The Legend of Blue Fire (มังกรผู้เฝ้าหอคอย)

ตอนที่ 9 : ตอนที่ 9 หัวลูกศร(รีไรท์ 2)(แก้ไขเล็กน้อย)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26,963
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 338 ครั้ง
    4 ส.ค. 60


 

            


           

ข้าไม่อาจสงบใจตนได้ แม้เวลานี้จะกลับมานั่งคุกเข่าข้างหนึ่ง ก้มหน้านิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทรงงานตัวใหญ่อีกครั้ง


ความจริงที่รับรู้เรื่องมีดสั้นข้างเอวซึ่งกลายเป็นสิ่งที่บางคนในปราสาทเอามาลือจนเข้าหูเจ้าหญิงน้อย ทำให้ข้าทั้งเชื่อ และไม่เชื่อ พร้อมความกังวล สับสน ไม่เข้าใจ และเหนื่ออื่นใดคือ หวั่นเกรง


เพราะเจ้ามีดสั้นที่ข้าพกติดตัวมานับร้อยปีมันมีความหมายที่ลึกซึ้ง และวุ่นวายกว่าที่ข้าคิดไว้มาก  


ซึ่งผู้ตกเป็นหนึ่งในสาเหตุใหญ่ของเรื่องเมื่อเช้าก็กำลังประทับอยู่เบื้องหน้าข้า ไม่ได้สนใจหรือแยแสถึงปัญหาที่กำลังกวนใจข้าอยู่ และข้าก็ยังไม่กล้าจะเอ่ยถามแม้รับรู้ถึงความตึงแน่นบนหว่างคิ้วตน ขณะก็ไม่วายที่จะลอบปรายตากลัดกลุ้มขึ้นมองวรองค์สูงแกร่งเป็นระยะ 


“อยากถามอะไร”


คงเป็นอีกครั้งที่พระองค์จับความผิดปกติของข้าได้ แม้ไม่ได้เงยขึ้นมอง และถึงข้าจะไม่กล้าเปิดประเด็น หากก็นับว่าโชคดีที่ราชาเลจินอฟกระตุ้นให้ข้าตัดสินใจได้เด็ดขาดว่าควรทำอย่างไรกับความวุ่นวายในใจตนตอนนี้ 


“หม่อมฉัน... ถามเรื่องมีดสั้นได้ไหมฝ่าบาท” ข้าก้มหน้าถามออกไปอย่างไม่มั่นใจนัก พร้อมรู้สึกหายใจได้ไม่ทั่วท้องกับคำถามของตน และคำตอบที่จะได้รับ 


ในห้องทรงงานเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนสุรเสียงทุ้มลึกที่ชวนพิศวงเสมอจะรำพึงขึ้น


“อา...” ราชาเลจินอฟรากเสียงยาวเนิบช้า ฟังใจเย็นจนแทบไม่แยแส ผิดกับอารมณ์ข้าตอนนี้ลิบลับ ขณะหันมาถามข้าด้วยน้ำคำชินชาแต่แอบแฝงรอยหยัน “ถูกอาละวาดใส่มาสินะ”


ไม่รู้ว่าทรงเดาได้เอง หรือมีหน่วยข่าวตนไหนมาทูลให้ฟังกันแน่ ทั้งที่เรื่องมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเช้านี้


“อยากรู้ใช่ไหมว่าจริงรึเปล่า... ข่าวลือนั่น”


ข้าเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ เมื่อราชาเลจินอฟหยั่งเชิงเนิบนาบมาด้วยบรรยากาศของปริศนาพร้อมกลิ่นกุหลาบจางๆ ในอากาศก่อนข้าจะได้ตอบ ซ้ำพระองค์ยังเอ่ยเน้นย้ำด้วยประโยคที่ทำให้ตัวข้าชาเหมือนถูกน้ำเย็นจัดสาดใส่ว่า “อยากรู้ว่าเจ้าเป็นคู่หมั่นของข้าจริงรึเปล่าสินะ”


ใช่... สิ่งที่ทำให้ข้าแทบอยู่นิ่งไม่ได้ พร้อมมีคำถามมากมายในหัว คือมีบางคนบอกวอร์เรนว่ามีดสั้นของจอมมารที่ให้ข้าไว้คือของหมั้นหมาย ถึงข้าจะไม่รู้ว่าบางคนที่ว่านั่นเป็นใคร แต่รู้แล้วว่านั่นคงเป็นหนึ่งในสาเหตุให้ท่านเคออสไล่ต้อนถึงเหตุผลที่ข้าได้รับมีดสั้นมา ซ้ำดูไม่เชื่อว่าราชาเลจินอฟจะประทานให้ข้าจริงๆ 


และแม้ข้าจะไม่เข้าใจเรื่องของหญิงชายมากนัก แต่คิดว่ามันคงทำให้วอร์เรนกังวลกับความหมายของมีดสั้นนี้ไม่น้อยเลย


“เพคะ” ข้ารับคำไปด้วยใจที่ยังเต้นไม่สม่ำเสมอ หากราชาเลจินอฟกลับสวนคำถามกลับมารวดเร็วว่า


“ข้าดูเหมือนไม่มีตัวเลือก จนต้องเลือกมังกรลูกผสม หน้าตาไม่น่าดูมาเป็นคู่หมั่นเลยรึไง” 


คำถามพร้อมคำปรามาสตามนิสัยของพระองค์ทำให้ข้าเสียววูบในอก แต่ก็หยุดการเต้นถี่ของหัวใจให้สงบลงมาได้ ก่อนข้าจะตอบกลับไป 


“ไม่เพคะ”


“งั้นก็แสดงว่าข่าวลือไม่จริง... แค่นั้น”


ข้าเป่าปากออกมานิดทันที รู้สึกโล่งอกขึ้นหน่อย อย่างน้อยตอนนี้ข้าก็มีคำยืนยันจากปากพระองค์โดยตรงว่าไม่ได้มีเรื่องยุ่งยากกับมีดสั้นที่ข้างเอวข้าตามข่าวลือนั่น 


กระนั้นข้าก็ต้องดึงมีดที่รักษาอย่างดีมาตลอดร้อยกว่าปีออกมา กำแน่นและรู้สึกหวิวโหว่งในช่องท้องยามมองมันเมื่อตัดสินใจบางอย่าง ข้ากลืนน้ำลายในคอที่ฝืดเคืองครั้งสุดท้าย ก่อนยกมันเทินขึ้นเหนือหัว และทูลออกไปอย่างเด็ดขาดแม้จะทำให้เหมือนตนกำลังสูญเสียแขนขาสักข้างไป ทว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ


“ถ้างั้น... หม่อมฉันขอถวายคืนเพคะ” 


“เจ้าว่าไงนะ”


เสียงเฉียบเย็นตวัดห้วนมาทันใดจนใจข้าร่วงวูบ ก่อนรับรู้ถึงโทสะของวรองค์แกร่งเบื้องหน้าได้เกือบจะทันทีเช่นกัน


และครั้งนี้มันไม่ใช่แค่การแดกดัน หรือหงุดหงิดเล็กๆ แบบที่ผ่านมา หากแต่เป็นความโกรธที่หนาวจับใจ และเป็นความหนาวเยือกจริงๆ ที่ทำให้อุณหภูมิในห้องทรงงานโอ่อ่าลดต่ำลงอย่างรวดเร็วจนขนอ่อนข้าลุกชัน ก่อนที่จะทันสังเกตว่าลมหายใจของตนที่พ่นออกมากลายเป็นควันสีขาวจางๆ ราวอยู่กลางภูเขาหิมะ พร้อมตวัดตาขึ้นพบว่าบนหน้าต่างกระจกในห้องทุกบานขึ้นไอหนาช้าๆ จนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งบางๆ ขณะพื้นหินอ่อนเหมือนกลายเป็นลานน้ำแข็งเย็นๆ


วินาทีนั้นข้าเพิ่งว่าตนพูดสิ่งไม่สมควรที่สุดออกไปแล้ว แต่ก็จำต้องกล่าวต่อ


“หม่อมฉันไม่สามารถเก็บมันไว้ได้จริงๆ เพคะ”


“ข้าบอกแล้วว่ามันไม่มีความหมาย...”


“หม่อมฉันไม่สามารถเก็บอาวุธที่สามารถจะฆ่าฝ่าบาทไว้กับตัวได้จริงๆ เพคะ”


สิ้นคำนั้นในห้องทรงงานตกอยู่ในความเงียบฉับพลัน แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากราชาเลจินอฟจนภายในห้องทรงงานเย็นเฉียบเหมือนอยู่กลางพายุหิมะพลันหยุดชะงัก และไม่นานไอเย็นที่เคยเกาะหน้าต่างกระจกก็ค่อยๆ จางไป พร้อมอุณหภูมิรอบตัวข้าที่ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ ก่อนสุรเสียงทุ้มลึกที่ความน่าขนลุกดูเบาลงไปมากจะถามขึ้นใหม่


“ใครบอกเจ้า” พระองค์ทรงหรี่ดวงเนตรครุ่นคิด และงึมงำหาคำตอบให้ตนเองโดยไม่รอข้าว่า “เคออส”


ข้ายิ่งต้องก้มหน้าลงกว่าเดิม โดยยังยกมีดสั้นเหนือศีรษะตนหวังให้พระองค์รับมันคืนไปเช่นเดิม เมื่อนอกจากได้รู้ข่าวลื่อเรื่องมีดสั้นลายเถากุหลาบว่ามันเป็นของหมั้นหมายของจอมมารแล้ว ข้ายังได้รู้ความจริงที่ทำให้ตกใจยิ่งกว่า และหวาดหวั่นมากกว่าของมันด้วย...


มันเคยมีข่าวลือในอดีตว่าการที่จอมมารมอบของมีค่าส่วนพระองค์ให้กับหญิงสาวคนไหน นั้นหมายถึงการหมั้นหมาย เพราะมีอดดีตจอมมารบางรุ่นทำแบบนั้น ดังนั้นก็ไม่แปลกที่จะมีบางคนตีความว่ามีดสั้นที่เจ้าได้รับมาจากจอมมารก็เป็นแบบนั้นด้วย... ปัญหาคือใครเป็นคนเอาเรื่องนี้มาพูดมากกว่า นั่นคือคำอธิบายแรกที่มาพร้อมน้ำเสียงขุ่นเคืองในเรื่องข่าวลือเกี่ยวกับมีดสั้นลายเถากุหลาบจากท่านเคออส ซึ่งยังติดแน่นในสมองข้าตั้งแต่เมื่อเช้านี้


... ข้าไม่ทราบค่ะ และวอร์เรน… ก็ยังไม่ได้บอกว่าใครบอกนาง... ข้าตอบผู้บัญชาการทหารตรงหน้าได้เพียงเท่านั้น เมื่อนึกย้อนถึงร่างเล็กๆ ของวอร์เรนที่นั่งร้องไห้โหเหมือนเด็กเล็กๆ ก่อนจะรีบตั้งคำถามต่อ งั้นมีดสั้นนั่นก็ไม่ได้มีความหมายตามที่มีใครบางคนบอกวอร์เรนใช่ไหมคะ... เป็นของหมั้น?


ข้าเกือบโล่งใจตอนที่รอคำตอบ แต่แค่ไม่ถึงเสี้ยววินาทีเมื่อเสียงแข็งกระด้างตอบชัดว่า


ข้าไม่รู้ท่านเคออสถอนหายใจหนักหลังจบคำ แล้วว่าต่อ ไม่มีใครอ่านความคิดจอมมารแต่ละรุ่นออกหรอก'


งั้นก็ชัดเจนว่าข้าต้องไปหาคำตอบจากเจ้าของมีดเองสินะ...


แต่กระนั้นก็ถอะ ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้วใช่ไหมว่า จอมมารไม่มีวันประทานของส่วนพระองค์ให้ใคร นี่มันไม่ใช่แค่ของประดับ หรือของแสดงฐานะ หรืออาวุธป้องกันตัว มันมีความหมายที่หนักหนากว่านั้นมาก ในหลายๆ ด้านเลยด้วยซ้ำ... เจ้าจำได้ใช่ไหม คำถามของท่านเคออสส่งมาอย่างเข้มข้นใหม่ และมันฉุดข้าออกจากความตั้งใจในหัวให้กลับมาที่ทางเดินในปราสาทอีกครั้ง และพยักหน้าตอบ


ค่ะ


แล้วรู้ไหมว่าทำไม’’ 


เพราะมันเป็นสิ่งของสำคัญที่สุดสำหรับพระองค์ ข้าตอบไปตามความเข้าใจ


เปล่า ท่านเคออสปฏิเสธชัด และย้ำเน้นหนักว่า แต่เพราะมันเป็นสิ่งที่ฆ่าจอมมารได้


ฆ่า?!’ ข้าต้องมุ่นหัวคิ้วตนอย่างฉงนผสมตระหนกในสิ่งที่ได้ยิน 


จอมมารเป็นเผ่าพันธ์ที่ถูกเรียกอีกอย่างว่า ‘ยักษ์’ ที่มีความหมายว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุด เกือบเรียกได้ว่าพระองค์แทบเป็นอมตะ ไม่มีอาวุธอะไรทำลายยักษ์ได้ ฟันแทงไม่เข้า หรือต่อใช้ธาตุศักดิ์สิทธิ์อย่างมากก็แค่ทำให้เกิดรอยบาด แต่แผลก็จะสมานและหายทันที มีแค่คาถาอาคมหรือเวทมนต์ชั้นสูงระดับจอมเวทย์เท่านั้นที่พอจะทำให้จอมมารบาดเจ็บได้ แต่ก็ไม่ตายอยู่ดี... ไม่เคยมีจอมมารคนไหนตายเพราะถูกสังหารมาก่อน ส่วนใหญ่คือสละวิญญาณตนเองเมื่อถึงเวลาหนึ่งเท่านั้น จะเรียกว่าตายยังไม่ได้ด้วยซ้ำ


สิ่งที่ได้ยินทำให้ข้านึกถึงเรื่องที่ตนสู้กับพระองค์ที่หอคอย และไม่อาจปฏิเสธได้ว่าแม้ถูกข้าต่อย ทำร้าย หรือพ่นไฟใส่ พระองค์ก็แทบไม่เป็นอะไรเลยจริงๆ และหัวใจข้าคล้ายจะเต้นเร็วขึ้นเมื่อเสียงห้าวแข็งกระด้างเล่าต่อ 


แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีอะไรในโลกเป็นอมตะ แม้แต่ยักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุด เมื่อมีเกิดย่อมมีตาย มีเมื่อจุดแข็ง ย่อมมีจุดอ่อน... เพราะแบบนั้นจึงมีของที่ยังสามารถฆ่าจอมมารได้อยู่ และของที่ว่าก็ติดตัวพระองค์เสมอ และถูกสืบทอดให้รุ่นต่อรุ่นมาตลอด นั่นคือดาบข้างบั้นพระเอว... และมีดสั้นลายเถากุหลาบที่เจ้าเก็บไว้


ข้า... ข้ารำพึงได้แค่นั้นแล้วต้องเลือนมือขึ้นสัมผัสอาวุธที่ว่าข้างเอวตนด้วยมือที่เย็นเฉียบทันที


ไม่มีใครรู้ว่ามันสร้างจากอะไร แต่มีบางคนรู้ดีว่ามันล้างเผ่าพันธุ์ของยักษ์ได้แน่นอน เพราะแบบนั้นรอยบาดที่คอของราชาเลจินอฟที่เจ้าทำไว้มันถึงหายช้า... มันไม่ใช่เพราะพระองค์ไม่อยากรักษาตัวเอง แต่พระองค์ไม่อาจรักษามันได้... เจ้าไม่รู้หรอกว่าตัวเองเก็บของอันตรายขนาดไหนไว้กับตัว


ข้ารับรู้ถึงมือของตนที่กำด้ามโลหะแน่นขึ้น ขณะท่านเคออสก็ก้มมามองข้าด้วยนัยน์ตาสีทองวาวเคร่งเครียด พร้อมถามด้วยน้ำคำกดลึก


ที่นี้เจ้าเข้าใจสิ่งที่ข้าเคยบอกว่าให้คืนมันไปตั้งแต่แรกรึยัง แล้วเจ้าคิดว่าเจ้าเหมาะสมกับมันไหม


เป็นหลายวินาทีที่ข้าจ้องนิ่งยังนัยน์ตาดุดัน ก่อนเป็นฝ่ายก้มหน้าหนีสายตาจริงจังนั่น และจำใจตอบแผ่ว


... ไม่ค่ะ


งั้นก็เอามันไปคืนซะ มันเป็นของที่หนักเกินมือเจ้า


นั่นคือคำสั่งเฉียบขาดจากท่านเคออส ก่อนร่างใหญ่โตนั่นจะหมุนตัวออกไป ใช้แผ่นหลังกว้างเป็นการย้ำคำสั่งของตน


และเหมือนกับว่าที่ท่านเคออสมาหาข้าถึงตำหนึกทิวาก็เพื่อพูดคุยเรื่องนี้โดยเฉพาะ ดูเหมือนแม่ทัพใหญ่จะหาโอกาสหลายครั้งแล้ว แต่เพิ่งมีวันนี้ที่เขาว่างมากพอมาเจอข้าในเวลาที่ไม่มีราชาเลจินอฟอยู่  


ข้ายังคงคุกเข่านิ่ง ยกมีดสั้นเหนือหัว เมื่อราชาเลจินอฟเข้าใจแล้วว่าทำไมข้าถึงต้องถวายมันคืนพระองค์


ตอนสู้กันที่หอคอยข้าเกือบใช้มีดนี้ปาดคอพระองค์ เพียงนิดเดียวความเป็นความตายของราชาเลจินอฟอยู่ในมือข้า หากเพียงข้าไม่หยุดมืออะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ข้ายังไม่กล้าคิด แค่แผลบนคอพระองค์ที่ยังไม่หายสนิททั้งที่ผ่านมาเป็นอาทิตย์ก็ทำให้ข้ากลัวเกินกว่าจะเก็บมันไว้แล้ว... ถูกของท่านเคออส มันเป็นอะไรที่หนักเกินกว่าที่ข้าจะถือไหว... 


“แล้วยังไง”


ข้าต้องสะอึกนิ่งไปนิด เมื่อองค์ราชากลับหยั่งเชิงมาอย่างไม่ใส่ใจปัญหานี้นัก 


“มันอันตรายเกินไปที่หม่อมฉันจะถือเพคะ”


“เจ้าหวังจะสังหารข้าอยู่งั้นเหรอ”


ครั้งนี้ข้าต้องรีบสั่นศีรษะทันที พร้อมทูลตอบอย่างตระหนกกับคำถาม “มะ... ไม่ใช่ ไม่มีทางเพคะ”


“แล้วมีเหตุผลอะไรที่ต้องคืน” สิ่งที่ถูกถามทำให้ข้าต้องนิ่งงันไปอีก ก้มหน้ามองพื้นอยู่เช่นนั้นครู่ใหญ่ ก่อนค่อยๆ หาข้ออ้างอื่นอย่างลังเล


“... ถ้า... ถ้ามีคนอื่น... ได้มัน...”


“เจ้าจะยอมให้ของที่ข้าให้ ถูกคนอื่นขโมยไปง่ายๆ งั้นรึ” ราชาเลจินอฟแทรกถามกลับมาอย่างรวดเร็ว ไม่คิดรอให้ข้าจบข้ออ้าง จนข้าต้องปฏิเสธชัดเจน


“ไม่เพคะ” 


“งั้นก็หมดเหตุผลที่ข้าจะต้องรับมันคืน” พระองค์ตัดสิน และทุกอย่างในห้องทรงงานก็เงียบไป เหมือนราชาเลจินอฟใช้ความเงียบนั่นเป็นคำสั่งให้ข้าเก็บมีดสั้นในมือนั้นลงข้างเอวตนซะ


ข้าจำต้องลอบระบายลมหายใจ รู้สึกว่าครั้งนี้มีดเล่มเล็กที่พกติดตัวมาตลอดร้อยปีหนักกว่าครั้งไหนๆ ทว่าก็ค่อยๆ เก็บมันลงข้างเอวที่เดิม เมื่อไร้ข้ออ้างจะคืนมันให้เจ้าของเก่า...


“เจ้าจำไม่ได้ว่าทำไมถึงได้มีดนั่น”


ข้าหยุดนิ่งไปครู่ทันทีกับคำเปรยจากเสียงทุ้มลึกที่แทรกความเงียบขึ้นอย่างกะทันหัน ประเด็นเรื่องมีดสั้นที่คิดว่าราชาเลจินอฟคงไม่สนใจแล้วกลับยังถูกยกมาพูดต่อ และข้าไม่แน่ใจว่าพระองค์ต้องการให้ข้าตอบหรือนั่นเป็นแค่การพูดลอยๆ ของพระองค์เองเท่านั้น


“เรื่องเมื่อร้อยปีก่อน เจ้าจำไม่ได้... ใช่ไหม” ข้ายังไม่ทันตัดสินใจว่าจะตอบดีหรือไม่ผู้เป็นจอมมารก็กล่าวราบเรียบอีกครั้ง และครั้งนี้ข้ามั่นใจว่าเป็นคำถามแน่นอน


ข้าต้องพยายามคิดถึงเรื่องราวในอดีต เรื่องเมื่อร้อยปีที่แล้ว ในวันที่คิดว่าได้มีดสั้นเล่มนี้มา และความทรงจำรางๆ ทำให้ข้าเห็นแค่ม่านดำที่ปักด้วยดิ้นทองเรียบหรู น้ำเสียงองค์ราชาที่ไม่ได้หนาวเย็นแบบนี้ แต่นอกนั้น... 


“... ไม่ได้... เพคะ” น่าแปลกที่ข้าตอบได้ไม่เต็มน้ำเสียงนัก เมื่อความรู้สึกผิดมันแผ่ซ่านขึ้นมาเสียเฉยๆ


และข้ารับรู้ว่าภายในห้องทรงงานเหมือนกลับมาอยู่ในหลุมดำอีกครั้ง และชั่ววินาทีหนึ่งราวถูกปลกคลุมด้วยเมฆหมอกที่ชวนให้อึดอัดใจอย่างแปลกประหลาด ซ้ำดวงเนตรสีอ่อนคู่คมที่หรี่มองมายังดูว่างเปล่าจนน่าใจหาย แต่อึดใจต่อมาทุกอย่างก็กลับเป็นปกติ เมื่อจอมมารเอ่ยออกมาในที่สุดว่า


“ข้าไม่ได้ให้มีดสั้นเจ้า” สุรเสียงนั้นฟังเย็นชา “ข้าให้พ่อเจ้าในฐานะคนสนิทที่เชื่อใจที่สุด แต่อย่างที่รู้ว่าบลูไฟเออร์เป็นยังไง... เขาไม่รับมัน เพราะไม่คิดทำงานรับใช้ข้าไปตลอด... ไม่ก็อาจรู้ว่าตัวเองจะตาย”


ถ้อยประโยคช่วงท้ายของพระองค์ฟังแผ่วลงนิด แต่ข้าสัมผัสไม่ได้ว่าพระองค์กำลังรู้สึกเช่นไรที่กล่าวถึงอดีตแม่ทัพของตน จะว่าเศร้าก็ไม่ใช่ หรือจะว่าเป็นท่าทางของการหวนนึกถึงอดีตก็ไม่เชิง แต่แน่นอนว่ามันมีความหมายบางอย่าง


ข้าได้ยินมาว่าราชาเลจินอฟมีท่านเคออสเป็นแมทัพคนสำคัญแทนพ่อข้าก็จริง แต่ตำแหน่งองค์รักษ์ประจำพระองค์กลับถูกปล่อยว่างไว้ตั้งแต่พ่อข้าตาย 


ใช่... พ่อข้าเป็นทั้งแม่ทัพ และองค์รักษ์ประจำพระองค์ของราชาเลจินอฟ และตลอดหนึ่งร้อยปีมานี้ ตำแหน่งองค์รักษ์ประจำพระองค์ก็ยังไม่มีใครถูกแต่งตั้งขึ้นมาแทนที่เลย ซึ่งนั่นเป็นหลักฐานยืนยันว่าพระองค์เชื่อใจพ่อข้าแค่ไหน...


“แต่ข้าไม่อยากได้คืน ในเมื่อให้ไปแล้ว ข้าเลยให้เจ้าไว้แทน” ราชาเลจินอฟสรุปเรื่องราวง่ายๆ ราวมันไม่สำคัญ


แต่นั่นทำให้ข้าเผลอใช้มือลูบวนที่มีดสั้นของตนเมื่อฟังจบ ไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไรกันแน่กับสิ่งที่ได้ยิน ระหว่างโล่งใจกับผิดหวัง


คงเพราะจำมาเสมอว่ามีดสั้นนี้เป็นของที่ประทานให้ข้าด้วยความตั้งใจ หากเมื่อความจริงมันไม่ใช่ เลยทำให้รู้สึกตนไม่เหมาะสมกับมันขึ้นมา กระนั้นถ้าคิดเสียว่ายังเป็นของที่ตั้งใจให้ใครสักคนอยู่ แม้จะไม่ใช่ตัวข้า มันก็คือสิ่งที่ดี และเวลานี้แม้มันจะไม่ใช่ของข้าจริงๆ ทว่ามันก็เป็นเหมือนเครื่องรางที่ข้าขาดไม่ได้ไปแล้ว... แม้จะเป็นเครื่องรางที่มีความหมายหนักมากเกินกำลังข้าก็ตาม  


“เพคะ” ข้ากลับมาก้มหน้า และรับคำอย่างสงบนิ่งกว่าเดิม 


แต่ไม่นานหลังข้าก้มหัวรับคำ ขนอ่อนหลังคอข้ากลับต้องลุกขึ้นนิดๆ เมื่อรับรู้ถึงสายพระเนตรที่จ้องเขม็งมา ซ้ำครั้งนี้เพ่งเล็งด้วยสายตาที่บาดลึกไม่ต่างจากใบมีดจนข้าต้องถามตัวเองทันทีว่าตนเองตอบอะไรผิดไปรึเปล่า ขณะพยายามทวนว่าตนตกหล่นคำไหนไปบ้างตอนเอ่ยรับคำพระองค์ หรือข้าเอ่ยรับคำสั้นไป การเอ่ยรับอย่างเป็นทางการต้องมีคำราชาศัพท์เฉพาะที่ยาวกว่านี้ไหม


แต่ก่อนที่ข้าจะได้เอ่ยถามหรือแก้คำตน มหาดเล็กตนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาก้มศีรษะทูลราชาเลจินอฟว่า


“แม่ทัพเครอส เมสเซอร์ขอเข้าเฝ้าพะย่ะคะ”


องค์ราชารับสั้งอนุญาตให้เข้าเฝ้าได้ ก่อนไม่นานนักร่างสูงใหญ่เหมือนกำแพงมีขีวิตจะก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง เขาก้มศีรษะเคารพจอมมาร ดูกระด้างไปนิด แต่ก็สมเป็นทหารเต็มขั้น


และท่านเคออสทำให้ข้าต้องรู้สึกหวั่นเกรงและรู้สึกผิดเมื่อนัยน์ตาสีทองนั่นปรายมองมายังมีดสั้นที่ยังอยู่ข้างเอวข้า และหันมามองหน้าข้าด้วยความสงสัยว่าทำไมข้าถึงยังมีมันอยู่ ก่อนวินาทีต่อมาเขาจะหันกลับไปหาราชาเลจินอฟและทูลเสียงห้าวแข็งตามนิสัยด้วยท่าทางจริงจัง


“กองทัพโทรลล์เคลื่อนทัพมาประชิดที่ชายป่าของป่าดำแล้วพ่ะย่ะค่ะ”


ข้าลอบมุ่นหัวคิ้วเล็กน้อยทันทีกับข่าวที่ได้ยิน ในขณะจอมมารกลับเพียงเอนหลังกับผนักเก้าอี้สูงใหญ่ที่คลุมด้วยผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม ดูสบายๆ กับเรื่องของกองทัพที่จะเข้ามาโจมตีเทเนบริส  


“ครบรอบทุกๆ สามสิบปี หรือร้อยปี ก็แบบนี้ทุกครั้ง เผ่าโทรลล์จากตะวันออกยกทัพมาชิงบัลลังค์ข้า เพราะเชื่อว่าบัลลังค์ของ ‘ยักษ์’ ก็ต้องเป็นของพวกตัวใหญ่น่าโง่ ที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่ายักษ์แบบพวกมัน” พระองค์กล่าวเหมือนพูดเรื่องลมฟ้าอากาศ ขณะงึมงำขึ้นแผ่วเบาทิ้งท้ายเล็กน้อยว่า ‘ทั้งที่ ‘ยักษ์’ ไม่ได้มีความหมายแบบนั้นแท้ๆ


แต่ความจริงนี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก เพราะแม้ภูตและปีศาจเกือบทุกตนจะอยู่ใต้อำนาจจอมมาร สวามิภักดิ์หรือเป็นพันธมิตร และอาศัยร่วมกันในเทเนบริส แค่แบ่งการปกครอง และพื้นที่กันเองตามเผ่าพันธ์ตน หรือบางตนเข้ามาถวายงานในปราสาทรับใช้จอมมารโดยตรง แต่มันก็มีบางเผ่าและบางตนไม่ได้อยู่ใต้อำนาจพระองค์


อย่างเผ่าโทรลล์จากทางตะวันออกนั่นก็เป็นหนึ่งในพวกไม่ขึ้นตรง เพราะอยากเป็นใหญ่เอง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่พวกมันจะตั้งกองทัพมาโจมตีเป็นพักๆ  


“ว่าแต่มีปัญหาอะไรถึงมาแจ้งเรื่องนี้ แม่ทัพอย่างเจ้าน่าจะจัดการปัญหานี้ได้อยู่แล้ว... ตอนนี้ข้าว่าน้ำชาร้อนๆ ที่ทำท่าจะหกลวกข้าในมือก็อบลิน ยังดูน่ากลัวกว่าดาบในมือโทรลล์ด้วยซ้ำ” 


จบคำนั้น ข้าเห็นราชาเลจินอฟปรายตาคู่งดงามทว่าคมจนเชือดเฉือนไปยังก็อบลินตนหนึ่งที่เพิ่งเดินเข้ามา หัวของเขาสูงพ้นขอบโต๊ะทรงงานของพระองค์มาแค่เล็กน้อย และกำลังทำชาร้อนๆ ในแก้วใสบนถาดเงินหกใส่พระองค์จริงๆ ซ้ำจมูกยาวแหลมที่ใหญ่โตเป็นพิเศษของเขายังแทบชนกับแก้วชาที่นำมาถวายนั่นด้วย


เจ้านี้คงเป็นมหาดเล็กใหม่อย่างไม่ต้องสงสัยเลย


ในขณะที่ราชาเลจินอฟก็รับสั่งด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก ทว่าดูน่าขนลุกกับก็อบลินหนุ่มที่เหมือนจะอายุน้อยกว่าข้าด้วยซ้ำว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ก่อกบฏกับข้าตอนนี้”  


รู้ได้ทันทีว่านั่นเป็นการเตือนจากจอมมารว่าห้ามเขาทำน้ำชานั่นหกใส่พระองค์เด็ดขาด 


และเจ้าก็อบลินน่าสงสารก็ยืนแข็งทื่อถือถาดน้ำชาเหมือนถูกสาปไปทั้งอย่างนั้น พร้อมใบหน้าซีดเผือดทันทีที่สิ้นคำเตือนจากสุรเสียงที่คล้ายจะใจดี แต่ฟังเย็นเยียบจับใจนั่น


“ครั้งนี้พวก ‘คาเคซัส’ ร่วมทัพมากับโทรลล์ทางตะวันออก และเป็นผู้นำทัพครั้งนี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ” รายงานครั้งนี้ของท่านเคออสทำให้ราชาเลจินอฟต้องหันกลับมาสนใจฟังอีกครั้ง 


และใบหน้าคมดูเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย ก่อนพระองค์จะหุบยิ้มสนิท และเอ่ยขึ้นเหมือนเปรยลอยๆ ว่า


“งั้นแสดงว่าโทรลล์คงโง่หมดทุกตัวจริงๆ”


และเรื่องครั้งนี้ทำให้ข้ารู้สึกเครียดขึ้นตามพระองค์ด้วย พร้อมเริ่มตั้งข้อสงสัย เพราะ ‘คาเคซัส’ หรือที่รู้จักกันดีในนามกษัตริย์คาเคซัส ผู้ปกครองโทรลล์ในเทเนบรีส เขาเป็นราชาโทรลล์ที่เป็นพันธมิตรกับราชาเลจินอฟมาเนินนาน ความจริงคือเป็นมาตลอด ไม่เคยแสดงท่าทีของศัตรู แต่ทำไมครั้งนี้ถึงไปเข้าร่วมกับศัตรู


เพราะเป็นโทรลล์ด้วยกันงันรึ ถ้าอย่างงั้นก็ควรเข้าร่วมตั้งนานแล้วสิ ไม่ใช่ตอนนี้


“ให้กระหม่อมตั้งกองทัพแล้วเดินทัพไปปราบเลยไหมพ่ะย่ะค่ะ” ท่านเคออสทูลถามต่อ


หากองค์ราชากลับยังประทับนิ่ง หรี่นัยน์ตาแสนงามแต่ดูทรงอำนาจลงนิดอย่างใช้ความคิด และไม่นานจึงเอ่ยว่า


“ไม่” 


ท่านเคออสดูแปลกใจเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้ยิน ขณะราชาเลจินอฟเพียงว่า “ครั้งนี้มันต่างไป ดังนั้นเราก็ไม่ควรทำเหมือนทุกครั้ง... ใช่ไหมเจ้ามังกร”


“ห๊ะ!” ข้าตวัดเงยหน้ามองใบหน้าหล่อเหลาเกินบุรุษใดนั้นอย่างลืมเรื่องมารยาทไปทันที กับคำถามที่ถูกส่งมาดื้อๆ ไม่เข้าใจว่าพระองค์จะหันมาถามข้าทำไม 


“ครั้งนี้ข้าจะตั้งหน่วยสอดแนมขึ้นใหม่ เพื่อสอดแนมกองทัพโทรลล์ และจะให้เจ้าอยู่ในหน่วยนี้ด้วย”


วินาทีนั้นข้าค้างนิ่งเหมือนถูกสาปยิ่งกว่าเจ้าก็อบลินมหาดเล็กตนใหม่นั่น และคิดว่าปากตนน่าจะอ้ากว้างไปแล้ว แต่เวลานี้ข้าไม่มีสติมากพอจะควบคุมพฤติกรรมไร้มารยาทของตนนัก นอกจากนั่งตกใจอยู่ตรงนั้น ทำอะไรไม่ถูก 


ให้ข้าเข้าหน่วยสอดแนมเนี่ยนะ! สัญชาตญาณข้าเหมือนจะร้องเตือนถึงเรื่องเดือดร้อนลั่นทันทีที่ได้รับคำสั่ง 


ทว่าราชาเลจินอฟยังคงอธิบายด้วยท่าทางปกติ ซ้ำติดจะสนุกสนานนิดๆ ไม่ได้สนใจข้าที่มองตามพระองค์แม้แต่น้อย 


“โทรลล์ไม่ได้น่ากลัวขนาดต้องทำอะไรวุ่นวาย แค่จัดทัพไปสู้ก็จบ แต่ครั้งนี้แม้แต่พันธมิตรเก่าแก่อย่างคาเคซัสยังอยากโค้นบัลลังค์ข้า มันก็น่าสนใจว่าทำไม” ราชาเลจินอฟว่า “แล้วคาเคซัสก็มีฝีมือและพอมีสมองอยู่บ้าง ไม่เหมือนโทรลล์ทั่วไป ซ้ำถึงสู้ชนะไป อีกไม่กี่สิบปีพวกมันก็จะตั้งกองทัพใหม่ แล้วก็วนทำแบบเดิมๆ อีก ถือว่าครั้งนี้ข้าจะถอนรากถอนโคนทีเดียว สืบให้รู้สาเหตุแท้จริง แล้วจะได้จัดการที่ต้นเหตุให้ถูกต้อง... ดังนั้นก็ต้องมีหน่วยสอดแนมลับเฉพาะ”


ท่านเคออสที่คงตกใจไม่แพ้ข้า แต่อาจเก็บอาการได้เก่งกว่ารีบท้วงขึ้นทันที “แต่ว่าฝ่าบาท นี่มันกะทันหันไป ซ้ำนางยังไม่เคยออกภาคสนาม” 


“ก็กำลังจะได้ออกแล้วไง” ราชาเลจินอฟโต้กลับอย่างไม่ทุกข์ร้อน ซ้ำยังขอความเห็น “เจ้าว่าไม่ดีรึ... ข้านึกว่าเจ้าอยากให้มังกรนี่หัดรับภารกิจบ้างซะอีก”


ท่านเคออสเงียบไปทันที ขณะข้าจับสัมผัสความมาคุบางอย่างได้จากราชาเลจินอฟและท่านแม่ทัพคนสำคัญ คำหยั่งเชิงขององค์ราชาแฝงนัยยะที่ทำให้ท่านเคออสขุ่นเคือง 


และเป็นเวลาหลายวินาทีที่ไม่มีใครกล่าวอะไรออกมา ก่อนราชาเลจินอฟจะหันมาปรายนัยน์ตาสีอ่อนชวนหลงใหลที่ซ่อนเล่ห์บางอย่างมาที่ข้า จนข้าต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง และต้องก้มหน้าหลบสายพระเนตรคมกล้านั่น 


               ไม่นานวรองค์สูงสง่าในอาภรณ์สีดำคุ้นตาก็ลุกขึ้น และก้าวออกมาจากหลังโต๊ะทรงงาน พร้อมเดินอย่างไม่เร่งรีบผ่านหน้าข้า จนทำให้ข้าต้องลอบมองตามแผ่นหลังกว้างนั่นด้วยความสงสัย ผสมกังวลในสิ่งที่พระองค์จะทำต่อไป


               ราชาเลจินอฟเดินไปยังผนังห้องด้านหนึ่ง ซึ่งถูกประดับด้วยอาวุธมากมาย ทั้งหอก ดาบ คันศร และลูกธนู ที่ทุกชิ้นล้วนสวยงาม ดูเลอค่าด้วยลวดลายอ่อนช้อยจากการสกัดลาย และตอกเหล็กจากช่างฝีมือแห่งเทเนบริส ซ้ำบนด้ามจับยังแทรกเพชรพลอยเพิ่มมูลค่า จนแม้แต่คนไม่ค่อยละเอียดแบบข้ายังดูออกว่ามันถูกสร้างอย่างประณีตและเอาใจใส่มากเพียงใด 


               และแม้องค์ราชาจะหันหลังให้ข้าอยู่ หากข้าก็เห็นว่ามือเรียวแข็งแรงยื่นไปหยิบลูกธนูดอกหนึ่งออกมา 


พระองค์ลูบหัวศรที่เป็นโลหะสีเงินวาวสกัดลายแปลกตา พร้อมมีพลอยสีน้ำเงินประดับอยู่กลางเนื้อเหล็ก ก่อนลากปลายนิ้วช้าๆ ไปตามไม้เนื้อดีที่แกะสลักลวดลายวิจิตรบนก้านศรจนจรดถึงพู่ที่เป็นขนนกสีขาวขนาดใหญ่ ที่ข้าไม่คิดว่าจะเป็นขนของนกนัก 


ราชาเลจินอฟคล้ายกำลังตรวจวัดขนาด น้ำหนัก และความตรงของลูกศรในมืออย่างละเอียดละออ โดยสัมผัสมันด้วยความทะนุถนอมราวกับมันเป็นหญิงสาวบอบบาง 


               ซึ่งข้ายอมรับว่าเป็นกิริยาการตรวจลูกศรที่ดูทรงเสน่ห์ที่สุดเท่าที่ตนเคยเห็น


               หากข้าต้องหลุดจากภวังค์ เมื่อท่านเคออสก้าวไปยังองค์ราชาพร้อมร้องปรามทันใดว่า


               เดี๋ยวฝ่าบาท นั่นมัน!...


     เปรี๊ยะ!


               หูเรียวแหลมสองข้างของข้าผึ่งขึ้นทันที เมื่อหันไปเจอว่าคนที่กำลังลูบคลำลูกศรหรูหราในมืออย่างอ่อนโยนราวมันเป็นหญิงสาวนั่น หักหัวศรในมือของตนออกมาดื้อๆ ซ้ำยังโยนก้านธนูที่เหลือให้ท่านเคออสที่กำลังเดินเข้ามารับไว้อย่างไม่ใยดี และดูเป็นธรรมชาติได้อย่างน่าเหลือเชื่อแทน


               ข้านิ่งอึ้งไปนิดกับผู้ที่หักของเล่อค่าในมือตนอย่างง่ายดาย ขณะท่านเคออสที่เหมือนจะรู้การกระทำของราชาตนแต่ห้ามไม่ทัน ก็ทำได้เพียงลอบระบายลมหายใจ มองก้านศรหักๆ ที่เคยสวยงามในมือ และดูเสียดายมันแทนเจ้าของไม่น้อย


               วงองค์แกร่งที่ดูไม่ใส่ใจของมีมูลค่าที่ตนทำลายหน้าตาเฉย หมุนตัวก้าวเดินมายังข้า จนทำให้ข้าต้องรีบก้มหน้าลงไปอีก ก่อนรับรู้ว่าราชาเลจินอฟย่อวรองค์ลงเบื้องหน้า แต่ไม่ถึงกับลงชั่นเข่า แค่เพียงนั่งยองตัวและว่า


               แบมือ


               ข้าจำต้องแบมือตามรับสั่งเรียบเย็นเหนือศีรษะโดยไม่ได้เงยหน้ามอง และไม่นานจึงรับรู้ถึงความเย็นของโลหะบนผ่ามือตน ซึ่งเมื่อปรายนัยน์ตาขึ้นดู จึงเห็นว่าเป็นหัวลูกศรที่เพิ่งโดนหักออกมาเมื่อครู่


     นี่ราชาเลจินอฟหักมันมาประทานมันให้ข้าเหรอ!?


               หน้าที่เจ้า... อย่าให้ห่างตัว” พระองค์กล่าวสั้นๆ ไม่จริงจัง แต่มีบางอย่างในน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าต้องทำตามเท่านั้น


               เพคะ” ข้าต้องเอ่ยรับคำแม้ยังไม่เข้าใจว่าทำไมพระองค์ถึงประทานหัวลูกศรให้ ซ้ำเพิ่งหักออกมาสดๆ ร้อนๆ ยิ่งมองของในมือก็ยิ่งไม่เข้าใจ กระนั้นก็กำมันไว้ พร้อมบางสิ่งที่สะกิจใจมากขึ้นกับภารกิจใหม่ของตน


               ที่นี้กลับไปได้แล้ว” ราชาเลจินอฟเอ่ยเฉียบ ตัดบทอย่างง่ายดาย พลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง


ข้ารู้สึกแปลกใจนิดๆ เมื่อวันนี้พระองค์ปล่อยตัวข้ากลับไปไวกว่าปกติ ซึ่งองค์ราชาก็ยังคงอ่านความคิดข้าออกและตอบคำถามให้ข้าทันทีว่า 


วันนี้ข้าให้เจ้ากลับไปก่อน เพราะจะได้มีเวลาไปหาคำอธิบายกับเจ้าหญิงของเจ้าว่าทำไมเจ้าถึงต้องหายหน้าไปสองสามวัน” เสียงทุ้มลึกเว้นช่วงคำไปเล็กน้อย ก่อนครั้งนี้จะกล่าวต่อด้วยรอยหยันที่ข้าเริ่มจะคุ้นเคยว่า “ข้าว่าเจ้าต้องใช้เวลาอีกเยอะ... ในการทำให้พายุสงบ


นั่นคงเป็นเหตุผลแท้จริงที่ข้าถูกปล่อยตัวไวสินะ


ก็ถูกของพระองค์ การหาคำอธิบายเหตุผลกับวอร์เรนว่าข้าต้องไปทำภารกิจ และจะหายหน้าไปสองสามวัน คงไม่หนักหนาเท่ากับหลังจากนั้นที่นางจะอาละวาดและหาทุกวิถีทางไม่ให้ข้าไป


ข้าเก็บหัวลูกศรเข้าในกระเป๋าหนังเล็กๆ บนเข็มขัด ก่อนก้มศีรษะทูลลาท่านจอมมาร ความกังวลและสงสัยยังคงรบเร้าในอก แต่ก็รู้ดีว่าผู้ออกคำสั่งตรงหน้าจะไม่มีทางให้คำตอบมากไปกว่านี้แน่นอน


ซึ่งเมื่อถอยตัวอออกไป ผ่านประตูหลายบาน และมายืนอยู่หน้าห้องทรงงานได้ ข้าก็หยิบหัวลูกศรในกระเป๋าหนังออกมาดูอีกครั้ง มองมันเหมือนจะหาคำตอบจากของในมือ หากหัวข้าก็ยังคงว่างเปล่า หรือเพียงไม่กล้าสรุปคำตอบ เพราะมันติดจะแง่ลบซะหมด จนต้องเก็บมันเข้าที่ และก้าวออกไปเพื่อเตรียมเผชิญปัญหาเรื่องเจ้าหญิงน้อยต่อไป


อาเทนโน่


เสียงเข้มกระด้างคุ้นหู ทำให้ข้าต้องหมุนตัวไปตามเสียง และเห็นว่าท่านเคออสออกมายืนอยู่หน้าห้องทรงงานขององค์ราชาแล้วเช่นกัน ใบหน้ากร้านเคร่งขรึมนั้นดูเครียดกว่าทุกทีอย่างไม่ปิดบัง


ค่ะ” ข้าขานรับ พร้อมก้มศีรษะเคารพ ก่อนเห็นว่าร่างกำยำสูงใหญ่เกินคนทั่วไปจะก้าวมาหยุดตรงหน้า


นัยน์ตาสีทองจริงจังปรายมองกระเป๋าหนังบนเข็มขัดข้างเอวข้าเล็กน้อย ก่อนหมุนขึ้นมาสบตาข้าด้วยความเคร่งเครียดไม่เปลี่ยน


“ทำไมเจ้าไม่คืนมีดในองค์ราชา”


ข้าต้องก้มศีรษะลงให้ร่างสูงใหญ่อีกครั้งทันที และค้างอยู่เช่นนั้นยามสารภาพตามจริงอย่างหนักใจ “พระองค์ไม่รับคืน... ข้าขอโทษค่ะ”


“ว่าแล้วเชียว” ท่านเคออสเพียงงึมงำ ไม่ได้ดูประหลาดใจแต่ดูหัวเสียไม่น้อย และหันมาเอ่ยขึ้นใหม่ด้วยท่าทางจริงจังจนตึงเครียด “ข้าก็ไม่ได้รู้เรื่องภารกิจสอดแนมนี่มากไปกว่าเจ้านัก แต่ข้าอยากบอกเจ้าไว้ว่า แม้องค์ราชาจะเหมือนทำอะไรไม่จริงจัง หลายอย่าง แต่ทุกคำสั่งนั้นมีความหมาย ไม่ว่ามันจะฟังไร้สาระขนาดไหนก็ตาม


ข้าเงยตัวขึ้นมาฟังอย่างตั้งใจ และวูบหนึ่งราวกับเห็นว่าเขามองข้าด้วยแววตาสงสาร แต่เพียงไม่นานก็กลับมาจริงจังเช่นเดิม และเอ่ยต่อว่า


ดังนั้นจำไว้ให้ดีว่าราชาเลจินอฟไม่เคยคิดอะไรชั้นเดียว”     












 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 338 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14,393 ความคิดเห็น

  1. #11937 nass_san (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 07:20
    จอมมารขี้เฟริ์ทสายโลลิค่อนค่า!!! 5555555555555 วิ่งไปหลบหลังเนียร์แพรพ
    #11,937
    0
  2. #11713 ใบอ่อนม้วนงอ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2560 / 19:40
    ราชาไม่คิดอะไรชั้นเดียว แต่คิดว่า'ชั้นชอบเธอนะเนียร์' แน่ๆ!!!!
    #11,713
    1
    • #11713-1 masok(จากตอนที่ 9)
      4 กันยายน 2563 / 12:03
      555ชอบเม้นท์นี้
      #11713-1
  3. #9710 JJphakin (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2559 / 21:51
    ชอบง่า
    #9,710
    0
  4. #9413 พันมัย (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559 / 22:27
    "มอบชีวิตไว้ในมือเธอ" เลจี้ นายคิดแบบนี้ใช่ป่ะ?
    #9,413
    0
  5. #9267 Ganauou (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2558 / 01:42
    สนุกกกกก
    #9,267
    0
  6. #8559 resia2 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 เมษายน 2558 / 22:31
    แล้วไปเฝ้าหอคอยนี่ไม่เรียกภารกิจเหรอคะ? สงสัยๆ
    #8,559
    1
    • #8559-1 eye lux(จากตอนที่ 9)
      8 พฤศจิกายน 2558 / 15:55
      ขอตอบนะคะ ไม่เรียกค่ะ เพราะตามจริงพระเอกไม่ได้เลือกนางเอกไปเฝ้าหอคอยแต่แรก แต่มีคนสลับชื่อนางเอกให้ไปเฝ้าแทน ซึ่งพระเอกก็เพิ่งทราบตอนเจอนางเอกที่หอคอยนั่นแหละค่ะว่ามีคนสลับชื่อ

      ปล.ไม่แน่ใจ 100% นะคะ แต่คิดว่าน่าจะใช่หลังอ่าน
      #8559-1
  7. #8165 El Dorado Bz (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2557 / 22:53
    เอาหัวลูกสรไปปักหัวโทลหรอเพคะ
    #8,165
    0
  8. #6993 <<aKinA>> (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2557 / 14:20
    ปริศนาเยอะมาก
    #6,993
    0
  9. #6932 Hydrangea (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 กันยายน 2557 / 19:46
    ท่านราชาคิดอะไรอยู่เดาไม่ออกเลย
    #6,932
    0
  10. #6408 Fraeya (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2557 / 20:14
    อยากรู้เรื่องมีดและอดีตจัง ปริศนาเยอะดี น่าค้นหา
    #6,408
    0
  11. #6358 ปาณิศา ทศพลญาณ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2557 / 20:40
    ไม่เห็นอัพต่อเลยค่ะ
    #6,358
    0
  12. #6278 iy9ok (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 23:30
    มีดสั้น...มีดสั้น...มีดสั้น...???
    หัวลูกศร...???
    #6,278
    0
  13. #6181 ranison (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2557 / 19:20
    สนุกมากเลย
    #6,181
    0
  14. #6180 ranison (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2557 / 19:17
    สนุกมากเลย
    #6,180
    0
  15. #6112 Amm Sa-nguansak (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2557 / 09:23
    อ๊ายยยยยยยยฟินค่ะฟินนนนรอน้าคร้าาาถึงนานก็รอคร้า
    #6,112
    0
  16. #5994 ♣ Minto ♣ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 / 19:23
    ท่าทางต่อจากนี้ เนียร์จะรับศึกหนักตามสไตล์นางเอกพี่แบงค์อีกตามเคย
    //นางเอกพี่แบงค์ ต้องอึด ถึก ทน  ..โดนรถสิบล้อชน ต้องไม่ตาย.. (ฮา)
    #5,994
    2
    • #5994-2 masok(จากตอนที่ 9)
      4 กันยายน 2563 / 12:04
      55555555
      #5994-2
  17. #5872 Valhala (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 / 01:25
    ต่อไปต้องเจอเจ้าหญิงวีนสินะ อืม อืม
    #5,872
    0
  18. #5868 rain falla (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 / 19:21
    สนุกมากเลยค่ะ สนุกมากๆๆๆๆๆๆๆๆ อ่านแล้วหยุดไม่ได้ ชอบมาก รักเนียร์ที่สุด <3 > < อัพเร็วๆน้าาา เป็นกำลังใจให้ค่าา~ :)))
    #5,868
    0
  19. #5793 เงาหัวใจ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 / 20:32
    อร๊ายยยย ที่ให้เก็บมีดสั้นไว้นี่เหมือนกับจะบอกว่าชีวิตของฉันอยู่ในกำมือเธออะไรประมาณนั้นรึเปล่าเนี่ย

    มโนไปไกล>///<
    #5,793
    0
  20. #5740 mulatemalata (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 เมษายน 2557 / 13:07
    อยากรู้พระราขาคิดอับไร เเล้วเรื่องเมื่อก่อนล้ะโอ้ยยยยย~><
    #5,740
    0
  21. #5591 little dream (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 เมษายน 2557 / 21:57
    ทำไมต้องเศร้าด้วยอ่าาาา ที่เนียร์จำเรื่องในอดีตไม่ได้ ปริศนาเยอะเหลือเกิน แต่เชียร์เนียร์น้าาาาาาา
    #5,591
    0
  22. #5577 มายด์ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 เมษายน 2557 / 19:12
    ให้มีดนี่แสดงว่า ชีวิตของราชาอยู่ในกำมือเนียร์เลยนะเนี่ย คิดหลายชั้น คิดอะไรบ้างหนอออออ
    #5,577
    0
  23. #5502 #..J00N..# (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 เมษายน 2557 / 23:55
    อ๊ะ !!! ติดใจท้ายประโยคนี้ "แต่ของที่ตั้งใจให้ไปแล้ว ข้าก็ไม่อยากได้คืน ข้าเลยให้เจ้าไว้แทน มันก็แค่นั้น....ดังนั้น ถ้ามีใครถาม ก็บอกไปตามนี้ "  
    หมายความว่ามันอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ใช่ป่ะ อีกนัยคือลองใจ 
    .....ที่กริ้วนี่คือตอบรับง่ายตามนิสัยอีกตามเคย 

    ไม่มีไรมากเเค่พร่ำ.....รอตอนต่อไปอยู่น้าแง่มๆ
    #5,502
    0
  24. #5456 Zuperpe_PandaKristy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 มีนาคม 2557 / 23:39
    จอมมารนี่ก็นะ 55555
    #5,456
    0
  25. #5273 Romeo sane ★ . (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 มีนาคม 2557 / 17:53
    แหมมมมมมมมมมมมมมมม ไม่ได้คิดชั้นเดียวนี่แสดงว่า
    ตอนจะตอบอะไรเนียร์ทีต้องคิดหลายชั้น หลายขั้น จนเหมือนจอมมารปากแข็งใช่ไหมค่ะ
    #5,273
    0