The Legend of Blue Fire (มังกรผู้เฝ้าหอคอย)

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 8 พบอีกครั้งกลางทุ่งหญ้า(รีไรท์ 2)(แก้ไขเล็กน้อย)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 30,554
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 368 ครั้ง
    10 ก.ย. 60

    


             จะเรียกว่าเป็นสงครามประสาท และการก่อกวนก็คงได้ เมื่อตลอดอาทิตย์หลังข้ามาอยู่ที่นี่ ทุกเช้าจะมีรับสั่งของจอมมารให้ข้าไปเข้าเฝ้าที่ห้องทรงงานแบบเดิมเสมอ


               ทว่าเมื่อมาถึงราชาเลจินอฟกลับไม่สั่งอะไรข้า นอกจากให้ข้านั่งคุกเข่า ก้มหน้าอยู่หน้าโต๊ะทรงงานเกือบตลอดทั้งวัน ส่วนพระองค์ก็ทำกิจวัตรปกติของตนไป ไม่ได้สนใจคนที่ตนเรียกมาเข้าเฝ้าเอง และทำราวข้าเป็นอากาศธาตุ พอใกล้เวลาพระอาทิตย์ตก พระองค์ถึงรับสั่งให้กลับไปได้


               คนที่น่าจะช่วยเป็นที่ปรึกษาให้ข้าได้อย่างเมอร์เชส ก็ดันหายตัวไปทันทีในวันรุ่งขึ้นหลังรักษาเขาที่หักของข้าแล้ว 


แต่ข้าคงโทษอะไรเขาไม่ได้ คนจรแห่งเทเนบริสเป็นเช่นนี้มาเสมอ และตลอด ใช้ชีวิตเหมือนสายลม... จนบางครั้งข้าก็แอบอิจฉาเขา 


               สิ่งเดียวที่ทำให้ข้ารู้สึกผ่อนคลายบ้างยามเข้าเฝ้าพระองค์คือบาดแผลที่เริ่มสมานตัว แม้รักษาตัวช้ากว่าแผลปกติไปมาก แต่มันก็กำลังค่อยๆ หาย และราชาเลจินอฟไม่ได้สั่งให้ข้าทำแผลให้อีก


               และด้วยการเข้าเฝ้าตลอดอาทิตย์ข้าถึงพบความจริงเกี่ยวกับราชาเลจินอฟที่ไม่คาดคิดอย่างหนึ่งว่า พระองค์ไม่ได้มีนางกำนัลมากมายคอยถวายงานอยู่ข้างกายอย่างที่จินตนาการไว้ เพราะผู้ที่รับใช้จอมมารในเรื่องส่วนพระองค์จริงๆ ล้วนเป็นมหาดเล็กที่จะพลัดเวรคอยถวายงานครั้งล่ะสี่ตนในทุกวัน ส่วนเหล่านางงามที่ข้าเห็นทั่วปราสาทมีหน้าที่แค่เรื่องทั่วไป เช่นการจัดดอกไม้ ทำความสะอาด หรือต้อนรับและดูแลแขกผู้มาเยือน และเรื่องจิปาถะแบบที่นางกำลังทั่วไปทำ ซึ่งข้าแอบลงความเห็นว่าคงรวมหน้าที่เป็นเครื่องประดับสวยงามในปราสาทอีกอย่างด้วย


               ดังนั้นความจริงแล้วจึงแทบไม่มีผู้หญิงคนใดในปราสาทเทเนบริสที่ได้ใกล้ชิดหรือเห็นราชาเลจินอฟเลย พระองค์ดูหวงแหนความเป็นส่วนตัวมากกว่าที่คาด พื้นที่ส่วนตัวคือส่วนตัว ห้องทรงงานยังพอว่า เพราะยังให้มหาดเล็กเวรประจำงานทำหน้าที่อยู่ แต่ห้องบรรทมและห้องทรงน้ำมีแค่หัวหน้ามหาดเล็กเท่านั้นที่เข้าได้ แต่เมื่อตะวันตกดินไปแล้ว ทุกคนห้ามเข้าเว้นมีเหตุฉุกเฉินจริงๆ


เลยกลายเป็นว่าผู้หญิงที่ได้เจอหน้าราชาเลจินอฟบ่อยที่สุดคือข้าซะเอง โดยเฉพาะช่วงหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมานี้


แต่มันไม่ได้ทำให้ข้ารู้สึกพิเศษขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะทุกครั้งที่เข้าเฝ้านั้น มักมีแต่เรื่องวุ่นวายและชวนปวดหัวจนข้าแทบกุมขมับ เมื่อมันทำให้วอร์เรนเต้นเร้าได้ตลอดเวลาที่ข้าถูกเรียกตัวไป นางถึงขั้นปาข้าวของไล่มหาดเล็กที่มาแจ้งรับสั่งในวันที่สาม จนข้ากับพวกนางกำนัลต้องช่วยกันหยุดร่างเล็กๆ แต่มีแรงมหาศาลอย่างน่าเหลือเชื่อนั่นเกือบทุกเช้า 


และเจ้าหญิงน้อยคงไม่หยุดอาละวาดง่ายๆ ถ้าผู้ที่มาแจ้งรับสั่งไม่บอกว่า หากข้าไม่ไป ตัวข้าเองจะถูกสั่งลงโทษ 


               ซึ่งรับสั่งของจอมมารก็ชนะความเอาแต่ใจของวอร์เรนได้ทุกครั้ง 


               ข้าเข้าใจว่าราชาเลจินอฟต้องการเล่นสนุกและเอาชนะเจ้าหญิงน้อยโดยใช้ข้าเป็นเครื่องมือ แต่ถ้าพระองค์ต้องการให้นางรัก หรือสนใจ ก็ควรเรียกเจ้าหญิงมาเข้าเฝ้ามากกว่าเรียกข้า และใช้วิธีอื่นในการทำให้นางยอมรับพระองค์ ซ้ำความจริงอาจไม่จำเป็นต้องใช้ข้าเลยด้วยซ้ำ แค่ใช้เวลา พระองค์มีทุกอย่างอย่างที่หญิงสาวปราถนาอยู่แล้ว


               หรือถ้านี้คือการลงโทษ ข้าก็อยากให้ราชาเลจินอฟตัดสินโทษให้ชัดเจนเหมือนตอนล่ามข้ากับตีนหอคอยไปเสีย ไม่ใช่เกมจิตวิทยาที่กดประสาทข้าแบบนี้


ข้ายอมรับว่าไม่ชินกับการอยู่ต่อหน้าจอมมารแม้แต่นิดเดียว อาจเพราะการเป็นทหารฝึกหัดที่โอกาสจะได้เจอพระองค์โดยตรงแทบเป็นศูนย์ พระองค์จึงเหมือนสิ่งที่คนระดับข้าไม่อาจแตะต้องได้ แทบเป็นเหมือนเรื่องเล่าหรือตำนานสำหรับข้าด้วยซ้ำ


แถมพอคิดว่าตัวเองถูกหมายหัวด้วยแล้วมันจึงเป็นเรื่องที่น่าหนักใจ กดดัน และวางตัวลำบากมากขึ้น ยิ่งต้องมาเผชิญสายตาคมกริบคู่สีน้ำตาลอ่อนแบบเช้ายันเย็นนี้แบบนี้ด้วยแล้ว... 


               ข้าต้องจับจ้องพื้นใต้ร่างก่อนลอบระบายลมหายใจแผ่ว...


               เบื่อมากรึไง”


               ข้าสะดุ้งตัวทันทีกับเสียงทุ้มลึกที่ถามแทรกความเงียบโดยรอบมา  


     ไม่ทันคิดว่าพระองค์จะได้ยิน... ความจริงข้าไม่คิดว่าพระองค์จะสนใจการมีอยู่ของข้าเลยด้วยซ้ำ


               ถามว่าเบื่อมากรึไง” รับสั่งทุ้มมีอำนาจย้ำมาทำให้ข้าต้องลอบกลืนน้ำลายนิดอย่างเคยนิสัย ก่อนตอบไม่เต็มเสียงนัก


               “... เพคะ” 


               ในห้องที่ยามนี้มีมหาดเล็กประจำวันอยู่สองตน และท่านเคออสที่มารายงานเรื่องการคัดเลือกทหารเพื่อเลื่อนยศเป็นอัศวินพากันเงียบกริบไปทันทีที่สิ้นคำตอบข้า


               แน่นอนล่ะ ไม่มีใครคิดว่าข้าจะตอบตรงแบบนั้น ข้าเองก็ไม่คิด และรู้ว่าไม่ควร แต่ปากข้ามันก็พลั้งพูดความจริงไปตามสัญชาตญาณแล้ว และข้าคิดว่ายังไงราชาเลจินอฟก็จับคำโกหกข้าได้อยู่แล้ว ไม่อย่างงั้นคงดูไม่ออกว่าข้ากำลังเบื่ออยู่ ที่สำคัญข้าไม่ชอบโกหก หากไม่มีเรื่องร้ายแรง หรือมีเหตุจำเป็นจริงๆ ข้าก็ไม่อยากโกหก 


               และไม่กี่วินาทีที่ความเงียบครอบคลุมทั่วห้อง ข้าก็ได้ยินเสียงวรองค์ของราชาเลจินอฟลุกออกจากโต๊ะทรงงาน พร้อมเสียงฝีเท้าที่ก้าวมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าข้า ตอนนั้นข้าเตรียมใจไว้แล้วว่าคงสั่งลงโทษอะไรสักอย่างแน่นอน 


               หวังแค่เพียงว่าจะไม่ใช่การทำแผลให้พระองค์อีก...


               “เบื่ออะไร” หากแทนบทลงโทษ กลับเป็นคำถามเรียบเย็นที่ไม่คาดคิด


     ข้านั่งนิ่งอยู่นาน รู้สึกไม่กล้าตอบขึ้นมาเสียเฉยๆ ยามถูกสารต่อสิ่งที่ตนหลุดปากไป แต่เมื่อรับรู้ถึงสายพระเนตรคมเฉียบที่ออกคำสั่งอยู่เหนือศีรษะ และความคิดที่ว่าการโกหกจอมมารเป็นเรื่องที่โง่เกินไป ข้าจึงยอมงึมงำตอบไปว่า


               “... หม่อมฉัน... ไม่เชิงเบื่อ...”


               “งั้นอะไร” ไม่ทันได้พูดจบราชาเลจินอฟก็แทรกคำมาก่อนห้วนเร็ว


               ข้าเว้นช่วงทำใจเล็กน้อย ก่อนตอบอีกครั้งอย่างไม่เต็มน้ำเสียง “แค่... สงสัยเพคะ”


               “ว่า” ผู้ที่รอฟังยังส่งคำถามกลับมาไวโดยไม่ให้อีกฝ่ายได้ตั้งหลักเช่นเดิม


               และข้ายังคงไม่อาจตอบได้ทันทีเช่นเดียวกัน ทำได้แค่ก้มหน้าเงียบไปครู่หนึ่ง ใคร่ครวญถึงข้อสงสัยในหัว ก่อนจะตัดสินใจกล่าวช้าๆ ด้วยความรู้สึกที่ขลาดกลัวเล็กน้อย  


“ฝ่าบาท... เรียกหม่อมฉันมาทำอะไรกันแน่... เพคะ”


               กลายเป็นทั้งห้องทรงงานที่เหมือนกลืนหายไปในหลุมดำ เมื่อไม่มีใครพูดอะไรหลังสิ้นคำถามข้า และราชาเลจินอฟไม่ได้โต้ตอบเด็ดขาดรวดเร็วอย่างตอนแรกอีก พระองค์เพียงยืนนิ่งไม่ขยับจนแทบเหมือนไม่ได้มีตัวตนอยู่ตรงนั้น รวมทั้งท่านเครอสและมหาดเล็กทั้งสองตนต่างก็พร้อมใจกันหยุดทุกอิริยาบทที่พวกตนกำลังทำอยู่


ซึ่งถ้าไม่รู้สึกไปเอง ข้าคิดว่าทุกคนในห้องนี้ก็กำลังรอฟังคำตอบจากราชาเลจินอฟเช่นเดียวกับข้า... พระองค์เรียกข้ามาทุกวันทำไม...


               “... เจ้ายิ้ม”


               “คะ?” ข้าหลุดหางเสียงห้วนๆ แถมยังเงยหน้าไปเอียงคอสงสัยใส่จอมมารตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจทันที


               “ที่หอคอย ในป่าดำ” พระองค์ต่อคำ พลางสำทับ “เจ้ายิ้ม... ตอนที่ข้าบอกว่าจะปลดเจ้าออกจากตำแหน่ง”


               ภาพเหตุการณ์ในวันที่ราชาเลจินอฟบุกหอคอย และยืนตัดสินโทษข้าหลังการต่อสู้เด่นชัดขึ้นในหัว ยามนั้นข้าไม่แน่ใจสีหน้าตนว่าเป็นอย่างไรตอนที่เงยมองพระองค์ เพิ่งรู้นี่แหละว่าตนเผลอยิ้มออกไปหลังรับโทษเป็นการปลดออกจากตำแหน่ง... คงเป็นสีหน้าที่ไม่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์นั้น


               แต่นั่นสำคัญด้วยงั้นเหรอ...


               “ถ้าอิสระคือความสุขของเจ้า... ข้าก็จะริบมันมาซะ”


               เป็นการตอบคำถามสิ่งที่ข้ากำลังสงสัยในหัวได้ชัดเจนยามผู้เป็นจอมมารเอ่ยขึ้นในวินาทีนั้น และมันทำให้ข้ารู้สึกโหว่งว่างในอกไปชั่วขณะ เพราะความหมายของพระองค์นั่นเกือบจะแปลว่า...      


“... นั่น... คือบทลงโทษของหม่อมฉัน”


ราชาเลจินอฟเพียงจ้อมนัยน์ตาข้ากลับมาด้วยความหมายที่ลึกเหมือนหลุมดำ และทำให้ขนหลังคอข้าตั้นชันขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนพระองค์จะตอบสั้นๆ ว่า


“อาจใช่...” น้ำเสียงพระองค์แผ่วหวิวจนเกือบเลื่อนลอย และคล้ายว่ามีบางอย่างที่จะพูดต่อ แต่วินาทีต่อมาราชาเลจินอฟกลับเปลี่ยนเป็นเยาะหยันนิดๆ แทนว่า “อีกอย่างมันก็ทำให้เจ้าหญิงของเจ้าเต้นเร้าได้ดี”


นั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญจริงๆ ของเรื่องนี้... การทำให้เจ้าหญิงน้อยเดือนเนื้อร้อนใจเพื่อกระตุ้นข้อสัญญา


“ที่นี้หมดคำถามแล้วใช่ไหม” เสียงทรงอำนาจของจอมมารส่งมาเหนือหัวข้าใหม่เมื่อข้าก้มหน้าไปครุ่นคิด


ซึ่งก็แน่นอนว่าข้าต้องรีบพยักหน้ารับอย่างเลิกลักเล็กน้อย “อะ... ค่ะ... เพคะ”


“ดี ตาข้าถามบ้าง”


ไม่ทันได้รับคำจบดี ราชาเลจินอฟก็เอ่ยเน้นหนักให้ข้าอ้าปากค้างน้อยๆ เหมือนปลาขาดน้ำอยู่ตรงนั้น และโดยที่ข้ายังไม่ได้ตั้งตัวว่าจะถูกถามอะไร เจ้าของวงองค์แกร่งเบื้องหน้าก็เริ่มกล่าว


“ในเมื่อเจ้ารู้สึกเบื่อกับการนั่งอยู่เฉยๆ ดังนั้นช่วยข้าคิดหน่อยสิว่าการล่อศัตรูมาโจมตีในป่า ข้าควรจัดขบวนทหารแบบไหนดี”


ข้านิ่งอึ้งไปชั่วอึดใจกับสิ่งที่ถูกถาม แล้วแทบอยากเอาหัวโขกกับพื้นตรงหน้า ลงโทษตัวเองที่ไปหาเรื่องตอบอะไรไม่คิดตั้งแต่ต้น ไม่เช่นนั้นคงไม่ต้องมานั่งขายหน้าเพราะไม่สามารถจะตอบคำถามที่ยากเกินหน้าที่ของทหารฝึกหัดแบบนี้ได้


กระนั้นข้าก็พยายามคิด ทบทวน จินตนาการเพื่อหาคำตอบที่เหมาะสมและถูกต้องที่สุดเท่าที่ปัญญาข้าจะมี โชคดีที่ราชาเลจินอฟดูใจเย็นมากพอให้ข้าได้ใช้หัว ซึ่งหลังจากนั้นครู่ใหญ่ข้าจึงอ้อมแอ้มไปว่า


               ด้วยปัจจัย... แบบ... ไหน...”


               ดังกว่านั้น” เสียงเฉียบดุสวนกลับมารวดเร็ว พร้อมความกดดันทันที


               “ด้วยปัจจัยแบบไหนเพคะ!” ข้าจำต้องตอบให้ฉะฉานและชัดเจนขึ้น พร้อมรัวสิ่งที่คิดออกไปเหมือนเขื่อนที่แตกออก “ปกติการจัดขบวนทัพขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ภูมิประเทศ จำนวณคน สภาพแวดล้อม ความห่างระหว่างค่ายกับสนามรบ จำนวณของทหารฝ่ายศัตรู และรายละเอียดปลีกย้อยอื่นๆ แต่ถ้าไม่วัดจากปัจจัยอะไรเลย ตามมาตรฐานแล้วก็น่าจะเป็นขบวนแบบครึ่งวงกลม... และถ้าอยากซุ่มโจมตีในป่า... เอ่อ... ก็ไม่ใช่การตั้งขบวน แต่เป็นการวางตำแหน่งทหารที่ต้องมีคนทำหน้าที่เหมือนหัวลูกศร ที่มีไว้ล่อเป้า เล็งศัตรู ยิงเข้าไป และดึงเข้ามาในกับดัก... หม่อมฉันคิดว่า... แบบนั้น... คงจะดี... “


               จบคำรายงานที่ติดๆ ขัดๆ ช่วงท้ายของข้า ทุกอย่างในห้องทรงงานหรูหราพลันเงียบกริบ ข้าไม่รู้ว่าตนพูดอะไรผิดไปบ้าง แค่คิด และวิเคาะห์ตามสิ่งที่ได้ยินเวลามีรายงานต่างๆ จากพวกเสนาบดีกับท่านเคออสเกี่ยวกับการฝึกรบในสถานการณ์หลายๆ รูปแบบ


               ข้าอยู่ในห้องทรงงานทั้งวันมาตลอดอาทิตย์ สิ่งที่ทำได้จึงมีเพียงการฟังทุกข้อมูลที่ได้ยิน และคิดตามเป็นการฆ่าเวลาไปในแต่ละวัน ความจริงไม่ต้องตั้งใจฟัง ข้อมูลพวกนี้ก็เหมือนจะไหลเข้าหัวข้าเองตามธรรมชาติ 


               และราชาเลจินนอฟเองก็ไม่ได้รับสั่งอะไรอีกเมื่อสิ้นคำรายงานที่ทะลักทลายออกมาของข้า ปล่อยให้ข้านั่งก้มหน้าอยู่เช่นเดิมด้วยใจที่เต้นเร็วกว่าปกติเมื่อไม่รู้ว่าตนพล่ามอะไรไปบ้าง 


ซึ่งสุดท้ายพระองค์ก็เพียงหมุนกาย และก้าวกลับไปนั่งจัดการงานของตนต่อ ทำกิจวัตรเช่นเดิมไม่ได้สนใจข้าอีก จนถึงเวลาพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน พระองค์ก็รับสั่งให้ข้ากลับไปได้เหมือนทุกวัน




                                                       ****************************





 

            ความเหนื่อยกายที่ต้องนั่งคุกเข่าอยู่ทั้งวันตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่ใช่ปัญหาสำหรับข้านัก แต่ความเหนื่อยใจกับการอยู่ภายใต้สายพระเนตรคู่คมกริบทรงอำนาจ ที่กดดันมาตลอดเวลานี่สิที่เป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ได้ยาก


               แม้ดวงเนตรจะงดงามเพียงใด แต่ก็โดนความเฉียบดุกลบจนหมดสิ้น


               กระนั้นถึงจะเหน็ดเหนื่อยจาก ‘เกม’ ขององค์ราชา ทว่าข้าก็ยังมีที่พักใจหนึ่งอยู่


               ข้าพบมันเมื่อวันแรกที่มาถึง หลังเมอร์เชสรักษาเขาที่หักของข้าสำเร็จ ตอนกลับมาข้าลองบินโฉบไปเหนือปราสาทเทเนบริส เพื่อสำรวจปราสาททั้งหมด กะดูสัดส่วนและขอบเขตของมันสำหรับประโยชน์ในภายภาคหน้าหากตยเองต้องอยู่อีกนาน ซึ่งมันทำให้ข้าพบสถานที่แห่งหนึ่งเข้า


               ทุ่งหญ้าเขียวขจี ที่ขึ้นรกร้างอยู่บริเวณซากปราสาทเก่าแห่งหนึ่ง 


               มันซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ปราสาท หลังแนวป่าสน ที่เหมือนเป็นกำแพงแบ่งพื้นที่ระหว่างปราสาทเริสหรูกับซากอารยธรรมเก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้างไว้ หากก็ไม่ได้แยกออกไปหลังกำแพงปราสาท


               แน่นอนว่าหลังจากนั้นตัวปราสาทที่แทบไม่เหลือรูปทรงเดิม เห็นเพียงกองซากอิฐแทรกประปรายตามทุ่งหญ้า และมีฐานปราสาทให้พอเดาเค้าโครงเก่าได้อีกเล็กน้อย ก็กลายเป็นสวรรค์เล็กๆ ของข้าตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา


               และเหมือนโชคยังเข้าข้างมังกรห่างแถวอย่างข้า ที่แนวป่าต้นสนนั่นอยู่ในพื้นที่ใกล้ๆ ตำหนักทิวาของวอร์เรนพอดี ดังนั้นในระยะเวลาเจ็ดวันมานี่หลังวอร์เรนเข้านอนไปแล้ว ข้าจึงจะออกมาด้านนอก เดินตัดสวนที่ทำให้ข้ารู้สึกผิดนิดๆ เพราะกุหลาบสีน้ำเงินที่มีกลิ่นคล้ายวรองค์สูงสง่าที่อบอวลอยู่ทั่ว ก่อนทะลุผ่านแนวป่าสนที่ตั้งเรียงแถวเหมือนกำแพง เพื่อตรงมายังซากปราสาทเก่าแห่งนี้ 


               ข้าจะสูดกลิ่นหญ้าจนเต็มปอด รับสายลมยามค่ำ ก่อนกลับมาเป็นมังกรตัวใหญยักษ์อีกครั้ง 


               หลังจากนั้นก็จะเดินหาที่เหมาะๆ ในทุ่งหญ้าที่สูงเกือบเรี่ยท้องข้าในร่างมังกร ก่อนทิ้งกายใหญ่โตลงนอนเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่กระโจนลงบนเตียงนุ่ม ร่างกายใหญ่โตของมังกรอาจดูไม่น่ารักแบบนั้น หากความรู้สึกข้าคงไม่ต่างกัน ยิ่งได้ไซ้หัวโตๆ กับต้นอ่อนสีเขียว ก็ยิ่งทำให้เหมือนเอาหน้าซุกหมอนใบโปรด


               แม้ไม่สามารถยืดตัวและหางได้เต็มที่เพราะติดพวกกองหินและซากอิฐที่แทรกประปรายเต็มพื้นที่ จนทำให้การสยายปีกเพื่อเอาหลังถูไถต้นหญ้าสร้างความสนุกสนานส่วนตัวเป็นเรื่องลำบาก ทว่าเวลานี้ ผืนหญ้าสูงๆ ที่มีก็มากพอให้รู้สึกผ่อนคลาย และสามารถนอนหลับลงได้  


               มันเป็นเวลาที่ทำให้เหมือนกลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง... ผิดกฏ ข้ารู้อยู่ แต่ช่วงเวลานี้เท่านั้นที่ข้าขอไม่สนใจหน้าที่ของทหารที่พึงมี ความจริงข้าก็ไม่ใช่ทหารที่ดีนัก... และก็ไม่ใช่มังกรที่ดีสักเท่าไหร่ด้วย


               อย่างที่เคยบอก ข้าชอบอยู่ในร่างมังกร ข้ารักความเป็นมังกร... แต่คงไม่เหมือนแบบที่มังกรทั่วไปรัก


               เพราะความจริงนั้นมังกรส่วนใหญ่ โดยเฉพาะพวกสายพันธุ์แท้ ไม่ได้นิยมอยู่ในร่างมังกรแบบที่ข้าชอบ


               ด้วยเหตุที่เผ่าพันธุ์มังกรนั้นถือตนว่าสูงทรง มีสติปัญญา และทรงเกียรติ ถ้าไม่มีจอมมารอยู่ เผ่าพันธุ์มังกรก็สามารถนับได้ว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ฉะนั้นพวกเราจึงเย่อหยิ่ง และดูถูกแทบทุกเผ่าพันธุ์ที่ด้อยกว่า... แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือมนุษย์


               เพราะแบบนั้นพวกสายพันธุ์แท้และมังกรส่วนใหญ่จึงไม่นิยมอยู่ในรูปร่างของมังกรเหมือนบรรพบุรุษ หรือจะให้บอกว่าปฏิเสธความเป็นเดรัจฉานในตัวก็คงได้ ถ้าไม่มีเหตุใดสำคัญจริงๆ เหล่ามังกรเชื้อสายบริสุทธิ์เหล่านี้จะไม่อยู่ในร่างมังกรเลย แม้แต่พวกทหารราบก็จะให้เพียงพวกยศอัศวินใต้อำนาจของราชาเลจินอฟเท่านั้นขึ้นขี่หลังได้ แต่ถ้าไม่ถึงเวลานั้น พวกเขาจะไม่อยู่ในร่างมังกรเลย


               ทั้งที่ในความเป็นจริงเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งอย่างมังกรนั้นขยายพันธุ์ได้ยากลำบาก แม้มีชีวิตยืนยาว ทว่าชั่วชีวิตมังกรตัวหนึ่งอาจมีลูกได้ไม่เกินสองตัว หรือมีได้แค่ตัวเดียวเท่านั้น ยิ่งสายพันธุ์แท้ด้วยแล้ว ยิ่งยากต่อการสืบสายเลือดบริสุทธิ์ 


ขนาดว่าเป็นพันธุ์ผสมอย่างข้า กว่าแม่จะมีข้าก็ใช้เวลาเป็นร้อยปี และกว่าข้าจะฝักออกจากไข่ก็อีกนับสิบปี แม้ผสมกับเผ่าพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่มังกรก็ยังคงมียากไม่ต่างกัน ในขณะที่มนุษย์ผู้อ่อนแอและมีช่วงชีวิตแสนสั้น กลับสามารถขยายเผ่าพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว พวกเขามีลูกกันอย่างง่ายดาย และบางครอบครัวมีลูกเยอะแยะพอๆ กับลูกสุนัขเลยก็ว่าได้


               บางครั้งข้าก็ไม่เข้าใจว่าร่างเล็กๆ ของมนุษย์ผู้หญิงที่ดูบอบบาง และอ่อนแอ สามารถคลอดเด็กออกมามากมายขนาดนั้นได้ยังไง


               แต่มันก็คือกฎของธรรมชาติ ธรรมชาติสร้างระบบออกมาอย่างยุติธรรมที่สุดแล้ว ผู้อ่อนแอและอ่อนเยาว์ย่อมต้องมีมากด้วยจำนวน... บางทีถ้ามังกรสามารถมีลูกได้ง่ายแบบมนุษย์ โลกนี้คงจะพินาศสิ้น ไร้ซึ่งสมดุล 


พวกเราแข็งแกร่ง และมีช่วงชีวิตที่ยืนยาวเกินไป  


               แต่เพราะเป็นแบบนี้ เลยทำให้เผ่าพันธฺมังกรยิ่งเห็นว่าพวกตนทรงคุณค่า และหยิ่งทะนงในเชื้อสายมากขึ้น


               ดังนั้นส่วนใหญ่พวกมังกรที่มนุษย์มักพบเจอ และล่าได้เลยเป็นพวกพันธุ์ผสม ทีบางตัวพลังไม่เสถียรจนมีเพียงร่างมังกรร่างเดียว หรือไม่เสถียรจนไม่สามารถควบคุมให้ตนอยู่ในร่างไหนได้ตามใจชอบ ซ้ำถ้าผสมในเครือญาติกันซ้ำอีกจะมีโอกาสมากกว่าครึ่งที่กลายเป็นเพียงเดรัจฉานที่ไม่มีสามัญสำนึกอะไรมากไปกว่าการล่าและกิน... และรวมถึงมีพวกที่แฝงตัวอยู่ในสังคมมนุษย์ด้วย


               และแม่ข้าก็เป็นอย่างหลัง...  นางเป็นพันธุ์ผสมที่อยู่ในร่างมนุษย์เกือบตลอดเวลา เก็บทั้งปีกและเขา สร้างบ้านอยู่นอกเมือง หากก็เข้าเมืองไปซื้อของเดินเล่นราวเป็นเด็กสาวธรรมดาบ่อยๆ... ไม่ใช่นางเย้อหยิ่งในเชื้อสายมังกรจนอยู่ในร่างมังกรไม่ได้ แต่เพราะนางหลงรักวิถีของมนุษย์จนถอนตัวไม่ขึ้น


               ข้าแทบไม่เคยเห็นแม่อยู่ในร่างมังกรด้วยซ้ำ และนั่นเหมือนจะทำให้ข้าไม่รังเกียจมนุษย์อย่างมังกรทั่วไปเป็น ตั้งแต่เด็กจนโต ข้าจึงอยู่ก้ำกึ่งระหว่างสองโลก... คือโลกมนุษย์ และโลกของอมนุษย์


               หากวิถีที่ข้าหลงใหลกลับไม่ใช่วิถีแบบมนุษย์อย่างแม่ หรือวิถีแบบมังกรสายพันธุ์แท้ผู้สูงศักดิ์ ทว่าเป็นวิถีของมังกรแท้ๆ จากบรรพบุรุษ


               พ่อข้าเล่าว่าบรรพบุรุษของเราสมัยก่อนก็ไม่ได้เดินด้วยสองขา หรือเชิ้ดหน้าสูง พวกเราเคยอาศัยในป่า เหมือนสัตว์ทั่วไป แต่มีเกียรติ และศักดิ์ศรี เป็นเสมือนผู้พิทักษ์ พวกเราไม่ได้ถือยศหรืออำนาจ แต่ถือความซื่อสัตย์ คำมั่น และความกล้า ไม่มีใครคอยควบคุมและเป็นอิสระ ท้องฟ้าคือถิ่นของเรา


               ข้าจึงภูมิใจกับปีกและหางของตน และชอบอยู่ในร่างมังกรเหมือนพ่อ เพราะเมื่ออยู่ในร่างนี้ กฏของพวกเดินสองขาทรงปัญญาก็เอามาใช้กับข้าไม่ได้ ข้าไม่จำเป็นต้องเดินให้สง่า หลังตรง คอยระวังมารยาทที่ไม่สมควร หรือมีธรรมเนียมอะไรที่วุ่นวายในร่างของสัตว์ รู้สึกอยากบินก็บิน อยากจะล้มตัวนอน คำรามกู่ร้อง หรือกระโดดโลดเต้นยังไงก็ได้ 


               “หื๊อ?”


               ข้าต้องผงกศีรษะขึ้นสูงจากทุ้งหญ้า เพื่อเงยหน้ามองท้องฟ้า เมื่อรับรู้ถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากพื้น และกลิ่นดินชื้นในอากาศ ขณะบนท้องฟ้ายามราตรีวันนี้เหมือนจะไร้ดวงดาวประดับ พร้อมมีแสงวูบวาบอยู่ใต้ม่านเมฆ


               คืนนี้ข้าคงโชคดี เพราะเหมือนจะได้ต้อบรับฝนแรกของฤดู...


               วูบ!


               ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลข้าเบิกกว้างขึ้นทันที พร้อมม่านตาดำหดลีบลงอย่างตื่นตัวเมื่อรับรู้ถึงบางสิ่งที่อยู่ชิดร่างกาย ความยินดีกับการตั้งเค้าของฝนเลือนหายไปฉับพลัน


               ข้ากระโจนตัววูบถอยห่าง เกล็ดตั้งชันทั้งตัว ก่อนหมุนร่างกายใหญ่โตกลับไปเผชิญหน้ากับอาคันตุกะไม่ได้รับเชิญ 


ร่างใหญ่โตหมอบต่ำ และสยายปีก พร้อมยกหางสูงสะบัดไปมา ขณะกางกรงเล็บ ฝั่งความแหลมคมลงบนพื้นดิน พลางขบเขี้ยวขู่คำรามในลำคอ ตั้งท่าโจมตีตามสัญชาตญาณ


               มีอะไรบางอย่างเข้ามาใกล้ โดยที่สัมผัสข้าไม่ทันรับรู้อีกแล้ว!


               หากหัวใจที่กำลังเต้นกระหน่ำอย่างตื่นตัวกลับต้องหยุดชะงัก เมื่อกลิ่นของกุหลาบอ่อนที่ชวนพิศวง ลึกลับราวมีมนต์สะกดลอยกระทบจมูก ก่อนข้าจะทันเห็นว่าวรองค์สูงสง่าในอาภรณ์สีดำ ยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าสูง เบื้องหน้าของตน


               ตั้งแต่เมื่อไหร่... 


               “ฝ่าบาท... ”


     ข้ารำพึงได้แค่นั้น รับรู้ได้แน่ชัดว่าการถูกจับคาหนังคาเขามันเป็นอย่างไรครั้งแรก


               และข้าต้องถอยเท้าตนไปด้านหลังช้าๆ ยามร่างสูงสง่าที่ยืนนิ่งจับจ้องข้าด้วยสายพระเนตรลึกเกินหยั่งก้าวเข้ามาโดยไม่เอ่ยสิ่งใด นอกจากความเงียบ ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ไม่ไกลตัวข้านัก และเพียงหมุนวรองค์ด้านข้างให้ พลางเงยใบหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเล็กน้อยแม้จะไม่มีดวงดาวให้ดูก็ตาม 


     ราชาเลจิอฟทำราวกับไม่เห็นข้าอยู่ตรงนั้น


               ยามนั้นหัวใจที่เคยหล่นร่วงไปกลับค่อยๆ มาเต้นเป็นปกติอีกครั้ง เกล็ดทั่วตัวที่เคยตั้งชันกลับมาแนบตามลำตัวเช่นเดิม ทุกอย่างในตัวข้าสงบลงช้าๆ บางสิ่งบางอย่างที่สัมผัสได้จากองค์ราชาเหมือนกำลังบอกข้าว่า ‘คงไม่เป็นอะไร


               หลายอึดใจเหมือนกันที่ข้าก้มจับจ้องคนข้างตัวที่ยังยืนนิ่ง ไม่ได้หันกลับมามองข้ากลับ แต่เพียงปล่อยให้ลมชื้นๆ ในอากาศพัดต้องร่างกาย จนเส้นเกศาสีดำลึกลับและฉลองพระองค์สีราตรีโปกเบาๆ ตามแรงหอบเย็นสบายนั่น


               แม้ไม่เข้าใจว่าทำไมพระองค์ถึงปรากฏตัวที่นี่ ตอนนี้ ซ้ำไม่เอ่ยตำหนิอะไรกับตัวข้าที่ทำผิดกฏ อยู่ในร่างมังกรทั้งที่ถูกสั่งห้าม และอ่านอะไรในตัวพระองค์ในเวลานี้ไม่ออกสักอย่าง แต่อายบรรยากาศรอบข้างก็ทำให้ข้าที่ยืนนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ค่อยๆ ขยับตัวกลับไปใกล้ท่านจอมมารแทน ก่อนทิ้งร่างกายใหญ่โตของตนลงข้างวรองค์สูงสง่าด้วยความนิ่งสงบ


               มันเป็นช่วงเวลาพิศวงแปลกๆ พระองค์ไม่พูด และข้าก็ไม่เข้าใจนัก... แต่ราวกลับรู้สึกว่าควรจะทำ


               และดวงเนตรสีอ่อนคู่คมกริบก็ตวัดปรายมองข้านิดทันที เมื่อข้ายกปีกพังผืดข้างหนึ่งขึ้นสยายคลุมเหนือวงองค์แกร่งอย่างเงียบๆ  ก่อนก้มศีรษะมาทูลต่อว่า


               ฝนแรกของฤดูเพคะ” ข้ารู้สึกเป็นธรรมชาติของตนได้อย่างน่าประหลาด ไม่รู้สึกต้องเกร็งตัวหรือมองหน้าขององค์ราชาไม่ได้เหมือนตอนอยู่ในห้องทรงงานตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา 


อะไรสักอย่างบอกข้าว่า สิ่งที่ทำอยู่ไม่น่าจะเป็นอะไร  


ซึ่งข้าก็ไม่ได้ยินเสียงว่ากล่าวจากราชาเลจินอฟจริงๆ พระองค์ยังคงยืนปรายมองข้า จนข้าเอียงศีรษะโตๆ ของตน สงสัยในปฏิกิริยาของพระองค์เล็กน้อย


หากความสนใจในเรื่องนี้ของข้ากลับยุติลง เมื่อรับรู้ได้ถึงเสียงหวีดเล็กๆ ที่คนทั่วไปคงไม่มีทางได้ยินตกแทรกอากาศเบื้องบนลงมา ก่อนหยดน้ำเย็นๆ หยดแรกจะกระทบบนจมูกโตๆ ของข้า และทำให้ข้าต้องเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ขณะไม่ถึงอึดใจ เสียงซู่พร้อมหยาดน้ำมากมายก็ทิ้งตัวสู่ผืนดินเบื้องล่างอย่างที่คาดไว้ 


ข้าหลับตาลงซึมซับความเย็นจากหยดฝนที่เทลงมาแรงขึ้นเรื่อยๆ รับรู้ได้ถึงสายน้ำมากมายที่ไหลเลียตามเกล็ดสีดำบนร่าง และเสียงทุกสรรพสิ่งที่พิรุนแรกกระทบใส่ซึ่งเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ และให้ชีวิตชีวา


แม้ตอนกลางคืนจะทำให้สายฝนหนาวยะเยือก แต่กับมังกรอย่างข้ามันถือว่ากำลังสดชื้นพอดี ซ้ำเป็นการล้างตัวไปอีกทางด้วย 


“นานแล้ว... ที่ไม่ได้เห็นมังกรมาทำแบบนี้” 


เสียงทุ้มลึกประโยคแรกในค่ำคืนนี้เปรยขึ้นลอยๆ ข้างตัว แม้เสียงสายฝนจะยังคงดังแซงแซ่ แต่หูข้าก็ได้ยินชัดเจน ทำให้ข้าต้องผละจากฝนมากมายที่กำลังเงยรับ ก้มมามองผู้ที่อยู่ใต้ปีกกว้างของตน 


“พ่อข้า... เอ่อ หม่อมฉันบอกว่า ฝนแรกของฤดูจะช่วยชะล้างทุกอย่างในโลก แม้แต่ความขุ่นมัวในใจ เพื่อต้อนรับฤดูใหม่... มันเป็นฝนที่ดี” ข้าก้มไปทูลอย่างตื่นตัว รู้สึกว่าตนเหมือนเด็กที่พยายามอวดของเล่นชิ้นใหม่ จนเก็บความภูมิใจของตนไม่มิด 


ทว่าราชาเลจินอฟกลับเพียงย้อนดักคอว่า “ถ้าดีขนาดนั้น เจ้าจะยกปีกกันฝนให้ข้าทำไม” 


ข้านิ่งงันไปนิดทันที พลางกรอกตาสีฟ้าน้ำทะเลลึกใคร่ครวญอยู่ครู่ ขณะค่อยๆ ขยับปีกออก...


“อย่าแม้แต่จะคิด”


เสียงเฉียบที่ดักทางไว้ ทำให้ข้าตวัดปีกกลับมาที่เดิมทันที... ราชาเลจินอฟคงไม่ได้อยากเปียก เพื่อพิสูจน์ว่ามันดีจริงรึเปล่าเท่าไหร่ล่ะมั้ง... พระองค์อาจจะแค่อยากดูมันให้ใกล้ที่สุด


เพียงความคิดนั้น ข้าก็จำต้องก้มมาถามราชาเลจินอฟอีกครั้ง “พ่อหม่อมฉัน... เคยทำแบบนี้เหรอเพคะ”


ชั่ววินาทีหนึ่งราวกับข้าเห็นวรองค์แกร่งชะงักไปครู่ ก่อนจะกลับมาเป็นเช่นเดิม และถามกลับมาแทน


“ถามทำไม”


“เพราะฝ่าบาทบอกว่าไม่เคยเห็นมังกรทำแบบนี้นานแล้ว” นั่นหมายถึงต้องเคยเห็นเมื่อนานมาแล้ว และเท่าที่ข้ารู้ มังกรตัวเดียวที่ยังคงเล่นน้ำฝนก็มีแค่พ่อของข้า ที่สำคัญ... “พ่อก็เคยทำแบบนี้กับหม่อมฉันเหมือนกันเพคะ”


ข้าเอ่ยอย่างภูมิใจ และแสนคิดถึง ตอนที่ข้ายังตัวเท่าหมีสีน้ำตาล และร่างกายไม่แข็งแรงพอจะรับฝนเย็นๆ ตอนกลางคืนได้ พ่อจะให้ข้าอยู่ใต้ปีกใหญ่ๆ เฝ้าดูฝนแรก 


ตอนนั้นข้าไม่เข้าใจนักว่าเราออกมาตากฝนเพื่ออะไร ทนเสียงฟ้าร้องสนันกัมปนาทไปทำไม แต่เมื่อฝนหยดสุดท้ายตกกระทบบนหิน และท้องฟ้าเปิดอีกครั้ง ข้าถึงได้รู้... เมื่อฝนหยุด ทุกชีวิตก็เคลื่อนไหว ดวงดาวกระจ่างเต็มท้องฟ้า สว่างไสวกว่าทุกครั้งที่เคยเห็น ทุ่งหญ้า ต้นไม้ และดอกไม้ชุ่มชื้น มีชีวิตชีวา ทุกอย่างในโลกราวเกิดใหม่อีกครั้ง   


นั่นคือสิ่งที่พ่ออยากให้ข้าเรียนรู้ และเห็น...  ฝนนั้นช่วยชะล้างโลกและให้กำเนิด จะมีสิ่งดีๆ รอเราอยู่เสมอหลังฝนตก


“บลูไฟเออร์...” ข้าได้ยินเสียงทุ้มลึกที่จับกระแสอารมณ์ไม่ได้ของคนใต้ปีกงึมงำขึ้นมาแค่นั้น เหมือนเป็นเพียงคำพูดที่ไร้ความหมาย แต่ก็เรียกความสนใจของข้าได้


“ฝ่าบาทมาหาเจ้าหญิงวอร์เรนหรือเพคะ” ข้าอดจะตั้งคำถามต่อไม่ได้ เมื่อคิดสะระตะหลายอย่างในหัวถึงสาเหตุที่ราชาเลจินอฟปรากฏตัวที่นี่ แล้วมันพบเพียงคำตอบเดียวที่สมเหตุสมผลที่สุด 


พื้นที่ซากปราสาทนี้ติดอยู่กับตำหนักทิวาของวอร์เรน ดังนั้นมันก็น่าจะมีความหมายว่าพระองค์น่าจะมาหาเจ้าหญิงน้อย 


หากแทนคำตอบ สุรเสียงเรียบเย็นที่มีรอยหยันกลับถามกลับมาแทนว่า


“เจ้าเก็บบรรณาการทั้งหมดไว้ เพราะคิดว่าข้าเป็นคนมอบให้เจ้าหญิงวอร์เรนรึไง”


ข้าคิดชั่วครู่กับหัวข้อสนทนาที่ถูกเปลี่ยนกะทันหัน ก่อนตอบอย่างเสียไม่ได้ “เพคะ” 


“เจ้าคิดว่าข้าใจดีขนาดนั้นเลยรึไง”


เป็นอีกคำถามที่ต้องนิ่งคิด ทบทวนถึงเรื่องต่างๆ ที่ตนเผชิญยามอยู่ต่อหน้าราชาเลจินอฟ ทั้งการต่อสู้ที่หอคอย ตลอดจนเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่ต้องเกร็งตัวในห้องทรงงานของพระองค์ ก่อนสุดท้ายข้าจะตอบออกมาตามความรู้สึกจริงๆ ว่า


“ก็ไม่ถึงกับใจดี... แต่ก็คิดว่าอยู่ในเกณฑ์พอใช้เพคะ” เพราะอย่างน้อยพระองค์ก็ไม่ได้ฆ่าข้า หรือลงโทษรุนแรงอะไรมากนัก  


ราชาเลจินอฟเลิกคิ้วขึ้นนิดทันทีกับคำตอบข้า คงเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ที่องค์ราชาเหมือนจะสะดุดกับคำตอบตรงๆ ของข้า แถมครั้งนี้มีการวัดระดับพอใช้แถมมาให้ ทว่าไม่นานข้ากลับเห็นว่าใบหน้าคมคล้ายจะยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย


ความจริงไม่ใช่เรื่องน่าแปลก ราชาเลจินอฟทรงยิ้มบ่อยอยู่เท่าที่ข้ารู้ แต่เป็นยิ้มหยันที่มุมปาก พร้อมสายพระเนตรที่คล้ายดูถูกคนทั้งโลก หากครั้งนี้ข้ารู้สึกว่าในรอยยิ้มของพระองค์มีอะไรที่แตกต่างไปบ้าง... แต่ไม่แน่ใจว่าอะไร


“แล้วถ้าบอกว่าบรรณาการทั้งหมดไม่ใช่ของข้า”  


ข้าเอียงศีรษะใหญ่โตของตนอย่างไม่เข้าใจกับถ้อยคำนั้นทันที ในขณะที่ราชาเลจินอฟกล่าวต่อด้วยท่าทางเฉยชาราวไม่ใช่เรื่องสาระสำคัญ 


 “บรรณาการทั้งหมดที่ถูกส่งให้ทุกสองอาทิตย์ ความจริงเป็นของที่กษัตริย์ฮาเดเลียส่งให้พระธิดาตน เพื่อทนแทนความรักของเขาที่ไม่อาจมอบให้นางได้ และปล่อยให้นางถูกขังบนหอคอย... ดังนั้นของที่เจ้าเก็บไว้ มันไม่ได้มีความตั้งใจอะไรของข้าอยู่ในนั้นหรอกนะเจ้ามังกร” 


ข้านิ่งเงียบไปกับความจริงอีกข้อที่ได้รับรู้ หลายอึดใจที่ปล่อยให้เสียงสายฝนรอบข้างกลบทุกสรรพสิ่งรอบตัว ก่อนจะเอ่ยออกไปว่า


“งั้น... ฝ่าบาทก็ใจดีกว่าที่หม่อมฉันคิดไว้มากเลยเพคะ”


วินาทีนั้น ข้าเห็นใบหน้าคมตวัดฉับกลับมามองหน้าข้าทันที ราวเห็นข้าเป็นสิ่งประหลาดที่พระองค์ไม่เคยพบเจอมาก่อน กระนั้นข้าก็ยังเอ่ยต่อ “ทั้งที่บรรณาการไม่ใช่ของฝ่าบาท แต่วันที่ฝ่าบาทปรากฏตัวที่หอคอย ฝ่าบาทกลับไม่บอกว่าบรรณาการทั้งหมดไม่ใช่ของตน”


“แล้วยังไง” เสียงเฉียบถามกลับพลัน


“ก็เพราะเจ้าหญิงสั่งให้เอาบรรณาการพวกนั้นไปทิ้งเสมอ แล้วหากรู้ว่าของที่ตนให้เอาไปทิ้งมาตลอดเป็นของพ่อตัวเอง... เจ้าหญิงวอร์เรนก็คงต้องเจ็บปวดมากแน่นอน” ข้าตอบ “แต่ฝ่าบาทก็ไม่ได้บอกว่าบรรณาการพวกนั้นเป็นของใคร ทั้งที่จะปฏิเสธก็ได้... หม่อมฉันคิดว่า แค่นั้นก็เรียกว่าใจดีแล้วเพคะ” 


สิ้นคำนั้น ข้ารู้สึกราวกับเสียงสายฝนรอบข้างมันดังขึ้นอีก ในขณะที่ระหว่างข้าและราชาเลจินอฟกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง พระองค์ไม่ได้ตอบรับคำพูดข้า และข้าเองก็คิดว่าถูกแล้วที่เก็บบรรณาการทั้งหมดไว้เช่นนั้น ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งที่มอบมาจากใครก็ตาม ค่าของมันก็ยังคงเท่าเดิม


และแม้เวลานี้จะยังคงไม่กระจ่างว่าราชาเลจินอฟมาที่นี่ทำไม แต่เวลานี้ข้ากลับไม่รู้สึกสงสัยเท่าไหร่นัก พระองค์ก็คงมีเหตุผลของพระองค์เอง ข้ามีหน้าที่แค่นั่ง และรอจนกว่าฝนจะหยุดตกก็คงมากพอแล้ว...




                                             **************************





 

หยดฝนสุดท้ายซึมหายไปในดินเมื่อตอนที่ข้ามั่นใจว่าเวลานี้มันล่วงเลยมาค่อนคืนแล้ว ข้ากับราชาเลจินอฟอยู่กลางทุ่งหญ้าในซากปราสาทเก่านี้มาหลายชั่วโมง หากก็ไม่ได้มีเรื่องพูดคุยอะไรกันอีกหลังจบเรื่องบรรณาการ 


ซึ่งเมื่อแน่ใจว่าฝนหยุดสนิทแน่นอน ข้าจึงยกปีกออก และลุกขึ้น ยืดตัวยาวเหยียดเพื่อไล่ความเมื่อยขบ ก่อนย่อขาหน้าตนเล็กน้อย พลางยื่นคอยาวๆ ออก... 


“อย่าทำแบบนั้น” คำเตือนกระด้างและทรงอำนาจกว่าครั้งแรกสั่งอยู่ข้างกาย ก่อนข้าจะได้สลัดตัวไล่หยดน้ำอย่างที่ตั้งใจไว้


ตัวข้าที่นิ่งค้างอยู่ในท่าเตรียมจนตัวเกร็ง ต้องเก็บปีกกับหางมาแนบร่างกายช้าๆ อย่างเสียไม่ได้ เมื่อเพิ่งรู้ตัวว่าเกือบถูกจับล่ามโซ่ขังคุกมืดข้อหาทำจอมมารแห่งเทเนบริสเปียกเพราะหยดน้ำบนร่างตัวเองกลับปราสาท 


นัยน์ตาสีน้ำตาลทองคู่งดงามส่งแววตำหนิมาให้ จนข้าต้องก้มศีรษะขออภัยเล็กน้อย ก่อนจะเห็นว่าจอมมารเดินแยกออกไปเพียงลำพัง ทำเหมือนตอนที่มา ไม่บอกกล่าว ทักทายหรือล่ำลา เพียงก้าวห่างออกไปอย่างเงียบเชียบ


หากก่อนแผ่นหลังกว้างใต้อาภรณ์สีดำจะเดินห่างไปไกล ข้าก็ร้องบอกไล่หลังพระองค์ว่า


“ดอกทานตะวันค่ะ”


“เพคะ” ราชาเลจินอฟยังคงไม่วายหันมาสวนแก้คำมาให้ข้าเช่นทุกครั้ง จนข้าต้องแก้คำตามอ้อมแอ้ม


“เอ่อ... เพคะ” ซึ่งเมื่อถูกพระองค์ดักคำไปครั้งหนึ่ง ความมั่นใจข้าก็คล้ายจะหายไปหลายส่วน จนไม่กล้าทูลต่อ ทว่าวรองค์สูงสง่ากลับยังคงยืนนิ่งมองข้ามไหล่กว้างของตนมาที่ข้า พลางถามเสียงคาดคั้นที่ติดจะรำคาญนิดๆ ว่า


“จะบอกอะไร”


“เจ้าหญิงวอร์เรนชอบดอกทานตะวันเพคะ” ข้าบอก และเริ่มเรียกความมั่นใจกลับมาใหม่ จนสามารถเสนอบางสิ่งด้วยความกระตือรือร้นได้อีกครั้ง “หม่อมฉันคิดว่า ฝ่าบาทน่าจะลองหาดอกทานตะวันมาให้เจ้าหญิงดูเพคะ”


               ราชาเลินอฟหยุดนิ่งมองข้าครู่หนึ่งเมื่อฟังจบ ก่อนจะส่งคำพูดเฉียบเย็นมาว่า “ข้าไม่ได้ถาม และคราวหลังอย่าขัดคำสั่งข้าอีก” 


               เป็นการตำหนิแน่ชัด ซ้ำย้ำเตือนถึงข้อหาที่ข้าอยู่ในร่างมังกรทั้งที่ถูกห้าม หากแต่ข้ากลับไม่รู้สึกหวั่นเกรงเช่นที่ผ่านมา คงอาจเป็นเพราะสายฝนล่ะมั้ง จึงทำให้ทุกอย่างที่รับรู้ไม่มีอะไรน่าขุ่นเคืองหรือหวั่นเกรง และทำให้ข้าอารมณ์ดีได้อย่างน่าประหลาด





                                                              *******************************





 

               แสงแดนอุ่นๆ ที่กระทบบนเกล็ดสีดำชื้นๆ ทำให้ข้าเริ่มรู้สึกตัว ก่อนปรือนัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลลึกขึ้นรับแสงอรุณสีทองที่ปลายขอบฟ้า มันบ่งบอกว่าถึงเวลาที่ข้าต้องลุกจากผืนหญ้าสีเขียวสด แสนเย็นสบาย เพื่อเริ่มต้นกลับไปเป็นทหารที่ดีอีกครั้ง


               ข้าลุกขึ้นช้าๆ ก่อนยืดตัวบิดขี้เกียจไม่ต่างจากแมวตัวโตๆ และจบด้วยการสะบัดตัวไล่หยดน้ำเต็มแรงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายหาง แล้วใช้ปีกใหญ่ๆ ของตนคลุมร่างกายใหญ่โตเพื่อกลับมาอยู่ในร่างมนุษย์เช่นเดิม พลางเดินกลับไปที่ตำหนักทิวา


               แต่ขาสองข้างและความง่วงที่ยังรุมเร้าอยู่นิดๆ กลับต้องหยุดลงไปทันใด เมื่อข้าเดิมกลับมาถึงสวนในตำหนักทิวา และหันไปเจอร่างบอบบาง เจ้าของเรือนผมสีทองราวแสงอาทิตย์ที่คุ้นเคยดี นั่งอยู่ในศาลากลางบ่อบัว


               ข้าจำต้องเดินเข้าไปหาเจ้าหญิงน้อยบนศาลาไม้สีขาวด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นว่านางตื่นเช้ากว่าปกติ ก่อนเพิ่งสังเกตว่าวอร์เรนยังอยู่ในชุดนอนที่เป็นชุดกระโปรงผ้าแพรสีขาวตัวบาง และใบหน้าสวยหวานดูอิดโรย พร้อมมีรอยคล้ำใต้ขอบตาคู่โต


               เนียร์” เสียงวอร์เรนที่เรียกข้าฟังอ่อนแรงนิดๆ และรีบลุกเดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่สิ่งที่ทำให้ข้ารู้สึกสะดุด ไม่ใช่น้ำเสียงที่ฟังเบาหวิว แต่เป็นบรรยากาศบางอย่างจากตัวนางที่ราวกับไม่ใช่เจ้าหญิงผู้ร่าเริงที่ข้ารู้จัก


               นางยิ้มก็จริง แต่ไม่ใช่แบบที่ข้าคุ้นเคย... มันเหมือนจะเศร้า แต่ขณะเดียวกันก็ดูโหยหา และเย็นชืด 


               เจ้าไม่ได้นอนเหรอวอร์เรน” ข้าถามออกไปด้วยความเป็นห่วง เมื่อร่างเล็กๆ เดินมาถึงตัว 


               ซึ่งวอร์เรนก็เพียงตอบกลับด้วยท่าทางที่ดูว่างเปล่าว่า “กลิ่นกุหลาบน่าสะอิดสะเอียนทำให้ข้านอนไม่หลับ”   


               ข้าย่นหัวคิ้วชนกันนิดทันที ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดประเภทนี้หลุดออกมาจากปากวอร์เรนได้ โดยเฉพาะสายตาและท่าทางที่พูดนั่น... เย็นเยียบ และไร้ชีวิต


               หากเพียงครู่เดียว ใบหน้าสวยๆ ก็กลับมายิ้มร่าเหมือนเด็กซุกซนให้ข้าเช่นเดิม รวดเร็วจนแทบเปลี่ยนเป็นคนละคน ก่อนนางจะก้าวเข้ามากอดตัวข้าไว้ ร่างที่เล็กกว่าทำให้ศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นผมสีทองนุ่มนิ่มก้มมาซบตรงอกข้าได้พอดี  


“แต่ข้าชอบกลิ่นเจ้านะ กลิ่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิ มีกลิ่นอุ่นๆ ของแดดแล้วก็หญ้าอ่อนๆ” เสียงหวานเล็กกลับมาสดใสน่ารัก จนข้าเริ่มสับสนกับปฏิกิริยาต่างๆ ของนาง และปล่อยให้นางกอดข้าอยู่แบบนั้น ก่อนไม่นานเจ้าหญิงน้อยจะงึมงำขึ้นว่า “เนียร์... เอามีดสั้นนั่นไปทิ้งได้ไหม”


“ห๊ะ!?”


“ข้าเกลียดกุหลาบ ดอกไม้ไร้ค่าที่มีดีแต่ยั่วยวน น่ารังเกียจ”


“วอร์เรน...” ข้าต้องรำพึงชื่อนางเบาๆ ก่อนดันตัวนางออกไปห่างตัว เริ่มรู้สึกว่านางใช้ความเอาแต่ใจอย่างไม่มีเหตุผลจนเกินขอบเขต ซ้ำคำพูดพวกนั้นไม่ควรออกมาจากนางได้เลย ตลอดสี่ปีที่ข้ารู้จักวอร์เรนมา นางไมเคยพูดอะไรแบบนี้ ข้าจำต้องอธิบายช้าๆ “นี่เป็นแค่มีดลายเถาว์ยกุหลาบ เจ้าก็เห็นข้าพกมาตลอด...”


“งั้นก็เอาไปคืนเจ้าของเดิมสิ! 


เสียงเล็กหวานตวาดแทรกคำพูดข้า พร้อมนัยน์ตาสีฟ้านภาที่จ้องมองข้าเขม็งก็เต็มเปี่ยมด้วยน้ำตาที่คลอหน่วย พร้อมความโกรธเกรี้ยว คับแค้นที่ข้าไม่เคยเห็นจากเจ้าหญิงน้อยพระองค์นี้


“มีดนี้อยู่กับข้ามาเป็นร้อยปี มันสำคัญ...”


“มันไม่สำคัญ มันต้องไม่สำคัญ!” วอร์เรนร้องแย้งข้าก่อนจะทันพูดจบราวทนฟังสิ่งที่จะกำลังบอกไม่ได้ และนั่นทำให้ข้าเริ่มจะงุนงงและประหลาดใจมากขึ้นจนต้องรีบก้าวเข้าไปเพื่อห้ามการกระทำที่เริ่มจะเลยเถิดไปกันใหญ่


“วอร์เรน เจ้าต้อง...”


เจ้าไม่รู้รึไงว่ามีบางคนในปราสาทพูดเรื่องมีดสั้นนั่นยังไงบ้าง ข้าไม่อยากเห็นมัน เอามันไปคืนเดี๋ยวนี้เลย! 


ข้าสะอึกนิ่งไปทันทีกับถ้อยคำหวีนแหลมที่ตวาดมาสุดเสียงของเจ้าหญิงน้อย ทว่าคนที่ช็อกกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่า กลับกลายเป็นร่างบอบบางเจ้าของเสียงตวาดเสียเอง


วอร์เรนถึงกับยกมือสองข้างขึ้นตะปบปากตน และเบิกนัยน์ตากว้างมองหน้าข้าอย่างตกใจสุดขีด ความชิงชัง กราดเกรี้ยวเลือนหายไปฉับพลัน และถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึง สะเทือนใจ สำนึกผิด พร้อมๆ กับความหวาดหวั่นเต็มดวงตาสีฟ้าคู่งาม ราวไม่เชื่อกับสิ่งที่ตนเพิ่งทำลงไปเช่นกัน


“ขะ... ข้า... ข้าขอโทษ ข้าขอโทษเนียร์... ข้าไม่ได้ตั้งใจจะตวาด... เจ้า...” เสียงหวานเล็กสั่นเครือ ดวงตาสีฟ้านภาไหวสะท้าน พร้อมหยาดน้ำตามากมายก็เริ่มไหลอาบแก้มเนียนทั้งสองข้างราวเป็นนางเสียเองที่ตื่นกลัวต่อการกระทำของตน ขณะนางคล้ายจะก้าวเข้ามา พลางยื่นมือมาหาข้าเหมือนพยายามจะไขว่คว้า ทว่ากลับชะงักไป และยืนค้างนิ่งด้วยแววตาเจ็บปวดที่เหมือนสัตว์ถูกทำร้าย ก่อนทิ้งกายเล็กๆ ทรุดลงพื้น ปล่อยโฮออกมา ขณะพร่ำขอโทษไม่หยุดแทน


หากหลายอึดใจข้ากลับยังยืนนิ่ง ไม่ได้ลงไปเอ่ยปลอบนางทันทีเช่นทุกครั้ง เมื่อร่างมังกรในจิตใต้สำนึกข้ามันคำรามขู่ ยกปีกสูง พร้อมเกล็ดหลังคอตั้งชันทันทีที่เจ้าหญิงน้อยทำท่าจะเดินเข้าหา


ข้าไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับวอร์เรน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่สัญชาตญาณข้ากู่ร้องว่ากำลังถูกคุกคามยามอยู่ต่อหน้านาง  


มันเกิดอะไรขึ้นกับวอร์เรนกันแน่!


สติข้ากลับมาอีกครั้งเมื่อนางกำนัลประจำตัววอร์เรนสองคนวิ่งเยาะๆ มาบนสะพานทางเชื้อมของศาลากลางน้ำ พวกนางคงได้ยินเสียงตวาดของเจ้าหญิงน้อยจึงออกมาดู


และนั่นทำให้ข้าเพิ่งระลึกได้ว่าควรย่อตัวลงไป และเอ่ยปลอบรางบอบบางที่ยังใช้มือสองข้างปิดหน้าสะอื้นไห้บนพื้นไม้ ข้าต้องสลัดความสงสัยในใจออกไป แม้หัวสมองยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากนัก


“องค์หญิงเพคะ” นางกำนัลซึ่งเป็นมังกรธาตุน้ำที่ชื่อ ‘เอลซ่า’ หากข้าจำไม่ผิด เข้ามานั่งโอบร่างเล็กของคนที่ยังนั่งตัวสั่นร่ำไห้อย่างน่าสงสาร ขณะ ‘เมเดลีน’ นางพรายอีกตน ก็เข้ามาถามอาการของวอร์เรนอย่างห่วงกังวลไม่แพ้กัน  


ข้าที่คุกเข่าอยู่ต้องถอยตัวออกไป ปล่อยให้หน้าที่ปลอบเป็นของคนที่น่าจะทำได้ดีกว่าแทน 


“เจ้าทำอะไรเจ้าหญิง” เสียงหวานของเอลซ่าที่เอ่ยปลอบโยนเจ้าหญิงน้อยฟังตวัดห้วนเล็กน้อยเมื่อหันมายังข้า


“ข้า...” 


“มีเรื่องอะไรกัน”


ข้าต้องหยุดคำตนแค่นั้น เมื่อเสียงห้าวดุของใครคนหนึ่งถามขึ้น ก่อนจะทันเห็นว่าร่างสูงใหญ่เหมือนกำแพงหนายืนนิ่งอยู่หน้าศาลาไม้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบได้ 


“ท่านเคออส” ข้าครางชื่ออาคันตุกะที่มาใหม่ แล้วไม่รู้ว่าทำไมท่านแม่ทัพใหญ่ถึงปรากฎตัวถึงที่ตำหนักทิวาของวอร์เรน 


ทว่าเมื่อได้จับจ้องใบหน้ากร้านๆ ดุดัน ข้าก็นึกถึงเรื่องที่เขาเคยถามถึงมีดสั้นที่ข้างเอว บวกกับเหตุการณ์ของเจ้าหญิงน้อยที่เพิ่งเกิดเมื่อครู่ และนั้นทำให้ข้าเผลอโพลงกลับไปถามผู้บัญชาการทหารอย่างลืมตัว 


“มันมีเรื่องอะไรเกี่ยวกับมีดสั้นของข้ากันแน่คะ!

















 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 368 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14,395 ความคิดเห็น

  1. #13655 Varunteaset3009 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2562 / 19:59

    องค์เป็นอะไรไปค่ะหวงเนียร์เหรอคะ

    #13,655
    0
  2. #12819 โอเอซิส ศิริวรรณ์ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 กันยายน 2561 / 02:36
    กางปีกปกป้องไม่ให้เปียกฝน โอ้ว อ่อนโยนสุดอ่ะ
    #12,819
    0
  3. #12806 ๛RapunZel๛ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 15:47
    สนุกมากๆเลย สู้ๆค่ะไรท์ เย้
    #12,806
    0
  4. #11935 nass_san (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2560 / 17:32
    พอแก้แล้วิดีขึ้นเยอะเลยค่ะ
    #11,935
    0
  5. #11781 ~LufaH~ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 กันยายน 2560 / 20:20
    บรรยากาศพาไปสุดๆค่ะ
    #11,781
    0
  6. #11756 Aon_Wilailak (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2560 / 10:37
    พบกันอีกครั้งกลางทุ่งหญ้าค่ะไรท์ ไรท์คำผิดเยอะ เดี๋ยวช่วยแก้ให้ค่ะ. เนื้อเรื่องสนุกค่ะ เป็นกำลังใจให้ สู้ๆ ????????
    #11,756
    0
  7. #11712 ใครสักคนนี่แหละ ..... (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2560 / 18:18
    รีไรท์แล้วฟินยกกำลังสองเลยยย
    #11,712
    0
  8. #9412 พันมัย (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559 / 22:25
    ชอบอ่ะ สองเราภายใต้ฝนพรำ 
    #9,412
    0
  9. #8334 sakumin (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 มกราคม 2558 / 19:16
    เจ้าหญิง เป็นเลส สินะ สินะ สินะ
    #8,334
    0
  10. #8163 El Dorado Bz (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2557 / 22:13
    เจ้าหญิงเป็นเลสเบียน รึเปล่านะ
    #8,163
    0
  11. #8162 El Dorado Bz (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2557 / 22:12
    กรี๊ดดดด ดดดด
    #8,162
    0
  12. #7483 คุณหนูจอมวุ่น (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2557 / 04:04
    อยากให้เจ้าหญิงเป็นเลสแฮะ -.,-
    #7,483
    0
  13. #6992 <<aKinA>> (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2557 / 13:53
    ชอบฉากกกางปีกกันฝนให้ราชา ^ ^
    #6,992
    0
  14. #6931 Hydrangea (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 กันยายน 2557 / 19:09
    อยากบอก คห.3321 ว่า ถ้าวอร์เรนเป็นตัวอิจฉาคงไม่ได้อยู่ทางพระเอกแต่อยู่ทางนางเอกแทนซะมากกว่า -..-
    #6,931
    0
  15. #6407 Fraeya (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2557 / 20:10
    เนียร์ เป็นคนพูดตรงดีจริงนะ จะตรงไปไหน ฮ่าๆ
    #6,407
    0
  16. #6277 iy9ok (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 23:07
    งง...กะพฤติกรรมเจ้าหญิงอ่ะ..
    มีดสั้นนั้น..สำคัญไฉน
    #6,277
    0
  17. #5993 ♣ Minto ♣ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 / 17:53
    ถึงคนอื่นจะมองว่ามันไม่แรง แต่คำว่า "อย่าอวดฉลาด" ทำให้เราแอบเจ็บแทนเนียร์นิดๆนะ (ถึงคุณเธอจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำพูดนั่นก็เถอะ)
    ..แต่ สรุป วอร์เรนเป็นอะไร?? หรือใครปลอมตัวมาสวมรอย?? หรือนั่นคือนิสัยที่แท้จริงของเธออยู่แล้ว?? ชักงง..
    #5,993
    0
  18. #5871 Valhala (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 / 23:44
    เอิ่ม ดูเหมือนเจ้าหญิงจะชอบเนียร์นะ รึเปล่า
    #5,871
    0
  19. #5792 เงาหัวใจ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 / 20:14
    ท่านจอมมารเพคะช่วยบอกทีว่ามีดสั้นนั้นหมายถึงqueenใช่ไหมเพคะ >///<
    #5,792
    0
  20. #5739 mulatemalata (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 เมษายน 2557 / 13:06
    สนุก ลึกลับน่าค้นหาาม้ากกกก>,<
    #5,739
    0
  21. #5590 little dream (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 เมษายน 2557 / 21:32
    วอเรนดูร้ายลึกอ่าาาา เนียร์ก็เดียงสาเกิ๊นนนน ชอบฉากที่นางเองกางฝนจัง
    #5,590
    0
  22. #5551 ปริม (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 เมษายน 2557 / 10:52
    คุณแบงค์..ไม่ทราบว่าป้าคิดมากไปรึเปล่า

    วอเรนท์ร้ายลึกสุดขอบเหว หล่อนเกลียดและอิจฉาเนียร์

    หล่อนหลงรักจอมมารชัวร์ ไม่ใช่แนวยูแน่ หล่อนจะกำจัดทุกอย่างท่ีเนียร์ชอบ แม้กระทั่งกลิ่นกุหลาบ

    เนียร์ไร้เดียงสาแบบท่ีพ่อมดเทาบอกจริงๆ อึ่มไม่ใช่ละ - -่ นั่นแกนดัฟท์

    วอเรนท์ไม่ใช่แบบที่เห็น

    มีดสั้นลายเถาว์กุหลาบต้องสำคัญมาก อาจหมายถึง queen

    มโนล้วนๆ ไม่ชัวร์ก็หน้าแตก

    สนุกสุดๆพอๆกับของ มิรินฯเลย

    รอซื้อนะเจี๊ยะ



    #5,551
    0
  23. #5271 หนมปังเปียก > < // (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 มีนาคม 2557 / 17:01
    อัพๆๆๆ สนุกมากเลยยยยยค่าาาาา
    #5,271
    0
  24. วันที่ 11 มีนาคม 2557 / 15:22
    เคยลองคิดว่าวอเรนท์รักเนียร์
    #5,245
    0
  25. #5227 มิ้น (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 มีนาคม 2557 / 20:03
    เอิ่ม...เจ้าหญิงจ๊ะหึงแรงไปไหมลูก
    #5,227
    0