คัมภีร์เทวะ

ตอนที่ 11 : ฝึกวรยุทธ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,133
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 341 ครั้ง
    1 ก.ค. 60

"เอ๋..แปลกจังเลยแฮะ  ทำไม่ข้าถึงไม่รู้สึกเจ็บปวดเหมือนกับครั้งก่อนละ "


               หลี่เฉิน ลุกมาอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิ แล้วเริ่มสำรวจร่างกายของตัวเอง ผ่านไปครู่ใหญ่ ๆ  เมื่อไม่พบว่าตนเองมีบาดแผลหรือมีอาการบาดเจ็บภายในแต่อย่างใด ก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายนัก เขาลุกขึ้นยืนพร้อมกับแหงนหน้ามองขึ้นไปดูบนปากหลุม จากนั้นตัวของเขาก็ค่อย ๆ  ลอยขึ้นมาจนถึงบริเวณปากหลุมและตัวของเขาก็หยุดยืนตรงจุดที่เขามองเมื่อครู่นี้


               "รู้สึกว่าเราสามารถควบคุมและใช้พลังปราณได้ดั่งใจกว่าแต่ก่อนอีก"

               หลี่เฉิน รู้สึกแปลกใจกับสภาพของตนเองอยู่มิใช่น้อย แน่นอนว่าผลมาจากการฝึกฝนวรยุทธในความฝันนั้น ที่ตัวเขาได้มีการโคจรลมปราณไปตามท่วงท่าของกระบวนท่าวรยุทธทั้งวิชาฝ่ามือและวิชากระบี่นั้น  จิตใต้สำนึกของเขาก็สั่งให้ร่างกายภายนอกโคจรลมปราณตามในความฝันเช่นกัน จึงทำให้อาการบาดเจ็บนั้นหายดี และพลังปราณเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว เส้นชีพจรในร่างกายเต็มไปด้วยกระแสของพลังลมปราณ ซึ่งก่อนหน้านี้นั้น ด้วยเส้นชีพจรที่หนาและใหญ่ของเขา ทำให้พลังปราณที่มีกระจายตัวอยู่อย่างบางเบา ไม่หนาแน่นเช่นในตอนนี้


               หลังจากดีใจกับพลังปราณที่เพิ่มขึ้นได้พักนึง หลี่เฉิน ก็ลองแผ่กระแสปราณที่เบาบางกระจายออกรอบ ๆ  ตัวของเขา ซึ่งเขาสามารถใช้มันได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่คิดกระแสปราณก็แผ่กระจายออกทันทีอย่างรวดเร็ว มันแผ่กระจายออกไปเรื่อย ๆ   จากระยะทาง 1 เมตร ก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ

               ระยะทาง  10 เมตร


               ระยะทาง  50 เมตร


               ระยะทาง  100 เมตร

               .
               .
               .
               .


               ระยะทาง  500 เมตร


          "......."

          หลี่เฉิน ตะลึงกับระยะทางของกระแสปราณที่เขาสามารถส่งกระจายไปสำรวจได้โดยรอบในรัศมีระยะ 500 เมตร  เพราะก่อนหน้านี้ เขาสามารถทำได้เพียงระยะทางไม่กี่เมตรเท่านั้น อีกทั้งตัวของเขาเองในยามนี้ ไม่มีความรู้สึกว่าได้ใช้พลังปราณอะไรมากมายเลย หากเป็นเมื่อก่อนคงจะทำให้เขาหน้ามืดไปแล้วก็เป็นได้เพราะการขาดหายของพลังปราณนั่นเอง

           ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ตัวเขาอดแปลกใจไม่ได้ แต่ก็เพียงแค่พักเดียวเท่านั้น เขาก็กลับมามีสติดั่งเดิมอย่างรวดเร็ว และด้วยความสามารถในการสำรวจหรือตรวจสัมผัสด้วยกระแสปราณได้ในระยะที่ไกล หลี่เฉิน จึงคิดที่จะเข้าไปยังใจกลางของป่าอสูรบรรพกาล ท่ามกลางความมืดมิดเช่นนี้ ทันที เพื่อเสาะหาที่พัก สำหรับฝึกฝนวรยุทธ เพราะหากเข้าไปยังเขตในได้แล้ว คงแทบไม่มีชาวยุทธคนใดที่จะผ่านมาเห็นการฝึกฝนของเขาได้


           หลี่เฉิน เดินทางตลอดทั้งคืนผ่านเขตกลางของป่าด้วยความสะบายใจ เนื่องจากตอนนี้เขาสามารถรับรู้ถึงการคงอยู่ของสัตว์อสูรในป่าเขตนี้ได้ในระยะทางที่ไกลมากจึงทำให้สามารถหลีกเลี่ยงไปทางอื่นที่ไม่มีสัตว์อสูร ตลอดทั้งคืน เขาจึงเดินทางผ่านด้วยความราบรื่น แม้จะต้องเดินอ้อมไปมาบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าเสียเวลาไปกับการปะทะกับสัตว์อสูร แม้เขาจะสามารถจัดการมันได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะง่ายจนเกินไปบางทีอาจเป็นการเรียกสัตว์อสูรตัวอื่น ๆ  ที่อยู่  ใกล้ ๆ  ให้เข้ามาเพิ่มอีกก็เป็นได้

          กระทั่งตัวของ หลี่เฉิน ได้เดินทางมาถึงแม่น้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า โดยมีอีกฟากฝั่ง เป็นพื้นที่ของป่าอสูรบรรพกาลเขตใน ซึ่งมีสัตว์อสูรระดับปราณมหาราช อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก  ในทวีปเทวะสวรรค์แห่งนี้นั้น มีเพียงผู้ที่มีการฝึกฝนอยู่ในระดับขั้นลมปราณมหาราชเท่าขึ้นไป ที่เข้ามาถึง แต่ก็มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น  อีกทั้งพวกเขาก็ไม่ค่อยจะเข้ามาบ่อยนัก นอกเสียจากจะมาคอยดูแลความปลอดภัยของเหล่าบรรดาลูกศิษย์ของสำนักตนเอง ที่ทางสำนักส่งเข้ามาฝึกฝน ทุก ๆ  ปี ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่การช่วยเหลือนั้น มีกฎที่ว่า จะต้องมีภัยอันตรายถึงขึ้นต้องเสียชีวิตเท่านั้น ถึงจะได้รับการช่วยเหลือ 

          และด้วยเหตุที่ห้วงเวลาการฝึกฝนของเหล่าสำนักใหญ่ ๆ  ที่จะส่งบรรดาศิษย์เข้ามาฝึกฝนนั้น ยังเหลือเวลาอีก 6 เดือนกว่าจะถึง ในช่วงนี้จึงไม่มีใครที่เข้ามาอยู่ในบริเวณป่าอสูรบรรพกาลเขตกลาง ทำให้การเดินทางของ หลี่เฉิน นั้นเป็นไปด้วยความราบรื่น


               หลี่เฉิน ส่งกระแสปราณเข้าไปสำรวจพื้นที่ฝั่งตรงข้ามจนแน่ใจว่าบริเวณโดยรอบในรัศมี 500 เมตร ของฝั่งตรงข้ามนั้นปลอดภัยจากเหล่าสัตว์อสูร เขาก็รุดหน้าไปยังฝั่งตรงข้ามด้วยกระบวนท่า เงาเทวะสังหาร ทันทีด้วยความไม่ประมาทเพื่อหลบเลี่ยงการพบเจอของใครก็ตามที่อาจอยู่แถวนี้และรอดพ้นจากการตรวจพบของเขา แม้กระทั่งสัตว์อสูรที่อ่าจผ่านมาพอดีกับจังหวะที่เข้าเข้ามาถึงบริเวณป่าฝั่งตรงข้าม ก็อาจจะเป็นไปได้

               -พรึบ-

               หลี่เฉิน มาปรากฎตัวขึ้นตรงจุดที่ห่างไกลจากบริเวณริมแม่น้ำฝั่งเขตในของป่าอสูรบรรพกาลลึกเข้ามาประมาณ  1 กิโลเมตร ก็เจอกับภูเขาที่สูงชันขวางกันตรงหน้า 

               "มองไกล ๆ  นึกว่าจะขึ้นไปได้ง่าย แต่พอมาเห็นกับตา รู้สึกว่าอาจจะขึ้นลำบากกว่าที่คิดไว้ซะอีกนะเนี่ยะ"

          เมื่อบ่นกับตัวเองจบ หลี่เฉิน ก็ทะยานขึ้นไปเขาลูกใหญ่ลูกนี้ด้วยกระบวนท่า มังการเวหา  อย่างรวดเร็ว จนเวลาผ่านไปสักพัก ก็มาถึงครึ่งทาง เขาได้พบกับแนวหน้าผาที่มีพื้นที่โล่งกว้างพอประมาณ เขาหยุดลงบริเวณนี้ และเดินสำรวจแถว ๆ  ขอบหน้าผา และทันทีที่ตัวเขาได้ทอดสายตามองออกไปยังเบื้องหน้า ก็ทำให้เขานั้นรู้สึกตื่นเต้นกับภาพที่เขาเห็นอยู่เบื้องหน้าของตนเองยิ่งนัก ภายใต้แสงจันทร์ในยามใกล้จะรุ่งสาง ภาพเงาของแนวสันเขาที่ทอดยาวสุดสายตา ท่ามกลางความมืดสลัวที่มีเสียงของสัตว์อสูรดังเป็นระยะ ๆ   สร้างความน่าหวาดกลัวให้กับผู้คนยิ่งนัก แต่กลับทำให้ หลี่เฉิน ปลอดภัยจากโลกภายนอกอย่างมาก 

               "ข้าจะสร้างที่พัก เพื่อฝึกวรยุทธตรงนี้แหละ"

               "ซู๊ดดดดด   อ่าาาา !!  สดชื่นจริง ๆ"

               หลี่เฉิน นอนลงที่ใต้ต้นไม้ใกล้ ๆ  กับหน้าผา ดื่มด่ำกับบรรยากาศจนเผลอหลับไปในที่สุด



...................


เช้าวันต่อมา

....
....
....

เมืองลิขิตฟ้า

          สำนักพยัคฆ์ขาว


          ณ ห้องโถงใหญ่ของสำนัก ที่บัดนี้มีบุคคลมากมายของสำนักเข้ามานั่งเต็มทั้งสองฝั่งของห้องโถง อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา โดยมีผู้อาวุโสที่อยู่แถวหน้าสุด 10 คน และพวกเขาเป็นตัวตนที่เหล่าบรรดาศิษย์ในสำนักต่างก็เคารพนับถือพร้อม ๆ  กับหวั่นเกรงอีกด้วย 

          10 ผู้อาวุโสของสำนักพยัคฆ์ขาว คือ ตัวตนที่มีการฝึกฝนในระดับขั้น ลมปราณมหาราช  และถือได้ว่าพวกเขาเป็นขุมกำลังอันสำคัญที่คงอยู่ในสำนักแห่งนี้ซึ่งสามารถทำให้ สำนักพยัคฆ์ขาว กลายเป็นสำนักใหญ่อันดับหนึ่งแห่งเมืองลิขิตฟ้า เนื่องจากสำนักอื่น ๆ   แต่ละสำนักนั้น ถึงแม้จะเจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสของสำนักที่มีระดับการฝึกฝนขั้นลมปราณมหาราชก็ตามแต่เมื่อนับจำนวนบุคคลที่สามารถบรรลุถึงขั้นนี้ได้นั้นมีเพียงแค่สำนักละไม่เกิน 5 คน จึงทำให้ไม่มีสำนักไหน กล้าหาญต่อกรกับสำนักพยัคฆ์ขาวได้

          "ท่านเจ้าสำนักมาถึงแล้ว !!!! "

          ผู้คนในห้องโถงที่กำลังคุยกันอย่างออกรสชาติต่างกลับมาอยู่ในท่าทีที่เงียบสงบทันที่ เมื่อได้ยินเพียงตะโกนของคนเฝ้าประตูนอกห้องโถง

 -ตุบ ตุบ ตุบ ๆ ๆ.....-  เสียบฝีเท้าคนเดินค่อย ๆ  ดังเข้ามาจนผ่านบรรดาเหล่าหัวหน้าของสำนักจนมาถึงเบื้องหน้าผู้อาวุโสทั้งสิบ

          "ข้าน้อย เตียวหยุน คำนับผู้อาวุโสทั้งสิบ"

          "อืมมม...."

          เตียวหยุน เมื่อคำนับทักทายเหล่าผู้อาวุโสเรียบร้อยแล้ว ตัวมันก็นั่งลงบนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง และเริ่มกล่าวเปิดการประชุมของสำนักทันที

          "ทุกท่าน คงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ในอีก 6 เดือนข้างหน้า จะมีการส่งศิษย์ของสำนักเข้าสำรวจในป่าอสูรบรรพกาล ดังนั้น เพื่อลดการสูญเสียของลูกศิษย์สำนักเราและเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขายขึ้หน้ากับชาวยุทธ ทางสำนักจึงได้จัดให้มีการคัดเลือกตัวแทนแต่ละฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ศิษย์ของหัวหน้าฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย และฝ่ายหัวหน้าคุมกฎ ให้ส่งตัวแทนฝ่ายละ 10 คน รวมแล้วก็จะเป็น  30  คนเพื่อคัดเลือกให้เหลือเพียง  10  คนที่จะได้เข้าไปยังป่าอสูรบรรพกาลในอีก 6 เดือนข้างหน้า และกำหนดการที่จะทำการคัดเลือกคือ 3 เดือน หลังจากวันนี้ เพราะฉะนั้น ให้ทุกท่านเร่งฝึกฝนให้กับบรรดาศิษย์ทุกคนให้แข็งแกร่งโดยเร็ว มีใครจะกล่าวเพิ่มเต็มหรือไม่......"

          "ถ้าไม่มี เรื่องต่อไปคือ หลังจากการเข้าสำรวจป่าอสูรบรรพกาลครั้งนี้ สำนักราชันกระบี่  จะจัดให้มีการประลองยุทธของศิษย์รุ่นเยาว์ทั่วทวีปเทวะสรรค์ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จะมีการเชิญทุกสำนักทั้งในเมือง เทวะสวรรค์ และ เมืองลิขิตฟ้า เข้าร่วมการประลองยุทธในครั้งนี้"

          "..โหหหหห.."

          เสียงดังอื้ออึงขึ้นมาในทันทีที่ เตียวหยุน กล่าวจบ เพราะหลาย ๆ  สำนักต่างก็รู้ดีว่า สำนักราชันกระบี่ นั้นมีผู้ฝึกฝนอยู่ในระดับลมปราณ มหาราช ร่วม 30 คน ส่วนบรรดาเหล่าลูกศิษย์ก็ล้วนอยู่ในระดับขั้นลมปราณจักรพรรดิเกือบครึ่งสำนัก อีกทั้งสำนักใหญ่ ๆ  ในเมืองเทวะสวรรค์ ก็แทบจะไม่แตกต่างจากสำนักราชันกระบี่แต่อย่างใด แตกต่างกันก็เพียงจำนวนผู้ที่บรรลุขึ้นลมปราณมหาราชเท่านั้นที่มีจำนวนมากน้อยแตกต่างกันออกไป แต่สำหรับบรรดาลูกศิษย์ล้วนมีการฝึกฝนในขั้นลมปราณจักรพรรดิซะส่วนใหญ่

          หากเปรียบเทียบกับ สำนักพยัคฆ์ขาว ที่นอกจากสิบผู้อาวุโส นอกนั้นก็มีเพียงเหล่าหัวหน้าฝ่าย 3 คนเท่านั้นที่บรรลุขึ้นลมปราณจักรพรรดิ ที่เหลือนั้นอยู่ในระดับขั้นลมปราณกษัตริย์ครึ่งหนึ่งของสำนัก ที่เหลือก็ลดหลั่นลงไป

          ในเมื่อยุทธภพต่างก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไร แต่พวกเขากลับเชื้อเชิญให้เข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ ซึ่งก็เหมือนกับการหยามพวกเขาในทางอ้อมนั่นเองหากศิษย์พวกเขานั้นพ่ายแพ้ แต่หากไม่รับคำเชิญ ก็จะกลายเป็นการสร้างความโกรธเคืองให้กับพวกเขา ดังนั้น จึงจำเป็นที่เหล่าสำนักต่างๆ   ก็ต้องตอบรับคำเชิญและส่งตัวแทนเข้าร่วมการประลอง

          "เงียบก่อน ๆ  "   เตียวหยุน กล่าวขึ้น ทำให้ทุกคนนั้นกลับมาอยู่ในความสงบ

          "ข้ารู้ว่าพวกท่านคิดอย่างไร แต่จะอย่างไร สำนักเราก็ต้องส่งตัวแทนไปเข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ คาดว่าพวกท่านคงจะเข้าใจ ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่ศิษย์ทั้งสิบที่เข้าสำรวจในป่าอสูรบรรพกาลเสร็จสิ้น เหล่าบรรดาผู้อาวุโสทั้งสิบ ที่คอยติดตามเฝ้าดูการสำรวจในป่า จะเป็นผู้ลงความเห็นเสนอชื่อ 5 คน เพื่อส่งเข้าร่วมการประลอง และสำหรับ 5 คนที่ถูกคัดเลือก จะได้รับ ผลึกวิญญาณอสูรขั้นจักรพรรดิ คนละ 1 ก้อน เพื่อดูดซับพลังและได้รับการฝึกฝนโดยตรงจากเหล่าผู้อาวุโส จนกว่าจะถึงวันงาน"

          หลังจาก เตียวหยุน กล่าวจบทุกคนก็มีการคุยหารือกันอีกเล็กน้อยในเรื่องของภายในสำนัก ทั้งเรื่องธุรการต่าง ๆ  และข่าวสารความคืบหน้าของสายข่าวของสำนักที่ส่งไปหาข่าว ทั้งในเมืองลิขิตฟ้าและเมืองเทวะสวรรค์ จากนั้นจึงแยกย้ายกันกลับ


........





"หาววววว..."


"นี่ข้าหลับไปนายแค่ไหนกันละเนี่ยะ"

          หลี่เฉิน ที่หลับสนิทเมื่อตอนใกล้จะรุ่งสาง ก็รู้สึกตัวตื่นอีกทีเมื่องแสงอาทิตสาดส่องผ่านร่มเงาของต้นไม้ลงมากระทบกับใบหน้าของเขา และก็เป็นช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ใกล้จะเที่ยงตรงแล้วนั่นเอง

          ระหว่างที่กำลังยืดเส้นยืดสายนั่นเอง หลี่เฉิน ก็สังเกตุไปเห็นปากถ้ำที่มีขนาใหย่กว่าตัวเขาสองเท่าตัว ด้านหลังต้นไม้ที่ตัวเขาหลับนอน

          "เอ๋  มีถ้ำอยู่ตรงนั้นด้วยแฮะ  ลองเข้าไปสำรวจดูก่อนดีว่า เผื่อจะให้เป็นที่พักได้"

          จากนั้น การสำรวจก็เริ่มขึ้น ซึ่งภายในถ้ำนั้น มีขนาดกว้างพอที่จะสามารถจุคนได้เป็นร้อยคน ถึงแม้ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับตัวของ     หลี่เฉิน ที่จะพักอยู่คนเดียว และด้วยเหตุที่มีขนาดเล็ก และถ้ำไม่ลึก มีแสงแดดส่งเข้าถึง ทำให้ไม่มีสัตว์อสูรเจ้าถิ่นมาอาศัยอยู่ อีกทั้งภายในถ้ำยังมีบ่อน้ำเล็ก ๆ  ตรงกลางถ้ำ ที่มีตาน้ำอยู่ ทำให้มีน้ำอยู่ตลอดเวลา ไม่มีแห้ง จึงเป็นสถานที่เหมะสมที่สุดแล้วที่หลี่เฉินจะอาศัยพักฝึกวิชา

          "เอาล่ะ ข้าจะพักที่นี่แหละ ข้างนอกเองก็เป็นลานฝึกได้เป็นอย่างดี ช่างเป็นที่ ๆ เหมะเจาะยิ่งนัก หึ ๆ ๆ"

          "ทีนี้ก็คงได้เวลาเริ่มฝึกแล้วสินะ..."

          หลี่เฉิน เริ่มต้นด้วยการร่ายรำกระบวนที่ฝ่ามือพร้อมกันกับการโคจรลมปราณผสานกับกระบวนท่า ต่อจากนั้นก็ฝึกต่อด้วยวิชากระบี่ ซึ่งตัวหลี่เฉินเองก็ใช้กิ่งไม้แทนกระบี่ เขาใช้วิธีการส่งลมปราณบีบอัดไว้รอบ ๆ   ตัวกิ่งไม้ก่อนที่จะผสานมันลงไปในเนื้อไม้ ทำให้กิ่งไม้ที่ หลี่เฉิน ถืออยู่นั้น กลายเป็นอาวุธที่ร้ายกาจเทียบเท่ากับกระบี่ทันที

          ถึงแม้การกระทำของหลี่เฉินจะดูเหมือนว่าง่าย แต่หากผู้ที่ใช้เทคนิคนี้ไม่มีลมปราณที่มากพอและการใช้เทคนิคบีบอัดลมปราณให้หนาแน่นพอแล้วละก็ มันไม่ต่างอะไรจากกิ่งไม้ธรรมดา ๆ นั่นเอง

          แตกต่างจาก หลี่เฉิน ที่เขาใช้เทคนิคการบีบอัดด้วยกระบวนท่าที่สามของวิชากระบี่ในคัมภีร์เทวะนั่นก็คือ เงาเทวะสังหาร นั่นเอง


................
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 341 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

324 ความคิดเห็น

  1. #313 Montree Accoban (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 มกราคม 2562 / 11:02
    ไรท์พอฆ่ามอนตายแล้วร่างมันหายไปไหนอะ แล้วจะเอาเนื้อที่ไหนกินหรือไม่ต้องเก็บไปขายเหรอ
    #313
    0
  2. #225 ดาวดวงที่สาม (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 00:51
    เตียวหยุ่น เป็นเจ้าสำนัก ก็ต้องเคยเป็นศิษย์มาก่อน เหล่าผู้อาวุโสก็ต้องเป็นอาจารย์ปู่, อาจารย์อา เดินเข้าห้องโถงมาไม่แทนตัวเองว่า "ศิษย์" แค่นี้เหล่าผู้อาวุโสก็ปลดจากตำแหน่งได้แล้วข้อหา เนรคุณ อกตัญญู นอกจากสำนักเอาคนภายนอกมาเป็นเจ้าสำนัก
    #225
    0
  3. #123 วิศณุ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2560 / 14:22
    มันม๊ากๆๆๆๆๆครับ
    #123
    0
  4. #45 Framza2015 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 / 15:10
    อบคุณครับ
    #45
    0
  5. #44 defy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 / 15:10
    เอาอีกตอน
    #44
    0
  6. #43 Mr.kongkang (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 / 14:01
    //ขอบคุณครับ สนุกมาก :3
    #43
    0
  7. #42 pro1 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 / 13:32
    #42
    0
  8. #41 oiltipomsomsuay (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 / 13:13
    นุกๆๆๆๆรอๆๆๆค่ะ
    #41
    0
  9. #40 Reezas (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 / 12:19
    มาต่อเร็วๆนะครับ กำลังสนุก
    #40
    0
  10. #39 สายมุก (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 / 11:48
    ขอบคุณมากค่ะ

    สนุกมาก

    รอตอนต่อไป
    #39
    0
  11. #38 joelamtan (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 / 11:44
    ขอบคุณครับ
    #38
    0
  12. #37 King of Monvick (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 / 11:34
    สนุกมากครับ 
    #37
    0