของคนรักคลายออกเล็กน้อย แต่สิ่งที่พบหลังจากเผลอมองใบหน้าอีกฝ่ายคือรอยยิ้มของพี่เขาที่แสดงออกมาทั้งริมฝีปากและแววตา

“ไหนบอกว่าจะนอนไง”

“ก็นี่ไง นอนแล้ว” ยัง...ยังไม่หยุดมองแล้วยิ้มแบบนั้นอีก

“มองหน้าเราทำไม?”

“อยากมอง”

“จะหาเรื่องเหรอ?”

“เปล่า...คิดถึง”

“อะไร เรากลับบ้านไม่ถึงวันเถอะ” อยู่ๆ คนหวานน้อยอย่างตาลุงเขามาบอกว่าคิดถึงกันนี่คิดว่าคนฟังจะเขินไหมล่ะ

“ก็คิดถึง”

“ก็ชอบเป็นแบบเนี้ย...ตาคนหน้ามึน” ตลกดีที่ความไม่สบายใจก่อนหน้านั้นเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นเมื่อผมได้กลับเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของ เราอีกครั้ง

อย่างที่พี่คนเล็กบอกว่าคนเรามีเหตุผลที่แตกต่างกัน และเหตุผลของผมก็คือ รักพี่เขา...เท่านั้นเอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6 ความคิดเห็น

  1. #4 baekbow (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 / 12:48
    อ่าว ตอนแรกก็คิดว่าเดียวเป็นพระเอกซะอีก แต่คงไม่ใช่แล้วแหละ ว่าแต่จะมีดราม่าเรื่องอะไรน้าาาาา เรื่องโตนบ้างานก็เหมือนจะเคลียร์แล้ว
    #4
    0
  2. #2 chuenchuen (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2561 / 16:34
    เปนอีกคู่เปนอีกเรื่องเปนอีกหลายๆอย่างที่ต้องอ่าน.
    #2
    0