คัมภีร์เทวะ

ตอนที่ 6 : เข้าป่าอสูรบรรพกาล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,977
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 343 ครั้ง
    20 มิ.ย. 60

1 เดือน ต่อมา

               หลี่เฉิน เดินทางเร่รอนขึ้นมาทางตอนเหนือเรื่อย ๆ  ค่ำไหนนอนนั่น กระทั่งมันมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง มันคือ ป่าอสูรบรรพกาล ซึ่งถือได้ว่าป่าแห่งนี้นั้น เป็นสถานที่ ที่ขึ้นชื่อเรื่องสัตย์อสูรดุร้ายมากมาย เหล่าชาวยุทธ เกือบทั้งทวีปเทวะสวรรค์ จะเข้ามาแสวงโชคนะที่แห่งนี้ตลอดทั้งปี 


               ป่าอสูรบรรถกาล โดยรอบนอกจะเป็นป่าพื้นราบ ที่กินพื้นที่หลายร้อยตารางกิโลเมตร ซึ่งบริเวณป่อรอบนอกแห่งนี้ ส่วนใหญ่จะมีสัตว์อสูรที่มีความแข็งแกร่งต่ำสุดอยู่ที่ระดับลมปราณเริ่มต้นและปราณแท้จริง แต่เนื่องจากสัตว์อสูรมีขนาดที่ใหญ่โตและมีผิวหนังที่หนาพิเศษ จึงทำให้ชาวยุทธส่วนใหญ่ ถึงแม้จะมีระดับฝีมือเท่า ๆ  กับมัน จะต้องอาศัยจำนวนคนอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป รุมล้อมเพื่อที่จะสังหารมัน 
               แต่ถึงอย่างไร ก็มีบ้างบางครั้งสัตว์อสูรระดับลมปราณกษัตริย์ที่อยู่บริเวณเขตกลาง จะเดินออกมายังบริเวณรอบนอก แต่ก็มีน้อยมาก

               เนื่องจากมีชาวยุทธมากมาย เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นโดยรอบ ๆ บริเวณรอบนอกเขตป่าอสูรบรรพกาลจึงมีพ่อค้าหลายรายเข้ามาจับจองพื้นที่ตั้งร้านน้ำชา รวมไปถึง โรงเตี้ยมขนาดเล็ก อยู่ย่อม ๆ  

               หลี่เฉิน เมื่อเดินเข้ามาถึงก็มองหาร้านน้ำชาเป็นอันดับแรก เนื่องจากกินผลไม้มาหลายมื้อแล้ว ก็เลยนึกอยากกินอาหารที่ดี ๆ  บ้าง ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายนั้นย่อมไม่มีปัญหากับมันแต่อย่างใด ด้วยระหว่างทางที่มันเดินทางผ่านหมู่บ้านต่าง ๆ  ตัวมันไปหางานทำโดยการรับจ้างแบกสินค้าให้พ่อค้าบ้าง ล้างจานบ้าง เพื่อนำเงินไปซื้อหาอาหาร และก็พอมีเหลือติดตัวบ้าง

               "เถ้าแก่  ขอซาลาเปา 3 ลูกกับชาร้อน 1 ถ้วย"

               "รอซักครู่นะครับ"

               หลี่เฉิน ในยามนี้ได้หายจากความเศร้าเสียใจไปได้สักพักแล้ว ยามนี้ยังคงหลงเหลือแต่ความแค้นเท่านั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของคนกลุ่มใด ดังนั้น การหาร่องรอยผู้ที่สังหารมารดาของตนและคนในหมู่บ้านนั้น มันจึงคิดที่จะเริ่มต้นหาจากสถานที่แห่งนี้ เพราะสถานที่นี้เต็มไปด้วยเหล่าชาวยุทธมากมายหลายสำนัก เพราะมันเองได้คาดเดาเอาไว้ว่าการฆ่าล้างหมู่บ้านได้ในชั่วเวลาอันสั้นจะต้องเป็นพวกที่มีวรยุทธอย่างแน่นอน ดังนั้น มันจึงคิดว่าที่แห่งนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด

               ร้านชาแห่งนี้ เป็นร้านเล็ก ๆ   เจ้าของร้านทำเองคนเดียวทุกอย่าง แต่ด้วยลูกค้าก็ไม่ได้มีมากมายเท่าใดนัก หลี่เฉิน จึงไม่ต้องรอคิวนานเท่าไหร่ 

               "ชาร้อน ๆ  และซาลาเปา มาแล้วครับ จอมยุทธน้อย"

               เถ้าแก่ ที่เห็นว่า หลี่เฉิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มแต่สามารถเดินทางมาถึง ป่าอสูรบรรพกาลได้นั้น จะต้องมีวรยุทธพอตัวอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่ามันเองที่พอจะมีวรยุทธอยู่บ้างแต่กลับไม่สามารถสัมผัสพลังปราณของ หลี่เฉิน ได้ก็ตาม เพราะไม่อย่างนั้นคงไม่มีชีวิตรอดจากพวกโจรที่ดักปล้อนตามรายทางมาถึงที่แห่งนี้ได้อย่างแน่นอน ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ

               หลี่เฉิน ผู้ที่เพิ่งจะออกมาท่องยุทธภพครั้งแรก ถึงแม้ไม่ได้ฝึกวรยุทธฝึกแต่พลังลมปราณอย่างเดียว แต่ก็มีไหวพริบดีและการอาศัยทักษะการชกต่อยกับเพื่อน ๆ  ตอนวัยเด็กบ่อยครั้ง ทำให้เขาสามารถจะเอาตัวรอดมาได้ เมื่อเจอกับกลุ่มโจรที่รอดักปล้นตามเส้นทาง แต่สำหรับกลุ่มชาวยุทธที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ กลับหัวเราะเยาะและกล่าวตัดบทสนทนาของเถ้าแก่ทันที

               "ฮ่า ๆ  ๆ  เถ้าแก่ เด็กนั่นมันไม่มีได้มีวรยุทธเลยแม้แต่น้อย จะไปเรียกหามันว่าจอมยุทธได้อย่างไร"   

               "จริงด้วย เจ้าอย่ามัวเสียเวลากับมันเลย รีบ ๆ  ไปเอาอาหารมาให้พวกข้าเร็ว ๆ"

               "ครับ ๆ  จะไปเดี๋ยวนี้แล้วครับ"

               หลี่เฉิน ที่นั่งฟังอยู่ก็ไม่คิดจะโกรธเคืองพวกมันแต่อย่างใด หากถ้าพูดตามความเป็นจริงแล้ว 1 เดือนที่ผ่านมา ตัวมันที่โดนพวกโจรดักปล้นตามรายทาง ล้วนแล้วแต่คิดว่ามันไม่มีวรยุธเช่นกัน แตกต่างจาก หลี่เฉิน ที่สามารถระบุตัวตนของพวกมันได้หมดทุกคนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโจร หรือกลุ่มชาวยุทธโต๊ะด้านใน มันย่อมสามารถสัมผัสได้ว่าแต่ละคน มีการฝึกฝนอยู่ในระดับใด โดยเฉพาะคนที่พูดถากถางและดูถูกตัวมันเมื่อสักครู่นี้ ก็อยู่เพียงแค่ระดับลมปราณ แท้จริง ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับ หลี่เฉิน ส่วนพวกที่เหลือ ยังอยู่ในระดับลมปราณแรกเริ่มทั้งสิ้น   

               หลี่เฉิน ในยามนี้นั้น ต่างจากเมื่อหนึ่งเดือนก่อนอย่างสิ้นเชิง  ด้วยลมปราณของจิตวิญญาณ เหลาตง และ หมิงเทียน ที่เป็นลมปราณระดับราชันมหาราช ถึงแม้จะมีเพียงสามในสิบส่วนก็ตาม แต่กลับสามารถเทียบได้กับชาวยุทธที่บรรลุระดับลมปราณกษัตริย์อย่างแน่นอน แต่ด้วยขนาดเส้นลมปราณที่ใหญ่โตของ หลี่เฉิน การคงอยู่ของลมปราณจึงกระจายตัวเต็มพื้นที่ของเส้นลมปราณ และด้วยความหนาและยืดหยุ่นของเส้นลมปราณนี้เองที่ทำให้ผู้ที่ฝึกฝนอยู่ระดับที่ต่ำกว่าระดับลมปราณจักรพรรดิจะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังปราณของ หลี่เฉิน 

               เมื่อกินอิ่ม หลี่เฉิน ก็มุ่งหน้าไปหาโรงเตี้ยมเช่าพักทันที ซึ่งก็มีเหลือเฉพาะขนาดกลาง และราคาก็แพงไม่ใช่เล่น ๆ  หลี่เฉิน นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเข้าพัก

               "พักไปก่อน 5 วัน เงินในถุงเรามีเพียงพอให้พักได้แค่นี้ เดี๋ยวค่อยเข้าป่าอสูร บรรพกาล หาเก็บผลึกวิญญาณสัตว์อสูรมาขายให้พวกชาวยุทธคงพอได้ค่าที่พักหลายเดือน"

               เมื่อตัดสินใจได้ หลี่เฉิน ก็จ่ายเงินและเข้าห้องทันที  หลี่เฉิน เมื่อเข้ามาภายในห้องได้ก็ล้างหน้าล้างตัวทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย ก็ขึ้นไปนั่งบนที่นอนและโคจรลมปราณอย่างเช่นทุกคืนวันที่ผ่านมา เขาทำเช่นนี้มาได้ระยะเวลา 1 เดือนแล้ว ถึงแม้ในตอนแรกที่โยนคัมภีร์เทวะทิ้งไปในกองไฟเพื่อเผาทำลายทิ้ง แต่ตัวมันเองก็มานึกเสียใจทีหลังที่ทำลงไปอย่างนั้น ด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบเดียว แต่ยังดี ที่ตัวมันเองได้ท่องจำไว้หมดแล้ว เพียงแต่ที่มันท่องจำนั้น กลับเป็นเพียงแค่วิถีการฝึกฝนลมปราณเท่านั้น
ดังนั้น ในยามนี้ตัวมันจึงไร้ซึ่งกระบวนท่ายุทธ 

               เวลาผ่านไป 1 ชั่วยาม หลี่เฉิน ก็โคจรลมปราณครบหลายพันรอบ จึงยุธติการฝึกฝน และหันมานอนหลับพักผ่อนต่อทันที ถึงแม้ตัวของมันในยามนี้ จะสามารถอยู่แบบไม่ต้องหลับนอนได้ต่อเนื่องหลายวันก็ตาม แต่ตัวมันเองกลับยังไม่รู้เพราะเหตุที่ไม่เคยมีใครบอกกล่าวต่อมัน และตัวมันก็ไม่ได้สนใจจะถามไถ่ผู้รู้คนใด

               ที่ผ่านมาระหว่างที่ถูกโจรดักปล้นชิง หลี่เฉิน  อาศัยทักษะจากการชกต่อยกับเพื่อนในหมู่บ้านที่เข้าไปฝึกวรยุทธในเมืองลิขิตฟ้า รังแกอยู่บ่อยครั้งระหว่างที่ตัวมันเข้าไปส่งผักยังตลาดในเมือง ซึ่งแรก ๆ   มันเป็นฝ่ายถูกซ้อมฝ่ายเดียว จนหลัง ๆ ก็สามารถรับป้องกันได้ และพัฒนาจนถึงขั้นต่อยเตะสวนกลับไป แต่ก็ไม่สามารถทำให้พวกนั้นบาดเจ็บอันใดได้เลย  เนื่องจากตัวมันนั้นไร้ซึ่งลมปราณ น้ำหนักหมัดกับเท้าเลยกลายเป็นดั่งหมัดที่สวมใส่นวมที่นุ่ม ๆ  
               แต่เมื่อมันใช้ในยามนี้ช่างแตกต่างจากครั้งก่อนมากมายนัก เพราะเพียงหมัดเดียว สามารถทำให้หัวหน้าโจรที่มีการฝึกฝนในระดับลมปราณแท้จริง สลบ กองลงกับพื้นได้ทันที

.....


               รุ่งเช้าวันใหม่  หลี่เฉิน  ตื่นขึ้นมาแต่เช้ามืด หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังป่าบรรพกาลทันที เขาอ้อมมาเข้าทางด้านข้าง ๆ  ที่ห่างไกลจากกลุ่มชาวยุทธคนอื่น ๆ   ซึ่งบริเวณนี้ส่วนก็มีชาวยุทธเดินทางผ่านบ้าง แต่ก็น้อยมาก

               "เจ้าหนู  ไม่อยากมีชีวิตอีกแล้วหรือไง ถึงมาเดินเล่นแถวนี้ "

               "ข้าแค่จะหาเก็บสมุนไพรรอบนอกเท่านั้นเองท่านจอมยุทธ คงไม่เป็นอันตรายอะไรกระมัง"

               "ซะที่ไหนละ เจ้าโง่ แถบนี้ สัตว์อสูรมันออกมาหากินอยู่เรื่อย ๆ  ไม่รู้เลยรึไง  เข้าไปลึกกว่านี้ก็เท่ากับรนหาที่ตาย ไปหาที่อื่นดีกว่า"

               "จริง ๆ  หรือนี่ ถ้างั้นข้าจะรีบเก็บแล้วรีบกลับ"

               "ตามใจเจ้า ข้าไม่ยุ่งด้วยแล้วกัน เกิดเหตุอะไรขึ้นกับเจ้า ข้าไม่ใจดีเข้าไปช่วยเจ้าหรอกนะ"

               "ขอบคุณที่เป็นห่วง"

               "ชิ !! ..."

               เมื่อเห็นว่า หลี่เฉิน ยังดึงดันจะเข้าไป ในป่าแห่งนี้ จอมยุทธคนดังกล่าวก็รีบพุ่งทะยานหายไปในป่าอสูรบรรพกาลอย่างรวดเร็ว

               "ระดับลมปราณกษัตริย์ ฮึ!! ..ช่างแตกต่างจากระดับลมปราณแท้จริงราวฟ้ากับดินจริง ๆ เราจะต้องฝึกฝนให้หนักเท่าใดกันจึงจะก้าวผ่านไปถึง .."

               "ฟู่!! "

               หลี่เฉิน  ถอนหายใจแล้วจึงเดินเข้าป่าไป เพียงแต่เขาเลี้ยวไปคนละทางกับจอมยุทธเมื่อสักครู่นี้ 

               "เอ๋ !!  แล้วถ้าเราเจอสัตว์อสูรจะต้องทำไงละที่นี้ เราไม่มีวรยุทธเลยด้วยซ้ำ"

               !!  กริ๊ก ๆ ๆ...!!

               ไม่ทันจะจบคำของหลี่เฉิน ก็มีเสียงขู่คำรามจากทางด้านหน้าของเขาทันที  เมื่อหลี่เฉิน สังเกตุเห็นก็ต้องตะลึงกับขนาดของมัน เพราะนี่คือครั้งแรกในชีวิตที่ตัวมันเองได้พบเจอกับสัตว์อสูร 
               
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 343 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

324 ความคิดเห็น

  1. #324 555 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 16:03

    พระเอกเรายังโล่ได้อีก เขวี้ยงคัมภีร์ลงในกองเพลิงเอาสมองส่วนไหนคิด คัมถีร์ไม่ได้ผิดรัยมาคิดเสียใจตอนนี้ก็สายแล้ว แม้จะจำเคล็ดวิชาฝึกลมปราณได้ แต่กระบวนท่ายุทธไม่มีเพราะความใจเร็ว สมน้ำหน้าได้ของดีมาก็ทิ้งขว้าง

    #324
    0
  2. #318 poomelnw (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 กันยายน 2562 / 18:57
    ถ้าผมเป็นเจ้าของวิชาคงเสียใจจนวันตายแน่นอน แต่ก็น่ะแม่ตายคงเสียใจผมก็คงมีอารมณ์เหมือน
    #318
    0
  3. #293 SanStty (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 11:39
    เอ่อ! คือ ? ตอนแรกบอก เหลาตง และ หมิงเทียน อยู่ขั้น จักรภพเทวะแล้ว ทำไมตอนนี้ บอกอยู่แค่ขั้น ราชันมหาราช ละ
    #293
    0
  4. #267 Felix_Dmsc (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2561 / 19:58
    ไอสองคนนั้นอุส่าไม่อยากให้วิชาหายไปเลยไปอยู่ในคำภี แต่ผลสุดท้ายก็หายไปอยู่ดี
    #267
    0
  5. #249 O0O0O (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 / 14:40
    โง่ดักดานเลย555
    #249
    0
  6. #239 uาeต้uไม้ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 / 09:27
    อยากแก้แค้นเจือกเผาคำภรีทิ้งบอกว่าจำได้หมดได้ข่าวว่าจำแค่หน้าแรกจากสิบหน้าไม่ใช้เรอะ
    #239
    1
    • #239-1 jkluio55455zxc(จากตอนที่ 6)
      25 พฤษภาคม 2561 / 23:29
      55555+
      #239-1
  7. #197 XCodeRay (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 / 14:16
    เอิ่มตอนนี้ทำกุช็อคเลย
    #197
    0
  8. #185 abeja2 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 / 00:31
    #185
    0
  9. #151 โง่ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 / 21:03
    เผาคัมภีร์ทิ้งเเต่ตั้งชื่อมาไมคัมภีเทวะหรือจะเสกมาอิกเล่มหรอเด็กไม่คิดไม่มีคัมภีร์จะเเค้นไงไม่มีคัมภีร์ก็ไม่มีปราณโดนกระทืบตายคาขี้
    #151
    0
  10. #131 「William J. Smith」 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2560 / 11:51
    สุดท้ายก็เป็นได้แค่เด็กอมมือติดแม่ สมองมีเท่าขี่เลื่อยทำอะไรไม่คิด แค่นั้นเอง บายละกันนิยายแบบนี้เพลีย
    #131
    0
  11. #71 นิยายอ่านมาตั้งแต่จำความได้ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 / 18:06
    คัมร์ภีก็ไม่มี แล้วตั้งว่าชื่อว่า คัมภีร์เทวะ บาย
    #71
    0
  12. #32 Mr.kongkang (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2560 / 10:45
    ขอบคุณครับ สนุกมาก
    #32
    0
  13. #8 joelamtan (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2560 / 16:42
    ขอบคุณครับ
    #8
    0