คัมภีร์เทวะ

ตอนที่ 4 : จิตวิญญาณยอดยุทธบรรพกาล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,013
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 386 ครั้ง
    18 มิ.ย. 60

หลี่เฉิน  ลอยค้างอยู่กลางอากาศบนปุยเมฆเมื่อสิ้นสุดพลังงานที่มันได้กระโดดขึ้นมา แม้จะเป็นเวลาเพียแค่เสี้ยววินาทีเดียว ที่มันได้มองเห็นแสงของดวงอาทิตย์สาดกระทบกับเหล่าก้อนเมฆจนเกิดเป็นสีทอง ก่อให้เกิดความสวยงานอย่างที่ตัวมันไม่เคยได้พบเห็นมาก่อน ความหวาดกลัวเมื่อสักครู่นี้ พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น แต่ความรู้สึกนี้ ก็คงอยู่ได้ไม่นาน

!! ฟู่ฟฟฟ !! 

"เหวอออ.....ช่วยข้าด้วย ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยข้าที!!!"

หลี่เฉิน  ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว ด้วยแรงโน้มถ่วงของโลกใบนี้  ถึงแม้ว่ามันจะตะโกนสุดเสียง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชาวบ้านได้ยินเสียงของมันอย่างชัดเจน ชาวบ้านแถวนั้นกลับได้ยินเหมือนเสียงฟ้าคะนองซะมากกว่า จึงไม่มีใครคิดจะสนใจหันไปมองทางเสียงที่ดังขึ้นมา

.....!!  ตุบ ...
"อั๊ก "

"เอ๋  ? ทำไมเราถึงไม่เป็นอะไรเลยละ"

หลี่เฉิน  ยิ่งตกใจมากกว่าเดิม เมื่อตัวมันที่ตกลงมาจากที่สูงขนาดนี้แล้ว ยังไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด และในขณะที่ตัวมันกำลังสับสนอยู่นั้น จู่ ๆ   ภายในห้องก็เกิดแสงสว่างจ้าจนมันต้องหลับตาลง ไม่นานนัก เมื่อมันลืมตาขึ้นมาก็พบว่ามีบุรุษวัยกลางคนทั้งสองยืนอยู่ตรงหน้า

"เจ้าไม่ต้องตกใจหรือแปลกใจ"  เหลาตง  กล่าว

"หนุ่มน้อย เจ้าชื่อว่า   หลี่เฉิน  ใช่ไหมก่อนที่พวกข้าจะบอกกล่าวอะไรให้เจ้าได้รับรู้ เจ้าจะต้องรับปากกับพวกข้า ว่าเรื่องราวในวันนี้ เจ้าจะไม่บอกกล่าวต่อผู้ใดเป็นอันขาด แม้กระทั่งมารดาของเจ้าเอง ไม่อย่างนั้นความวุ่นวายต่าง ๆ  จะเกิดขึ้นกับพวกเจ้าเอง" 
หมิงเทียน  กล่าวเสริมต่อ

หลี่เฉิน เป็นคนที่มีไหวพริบดีอยู่แล้ว ก็พอจะเดาออกถึงเรื่องดังกล่าวจึงตอบตกลง
"ข้าเข้าใจดีครับ ข้าให้สัญญาว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร"

"ดี" เหลาตง  กล่าว

"ข้ามีนามว่า  เหลาตง  ส่วนคนนี้มีนามว่า หมิงเทียน  พวกเราสองคนเป็นจิตวิญญาณที่ปิดผนึกอยู่คัมภีร์เล่มหนึ่ง"

"หรือว่า......" หลี่เฉิน  อุทานออกมาอย่างลืมตัว

"ถูกต้อง  คัมภีร์เทวะ  มันเป็นคัมภีร์ที่พวกเราทั้งสองสร้างขึ้นมาเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน"

"หนึ่งหมื่นปี" หลี่เฉิน  อ้าปากค้างไม่สามารถกล่าวคำใดออกมาได้อีก

เหลาตง  เหลือบมองด้วยหางตา ก่อนจะหันหลังกลับมามองจ้องใบหน้าหลี่เฉินตรงๆ พร้อมกับกล่าวต่อไปว่า

"คัมภีร์เทวะ  ถูกสร้างขึ้นด้วยความที่พวกเราไม่อยากให้วรยุทธที่คิดค้นขึ้นมาอย่างยากลำบากต้องหายสาบสูญไปจากโลกใบนี้พร้อมกับพวกเรา"  เหลาตง  หยุดนิ่งไปสักพัก หมิงเทียน จึงได้กล่าวเสริมต่อทันที

"ยามนั้นหลังจากที่เกิดสงครามระหว่างฝ่ายมารกับฝ่ายเทพจนทำให้เกิดความสูญเสียเป็นวงกว้างพวกเราทั้งสองพลันเกิดความละอายแก่ใจ เนื่องจากสาเหตุของสงครามที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลมาจากพวกเรานั่นเอง ดังนั้นพวกเราจึงตกลงกันนัดประลองยุทธเพื่อตัดสินสงครามในครั้งนี้"

"แต่ระหว่างที่พวกเราต่อสู้จนถึงขึ้นใกล้จะตายกันทั้งสองฝ่าย พวกเราก็นึกเสียดายวรยุทธที่คิดค้นขึ้นมา จึงได้ตกลงกันผนึกจิตวิญญาณรวมกันไว้ในตาราเปล่าเล่มหนึ่งหลังจากนั้นพวกเราก็ส่งกระแสจิตรังสรรค์ตัวษรบนตำราว่า คัมภีร์เทวะ พุ่งหายเข้าไปก้อนเมฆทันที ปล่อยให้ร่างกายที่ไร้วิญญาณของพวกเราหล่นอยู่กลางกองทัพของทั้งสองนับแสนคน" หมิงเทียน  กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เศร้าหมอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายกับการตัดสินใจในครั้งนั้นแต่อย่างใด

"หลังจากที่พวกเราพุ่งหายขึ้นไปยังบนก้อนเมฑ ก็ตัดสินใจลอยไปอยู่ในเมืองลิขิตฟ้าแห่งนี้ เนื่องจากเป็นเมืองที่ไม่ใหญ่โตมากนัก เพื่อป้องกันการแก่งแย่งกันของทั้งสองฝ่าย เพราะเหตุการต่าง ๆ  ย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของเหล่าชาวยุทธที่ฝึกฝนบรรลุขั้นลมปราณมหาราชอย่างแน่นอน"

"ถ้าอย่างนั้น ทำไมมันถึงยังไม่มีใครได้ครอบครองมานานนับหมื่นปีละครับผู้อาวุโส"  หลี่เฉิน พอจะเข้าใจความตั้งใจของทั้งสองท่านแต่ก็ยังไม่เข้าใจในบางเรื่องตรงที่ว่า คัมภีร์ดังกล่าวยังคงรอดพ้นจากเหล่าชาวยุทธมานับหมื่นปี

"ฮ่า ๆ  ๆ   เจ้าดูถูกพวกเรามากไปแล้วเจ้าหนู"  เหลาตง  กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ห้าวหาญอย่างภาคภูมิใจในตัวเองอย่างที่สุด

"จริงอยู่ว่า ทั้งสองฝ่ายจักต้องออกตามหามันอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่ว่าใครจะสามารถครอบครองได้หรอกนะ เพราะว่าผู้ที่จะได้ครอบครอง จะต้องเป็นบุคคลที่พวกเราทั้งสองนั้นเห็นพ้องต้องกันเท่านั้นที่จะสามารถครอบครองมันได้"

"ดังนั้นคือ....."   หลี่เฉิน  อุทานออกมาอย่างแผ่วเบา

หมิงเทียน เมื่อเห็นว่า หลี่เฉิน พอจะเข้าใจเรื่องราวก็กล่าวเสริมอีกว่า  
" ถูกต้อง  พวกเราสามารถไปมาที่ไหนก็ได้ตามแต่ที่พวกเราต้องการ ดังนั้นที่ผ่านมาจึงไม่มีใครได้พบเจอพวกเรา จนเวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวคัมภีร์เทวะ จึงได้เลือนหายไปจากยุทธภพตามกาลเวลานั่นเอง"

"อ่อ ..."

"เอาละทีนี้ ถึงทีของเจ้าแล้วละ หนุ่มน้อย"  เหลาตง กล่าวขึ้นพร้อมมองด้วยสายตาเฉียบคมไปยังใบหน้าของ หลี่เฉิน ที่ตอนนี้กำลังอยู่ในการหวาดกลัว

"ร่างกายเจ้าตอนนี้ มีพลังลมปราณของพวกเราทั้งสองเพียงแค่ 3 ใน 10 ส่วนเท่านั้น ฉะนั้น หลังจากนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วละนะ ว่าจะเพิ่มพูนพลังได้มากน้อยเพียงใด พวกเราทั้งสองคงต้องไปแล้วละ"

"ผู้อาวุโส พวกท่านจะไปยังที่แห่งใดกัน"

"พวกเรามอบพลังที่เหลือให้กับเจ้าไปหมดแล้ว อีกไม่นานจิตวิญญาณก็คงดับสลายไป อย่างไรก็ตาม เจ้าก็ค่อย ๆ  ศึกวิชาในคัมภีร์ให้ดีก็แล้วกัน"

เมื่อกล่าวจบประโยค จิตวิญญาณทั้งสองก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ หลี่เฉิน  นั่งสับสนอยู่พักใหญ่

"แล้วข้าจะฝึกวรยุทธยังไงท่านผู้อาวุโส ข้าไม่เคยฝึกมาก่อนเลยนะ"  หลี่เฉิน นั่งบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหยิบ คัมภีร์เทวะ ที่หล่นอยู่ข้าง ๆ แล้วลุกเดินออกไปนอนกบ้าน เพื่อรอรับมารดาที่จะกลับออกมาจากในเมืองลิขิตฟ้า

หลี่เฉิน  นั่งบนแคร่หน้าบ้าน คิดทบทวนคำพูดของผู้อาวุโสทั้งสองท่าน จนมาหยุดตรงที่ว่าในตัวของเขาเองในตอนนี้ มีพลังลมปราณ 3 ใน 10 ส่วนของผู้อาวุโสทั้งสอง

"นี่แค่  3 ใน 10 ส่วนเองนะ ยังร้ายกาจขนาดนี้ แล้วถ้าพลังเต็ม 10 ส่วนจะขนาดไหน"

หลี่เฉิน หยิบคัมภีร์เทวะ ออกมาเปิดอ่านไปพราง ระหว่างรอมารดาของตนเองกลับมาจนเวลาล่วงเลยไปครึ่งชั่วยาม หลี่เฉิน ก็เข้าใจวิธีการก่อกำเนิดพลังลมปราณในร่างกายและการชักนำให้พลังลมปราณโคจรผ่านจุดชีพจรต่างๆ   ในร่ายกาย

"เอาละ เข้าใจหมดแล้ว ต่อไปก็เป็นการลองปฏิบัติ ไม่รู้จะได้ผลไหม"

หลี่เฉิน  นั่งทำสมาธิและเริ่มกำหนดจิตเพื่อสัมผัสพลังลมปราณในร่างกาย เนื่องจากว่ามีลมปราณของผู้อาวุโสทั้งสองอยู่แล้ว ทำให้เขาสามารถสัมผัสได้โดยง่าย

"สัมผัสได้แล้ว ต่อไปก็ชักนำให้โคจรผ่านจุดชีพจรทั้ง 108 จุด ตามอย่างในคัมภีร์เทวะ"

หลี่เฉิน คิดในใจและทำตามอย่างที่คิดไปพร้อม ๆ  กัน เขาค่อย ๆ  ใช้จิตเพ่งตรงพลังลมปราณที่สัมผัสได้และค่อยชักนำให้เคลื่อนที่ไปตามเส้นลมปราณในร่างกาย ตามที่คัมภีร์เทวะ ได้บอกไว้ การกระทำดังกล่าว เป็นไปอย่างช้า ๆ  เพราะว่านี่เป็นครั้งแรกของเขาที่ได้ฝึกโคจรลมปราณ จนเมื่อเขาชักนำลมปราณไปได้ครบ 108 จุด เขาก็ชักนำไปอยู่ตรงจุดแรกที่เขาสัมผัสพลังลมปราณได้ในครั้งแรก หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา

"สำเร็จ ข้าทำได้แล้ว"  หลี่เฉิน รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่สามารถฝึกวรยุทธได้อย่างที่เขาฝันเอาไว้ หลังจากที่เพื่อน ๆ  หลายคนได้เข้าไปฝึกวรยุทธในสำนักต่าง ๆ  ในเมืองลิขิตฟ้า แต่เนื่องจากตัวมันเองเป็นห่วงบิดากับมารดา จึงอยากอยู่ช่วยทำงานกับพวกท่านทั้งสองเลยตัดสินใจไม่ไปฝึกตามอย่างที่พวกเพื่อน ๆ  ของมันได้ทำกัน

หลี่เฉิน  ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับระดับลมปราณหรือโลกของวรยุทธ เขาเพิ่งจะได้สัมผัสกับพลังลมปราณ เป็นครั้งแรก ตัวของมันในยามนี้ ไม่ได้รู้เลยว่า ทั่วทั้งทวีปเทวะสวรรค์แห่งนี้ มีมันเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ทะลวงจุดชีพจรครบ 108 จุด 

เพราะชาวยุทธส่วนใหญ่ จะสามารถทะลวงจุดชีพจรต่าง ๆ ได้เพียง  54  จุดเท่านั้น

ส่วนยอดยุทธที่สามารถทะลวงได้มากกว่านี้ ก็จะเป็นตัวตนที่สามารถครอบครองระดับลมปราณจักรพรรดิขึ้นไป ซึ่งหาได้ยากยิ่งในทวีปเทวะสวรรค์ในปัจจุบัน

แต่ถึงอย่างไร  หลี่เฉิน  เองก็เพียงบรรลุระดับลมปราณแรกแท้จริงเท่านั้น จะแตกต่างจากคนอื่นก็ตรงที่ จิตวิญญาณของ เหลาตง และ หมิงเทียน ช่วยกันชัดนำลมปราณโคจรทะลวงชีพจรทั้ง 108 จุดให้กับตัวมันตลอดทั้งคืนจากช้าและเร็วขึ้นเรื่อย ๆ  จนทำให้เส้นลมปราณของ หลี่เฉิน ในยามนี้ได้ขยายกว้างกว่าคนทั่วไปถึง 10 เท่า และมีความแข็งแรงยืดหยุ่นสามารถรองรับระดับลมปราณราชันมหาราช เหมือนอย่างที่ เหลาตง และ        หมิงเทียนนั้นเคยบรรลุถึง ซึ่งถือได้ว่าในรอบหนึ่งหมื่นปี มีเพียงสองท่านนี้เท่านั้นที่ก้าวข้ามระดับลมปราณมาถึงระดับนี้ได้
..............................................................................................................................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 386 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

324 ความคิดเห็น

  1. #251 05401ton (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 / 00:11
    ขอบคุณมากครับ
    #251
    0
  2. #30 Mr.kongkang (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2560 / 10:36
    ขอบคุณครับ สนุกมาก
    ยาวดีขอบคุณครัช
    #30
    0
  3. #9 doopradee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2560 / 14:25
    เนื้อหายาวดี อ่านได้จุใจ จะติดตามด่อๆไป ขอบคุณมากๆๆจร้า
    #9
    0