คัมภีร์เทวะ

ตอนที่ 27 : ตอนที่ 26 สำนักเทียมฟ้า "มารฟ้า ปรากฎ"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,502
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 248 ครั้ง
    18 พ.ย. 60

ตอนที่ 26 สำนักเทียมฟ้า "มารฟ้า ปรากฎ"

......

......

 

ณ มณฑลฟางไห่

 

สำนักเทียมฟ้า

 

ภายในสำนักเทียมฟ้าตอนนี้ศิษย์ของสำนักทั้งหมดที่ไม่ได้ถูกส่งออกไปทำงานนอกสำนัก กำลังรวมตัวกันตรงบริเวณลานฝึกขนาดใหญ่ยักษ์ เท่ากับสนามฟุตบอล 4 สนามติดกัน กำลังพลหลายพันคน กำลังจัดแถวตามสายการฝึก วรยุทธ ของสำนัก

 

การรวมตัวเป็นไปอย่างรวดเร็ว เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ก็จัดเสร็จ โดยทางด้านหน้าสุดของแถวบรรดาเหล่าศิษย์ของสำนักทั้งหมด จะเป็นแถวของ หัวหน้าหน่วยต่าง ๆ   ถัดไปอีกแถวจะเป็นของผู้อาวุโสของสำนัก

 

และในตอนนี้เองที่ผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักเทียมฟ้านามว่า , เหยี๋ยนฉี๋ , ได้เดินขึ้นไปอยู่บนแท่นหินสูงห้าเมตรตรงหน้าของทุกคน และเขาก็ได้เริ่มกล่าวถึงสาเหตุที่เรียกรวมพลในครั้งนี้ “พวกเจ้าทุกคนจงฟัง  บัดนี้ท่านเจ้าสำนักได้ออกจากห้องฝึกตนแล้ว ท่านเจ้าสำนักจึงได้สั่งการกับข้า ให้เรียกรวมพลทั้งหมด เพราะมีเรื่องจะบอกแก่พวกเจ้าโดยตรง”

 

“เฮ้ ๆ ๆ ๆ” เสียงร้องดีใจของคนในสำนักนักหลายพันคน ดังกึกก้องไปทั่วสำนักและบริเวณรอบ ๆ  แต่เสียงร้องดังครึกครื้นก็มีอยู่ได้ไม่นาน ทุกคนก็ต่างเงียบเสียงไปโดยฉับพลัน มือไม้สั่นเทา มีการอ่อนแรงแทบยืนไม่อยู่ ไม่เว้นแม้แต่ เหล่าผู้อาวุโสของสำนัก เนื่องจากรัศมีแรงกดดันภายในสำนักที่แผ่มากจากอาคารหลักของสำนัก และเพียงไม่นาน เจ้าสำนักเทียมฟ้า หมิงหย๋า หรืออีกชื่อหนึ่งที่ชาวยุทธเรียกขานคือ มารฟ้า ก็ปรากฏตัวขึ้น

 

พรึบ !’  หมิงหย๋า ปรากฏตัวลอยอยู่กลางอากาศ เหนือหลังคาเรือนรับรองของสำนัก พร้อมกับแรงกดดันอันมหาศาลที่แผ่ออกมา แต่เนื่องจากมันปล่อยออกมาเพียงเล็กน้อย เพื่อสร้างความเกรงกลัวให้กับเหล่าลูกศิษย์ของสำนัก เพื่อประกาศศักดิ์ของตนเอง

 

“ทุกคนจงฟัง นับแต่นี้ไปให้พวกเจ้ารีบเร่งฝึกฝนตนเองให้มีวรยุทธและพลังลมปราณให้สูงเข้าไว้ อีกไม่ช้าไม่นาน พวกเรา จะก้าวออกไปสู่โลกภายนอกแห่งหุบเขาแห่งนี้ ที่ซึ่งเรียกว่า ยุทธภพ อีกครั้ง หลังจากที่ต้องถูกฝ่ายที่อ้างตนว่าอยู่ฝ่ายธรรมมะ กดขี่ข่มเหงพวกเรามาตลอดหลายปี จนได้แต่อาศัยอยู่ภายในบริเวณหุบเขา มรณะ แห่งนี้มานานนับหมื่นปี ฉะนั้น หากไม่อยากตายก่อนจะได้เห็นยุทธพอันกว่างใหญ่  ก็จงหมั่นฝึกฝนตนเองซะ เข้าใจหรือไม่”

 

“ศิษย์น้อมรับคำบัญชา เจ้าสำนัก”

 

ทุกคนตะโกนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดังกึกก้องและฮึกเหิมอย่างพร้อมเพรียงกันในทันทีที่ หมิงหย๋า กล่าวจบประโยค

 

เมื่อพูดจบ หมิงหย๋า ก็ลอยตัวกลับไปยังตำหนักที่พักของตนเองทันที พร้อมกับเสียงข้อความที่ลอยเข้าประสาทหูของทุกคนอีกระรอกหนึ่ง “ให้ผู้อาวุโสสูงสด รวบรวมข้อมูลในยุทธภพทั้งหมดอย่างระเอียดแล้วมารายงานให้ข้าทราบหลังจากนี้อีกเจ็ดวัน”

 

เหยี๋ยนฉี๋ โค้งหัวลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ  พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง “น้อมรับคำบัญชาเจ้าสำนัก”

 

จากนั้น เขาก็ยืดตัวขึ้นตรงและหันหน้ามาทางเหล่าบรรดาผู้อาวุโสของสำนักและลูกศิษย์ทุกคน

“ท่านเจ้าสำนัก บัดนี้ได้ทะลวงคอขวดลมปราณขั้นราชันได้สำเร็จแล้ว ดังนั้นในยุทธภพตอนนี้ก็จะมีเพียงเจ้าสำนักพวกเราเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ครอบครองลมปราณระดับขั้น เทวะ 

 

“โฮ้ ๆ ๆ ..”  เมื่อได้ยินผู้อาวุโสสูงสุดพูดว่า ระดับขั้นลมปราณเทวะ  ทุกคนต่างก็ตกตลึงไปชั่วขณะ แต่เมื่อนึกถึง แรงกดดันที่น่าหวาดกลัวที่สัมผัสได้เมื่อกี้นี้ พวกมันก็พยักหน้ายอมรับคำพูดของผู้อาวุโสสูงสุด

 

“สำนักเทียมฟ้าจงเจริญ” เหยี๋ยนฉี๋ ร้องตะโกนออกไปพร้อมกับชูกำปั้นขึ้นเหนือศรีษะของตน เสียงของเขาปลุกให้ทุกคนรู้สึกตัว จากนั้นทุกคนก็ตะโกนตาม เหยี๋ยนฉี๋ ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณของสำนักเทียมฟ้า

 

หลังจากนั้น ต่างก็แยกย้ายกันกลับออกจากอาคารใหญ่ เพื่อกลับไปเลี้ยงฉลองกันที่อาคารฝึกยุทธของแต่ละฝ่ายด้วยความครึกครื้น พร้อมกับไฟแห่งการอยากจะฝึกฝนเพื่อตามรอยของเจ้าสำนักของตนในจิตใจของทุกคนที่ลุกโชนขึ้นอย่างถึงขีดสุด เพราะคำว่า ปราณเทวะ ซึ่งทุกคนรู้ดีว่า ไม่ว่าจะเป็นโลกยุทธภพอันกว้างใหญ่ หรือดินแดนแห่งหุบเขา มรณะ แห่งนี้นั้น ไม่ปรากฏบุคคลใดที่บรรลุถึงพลังระดับขั้นลมปราณเทวะ มานานนับหมื่นปีแล้ว แต่หากนี่เป็นความจริง ที่อาวุโสสูงสุดของพวกมันกล่าวด้วยตนเองต่อหน้าทุก ๆ  คน สำนักเทียมฟ้า ก็จะได้เป็นใหญ่ในยุทธอีกไม่ช้าอย่างแน่นอน และนี่จึงเป็นแรงบันดาลในอย่างดีเยี่ยมให้กับคนในสำนักที่จะมีกำลังฝึกฝนอย่างเข้มแข็งต่อไป

 

.......

.......

 

ตัดกลับมาที่ มณฑลฉงชิ่ง

 

เหนือบ้านของพวกหลี่เฉิน ชายลึกลับสองที่กำลังสั่งงานให้อีกฝ่ายกลับไปรายงานข่าวของหลีฟุกับอี้หลินอยู่นั้น ตอนนี้ทั้งสองก็พูดคุยตกลงนัดหมายกันเสร็จเรียบร้อยแล้วและกำลังจะแยกย้ายกันไปทำหน้าของแต่ละคน แต่ทันใดนั้นเอง  หลี่เฉิน ที่กำลังยืนสงบนิ่งที่ลานของบ้านนั้น เมื่อได้ยินว่าพวกมันจะกลับไปรายงานเรื่องราวของหลีฟุกับอี้หลิน ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ว่าจะไม่ยุ่งแล้วนะ หาเรื่องตาย”

 

ฟู่วววว...

 

“อ๊ะ เมื่อกี้มันอะไรกัน ทั้งสองคนที่คุยกันเหนือบ้านของหลี่เฉิน ที่แม้ปากจะพูดคุยเรื่องงานก็ตาม แต่สายของทั้งสองก็คงจับจ้องลงมายังบ้านของหลี่เฉิน และเมื่อจู่ ๆ  ร่างกายที่ยืนสงบนิ่งหายไปต่อหน้าต่อตาพวกมัน ทั้งสองก็ต้องตกตลึกเบิกตากว้างทันที และทันใดนั้น ด้วยสัญชาตญาณได้สั่งว่าให้รีบหนีออกไปจากตรงนี้สุดชีวิต แต่เพียงแค่พวกมันได้คิด มีเสียงคล้ายคนกระซิบตรงข้างหูพวกมัน

 

“พวกท่านเป็นใคร ?

 

“ชิ้งงงง..” ,  ควับบ,  พวกมันฟาดพันดาบออกไปทันที แต่ก็โดนเพียงอากาศธาตุเท่านั้นเอง และในตอนนี้เองที่พวกมันเห็นร่างเด็กหนุ่มที่ยืนตรงลานกลางบ้านเมื่อตะกี้นี้ ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าพวกมัน โดยที่พวกมันไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป

 

“จะ...เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่” แทบจะตะโกนออกมาพร้อมกันเมื่อเห็น หลี่เฉิน หายตัวแล้วมายืนอยู่ด้านหลังโดยที่ตัวตนระดับพวกมันไม่อาจจับสัมผัสถึงตัวตนของหลี่เฉินได้

 

“ข้าถามพวกท่านก่อน” หลี่เฉินกล่าวเสียงเรียบนิ่งพร้อมกับขมวดคิ้วหรี่ตามองไปยังสองคนด้วยจิตสังหาร

“...” ทั้งสองได้แต่นิ่งเงียบหันมองหน้ากัน จากนั้นก็พยักหน้าพร้อมกันแล้วหันกลับมาพูดกับ หลี่เฉิน

 

“ข้า หว๋างลู่” , “ส่วนข้า จางตี้ฟ่ง” , พวกเรามาจาก สำนักเทียมฟ้า แล้วเจ้าละจอมยุทธน้อย

 

“อ๋อ..งั้นเหรอ”  หลี่เฉิน เมื่อได้ยินชื่อ สำนักเทียมฟ้า ก็นึกสงสัยว่าอยู่ที่แห่งใด เพราะตนไม่เคยได้ยิน แต่ก็พยักหน้าตามน้ำไป

 

“ข้าชื่อหลี่เฉิน ไร้สังกัดสำนักใด ๆ”

 

เมื่อได้ยินว่าหลี่เฉินไม่ได้สังกัดสำนักไหน พวกมันก็โล่งใจในทันที เพราะถ้าเป็นแบบนี้จริง ๆ  พวกมันก็ไม่ต้องกลัวว่าจะฆ่าปิดปากหลี่เฉินทันที เพราะดันมารู้เห็นการหาข่าวของพวกมัน แต่ก่อนหน้านี้ พวกมันคิดว่าเป็นคนของสำนักศักดิ์สิทธิ์ทั้งสาม (เปลี่ยนจากสำนักใหญ่ทั้งสาม เป็นสำนักศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามครับ) เพราะเมื่อครู่พวกมันที่สัมผัสจิตสังหารอันน่าหวาดกลัวอีกทั้งการเคลื่อนไหว ที่แม้แต่ตัวตนอย่างพวกมัน ที่เป็นระดับปราณราชัน กับ ระดับปราณมหาราช ยังไม่อาจมองเห็นการเคลื่อนไหวได้ จึงคิดว่าเป็นคนของสำนักศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามอย่างแน่นอน พวกมันจึงไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม แต่เมื่อรู้ว่าหลี่เฉินไม่ใช่ พวกมันก็คิดจะฆ่าปิดปากทันที

 

เนื่องจาก หว๋างลู่กับจางตี้ฟ่ง คิดว่าจะสามารถฆ่าหลี่เฉินได้นั้น เพราะพวกมันวิเคราะห์ว่า หลี่เฉิน คงจะบรรลุพลังปราณระดับราชันมหาราชอย่างแน่นอน จึงทำให้ไม่สามารถสัมผัสถึงการคงอยู่หรือการเคลื่อนไหวของเขาได้ และเมื่อคิดอย่างนั้น ด้วยจำนวนคนที่มากกว่าอีกทั้งอีกฝ่ายก็เป็นเด็กอีกด้วย จึงไม่ยากเย็นนักที่จะกำจัดทิ้งด้วยมือของพวกมันทั้งสอง

 

“งั้นหรอกเหรอ พวกข้าก็นึกว่าเจ้าเป็นคนของสำนักศักดิ์สิทธิ์ ในเมื่อไม่ใช่พวกข้าก็คงจะปล่อยเจ้าไปไม่ได้” หว๋างลู่กล่าวกับหลี่เฉินพร้อมกับเตรียมการจู่โจมเต็มกำลังทันที เนื่องจากอีกฝ่ายนั้นพวกมันคิดว่าอีกฝ่ายมีวรยุทธระดับเดียวกันกับพวกมัน

 

หว๋างลู่กับจางตี้ฟ่ง เค้นพลังเต็มสิบส่วน พร้อมใช้กระบี่ขั้นสูงของตนเองทันทีโดยไม่ประมาทฝ่ายตรงข้าม เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายนั้นหลบการโจมตีในครั้งนี้ได้และหนีไป ประกายดาบของ หว๋างลู่มีออร่าปราณสีแดงส้มแผ่ออกมาเข้มข้น ส่วนของจางตี้ฟ่งนั้น ประกายดาบมีออร่าสีเขียวอ่อนแผ่ออกมา พวกมันทั้งสองคิดจะลงมือพร้อมกัน เพื่อสังหารหลี่เฉินให้ตกตายภายในกระบวนท่าเดียวในทันที

 

“เจ้า...ตาย !

 

“...” หลี่เฉิน

 

 

 

....

....

 

จบตอน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 248 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

324 ความคิดเห็น

  1. #226 ดาวดวงที่สาม (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 13:31
    ตกลงจะใช้ ดาบ หรือ กระบี่ เอาสักอย่างนึง
    #226
    0
  2. #194 oiltipomsomsuay (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 / 02:00
    ค้างๆๆค่ะรอๆๆค่ะ
    #194
    0
  3. #190 ckchatchen42 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 / 20:00
    ก็ค้างต่อไปซิ ลืมไปแล้วว่าพระเอกอยู่ขั้นไหน ตอนนี้พระเอกก็มีศัตรูเพิ่มอีกคยแล้วจะไม่แย่เอาหรอเนี้ย
    #190
    0
  4. #189 abeja2 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 / 08:11
    #189
    0
  5. #188 นักอ่านเงาคนหนึ่ง (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 / 20:43
    หาที่ตายซะเองจริงๆเลยพวกนี้ คุยกันดีๆไม่คุย R.I.P ให้ก่อนแล้วกัน555
    #188
    0
  6. #187 เหอะๆ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 / 20:29
    เอ้าๆๆๆๆจบข่าว55555
    #187
    0