[YAOI] #เพียงคุณคนเดียว

ตอนที่ 2 : [1/30] ขอบคุณ...ยังน้อยไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 417
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    7 ต.ค. 62

[1/30] ขอบคุณ...ยังน้อยไป

[โตน]




อยากขอบคุณเธอสักครั้ง

แม้อาจจะเป็นถ้อยคำที่ดูน้อยไป

ไม่เพียงพอกับใจ

ที่ฉันต้องการบอกเธอ

[กอล์ฟ / ไมค์]


ข่าวสารร้อนๆ มาส่งแล้วครับ~” ผมปิดวาล์วน้ำและม้วนสายยางเก็บเข้าที่เมื่อได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วซึ่งมักจะมาในเวลาเดิมของทุกวัน

“ดี๋~ อาหารเช้าพร้อมแล้วนะ อ้าว...โรงเรียนเปิดเทอมแล้วเหรอกะลา?” ผมรับกระดาษม้วนกลมจากเด็กชายในชุดนักเรียนมัธยมปลายมาถือไว้พลางหันไปตามเสียงของใครอีกคนซึ่งกำลังเดินออกจากตัวบ้านมาทักทายคนส่งหนังสือพิมพ์ด้วยความคุ้นเคย

“เพิ่งเปิดวันแรกเลยครับ”

“ปีนี้ก็มอหกแล้วใช่ไหม? ตั้งใจล่ะ”

“รับทราบครับผม” ท่าทางขี้เล่นของเด็กหนุ่มผู้รับคำด้วยความแข็งขันเรียกเสียงหัวเราะใสๆ ของแฟนผมได้แต่เช้า

“...” ในขณะที่ผมยังไม่มีโอกาสได้คุยกับเขาสักคำ...เปลี่ยนร้านส่งหนังสือพิมพ์เสียเลยดีไหม?

“เหวอ...ผมต้องรีบไปส่งข่าวต่อแล้วเดี๋ยวเข้าโรงเรียนไม่ทัน ขอให้วันนี้เป็นวันดีๆ ของพวกพี่นะครับ”

“ขอให้เป็นวันดีๆ ของเราเหมือนกันนะกะลา ปั่นรถระวังด้วย” ผมมองคนที่มาหยุดยืนข้างกายกำลังส่งยิ้มกว้างโบกมือลาทั้งๆ ที่เด็กที่เขาเรียกว่ากะลานั่นปั่นจักรยานไปไกลจนแทบจะลับสายตาอยู่แล้ว

“...” อดไม่ได้ที่จะใช้ม้วนหนังสือพิมพ์ในมือเคาะหัวเขาเบาๆ ไปหนึ่งทีด้วยความมันเขี้ยว

“ไปทานข้าวกันเถอะครับ” นอกจากจะไม่มีท่าทางไม่พอใจเขายังหันมาเอ่ยชวนพร้อมส่งยิ้มหวานจนผมต้องยิ้มตาม

“ทำไมไม่ไปอาบน้ำก่อน” เอ่ยถามออกไปเมื่อผมเพิ่งสังเกตว่าคนรักเดินออกมาจากบ้านทั้งๆ ที่ยังอยู่ในชุดนอนตัวเดียวกับเมื่อคืน

“มื้อเย็นเมื่อวานดี๋ทานไปแค่นิดเดียวเอง เรากลัวดี๋รอนานแล้วจะหิว เดี๋ยวค่อยอาบแล้วออกไปทำงานเลยก็ได้” คำพูดที่แสดงออกถึงความใส่ใจซึ่งแถมมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างๆ ประจำตัวนี่นับเป็นเรื่องดีๆ เรื่องแรกตามคำอวยพรของเด็กส่งหนังสือพิมพ์คนนั้นแล้วสินะ

“...” ความจริงแค่ตื่นแล้วพบว่าเขายังอยู่ข้างกายเหมือนตลอดเวลาสองปีที่ผ่านมา...ผมก็นับได้ว่าวันนั้นเป็นวันที่ดีที่สุดอีกหนึ่งวันแล้วล่ะครับ

“ถ้าเย็นนี้งานค้างไม่เยอะมากเราไปซื้อของเข้าบ้านกันดีไหม นอกจากพายแอปเปิ้ลดี๋อยากทานอะไรอีกหรือเปล่า?”

“เราทำอะไรพี่ก็กินอันนั้นแหละ”

“ฮื่อ ต้องมีเมนูที่อยากทานเป็นพิเศษสิ เราจะได้จดรายการเพิ่มลงไปในของที่จะซื้อเลย อืม...ดี๋เบื่อบัวลอยหรือยัง?”

“ไม่เบื่อ” ที่ว่าไม่เบื่อน่ะ ไม่ได้หมายถึงขนมโปรดอย่างบัวลอยอย่างเดียวหรอกนะครับ ผมหมายรวมถึงทุกสิ่งที่คนตรงหน้าทำให้กันไม่เคยขาดด้วย อย่างพายแอปเปิ้ลที่ผมแค่หลุดปากว่าน่าทานตอนเห็นผ่านตาในรายการแข่งทำอาหารเขาก็จดจำและคิดจะลงมือทำให้กันอย่างจริงจัง

ต้องมอบความรักให้ไปอีกสักเท่าไรถึงจะเพียงพอกับสิ่งดีๆ ที่เขาขยันมอบให้กันเสียเหลือเกิน

“งั้นบัวลอยด้วยเนอะ ของโปรดดี๋ต้องจัดแบบเยอะๆ ไปเลย อ้าว...เราขอโทษที่ทำอย่างอื่นตอนทานข้าวครับ เดี๋ยวต้องประชุมแต่เช้าดี๋ทานเยอะๆ หน่อยสิ” พอละสายตาจากสมุดเล่มน้อยของตัวเองเขาก็รีบผลักไสมันไปอีกทางแล้วหันมาให้ความสนใจกับการตักอาหารใส่จานให้ผมแทน

“อย่าห่วงแต่พี่” เมื่อเห็นว่ากับข้าวที่ผมอยากทานมาอยู่ในจานโดยไม่ต้องร้องขอผมจึงมองหน้าอีกฝ่ายพลางเลื่อนมือตักของชอบของเขาคืนกลับไปบ้าง

“ขอบคุณครับ”

“อืม ทานเยอะๆ ถ้าปล่อยให้แก้มหายพี่จะไม่รักแล้วนะ”

“ดี๋พูดแล้วนะ ถ้าเราอ้วนแล้วทิ้งขึ้นมาเราจะให้หมอดูดไขมันมาปาใส่ดี๋”

“ขู่ได้น่ากลัวมาก”

“กลัวให้จริง ห้ามแม้แต่คิดจะทิ้งเราเชียว”

“...” ผมยกมุมปากขึ้นตอบกลับรอยยิ้มทะเล้นของอีกฝ่าย ผมไม่รู้ว่าเขากลัวผมทิ้งจริงไหม เพราะไม่ว่ามองมุมไหนก็เป็นตัวผมหรือเปล่าที่ต้องกังวลว่าเขาอาจจะทนไม่ไหวจนเดินไปจากกัน

ไข่เจียวหมูสับ แกงจืดตำลึง ผัดผักรวม เมนูง่ายๆ ในเช้าวันจันทร์ก็ดูเหมาะสมกับคนธรรมดาแบบผมดี แต่หากถามถึงสิ่งที่แตกต่างคงจะเป็นใครอีกคนที่ละทิ้งความสะดวกสบายในบ้านหลังใหญ่มานั่งทานอาหารธรรมดาด้วยท่าทางมีความสุขเสียมากมายอยู่ตรงหน้าผมในตอนนี้นี่ไงครับ

 

“ไม่ต้องรีบ เดี๋ยวก็ล้มไปหรอก” ผมยืนกอดอกเทน้ำหนักพิงรถยนต์อยู่หน้ารั้วบ้านเมื่อดูท่าแล้วคนรักคงยังใช้เวลาวิ่งวุ่นเตรียมของอีกหลายนาที

“เสร็จแล้วๆ เอ๊ะแต่เหมือนเราจะลืมอะไรสักอย่างอ่ะ ฮือ...นึกไม่ออก ในสมุดก็ไม่ได้จดไว้ด้วย” ขณะที่ปากทำหน้าที่บ่นพึมพำสองมือของเขาก็กำลังพยายามเปิดหาอะไรสักอย่างในสมุดพกของตัวเอง

“สำคัญไหม?”

“เหมือนจะสำคัญ แต่เราไม่แน่ใจ”

“ไว้คิดออกค่อยจดลงไปใหม่ก็ได้”

“เรากลัวจะเป็นของที่ต้องใช้ประชุมช่วงบ่ายน่ะสิ ทำไงดีอ่ะ?”

“ถ้าสำคัญก็ค่อยๆ คิด ยิ่งเราลนก็ช้าไปกันใหญ่”

“ฮือ จะสายแล้วด้วย เราไม่เอาแล้วก็ได้”

“ไม่เป็นไรนะ ถ้าสำคัญและต้องใช้วันนี้จริงๆ เดี๋ยวประชุมช่วงเช้าเสร็จพี่กลับมาเอาให้ ตอนนี้เรานึกไม่ออกนี่” ผมเปิดประตูรอเมื่อเห็นว่าเขาก้มมองนาฬิกาบนข้อมือขณะใส่รองเท้าแบบลวกๆ เดินกระโดดโหยงเหยงมาที่รถ

“อ้าว ประตูบ้านยังไม่ได้ปิดเลย”

“โก๊ะจริงๆ ...เฉยไปเลยเราน่ะเดี๋ยวพี่จัดการเอง”

“แหะ~” ผมปิดประตูให้เขานั่งรออยู่ในรถและเดินกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้งเพื่อทำหน้าที่ล็อคกุญแจให้เรียบร้อยเราจะได้ออกเดินทางไปทำงานกันเสียที

“คาดเข็มขัดด้วย”

“เรารู้น่า”

“รู้แต่ก็ต้องให้บอกทุกที”

“ก็ชอบ...เราชอบเวลาที่ดี๋เป็นห่วง”

“ถ้าอย่างนั้นก็ชอบตลอดเวลาเลยสิ พี่เป็นห่วงเราตลอด”

“น่ะ...จีบคนแปลกหน้าเขาว่าหวังจะได้แฟน แต่จีบแฟนนี่หวังจะได้อะไรเอ่ย?”

“จะให้พี่พูดจริงเหรอ?”

“แง...ไม่เอาๆ ไปกันดีกว่าครับ สายแล้ว~”

“โอเคๆ ...พอเขินล่ะทำเร่งพี่เชียว”

“ดี๋มีประชุมตอนเช้าไม่ใช่หรือไง เขินไม่เขินก็ต้องเร่งแล้วตอนนี้ โอ๊ะ เดี๋ยวก่อนครับๆ” มือของผมยังไม่ทันได้ยกขึ้นสัมผัสพวงมาลัยคนที่นั่งอยู่ด้านข้างก็เปิดประตูพุ่งลงจากรถไปเปิดรั้วบ้านเป็นที่เรียบร้อย

ดูเอาเถอะครับ...ใครต้องเร่งใครกันแน่

“ล็อคบ้านแล้ว?”

“เรียบร้อยครับ”

“ไปจริงแล้วนะ ถ้าลืมอะไรอีกคราวนี้พี่จะปล่อยให้โดดลงจากรถไปเลย”

“กับแฟนนี่โหดตลอดอ่ะ” พอแหย่นิดแซวหน่อยเขาก็ทำแก้มพองเป็นปลาทองให้ผมยื่นมือไปจิ้มเบาๆ หนึ่งทีให้หายมันเขี้ยวก่อนหยิบตุ๊กตาหมาจากเบาะหลังมาส่งให้

“พี่เคยทำจริงที่ไหน เราจะนอนก่อนไหม เมื่อคืนนอนดึกนี่” รถยังออกไม่พ้นซอยบ้านคนด้านข้างเขาก็กอดน้องหมาตาปรือเสียแล้ว

“ก็นอนพร้อมกันไม่ใช่เหรอ ไม่เอาหรอก เราจะนั่งเป็นเพื่อนดี๋”

“ตามใจนะ”

“อื้อ ยังไม่หลับๆ”

“...” ปากบอกไม่แต่เปิดเพลงช้าคลอเสียชวนนอนเลยนะ ทำเก่งไปเถอะตัวแสบ ผมจะรอดูว่าเขาจะฝืนความง่วงของตัวเองไปได้นานแค่ไหน

“อ้อ ดี๋จำได้ใช่ไหมว่าวีคหน้าเราไม่อยู่”

“จำได้สิ เรามีนัดกับคุณศรันย์ไปดูสถานที่จริงก่อนเซ็นสัญญา ตกลงว่าจะชวนใครไปช่วย?”

“พี่จิ๋ว” ความชอบเปลี่ยนชื่อคนอื่นตามใจตัวเองนี่ต้องยอมเขาเลย

“ไม่ใช่ว่าเติ้ลมันติดแก้งานให้ลูกค้าอยู่หรือเหรอ?”

“ก็ติดแหละ แต่เดี๋ยวเราช่วยเคลียร์ก่อน นี่เลื่อนนัดลูกค้าให้เร็วขึ้นไปแล้วด้วย มีเวลาสองวัน”

“รายนี้ต้องแต่งใหม่ตั้งสามห้องไม่ใช่หรือไง ทำไมใช้เวลาแค่สองวัน”

“ก็นั่นแหละ แต่เรารีบเลยแจ้งให้ลูกค้าเข้ามาดูวันพุธได้เลย เว้นวันพฤหัสไว้สำรองเผื่อแก้งานฉุกเฉินเพราะเรากับพี่จิ๋วต้องเดินทางตอนเช้าวันศุกร์”

“งานตัวเองก็เยอะจนจะทับตายอยู่แล่ว”

“ทันน่า ถ้าเอาคนอื่นไปเราก็ไม่สบายใจอ่ะ ไปตั้งหลายวันจะได้ไม่ต้องเปิดห้องพักแยกด้วย กำลังช่วยลดค่าใช้จ่ายบริษัทไง”

“คุณศรันย์เขาคงปล่อยให้เราจ่ายเองหรอก เสียชื่อเจ้าของโรงแรมไหม จะพกเติ้ลไปเป็นเพื่อนเที่ยวก็บอกมาตรงๆ”

“เบื่อดี๋จัง”

“อ้าว ใจตรงกันเลย”

“ดี๋ตีนะ”

“ฮ่าๆ ล้อเล่นครับ เรื่องงานที่จะไปช่วยลิตเติ้ลถ้าไม่ไหวหรือมีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกรู้เปล่า?”

“ระดับนี้แล้วน่า บอสส่งกำลังใจมาก็พอครับ”

“...” คำว่าระดับนี้แล้วของเขาก็ไม่ได้เกินจริงหรอก เห็นชอบเที่ยว ติดเล่นแต่พอถึงเวลาทำงานขึ้นมาก็จริงจังเสียจนต้องคอยเป็นห่วงว่าจะทำอะไรที่มันเกินตัว

“...”

“หึ หลับสบายเชียวนะคนไม่ง่วง” ภายในรถเกิดความเงียบได้เพียงไม่นาน ผมอาศัยจังหวะที่รถหยุดรอสัญญาณไฟหันไปมองว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรก็พบคนที่บอกจะนั่งเป็นเพื่อนกันกอดตุ๊กตาหมาตัวโปรดหลับปุ๋ยไปเสียแล้ว

หยุดชั่งใจเพียงนิดว่าตัวเลขบอกเวลาถอยหลังก่อนสัญญาณไฟจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวมากเพียงพอให้ทำสิ่งที่คิดในหัวหรือไม่? พอได้คำตอบผมก็จัดการปลดเข็มขัดนิรภัยของตัวเองออกเพื่อโน้มตัวไปปรับเบาะเอนลงให้คนรักนอนสบายมากขึ้น และเมื่อกลับมาประจำที่เตรียมพร้อมเดินทางอีกครั้งก็ยังอดไม่ได้ยื่นมือไปตรวจดูว่าองศาและความเย็นจากเครื่องปรับอากาศในรถเพียงพอสำหรับคนชอบอากาศเย็นแบบเขาไหม

ถึงจะเป็นเพียงการพักผ่อนในระยะเวลาสั้นๆ ...ผมก็อยากจะให้เขาหลับสบาย

แม้เช้าวันจันทร์กับการจราจรหนาแน่นจะเป็นของคู่กันแต่ผมก็สามารถนำรถเข้าจอดซองประจำตำแหน่งได้โดยที่ยังมีเวลาเหลือพอให้หยิบเอกสารขึ้นมาอ่านทวนก่อนเข้าประชุม อีกเหตุผลสำคัญที่ยังไม่ยอมลงจากรถก็เพราะอยากยืดเวลาพักให้คนรักที่ยังคงส่งเสียงหายใจสม่ำเสมออยู่ข้างกาย

“อื้อ...”

“อย่าขยี้ตานะ” แรงขยับของคนที่นอนนิ่งอยู่เบาะข้างทำให้ผมต้องส่งเสียงเตือนด้วยความเคยชินทั้งที่ยังไม่ได้ละสายตาจากเอกสารในมือเสียด้วยซ้ำ

“เราว่าจะไม่หลับสักหน่อย วูบเฉยเลย” เสียงติดแหบของคนเพิ่งตื่นบ่นกับตัวเองเบาๆ แต่ภายในรถก็เงียบพอให้ผมได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน

“ง่วงก็นอนน่ะถูกแล้ว นอนดึกแล้วยังจะตื่นมาทำกับข้าวแต่เช้า” เวลาเข้างานสิบโมงครึ่งน่ะใช่ แต่เพราะบ้านของผมอยู่ไกลออกไปแถบชานเมืองการจะเดินทางฝ่ารถติดเข้ามาถึงบริษัทซึ่งตั้งอยู่โซนธุรกิจของกรุงเทพฯ จึงต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก

“ดี๋ก็ได้นอนเท่าเรานั่นแหละ”

“เหมือนกันที่ไหน?” ครอบครัวผมมีแค่ผมกับแม่แค่สองคนเพราะพ่อเสียไปตั้งแต่ผมยังไม่ทันหัดเดิน เพราะฉะนั้นการนอนดึกตื่นเช้าเพื่อช่วยแม่ทำงานในร้านขายส่งขนาดกลางของบ้านเราจึงเป็นสิ่งที่หลอมให้ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้เหนื่อยไม่ได้ครึ่งเลยเมื่อเทียบกับช่วงเวลายากลำบากเหล่านั้น

ผิดกับเขา ลูกชายคนโตของนักธุรกิจใหญ่ซึ่งมีชื่อเสียงในวงการอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะโครงการบ้านจัดสรรและคอนโด

หลายครั้งที่คนนอกมองเข้ามาแล้วบอกผมว่าสิ่งที่เขาทำให้กันไม่ได้มากเกินไปหากวัดด้วยสถานะคนเป็นแฟน แต่เพราะผมเองรู้ดีว่าเขาต้องละทิ้ง ปรับเปลี่ยน ฝึกฝนสิ่งใหม่ๆ ในการใช้ชีวิตมากมายเพียงใดเพื่อยืนข้างกันอยู่ทุกวันนี้

ผมกับเขาเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน คณะเดียวกัน ภาควิชาเดียวกัน แต่แค่นั้นไม่ใช่เหตุผลที่นักศึกษาต่างชั้นปีอย่างผมกับเขาจะมีโอกาสโคจรจนได้มารู้จักกระทั่งสนิทสนมกัน

เราเจอกันครั้งแรกตอนที่เขาเรียนอยู่ปีสองและผมอยู่ปีสี่ ปีนั้นทางคณะมีโครงการให้รุ่นพี่รุ่นน้องภาควิชาสถาปัตยกรรมภายในตั้งทีมออกแบบเพื่อส่งผลงานประกวดชิงรางวัล หรืออีกนัยก็คือเป็นการบังคับนักศึกษาสร้างชิ้นงานใหม่ๆ สำหรับต้อนรับการเปิดบ้านไปในตัว

แต่ความบังเอิญได้อยู่ทีมเดียวกันในครั้งนั้นก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น เพราะการเดินทางบนถนนสายความสัมพันธ์ของพวกเราใช้เวลามากกว่านั้น...

...หนึ่งปีแรกกับการที่คุณชายอย่างเขาคอยตามจีบรุ่นพี่ธรรมดาอย่างผม

...หนึ่งปีต่อมากับการทดลองคบหากันภายใต้สถานะคนรู้ใจ

...สองปีที่ผมจบออกมาทำงานเก็บเงินสำหรับวางแผนอนาคตของเรา

...และสองปีที่เราช่วยกันสร้างตัวโดยการร่วมทุนและพัฒนาบริษัท KID-D INTERIOR DESIGN

ยอมรับว่าลำพังต้นทุนชีวิต คอนเนคชั่นหรือแม้กระทั่งผลงานของนักศึกษาเกียรตินิยมอย่างผมคงไม่เพียงพอให้เราจับมือกันเดินบนสายงานที่รักได้ไกลเท่าไรนัก หากไม่ใช่เพราะนามสกุลของเขาที่คนในสายงานคุ้นเคยจนวางใจเราให้รับผิดชอบงานใหญ่ หรือญาติพี่น้องไปจนถึงคนรู้จักของเขาที่ล้วนมีชื่อเสียงในสังคมช่วยผลักดันให้เราได้ลูกค้าทั้งรายใหญ่ รายย่อยที่หลากหลายจนบริษัทน้องใหม่ของเราเริ่มเติบโตและเป็นที่รู้จักได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อลองมาคิดดูดีๆ ไม่ว่าจะเรื่องไหนในชีวิตของผมล้วนสมบูรณ์มากขึ้นเพราะมีเขาเข้ามาเติมเต็ม

“ดี๋อ่านเอกสารหรือหลับใน สิบโมงสิบห้าแล้วนะ จะเข้าไหมบริษัทเนี่ย”

“ไม่เข้า”

“ดี ปลดไปเลยตำแหน่งผู้บริหารอ่ะ ดี๋จะได้มีเวลาให้เราเยอะๆ” หน้าที่สูงสุดในบริษัทของเราคงเป็นอีกเรื่องที่ผมได้รับมาโดยไม่คาดคิด ส่วนตัวเขาเลือกเป็นเพียงพนักงานธรรมดาคนหนึ่งทั้งที่เงินลงทุนมากกว่าผมเกือบเท่าตัว

“ทำเป็นพูด ใครกันแน่ไม่มีเวลา”

“ไม่รู้ ไม่คุยด้วยแล้วดีกว่าเดี๋ยวเราตอกบัตรสาย ถ้าโดนหักเงินเดือนขึ้นมาล่ะเรื่องใหญ่แน่ ทริปหน้าเราต้องใช้เงินช็อปเยอะนะรู้เปล่า”

“...” ผมต้องรีบเก็บของเมื่อหลังจากพูดจบเขาก็เปิดประตูลงไปยืนบิดขี้เกียจอยู่นอกรถโดยไม่คิดจะให้โอกาสผมเอ่ยแย้งสักนิด

ส่วนเรื่องเที่ยวก็ถือเป็นอีกหนึ่งความสุขของเขาแหละครับ ยอมทุ่มทำงานสุดตัวแลกกับข้อตกลงว่าต้องได้วันหยุดสำหรับท่องเที่ยวเดือนละห้าถึงเจ็ดวัน

“เจอกันตอนเย็นนะครับบอส”

“ครับคุณวิรากานต์ ตั้งใจทำงานนะ”

“เช่นกันครับ”

เราส่งยิ้มแลกเปลี่ยนกันจนพอใจทั้งสองฝ่ายก่อนจะเดินแยกไปคนละทาง

สิบโมงสามสิบนาที...เวลาแห่งการเริ่มต้นของบทบาทที่แตกต่างออกไประหว่างเราสองคน

อยู่บ้านเราอาจดูแลกันในฐานะคนรัก แต่ที่บริษัทผมมีภาระให้ต้องจัดการในฐานะผู้บริหาร ส่วนเขาก็มีหน้าที่ให้ต้องจัดการในฐานะพนักงานผู้มีผลงานระดับท็อปของบริษัท

หากเป็นที่บ้านเราสามารถใช้เวลาร่วมกันบริเวณไหนก็ได้ ขณะที่ตลอดแปดชั่วโมงหรืออาจจะมากกว่านั้นในหนึ่งวันของการทำงานสถานที่ที่เราจะพบเจอกันได้บ่อยที่สุดคือห้องประชุม

แต่ไม่ว่าจะบทบาทไหน ผมก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาคือ คนสำคัญ

 

“เสร็จแล้ว?” เอ่ยถามเมื่อคนที่เป็นสาเหตุให้นั่งรอโผล่ใบหน้าเข้ามาทางประตูห้องทำงานซึ่งผมจงใจเปิดค้างเอาไว้

“สามสิบเปอร์เซ็นต์”

“จะอยู่ถึงกี่โมง”

“ไม่อยู่แล้ว เดี๋ยวถึงบ้านค่อยคอลกับพี่จิ๋วใหม่ วันนี้มีนัดไปซื้อของกับดี๋”

วันอื่นก็ได้” ตัวเองยุ่งขนาดนี้ยังจะห่วงซื้อของอยู่อีก

ไม่ได้ งานน่ะขนกลับไปทำที่บ้านได้แต่ดี๋อ่ะ ถ้าเราไม่ทำอาหารไว้ให้เดี๋ยวก็พึ่งแต่ข้าวกล่องเซเว่น”

แค่ไม่กี่วัน”

ไม่ต้องเลย ลุกมาเดี๋ยวนี้นะ”

“ถึงเราทำไว้พี่ต้องเอาไปอุ่นทานสารอาหารก็น้อยลงอยู่ดี”

“แต่ไม่มีสารกันบูดไง ดี๋ลุกมาเดี๋ยวนี้เลย”

เอาแต่ใจ” ถึงจะว่าเขาไปแบบนั้นแต่ผมก็ยอมหยิบของก้าวตามน้องออกจากห้องทำงาน

เพื่อใครล่ะ” เมื่ออยู่ในระยะเอื้อมถึงแขนของผมก็ถูกดึงไปกอดก่อนที่เขาจะทิ้งน้ำหนักลากขาตามกันจนถึงรถของเรา

 

หากเราไม่ได้เจอกันวันนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าเวลานี้ตัวเองจะทำอะไรอยู่ที่ไหน ผมจะสามารถเลี้ยงดูแม่ที่แก่ตัวลงทุกวันได้ดีมากเท่าไร ผมจะพบใครสักคนที่รักและทำเพื่อกันได้มากมายเท่าที่เขาทำให้ผมหรือไม่...ไม่รู้เลย

เมื่อก่อนเราสองคนเคยใช้ชีวิตดั่งเส้นขนาน แต่มารู้ตัวอีกครั้งก็ตอนที่ชีวิตผมพบกับจุดตัดที่ผูกมัดระดับความสุขของผมให้ขึ้นอยู่กับปริมาณรอยยิ้มของเขาไปเสียแล้ว

เพียงคำขอบคุณอาจจะไม่สามารถเทียบกับความรู้สึกของผมได้ แต่ผมก็ยังคงอยากบอกเขาซ้ำๆ ด้วยคำเดิมในทุกๆ วัน

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรที่ทำเพื่อกัน...

ขอบคุณนะครับ คุณความรัก



ไม่รู้จะทอร์คอะไร...เอาเป็นว่าฝากเป็นกำลังใจให้พวกเขาด้วยนะคะ 
ช่วงนี้อาจจะห่างหายเพราะต้องซุ่มปั่นงานออฟไลน์ด้วย
ปล. พี่ริคกี้จะกลับมาเร็วๆ นี้
แวะทักทาย พูดคุยกันได้ทั้งในเพจและทวิตเตอร์น้า @looknakrop 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6 ความคิดเห็น

  1. #3 baekbow (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 / 12:33
    เปิดมาได้ดีมากๆเลย แต่เห็นหน้าบทความบอกว่าดราม่า จะดราม่าเรื่องอะไรอ่ะ ไม่อยากจะคิดเลย ต้องร้องไห้หนักมากแน่ๆ
    #3
    0
  2. #1 chuenchuen (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 19:34
    อยากรู้เรื่องเร็วๆรีบอัพเถอะน่ะคุณแม่ขอร้องแฮ่.
    #1
    0