คัมภีร์เทวะ

ตอนที่ 33 : ตอนที่ 30/2 มังกรครามบรรพกาล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,309
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 285 ครั้ง
    16 พ.ค. 61

ตอนที่ 30/2 มังกรครามบรรพกาล

 

.....

....

 “เป็นใคร......ใครพูดกับข้า”  เมื่อหลี่เฉินหันมองจนทั่ว กระทั่งแผ่ขยายสัมผัสระดับชนชั้นวิญญาณเทวะขั้นสูงสุด ก็ยังไม่พบเจอต้นเสียงที่มาเมื่อครู่นี้  มันจึงกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง เพื่อจะรอฟังเสียงปริศนาอีกครั้งหนึ่ง

 

เป็นเวลาเนิ่นนาน ตลอดทั้งวันที่หลี่เฉินนิ่งสงบเพื่อเฝ้ารอฟังเสียงปริศนา เวลาผ่านไปหลายชั่วยาม พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า หลี่เฉิน จึงได้ผ่อนคลายจิตสัมผัสลง ใบหน้าของมันในยามนี้ บ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าไม่น้อย จากการที่ต้องเพิ่งจิตสัมผัสขยายไปทั่วบริเวณเทือกเขาบรรพกาลแห่งนี้ตลอดทั้งวัน มันจึงผินกายหันหน้าไปทางเมือง ไท่ชิง เพื่อเดินทางกลับเข้าเมือง

 

แต่ทันที ที่มันกำลังจะจากไปนั้น บรรยากาศโดยรอบตัวของ หลี่เฉิน ก็บิดเบี้ยวกลับกลายจากที่ตัวมันนั้นกำลังลอยอยู่กลางอากาศ เปลี่ยนไปความเวิ้งว้างกลางห้วงอวกาศอันห่างไกล  หลี่เฉินในตอนนี้นั้น กำลังตกตลึงกับภาพตรงหน้าของตัวมันเอง   ภาพของห้วงอวกาศที่ยิ่งใหญ่ไม่มีเส้นขอบของห้วงจักรวาล ไม่ว่าจะหันมองไปทางไหน ก็ล้วนแล้วแต่มืดมน มีแสงสว่างของดาวฤกษ์ระยิบระยับอยู่ห่างไกล แม้กระทั่งภาพแสงสว่างเจิดจ้าจากจักรภพหลายจักรภพ มันไม่แม้แต่จะสามารถแยกแยะได้ว่า จักรภพ ที่ตัวมันนั้นอาศัยอยู่

 

“เจ้ามนุษย์ เจ้ามีนามว่าอะไร”  เสียงปริศนาดังขึ้นมาอีกครั้ง เรียกสติของหลี่เฉินให้กลับคืนมา แต่ก็กลับกลายเปลี่ยนเป็นแรงกดดันจากแทนในทันที แต่ตัวมันก็ฝืนกล่าวตอบออกไปด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง

 

“ผู้เยาว์มีนามว่า หลี่เฉิน ครับท่านอาวุโส”

 

“หลี่เฉิน” เสียงกล่าวทวนชื่อของมัน จากนั้นก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ภาพจักรวาลอันกว้างใหญ่เบื้องหน้าของมัน ค่อยๆ ปรากฎรูปร่าง มังกรคราม ขนาดมหึมาที่ค่อยๆปรากฎตัวชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ  จนบดบังห้วงจักรภพหลายๆ จักรภพที่เคยปรากฎตรงเบื้องหน้าของหลี่เฉิน

 

“มะ มะ....มังกร”  หลี่เฉิน ไม่สามารถเก็บซ่อนความกลัวได้อีกต่อไป หากแม้นไม่โดนกดทับด้วยพลังงานบางอย่าง ที่ทำให้มันไม่สามารถขยับตัวได้ ป่านนี้คงพุ่งกายหลบหนีจนสุดชีวิตของมันแล้ว

 

“เจ้าไม่ต้องกลัวข้าหรอก ข้ามีนามว่า  *ชิงหลง* เป็นมังกรครามในยุคก่อนบรรพกาล เมื่อล้านปีก่อน”

 

“ล้านปี”  หลี่เฉิน อุทานออกมาแทบจะทันทีเมื่อได้ยินว่า หนึ่งล้านปี

 

“ถูกต้อง ข้าเป็นมังกรต้นกำเนิดของเหล่ามังกรหลายๆ เผ่าพันธ์ ไม่ว่าจะเป็น มังกรไฟ มังกรน้ำแข็ง หรือ มังกรดิน ซึ่งทั้งหมดเป็นเผ่าพันธ์ลูกของข้าเอง แต่น่าเสียดายนัก ที่เมื่อเวลาผ่านเนิ่นนาน หลังจากที่ข้าเข้าจำศีล จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ตัวข้าที่เพิ่งออกจากการจำศีล ในทันทีทันใด ข้าได้แผ่ขยายสัมผัสออกไปตรวจสอบโดยรอบทั่วทั้งจักรภพ กลับพบว่า เผ่าพันธ์ลูกของข้า ทั่วทั้งจักรภพอันกว้างใหญ่แห่งนี้นั้น กลับไม่มีตัวตนใด ที่มีพลังปราณในระดับข้าเลยแม้แต่ตนเดียว น่าเสียดายยิ่งนัก”

 

หลี่เฉิน นิ่งฟังเจ้ามังกรตรงหน้า เล่าเรื่องราวของมันให้ฟังอย่างตั้งใจ เมื่อเห็นว่าเจ้ามังกรนั้นเงียบเสียงไป จึงได้กล่าวถามบางอย่างที่ตัวมันนั้นสงสัยยิ่ง   “ท่านมังกรคราม ท่านคือตัวตนระดับใด ทำไม ถึงได้สร้าง มิติ ของตนเองได้”

 

“มิติ  ฮ่า ๆ ๆ  ก็ไม่เชิงหรอกนะ อันที่จริง ที่แห่งนี้คือสถานที่จริง ๆ   ไม่ใช่ มิติ แต่อย่างใด เพียงแต่ ข้าพาตัวเจ้ามายังที่นี้ โดยการส่งผ่านข้ามประตูมิติ ออกมาเท่านั้นเอง”

 

 

“ประตูมิติ   ท่านหมายความว่ายังไง”

 

“อันที่จริง ตัวของข้านั้น สร้างมิติเก็บตัวจำศีลอยู่ ณ ดวงดาวเล็กๆ ในเทือกเขาบรรพกาลที่เจ้าอยู่นั่นแหละ แต่หากข้าปรากฎตัวบนดาวดวงนั้น ด้วยพลังปราณที่รั่วไหลเล็ดรอดออกไปเพียงน้อยนิด ดาวดวงนั้น คงกลายเป็นผงในพริบตาทันที ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงพาเจ้าผ่านประตูมิติ ออกมายังจักรวาลอันกว้างใหญ๋แห่งนี้ยังไงล่ะ”

 

“.....”   หลี่เฉิน ไม่สามารถพูดคำใดออกมาได้ ความรู้ที่มันได้ยินมาจาก มังกรคราม ตนนี้นั้น ตัวมันนั้นคล้ายกับอยู่แต่ในกะลาแคบ ๆ  ที่ไม่รู้ความยิ่งใหญ่ของจักรวาลเลยแม้แต่น้อยนิด

 

เมื่อมังกรครามเห็นว่า หลี่เฉิน เงียบไป มันจึงได้กล่าวต่อ “ตัวข้า ได้จำศีลและบ่มเพาะพลังมาตั้งแต่ยุคล้านปีก่อน ที่เผ่าพันธ์  เทพ อสูร ปีศาจ และมนุษย์ อาศัยอยู่ร่วมกัน โดยที่เผ่าพันธ์เทพ เป็นเผ่าพันธ์ชนชั้นผู้ปกครอง เนื่องจากมีระดับพลังสูงที่สุด แต่อันที่จริง ก็มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ครอบครองระดับนั้นได้   ส่วนเทพและปีศาจตนอื่น ๆ  นั้น เป็นเพียงชนชั้นระดับ อะนาตะเทวะ เช่นเดียวกับข้า”

 

“อะนาตะเทวะ” หลี่เฉิน แสดงสีหน้าไม่เข้าใจในคำพูดของมังกรคราม ยิ่งทำให้เจ้ามังกรนั้นมีหน้าที่ไม่เข้าใจขึ้นไปอีก จึงเอ่ยถามออกไป

 

“เจ้าไม่รู้จักระดับพลังปราณ อะนาตะเทวะ อย่างนั้นรึ”

 

หลี่เฉิน ส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่รู้จัก

 

“เฮ้อ.....งั้นข้าจะบอกให้ฟัง  ระดับพลังเทวะนั้น เป็นเพียงระดับพลังแรกเริ่มในการบ่มเพาะไปสู่การเป็น เซียน และ เทพ ส่วนสัตว์อสูรหากบ่มเพาะพลังถึงระดับนี้ ก็จะกลายเป็นเผ่า อสูร หรือ ปีศาจ ซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีการบ่มเพาะที่แตกต่างกันนั่นเอง”

 

มังกรครามหยุดพูดสังเกตุดูใบหน้าที่ขมวดคิ้วของหลี่เฉิน ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ

 

“ส่วนเผ่าพันธ์มนุษย์นั้น เมื่อฝึกถึงระดับพลังปราณ จักรภพเทวะ ก็จะถูกยกให้เป็นเผ่าพันธ์เทพ”

 

“อะไรนะ มนุษย์ เทพ...”  หลี่เฉิน ตกตลึงอีกครั้งเมื่อได้รับรู้ข้อมูลนี้

 

“ถูกต้อง ที่พวกเจ้าในยุคนี้เรียกว่า เทพ หรือ เซียน นั้นก็คือ เผ่าพันธ์มนุษย์อย่างพวกเจ้านั่นเอง ที่ฝึกฝนและบ่มเพาะพลังจนกลายเป็นเทพเซียน  และเมื่อหนึ่งล้านปีก่อน กลับมีมนุษย์คนหนึ่ง ที่สามารถทะลวงขีดจำกัดระดับเทวะนี้ได้สำเร็จ เขาจึงได้จารึกชื่อระดับพลังนั้นขึ้นมา นั่นก็คือ อะนาตะเทวะ และเขายังแบ่งระดับขั้นออกเป็น  4 ขั้นอีกนั่นก็คือ   

 

ขั้นที่ 1  กายเทพ

ขั้นที่ 2 วิญญาณเทพ

ขั้นที่ 3 จิตเทพ

ขั้นที่ 4 เทพเจ้า

 

ซึ่งเมื่อก้าวไปถึงระดับพลังปราณ อะนาตะเทวะ ขั้นที่ 4 เทพเจ้า ได้แล้ว ก็จะกลายเป็นเทพโดยแท้จริง”

 

“...  หลี่เฉิน



...................................................................................................................................




วันนี้  2  ตอน นะครับ 


คงไม่ ค้าง กันแล้วนะ


หลับฝันดีครับ 


บาย........................

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 285 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

324 ความคิดเห็น

  1. #253 drakdevill (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 / 21:34
    ขอบคุณครับลงตอนต่อไปไวๆนะครับ
    #253
    0
  2. #250 Qsadgu (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 / 16:45
    ก็รอตอนต่อไป
    #250
    0
  3. #247 joelamtan (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 / 07:50
    ขอบคุณครับ
    #247
    0
  4. #246 Bank2986 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 / 00:01
    ขอบคุณมากครับผม
    #246
    0
  5. #245 นักอ่านนิยายจีน (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 / 23:38

    ขอบคุณค่ะ

    #245
    0