The Legend of Blue Fire (มังกรผู้เฝ้าหอคอย)

ตอนที่ 57 : ตอนที่ 55 สิ่งที่ตกค้างจากเมืองต้องสาป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,085
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 489 ครั้ง
    30 ก.ย. 63




           ภาพสีน้ำมันใบใหญ่ในกรอบที่ทำจากทองคำของจอมมารลำดับที่ 5 ยึดตรึงร่างและดวงตาของเธอไว้เหมือนวงแหวนเหล็ก แม้ราชาลิโอเนลจะทรงมีพระพักตร์คมคายงดงาม และสายพระเนตรที่เมตตากว่าจอมมารพระองค์ไหน ทว่าเพราะความเมตตาและน่าเคารพอันเป็นเอกลักษณ์นั่นจึงทำให้คนที่เงยมองนึกถึงกษัตริย์อีกพระองค์ที่มีบรรยากาศเช่นเดียวกันขึ้นมาแทนที่


        กษัตริย์อาเกล...


        และเมื่อคิดถึงราชาพ่อมดองค์นั้น ภาพของราชาลิโอเนลที่อยู่ตรงหน้ากลับค่อยๆ แปลเปลี่ยนไปจนมังกรที่ยืนจับจ้องอยู่พลันชะงักงัน ก่อนหยุดเพ็งพินิจด้วยความประหลาดใจเมื่อดวงเนตรที่คล้ายเพลิงสีทองจ้าของจอมมารลำดับที่ 5 ซีดจางลงทีละน้อย กระทั่งกลายเป็นสีฟ้าราวท้องนภาอย่างน่าอัศจรรย์


ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นเส้นเกศาสีราตรีของพระองค์เองก็ถูกเคลือบทับด้วยสีทองสว่าง แม้กระทั่งฉากหลังและเครื่องทรงสีดำเป็นเอกลักษณ์ก็วูบไหวเพื่อก่อตัวเป็นรูปทรงใหม่ จนภาพวาดของจอมมารลำดับที่ 5กลับกลายเป็นรูปวาดของกษัตริย์อาเกลในเครื่องทรงกษัตริย์สีขาวที่ยืนอยู่เคียงข้างเจ้าหญิงเทริซ่าซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ผนักสูงปุผ้าไหม ซ้ำมีรอยซีดจาง หลุดลอก และเก่าเปื่อยไม่ต่างจากภาพที่เธอพบในห้องสมบัติชั้นใต้ดินก่อนหน้านี้


        นี่มันอะไร!?


เนียร์อุทานขึ้นในหัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ทั้งงุนงงสับสน ไม่เข้าใจว่าภาพวาดสีน้ำมันของจอมมารลำดับที่ 5 กลายเป็นกษัตริย์พ่อมดที่เธอเคยพบได้เช่นไร


และด้วยความตระหนกสัญชาตญาณจึงสั่งให้เธอหันไปหาจอมมารองค์ปัจจุบันที่อยู่ข้างกายเพื่อหาคำตอบ ทว่าราชาเลจินอฟที่เคยยืนอยู่ที่ซ้ายมือนั้นกลับหายไป เหลือเพียงทางระเบียงยาวที่ว่างเปล่า และตัวเธอกับรูปวาดตรงหน้า ไม่เหลือแม้แต่ภาพของอดีตจอมมารแห่งเทเนบริสองค์อื่นๆ ที่เคยเรียงรายอยู่เต็มผนัง


นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?


มังกรลูกครึ่งบลูไฟเออรร้องหาคำตอบอีกครั้งด้วยความสับสนที่ทบทวี หากวินาทีต่อมาก้อนเนื้อในอกที่กำลังสั่นไหวกลับร่วงวูบตามแรงกระชากที่ดึงตัวเธอลงเบื้องล่างฉับพลันรุนแรงจนเหมือนแขนขาจะถูกฉีกออก พื้นใต้เท้าที่เคยมีอันตธารไป พร้อมภาพรอบกายพลันถูกย้อมด้วยสีดำอย่างรวดเร็ว


ทว่าไม่ทันได้หวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิด สีดำที่เห็นกลับเปลี่ยนเป็นวงพายุที่วิ่งวนอยู่รอบกายอย่างดุดัน ก่อนแสงสีมากมายจะเข้ามาแทนที่ความมืดมิด และเริ่มจัดวางเป็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ จนปรากฏเป็นโถงกว้างสักที่หนึ่งที่มีเสาต้นใหญ่ค้ำอยู่ด้านข้างซ้ายขวาของห้องเป็นแถวยาวไปตลอดทางเดิน ไม่ใช่ระเบียงยาวที่เคยอยู่


และรายละเอียดสุดท้ายของโถงกว้าง คือคราบกาลเวลาและฝุ่นผง พร้องรอยแตกร้าวหักพังตามผนัง เสาหิน และพื้นแกรนิก แต่ไม่พบข้าวของหรือสิ่งประดับตกแต่งอื่นใด มีเพียงลวดลายเก่าๆ บนเพดานให้เดาได้ว่าที่นี่คือท้องพระโรงในปราสาทหลังใด


เนียร์ยืนแข็งทื่อ ไม่อาจขยับกับการถูกดึงมาอยู่ในสถานที่แห่งใหม่ ก่อนเธอจะค่อยๆ หมุนกายสำรวจด้วยความขลาดกลัวอย่างไม่สมเป็นตัวเองเมื่อตระหนักได้แล้วว่าตนมาอยู่ใน เรื่องราว ใดอีกครั้ง


และยังไม่ทันที่เนียร์จะได้มองทุกอย่างได้ครบถ้วน เธอก็ต้องสะท้านกายพร้อมลมหายใจขาดห้วนยามเสียงหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลังไม่ไกล


สองร้อยปี...


มังกรสาวเผลอกำมือสองข้างของตนกับคำกระซิบแผ่วที่ลอยมาเข้าหู ก่อนเธอจะกลั้นใจค่อยๆ ขยับกาย เพื่อหมุนตัวกลับไป แล้วเผชิญหน้ากับบัลลังก์เปลวเพลิงด้วยใจที่เริ่มกระหน่ำรัว เพราะรู้ดีแก่ใจว่ากำลังจะหันไปเจอผู้ใด


และสิ่งที่เห็นนั้นคือวรองค์สูงโดดเด่นของกษัตริย์พ่อมดแห่งวาร์เทเรีย วรกายและพระพักตร์ของพระองค์ยังคงไม่เปลี่ยนเหมือนที่เธอจำได้ รูปงามและอยู่ในช่วงวัยเดิมซึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางสิ่งก่อสร้างที่ดูเก่าร้างทรุดโทรม พร้อมอาการหอบเหนื่อย อ่อนล้า และสั่นเทราอย่างไม่สมเป็นพระองค์


ข้าทนได้แค่สองร้อยปี 


เนียร์ต้องกลืนก้อนแข็งๆ ลงคอ พร้อมอาการวูบไหวในอกที่รุนแรงขึ้นจนต้องอ้าปากน้อยๆ เพื่อฮุบอากาศกับอีกประโยคที่ถูกเอ่ยมาจากวรองค์สูงโดดเด่นที่ประทับหอบสั่นบนบัลลังก์เปลวเพลิง


ไม่ว่าใครที่กำลังดูนิมิตของข้าอยู่... ไม่ว่าเจ้าจะเป็นทายาทลำดับที่เท่าไหร่ กษัตริย์เฒ่านั้นยังคงพูดด้วยเสียงแผ่วเครือ ตั้งแต่วันนั้น สองร้อยปีมาแล้วที่ข้าอยู่ที่นี่... เฝ้ารอใหเจ้ามาพบทุกสิ่ง และทุกความจริงของเรื่องราวทั้งหมด


และที่ข้าต้องทำเช่นนี้แทนที่จะบอกมันด้วยปากตัวเอง เพราะว่าข้าไม่อาจพูดออกมาได้ในฐานะผู้แลกเปลี่ยน และยิ่งไปกว่านั้น ข้าไม่อาจอดทน กักมันไว้ได้นานมากกว่านี้อีกแล้ว...พระองค์เว้นช่วงประโยค กลืนก้อนแข็งในลำคอที่เกิดจากความเหน็ดเหนื่อยและขมขื่น ก่อนสุรเสียงทุ้มที่ฟังฝืนทนจะเอ่ยช้าๆ ขึ้นใหม่ข้ากำลังจะพัง... เหมือนภาชนะอื่นๆ’ 


เหมือนครั้งแรกที่ได้ฟัง มังกรสาวยังคงรู้สึกเย็นเฉียบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า มือสองข้างที่กำแน่นเริ่มชื้นด้วยเหงื่อ


ข้าคิดว่า มัน แค่อาศัย และดูดซึมพลังของเราเพียงเพื่ออยู่รอดเท่านั้นสุรเสียงทุ้มนุ่มที่ฟังติดขัดพยายามอธิบายแต่ตอนที่ข้าใส่ มันเข้าไป ข้าจึงรู้ว่า มันไม่ใช่เพื่อแค่อยู่รอด แต่มันกัดกินพลังของเราเพื่อทำให้ มันเติบโตขึ้นด้วย... สะสมพลังจากร่างภาชนะเรื่อยมาจนโตขึ้น ดังนั้นร่างภาชนะจึงมีอายุในการรองรับมันได้สั้นลงในทุกครั้งของการเปลี่ยนถ่ายร่างใหม่


และเพราะเช่นนั้น พวกมันจึงเลือกข้า เพราะข้าคือภาชนะที่ใหญ่โตมากพอ และเป็นผู้ที่มีพลังมหาศาลมากพอที่จะเติมเต็มมันได้ ใส่อาหารลงไปในกระเพราะที่ใหญ่ยักษ์ได้อย่างอิ่มหน่ำ... และเวลานี้มันใหญ่โตขึ้นมาก... มากขึ้นจนแทบล้นทะลักออกมาจากร่าง


เมื่อถึงตรงนี้เธอรู้สึกเหมือนหัวใจจะระเบิดออกมาจากอก และอยากตะโกนบางอย่างออกไป แต่เสียงเธอไม่อาจหลุดออกมาได้ แม้แต่มือก็ไม่อาจคว้า เธอเหมือนถูกมัดให้อยู่กับที่ ถูกจับยึดให้ยืนดูจุดจบที่เคยเห็นมาแล้วครั้งหนึ่งอย่างไร้ทางหนี


และข้าไม่อาจเดาได้เลยว่าหลังจากนี้ มันจะกลายเป็นอะไร และทำอะไรได้บ้าง... ฉะนั้นสิ่งที่ข้าพอจะคิดออกได้ในการยับยั้ง มัน ถ้าได้ผล... 


เคร้ง!


อย่า!... เธอร้องตะโกนในหัวยามเห็นว่ากษัตริย์อาเกลทิ้งแผ่นหลังกับผนักเปลวเพลิง พร้อมยกปรายดาบยาวจอบนพระอุระกว้างที่ขยับขึ้นลงตามแรงหอบหายใจ สายพระเนตรสีฟ้านั่นหม่นหมอง ดูพ่ายแพ้และอ่อนล้า ขณะยังคงฝืนกัดฟันกล่าวออกมาว่า


ข้าพยายามอย่างมากในการควบคุมมันในร่างกายนี้มาตลอดสองร้อยปี ไม่ให้มันหลุดออกไปข้างนอก แต่จนแล้วจนรอด ข้าก็เหมือนภาชนะทุกร่างที่ผ่านมา... ข้ากำลังจะพัง และไม่มีเวทมนต์ใดจะหยุดเรื่องนี้ได้... แต่เมื่อมาคิดให้ดี เมื่อมาถึงจุดนี้ มันอาจมีวิธีที่ง่ายดายกว่านั้น...


นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลลึกเบิกกว้าง พร้อมร้องลั่นในหัว... ไม่ ไม่ ไม่ ไม่เอาอีกแล้ว หยุด ไม่เอาครั้งที่สองแล้ว!


แม้ประท้วงและห้ามปรามจนช่องคอแทบหลอมละลาย ทว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้วก็ยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่สนความรู้สึกใดๆ ของเธอ


ในเมื่อเวทมนต์ไม่ได้... งั้นก็แค่อาวุธ...สุรเสียงทุ้มที่เหนื่อยอ่อนว่าพร้อมแรงกำที่ด้ามดาบด้วยพระหัตร์ทั้งสอง ขณะเป็นอีกหนที่เธอยังคงพยายามพุ่งกายไปหาผู้ที่อยู่ตรงหน้า แล้วยื่นมือพรวดตรงไปแม้ไม่อาจทำได้ ทว่าก็ยังคงดิ้นรนสุดฤทธิ์เพื่อจะกางปีกบนหลังออก หาทางกลายร่างเป็นมังกรที่มีกำลังมากกว่านี้ พร้อมร้องตะโกนสุดเสียงด้วยความสิ้นหวัง


อย่าทำแบบนั้น อย่าทำแบบนั้น อย่าทำแบบนั้น ยะ...!


ฉึก!


อย่าาาา!


        เฮือก!


        ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลึกเปิดพรึบ ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะไม่ใช่โถงกว้างในท้องพระโรงที่เก่าโทรมอีกต่อไป หากแต่เป็นเพดานกว้างประดับรายปูนปั้นผสมไม้ฉลุดูสวยหรู ที่มีแสงเงาล้อกับโคมระย้าที่ติดอยู่บนนั้น ทว่าก็ไม่สามารถทำให้เนียร์เข้าใจอะไรได้มากขึ้นจากสิ่งที่ค้างคาในหัว นอกจากทำตามสัญชาตญาณด้วยการตวัดนัยน์ตาเบิกกว้างกวาดไปทั่วอย่างตื่นตัว จนเริ่มละลึกได้ทีละน้อยว่าตนอยู่ที่ใด


ในห้องบรรทมของราชาเลจินอฟ... เธอตื่นแล้ว...   


เนียร์ปล่อยลมหายเฮือกหนึ่งออกมา โล่งอกทว่าร่างกายก็ยังหนักอึ้ง สั่นเทรา และร้าวระบม เหงื่อกาฬอาบทั่วใบหน้า ขณะสมองและสติสัมปะชัญญะยังขาดๆ หายๆ กระนั้นจิตใต้สำนึกที่ยังคงหลงเหลือบอกกับเธอว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมานั้นคือความฝัน... เป็นแค่ความฝัน แม้จะเป็นความฝันที่เหมือนจริงราวเธอกลับไปอยู่ในความทรงจำของกษัตริย์อาเกลอีกครั้งก็ตาม


และแม้จะยังไม่หลุดจากภวังค์ดี แต่มังกรสาวก็พยายามสูดหายใจลึกเพื่อเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเลี้ยงสมองที่มึนเบลอพร้อมผ่อนคลายร่างกายที่เกร็งแน่นกับหัวใจที่ยังเต้นระส่ำ และเพื่อจะระงับอาการสั่นจนน่าสมเพชของตน เนียร์จึงเริ่มกำมือสองข้างหวังเรียกความมั่นคงให้กลับมา ทว่าก็ต้องหยุดสิ่งที่ตั้งใจยามรับรู้ถึงความผิดปกติที่มือขวาของตน


เนียร์ตวัดหน้าลงมอง ก่อนเธอจะชะงักไปกับกรงเล็บยาวเหยียดห้านิ้วใต้เกล็ดสีดำสนิทที่โผล่พ้นแขนเสื้อขาดๆ ออกมา... มือของเธอกลายเป็นกรงเล็บของมังกร!


 แต่แม้มือขวาเธอจะเป็นของมังกร ทว่าท่อนแขนยังคงเป็นแขนมนุษย์ปกติ มีเพียงมือขวาข้างเดียวที่กลายเป็นกรงเล็บสีดำใหญ่โตจนปลายแขนเสื้อฉีกขาด


ซ้ำการไหวกายยังทำให้รับรู้ถึงความหนักบนแผ่นหลังเหมือนมีบางอย่างถ่วงไว้ เนียร์ต้องหมุนคอไปมองและพบกับปีกพังผืดสีดำของตนที่แทรกผ่านออกมาจนเสื้อด้านหลังฉีกขาดไม่ต่างปลายแขนเสื้อที่มือขวา... ดูเหมือนร่างกายเธอจะเปลี่ยนเป็นมังกรบางส่วน และไม่แน่ใจว่ามีส่วนไหนบ้าง แต่ปกติถ้าปีกหลุดออกมาได้ เขาสามคู่ของเธอก็คงงอกตามมาด้วย


มันเกิดขึ้นได้ยังไง เพราะความฝันเมื่อกี้งั้นเหรอ...


เธอตั้งข้อสงสัยจนใบหน้ายุ่งขณะยกมือเจ้ากรรมขึ้นมาสำรวจใกล้ๆ ทว่าไม่นานดวงตาสีน้ำทะเลลึกกลับมองลอดผ่านช่องนิ้วไปเมื่อสะดุดเข้ากับสิ่งใหม่แทน และเมื่อลองหรี่ตาเอียงศีรษะพิจารณามันดีๆ เธอจึงดูออกว่ามันคืออะไร... เก้าอี้ยาว


เก้าอี้ยาวที่เธอใช้ข้างใต้มันนอนมาตลอดสามคืน... เก้าอี้ปุผ้าไหม้เนื้อดีที่เคยตั้งอยู่หน้าเตาผิงใหญ่เข้าชุดกับเก้าอี้ตัวอื่นอย่างสวยงามลงตัว แต่บัดนี้กลับกลายเป็นแค่เศษไม้ เมื่อมันถูกหักเป็นสี่ท่อน ทิ้งชิ้นไม้เล็กๆ เกลื่อนกลาด พร้อมขาเก้าอี้สองข้างหายไป ซ้ำผ้าไหมเนื้อดีที่ปุไว้บนที่นั่งและผนักพิงมีแต่รอยกรงเล็บขวนฉีกไปทั่วจนเละเทะ ส่งผลให้ขนนกสีขาวที่ยัดอยู่ภายในกระจัดกระจายออกมาเต็มพื้นพรม


นั่นฝีมือข้างั้นเหรอ!?... เนียร์ต้องถามตัวเองด้วยความตกตะลึงกับภาพของเศษผ้าและซากไม้ตรงหน้า ก่อนจะลุกขึ้นช้าๆ เพื่อจะเข้าไปสำรวจมันให้แน่ใจว่าเป็นฝีมือของตนจริงแน่นอน


ทว่าเพียงแค่ลุกขึ้นเต็มความสูงมังกรสาวก็ต้องชะงักเท้า แล้วเงยหน้าควับตามร่างร่างหนึ่งที่ก้าวเข้ามาในห้องบรรทมหรูหราอย่างประจวบเหมาะ ซึ่งอาคันตุกะผู้เข้ามาใหม่นั้นก็หยุดกายทันทีที่เห็นเธอเช่นกัน


“เจ้า... ทำอะไร” พรายสูงวัยที่เดินเข้ามาพร้อมถาดเงินใส่อาหารต้องถามขึ้นหลังค้างนิ่งไปอึดใจกับสภาพเก้าอี้ยาวที่แทบไม่เหลือรูปทรงเก่าบนพื้นหน้าเตาผิง ทั้งที่เขาควรแค่นำอาหารเช้ามาให้เจ้ามังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์แล้วออกไปตามปกติ ทว่าวันนี้สิ่งที่เข้ามาพบกลับทำให้คนเป็นหัวหน้ามหาดเล็กต้องยืนอึ้งตะลึงไปทันใด


เพราะเจ้ามังกรที่ได้อภิสิทธิพิเศษมานอนรักษาตัวในห้องบรรทมของราชาเลจินอฟนั้นกลับอยู่ในสภาพครึ่งๆ กลางๆราวสัตว์ประหลาด ด้วยมือขวากลายเป็นกรงเล็บใหญ่โค้งคลุมด้วยเกล็ดสีดำเงา พร้อมด้านหลังมีปีกพังผืด และบนศีรษะปรากฏเขาสีงาช้างสามคู่ ขณะใบหน้าด้านขวาไปจนถึงต้นคอถูกเกล็ดสีดำปิดทับไปเกือบทั้งแถบ แถมใต้กระโปรงยังเห็นหางพร้อมครีบสีครามที่ยาวลอดลงมาลากพื้น ซึ่งไม่แน่ใจว่าส่วนไหนใต้ร่มผ้าของเธออีกที่กลายเป็นมังกรไปบ้าง


และที่สำคัญยิ่งกว่าสภาพครึ่งๆ กลางๆ จนดูน่ากลัวของเธอ คือเก้าอี้ยาวปุผ้าไหมหน้าเตาผิงที่พังเละเทะ มีแต่รอยขวนตะกุยราวถูกสัตว์ใหญ่ขย้ำไม่เหลือชิ้นดี


ซึ่งเนียร์ที่ยังยืนอึ้งพูดอะไรไม่ออกก็ได้แต่พะงาบปาก “... ขะ... ข้า... ข้าไม่... ข้า... ไม่รู้ค่ะ...”


ชัดเจนว่าเธอไม่มีข้อแก้ตัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เพราะความจริงเธอก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งนั่นทำให้คนเป็นหัวหน้ามหาดเล็กต้องเอ่ยออกมาอย่างเสียไม่ได้ว่า


“งั้น... เรื่องนี้ ข้าคงต้องแจ้งให้ราชาเลจินอฟทราบ... เดี๋ยวนี้”



                                                            *********************



       

        “มันเริ่มน่าหงุดหงิดนิดๆ ที่เห็นเจ้ามังกรนั่นยังนอนอยู่ใต้เก้าอี้ตัวเดิม”


ประโยคที่อยู่ๆ ถูกเอ่ยขึ้นมาจากผู้ที่อยู่หลังโต๊ะทรงงาน ทำให้พ่อมดเฒ่าที่ถูกเรียกมาเข้าเฝ้าจอมมารแห่งเทเนบริสต้องเลิกคิ้วขึ้นข้าง เพราะยังไม่ทันที่เขาจะได้เงยกายขึ้นหลังก้มเคารพผู้มีศักดิ์สูงกว่า สุรเสียงทุ้มลึกก็ส่งประโยคลอยๆ ออกมา


ทว่าหลังเสี้ยววินาทีที่ได้วิเคาระห์คำพูดของจอมมารในหัวแล้วกลับมายืนเต็มความสูง เมอร์เชสก็เข้าใจได้ว่าตนถูกผู้ที่อยู่ตรงหน้าเรียกมาเข้าเฝ้าทำไม


        “ก็ฝ่าบาทแอบเลี้ยงมังกรไว้ในห้องนอนนี่พ่ะย่ะค่ะ” ชัดเจนว่าราชาเลจินอฟเรียกเขามาเพื่อหาทางแก้ไขพฤติกรรมไม่พึ่งประสงค์ของเจ้ามังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์ ซึ่งพ่อมดเฒ่าก็ต้องสำทับด้วยรอยยิ้มเอ็นดูติดขบขันเพิ่มเติมว่า “มันไม่ชินกับห้องใหญ่โตและเจ้านายเผด็จการ ดังนั้นมันก็ต้องหาที่ปลอดภัยไว้ซ่อนตัวเป็นเรื่องธรรมดา”


ดวงเนตรคู่สีน้ำตาลทองหรี่แคบ แสดงความไม่พอใจคนพูดนัก ก่อนจะเอ่ยเด็ดขาด “งั้นคงต้องเอาเกาอี้พวกนั้นออก”


เผด็จการจริงๆ ด้วย... พ่อมดเฒ่าคิดในหัว แล้วลอบมองตากับนกนางแอ่นสีขาวที่ไหล่ขวา สื่อสารความในใจกับมัน ก่อนจะหันกลับไปกล่าวกับจอมมารขึ้นใหม่


“งั้นนางอาจมุดไปนอนใต้เตียงแทน” ความคิดเห็นนี้อาจฟังชวนหัวและเหมือนการล้อเล่น ทว่าก็เป็นการยืนยันอีกทางว่ายังไงพระองค์ก็เปลี่ยนธรรมชาติของมังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์ตนนี้ไม่ได้


“สามวันแล้วหลังมังกรนั่นตื่นขึ้นมา และขาเกือบหายดี ไม่จำเป็นต้องไปหาที่ซ่อนเหมือนสัตว์บาดเจ็บอีก... มีอะไรต้องระแวงในเมื่อห้องนอนข้าเป็นส่วนที่ปลอดภัยที่สุดในปราสาทนี้”


ชายแก่ไหวไหล่กับคำพูดของราชาปีศาจ แล้วจำต้องไข้ขอสงสัยให้อย่างเสียไม่ได้ว่า “คงเป็นจอมมารเจ้าของห้องล่ะมั้ง เพราะถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนจอมมารจะเป็นสิ่งมีชีวิตอันตรายมากที่สุดในโลก... ในหลายๆ ความหมายด้วยสำหรับเจ้ามังกรที่เรากำลังพูดถึงด้วย”


        ครั้งนี้จอมมารเจ้าของห้องที่ว่าคำรามต่ำในลำคอ ไม่ถูกหูกับคำอธิบายนี้ชัดเจน แต่ไม่อาจเถียงสิ่งที่เมอร์เชสกล่าวได้เช่นกัน เนื่องจากตลอดสามวันที่ผ่านมานับตั้งแต่วันที่เนียร์ฟื้นจากการนอนสลบสไลบนเตียงบรรทมของพระองค์ เนียร์ก็ไม่เคยกลับขึ้นไปนอนบนเตียงหลังใหญ่อีกเลย แต่ใช้ใต้เก้าอี้ยาวหน้าเตาผิงตัวเดิมเป็นจุดซุกตัวเพื่อพักรักษาร่างกายตน


        และพระองค์คงใช้วิธีบังคับหรือออกคำสั่งให้เธอกลับขึ้นไปนอนยังที่ที่ควรนอนเช่นที่คนปกติทั่วไปทำ หากไม่ตระหนักว่าเจ้ามังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์นั้นไม่ได้เหมือนคนทั่วไป และที่สำคัญการปล่อยให้เธอนอนในจุดที่เธอสบายใจ ทำตามธรรมชาติของตนและสามารถหลับสนิทได้ย่อมเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะมันคงเป็นวิธีที่ทำให้เธอหายบาดเจ็บได้ไวที่สุด


ยังไงเสียเธอก็ยังอยู่ในห้อง ไม่ร้องขออะไรที่สร้างความหงุดหงิดพระทัยเช่นการออกไปอยู่กลางทุ้งหญ้าในพื้นที่ปราสาทร้างแทน ซ้ำยังยอมให้พระองค์ช่วยทำแผลให้โดยไม่อิดออด ที่เหลือพระองค์แค่รอให้เธอชินกับการอยู่ในห้องบรรทมจนปรับตัวมานอนบนเตียงได้ก็เท่านั้น


        แต่สามวันมาแล้วเนียร์ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรม เธอยังคดตัวอยู่ใต้เก้าอี้ยาวตัวเดิมทั้งทีขาขวาเกือบจะหายสนิท ซ้ำบางคืนพระองค์รู้ด้วยว่าเธอไม่ได้หลับแต่ลอบมองตามการกระทำต่างๆ ของพระองค์ตลอดคืนจนบางครั้งก็ทำให้พระองค์รู้สึกเหมือนเลี้ยงสุนัขขี้ระแวงสักตัวไว้ในห้อง


        “ฝ่าบาทน่าจะปล่อยเจ้ามังกรออกไปบินเล่นข้างนอกบ้าง มันคงผ่อนคลายขึ้นและอาจสบายใจจนยอมขึ้นไปนอนบนจุดที่ฝ่าบาทอยากให้นอน” พ่อมดเฒ่าเสนอแทรกการทบทวนความทรงจำของราชาปีศาจ ทว่าข้อเสนอนั่นกลับทำให้พระพักตร์หล่อเหลาสะกดตาดูตึงขึ้นอย่างไม่เห็นด้วยฉับไว


“เนียร์คงเจออะไรเยอะมากในเมืองของกษัตริย์อาเกล และเป็นข่าวใหม่เกือบทั้งหมด ซ้ำข่าวเก่าที่อุตสาห์พยายามค้นหาก็ได้รู้แค่ครึ่งๆ กลางๆ เพราะคนที่รู้ไม่ยอมบอก นางน่าจะเครียดไม่น้อย ฉะนั้นนางควรได้พักบ้าง” คนสูงวัยกว่ารีบเอ่ยต่อก่อนอีกฝ่ายจะมีอะไรมาแย้ง แถมยังสะกิดราชาปีศาจในเรื่องที่พระองค์ไม่ยอมเล่าความจริงเกี่ยวกับเนลโล่ให้เนียร์ฟังทั้งหมดทั้งที่เธอทำตามสัญญาแล้ว


“ไม่ใช่ความจริงทุกเรื่องที่ควรรู้” ครั้งนี้สีพระพักตร์ของจอมมารเปลี่ยนเป็นเครียดขึงพร้อมอากาศในห้องที่ราวกับจะเยียบเย็นลง


ทว่าพ่อมดเฒ่ากลับยังคงโครงศีรษะอย่างไม่ทุกข์ร้อน แล้วว่า “เพราะเช่นนั้นฝ่าบาทจึงควรชดเชยอย่างอื่นให้นางบ้าง ก่อนที่นางจะเครียดจนบ้าตาย แล้วเผลอทำอะไรที่แย่กว่าการหนีฝ่าบาทไปมุดอยู่ใต้เก้าอี้...”


“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ”


เมอร์เชสต้องหันกลับไปมองด้านหลังกับเสียงเสียงหนึ่งที่เอ่ยแทรกขึ้นมาทั้งที่เขายังเอ่ยไม่จบคำดี ก่อนจะเห็นมหาดเล็กเวรประจำที่เฝ้าอยู่หน้าประตูมายืนก้มศีรษะอยู่ไม่ไกล แล้วครู่เดียวสุรเสียงทุ้มลึกทรงอำนาจจากราชาปีศาจจึงสวนถามผู้ที่เข้ามาใหม่แทน


“อะไร”


“ท่านหัวหน้ามหาดเล็กดิเรกขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” มหาดเล็กผู้เป็นคนแคระรายงานอย่างชัดถ้อยชัดคำ


ซึ่งราชาเลจินอฟใช่เวลาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนพยักพักตร์อนุญาต และไม่กี่อึดใจที่มหาดเล็กเวรประจำออกไป หัวหน้ามหาดเล็กที่รอเข้าเฝ้าอยู่ก็ก้าวเข้ามายืนก้มศีรษะให้ราชาของตน ขณะจอมมารก็ถามขึ้นก่อนเขาจะได้รายงาน


“มีอะไร”


พรายสูงวัยผู้มีนามดิเรกเงยหน้าหล่อเหลาที่ติดเคร่งเครียดและลำบากใจเล็กน้อยขึ้นมา ก่อนเขาจะตอบด้วยท่าทางลนลานเล็กๆ อย่างไม่สมฐานะหัวหน้ามหาดเล็กเท่าไหร่นักว่า


“กระหม่อมคิดว่าฝ่าบาทควรกลับไปดูเนียร์ อาเทนโน่ ที่ห้องบรรทมตอนนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”



                                                  ***************************



       

        การกลับเข้ามาในห้องบรรทมคราวนี้ทำให้ราชาปีศาจต้องยอมรับว่ามันสร้างความประหลาดใจให้พระองค์ได้ไม่น้อยจริงๆ  เพราะเมื่อก้าวพ้นประตูมาถึงใจกลางห้องกว้างสิ่งแรกที่รอต้อนรับอยู่ก็คือเก้าอี้ยาวซึ่งกลายเป็นแค่ซากไม้ไม่เหลือทรงเก่า โดยขาเก้าอี้และที่วางแขนแตกแยกออกจากกันไปคนละทาง ตัวเกาอี้ยาวถูกแยกส่วนไปหลายท่อน และส่วนที่ปุผ้าไหมมีรอยฉีกกระชากจากกรงเล็บใหญ่จนเศษผ้าและขนนกสีขาวกระจุยกระจายตามพื้นพรม


        โดยผู้ต้องหาที่ก่อเหตุยังคงยืนนิ่งก้มหน้าก้มตาอยู่ตรงเก้าอี้ยาวตัวปัญหาราวรอรับโทษของตัวเองอยู่ก่อนแล้ว และที่สำคัญกว่านั้นคือเธออยู่ในสภาพที่คนมองต้องเลิกคิ้วสูงอย่างทั้งประหลาดใจและมีคำถามไปพร้อมกัน เพราะเจ้าหล่อนราวกับจะแปลงร่างกลับไปเป็นมังกรแต่ทำได้แค่ครึ่งๆ กลางๆ จนร่างกายดูผิดแปลกไปหลายส่วน


“ดูเหมือนฝ่าบาทจะหมดปัญหาเรื่องเก้าอี้แล้ว” พ่อมดเฒ่าที่ตามมาด้วยอดกระซิบแซวจอมมารไม่ได้ เพราะชัดเจนแล้วว่าปัญหามังกรหนีไปนอนอยู่ใต้เก้าอี้ยาวตลอดสามคืนนั้นถูกแก้ไข้เรียบร้อยด้วยตัวเจ้ามังกรที่ว่าเองเสียแล้ว


        “เกิดอะไรขึ้น” ราชาเลจินอฟไม่ได้สนใจคำแซวนั่นแต่ถามเรียบกับผู้ก่อเหตุโดยตรงแทน


        และแม้สายพระเนตรเรียวคมจะไม่ได้ส่งรอยตำหนิหรือคาดโทษต่อการกระทำของเธอ ทว่าสีพระพักตร์ที่นิ่งเฉยอ่านยาก และสาเหตุที่ทำให้เธอต้องอยู่ในสภาพครึ่งๆ กลางๆ ราวสัตว์ประหลาดแถมทำลายข้าวของในห้องบรรทมเช่นนี้กลับทำให้มังกรสาวไม่กล้าจะตอบเท่าไหร่นัก... เธอไม่อยากบอกว่าตนฝันเรื่องอะไรจนเกิดเหตุแบบนี้


        “ขอ... อภัยเพคะ” เนียร์เริ่มจากการก้มศีรษะขอโทษราชาของตนเมื่อคิดได้ว่ามันเป็นอย่างแรกที่ควรทำ ก่อนจะใช้เวลาอีกอึดใจในการเลือกสรรค์คำอธิบายต่อไป แม้จะยังรู้สึกไม่เข้าใจในสิ่งตนทำลงไปนักก็ตาม “หม่อมฉัน... เอ่อ... หม่อมฉันคิดว่า... ตัวเอง... น่าจะฝัน”


        “ฝัน?” พระพักตร์งดงามเกินบุรุษใดมุ่นหัวคิ้วขึ้นนิดยามย้ำสิ่งที่ได้ฟังราวต้องการคำตอบที่ชัดเจนกว่านี้


        “... เพคะ” เธอพยักหน้าลำบากใจทีหนึ่งด้วยความลังเลไม่เปลี่ยน


        “เจ้าละเมอ?” ราชาเลจินอฟหยั่งเชิงด้วยสายพระเนตรที่หรี่ลงคาดคั้นเมื่ออีกฝ่ายยังไม่อธิบายอะไรให้กระจ่างกว่าเดิม


        ซึ่งเนียร์ก็ยังก้มมองพื้นพรมอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยรับคำของจอมมาร “... คิดว่า ใช่เพคะ”


ราชาเลจินอฟหยุดเงียบงันมองท่าทางการยอมรับผิดอย่างไม่มีข้อแก้ตัวของมังกรตรงหน้าแต่กลับไม่ยอมบอกอะไรพระองค์มากไปกว่านั้น


และนั่นทำให้ผู้เป็นจอมมารจำต้องไล่สายพระเนตรสำรวจอีกฝ่ายอย่างพินิจ เริ่มตั้งแต่เขาสามคู่สีงาช้างใต้กลุ่มผมสีดำ และเลยลงไปยังปีกพังผืดที่หุบแนบอยู่ด้านหลัง ก่อนจะสะดุดกับเสียงเคลื่อนไหวไปมาบนพื้นจนต้องก้มดูและถึงพบหางมังกรสีดำใต้กระโปรงของเนียร์ที่ยาวลอดออกมา พร้อมกำลังสะบัดปลายครีบสีครามถี่เร็วเหมือนกำลังกังวลใจอะไรบางอย่าง


และเมื่อมองไปยังมือข้างขวาที่กลายเป็นกรงเล็บใหญ่โตใต้เกล็ดดำเงา ราชาปีศาจก็ยังเห็นอีกว่าแม้มือข้างนั้นจะกลายเป็นกรงเล็บของสัตว์ร้ายน่าหวาดหวั่น ทว่ากลับแอบสั่นน้อยๆ จนเจ้าของมือต้องกำไว้เพื่อป้องกันการแสดงอาการออกไป


ท่าทางทั้งหมดนั้นทำให้ผู้เป็นจอมมารต้องเคลื่อนดวงเนตรกลับไปยังศีรษะที่ก้มต่ำของเนียร์ จับจ้องใบหน้าด้านขวาที่มีเกล็ดมังกรพาดผ่านไปทั้งซีกจนถึงลำคอ แล้วลอบเห็นว่าในดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลึกที่นัยน์ตาดำกลายเป็นเส้นขีดแบบสัตว์ป่าเต็มขั้นนั้นซ่อนรอยวิตกและความสับสนไว้


        “มานี้ซิ”


        เนียร์ตวัดหน้าฉับขึ้นกับคำสั่งสั้นๆ จากจอมมารที่เอ่ยแทรกความเงียบมา ก่อนเธอจะเห็นพระพักตร์เคร่งขรึมจริงจังของราชาเลจินอฟที่ส่งมา แล้วตามด้วยรับสั่งซ้ำที่เด็ดขาดกว่าเดิม


        “เดินเข้ามา”


        เหมือนกลับมาอยู่ในสถานการณ์เดิมที่เธอเคยโดนคำสั่งเช่นนี้จากราชาปีศาจมาก่อน และนั่นทำให้เนียร์ลังเลเพราะยังจำได้ว่าครั้งล่าสุดโดนอะไรเข้าไป กระนั้นไม่กี่วินาทีต่อมาเธอก็ก้าวขาช้าๆ ออกไปก้าวแรก ก่อนก้าวที่สองจะกลับเข้าจังหวะการเดินปกติของตนเพื่อไปหยุดยืนอยู่เบื้องพระพักตร์ของราชาเลจินอฟเช่นคนเป็นทหารพึงกระทำ


        ทว่าวรองค์สูงสงสง่าและแข็งแกร่งเกินชายใดนั่นกลับทำให้เนียร์รู้สึกว่าตัวหดเล็กลง คล้ายวรกายสูงใหญ่นั่นจะท้วมทับทุกครั้งที่เข้าไปยืนอยู่ตรงเบื้องพระพักตร์ ทั้งที่เธอก็ไม่ได้ตัวเล็กและสูงกว่าสิ่งมีชีวิตเพศหญิงส่วนใหญ่ ทว่าพระองค์ก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ ได้ง่ายดาย โดยเฉพาะเมื่อมีชนักปักหลังตนอยู่แบบนี้ด้วยแล้ว


        แต่แล้วร่างกายที่เกร็งนิดๆ กลับเปลี่ยนเป็นสะดุ้งแทนเมื่ออยู่ๆ ราชาเลจินอฟยกพระหัตร์ขึ้นช้อนใต้ค้างและดึงใบหน้าเธอเข้าหาฉับไว จนคนถูกดึงต้องก้าวประชิดตามเพื่อไม่ให้ตัวเองล้ม และนั่นส่งผลให้เนียร์ต้องมาชะงักกายอยู่ชิดอกกว้าง


ก่อนวินาทีต่อมาหัวใจคนเป็นมังกรจะร่วงหล่นลงตาตุ่ม พร้อมความร้อนที่พุ่งขึ้นมาบนหน้าจนหูตาอื้ออึ้งไปชั่วขณะ เมื่อหลังการถูกดึงตัวอย่างฉับพลันจนเกือบชนกับวรองค์สูงสง่า ราชาปีศาจก็ก้มตัวลงมา พร้อมเอี้ยวลำคอเพื่อโน้มพระพักตร์คมคายนั่นเข้าที่ข้างใบหูซ้ายเธอ และเข้าใกล้จนคล้ายว่าพระองค์จะประทับจูบที่แก้มข้างนั้น หากพระองค์ก็หยุดนิ่งไปก่อนริมฝีปากหยักลึกนั่นจะมาถึงจริงๆ


ซึ่งสิ่งทำให้เนียร์รู้สึกตัวเกร็งแน่นมากกว่าสัมผัสอุ่นจากพระหัตร์เรียวแข็งแรงและวรกายแกร่งกับกลิ่นกุหลาบอ่อน คือสายตาสองคู่ที่ยืนดูเธอกับราชาเลจินอฟอยู่ไม่ไกล เพราะปกติแม้เธอจะตกอยู่ในสถานการณ์ชวนกระอักกระอ่วนใจเช่นนี้ แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีแค่เธอกับพระองค์เท่านั้นที่รับรู้ ทว่าเวลานี้มันไม่ใช่ มันมีคนอื่นยืนดูเธอกับพระองค์อยู่ด้วย!


        และนั้นคือพ่อมดเฒ่าที่ยืนอยู่ด้านขวามือของจอมมารซึ่งเลิกคิ้วขึ้นนิดแทบจะทันทีกับการกระทำของพระองค์ แม้จะไม่มีท่าทีอะไรมากกว่านั้น แต่ก็ชัดเจนว่ามีปฏิกิริยากับความใกล้ชิดของมังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์กับจอมมารแห่งเทเนบรีสไม่มากก็น้อย และคนที่สองคือหัวหน้ามหาดเล็กที่ยืนอย่างสงบนอบน้อมอยู่ไม่ไกลนัก เขาดูนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยจนแสดงออกทางสีหน้าชั่วขณะเช่นกัน ก่อนไม่กี่วินาทีจะรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นนิ่งเรียบเช่นเดิมให้สมฐานะหัวหน้ามหาดเล็ก ทำเหมือนว่าไม่เห็นสิ่งใด


        เนียร์ไม่อยากคิดว่าราชาเลจินอฟทำเช่นนี้เพื่อกดดันตนเอาคำตอบที่แท้จริง เพราะพระองค์รู้จุดอ่อนของเธอดีเรื่องความใกล้ชิดและเพิ่มความน่าอึดอัดด้วยการให้คนอื่นมายืนจ้องมอง แต่แม้ไม่อยากจะคิดทว่าเธอก็หนีความจริงไม่พ้นเมื่อสุรเสียงทุ้มลึกของราชาเลจินอฟเอ่ยขึ้นแนบหู


        “แล้วมันทำให้เจ้าเป็นแบบนี้ด้วยงั้นสินะ” เป็นคำถามคาดคั้นที่มาพร้อมพระหัตร์เรียวแข็งแรงซึ่งลูบผ่านเกล็ดสีดำเงาที่ผิวแก้มของเธอ จนเนียร์จต้องสะท้านกายวูบหนึ่งยามรู้สึกถึงนิ้วเรียวยาวที่กรีดผ่านรอยแยกของเกล็ดแต่ละแผ่นที่ใบหน้าตนอย่างอ้อยอิ่ง ราวจงใจหยอกล้อเธอ ก่อนเธอจะกลั้นใจตอบออกไปว่า


        “ตอนตื่นขึ้นมา หม่อมฉัน... ก็อยู่ในสภาพนี้แล้ว...” เธอหยุดคำพูดแค่นั้น และหลุบตาต่ำหนีสายพระเนตรคู่เรียวคมด้วยท่าทางหนักใจแทนความอึดอัดขัดเขินอย่างในตอนแรก พลางสารภาพเสียงเบาลงกว่าเดิม “และตอนนี้ก็ยัง... เปลี่ยนกลับไม่ได้เพคะ”


        พระหัตร์บนข้างแก้มชะงักไปนิด ราชาเลจินอฟเลิกคิ้วเล็กน้อยดูประหลาดใจชั่วขณะหนึ่ง หากก็ไม่ได้ดูเดือดร้อนกับสภาพครึ่งๆ กลางๆ ที่ยังเปลี่ยนกลับไม่ได้ของเนียร์ แต่ในเวลาเดียวกันนั้นเมอร์เชสที่ยืนฟังอยู่ด้วยกลับเอ่ยสวนขึ้นมาแทนว่า


        “มันเป็นเพราะอารมณ์ความรู้สึกเจ้าน่ะ” 


        เนียร์เงยหน้าขึ้นไปเอียงศีรษะมองร่างในชุดคลุมสีมอซอด้วยสายตามีคำถามทันใด ซึ่งพ่อมดเฒ่าก็อธิบายต่อ


“มังกรอย่างพวกเจ้า โดยเฉพาะกับตัวเจ้าที่มีสัญชาตญาณของมังกรสูง เวลาอารมณ์พลุ่งพล่านจนถึงขีดสุด ซ้ำอยู่ใน ช่วงเวลาที่ไม่มีสติ สัญชาตญาณดิบในตัวเจ้าจะเป็นฝ่ายสั่งงานร่างกายเจ้าแทนสมอง ดังนั้นเมื่อเจ้าถูกกระตุ้นในขณะไร้สติสัมปะชัญญะ อารมณ์ที่ตื่นตัวอย่างรุนแรงจะสั่งให้ร่างกายเจ้าป้องกันตัว โจมตี หรือต่อสู้เองตามธรรมชาติ ฉะนั้นมันจึงเกิดผลอย่างที่เห็นอยู่ มีบางส่วนที่กลายเป็นมังกรทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ”


“และตอนนี้ที่อารมณ์เจ้ายังคงไม่มั่นคง จึงทำให้ร่างกายไม่ทำตามคำสั่ง เจ้าจึงยังเปลี่ยนร่างตามใจไม่ได้... แต่ไม่ต้องห่วง เมื่อผ่อนคลายและมีสติมากกว่านี้ เจ้าจะควบคุมมันได้เหมือนเดิม... แค่ตอนนี้สัญชาตญาณพื้นฐานยังทำงานแทนเจ้าอยู่”


สิ่งที่ได้ฟังทำให้เนียร์ต้องใช้มือข้างปกติของตนยื่นไปแตะบนกรงเล็บสีดำของมือขวาที่ยังสั่นไม่หาย ราวเป็นเครื่องยืนยันว่าอารมณ์ของเธอยังไม่นิ่งพอจะควบคุมอะไรได้ และคล้ายว่ามีบางส่วนของเธอที่ยังไม่กลับมาจากความฝันนั่น... หรือในนิมิตเมื่อสามร้อยปีก่อน...


“ทีนี้ประเด็นก็คือ นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นง่ายๆ” 


เนียร์ต้องสะดุ้งเล็กน้อยกับประโยคใหม่ที่เกริ่นขึ้นมาของเมอร์เชส และสิ่งที่เขากล่าวขึ้นใหม่อีกครั้ง


“กับมนุษย์ทั่วไป นี่มันก็ไม่ต่างจากการฝันร้ายและละเมอ แต่กับมังกรที่มีภาวะอารมณ์มั่นคงกว่าทำให้เกิดการนอนหลับฝันน้อยกว่ามาก ซ้ำมีสัมผัสที่ว่องไว แม้ยามหลับก็สามารถรับรู้สิ่งรอบกายได้จนสามารถจะตื่นได้ทันทีหากรู้สึกถึงความผิดปกติเพียงเล็กน้อย ดังนั้นจึงไม่น่าจะหลับลึกแล้วฝันจนเกิดการเปลี่ยนร่างฉับพลันพร้อมทำลายข้าวของแบบนี้ได้ง่ายๆ เพราะปกติทั่วไปเจ้าก็คงสะดุ้งตื่นก่อน และไม่มีทางจะไม่รับรู้ว่ามีบางอย่างถูกทำลายตรงหน้าจนมันพังยับเยินเช่นนี้”


ครั้งนี้เป็นจอมมารที่เงยกายขึ้นเต็มความสูง แล้วก้มมองมังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์ด้วยสายพระเนตรที่หรี่แคบจับพิรุจพร้อมเอ่ยต่อคำพูดของคนจรแห่งเทเบบริสด้วยสุรเสียงเนิบช้าที่ฟังหนาวเย็นเล็กน้อย


“และนั่นทำให้น่าสนใจว่าเจ้าฝันอะไร”


เนียร์ยืนเงียบงันไปหลังถูกทั้งจอมมารและพ่อมดจ้องตรงมาอยากต้องการคำตอบ แต่เธอรู้สึกว่ามันยากลำบากที่จะอธิบายออกไป อาจเพราะเธอไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตนฝัน มันเป็นแค่ฝันที่ไม่มีความหมายใดๆ แล้วเธอละเมอไปเอง ซึ่งมันอาจเป็นเรื่องไร้สาระเกินกว่าจะเป็นหัวข้อที่เอามาถกกัน หรือถ้ามันจะมีอะไรซ่อนอยู่ในความฝันนี้ของเธอ เธอก็ไม่อยากให้มันสร้างปัญหาในเวลาที่ปัญหามันมีมากเกินอยู่แล้ว... เธอไม่อยากให้เรื่องของตัวเองเป็นเรื่องใหญ่โดยไม่จำเป็น


และนั่นคือสาเหตุที่เนียร์ไม่อยากเล่ามันออกไปโดยตรง จนให้คำตอบไปอย่างไม่เต็มเสียงและฟังเก้กังจนน่าขายหน้า


“คงเพราะหม่อมฉัน... เอ่อ... ดูรูปวาดของราชาลิโอเนล... แล้วราชาลิโอเนลทรงมีบรรยากาศแบบที่หม่อมฉัน เอ่อ แบบทีเหมือนทายาทของพระองค์ ... มันเลย...”


“เจ้าฝันถึงใคร” ราชาปีศาจต้องเอ่ยดักคำ เมื่อเจ้ามังกรตรงเบื้องพระพักตร์อ้อมค้อมเกินไป


เนียร์พลันสะอึกเงียบไปทันใดกับคำถามทรงอำนาจที่ฟังเด็ดขาดเหมือนคำสั่ง ซึ่งนั่นก็ทำให้เธอจำใจต้องตอบออกไปในที่สุด “... กษัตริย์... อาเกล...” เธอเว้นช่วงคำเล็กน้อย แล้วอ้อมแอ้มต่อว่า “เรื่องของกษัตริย์อาเกล ในนิมิตที่หม่อมฉันเห็น”


“ตอนไหน”


เนียร์สูดหายใจลึกอย่างจำนนอีกหน “ตอนที่... พระองค์ปลิดชีพตัวเอง... และหม่อมฉัน... ทำได้แค่ดู”


ประโยคช่วงท้ายนั้นสร้างความเงียบให้ห้องบรรทมหรูหราชั่วอึดใจ ราชาเลจินอฟที่ยืนก้มมองร่างเล็กกว่าในรูปลักษณ์มังกรครึ่งๆ กลางๆ ไม่ได้เอ่ยอะไรที่คาดคั้นอีกฝ่ายอีก ขณะเมอร์เชสถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนระอากับสิ่งที่เนียร์ตอบ


“เจ้ารู้ใช่ไหมว่าเรื่องของอาเกลเกิดขึ้นตั้งแต่เจ้ายังไม่เกิด” สุรเสียงทุ้มลึกที่มีความเข้มติดดุเอ่ยขึ้นเหนือหัวหลังพระองค์เว้นช่องว่างในอากาศอยู่หลายอึดใจ


มังกรสาวรู้สึกจุกในลำคอกับคำพูดนั้น ก่อนจะเลือกพยักหน้ารับเบาๆ ตอบรับทว่าไม่ได้สบกลับสายพระเนตรเฉียบคมนั่น “เพคะ...”


“เจ้าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง หรือส่วนเกี่ยวข้องในการตายของเขา” พระองค์ยังคงย้ำเตือน


“เพคะ หม่อมฉันแค่...”


“มันเป็นแค่ภาพจำลองที่อาเกลทิ้งไว้ก่อนตายให้ทายาทของเขามาดู”


คำพูดที่มีต้องกลืนลงคอฉับพลันเมื่อราชาเลจินอฟยังคงสำทับแทรกมาอย่างเฉียบขาดเน้นหนัก ทว่าบางอย่างที่ตกค้างมาจากการเข้าไปในนิมิตของกษัตริย์พ่อมดผู้นั้นกลับยังฝังแน่นในจิตใต้สำนึกเธอ และมันทำให้เธออดจะแย้งออกไปไม่ได้ว่า


“หม่อมฉันทราบเพคะ... หม่อมฉันแค่...หม่อมฉันแค่รู้สึกว่ามัน... เป็นความจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้าตัวเอง...”


“ซึ่งมันไม่จริง” เป็นอีกครั้งที่ราชาปีศาจย้ำเตือนเฉียบเร็ว


และครั้งนี้เนียร์หมดคำโต้เถียง แม้ส่วนหนึ่งในตัวยังคงอยากแย้งออกไป แต่ความเป็นจริงนั้นเธอรู้ดีแก่ใจว่าเหตุการณ์ของกษัตริย์อาเกลเป็นเพียงของจำลองที่เธอแค่เข้าไปดู ไม่มีอะไรมากหรือน้อยกว่านั้น... 

    

“เพคะ” มังกรสาวยอมรับ ทว่าเพียงครู่เดียวเธอกลับตัดสินใจเงยไปขออนุญาตบางอย่างกับราชาของตนว่า “คือว่า... วันนี้... หม่อมฉัน ขอไปพบเจ้าหญิงวอร์เรน... ได้ไหม... เพคะ”


ราชาเลจินอฟดูแปลกใจกับคำขอครั้งนี้ของทหารฝึกหัดของพระองค์ ก่อนพระองค์จะจ้องลึกเข้าไปนัยน์ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลึกเพื่อหาบางอย่าง และเมื่อพบสิ่งผิดปกติในดวงตาคู่โตจนโดดเด่นบนเครื่องหน้าทั้งหมดนั่น พระองค์ก็เอ่ยเด็ดขาดขึ้นว่า


“ไม่ใช่วันนี้ และเจ้าคงรู้แก่ใจดีว่าไม่ใช่ในสภาพนี้”


เนียร์ก้มมองดูตัวเองที่ยังอยู่ในสภาพของสัตว์ประหลาด หากครู่ต่อมาก็ยังเอ่ยขอขึ้นใหม่ว่า “แล้วถ้าหม่อมฉันจัดการตัวเองได้แล้ว ขอพบได้ไหมเพคะ นางยังไม่รู้ว่าหม่อมฉันกลับมา แล้วนี่ก็หลายวันแล้ว นางคงกำลังกังวล...”


“ไม่ใช่วันนี้” เป็นคำตอบชัดเจนจากสุรเสียงทรงอำนาจ ก่อนพระองค์จะยอมผละมือออกจากแก้มของเนียร์ในที่สุด และหันไปสั่งที่หัวหน้ามหาดเล็กแทน “ไปตามพวกนางกำนัลมา แล้วนำเสื้อผ้าตัวใหม่มาให้นางเปลี่ยนด้วย”


“พ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้ามหาดเล็กดิเรกก้มศีรษะรับคำสั่ง และก้าวถอยออกไปทันที


และหลังร่างสูงของพรายสูงวัยจากไป ราชาเลจินอฟก็ก้มกลับมามองที่เนียร์อีกครั้ง พร้อมอีกหนึ่งคำสั่ง


“ส่วนเจ้า รอพวกนางกำนัลมา แล้วไปที่สระน้ำอุ่น จัดการตัวเองให้สงบ แล้วกลับมาหาข้า... เรามีเรื่องต้องคุยกัน”



                                                ***************************



 

        ไม่นานหลังหัวหน้ามหาดเล็กหายไป เขาก็กลับมาพร้อมนางกำนัลสี่ตนที่รออยู่หน้าห้องบรรทม ก่อนเนียร์จะต้องตามเหล่านางกำนัลที่ถูกเรียกตัวมาไปยังสระน้ำอุ่นตามรับสั่งของราชาเลจินอฟ และเมื่อในห้องหรูหรามีเพียงจอมมารและพ่อมดเฒ่า สุรเสียงทุ่มลึกจึงเปิดบทสนทนาขึ้น


“มันส่งผลกับนาง” พระองค์หันไปมองยังใบหน้าเหี่ยวย่นของเมอร์เชสด้วยสีพระพักตร์เคร่งเครียดจนเกือบดูน่าขนลุก พร้อมสำทับ “เรื่องของอาเกลที่นางเห็น”


คนจรแห่งเทเบนริสที่กำลังเกาใต้คอให้เจ้านกนางแอ่นสีขาวที่ไหล่ขวาตนเพียงระบายลมหายใจ และเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “นั่นคือเหตุผลว่าทำไมควรจะเป็นทายาทเท่านั้นที่ได้ดูอดีตของเขา”


“อาจเป็นคำสาป” ราชาเลจินอฟมุ่นหัวคิ้วขึ้นทบทวนความเป็นไปได้


“กระหม่อมยังไม่แน่ใจ ถ้ายังไม่ได้ตรวจสอบ... นางเคยฝันก่อนหน้านั้นไหม” เมอร์เชสยอมละมือจากนกน้อยแล้วหันมาสอบถามอย่างจริงจัง


“ไม่... นี่ครั้งแรก”


“งั้นมันอาจเป็นแค่ความรู้สึกผิดที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของมังกรของเรา” เขาว่า “ฝ่าบาทน่าจะรู้ว่านางอ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้ เนียร์มักจะโทษตัวเองในเรื่องต่างๆ เวลาเกิดความผิดพลาด แม้แต่เรื่องที่นางแทบไม่เกี่ยวข้องก็ตาม ซึ่งการที่นางเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวของกษัตริย์อาเกลขนาดนั้น มันคงไม่แปลกที่นางจะฝังใจว่าตนคือส่วนหนึ่งและช่วยเหลืออะไรพระองค์ไม่ได้ทั้งที่เห็นอยู่ตรงหน้า แล้วเก็บมันมาฝัน ซ้ำเติมความรู้สึกผิดของตัวเองให้มากขึ้นจนกว่าจะหาทางแก้ไขได้”


“งั้นจะบอกว่ามันไม่ใช่คำสาป” ดวงเนตรสีอ่อนหรี่แคบ


“ยังไม่แน่ ที่นางเพิ่งมาฝันเมื่อคืนอาจเพราะนางไม่มีสติจากอาการบาดเจ็บสาหัส จึงอ่อนเพลียเกินกว่าจะรับรู้สิ่งใด ทำให้ไม่มีอะไรเข้าไปแทรกแซงได้ แต่เมื่อนางเริ่มดีขึ้น สมองผ่อนคลายมากพอจะเปิดรับสิ่งเร้ารอบตัวเลยทำให้คำสาปที่เกี่ยวกับความทรงจำนั้นทำงานได้ นางจึงเริ่มฝันเอาเมื่อคืนเป็นครั้งแรก” คนสูงวัยกว่าไหวไหล่ข้างหนึ่งอย่างคิดไม่ตก “เอาว่ากระหม่อมจะตรวจสอบดู เพราะถ้าเป็นคำสาปที่ตกค้างจากในนิมิตของกษัตริย์อาเกลจริง ฝ่าบาทก็คงไม่สามารถจัดการกับเวทมนต์ของทายาทเจ้าชายดิมาร์คัสได้ง่ายๆ”


ราชาเลจินอฟสูดหายใจลึกแล้วผอนออกยาวอย่างไม่สบอารมณ์นักกับข้อสรุปของพ่อมดเฒ่า “งั้นคงดีถ้าเป็นคำสาป”


เมอร์เชสเลิกคิ้วสูงกับคำเปรยนี้ของราชาเลจินอฟ แล้วจำต้องถามกลั้วหัวราะ “กระหม่อมไม่ได้หูฝาดใช่ไหม”


“ไม่” สุรเสียงทุ้มต่ำตอบชัด “เพราะถ้าเป็นคำสาป แค่หาวิธีแก้ทุกอย่างก็จบ แต่ถ้าเป็นความรู้สึกจริง...” พระพักตร์คมสื่อความยุ่งยากใจออกมาอย่างที่น้อยครั้งจะได้เห็น ก่อนจะกล่าวต่อ “มันจะยุ่งยากจนน่าหงุดหงิดเลยล่ะ”


“ทำไมพระองค์คิดเช่นนั้น”


“นางกำลังมองอาเกลซ้อนทับกับวอร์เรน”


เมอร์เชสแทบร้องอาเบาๆ อย่างเข้าใจในคำตอบของราชาปีศาจ ขณะคิดถึงตอนที่อยู่ๆ มังกรสาวก็ขอราชาของตนไปหาเจ้าหญิงมนุษย์อย่างผิดสถานการณ์ขึ้นมาได้


“แล้วถ้าเนียร์คิดว่าหัวใจของเจ้าหญิงวอร์เรนตอนนี้เป็นของกษัตริย์อาเกล ซ้ำด้วยการเป็นสายเลือดของทายาทจอมมารและพ่อมดเฒ่าที่เศร้าโศก ความรู้สึกรักและอยากปกป้องที่มีต่อเจ้าหญิงก็จะยิ่งทบทวีขึ้น นางจะหมกมุ่นหาวิธีช่วยคนที่ไม่สามารถหาทางช่วยได้อีกแล้วอยู่เช่นนั้น... อือ... กระหม่อมเข้าใจว่าฝ่าบาทหมายถึงอะไร” พ่อมดเฒ่าขยายความเนิบช้าในสิ่งที่จอมมารจะสื่อ


ขณะราชาปีศาจเอ่ยเฉียบขาดราวเป็นคำตัดสินต่อว่า “นางไม่ควรรักวอร์เรนมากไปกว่านี้”


“หม่อมฉันรู้สึกไปเองรึเปล่าว่านั่นฟังดูมากกว่าความหึงหวง” พ่อมดเฒ่าอดตั้งข้อสงสัยกลับมาอย่างเสียไม่ได้


หากราชาเลจินอฟกลับเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นใหม่อย่างเคร่งขรึมจนเกือบเป็นตึงเครียดเนิบช้าว่า


“บลูไฟเออร์ตัวสุดท้าย จะต้องไม่แตกสลายอีก”


“นางไม่ได้เปราะบางขนาดนั้น ฝ่าบาทก็รู้” คู่สนทนาสูงวัยยิ้มบางด้วยสายตาสีเทาที่อ่อนโยนขึ้น “กระหม่อมเคยบอกแล้วว่าฝ่าบาทจะปกป้องนางเหมือนไข่ในหินตลอดกาลไม่ได้... สิ่งที่รอนางอยู่ นางไม่มีวันหนีมันพ้น และฝ่าบาทก็ไม่สามารถปิดตานางได้ตลอดกาลด้วย โดยเฉพาะเมื่อนางยังไล่ตามเงาของพ่ออยู่แบบนี้”


“เจ้าไม่ได้อยู่ที่นั่นเมื่อร้อยปีที่แล้ว” ราชาปีศาจพลันย้อนเฉียบเย็น


หากคนเป็นพ่อมดกลับกล่าวต่อทันทีด้วยรอยยิ้มไม่เปลี่ยนว่า “แต่กระหม่อมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”


วรองค์สูงสง่าหยุดค้างไปชั่วขณะ ชัดเจนว่าพระองค์แปลกพระทัยไม่น้อยกับสิ่งที่ได้ยินจากอีกฝ่าย ทว่าไม่นานก็หมุนวรกายช้าๆ หันไปมองคนสูงวัยกว่าจนกลายเป็นการเผชิญหน้ากัน ก่อนสุรเสียงทุ้มลึกที่เย็นชากว่าที่ผ่านมาจะกล่าวขึ้นใหม่เนิบนาบกดลึก พร้อมบรรยากาศที่หนาหนักกว่าที่ผ่านมา


“ใช่... ดูเหมือนเจ้าจะรู้ทุกเรื่อง และอยู่ในทุกเหตุการณ์ที่ไม่ควรอยู่เสมอ เหมือนในวาร์เทเรียเมื่อสามร้อยปีที่แล้ว” ดวงเนตรสีอ่อนคู่คมกล้าเริ่มฉายแสงเรืองวาวน่าหวาดหวั่นให้แก่พ่อมดตรงเบื้องพระพักตร์ ซ้ำหยั่งเชิงด้วยคำถามที่ฟังเคลือบแคลงเหยียบเย็นโดยไม่ปิดบังออกไป “เจ้ารู้มาตลอดว่าใครเป็นคนทำให้ มันแผงฤทธิ์ออกมาได้เมื่อร้อยปีที่แล้ว”


เมอร์เชสที่รับรู้ถึงสายพระเนตรกดดันและกรีดลึกจากจอมมารเพียงพยักหน้าทีหนึ่งอย่างไม่ทุกข์ร้อน “พ่ะย่ะค่ะ”


“และไม่เคยพูด”


“ฝ่าบาทก็รู้ว่ากระหม่อมเป็นอะไร และเหตุใดถึงพูดไม่ได้”


“ปัญหาคือ ข้าไม่เคยเป็นผู้แลกเปลี่ยน จึงไม่รู้ว่าพวกเจ้าพูดไม่ได้จริงๆ หรือไม่ยอมพูดกันแน่” พระองค์ยังไล่ต้อนด้วยอายความไม่ไว้วางใจและกดดัน “และที่น่าตลกคือชั่วชีวิตข้ารู้จักผู้แลกเปลี่ยนแค่คนเดียว นั่นก็คือเจ้า จึงไม่มีผู้แลกเปลี่ยนอื่นใดมาช่วยยืนยันในเรื่องนั้น... ข้าจะรู้ได้ยังไงว่าความจริงเจ้าอยู่ฝ่ายไหน”


“ไม่ใช่ทั้งฝ่าบาทหรือพระเจ้าใต้โลกหรอกพ่ะย่ะค่ะ” คนเป็นพ่อมดตอบฉับไวไม่มีความลังเลเหมือนมันไม่สำคัญอะไร


“... ตรงดี” พระพักตร์คมหล่อเหลาเลิกคิ้วขึ้นข้างนิด ยอมรับว่าไม่คิดจะได้คำตอบแบบนี้เท่าไหร่นัก ทว่าก็ไม่วายจะย้อนถาม “งั้นใคร”


“แค่บลูไฟเออร์” เมอร์เชสตอบชัดอีกหน และครั้งนี้ยกมือเหี่ยวย่นไปลูบใต้คางนกนางแอ่นบนไหล่ตนเพื่อเอาใจมัน พลางสำทับอีกครั้ง “กระหม่อมแค่อยู่ฝ่ายบลูไฟเออร์... นั่นคือสิ่งที่กระหม่อมพอจะบอกได้”


“เจาะจงกว่าที่คาด” จอมมารงึมงำกับพระองค์เอง พลางหรี่สายพระเนตรมองชายชราราวค้นหาอะไรสักอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ใบหน้าใจดีและคำตอบชัดเจนแต่ยังคงกำกวงเหล่านั้น ทว่าไม่กี่อึดใจพระองค์ก็ต้องหยุดการกระทำลง เมื่อเมอร์เชสหันมากล่าวขึ้นใหม่ด้วยประเด็นอื่นแทน


“ยังไงก็แล้วแต่ เรื่องเนียร์กระหม่อมจะตรวจสอบให้ ส่วนฝ่าบาทควรต้องไปจัดการเรื่องงานแต่งตั้งยศให้พร้อมก่อนจะถึงวันงานในอีกสามวันจะดีกว่า”


“แล้วยังไง” ราชาปีศาจต้องย่นหัวคิ้วฉับพลัน สงสัยว่าทำไมพ่อมดเฒ่าถึงเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเสียเฉยๆ 

 

ซึ่งชายแก่ก็เพียงไหวไหล่ขึ้นข้าง แล้วโคลงศีรษะกล่าวต่อราวมันเป็นเรื่องชวนหัวเล็กๆ ว่า


“ก็แขกคนสำคัญกำลังทยอยมา และแน่นอนว่าไม่ใช่แขกทุกคนที่ปลื้มกับอัศวินชั้นพิเศษคนใหม่... โดยเฉพาะถ้ารู้ว่าเป็นบลูไฟเออร์... ไม่สิ คงจะหงุดหงิดยิ่งกว่าถ้ารู้ว่าเป็นแค่ครึ่งบลูไฟเออร์น่ะ”



                                                       ********************



 

       ร่างบอบบางสี่ร่างในชุดกระโปรงโปร่งเบาที่เดินนำอยู่ด้านหน้ายังคงมีแต่ความเงียบตั้งแต่ออกมาจากหน้าห้องบรรทมของจอมมารแห่งเทเนบริส ขณะสิ่งเดียวที่สะท้อนอยู่รอบกายพวกเธอคือเสียงรองเท้าสนเตี้ยที่ก้าวตามกันด้วยจังหวะสม่ำเสมอ 


สงบและพร้อมเพรียง


เนียร์อดคิดและชื่นชมกลุ่มคนที่เดินนำหน้าอย่างเสียไม่ได้ เพราะเนียร์พอจะเดาออกว่าพวกเธอคงมีคำถามมากมาย พร้อมทั้งแปลกใจและตกใจที่เห็นทหารฝึกหัดยศต่ำสุดออกมาจากห้องบรรทมของราชาเลจินอฟ พื้นที่หวงห้ามมากที่สุดในปราสาทแห่งนี้ ซ้ำยังโผล่มาในรูปลักษณ์ครึ่งๆ กลางๆ จะคนก็ไม่ใช่จะมังกรก็ไม่เชิง ที่สำคัญยังต้องเตรียมเสื้อผ้าและพาเจ้ามังกรที่ว่าไปอาบน้ำตามรับสั่งจากประมุขของอาณาจักรอีกด้วย


แต่ไม่นานภาพหลังบอบบางของกลุ่มนางกำนัลที่นำหน้าอยู่กลับค่อยๆ หายไปจากสายตาเนียร์และเปลี่ยนเป็นพื้นพรมสีน้ำเงินเข้มพร้อมปลายเท้าของเธอเองที่ก้าวช้าๆ ไปข้างหน้า สลับซ้ายขวาไปมาด้วยระยะก้าวเท่ากัน จนเป็นภาพซ้ำๆ ที่สร้างความรู้สึกให้ล่องลอยออกไป พร้อมดึงความคิดเธอให้จมกลับลงไปยังเรื่องราวในความฝันของกษัตริย์เฒ่า...


        เรื่องราวในนิมิตวนกลับขึ้นมาเหมือนตะกอนที่ถูกกวนจนขุ่นขลัก โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายของชีวิตของราชาพ่อมดที่เข้มข้นและหมุนซ้ำไปมาในหัว มันแปลกที่ทุกอย่างในนิมิตนั้นชัดยิ่งกว่าความทรงจำ หลุมที่อยู่กลางอกลึกและกว้างขึ้นเรื่อยๆ ราวพยายามบอกเธอว่าต้องหาบางอย่างมาอุดช่องโหว่นี้... อุดความรู้สึกผิดที่กำลังแผ่ขยายออกไป อุดเสียงครวญครางที่บอกว่าทุกอย่างนี้มันต้องถูกแก้ไข


เธออยากหาทางแก้ไขมัน... แก้ไขตอนจบที่เลวร้ายนั่น หาทางให้ราชาพ่อมดหลุดจากคำสาปของผู้แลกเปลี่ยน และหากความเป็นไปได้ที่เมอร์เชสเคยพูดถึง ว่าเศษเสี้ยวของวิญญาณของผู้แลกเปลี่ยนอาจยังหลงเหลืออยู่ในชิ้นส่วนที่พวกเขาสละออกมาเพื่อกลายเป็นผู้แลกเปลี่ยนนั้นเป็นเรื่องจริง ก็อาจหมายถึงว่าตัวตนของกษัตริย์อาเกลน่าจะยังมีอยู่ภายในหัวใจของพระองค์ที่ดึงออกไป และหากเจ้าหญิงวอร์เรนคือผู้กุมหัวใจของพระองค์ไว้จริง มันก็จะแปลได้ว่าเธอมีตัวตนของราชาพ่อมดเจือปนอยู่


ซึ่งข้อสงสัยนี้ของเนียร์มันก็กระตุ้นให้เธออยากพบเจ้าหญิงน้อยมากขึ้นเพื่อพิสูจน์ และยังเหมือนคำสั่งที่บอกให้ปกป้องและดูแลนางให้มากขึ้นกว่าเดิม... นั่นอาจเป็นเหมือนความรู้สึกรับผิดชอบในส่วนของกษัตริย์อาเกล รวมถึงต้องการให้วอร์เรนได้รู้ความจริงเกี่ยวกับกษัตริย์เฒ่า ไม่ใช่แคเรื่องชั่วร้ายในนิทานที่แต่งขึ้นมา... วอร์เรนคือสายเลือดที่แท้จริงของพระองค์ นางมีสิทธิ์ได้รู้ความจริง


        เนียร์รู้ว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้องหรือต้องรับผิดชอบสิ่งใดเรื่องของกษัตริย์อาเกล และควรปล่อยว่างเรื่องพระองค์เช่นที่เมอร์เชสเคยบอกและราชาเลจินอฟคอยย้ำเตือน และสิ่งที่ควรสนใจที่สุดคือเรื่องของพ่อและพระเจ้าใต้โลก ทว่าในทุกวินาทีที่เรื่องของพ่อมดในนิทานผู้นี้ผุดแทรกขึ้นมามันกลับเกาะติดในความคิดของเธอไม่หาย ซ้ำเหมือนจะจริงมากขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งเธอเริ่มแยกไม่ออกว่าตนยังอยู่ในนิมิตนั่นหรือตื่นขึ้นมาแล้ว...


“ทำไมพวกเจ้าออกมาจากตำหนักในสุดของราชาเลจินอฟ!


        ความคิดที่กำลังล่องลอยราวถูกกระชากกลับมาที่เดิมฉับพลันด้วยเสียงกระแทกกระทั้นที่เอ่ยเฉียบดังอยู่เบื้องหน้า


เนียร์ต้องตวัดไปมองยังที่มาทันใด ก่อนสิ่งแรกที่พบคือหลังของนางกำนัลที่แทบชิดตัวเธอเพราะเจ้าหล่อนหยุดเดินตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้จนเนียร์ต้องรีบชะงักฝีเท้าในทันทีก่อนจะชนแผ่นหลังเล็กๆ นั่น


ซึ่งไม่นานเนียร์ก็ค่อยๆ มองข้ามไหล่นางกำนัลไปยังเบื้องหน้าใหม่อีกครั้ง และเธอต้องสะดุดตากับผู้มาใหม่ซึ่งเธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ซ้ำยังมีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นจนต้องหยุดพิจารณาอย่างเผลอไผล


        เพราะผู้ที่หยุดกลุ่มนางกำนัลด้วยคำถามเสียงกร้าวแข็งคือหญิงสาวผู้หนึ่งในชุดกระโปรงยาวสีขาวมุกหรูหรา ทรงชุดแนบตามรูปร่างสูงโปร่งอรชนของเจ้าตัว เสื้อคอปกตั้ง ตัวกระโปรงยาวมีหางปลารากพื้น ขณะแขนสองข้างเปลือยเปล่ามีแค่ผ้าคลุมไหล่เนื้อลื่นโปร่งบางประดับมุกหลายเม็ดคลุมไว้จนทำให้ผู้สวมใส่ดูสูงส่ง


ซึ่งสิ่งที่ดูพิเศษในเครื่องแต่งกายทั้งหมดของเธอ คือกำไลข้อมือวงหนาเนื้อเรียบที่ทำจากเงินแท้ และมีลายตอกเหล็กเป็นทรงเขากวางคู่หนึ่งที่โค้งมาชนกันจนดูคล้ายมงกุฏ


ชัดเจนว่าอาคันตุกะผู้นี้ไม่ใช่นางกำนัล ทว่าความงามนั้นดูจะไม่แพ้นางกำนัลคนไหน เมื่อเธอมีผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียนโดดเด่น เนื้อผิวดูลื่นละเอียดราวเนื้อแก้ว เป็นผิวที่สวยที่สุดเท่าที่เนียร์เคยเห็นมาในชีวิต รวมทั้งมีรูปร่างสูงโปร่งสะโอดสะอง และส่วนโค้งว้าวที่ชวนมอง


        ขณะเส้นผมของเธอเป็นสีทองคำที่มีเงาสะท้อนออกมาจนดูคล้ายโลหะหรือทองคำจริงๆ ซ้ำยาวตรงเป็นแพรไหมถึงครึ่งน่องขาและตัดเรียบเสมอกันเหมือนผืนผ้าจนดูสวยแปลกตา ทว่าที่สะดุดตากว่าสีผมคือเขายาวโค้งสีขาวขุ่นเหมือนเซรามิคที่มีกิ่งก้านมากมายคล้ายเขากวางใต้กลุ่มผมสองข้าง ซ้ำเขาสองข้างนั้นยังยาวโค้งเข้าหากันจนครอบศีรษะด้านหน้า ทำให้ดูเหมือนเธอสวมมงกุฏแก้วสีขาวบนศีรษะ


        นางเป็นมังกร...


        เนียร์ได้คำตอบหลังพิจารณาหญิงสาวในชุดกระโปรงหรูหราที่อวดรูปร่างทรงเสน่ห์ และแม้จะเห็นว่าดวงตาสีดำขลับใต้แพรขนตาหนาสีทองตามกรอบตาเรียวโตที่ปลายหางตายกสูงจะดูเย่อหยิ่ง และริมฝีปากหนาอิ่มที่โด่นเด่นที่สุดบนเครื่องหน้าสวยคมจะกดมุมปากต่ำจนใบหน้าน่ามองนั่นจะดูน่ามองน้อยลงกว่าที่ควร ทว่าเธอก็ยังคงงดงามสะดุดตา


        ที่สำคัญด้านหลังของเธอยังมีผู้ติดตามเป็นหญิงสาวสองตนที่น่าจะเป็นมังกรพันธุ์วารีและมังกรพันธุ์มาเบิลวิงค์ในชุดกระโปรงตัวสวยแต่ดูเรียบง่ายคล้ายเป็นเครื่องแบบยืนสงบนิ่งนอบน้อมอยู่ด้วย... ชัดเจนว่ามังกรสาวผิวสีแทนนั้นมีฐานะสูงส่ง แต่เนียร์ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเธอเป็นมังกรสายพันธุ์ไหน หรือมีฐานะอะไร...


        “เจ้าหญิงคลอเลตต้า?”


        เจ้าหญิงเหรอ!... เนียร์สะดุดหูจนต้องตวัดตามองนางกำนัลที่อยู่แถวหน้าสุดด้านซ้ายมือซึ่งถือเสื้อผ้าของเธอไว้ เมื่อเจ้าหล่อนอุทานเรียกมังกรสาวตรงหน้าด้วยสรรพนามว่า เจ้าหญิงอย่างเต็มปากเต็มคำเช่นนั้น











ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 489 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14,395 ความคิดเห็น

  1. #13744 Mins2012 (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 14:12
    อันนี้ไม่ได้จะจับผิดหรือโต้แย้งอะไรนะคะ เพราะเรื่องนี้เป็นนิยายแฟนตาซี นี่เป็นแค่ข้อมูลจริงๆ คือ stage ที่เราจะหลับแล้วฝัน คือ REM stage ซึ่งไม่ได้อยู่ในช่วงการหลับลึกค่ะ
    ช่วงของ deep sleep จะอยู่ที่ nREM (non REM) stage 3-4 ซึ่ง REM กับ non-REM จะมีสลับกันไปมาตลอดการนอนหลับ แต่ช่วงที่ฝันไม่ใช่ช่วงที่หลับลึกนะคะ
    เลยแอบสะกิดใจนิดนึงตอนเมอร์เชสพูดเรื่องฝันของเนียร์ว่าพอหลับลึก ร่างกายเลยทำงานแทนน่ะค่ะ แหะๆ
    #13,744
    0
  2. #13725 §INERZIA§ (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2562 / 20:55

    นี่ไม่ใช่ว่าเบิกตัวนางร้ายผู้คาดหวังจะได้เป็นคู่ครองของจอมมารหรอกนะ55 ทำไมฉันรู้สึกไม่ดีกับนาง

    #13,725
    0
  3. #13705 เงารางเลือน (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 10:04
    งานแต่ง...ตั้งยศ
    แหม่ อุตส่าห์ดีใจในแวบแรก
    #13,705
    0
  4. #13692 สุดย0ด (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2562 / 23:04
    เราเหมือนคนแอบฟังเขาคุยกันที่อยากรู้แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าตกลงเขาคุยกันเรื่องอะไร 5555555555
    #13,692
    0
  5. #13686 katsuza2 (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2562 / 21:33

    ง่าาคิดถึงท่านพ่อของเนียร์จัง
    อยากเจอออ
    #13,686
    0
  6. #13683 Riboflavin (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2562 / 21:12
    ฮืออออออ เนียร์รู้กกกกกก /คิดถึงมากกกก ในที่สุดก็อัพแล้ว ;____;
    #13,683
    0
  7. #13678 First Second (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2562 / 20:26
    อมกกกกก.ดีใจมากกกพี่อัพแร้วววว
    #13,678
    0
  8. #13674 AtemisZ (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2562 / 19:05
    พี่แบงค์มาอัพสองตอน!! เป็นไปได้ไงเนี่ย ดีใจมากๆเลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะ สู้ๆค่าา
    #13,674
    0
  9. #13672 AquaShiptaekook (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2562 / 18:54
    อห น้ำตาไหลเป็นสายเลือดในที่สุดวะนนี้ที่รอคอย กูจะไม่ตายก่อนนิยายเรื่องนี่จบ
    #13,672
    0