The Legend of Blue Fire (มังกรผู้เฝ้าหอคอย)

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 6 สู่เทเนบริส(รีไรท์ครั้งที่ 2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27,771
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 346 ครั้ง
    3 ส.ค. 60



    

 


                อิสระที่หวังไว้ดูไกลมือออกไปอีก ภารกิจสี่ปีเต็มๆ ที่คิดว่าจะสิ้นสุด กลับยังต้องถูกสารต่อ เมื่อยามนี้ข้าต้องกลับมาอยู่ในร่างมังกร เตรียมเดินทางกลับอาณาจักรเทเนบริส... เพื่อวอร์เรน


            “เจ้าตัวใหญ่กว่าครั้งล่าสุดที่ข้าเห็นนะ คล้ายพ่อเจ้าเข้าไปทุกที” ถ้อยคำของพ่อมดเฒ่าเอ่ยขึ้นขณะสำรวจเสี้ยวเขาที่หักไปบนศีรษะข้า เตรียมหาวิธีรักษามันหลังพวกเรากลับไปถึงเทเนบรีสแล้ว 


ถึงข้าจะสามารถรอให้เขาส่วนนั้นงอกออกมาใหม่เองได้ แต่มันคงใช้เวลานานเกินไป โดยเฉพาะเมื่อข้ายังต้องทำภารกิจของทหารต่อเช่นนี้ ซึ่งการรักษาเห็นว่าต้องใช้เลือดและเกล็ดของข้าเองเล็กน้อย เสี้ยวเขาที่ถูกหักไปถึงจะกลับเป็นเหมือนเดิม กระนั้นแผลที่หน้าคงไม่มีทางรักษา เพราะเกิดจากธาตุศักดิ์สิทธิ์ 


ข้าที่มอบต่ำให้คนสูงวัยกว่าดูความเสียหายบนศีรษะจำต้องว่า “เว้นเกล็ดอ่อน และไม่มีใบมีดที่ปลายหาง”


“ฮึ นั่นก็แล้วแต่ว่าเจ้าจำเป็นต้องใช้รึเปล่า” เมอร์เชสรับด้วยรอยยิ้มติดมุมปาก และเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนผละออกจากศีรษะข้า “เอาล่ะ ข้าว่าข้าคงเอาเขาเจ้ากลับมาได้ไม่ยากเท่าไหร่”


“เนียร์!


เพียงร่างในผ้าคลุมมอซอถอยเท้าออกไป ร่างเล็กบางของวอร์เรนที่ยืนฟังอาการข้าอยู่ไม่ห่างก็ถลาตัวเข้ามากอดศีรษะข้าไว้แน่นทันที พร้อมเริ่มสะอื้นไห้ราวอัดอั้นมาเนินนาน 


เรื่องเขาที่หักหรือแผลบนหน้าเหมือนจะไม่ใช่ปัญหาที่ข้าต้องใส่ใจ ความจริงมันไม่ใช่ปัญหาเลยด้วยซ้ำ เพราะปัญหาจริงๆ ของข้ายามนี้คือร่างบอบบางตรงหน้านี้ต่างหาก 


ตัวของนางที่เล็กจนไม่ถึงครึ่งหนึ่งของศีรษะข้าสั่นน้อยๆ ทิ้งความชื้นจากพวงแก้มเนียน ใส่เกล็ดสีนิลของข้าอย่างเชื่องช้าดูน่าสงสาร และแม้ตัวข้าจะไม่นุ่มนิ่ม อบอุ่น และมีเพียงเกล็ดเย็นๆ แข็งๆ ทว่านางก็ใช้วงแขนบอบบางนั่นกอดข้าไว้แน่น  


            ความแข็งกระด้างที่พยายามต่อรองกับราชาเลจินอฟของวอร์เรนในตอนแรกเหมือนจะพังคลืนลง เมื่อนางกลับมายืนอยู่เบื้องหน้าข้าอีกครั้ง 


ท่าทางแข็งกระด้างที่ข้าไม่เคยคุ้นเหมือนจะไม่มีอีกแล้ว วอร์เรนกลับมาเป็นองค์หญิงตัวน้อยที่ข้ารู้จักเช่นเดิม... ดูเปราะบาง และอ่อนหวาน 


ก่อนหน้านั้นนางคงพยายามอดทนไว้เพื่อไม่ให้ตนรู้สึกพ่ายแพ้ต่อหน้าองค์ราชา นิสัยดื้อดึง เอาแต่ใจ และอคติคงเป็นตัวสั่งให้นางไม่แสดงความอ่อนแอออกไป จึงแสดงมันออกมาเป็นความแข็งกระด้างแทน แต่ความจริงหัวใจดวงน้อยนั้นย่อมยับเยินกับการสูญเสียมากมายครั้งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย


แค่วินาทีนั่นนางอาจแค่ไม่รู้ว่าตนควรทำอย่างไร 


               เนียร์ต้องอยู่กับข้าตลอดไปนะ” คำงึมงำแผ่วของวอร์เรนเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่พูดกับตุ๊กตาตัวแรก แม้จะรักมันและมีมันเป็นเพื่อนคนเดียวและคนแรกในโลกใบใหม่ หากไม่นานเมื่อโตขึ้นก็จะมีตุ๊กตาตัวใหม่และเพื่อนจริงๆ รออยู่ ข้าจึงไม่ได้จริงจังกับคำพูดของนาง 


               และไม่ได้ให้สัญญา...


               ทว่าถ้อยคำแสนโศก และน้ำตามากมายของวอร์เรนก็ทำให้ข้าต้องถอดถอนใจ 


ข้าเองก็ทอดทิ้งนางไม่ลง สี่ปีมานี่นางเป็นเสมือนครอบครัวเดียวที่ข้าเหลืออยู่ และยิ่งได้รู้เรื่องราวที่แท้จริงของนาง ข้าก็ไม่กล้าจะปฏิเสธอะไรนางอีก 


            เจ้าหญิงน้อยบอบบางนัก และเวลานี้ข้าคงเป็นที่พึ่งเดียวของนางที่มีอยู่ 


            เลื่อนเวลาปลดระวางอีกสักหน่อยก็ไม่เสียหาย รอให้วอร์เรนพร้อมมากกว่านี้ สักวันนางคงสามารถอยู่กับราชาเลจินอฟได้อย่างเต็มใจ ถึงเวลานั้นมันก็คงไม่สายเกินไปสำหรับชีวิตมังกรของข้าหรอก  


               ควับ!


               อยู่ๆ ศีรษะข้ากลับต้องผละออกจากตัววอร์เรน เมื่อมีแรงกระชากจากปลอกคอหนังของสายบังเหียนที่สวมอยู่บนศีรษะตน และตามที่คาดผู้ที่ดึงคอข้าออกมาคือเจ้าของวรองค์สูงแกร่งเกินบุรุษใดของราชาเลจินอฟ แรงกระชากเมื่อครู่บอกดีว่าพระองค์คงไม่สบอารมณ์อะไรสักอย่าง ซึ่งข้าเดาว่าคงไม่พ้นเรื่องของวอร์เรน 


            และข้าปรายตาเห็นวอร์เรนปาดน้ำตาออกจากดวงหน้า พร้อมทำเสียงฮึดฮัดในลำคอทันทีที่เห็นว่าใครดึงศีรษะข้าออกไปจากนาง


ขณะเดียวกันข้าก็อดแปลกใจวูบหนึ่งไม่ได้ที่พละกำลังของจอมมารมีมากกว่าที่ข้าคิด วรองค์ดูเล็กนักเมื่อเทียบกับขนาดของข้าในร่างมังกร แต่แรงดึงที่สายบังเหียนเหมือนจะบอกว่าพระองค์แข็งแกร่งมาก และอาจมากกว่าข้าที่เป็นมังกร... ก็คงไม่แปลก ไม่อย่างงั้นคงควบคุมพวกข้าบนท้องฟ้าไม่ได้   


ถึงกระนั้นข้าก็อดจะลอบมองสายบังเหียนบนคอตัวเองไม่ได้ มังกรทุกตัวจะได้รับมันเมื่อเข้ามาเป็นทหาร ข้าเองก็เช่นกัน แต่ยังไม่เคยใช้ เพราะเวลาฝึกข้ายังไม่มากพอจะออกภาคสนามที่ต้องมีคนขี่หลัง... แต่นั่นทำให้ข้ารู้สึกดี เพราะจะได้ไม่ต้องมีสายบังเหี้ยนอยู่บนคอ


และสาบานอย่างสัตร์ซื่อ ข้าไม่เคยให้ใครขี่หลังมาก่อน และไม่ชอบให้ใครมาขี่ด้วย 


“ไม่ชอบให้ใครขี่หลังงั้นรึ”


คำถามจากเสียงเรียบเย็นแทงใจข้าได้อย่างน่าเหลือเชื่อ และนั่นทำให้ข้ารู้ตัวว่าตนเองคงส่งสายตาไม่เป็นมิตรไปให้สายบังเหียนในมือพระองค์อยู่ 


“... เพคะ” ข้าลังเลเล็กน้อยที่จะตอบ แต่ก็ไม่ได้โกหก


และข้าสังเกตเห็นทันทีว่าใบหน้าคมชวนหลงใหลย่นหัวคิ้วเรียวเล็กน้อยแทบจะทันที ราชาเลจินอฟคงไม่ทันคิดว่าข้าจะตอบตามจริงไปแบบนั้น และข้าก็ไม่ได้คิดจะพลั้งปากไปแบบนั้นเท่าไหร่นัก 


ดูไม่ออกว่าพอพระทัยหรือไม่ แต่สุดท้ายพระองค์ก็ยิ้มบางๆ ที่มุมปากด้วยความหมายที่ข้าไม่เข้าใจ และเพียงว่า


               งั้นก็คิดถูกที่ใช้วิธีนี้กลับเทเนบริส” 


               อา... ข้าคงโดนโกรธเข้าจริงๆ นั่นแหละ




                                                            *******************************





            การเดินทางไปเทเนบริสจากหอคอยกลางป่าดำไม่ยากเย็นนัก เพราะพื้นที่ป่าดำเป็นเสมือนเมืองหน้าด่าน ถ้าเดินด้วยเท้าไปทางตะวันตก เลาะป่าดำไปประมาณสามวันสามคืนก็จะถึงเทเนบริส  


แต่หากกระโดดจากหน้าผา บินตรงมาเลยอย่างข้า ก็แค่ข้ามมหาสมุทรใหญ่ที่กั้นกลางแผ่นดินของเหล่ามนุษย์กับพวกภูตและปีศาจ โดยใช้เวลาเพียงวันเดียวก็จะถึง ซ้ำยังตรงดิ่งไปยังปราสาทของท่านจอมมารได้เลย


ซึ่งผืนน้ำเค็มกว้างใหญ่ไพศาล ที่มีพื้นที่ทะเลถึงหกสิบแปดแห่งนี้ เหล่าภูตและปีศาจในเทเนบริสต่างรู้จักกันดีในชื่อมหาสมุทรน้ำตายักษ์ แต่เหล่ามนุษย์จะเรียกว่ามหาสมุทรเคอร์ติส ตามชื่อของมนุษย์คนแรกที่ล่องเรือสำรวจมัน 


แต่ข้าว่าเขายังสำรวจมันได้ไม่ครบ เพราะในแผนที่ของพวกมนุษย์ที่ข้าเคยเห็น มันเขียนส่วนพื้นที่ทะเลของมหาสมุทรน้ำตายักษ์ไว้แค่สามสิบกว่าแห่งเท่านั้นเอง


และนี่เป็นครั้งแรกในรอบสี่ปีเต็มที่ข้าได้ออกห่างจากหอคอยและป่าดำมามากขนาดนี้ การที่ข้าต้องเฝ้าวอร์เรนเสมอทำให้อยู่ห่างหอคอยไม่ได้ ข้าบินขึ้นฟ้าจริงๆ แบบนับครั้งได้ด้วยซ้ำ แถมช่วงฝึกทหารก่อนหน้า ข้าก็มักต้องใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหาร มีหัวหน้ากองคอยควบคุมทุกอย่าง ไม่ว่าจะการฝึกสู้ การเรียน การใช้ชีวิต แน่นอนว่าแม้แต่การบินก็ด้วย


            แม้รับรู้ว่าตัวข้าอาจบินไม่ตรงนักเมื่อเขาถูกหักไปส่วนหนึ่ง หากปีกข้าก็สยายกว้าง และรับรู้ว่ามันสยายได้กว้างกว่าทุกครั้งในรอบสี่ปี ขณะหลับตาลงรับลมเย็นๆ ที่พัดผ่านหน้า พร้อมไอเกลือในอากาศจากมหาสมุทรใต้ร่าง 


ข้าไม่ได้เห็นมหาสมุทรแบบนี้นานมากแล้ว 


            สีฟ้าสดใสที่สะท้อนจากท้องฟ้ายังสวยงามเสมอขณะเสียงนกนางนวลแว่วเข้าหูไม่ขาด มันทำให้ข้าคิดถึงตอนครั้งแรกที่เริ่มกระพือปีกขึ้นฟ้า 


ข้าอยากกลับไปเป็นลูกมังกรที่เพิ่งหัดบิน เวลานั้นมันไร้กฏ มีพ่ออยู่ข้างๆ ไม่จำเป็นต้องสนว่าจะต้องบินให้ตรงหรือสง่าแค่ไหม ไม่มีเกราะบนตัว หรือสายบังเหียน แค่บินไปตามที่สายลมกระซิบบอกข้างหู 


ปีกที่ไร้ประสบการณ์อาจเบาโหวง แต่ทรงพลัง... และอิสระ      


ข้าสลัดหัวเล็กน้อยเพื่อยื่นรับละอองน้ำจากสายลมที่หอบไอทะเลขึ้นมา จนเกล็ดสีดำบนตัวเริ่มพราวด้วยหยดน้ำ ก่อนจะได้ลืมตาขึ้นใหม่เมื่อได้ยินเสียงผิวน้ำใต้ร่างเคลื่อนไหว


แน่นอนว่าข้าบินสูงพอดู มันไกลเกินที่หูมนุษย์จะได้ยิน หากแต่ชัดเจนสำหรับมังกรอย่างข้า 


ฝูงปลาแซลมอนฝูงใหญ่ อยู่ใต้ทะเลที่ลึกลงไปพอควร หากก็ไม่สามารถเล็ดลอดสายตาข้าไปได้ 


พวกมันมีสีเงิน และจุดสีดำประปรายบริเวณสี่ข้างด้านบน โตเต็มวัย ที่สำคัญเสียงการแหวกว่ายในน้ำบอกข้าดีว่าคงเป็นช่วงฤดูที่พวกมันกำลังมีไขมันเต็มตัว ไม่ต้องพิสูจน์ก็รู้ว่าเนื้อสีชมพูคงฉ่ำและหวานเหมือนช็อกโกแลต 

 

น่าอร่อย... ข้าไม่ได้จับแซลมอนกินมาหลายปีแล้ว รับรองว่าแค่พุ่งลงน้ำครั้งเดียว ก็ได้เจ้าปลาอ้วนพวกนั้นมาเจ็ดถึงแปดตัวเป็นอย่างต่ำ... 


            “ถ้ายังทำท่าจะดิ่งควงสว่านลงน้ำอีก ข้าจะหักเขาเจ้าอีกข้าง” 


            เสียงเฉียบเย็นที่แทรกเตือนกะทันหันทำให้ความคิดข้าทั้งหมดต้องหายเกลี้ยง พร้อมดึงหัวของตนที่ก้มมองแซลมอนฝูงใหญ่ให้กลับมาอยู่ที่เดิมทันใด เพิ่งนึกได้ว่าบนหลังตัวเองมีร่างของราชาเลจินอฟ พร้อมเจ้าหญิงองค์น้อยที่นั้งซ้อนด้านหน้า ในอ้อมแขนของพระองค์อยู่ด้วย 


            ข้าต้องกลับมาเกร็งตัว หุบปีกลงนิด และจับจ้องแค่ที่หมายเพียงอย่างเดียว เมื่อรับรู้ถึงสายตาคมกริบทรงอำนาจที่จ้องเขม็งลงมาตลอดเวลาจนไม่กล้าว่อกแว่กอีก  


ถือว่าเจ้าแซลมอนฝูงนี้ยังโชคดีอยู่ก็แล้วกัน




                                                        ******************************







               เป็นเวลาที่ท้องฟ้าทักทอไหม้สีส้มจาง เมื่อข้าแตะเท้าลงบนหน้าผาสูง ด้านหลังกำแพงปราสาทของจอมมาร กำแพงใหญ่ที่สูงจนท้วมศีรษะข้าในร่างมังกรก่อด้วยหินอ่อนสีขาวขุ่นสะอาดตา


               ฟังไม่ผิด สีขาวสะอาดตา


               แทบทุกคนคงนึกว่าปราสาทของจอมมารแห่งเทเนบริสต้องเป็นเหมือนขุมนรก มืดถมึน และมีเพียงความร้อนระอุจากลาวาใต้ผิวโลกล้อมรอบ หรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นปราสาทหลังคาทรงยอดแหลมสีดำสนิท ดูอึมครึม พร้อมอยู่ใต้ห่วงแห่งรัตติกาลตลอดเวลา 


หากในความเป็นจริง ปราสาทเทเนบริสนั่นดูเหมือนแดนสวรรค์ที่กว้างใหญ่ไพศาล จนไม่สามารถเดินให้ทั่วได้เพียงสองถึงสามวัน เพราะอาณาบริเวณกว้างเกือบเท่ากับเมืองทั้งเมือง 


ตัวปราสาทโออ่าหรูหราและเน้นสีขาวทอง ข้าหมายถึงทองคำจริงๆ พร้อมเพชรพลอยที่ประดับประดาอยู่ทั่วทุกแห่ง  


ข้าเคยเห็นแค่ไกลๆ จากค่ายทหาร นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาอยู่ชิดกำแพงหินอ่อนที่สูงลิ่วแบบนี้ 


จากที่เห็น ตัวปราสาทใหญ่โตเน้นความวิจิตรเป็นหลัก ลวดลายประติมากรรมดูละเอียดอ่อนช้อย ล้อกับแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่งกระทบจนเกิดแสงเงาที่เหมือนภาพวาดจากจิตรกรเอก มันดูสง่างามและทรงอำนาจเหมือนผู้เป็นเจ้าของ ซ้ำยังมโหฬารจนตัวข้าเล็กจ้อยไปถนัดตา และไม่ต้องเดาก็รู้ว่าอาณาบริเวณโดยรอบคงถูกจัดแต่งไว้ยิ่งกว่าภาพฝัน


แต่เห็นสวยงามและเหมือนของใหม่ที่เพิ่งถูกสร้างแบบนี้ ทว่าความเป็นจริงมันกลับมีอายุหลายพันปีแล้ว ถูกสร้างและออกแบบโดยพวกคนแคระ เพราะแบบนี้มันถึงได้มีแต่เพชรพลอยและทองเต็มไปหมด 


ซึ่งไม่แน่ใจนักว่าถูกสร้างถวายจอมมารคนแรกหรือว่าอย่างไรกันแน่ 


ราชาเลจินอฟ และวอร์เรนลงจากหลังข้า เมื่อมีขบวนนางกำนัลในชุดบางพลิ้ว ที่โชว์สัดส่วนเล็กน้อยพอน่ามองทว่าก็ดูเรียบร้อยในทีเกือบสิบชีวิตเดินเรียงแถวมาก้มตัวถวายการต้อนรับ ราวรู้อยู่แล้วว่าพระองค์จะเสด็จลงมาตรงนี้... หรือบางทีอาจจะถูกพระองค์นัดแนะไว้ก่อนแล้ว  


แต่ละนางดูงดงามหมดจด จนข้าแทบแยกหน้าตาพวกนางไม่ออกหากไม่สังเกตให้ดีๆ 


มีทั้งเอล์ฟ นางพราย และมังกรเช่นเดียวกับข้า ไม่แน่ใจว่าสายพันธุ์ไหน เพราะนางเก็บแม้แต่ปีกให้เห็นแค่แผ่นหลังบอบบาง แต่คงเป็นพวกธาตุน้ำ เนื่องจากนางมีเขาเรียวสองข้างใสสะอาดเหมือนแก้ว เส้นผมสีเงินยาวตรง และรูปร่างอรชรไม่ต่างจากพวกนางพราย มังกรธาตุน้ำส่วนใหญ่จะมีลักษณะแบบนี้ สวยงามทั้งร่างมังกรและร่างมนุษย์


ที่ราชาเลจินอฟเคยบอกว่าชอบของสวยๆ งามๆ คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลย แค่นางกำนัลส่วนพระองค์ยังสวยขนาดนี้ รอบตัวพระองค์คงมีแต่นางงามเต็มไปหมด 


ทว่าสิ่งที่หยุดสายตาข้าได้ชะงัด คือบุรุษร่างกายกำยำสูงใหญ่ในชุดนักรบเต็มยศที่ก้าวมายืนอยู่เบื้องหน้าเหล่านางกำนัล สีหน้าเคร่งขรึมดูบึงตึงจนไม่แน่ใจว่ามันเป็นสีหน้าปกติของเขา หรือเป็นเพราะต้องยืนรอคอยราชาของตนเป็นเวลานานกันแน่


เคออส เมสเซอร์’ แม่ทัพคนปัจจุบันของจอมมาร หากข้าจำไม่ผิด อายุพอๆ กับพ่อข้า สี่ร้อยกว่าปี ดูภายนอกเหมือนชายวัยกลางคน ขึ้นรับตำแหน่งหลังพ่อข้าเสียไม่นาน เจ้าของผิวสีทองแดงอ่อนๆ และร่างกายใหญ่โตกำยำ เห็นมัดกล้ามชัดเจน สายตาดุดันสีทองมาพร้อมเขาสีดำสนิทหนึ่งคู่ตามสายพันธุ์แท้ ‘ไอรอนเรด’  


สายพันธุ์มังกรที่แข็งแกร่งและตัวใหญ่ที่สุดในโลก  


แม้แต่ในร่างมนุษย์ยังสูงใหญ่กว่าคนทั่วไป เอกลักษร์คือผิวสีทองแดงอ่อนๆ กับนัยน์ตาสีทองสุกสว่าง และเขาสีดำยาวราบตามศีรษะดูน่าเกรงขาม ขณะในร่างมังกรสูงเกินยี่สิบห้าฟุต เกล็ดสีทองแดงหนา และแข็งจนว่ากันว่าไม่มีอาวุธใดฟันแทงเข้า หางสั้นกว่าทุกสายพันธุ์ แต่นั่นก็มีไว้รองรับคมดาบใหญ่ที่ปลายหาง ซึ่งหางที่ไม่ยาวมากจะทำให้เหวี่ยงฟาดอาวุธร้ายนั่นได้อย่างคล่องแคล่ว ไฟที่พ่นออกมาก็เหมือนลาวาจากภูเขาไฟ 


แต่ก็อย่างว่า เพราะเกล็ดแข็งๆ หนักๆ กับอาวุธโตๆ ที่ปลายหาง เลยทำให้สายพันธ์นี้บินได้ไม่เร็วนัก 


ทหารระดับยศอัศวินกว่าครึ่งในกองทัพของจอมมารก็เป็นมังกรสายพันธุ์นี้ ไอรอนเรดเหมือนนิยมเป็นทหารมากกว่ามังกรสายพันธุ์อื่น... และข้าไม่ปฏิเสธเลยว่าเหมาะสมแล้ว 


ข้ายังลอบมองแม่ทัพเคออสเป็นพักๆ เขาดูคล้ายจะจำข้าได้ เมื่อเขาเป็นสหายสนิทคนหนึ่งของพ่อข้า ซ้ำตัวข้าเองก็เคยมาเข้าเฝ้าองค์ราชาในค่ายทหารช่วงสงครามเฮลลอร์ดเมื่อร้อยปีที่แล้ว และเคยเห็นเขา แต่ใบหน้ากร้านๆ บึ้งตึงกลับขมวดหัวคิ้วเข้มสีน้ำตาลสีเดียวกับสีผมตนขึ้นเมื่อราชาเลจินอฟก้าวเข้าไปใกล้ 


“เกิดอะไรขึ้นฝ่าบาท” ท่านเคออสเอ่ยถามเสียงเฉียบทันทีเมื่อเห็นว่าบนต้นคอแกร่งขององค์ราชามีรอยบาด ซ้ำหยาดเลือดสีสดยังชื้นอยู่ที่ปากแผล ท่าทางของเขาดูแปลกใจไม่น้อยกับการเห็นว่าราชาของตนมีแผลกลับมา แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม


 “มีดบาด” ราชาเลจินอฟตอบเหมือนขอไปที แต่กลับทำให้ข้าเริ่มหางตก เมื่อรู้ว่าตนเป็นเจ้าของบาดแผลนั่น และจากที่เห็นการทำให้ราชาเลจินอฟต้องหลั่งเลือด คงเป็นเรื่องใหญ่ไม่น้อยเลย


คนเป็นแม่ทัพหรี่นัยน์ตาสีทองราวจับพิรุจผู้เป็นราชาตรงหน้า มีความห่วงกังวลเล็กน้อยในสายตา ทว่าสิ่งที่มีมากกว่าคือความสงสัย “นีดจากไหน...”


“มีดเล็กๆ ที่ไม่มีความหมาย” ร่างสูงสง่าสวนคำตอบท่านเคออสก่อนจะถูกถามจบ และยังดูไม่ได้ใส่ใจในสิ่งตนพูด แต่เพียงหันไปรับผ้าสีขาวสะอาดจากนางพรายตนหนึ่งมากดแผลที่ต้นคอ แทนการสนสายตาจับผิดจากแม่ทัพตน


ทว่าอีกฝ่ายกลับยังจริงจังเคร่งเครียด ใบหน้ากร้านๆ นั่นไม่คลายสายตาของตนลงแม้แต่น้อย ซ้ำยังถามอย่างเน้นหนัก “แล้วทำไมฝ่าบาทไม่รักษาแผลตัวเองล่ะพ่ะย่ะค่ะ” 


ถ้อยคำนั้นทำให้ข้าเพิ่งสังเกตเห็นถึงบางสิ่ง... บนใบหน้าคมของราชาเลจินอฟไม่มีรอยช้ำจากหมัดของข้าแล้ว


ข้าเคยได้ยินมาว่าจอมมารสามารถรักษาตนเองได้ในเวลาไม่นาน แค่รอยช้ำเพียงครูเดียวก็หายได้ง่ายดาย และความจริงพวกอมนุษย์ทั่วไปก็สามารถทำให้แผลหายได้รวดเร็วกว่าพวกมนุษย์หลายเท่า ตัวข้าเองเวลาสู้จนได้รอยฟันมา แค่ใช้น้ำลายตนเลียแผล ไม่เกินสองวันแผลนั้นก็จะสมาน และหายสนิทไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ ไม่ว่าจะแผลใหญ่ขนาดไหนก็ตาม 


แต่เวลานี้แผลที่ต้นคอของราชาเลจินอฟกลับไม่หาย มันยังดูสดใหม่ และเลือดยังไหลอยู่ ซึ่งในความเป็นจริงต่อให้เป็นมนุษย์ บาดแผลแค่นั้นในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเลือดก็น่าจะหยุดแล้ว... แต่ทำไมล่ะ


ทว่าความกังวลที่เริ่มก่อตัวของข้าต้องหยุดชะงัก เมื่อเสียงทุ่มลึกเรียบเฉยตอบท่านเคออสไปว่า


“งั้นคงไม่มีใครรู้ว่าข้าถูกทหารตัวเองทำร้าย” นัยน์ตาเรียวคมสีน้ำตาลอ่อนปรายกลับมามองที่ข้าเมื่อจบคำ ทำให้ท่านเคออสหันควับมามองเช่นเดียวกัน


วินาทีนั้นข้าตัวแข็งทื่อต่อสายตาดุดันของแม่ทัพใหญ่ตรงหน้าทันใด ความรู้สึกผิดเอ่อท้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว รู้ได้ทันทีว่าทำไมแผลของพระองค์ยังเด่นหราอยู่แบบนั้น


ทหารฝึกหัดที่ทำร้ายราชาตัวเอง คงไม่มีอะไรที่ตอกย้ำให้ข้ารู้สึกแย่ไปมากกว่านี้อีกแล้ว


และราชาเลจินอฟดูไม่ได้สนว่าข้าจะโดนท่านเคออสจัดการยังไงต่อกับความผิดครั้งนี้ แต่ก้าวขึ้นรถม้าสีดำคันใหญ่ที่ ตกแต่งลวดลายต่างๆ อย่างเริสหรู พร้อมมียูนิคอร์นสองตัวลากมารับพระองค์และเจ้าหญิงน้อย


แต่พวกยูนิคอร์นดูตื่นตกใจนิดๆ ตอนเห็นข้าในร่างมังกร


คงไม่แปลก สมัยก่อนมังกรบางตัวชอบกินยูนิคอร์น เป็นหนึ่งในเหยื่อโอชะของพวกเรา ว่ากันว่าเลือดยูนิคอร์นนั้นวิเศษ แต่วิเศษยังไงข้าก็ไม่แน่ใจ เพราะข้าไม่เคยกิน และไม่คิดจะกิน ข้าชอบพวกแกะ ทูน่ากับแซลมอนมากกว่า 


และแซลมอนฝูงเมื้อกี้ก็น่ากิน...


โครก!


ทุกสายตาหันมาที่ข้าทันที ในขณะที่ข้าเองนิ่งอึ้งในฉับพลัน


มันคงจะดีถ้าข้าอยู่ในร่างมนุษย์ เสียงเมื่อครู่มันคงจะเบาลงกว่านี้มาก จนอาจแทบไม่ได้ยิน แต่ยามนี้ข้าอยู่ในร่างมังกรที่สูงสิบแปดฟุต น้ำย่อยเต็มกระเพราะ ฉะนั้นเสียงท้องร้องเมื่อครู่จึงไม่ต่างอะไรกับเสียงฟ้าร้องดีๆ นี่เอง


และหลังทุกอย่างหยุดนิ่งไปอึดใจหนึ่ง เหล่านางงามหน้าตาจิ้มลิ้มในเสื้อผ้าพลิ้วไหว ต่างก็พากันยกมือขึ้นแตะที่ริมฝีปาก และหัวเราะกันเบาๆ อย่างมีจริตแบบที่ถูกฝึกมา เพราะถ้าไม่ถูกฝึกมา ข้าสาบานว่าเสียงหัวเราะที่ออกมาคงไม่ใช่แค่เสียงคิกคักอย่างนี้แน่ 


ส่วนท่านเคออสยังหน้าดุเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนจนข้าเดาความคิดเขาไม่ออก 


วันนี้พูดได้เต็มปากว่าทั้งวันตัวข้าเสียพลังงานไปเยอะกว่าทุกครั้ง ตั้งแต่สู้กับจอมมารจนกระทั่งบินข้ามมหาสมุทรน้ำตายักษ์กลับมาที่เทเนบริส โดยไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยสักอย่าง


“เนียร์...” วอร์เรนแสดงท่าทางเป็นห่วงชัดเจนราวกับข้าจะหิวตายตรงนั้นจริงๆ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้หน้าข้าชามากขึ้น


และที่ทำให้ข้าหูลู่ หางตกสนิทคือดวงเนตรคมกริบสีน้ำตาลทองจากใบหน้างดงามเกินบุรุษใด ที่ปรายมองมาช้าๆ ราวคาดโทษ


ราชาเลจินอฟไม่ได้แสดงท่าทางขบขัน แต่กลับเป็นเย็นชาแล้วกล่าวราบเรียบว่า 


“ดูเหมือนมังกรบางตัวอยากกินยูนิคอร์น” 


เสียงคิกคักจากเหล่านางกำนัลรอบตัวลอยขึ้นมาอีก ในขณะที่ข้ารู้สึกตัวหดลงทั้งที่ก้มมองทุกคนอยู่ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยขอโทษไป เมื่อคิดว่าความหิวก็ไม่ใช่เรื่องผิด ถึงจะน่าอายไม่น้อย สุดท้ายเลยได้แต่ก้มศีรษะลงแบบงกๆ เงิ่นๆ ไม่รู้ว่าควรเอาร่างกายใหญ่ๆ ของตนไปซ่อนตรงไหน นอกจากยืนรับคำสั่งเฉียบก่อนวรองค์สูงใหญ่จะก้าวขึ้นรถม้าไปว่า 


“เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าจับยูนิคอร์นในครอกข้ากินหมด ห้ามเจ้าอยู่ในร่างมังกรในปราสาทเด็ดขาด”


เป็นคำสั่งที่ทำให้ข้านิ่งอึ้งไปครู่ ก่อนจะคอตกมากกว่าเดิม พร้อมมีเสียงหัวเราะแผ่วของเหล่านางงามรอบเป็นตัวช่วยตอกย้ำการเอาหน้ามาขายของข้า อยากจะแก้ตัวว่าข้าไม่ได้คิดจะกินยูนิคอร์นพระองค์ก็ไม่ทันแล้ว


แต่การเอาหน้ามาขายเวลานี้คงไม่แย่เท่าคำสั่งที่ได้รับแล้ว... ข้าชอบอยู่ในร่างมังกร ตลอดชีวิตข้าแทบไม่เคยอยู่ในร่างมนุษย์ มีเพียงสี่ปีหลังมานี่ที่ต้องเปลี่ยนร่างไปมาบ่อยๆ แต่ถ้าไม่มีเหตุอะไรที่สำคัญข้าจะอยู่ในร่างมังกรแบบนี้เสมอ


ทว่าสุดท้ายข้าก็ยังต้องก้มหน้ารับคำสั่งนั่น และกลับมาอยู่ในร่างมนุษย์


อย่างน้อยในแง่ดีของมัน เสียงท้องข้าก็จะเบาขึ้นหลายเท่า





                                                 ***********************************






เหล่านางกำนัลที่คิดว่ารับใช้จอมมารเป็นหลักกลับพาเจ้าหญิงมาส่งยังตำหนักด้านใน ที่แยกเอกเทศเป็นส่วนตัว ซ้ำตลอดทางเดินที่เข้าไปก็เต็มไปด้วยสวนดอกไม้นานาพันธุ์ พร้อมศาลาไม้สีขาวกลางบ่อบัว และข้าเห็นมาตลอดว่าพุ่มกุหลาบสีน้ำเงินเป็นสิ่งที่ถูกประดับไว้เยอะที่สุดในบริเวณปราสาทเทเนบริส 


มันมีกลิ่นเหมือนราชาเลจินอฟ แต่ไม่ลึกลับหรือมีเสน่ห์เท่า... น่าหวั่นเกรงไม่เท่าด้วย


วอร์เรนดูตื่นเต้นไม่น้อยกับสวนดอกไม้กว้างใหญ่แม้เป็นแค่สวนในตำหนักส่วนตัว นางถูกขังบนหอคอยที่ล้อมลอบด้วยป่าดำมานาน คงไม่แปลกที่จะตื่นตากับไม้ดอกพวกนี้ ดูอารมณ์นางจะสดใสขึ้นบ้าง แม้จะติดหมองเศร้าอยู่เล็กน้อย


หลังราชาเลจินอฟแยกตัวออกไป เหล่านางกำนัลที่ตามมาส่งก็ทำหน้าที่รับใช้เจ้าหญิงที่ตำหนักทิวาต่อ เพราะคงยังไม่มีใครในปราสาททันตั้งรับกับเรื่องเจ้าหญิงมนุษย์ในเทเนบริสได้ตอนนี้ ดังนั้นเวลาที่ใกล้ฟ้ามืดเต็มทีอย่างนี้ก็ไมควรให้เกิดเหตุวุ่นวายไร้สาระขึ้น


แต่พรุ่งนี้เช้าข้าเดาว่าคงไม่พ้น และตัวข้าเองอาจจะโดนท่านเคออสสอบสวนเรื่องความอุกอาจทำร้ายองค์ราชาด้วย


พลันความคิดข้าต้องหยุดชะงัก เมื่อมีนกนางแอ่นสีขาวคุ้นตาบินโฉบผ่านหน้า ก่อนมันจะขึ้นไปเกาะบนเขามังกรฝั่งที่หักของข้าอย่างสนิทสนม และไม่กี่วินาทีจากนั้น ร่างของชายแก่ในชุดมอซอก็ค่อยๆ เดินเข้ามาตามทางเชื้อมหินอ่อน 


“มาถึงไวเหมือนกันนี่” เมอร์เชสกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน และยังดูมีอะไรซ่อนอยู่หลังนัยน์ตาสีเทารอบรู้เช่นทุกที


การมาของเขาทำข้าประหลาดใจนิดหน่อย เพราะตอนออกจากหอคอย พ่อมดเฒ่าบอกว่าจะเดินทางมาเอง แต่ข้าดูไม่ออกเลยว่าเขาจะมาอย่างไรให้ทันพวกเรา ซ้ำเห็นเพียงแค่นกนางแอ่นของเขาที่บินตามออกมา ส่วนเมอร์เชสกลับยังยืนนิ่งอยู่ที่หอคอยจนลับตาข้า


แต่พอเจ้านกตัวนี้มาถึง เขาเองก็มาถึงเช่นกัน... คงเป็นเวทมนต์อะไรสักอย่างที่ข้าไม่มีวันได้รู้ 


พ่อมดเฒ่าที่มาถึงเทเนบริสอย่างปริศนาค่อมศีรษะเคารพองค์หญิงน้อยอย่างมีมารยาท ก่อนหมุนตัวมาที่ข้า พลางกล่าวอย่างเป็นกันเอง


“ตามข้ามาเจ้าลูกมังกร” เป็นคำสั่งที่มีแววเอ็นดู พร้อมรอยยิ้มขี้เล่นอบอุ่น... พ่อกับแม่ก็เคยเรียกข้าแบบนั้น และข้าก็แอบชอบสรรพนามนั่นนิดหน่อย 


ข้าเตรียมก้าวตามร่างในผ้าคลุมสีตุ่นๆ... 


“เดี๋ยวเนียร์จะไปไหน”


เสียงร้องตามด้านหลังทำให้ข้ากับเมอร์เชสต้องหันกลับไปมอง ก่อนเห็นวอร์เรนก้าวมาหาข้าด้วยใบหน้าตื่นๆ พร้อมเข้ามากอดแขนข้าไว้ราวเด็กหวงของเล่น


วอร์เรนไม่เคยติดข้ามากขนาดนี้ ข้าพอเข้าใจว่านางคงเสียขวัญที่กำลังจะถูกทิ้งให้อยู่กับคนที่ไม่คุ้น และยิ่งเป็นพวกอมนุษย์แบบนี้ด้วยแล้ว ย่อมต้องตื่นกลัวเป็นธรรมดา หากตอนที่นางนั่งอยู่บนหลังข้าจนขึ้นรถม้ามาถึงตำหนักทิวา ข้าก็เห็นว่าเจ้าหญิงน้อยดูนิ่งสงบดีอยู่ แต่เวลานี้ทำไมยังกับตื่นกลัวขึ้นมาเฉยๆ  


“ไม่ต้องกลัวองค์หญิงน้อย ข้าแค่พามังกรของท่านไปรักษา เดี๋ยวสักพักจะนำมาส่งคืนให้ มังกรของท่านจะได้กลับมาเดินได้ตรงเหมือนเดิมไง” พ่อมดเฒ่าว่าติดตลกให้คนฟังผ่อนคลาย ขณะเลิกคิ้วสีดอกเล้าขึ้นข้างเพื่อขอความเห็น “ไม่ดีรึฝ่าบาท”


“ตะ... แต่ว่า...” วอร์เรนยังดูกังวล แต่ก็คล้ายเข้าใจว่าข้าต้องการการรักษาเช่นกัน นางเงยหน้ามองเมอร์เชสสลับกับข้าไปมาครู่หนึ่ง ก่อนส่งนัยน์ตาสีฟ้านภาฉายความอ้อนวอนมาให้ข้า “ต้องกลับมาหาข้านะเนียร์”


ขอร้องพร้อมกำต้นแขนข้าแน่นขึ้นราวกับกลัวข้าจะหายไป นางดูวิตกจนน่าสงสาร


และมากกว่าปกติ..


               แล้วข้าจะกลับมา” ข้าพยายามสัญญาให้หนักแนนที่สุด จนวอร์เรนยอมคลายมือออก


กระนั้นก็ยังมองตามหลังข้า จนข้าลับสายตานางออกมา 





                                                    *********************************





               ข้ากลับมาอยู่ในร่างมังกรอีกครั้งเมื่อออกนอกปราสาท และเดินตามพ่อมดเฒ่าที่กำลังพาข้าไปที่ที่หนึ่ง ทว่าไม่ได้แจ้งจุดหมายไว้ และปล่อยให้ข้าตั้งคำถามในตัวเขาเหมือนกับทุกๆ เรื่องที่เขาทำเช่นเดิม 


               พวกเราเลาะไปยังหลังกำแพงปราสาท และเดินเข้าไปในป่าสน เรียบตามหน้าผา ดูไม่มีทีท่าจะเห็นจุดหมายง่ายๆ ขณะข้าเองก็สลัดนัยน์ตาสีฟ้านภาคู่สวยของวอร์เรนที่มองตามหลังตนอย่างละห้อยไม่หลุด   


               ราชาเลจินอฟจะรักวอร์เรนไหม” ข้าเริ่มตั้งคำถามกับพ่อมดเฒ่าเมื่อคิดถึงตรงนี้


               ไม่รู้ทำไมถึงอยากถามเขา ทั้งที่เขาไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ แต่ราวกับว่าถ้าถาม ข้าจะได้คำตอบบางอย่าง


               เมอร์เชสเพียงหมุนตัวมามองข้าเล็กน้อย โดยไม่ได้หยุดเดินนำหน้า พลางถามกลับ “เจ้ากังวลเรื่องนี้มากรึ”



               ข้าเงียบไปนิด คิดไตรตรองถึงเหตุผลที่ตนตั้งคำถาม ก่อนว่าขึ้นใหม่ “ก็ถ้าพระองค์ไม่รักนาง นางก็คงเหมือนถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว”


               เจ้าพูดเหมือนจะไม่อยู่กับนางแล้ว” เขาเปรยโดยไม่ได้หันกลับมา แต่แทงใจข้าได้อย่างแม่นยำ


               เป็นอีกครั้งที่ข้าต้องนิ่งคิดอย่างหนักใจ  


“ข้าอยู่กับนางได้... แต่ไม่สามารถอยู่ได้ตลอดชีวิตหรอก” ข้าเองก็มีหลายสิ่งที่อยากทำ มีหลายที่ที่อยากไป ไม่ได้คิดว่าจะเป็นทหารตลอดกาล และไม่ได้คิดจะเป็นมังกรที่เฝ้าเจ้าหญิงบนหอคอยไปเรื่อยๆ เช่นกัน “ข้าคิดว่าหากถึงวันนั้น แล้วองค์ราชาไม่รักเจ้าหญิง นางก็คงเหมือนถูกทอดทิ้ง”


               ถึงข้าจะมีชีวิตยืนยาวกว่ามนุษย์หลายเท่า ต่อให้อยู่กับวอร์เรนจนวันสุดท้ายที่นางจากไปก็ไม่เป็นไร ทว่าข้าก็ไม่ต่างจากตุ๊กตาหมีสำหรับวอร์เรน และเด็กๆ ทุกคนรักตุ๊กตาหมี ดังนั้นถ้าอยากให้วอร์เรนโต ข้าจะเป็นตุ๊กตาหมีของนางตลอดไปไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันถ้าวอร์เรนยังไม่อาจอยู่ได้ด้วยตนเอง ข้าก็คงไม่สามารถไปไหนได้อย่างสบายใจ นางมีค่าเท่ากับครอบครัว และข้าคงทิ้งครอบครัวตนเพียงเพื่อความสุขของตัวเองไม่ได้


แม้แรงยึดติดของวอร์เรนวันนี้ที่ข้าเห็น จะทำให้ข้ากังวลนิดๆ ก็ตาม 


               เจ้าไม่คิดบ้างเหรอว่าจะมีเจ้าชายอีกหลายพระองค์ที่ต้องการตัวนางน่ะ” เมอร์เชสย้อนคำถามกลับมาแทน


               ข้าคิด แต่คงยากที่จะมีเจ้าชายมาถึงที่นี่”


               “เจ้าเลยคิดว่าเจ้าหญิงควรคู่กับจอมมารไปซะเลยงั้นสิ”


               “... นั่น... ฟังดูแย่มากตอนที่พูดออกมาจริงๆ ด้วย” กลายเป็นช้าเสียเองที่รู้สึกว่าความคิดตนมันช่างน่ารังเกียจ และไร้ความรับผิดชอบเหลือเกิน เมื่อพ่อมดเฒ่าสรุปออกมาด้วยประโยคคำพูดแบบนั้น


              แต่ก็คงต้องยอมรับว่าเป็นความเห็นแก่ตัวของข้าเอง เพราะหากทั้งสองพระองค์รักกัน ตัวข้าที่อยู่ตรงกลางก็คงไม่จำเป็นอีก และเมื่อถึงเวลานั้น เมื่อวอร์เรนมีสิ่งที่เติมเต็มตัวนางได้ และราชาเลจินอฟไม่ได้แค่สนุกกับเกมการเอาชนะ ข้าก็คงเป็นอิสระ


               “ฮะ ฮะ ฮะ” เสียงหัวเราะเครือของเมอร์เชสเป็นการแสดงออกชัดว่าขบขันในสิ่งที่ข้าพูด ขณะว่าอย่างเอ็นดูเช่นทุกครั้ง “เจ้านี่มันซื่อจริงๆ นะเนียร์” เขาหยุดเสียงหัวเราะลง และกล่าวขึ้นต่อ “แต่ก็คงไม่แปลกหรอกที่เจ้าจะคิดแบบนั้น... เพราะตามหลักก็คงใช่... จอมมารที่ลักพาตัวเจ้าหญิงน้อยผู้เลอโฉมาขังไว้บนหอคอย ยอมต้องปราถนาในตัวเจ้าหญิง และถ้าไม่มีเจ้าชายกับดาบวิเศษโผล่มาช่วยเจ้าหญิงได้ เจ้าหญิงก็ต้องตกเป็นของจอมมาร โดยเฉพาะจอมมารที่รูปงามแบบนี้”


               ข้าเอียงศีรษะสงสัยในสิ่งที่เมอน์เชสจะบอกเมื่อเขากล่าวถึงตรงนี้ ซึ่งเขาก็มองข้ามไหล่มาพูดกับข้าอีกครั้งว่า


               “แต่นั่นก็เป็นแค่การสรุปแบบง่ายๆ เหมือนนิทาน”


               นั่นยิ่งทำให้เขางงเข้าไปใหญ่


               “ในความเป็นจริงคนเราซับซ้อนกว่าตัวละครในนิทานมากเจ้าลูกมังกร โดยเฉพาะมนุษย์” พ่อมดเฒ่ากล่าวต่อเหมือนเรานิทาน “มนุษย์นั้นมีรอยรั่วในหัวใจ และมันจะฉีกกว้างขึ้นจนทำให้หัวใจบิดเบี้ยว เมื่อถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง... บางคนอาจใช้เวลาซ่อมแซมหัวใจตนได้ แต่บางคนก็ขาดแล้วขาดเลย ยิ่งอ่อนแอมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งบิดเบี้ยวมากเท่านั้น” 


               ปรากฏรอยย่นกลางหน้าผากข้าเพราะสงสัยว่ามนุษย์ที่ถูกกล่าวถึงในครั้งนี้จะเป็น...


ท่านกำลังหมายถึง... เจ้าหญิงวอร์เรนงั้นเหรอ”  


พ่อมดคนจรเพียงระบายลมหายใจแผ่ว แล้วทิ้งปริศานาหนึ่งว่า


               เจ้าหญิงน้อยของเจ้า อาจจะไม่เหมือนอย่างที่เจ้าคิดแล้วก็ได้”










 



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 346 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14,396 ความคิดเห็น

  1. #13108 Rose Teara (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 17:49
    หรือว่ามีดของเนียร์จะมีบางอย่าง? ถึงจอมมารจะบอกว่าอยากเก็บไว้เป็นหลักฐาน แต่ต้องแผลสดเลยเหรอ? ชิปเจ้าหญิงกับมังกรนี่ผิดไหม?
    #13,108
    0
  2. #12804 ๛RapunZel๛ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 14:26
    สงสารวอเรนนะ ชีวิต เฮ้ออ

    นางเอกเราก็น่ารักอะะ นุ้งอยากกินแซลม่อนนน
    #12,804
    0
  3. #12727 YukiKiyu (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 กันยายน 2561 / 17:01
    รู้สึกอยากเชียร์ เจ้าหญิงกับมังกร
    #12,727
    0
  4. #11779 ~LufaH~ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 กันยายน 2560 / 19:47
    ทำไมแอบรู้สึกว่า เจ้าหญิงน้อยต้องมีอะไรแน่ๆเลย
    #11,779
    0
  5. #11754 Aon_Wilailak (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 08:55
    มืดถมึน=มืดทมึน
    #11,754
    0
  6. #11753 Aon_Wilailak (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 08:54
    ท้วมศีรษะ=ท่วมศีรษะ
    #11,753
    0
  7. #11711 Opor (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2560 / 17:25
    เทเนบรีส - เทเนบริส
    มอบต่ำ - หมอบต่ำ
    สายบังเ-้ยน - สายบังเ-ยน
    สัตร์ซื่อ - สัตย์ซื่อ
    ทอไหม้ - ทอไหม
    เอล์ฟ - เอลฟ์
    บึงตึง - บึ้งตึง
    นีดจากไหน - มีดจากไหน
    เพียงครูเดียว - เพียงครู่เดียว
    เริสหรู - เลิศหรู
    เมื้อกี้ - เมื่อกี้
    กระเพราะ - กระเพาะ
    ไมควร - ไม่ควร
    เชื้อม - เชื่อม
    ดอกเล้า - ดอกเลา
    กลายเป็นช้า - ข้า
    เลอโฉ - เลอโฉม
    ปราถนา - ปรารถนา
    นั้นยิ่งทำให้เขางงเข้าไปใหญ่ - ข้า
    #11,711
    0
  8. #10886 Karishma99 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 มีนาคม 2560 / 15:21
    เนียร์อยากกินแซลมอน สงสารนาง
    #10,886
    0
  9. #10104 POSTION (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 16:17
    ทำไมเวอร์เนียดู....
    #10,104
    0
  10. #9657 Tanapoom39 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 เมษายน 2559 / 10:16
    ชอบเรื่องนี้มาก ดูเหงาๆเศร้าๆ สกิลการบรรยายยอดเยี่ยม เจ๋งๆ
    #9,657
    0
  11. #9410 พันมัย (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559 / 22:23
    ขนลุกอ่ะ วอร์เรนรักเนียร์ แล้วเลจี้จะยอมเรอะ
    #9,410
    0
  12. #8160 El Dorado Bz (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2557 / 21:25
    อยากให้เนียร์หนีไปจังเลย
    #8,160
    0
  13. #7687 aisement (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2557 / 22:53
    ตอนเนียร์ท้องร้องน่ารักอะ

    วอร์เรนจะเปลี่ยนไป? อ่าา .. 
    #7,687
    0
  14. #6990 <<aKinA>> (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2557 / 12:21
    มาฮาาาเนียร์ท้องร้องงงง พาเนียร์ไปกินเเเซลลมอนนเถิดด
    #6,990
    0
  15. #6929 Hydrangea (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 กันยายน 2557 / 18:24
    รู้สึกว่ามีปมเยอะจัง - -
    #6,929
    0
  16. #6400 Fraeya (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2557 / 23:45
    ตอนนี้รู้สึกปมเริ่มเยอะกว่าที่คิดสะแล้ว
    #6,400
    0
  17. #6198 iy9ok (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2557 / 21:40
    เจ้าหญิงกลายเป็นเจ้าไร้ศาลไปซะแหล๋ว...แป่ววว
    มันทำให้รู้สึกโหวงเหวง..นะที่รู้ว่าไม่มีบ้านของตัวเองแล้ว
    น่าสงสารนางเหมือนกันนะ..แล้ว
    ราชา..จิเอากลับมาทำไมอ่ะ..
    แต่..รู้สึกว่าจะสนใจเจ้ามังกรน้อยมากกว่านะ.. ^^
    #6,198
    0
  18. #5990 ♣ Minto ♣ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2557 / 23:07
    แล้วสรุปเจ้าหญิงน้อยที่ว่า เป็นยังไงล่ะเนี่ย.. ปมชักเยอะ 
    #5,990
    0
  19. #5588 little dream (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 เมษายน 2557 / 20:16
    ขำตอนเนียร์จะกินปลาแซลมอน 55555 เนียร์น่ารักมากมาย หลงรักเนียร์ทุกตัวอักษรเลย
    #5,588
    0
  20. #5058 teddy_ >O< (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2557 / 00:11
    สงสัยที่เคออสพูด แล้วก็หากประทานให้...?? ทำไมหรอ หรือมันหมายถึงการเลือกคู่ครองของจอมมารด้วย o_O
    #5,058
    0
  21. #4619 POYZ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2556 / 19:47
    เจ้าหญิงเป็นเลสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสส 555555



    ความคิดเข้าท่าเลยนะ คุณความเห็นก่อน ๆ ทั้งหลายเนี่ย 555



    เจ้าหญิงเข้มแข็งไว้ลูก คนเรามันต้องเจ็บเยอะ ๆ จนเข้าใจ



    เหมือนคุยกับนักปราชญ์เลยแหะ ท่านพ่อมด ทำให้อดนึงถึง มหาปราชญ์เลโมธี ไม่ได้จริง ๆ



    บทน้อย แต่ตราตรึง -//////////-

    #4,619
    0
  22. #3641 Alangod (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2556 / 15:14
    เมอร์เชสจะบอกอะไรก็บอกตรงๆเลยสิ อย่าพูดให้ค้าง
    #3,641
    0
  23. #3365 Hightdragon (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 03:04
    กดไลค์ #2236 เป็นอะไรที่หักมุมมากนะ เจ้าหญิงเป็นเลส 555555555555
    #3,365
    0
  24. #3329 somayuki (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 กันยายน 2556 / 23:19
    อ่านตอนนี้รู้สึกว่าตอนจบวอร์เรนอาจต้อง   ตาย
    ดูแล้วเจ้าหญิงไม่ธรรมดาร้ายแปลกๆ เอาเป็นว่าคนใกล้ตัวเนียร์คนนี้ดูพยายามดึงเนียร์ไว้ที่ตน

    สงสัยจะเป็นสิ่งที่ยังตะค้างจากภารกิจของพ่อเนียร์แน่ๆ

    ดูเหมือนว่า เมอร์เชสจะรู้อะไรเกี่ยวกับ วอร์เรนดูเธอจะระวังตัวมากๆๆๆเมื่อต้องเข้าใกล้เมอร์เชส

    เนียร์อย่าให้ความผูกพันมาบังตาได้นะ ความรักทำให้คนตาบอด หวังว่าความผูกพันที่มีต่อวอร์เรนจะไม่ทำให้เนียร์ตาบอด ไม่รู้พิรุธของยัยเจ้าหญิงแอ๊บแบ๊ว นี่หรอกนะ
    #3,329
    0
  25. #3183 amnesiac (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 กันยายน 2556 / 01:02
    เข้ามาอีกรอบ โฮ่ๆๆ
    #3,183
    0