The Legend of Blue Fire (มังกรผู้เฝ้าหอคอย)

ตอนที่ 56 : ตอนที่ 54 เหล่าจอมมารในอดีต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,638
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 912 ครั้ง
    9 ธ.ค. 62




กลิ่นยาในขวดหอมกว่าที่คาดเมื่อเปิดฝาออก แต่เธอก็ต้องพยายามดึงตัวเองออกจากสัมผัสชวนหลงไหลที่ปลายจมูกและพยายามไม่สนใจสายพระเนตรสีอ่อนที่จ้องมาด้วยประกายระยับดูสนุกสนาน


เนียร์กลับมาจัดการแผลที่ขาขวาตน เธอดันกายถอยล้น เอาหลังผิงกับขอบที่นั่งเก้าอี้ยาว จงใจทิ้งระยะห่างจากราชาเลจินอฟหลังแทบจมลงไปในร่างของพระองค์ตอนล้มไปทับเมื้อกี้ อีกอย่างเธอควรมีพื้นที่ของตนสักหน่อยเพื่อความสบายใจไม่มากก็น้อย


                มือสองข้างรื้อแกะผ้าพันแผลที่ขาขวาออก จากสภาพของผ้ายังใหม่และไม่ได้เปื้อนเปรอะ เหมือนมีไว้แค่พันไม่ให้ตัวยาที่ทาหลุดออกไปเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นโชคดีเพราะเนียร์คิดว่าจะได้ใช้ผ้าผืนเดิม ไม่ต้องไปร้องขออะไรกับเจ้าของห้องที่นั่งมองเธอจากเก้าอี้อีกตัวด้วยท่าทางเสนาะสนใจจนน่าอึดอัด


                การทำแผลไม่ได้ยุ่งยาก เมอร์เชสบอกว่าแค่ใช้ยาสีขาวมุขจากในขวดทาให้ทั่วทั้งขาท่อนล่าง และนวดมันเล็กน้อยก็สามารถเอาผ้าพันแผลกลับมาพันที่เดิมได้เลย ซึ่งเนียร์ก็ทำตามวิธีนั้น แม้จะเผลอดมกลิ่นยาในขวดด้วยความเคลิบเคล้มบ้างบางจังหวะ ทว่าก็ตั้งสติได้จนถึงขั้นตอนพันผ้าพันแผลกลับเข้าที่เดิม


                “ดูลวกไปนิด” ราชาเลจินอฟวิจารณ์ขัดมือที่กำลังพันผ้าของเนียร์


                ซึ่งเนียร์พลันหยุดการกระทำเล็กน้อย รู้แน่ว่าราชาของตนจงใจเตือนเพื่อสร้างความประหม่า และแม้มันจะเป็นจริงดังว่าที่เธอพันแผลได้ไม่เรียบร้อย เพราะการเป็นทหารไม่ได้ฝึกเธอมาให้บรรจงกับการรักษาตัวเองหรือใคร แค่เพียงหาที่ปิดแผลให้ไม่สร้างความลำบากแล้วสู้ต่อก็ถือว่าพอแล้ว กระนั้นเธอก็ก้มศีรษะให้ผู้ที่เตือนแล้วตอบไปว่า


“ครั้งหน้าหม่อมฉันจะทำให้ดีขึ้นเพคะ”


“เจ้าทำแผลไม่เป็นตั้งแต่แรกแล้ว ถึงเป็นครั้งหน้าก็คงไม่ดีขึ้น... ถ้าคอข้าพูดได้ มันคงยืนยันด้วยอีกเสียงว่าข้าพูดจริง”


                คนเป็นมังกรชะงักมืออีกครั้ง พร้อมเม้มปากอย่างหนักใจยามความทรงจำตอนเธอทำแผลบนคอให้ราชาเลจินอฟย้อนกลับมาเล่นงาน เวลานั้นเธอทั้งลนลาน ทำผิดขั้นตอน เงอะงะ และทำให้พระองค์เจ็บจากความมือหนักของตน แถมสุดท้ายก็ยังทำแผลให้พระองค์ไม่เสร็จ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นยืนยันว่าเธอไร้ทักษะในการรักษาแผลโดยสิ้นเชิง


                “มังกรอย่างเจ้าชั่วชีวิตคงแทบไม่เคยทำแผล เพราะเวลาบาดเจ็บขึ้นมาไม่นานก็หาย แถมโอกาสบาดเจ็บก็ต่ำ ซ้ำยังมีวิธีรักษาเฉพาะตัวโดยไม่ต้องพึ่งยารักษาหรือผ้าพันแผล ฉะนั้นไม่น่าแปลกใจที่เจ้าจะทำแผลไม่เป็น” คำพูดเรียบเรื่อยของราชาเลจินอฟที่คล้ายเข้าใจและกล่าวขึ้นมาอย่างเรื่อยเปื่อยกลับยิ่งสร้างแรงกดดันให้เนียร์ที่นั่งค้างพันแผลบนขาไว้แค่ครึ่งทาง


                และถึงเนียร์จะรู้จุดประสงค์ของพระองค์ว่าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม แต่เธอก็ไม่มีอะไรจะไปเถียงพระองค์ได้ ซ้ำราชาเลจินอฟยังเร็วพอจะขยี้ประเด็นการทำแผลของเธออย่างเด็ดขาดด้วยคำพูดทิ้งท้ายว่า


                “ผ้าพันแผลถ้าพันไม่ถูกต้องมันจะหลุดเอาที่หลัง”


                ความพ่ายแพ้เล็กๆ เริ่มก่อขึ้นในใจคนฟัง ทั้งพ่ายแพ้ต่อความจริงที่ว่ามังกรอย่างเธอทำแผลแบบปกติไม่เป็น และพ่ายแพ้ต่อการ ตื้อของราชาปีศาจตรงหน้า


เนียร์ก้มมองขาขวาที่มีผ้าพันสีขาวพันอย่างไม่เป็นระเบียบอยู่หลายวินาที ก่อนจะลอบถอนหายใจเบาแล้วจำต้องเอ่ยอย่างไม่เต็มเสียงออกมาทั้งที่ก้มหน้าว่า “ถ้าเช่นนั้น... ฝ่าบาท... พอจะช่วยสอนครั้งหน้าได้ไหม... เพคะ”


                ไม่ได้เป็นคำตอบ แต่เป็นวรองค์สูงสง่าที่ลุกออกจากที่นั่งทันทีทันใดจนร่างบนพื้นสะดุ้ง ไม่นึกว่าจอมมารตรงหน้าจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบเร็วขนาดนี้จนเธอต้องรีบเงยหน้ามาร้องบอกอย่างลนลาน


                “ครั้งหน้า! หม่อมฉันขอเป็น... ครั้งหน้า...” เสียงของเนียร์แผ่วในช่วงท้ายเมื่อเห็นสีพระพักตร์คมหล่อเหลาเลิกคิ้วขึ้นข้างเล็กน้อยคล้ายตำหนิที่เธอพูดไม่ชัดเจนแต่แรกและถามซ้ำในแน่ใจ หากครู่ต่อมาจอมมารก็ก้มวรกายลงมาสบนัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลลึกและเอ่ยต่ำเข้มมาแทน


                “ครั้งหน้า” นั่นไม่ใช่คำถามเพื่อให้แน่ใจ แต่เป็นคำสั่งที่ห้ามบิดพลิ้วอย่างชัดเจน


                และเนียร์ต้องพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น “เพคะ”


                “ดี” พระองค์รับคำ กระนั้นก็ยังไม่วายกล่าวอีกประโยคให้มังกรที่นั่งอยู่บนพื้นต้องลอบกลืนน้ำลายว่า “เพราะเจ้าน่าจะจำได้ดีตอนข้าบอกว่า การยอมของข้ามันมีขีดจำกัด และเจ้าคงไม่อยากทำให้ข้าถึงขีดจำกัดที่ว่า”




                                                                     ******************************



               

                แม้จะย้ำชัดว่าการยอมของพระองค์มีขีดจำกัด แต่สุดท้ายจอมมารแห่งเทเนบริสกลับต้อง ยอมเจ้ามังกรเฝ้าหอคอยอีกหน เมื่อหลังเจ้ามังกรที่ว่าทำแผลของตัวเองเสร็จ เธอก็ถอยหลังไปซุกตัวนอนอยู่ใต้เก้าอี้ยาวตัวเดิม และเมื่อพระองค์ท้วงเธอก็ได้แต่ตอบมาด้วยสีหน้าสำนึกผิดว่า


            มันทำให้หม่อมฉันหลับได้เพคะ


                แววตาที่ส่งทั้งคำขอโทษและความเกรงใจมานั้นทำให้จอมมารรู้ว่านั่นไม่ใช่ข้ออ้างเพื่อไม่ยอมนอนบนเตียงของพระองค์ แต่เป็นเพราะเธอรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ เนียร์แค่ทำตามสัญชาตญาณธรรมชาติของตน เมื่อบาดเจ็บและรู้สึกอ่อนแอก็ต้องหาสถานที่ที่ตนสามารถควบคุมและปกป้องร่างกายตัวเองได้ และเตียงแสนนุ่มนิ่มอุ่นสบายไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นสถานที่แคบๆ พื้นที่จำกัดปิดทึบเกือบทุกด้านต่างหากคือจุดที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยและสงบใจได้มากพอ


                ดังนั้นการฝืนบังคับให้เธอมานอนบนเตียงหลังใหญ่กลางห้องกว้างขวางอาจทำให้เธอไม่สามารถสงบใจแล้วข่มตาหลับได้ ซึ่งนั่นจะส่งผลให้เธอพักผ่อนร่างกายไม่พียงพอจนลามไปถึงแผลที่จะไม่รักษาตัวตามเวลาที่กำหนด


                และด้วยเหตุผลทั้งหมดนั่นราชาปีศาจจึงต้องปล่อยให้เนียร์นอนอยู่ใต้เก้าอี้ยาวเช่นเดิม ขณะพระองค์ทำได้แค่นำผ้าห่มผืนหนาจากบนเตียงมาให้ ซึ่งตอนที่เธอยื่นมือมารับแล้วเอ่ยงึมงำขอโทษพระองค์ซ้ำด้วยนัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลลึกคู่โตที่มองมาด้วยความสำนึกผิดอย่างมากราวกับสุนัขที่ถูกทำโทษก็ทำให้พระองค์ไม่อาจคะยั้นคะยอะไรได้อีก พร้อมอารมณ์ขุ่นมัวที่มีก็จางหายไปสิ้น


                ใครใช้ให้เจ้ามังกรนี่มีสายตาลูกหมากันล่ะ!




                                                                  ****************************




               

                เนียร์หาวหวอดใหญ่เมื่อเริ่มรู้สึกตัวตื่น เธอหลับสบายกว่าที่ตนคาดไว้ พลางค่อยๆ สลัดผ้าห่มที่พันกายออกทั้งที่ตายังไม่ลืมและสมองยังประมวลผลอะไรไม่ได้


มังกรสาวค่อยๆ คลานออกมาจากใต้เก้าอี้ยาว แล้วยืดแขนสองข้างยาวไปบนพื้นพรมเบื้องหน้าจนกล้ามเนื้อลั่นพร้อมยกสะโพกขึ้นสูงแล้วหาวปากกว้างอีกรอบ บิดขี้เกียจด้วยท่าเดียวกับตอนอยู่ในร่างมังกรไม่ผิดเพี้ยน ซ้ำยังสลัดคอตนไปมาเหมือนสลัดน้ำค้างที่เกาะอยู่บนเกล็ดรอบคอทั้งที่บนคอไม่มีทั้งเกล็ดหรือน้ำค้าง ซึ่งถ้ามีกรงเล็บด้วยเธอคงตะกุยพรมเนื้อดีระบายความเมื่อยขบจนมันยุ้ยไปหมด ว่าแล้วเธอก็เริ่มใช้มือสองข้างตะกุยพรมจริงๆ ทั้งที่ไม่ได้มีกรงเล็บอยู่...


                “นั่นเจ้าตะกุยพรมข้างั้นเหรอ”


                มังกรที่กำลังระบายความเมื่อยด้วยวิธีเคยนิสัยเปิดตาพรึบ และเงยหน้าควับไปมองที่มาของเสียงทันใด ก่อนหัวใจจะร่วงวูบเมื่อพบกับราชาปีศาจที่นังกอดอกไขว่ห้างด้วยท่วงท่าสบายแต่ยังคงดูสูงส่งทรงอำนาจที่เก้าอี้ยาวใกล้ๆ ซ้ายมือ ตามด้วยความทรงจำที่เตือนว่าตนอยู่ที่ไหน มาทำอะไร และอยู่ในร่างใดหลั่งไหลกลับเข้ามาในสมอง


                เนียร์ก้มมองมือสองข้างของตนที่ยังจิกคาอยู่ในพื้นพรม แล้วต้องรีบดึงมันกลับมาอย่างหน้าตาตื่นพร้อมเงยไปมองราชาของตนรวดเร็ว


                “ขออภัย!” วินาทีนั้นเธอแทบอยากตะโกนถามตัวเองว่าทำไมถึงควบคุมพฤติกรรมสัตว์ป่าของตนไม่ได้สักที ขณะลอบมองราชาปีศาจอีกครั้ง หยั่งเชิงอารมณ์พระองค์ แล้วเห็นว่าราชาเลจินอฟยังนั่งนิ่งเฉยราวรูปปั้น ไม่ได้เอ่ยตำหนิหรือมีความคิดเห็นเช่นไรกับการกระทำของเธอ... พระองค์แค่จับจ้องมา


                ซึ่งกลิ่นอายอารมณ์และสีพระพักตร์ที่เดายากของราชาเลจินอฟเริ่มสร้างความอึดอัดเล็กๆ ให้มังกรสาว เธอจึงดันตัวมานั่งหลังตรงเพื่อเริ่มบทสนทนาที่จะช่วยทำลายความมาคุนี้


                “... เอ่อ”


                ก๊อก ก๊อก ก๊อก


            “เข้ามา”


                เนียร์อ้าปากค้างไว้แค่นั้นเมื่อมีเสียงเคาะที่หน้าประตูห้องบรรทม ก่อนราชาเลจินอฟจะเอ่ยอนุญาตให้ใครคนนั้นเข้ามา แล้วเธอจึงหันหน้าไปตามสายตาของพระองค์พร้อมได้ยินเสียงเปิดประตูขณะมีพรายสูงวัยในชุดมหาดเล็กตนหนึ่งเดินเข้าในห้องโดยในมือสองข้างถือโต๊ะไม้สลักเตี้ยๆ ที่มีถาดเงินหรูหราอยู่บนนั้น และในถาดเงินยังมีแก้วไวท์กับเหยือกใสรูปทรงสวยแปลกตาที่บรรจุน้ำเปล่าเต็มเปี่ยมพร้อมฝาครอบอาหารทองเหลืองตอกลายที่ครอบของกินบางอย่างไว้


                มังกรสาวยังมองตามมหาดเล็กผู้ถือถาดอาหารเข้ามา ก่อนเห็นว่าเขาอ้อมเก้าอี้ยาวด้านหลังเธอแล้วก้าวมาวางของในมือลงบนพื้นตรงหน้าตน และจังหวะนั้นเนียร์ถึงเห็นว่าบนอกขวาของพรายสูงวัยติดเข็มกลัดเงินทรงหกเหลี่ยมขนาดฝ่ามือที่มีลายตอกเหล็กเป็นเส้นวงทับกันไปมาจนเป็นรูปกุหลาบ


ซึ่งมันคงเป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่าเขามีฐานะสูงกว่าหมาดเล็กทั่วไปแน่นอน... หัวหน้ามหาดเล็ก


                เนียร์ได้คำตอบ แล้วเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงทำหน้าที่ในห้องบรรทมของราชาเลจินอฟได้ทั้งที่พระองค์หวงแหนความเป็นส่วนตัว ซึ่งหลังเขาวางโต๊ะไม้กับถาดอาหารแล้วเขาก็เงยกายขึ้น ก้มศีรษะเคารพราชาของตนอย่างอ่อนน้อม และถอยเท้าออกไปโดยเจ้าของห้องไม่ต้องเอ่ยปากสั่ง


                และเมื่อหัวหน้ามหาดเล็กออกไปจากห้องบรรทม พร้อมปิดประตูสนิท สุรเสียงทุ้มลึกจึงเอ่ยขึ้นในที่สุด


                “อาหารเช้าเจ้า”


                เนียร์เงยหน้ามองพระพักตร์คมของราชาเลจินอฟวูบหนึ่งเหมือนต้องการคำยืนยัน แล้วก้มกลับมามองโต๊ะไม้เตี้ยๆ กับถาดเงินที่อยู่ตรงหน้า


                กลิ่นหอมที่ลอยกรุ่นออกมาจากใต้ฝาครอบทองเหลืองทำให้เนียร์เดาได้ว่าในนั้นคืออะไร... เนื้อแกะ สเต็กเนื้อแกะร้อนๆ ที่ปรุงเครื่องเทศอย่างดี กึงสุกกึ่งดิบ ก้อนหนาช่ำ ไม่ต้องคาดเดาเรื่องรสชาติ เพราะเสียงโครกครากจากกระเพาะเธอมันก็อธิบายได้มากพอแล้ว


                แต่ก่อนที่เธอจะล่องลอยตามกลิ่นยั่วจมูกนั่น เนียร์ก็จำต้องช้อนตามองราชาเลจินอฟที่นั่งไขว่ห้างกอดอกนิ่งอยู่บนเก้าอี้ยาวฝั่งซ้ายมืออีกครั้ง พลางตัดสินใจถามไปว่า


                “แล้วฝ่าบาท... ไม่ทานอาหารเช้าหรือเพคะ” เท่าที่เห็นหัวหน้ามหาดเล็กยกชุดอาหารมาแค่ชุดเดียว และไม่มีทีท่าว่าจะยกอีกชุดตามมาทีหลังด้วย


                ซึ่งราชาเลจินอฟก็ให้คำตอบเรียบเฉย “ข้ากินแค่บางวัน และไม่ใช่วันนี้”


                แล้วให้เธอนั่งกินต่อหน้าพระองค์คนเดียวเนี่ยนะ... เนียร์เริ่มตัวเกร็งขึ้นมานิดๆ กับสถานการณ์ของตน หากกลิ่นที่อบอวลตรงหน้าและเสียงร้องประท้วงในช่องท้องเพราะไม่ได้ทานอะไรเลยมาเกือบอาทิตย์กลับค่อยๆ ลบความรู้สึกเกรงใจออกไปทีละนิด


                ซึ่งเมื่อราชาเลจินอฟไม่รับสั่งอะไรเพิ่มเติม เนียร์จึงเริ่มขยับตัวเข้าไปหาอาหารเช้าของตนเหมือนถูกดึงดูด และการไหวกายครั้งนี้ทำให้รับรู้ว่าขาตนมีความรู้สึกและแรงมากกว่าเมื่อคืนมาก จนน่าจะสามารถลุกเดินได้เอง


ฝาครอบทองเหลืองถูกยกออกพร้อมควันและกลิ่นที่ฟุ้งกระจายเตะจมูกยิ่งกว่าเดิม ขณะมีเนื้อซี่โครงแกะชิ้นโตที่น่าจะหนักเกือบ 3 ปอนด์ราดซอสสีเข้ม ประดับตกแต่งด้วยผักหลากสีชวนกินอยู่บนจากเซรามิกใบใหญ่


ซึ่งสำหรับมนุษย์ปกติมันคงเป็นมือเช้าที่หนักเกินไปกับเสต็กเนื้อแกะหนาๆ หลายซี่ แต่สำหรับมังกรอย่างเธอมันคืออาหารที่ถูกต้องตามหลัก และด้วยการที่ไม่ได้กินอะไรเลยมาเกือบอาทิตย์ มือเช้านี้จึงถือว่าไม่หนักเลยแม้แต่นิดเดียว


                เนียร์หยิบมีดและส้อมขึ้นมาอย่างไม่ลังเล และเริ่มหันชิ้นเนื้อเข้าปาก เธออาจไม่ได้กินอาหารแบบมนุษย์บ่อยนักแต่ก็ชอบที่จะดื่มด่ำกับรสชาติที่ซับซ้อนของการปรุงรสไม่น้อย โดยเฉพาะกับเจ้าเนื้อแกะจานนี้ สัมผัสที่บนลิ้นมันนุ่มนวล ไม่สุกหรือดิบไปและมีรสเครื่องเทศอ่อนๆ ที่เข้ากับกลิ่นเฉพาะของเนื้อแกะ


                เป็นหลายนาทีที่มังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์จมอยู่กับอาหารเช้าของตน และกว่าเธอจะรู้สึกตัวว่านอกจากในห้องนี้จะมีตัวเองกับเนื้อแกะตรงหน้าก็ตอนที่ในกระเพาะถูกเติมจนเกือบเต็ม เนียร์ต้องหยุดมือ กลืนชิ้นเนื้อที่ยังเคี้ยวไม่ละเอียดนักลงคอเมื่อตระหนักได้ว่าตนลืมเจ้าของห้องไปเกือบสนิท


                มังกรสาวผละหน้าออกจากจานเพื่อเงยไปมองวรองค์สูงสง่าที่นั่งนิ่งในท่าเดิมไม่ขยับ พร้อมยังจ้องมองเธออยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยน... ซึ่งสายพระเนตรคมกริบที่ส่งมาไม่วางตานั้นเริ่มสร้างความอึดอัดให้เธออีกครั้ง...


                “อิ่มแล้ว?”


                เนียร์ไหวตัวเล็กน้อยกับคำทักของราชาเลจินอฟ เมื่ออยู่ๆ พระองค์เอ่ยแทรกความเงียบขึ้นมา ซึ่งมังกรสาวก็หลุบตาลงมองซี่โครงแกะที่เหลือเพียงสองซี่จากหกวูบหนึ่ง แล้วเงยขึ้นไปตอบด้วยความลังเลเล็กน้อย


                “... ก็... ยังไม่เพคะ”


                “แล้วทำไมไม่กินต่อ”


                คำถามต่อมาของจอมมารยิ่งสร้างความลำบากใจให้แก่เนียร์ เธอไม่กล้าพูดว่าเพราะถูกพระองค์จ้องเลยกระอักกระอ่วนเกินกว่าจะกินต่อ หากเธอก็เลือกจะกลบเกลื่อนแล้วก้มหน้ากลับไปที่จานพร้อมงึมงำแผ่ว “... จะทานต่อแล้วเพคะ”


                มังกรสาวเริ่มหั่นเนื้อเข้าปากใหม่ หากแค่สองสามคำเธอกลับต้องหยุดมืออีกครั้งยามรับรู้ถึงสายพระเนตรที่จับจ้องไม่ล่ะ ซ้ำเขม็งตรงมาราวกับจะเจาะทะลุตัวเธออย่างไรอย่างงั้น... โดนจ้องขนาดนี้มีใครกินลงได้บ้างล่ะ!


                “ฝ่าบาทไม่เตรียมงานต่อหรือเพคะ” เนียร์จำต้องวางมีดกับส้อมลงพร้อมหาเรื่องเปิดบทสนทนาทำลายความน่าอึดอัดอย่างเสียไม่ได้ ขณะเดียวกันก็หาทางให้ราชาของตนหันไปหาเป้าความสนใจอื่นที่ไม่ใช่เธอแทน


                ทว่าราชาเลจินอฟกลับให้คำตอบมารวดเร็วว่า “ไม่ใช่วันนี้”


                “งั้นฝ่าบาท ไม่ไปที่ห้องทรงงานหรือเพคะ”


                “ข้าทำในห้องนี้ได้”


                แปลชัดเจนว่ายังไงพระองค์ก็จะนั่งจ้องเธออยู่เช่นนี้นี่แหละ... เนียร์ต้องลอบผ่อนลมหายใจด้วยความเหนื่อยระอาเพราะดูท่าแล้วคงไม่มีทางที่ราชาเลจินอฟจะให้พื้นที่ว่างกับเธอในวันนี้แน่นอน


                แต่เมื่อความเงียบและสายพระเนตรลึกเกินหยั่งยังคงสร้างบรรยากาศชวนกระอักกระอ่วน คนเป็นมังกรจึงยังหาเรื่องมาคุยต่อเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องคลานกลับไปมุดอยู่ใต้เก้าอี้เช่นเดิม


                “เมื่อคืน... เอ่อ ฝ่าบาทได้นอนบ้างรึเปล่าเพคะ” เนียร์เปลี่ยนหัวข้อให้ฟังสัพเพเหระมากขึ้นจะได้ผ่อนบรรยากาศแปลกๆ ในห้องให้บรรทมลงบ้าง ซึ่งราชาเลจินอฟก็ให้คำตอบเรียบง่ายแค่ว่า


                “เปล่า”


“ฝ่าบาททำงานหรือเพคะ”


“เปล่า”


คำปฏิเสธครั้งนี้ของพระองค์สร้างคำถามให้คนช่างสงสัยมากขึ้นไปอีก อยากรู้ว่าทำไมราชาปีศาจจึงไม่พักผ่อนหรือทำงานทั้งทีมีเวลาหลายชั่วโมงที่อยู่คนเดียว มันน่าแปลกจนมังกรสาวต้องเอียงศีรษะพร้อมตั้งคำถามอย่างอดไม่ได้


“งั้นฝ่าบาททำอะไรตลอดคืนหรือเพคะ”


                ราชาเลจินอฟเงียบงันไป ไม่ได้ตอบทันทีทันใดอย่างที่ผ่านมา หากแต่สบดวงเนตรที่นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลลึกคู่โตของเจ้ามังกรช่างสงสัยตรงเบื้องพระพักตร์ครู่ใหญ่ แล้วจึงเอ่ยแผ่วต่ำแค่ว่า


“แค่ดู...”


                เนียร์ที่กำลังมุ่นหัวคิ้วเอียงศีรษะอย่างสงสัยคลายสีหน้าและนิ่งงันไปทันใด โดยเฉพาะยามสบดวงเนตรคู่เรียวคมงดงามที่มองลึกเข้ามาแล้วประมวลความหมาย ก่อนสองสามวินาทีต่อมาเธอจะรีบตวัดหน้าลง หลบสายพระเนตรสีอ่อนอย่างรวดเร็วแทนด้วยใบหน้าเห่อแดงพร้อมหัวใจที่เริ่มเต้นเร็วกว่าปกติ... เข้าใจแล้วว่า แค่ดู ของพระองค์นั้นคือดูอะไร หรือดูใคร


นี่เธอถูกราชาเลจินอฟนั่งมองเช่นนี้ตลอดคืนงั้นเหรอ!... ครั้งนี้เธออยากมุดพื้นพรมเพื่อหนีแทนเก้าอี้แล้ว


แม้พอเดาออกว่าหลายคืนก่อนหน้านั้นที่เธอสลบไสลอยู่คนที่ดูแลเธอมาตลอดคือจอมมารผู้เป็นเจ้าของห้อง ทว่าการดูแลกับการ แค่ดู เฉยๆ มันเป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิงทั้งความหมายทั้งจุดประสงค์เลย แถมพระองค์ยังสารภาพออกมาหน้าตาเฉยโดยไม่คิดตะขิดตะขวงอะไรใดๆ กับการกระทำนั้น


แต่ก่อนเธอจะถูกราชาเลจินอฟทำลายความมั่นคงของตนมากไปกว่านี้จนมองหน้ากันไม่ติด เนียร์ก็ต้องหาเรื่องอื่นมาพูดแทนแม้จะประหลาดที่อยู่ๆ ก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเอาดื้อๆ ก็ตาม


                “คือว่า... หม่อมฉันรู้สึกว่าขาดีขึ้นมากแล้ว ดังนั้น... หม่อมฉันขอออกไปข้างนอกได้ไหมเพคะ”


                “ไม่”


                หัวข้อสนทนาใหม่ถูกปิดประเด็นง่ายดายเมื่อเจ้าของห้องไม่อนุญาต กระนั้นเธอก็ยังหาทางต่อรอง


                “งั้นพอจะมีพื้นที่ไหนที่ฝ่าบาทพอจะอณุญา...”


                “ไม่มี”


                เนียร์อ้าปากค้างน้อยๆ กับประโยคที่ยังพูดออกไม่หมดเพราะถูกแทรกก่อน พลางสองสามวินาทีต่อมาเธอจะค่อยๆ หุบปากลงมาได้ แล้วหรี่ดวงตาย่นหัวคิ้วด้วยความรู้สึกสับสนและงุนงงเล็กๆ ก่อนจะหยั่งเชิงออกไป “หมายความว่า... ฝ่าบาทจะให้หม่อมฉันอยู่แต่ในห้องบรรมทมหรือเพคะ”


                “เป็นไปได้ก็ควรตลอดชีวิต”


                มังกรสาวแทบอยากประท้วงกลับไปเดี๋ยวนั้นและอยากขอเหตุผลในการกักตัวเธอไว้ แต่เธอก็รู้ดีว่าราชาเลจินอฟนั้นมีเหตุผลที่ไร้เหตุผลจะมาตอบเธออยู่แล้ว และเธอยังไม่อยากให้พระองค์ย้ำเตือนถึงเหตุผลนั้นตอนนี้ แค่การกระทำต่างๆ ของพระองค์ ณ เวลานี้ก็คอยตอกย้ำมันมากเกินพอ ฉะนั้นอย่าถึงขนาดให้มันหลุดออกมาเป็นคำพูดชัดเจนแน่วแน่เหมือนตอนที่อยู่ในห้องสมบัติใต้ดินนั่นเลย


                สุดท้ายเนียร์ต้องลอบถอนหายใจ ไม่คิดต่อล้อต่อเถียงอีก ทว่าเธอก็ยังไม่อยากยอมแพ้ จึงลองเสนอขึ้นใหม่เนิบช้า


“งั้น... แค่ทางเดินนอกห้อง” เนียร์เว้นคำไปนิดเพื่อขยายความต่อว่า “หม่อมฉันขอฝึกเดินแค่ที่ระเบียงทางเดินหน้าห้อง... ได้ไหมเพคะ”


วงองค์สูงสง่าบนเก้าอี้ยาวหรี่ดวงเนตรลงนิดกับคำขอของเนียร์ ทบทวนสิ่งที่ได้ฟังอยู่ครู่หนึ่ง และไม่กี่วินาทีต่อมาสุรเสียงทุ้มลึกจึงเอ่ยขึ้น


“30 นาที... หลังกินอาหารเสร็จ เจ้าฝึกเดินได้ 30 นาที”




                                                                      ********************************




 

                หลังวางมีดและส้อมพร้อมหยิบฝาครอบทองเหลืองมาครอบจานที่มีแต่กระดูกขาวๆ หลายซี่บนนั้นมังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์จึงเงยกลับไปมองยังพระพักตร์คมหล่อเหลาของจอมมารแห่งเทเนบริส เพื่อเป็นการบอกพระองค์ว่าเธอพร้อมฝึกเดินรอบแรกแล้ว


ซึ่งราชาเลจินอฟก็ยอมพยักพักตร์ให้ทีหนึ่งอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ก็มากพอให้เนียร์หลุดยิ้มปลอดโปร่งออกมาได้ก่อนเธอจะเริ่มดันกายลุกขึ้น และโชคดีมากที่ครั้งนี้เธอรู้สึกว่าสามารถลุกได้เองอย่างคล่องแคล้วมากกว่าเมื่อคืนมาก จนอดคิดไม่ได้ว่าการที่เธอตื่นมีสติกลับมามันเป็นตัวช่วยให้แผลของเธอหายไวขึ้นอย่างก้าวกระโดด


มังกรสาวเริ่มหมุนกายและก้าวเดินช้าๆ อย่างเก้ๆ กังๆ เหมือนเด็กหัดเดิน ทว่าก็ไม่จำเป็นต้องหาอะไรตามทางเพื่อช่วยเกาะอีก เนียร์เดินเป๋ไปมาเล็กน้อยเข้าหาประตูทางออกของห้องบรรทมเพื่อตรงไปยังทางเดินด้านนอก ซึ่งระยะระหว่างชุดเก้าอี้และประตูนั้นค่อนข้างไกลกว่าที่คาดเพราะขนาดที่ใหญ่โตของห้องบรรทม หากไม่นานเธอก็เดินมาถึงมันสำเร็จแม้ลมหายใจจะติดหอบ


เนียร์ผลักประตูบานคู่สูงใหญ่ออกไปจากหน้า ก่อนจะก้าวพ้นห้องบรรทมเป็นครั้งแรกในรอบห้าวันที่ผ่านมา แล้วหลุดมายืนอยู่บนระเบียงทางเดินยาวเหยียดที่ปูพรมสีน้ำเงินกำมะหยี่ที่มีลายปักสีทองและแดงที่ละเอียดสวยงาม ดูสง่าสมเป็นทางเดินในปราสาทหลังใหญ่


และนอกจากพรมสีน้ำเงินเข้ม ที่ผนังอีกของฝากของห้องบรรทมยังมีหน้าต่างกระจกบานใหญ่สูงชิดเพดาน ซึ่งเรียงรายเว้นช่องห่างกันเป็นระยะตลอดทางจนสุดทางเดิน สร้างความสว่างไสวปลอดโปร่งไปทั่วบริเวณ


เนียร์ก้าวออกมาอีกเพื่อจะสำรวจมันให้ครอบคลุม ซึ่งนั่นทำให้เธอต้องหันกลับไปมองยังผนังฝั่งของห้องบรรทมด้วย ก่อนความคิดที่ว่าจะฝึกเดินกลับต้องสะดุดเมื่อเธอพบบางสิ่งบางอย่างเข้าที่ผนังฝั่งนั้นแทบทั้งด้าน  


ภาพวาดสีน้ำมันของเหล่าจอมมารแต่ละรุ่นและราชินีคู่บัลลังก์ทั้งหมด


                เนียร์มองภาพวาดสีน้ำมันที่ใหญ่โตท้วมหัวจนต้องเงยคอตั้งบ่าดูมันพร้อมอ้าปากค้างน้อยๆ เมื่อไม่ทันได้คิดว่าจะมาเจออะไรแบบนี้เข้า ก็พอรู้ว่ามันเป็นธรรมเนียมปกติที่จะมีรูปวาดเหล่าราชนิกูลของราชวงศ์กษัตริย์ในทุกปราสาท ทุกอาณาจักร แต่ก็ไม่ทันนึกว่าจะมีมากมายหลายสิบรูปทั่วผนังปุผ้าไหมเช่นนี้


ซึ่งแน่นอนว่าภาพภาพแรกที่เห็นก่อนคือภาพของราชาเลจินอฟ จอมมารองค์ปัจจุบันผู้ยืนสง่าในเครื่องทรงกษัตริย์เต็มยศสีดำพร้อมผ้าคลุมยาวที่ตัดเย็บจากผ้าไหมสีน้ำตาลแดงปักดิ้นทองลายหรูหราที่ยาวลากพื้น ทว่าไม่ได้สวมมงกุฎ อาจเพราะแค่เขาแพะยาวโค้งใต้เส้นเกศาสีนิลนั่นก็ไม่ต่างจากมงกุฏและสัญลักษณ์ของราชาแห่งเทเนบริสอยู่แล้ว


                นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลลึกยิ่งจับจ้องนิ่งนานยังภาพของราชาเลจินอฟที่วาดออกมาได้เหมือนตัวจริงจนราวกับพระองค์มายืนอยู่ตรงหน้า โดยเฉพาะในดวงเนตรที่มองตรงมานั้นแทบเห็นแววที่ส่งประกายลึบลับน่าดึงดูดอันเป็นเอกลักษณ์ของพระองค์ออกมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ


                ยังคงทรงเสน่ห์อย่างร้ายกาจแม้เป็นเพียงภาพวาด


                และอาจเพราะเป็นภาพวาดเนียร์จึงสามารถจ้องมองเก็บได้ทุกรายละเอียด ไม่เหมือนกับการเผชิญหน้ากันโดยตรงที่แค่สบตาก็ยังต้องหลบ เธอจึงพบหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ทันสังเกตมาก่อนบนวรกายและพระพักตร์ของราชาเลจินอฟในรูปวาดตรงหน้า...


                “เป็น... สายพันธุ์ที่สมบรูณ์แบบ... จนน่าเหลือเชื่อเกินไปจริงๆ ...” เนียร์เผลองึมงำกับตัวเองยามถูกภาพวาดตรงหน้าตรึงสายตา และความรู้สึกไว้...


                “ฟังเหมือนข้ากำลังถูกตำหนิ”


                เนียร์สะดุ้งตัวโหยงจนแทบเสียหลักล้มกับสุรเสียงทุ้มลึกที่ดังขึ้นด้านหลังอย่างกระทันหัน ซ้ำยังใกล้ชนิทรับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่รดบนต้นคอจนขนอ่อนลุกวาบส่งผลให้ต้องยกมือตะปบหลังคอตนในฉับพลัน


                มังกรสาวหันควับกลับไปมองยังด้านหลังด้วยอาการตื่นๆ พร้อมดวงตาที่เบิกโตและมือที่ยังกำท้ายทอยตน ก่อนพบวรองค์สูงสงสง่าของราชาเลจินอฟที่มายืนซ้อนหลังประชิดเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ และไม่รู้ด้วยว่าพระองค์เพิ่งเดินออกมาหรือเดินตามเธอมาตั้งแต่ต้นแล้ว


                “ฝ่าบาท!” เนียร์อุทานด้วยใจที่ยังเต้นระทึกจากอาการผวาที่ยังตกค้าง


                หากราชาเลจินอฟกลับไม่สนใจท่าทางตกใจจนแทบกระโดดหนีของเนียร์ ซ้ำก้มวรกายลงมาแล้วยื่นพระพักตร์เข้าชิดใบหน้าที่ยังไม่หายตื่นของเนียร์จนเธอต้องผงะถอยพร้อมย่นคอหนีด้วยความตกใจอีกรอบ ก่อนหลุบตาลงต่ำหลบดวงเนตรคู่เรียวคมตามสัญชาตญาณทันใดเมื่อพระองค์เข้ามาใกล้ในระยะที่แทบหายใจไม่ออก


                พออยู่ต่อหน้าเจ้าตัว มันยากที่จะมองได้ตรงๆ จริงๆ ด้วย... เนียร์ลอบกลืนน้ำลายพร้อมก้อนเนื้อในอกที่ยังเต้นถี่เร็ว แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความตกใจอีกแล้ว


                “มองข้าแบบนั้นบ้างได้ไหม”


                คนที่กำลังยืนตัวแข็งเพราะถูกวรกายสูงใหญ่กว่าประชิดตัวต้องตวัดดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลึกกลับขึ้นไปมองราชาของตนยามพระองค์เอ่ยบางอย่างเหนือศีรษะ และจึงเห็นว่าจอมมารเคลื่อนสายพระเนตรสูงไปยังรูปวาดสีน้ำมันของพระองค์เองที่ด้านหลังเธอ ก่อนจะหมุนดวงเนตรสีอ่อนกลับมามองเธออีกครั้ง สื่อความหมายชัดเจนว่าอยากให้มังกรตรงเบื้องพระพักตร์มองพระองค์เช่นเดียวกับที่เธอมองสิ่งใด


                มองพระองค์เช่นที่เธอมองภาพวาดของพระองค์... เนียร์เผลอเม้มปากกลั้นหายใจกับสิ่งที่ถูกเรียกร้อง ก่อนจะหาทางเลี่ยงการถูกไล่ต้อนด้วยการบอกไปว่า


“ขออภัย... แต่หม่อมฉันไม่ทราบว่าแบบใด” แม้จะเป็นการบอกเพื่อหนีการไล่ต้อนจากจอมมาร แต่ขณะเดียวกันเธอก็ไม่รู้จริงๆ ว่าเมื่อครู่นี้ตนเผลอมองภาพวาดของราชาเลจินอฟด้วยสีหน้าหรือสายตาแบบไหน... มันแค่เหมือนหลุดลอยไปครู่หนึ่ง


แต่การเลี่ยงเหมือนจะไม่เป็นผลเพราะราชาปีศาจยิ่งก้มวรกายมาใกล้ พร้อมพระพักตร์งดงามที่เคลื่อนเข้าหาต่อจนปลายจมูกโด่งคมแทบแตะบนหว่างคิ้วเธอ ตามด้วยพระหัตร์เรียวแข็งแรงอุ่นร้อนที่เลื่อนขึ้นช้อนใต้แก้มซ้ายเธอพร้อมแรงยกเบาๆ ที่ทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นตาม ก่อนพระองค์จะเอ่ยแผ่วต่ำชิดใบหน้าที่เห่อแดงมากขึ้นเรื่อยๆ ของคนตัวเล็กกว่าว่า


                “แบบที่ข้า อยากให้มองมาตลอดหนึ่งร้อยปี”


                เนียร์ยืนนิ่งงันไป กระนั้นก็ยังมีความงงงวยอยู่ในดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลึกคู่โต ก่อนทบทวนว่าสายตาเช่นไรคือสายตาที่ราชาเลจินอฟอยากให้เธอมองมาตลอดหนึ่งร้อยปี... สิ่งใดที่พระองค์ต้องการจากเธอมาตลอดหนึ่งร้อยปี...


                รักงั้นหรือ...


                คนเป็นมังกรดึงหน้าตัวเองออกจากพระหัตร์เรียวแข็งแรงทันใดเมื่ออยู่ๆ ความคิดหนึ่งแว็บขึ้นในหัว และเป็นความคิดที่เธอต้องรีบสลัดทิ้งทันควันจนแทบเป็นการหนีห่างจากมัน พร้อมรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนจะถูกราชาของตนปั่นหัวให้วุ่นวายไปมากกว่านี้


                “หม่อมฉันคิดว่าควรฝึกเดินต่อแล้ว” เนียร์ก้าวถอยออกจากวรองค์สูงสง่าก้าวหนึ่ง แล้วค่อมศีรษะขออภัยให้พร้อมกัน ซึ่งเธอก็ไม่แน่ใจว่าเธอขออภัยพระองค์เรื่องอะไรกันแน่ รู้แค่ว่าควรกระทำยามที่ตนหลีกหนีจากพระหัตร์ที่ทรงอำนาจนั่น


                หากจอมมารก็กล่าวดักการกระทำมาว่า “ดูเหมือนเจ้าจะสนใจรูปพวกนี้มากกว่าฝึกเดิน”


                เนียร์ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ แม้จะดูรู้สึกผิดเล็กน้อยแต่ก็หันกลับไปมองที่รูปวาดของเหล่าจอมมารบนผนังอีกครั้ง เป็นการยอมรับว่าเธอสนใจรูปเหล่านั้นมากกว่าการฝึกเดินอย่างที่พระองค์กล่าวหาจริงๆ ก่อนเธอจะหันมาเอียงศีรษะแล้วตั้งคำถามที่เจือความหวั่นวิตกเล็กๆ มาให้


                “หม่อมฉันดูได้ไหม”


                “มันก็ติดหราอยู่ตรงนี้แล้วนี่” ราชาเลจินอฟตวัดมองรูปวาดมากมายบนผนังอย่างไม่ใส่ใจจนติดจะเบื่อหน่ายวูบหนึ่ง แต่ก็ชัดเจนว่าพระองค์อนุญาตให้เธอดูได้ และไม่มีท่าทางว่าจะตำหนิที่เธอสนใจพวกมันมากกว่าการฝึกเดินอย่างที่ขอพระองค์ไว้ก่อนหน้านี้


                เนียร์เริ่มก้าวช้าๆ ต่อเมื่อจอมมารยอมปล่อยให้เธอดูรูปวาดมากมายบนผนัง และเมื่อใช้เวลาครู่ใหญ่ในการสำรวจเหล่ารูปวาดของจอมมารแต่ละรุ่นแล้วเธอจึงพบว่าแต่ละพระองค์นั้นมีรูปวาดของตนเองหลายภาพ ทั้งภาพเดี่ยวในเครื่องทรงหลากหลายและในกิริยาต่างๆ หรือภาพคู่กับราชินี ที่สำคัญทุกพระองค์ไม่ได้เหมือนอย่างที่เนียร์เคยคิดไว้


เพราะเธอเคยจินตนาการว่านอกจากราชาปีศาจจะมีเส้นเกศาสีดำและดวงเนตรสีน้ำตาลทองที่เป็นเอกลักษณ์ของสายพันธุ์ยักษแล้ว ทุกพระองค์คงมีบุคลิกและบรรยากาศที่ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก คงดูคล้ายๆ กับราชาเลจินอฟไปหมด


                ทว่าเท่าที่เธอสังเกตภาพวาดที่ถูกวาดอย่างประณีตราวกับมีชีวิตเหล่านี้ จอมมารในรูปล้วนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่ในเชิงกายภาพ ทุกพระองค์ยังคงมีเส้นเกศาสีดำราวขนอีกาและดวงเนตรสีอ่อนเจิดจ้าทรงอำนาจพร้อมรูปลักษณ์ที่งดงามเกินสิ่งมีชีวิตปกติแม้จะไม่ได้มีพระพักตร์ที่เหมือนกันแบบฝาแฝดก็ตาม ทว่าบุคลิก สายพระเนตร และบรรยากาศนั้นกลับแตกต่างกัน บางพระองค์แทบดูเป็นคู่ตรงกันข้าม อย่างเช่นรูปของจอมมารที่อยู่ถัดไปจากชุดภาพของราชาเลจินอฟกับจอมมารที่อยู่ในกลุ่มภาพวาดชุดสุดท้าย


                และความตรงกันข้ามระหว่างจอมมารทั้งสองพระองค์จนสะดุดความรู้สึกก็ทำให้มังกรสาวถอยเท้าเพื่อสลับมองพวกเขาทั้งคู่ไปมาอยู่กับที่พักใหญ่ พลางมุ่นหัวคิ้วเอียงศรีษะเพื่อเพ็งพินิจรายละเอียดของความแตกต่างนั้น พร้อมข้อสงสัยว่าทำไม


                “คนฝั่งซ้ายเจ้าคือราชาลิโอเนลจอมมารลำดับที่ 5”


                เนียร์ละสายตาออกมาจากจอมมารทั้งสองบนฝาผนังแล้วไปมองจอมมารข้างตัวแทนทันใด ก่อนจะตวัดสายตาไปดูรูปวาดของอดีตราชาปีศาจที่อยู่ติดกับชุดภาพของราชาเลจินอฟ แล้วหันกลับไปยังผู้พูดอีกครั้งด้วยสีหน้าที่มีคำถามและความประหลาดใจเล็กน้อย “ถ้าเช่นนั้นพระองค์ก็เป็น...”


                “ใช่... พ่อข้า” ราชาเลจินอฟตอบชัด พลางปรายสายพระเนตรไปยังภาพวาดส่วนสุดท้ายที่อยู่ขวามือเนียร์ และกล่าวขึ้นอีก “ส่วนฝั่งขวานั่นราชาลูเซี่ยน จอมมารลำดับที่ 2”


                เนียร์หันกลับมาสนใจอดีตจอมมารลำดับที่ 5 และลำดับที่ 2 อีกครั้งเมื่อได้รู้ตัวจริง และความตรงกันข้ามระหว่างอดีตจอมมารที่เธอหมายถึงนั่นก็คือบรรยากาศและสายพระเนตรที่ส่งตรงมาจากในภาพ


ราชาลิโอเนลจอมมารลำดับที่ 5 นั้นมีความคล้ายกษัตริย์อาเกลหรือความจริงคืออาจคล้ายเจ้าชายดิมาร์คัสผู้เป็นต้นตระกูลของกษัตริย์อาเกลมากกว่าราชาเลจินอฟที่เป็นพระโอรสองค์โตและเป็นจอมมารเหมือนกับพระองค์ แม้อดีตจอมมารพระองค์นี้จะมีสายพระเนตรที่ซ่อนความร้ายลึก ทรงอำนาจและมากเล่ห์ไม่ต่างจากราชาเลจินอฟหรือลักษณะพื้นฐานของสายพันธุ์ยักษ์ที่สูงส่งนี้ ทว่าพระองค์กลับดูอ่อนโยนกว่า สีพระพัตร์ผ่อนคลายกว่า มีบรรยากาศที่โปร่งเบาและเข้าถึงได้มากกว่าราชาเลจินอฟ และเหนืออื่นใดใต้ดวงเนตรคู่คมที่ดูมีความร้ายกาจซ่อนอยู่นั้นยังเจือด้วยรอยเมตตาและน่าเคารพเหมือนกษัตริย์อาเกลที่เธอเคยเห็นในภาพนิมิต


ซึ่งในทางตรงกันข้ามนั้น จอมมารลำดับที่ 2 ราชาลูเซี่ยน พระองค์ดูมืดทมึน ทั้งท่าทางการยืน สายพระเนตร และสีพระพักตร์ที่บึงตึงนั้นล้วนหนักหน่วง ไม่มีความเจ้าเล่ห์ในดวงเนตรคู่คม และความจริงไม่มีแม้แต่แววของความรู้สึกใดในนั้น ซึ่งมันไม่ใช่แค่ความเย็นชาหรือห่างเหิน แต่มันคือความอำมหิตและเลือดเย็น จนทำให้เนียร์รู้สึกขนลุกยามสบสายพระเนตรคู่นั้นครั้งแรก บรรยากาศของพระองค์มีแต่ความเหี้ยมเกรียม กราดเกรี้ยว ชิงชัง เป็นพายุร้ายที่โหมซัดอยู่ใต้พระพักตร์ที่เหมือนหน้ากากไม่มีชีวิตนั่น ราวกับว่าถ้าพระองค์เดินออกมาจากภาพวาดได้ คงเอาดาบฟันหัวเธอขาดทันทีเพราะขวางทางพระองค์โดยไม่แม้แต่จะกระพริบตาหรือหยุดเดิน


บางครั้งที่เธอคิดว่าราชาเลจินอฟน่ากลัวและร้ายกาจแล้ว แต่เมื่อเทียบกับราชาลูเซี่ยนในภาพนี้ มันกลับทำให้ราชาเลจินอฟดูเป็นจอมมารที่อ่อนโยนขึ้นได้อย่างประหลาด... เธอไม่รู้เลยว่าอะไรที่ทำให้จอมมารลำดับที่ 2 นั้นดูเกลียดชังโลกใบนี้ได้ขนาดนั้นทั้งที่จอมมารพระองค์อื่นไม่ได้ดูเหี้ยมเกรียมเท่านี้ แม้แต่กับราชาเลจินอฟก็ตาม


แต่นั่นแหละคือจุดสำคัญที่ทำให้มังกรสาวต้องหยุดดูอดีตจอมมารทั้งสองพระองค์ด้วยความสงสัย ซึ่งลักษณะนิสัยของจอมมารนั้นมาจากฝั่งของราชินีเป็นหลัก ซึ่งเท่าที่รู้ราชาลูเซี่ยนมีพระมารดาเป็นมังกรพันธุ์จักรพรรดิ์ เธอพอจะรู้ว่าพวกพันธุ์จักรพรรดินั้นค่อนข้างเย่อหยิ่ง ถือตัว โลภ และดูถูกสายพันธุ์อื่น ทว่าก็ไม่น่าจะมืดมนเหมือนคำสาปเช่นนี้


และนั่นทำให้เนียร์อดจะพึมพำขึ้นไม่ได้ว่า “... ทั้งสองพระองค์ดูต่างกันมาก”


“สังเกตได้ดี” จอมปีศาจว่า แต่ไม่ได้ฟังเหมือนคำชมเท่าไหร่นัก แถมติดจะขบขันนิดๆ ยามกล่าวขึ้นใหม่ “พ่อข้ามีพรสวรรค์ในเรื่องการหลอกล่อ และลักษณะของพรายที่ได้มาจากแม่ของเขายิ่งทำให้มันง่ายขึ้นที่จะทำให้ทุกคนเชื่อในสิ่งที่เขาพูด ดังนั้นเขาจึงแทบไม่ต้องลงมือทำอะไรรุนแรงในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะสำคัญหรือไม่สำคัญ... เว้นเรื่องนาง”


ราชาเลจินอฟชี้ขึ้นไปยังรูปวาดใหญ่อีกรูปที่อยู่ใกล้ภาพราชาลิโอเนลแบบเต็มตัว แล้วเห็นเป็นรูปวาดคู่ของพระองค์กับหญิงสาวอีกคนในชุดกระโปรงสีน้ำเงินเข้มที่ปักลวดลายสง่างามด้วยดิ้นเงินเข้ากับสีดวงเนตรของพระนางที่เป็นสีน้ำเงินเข้มเช่นกัน พร้อมเส้นเกศาสีบลูเน็ตที่ถูกรวบสูงไว้ใต้มงกุฎเงินรูปทรงเรียบง่ายแต่ดูโดดเด่นด้วยลวดลายคดโค้งจากทองคำเส้นเล็กๆ รอบวง


ทั้งสีดวงเนตรและสีเส้นเกศานั่นทำให้เธอคิดถึงกษัตริย์เจมีสแห่งเมรอส เกศาสีบลูเน็ตและดวงเนตรสีน้ำเงินเข้มนั่น ทว่าสายพระเนตรของพระนางและพักตร์ที่เฉิดน้อยๆ อย่างพอเหมาะดูสูงส่งแต่ไม่เย่อหยิ่ง กับท่าทางการยืนนั่นกลับมีบรรยากาศและกลิ่นแบบเดียวกับราชาเลจินอฟไม่มีผิด แม้เธอจะไม่ใช่หญิงงามสะดดตา ทว่าความทรงอำนาจและความสง่างามโดยธรรมชาตินั้นกลับแผ่กระจ่ายออกมาชัดเจนจนน่าขนลุกนิดๆ


                “นั่นคือ... พระมารดาของพระองค์” เนียร์ว่าขึ้นเนิบช้าด้วยความรู้สึกสนใจอย่างยิ่งยามได้เห็นราชินีคู่บัลลังก์ที่เป็นมนุษย์ของจอมมารลำดับที่ 5 ครั้งแรก ซ้ำยังเป็นพระมารดาของราชาปีศาจที่ข้างตัวเธอ


                “เจ้าหญิงเอสเม่... ถ้าภาพนี้นางใส่ผ้าคลุมกับมงกุฎอันเก่าของตัวเอง พ่อข้าคงกลายเป็นแค่ของประกอบฉาก” จอมมารเสริมด้วยรอยยิ้มหยันนิดๆ ที่มุมปาก คล้ายทั้งเยาะหยันไม่ชอบใจและภูมิใจไปพร้อมกันกับพระมารดาของพระองค์


                “พระนางดูโดดเด่นและมีอำนาจมาก” เนียร์ออกความเห็นโดยที่สายตายังไม่ละจากรูปคู่ของอดีตราชาและราชินีของเทเนบริส และอดคิดไม่ได้ว่ามันดูเหมือนกษัตริย์สองพระองค์ยืนคู่กันมากกว่าราชาและราชินี เพราะเจ้าหญิงเอสเม่หรือราชินีเอสเม่นั้นมีบรรยากาศของความเป็นเจ้าหญิงหรือราชินีน้อยมาก


                ซึ่งสุรเสียงทุ้มลึกก็เอ่ยขึ้นต่อว่า “มากจนเกินไปในบางครั้ง”


                เหมือนฝ่าบาทเลย... มังกรสาวได้แค่ต่อคำพูดของราชาปีศาจองค์ปัจจุบันในใจ เพราะมันคงไม่ดีที่จะพูดออกไป แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เธอได้เห็นต้นแบบของราชาเลจินอฟได้ชัดเจนมากขึ้น


                และเมื่อคิดว่าแม่และลูกนั้นเหมือนกันราวถอดแบบ เนียร์ก็อดจะสงสัยไม่ได้จนต้องถามออกไปว่า “พระนาง... เอ่อ... ดีไหม”


                “เท่าที่จำเป็น และเป็นบางด้าน” จอมมารตอบเร็วโดยไม่เสียเวลานึกย้อนราวพระมารดาของพระองค์ชัดเจนอยู่ในความทรงจำพระองค์เสมอ พลางว่าต่อ “นางเคยเป็นกษัตริย์ แต่ถูกดึงกลับมาอยู่ในตำแหน่งราชินี นางไม่ชอบใจนักหรอก”


                “พระนางเคยเป็นกษัตริย์?” เนียร์ย้อนถามด้วยท่าทางที่กระตือรือร้นราวเด็กๆ ขึ้นมาทันทีเมื่อถึงตรงนี้


                “ในอาณาจักรเก่าของนาง หรือเมรอสในปัจจุบัน” ราชาเลจินอฟตอบ


                “ถ้าเช่นนั้นก็...”


                “ใช่ อาณาจักรเมรอสเคยมีชื่ออื่น ก่อนชาเรสจะได้ตำแหน่งกษัติย์ต่อจากนางแล้วเปลี่ยนชื่อมันด้วยหลายเหตุผล อาจเพราะเขาดูเหมาะสมที่สุดในฐานะทายาทสิงโต” 


                “สิงโต?” เป็นอีกครั้งที่เธอต้องเอียงศีรษะอย่างใคร่รู้


                ราชาเลจินอฟเพียงพยักพักตร์ทีหนึ่ง “ชื่อเต็มของเจ้าหญิงเอสเม่ คือเอสมาริน เรเน่ เดอะ ไลออน นางสิงห์แห่งเทนยาน่าหรืออาณาจักรเทนยาน่า สัญลักษณ์ประจำเมืองเป็นรูปสิงโตสองหัว แม้แต่บัลลังก์ของพวกเขายังเป็นรูปสิงโต... และมันเป็นบัลลังก์ที่งามที่สุดที่ข้าเคยเห็นมาในชีวิต”


                “งามกว่าบัลลังก์ของฝ่าบาทหรือ” เนียร์แปลกใจ


                “หลายเท่า” พระองค์ชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง “เจ้าไปเมรอสมาแล้วน่าจะเคยเห็น”


                เนียร์ขมวดคิ้วคิดทวนเล็กน้อย “หม่อมฉันไม่เคยได้เข้าไปในท้องพระโรง... มันเปิดเผยตัวทูตแห่งเทเนบริสอย่างหม่อมฉันมากไป”


                “งั้นก็น่าเสียดาย” จอมมารบ่นเรียบเฉยไม่จริงจัง “บัลลังก์นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ข้าอิจฉาชาเลส ถ้ามีโอกาสได้บุกเมรอส มันจะเป็นสิ่งเดียวที่ข้าจะขนกลับมา... หวังว่าเจ้าชายบางคนจะไม่ทำให้ข้าอยากบุกอาณาจักรน้องชายตัวเองขึ้นมา”


                ประโยคช่วงท้ายของจอมปีศาจฟังเข้มหนักและเย็นเหยียบขึ้น ซ้ำยังปรายตาต่ำไปมองยังมังกรข้างกาย ซึ่งนั่นทำให้เนียร์ต้องกระพริบตาปริบๆ อย่างไม่เข้าใจนัก เพราะรู้ว่าเจ้าชายบางคนที่ราชาเลจินอฟกล่าวถึงคงไม่พ้นเจ้าชายลูกครึ่งเอลฟ์คนนั้น แต่ทำไมเจ้าชายเซฟฟิลต้องหาเรื่องให้จอมมารมาบุกเมืองของตน ที่สำคัญทำไมจอมมารข้างกายต้องมองเธอยามกล่าวเรื่องบุกเมืองด้วย


                แต่ไม่นานเธอก็กลับมาสนใจยังรูปวาดของเหล่าอดีตจอมมารอีกครั้ง แล้วเพ็งพินิจไปยังราชาปีศาจอีกพระองค์ที่เป็นเป้าหมาย ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ อีกครั้งว่า “แต่ราชาลูเซี่ยน... ทรงดู...”


“โหดร้าย” สุรเสียงทุ้มลึกต่อประโยคของมังกรสาวอย่างรู้ทันและเข้าใจ พลางสำทับ “ใช่... ว่ากันว่าพระองค์เป็นจอมมารที่เหี้ยมโหดและน่ากลัวที่สุด ช่วงพระองค์ขึ้นครองราชย์ แผนดินนองเลือดมากกว่าทุกยุคสมัย พระองค์ฆ่าล้างไปหลายเผ่าพันธุ์และสร้างศัตรูไว้ให้เทเนบริสเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ตราบเท่าที่มันไม่ทำลายสมดุลพระองค์ก็ฆ่าต่อไปจนราชาลูเซี่ยนกลายเป็นต้นแบบจอมมารที่มนุษย์เก็บเป็นภาพจำฝังใจมาจนถึงยุคปัจจุบัน”  


                 “ทำไมพระองค์ทำแบบนั้น” เนียร์ชักหัวคิ้วยุ่งด้วยความหดหู่ยามได้ยินว่ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไปมากมายแบบนั้น


                ราชาเลจินอฟเพียงเงียบงันอยู่อึดใจหนึ่ง แล้วจึงว่าเรียบเฉย “อาจเพราะเยาว์เกินกว่าจะขึ้นครองราชย์ได้ และไม่มีทั้งพ่อหรือแม่คอยสอนว่าควรทำยังไง”


                “ไม่มี?... ได้ยังไงเพคะ” คนเป็นมังกรยิ่งประหลาดใจปนตระหนกเล็กๆ เพราะมันไม่น่าจะเกิดเรื่องพวกนั้นขึ้นได้หากเรามีพ่อและแม่เป็นจอมมารกับมังกรที่มีอายุยืนยาวทั้งคู่ ซึ่งนี่ยังไม่รวมด้วยว่าเป็นสายพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก


                 หากราชาเลจินอฟกลับให้คำตอบได้เพียงว่า “ไม่มีบันทึกแน่ชัด แต่เดาว่าราชินีคงอายุไม่ยืนเท่าไหร่”


                ก็จริงที่ว่าอายุของจอมมารนั้นผูกอยู่กับชีวิตของราชินีตน ทว่า... “แต่พระนางเป็นมังกร”


                “การมีช่วงวัยที่ยืนยาว ไม่ได้แปลว่าจะไม่ตาย” ราชาเลจินอฟหันมากล่าว “และนั่นเป็นสาเหตุให้ราชาลูเซี่ยนขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ชันษาไม่ถึง 20 ปี”


                เนียร์ขมวดหัวคิ้วแน่นกว่าเดิม พร้อมความสงสัยหนึ่งที่เป็นประเด็นสะกิดใจ “อายุไม่ถึงยี่สิบปีแบบมังกร หรือยี่สิบปีของมนุษย์...”


                “ไม่ถึงยี่สิบปีของมนุษย์”


                เนียร์ถึงกับเผลออ้าปากค้างน้อยๆ ออกมา เพราะเท่าที่รู้ดูเหมือนจอมมารนั้นจะเจริญเติบโตช้าหรือเร็วตามสายพันธุ์ของราชินี อย่างถ้ามีแม่เป็นมนุษย์เช่นราชาเลจินอฟก็จะแค่ 25-30 ปีก็โตเต็มวัย ก่อนช่วงวัยจะถูกหยุดไว้แค่นั้น กับพวกพรายอย่างราชาลิโอเนลก็คงสัก 180-200 ปีคือโตเต็มวัย แต่กับราชาลูเชี่ยนที่มีแม่เป็นมังกรพันธุ์จักรพรรด์ก็คงประมาณ 250-300 ปีคือโตเต็มวัย  


ดังนั้นหากพระองค์มีอายุจริงตามปีปกติไม่ถึงยี่สิบปี นั่นก็แปลว่าตอนนั้นพระองค์ก็จะดูไม่ต่างจากเด็กขวบกว่าๆ ที่ไปนั่งบนบัลลังก์ที่ใหญ่โตมาก แถมยังเป็นช่วงวัยสิบกว่าปีที่เหมือนกำกึ่งระหว่างความเป็นเด็กและผู้ใหญ่ทางความคิด หากเป็นมนุษย์ก็เป็นช่วงแตกเนื้อหนุ่มสาว รู้สึกว่าตนมีอำนาจ อารมณ์ไม่คงที่ อยากทำตามใจตนแต่จัดการมันไม่เป็น และยิ่งกับจอมมารที่มีอำนาจเหลือล้นในมือด้วยแล้ว...


                เธอพอจินตนาการออกนิดๆ แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับจอมมารลำดับที่ 2 บ้าง... ไม่มีอะไรพร้อมสำหรับพระองค์สักอย่าง และคงมีเหตุผลสำคัญอื่นที่เธอยังไม่รู้มากกว่านี้ที่ทำให้ราชาลูเซี่ยนเหี้ยมโหดกว่าจอมมารพระองค์อื่น


                “ว่าแต่ทำไมบันทึกถึงไม่แน่ชัดล่ะเพคะ” เนียร์ตั้งข้อสงสัยเพิ่ม


                “เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับช่วงเวลาของราชาลูเธอร์ จอมมารลำดับที่ 1”


                สิ่งที่ได้ฟังทำให้มังกรสาวเริ่มเห็นถึงความผิดปกติกับรูปวาดเหล่าจอมมารบนผนังตรงหน้า และใช้เวลาสองสามวินาทีกวาดมองภาพเหล่านั้นใหม่อีกรอบ ก่อนจะพบบางอย่างที่ขาดหายไปจนต้องเอ่ยออกมา “ในนี้ ไม่มีภาพพระองค์...”


                ภาพของเหล่าจอมมารมีแค่ห้าพระองค์ แม้จะมีภาพของแต่ละคนมากกว่าหนึ่ง ทว่าก็ดูออกได้ว่าบนนั้นขาดจอมมารไปพระองค์หนึ่ง ทั้งที่ราชาเลจินอฟเป็นจอมมารลำดับที่ 6 บนนั้นจึงควรมีจอมมารหกพระองค์ แต่นี้กลับพบแค่ห้า ซ้ำภาพชุดสุดท้ายก็เป็นของจอมมารลำดับที่สอง ซึ่งถ้านับจากซ้ายมือเป็นการแขวนภาพจอมมารคนล่าสุด ไล่ไปทางขวาตามลำดับความเก่าแก่ของจอมมารแต่ละรุ่น และไปจบที่จอมมารลำดับที่สองแล้วล่ะก็ แปลว่าภาพที่หายไปคือจอมมารลำดับที่ 1


                หากไม่นานเธอก็ได้คำตอบที่เหมือนแค่การเล่าเรื่องจากราชาปีศาจข้างตัวว่า


                “เรื่องของจอมมารลำดับที่ 1 หายไปจนไม่เหลือตั้งแต่ปราสาทของพระองค์ถูกทำลายหมด มีบางอย่างเกิดขึ้นกับปราสาทนั่นแล้วทุกอย่างในนั้นหายไปเหมือนกลืนไปกับอากาศ ทั้งเรื่องของจอมมารลำดับที่ 1 และราชินี เหลือแค่พวกข่าวลือ ดังนั้นเรื่องบางส่วนของจอมมารลำดับที่ 2 ซึ่งเป็นพระโอรสของพระองค์จึงหายไปด้วย โดยเฉพาะช่วงวัยเด็ก บางอย่างถูกแต่งเติม บางอย่างคลุมเครือ มีแต่ชื่อเสียงโหดร้ายของพระองค์ที่ชัดเจน เพราะทุกคนในช่วงนั้นเห็นมันกับตาตัวเอง”


                เนียร์ต้องสะดุดกับสิ่งที่ได้ยิน แล้วหันไปมองราชาของตน “มีปราสาทของจอมมารลำดับที่ 1ก่อนหน้านี้ด้วยหรือเพคะ”


                ครั้งนี้พระพักตร์คมหันมาก้มมองทหารของพระองค์ เงียบงันไปครู่ราวให้เธอนึงสงสัยยิ่งกว่าเดิม ซ้ำยังมองมาด้วยสายพระเนตรที่คล้ายจะขบขันหรือสมเพสเธอไม่แน่ใจ ก่อนพระองค์จะกล่าวเน้นชัดขึ้นใหม่


“เจ้านอนทับมันทุกคืน”


                เนียร์ยืนนิ่งชั่ววินาทีก่อนจะอ้าปากน้อยๆ อีกครั้งด้วยความตกตะลึงเมื่อระลึกได้ว่ามันคือที่ใด... ซากปราสาทเก่าในทุ้งหญ้ากว้างใหญ่ที่อยู่หลังแนวต้นสนนั่น


                นั่นคือปราสาทของจอมมารลำดับที่ 1 งั้นเหรอ!









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 912 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14,398 ความคิดเห็น

  1. #13723 §INERZIA§ (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2562 / 14:31

    ฉันก็สงสัยมานานและ ว่าที่ว่ากันว่าจอมมารทุกพระองค์จะมีนิสัยมาจากทางมารดา ถ้าอย่างงั้นแม่เลจินอฟนี่คือต้องโตมายังไง เลจี้ถึงมีนิสัยเยี่ยงนี้. อ่อ เป็นนางสิงห์แห่งเทนนาย่าที่ถูกพ่อเลจี้ดึงตกบัลลังก์มาเป็นราชินีนี่เอง555 อยู่ดีๆก็แอบอยากรู้สตอรี่ฝั่งพ่อขึ้นมาเลยว่าไปจีบมาได้ยังไง55

    ..เอ็นดูเนียร์ ไปนอนทับที่เขาทุกวันโดยไม่รู้ว่าที่นั่นจริงๆคือที่ของใคร55

    #13,723
    0
  2. #13715 BEEMbbr (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 18:30
    นอนทับทุกคืน 5555555 เอ็นดูท่าตื่นนอนน้องมากๆ อุแงง น่ารัก
    #13,715
    0
  3. #13667 Sunaree Singmanee (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 / 00:55
    งื้ออออออออ
    #13,667
    0
  4. #13665 oostoho (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 / 16:29
    ชอบตอนเนียร์ตะกุยพรม น่าร้ากกกก
    #13,665
    0
  5. #13661 mo2ksrwi3_thawe2.ng (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 13:39
    ดวงราชินีมากจร้าาาา นอนทับปราสาทเก่า 555
    #13,661
    0
  6. #13658 Anajujub (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 06:51

    รอคอยเธอมาแสนนาน...ทรมานวิญญาณหนักหนา..รีบมาต่อนะคะ

    #13,658
    0
  7. #13657 Cleo_167 (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 20:10

    รีบมาต่อนะคะ สนุกมากๆเลยค่าา
    #13,657
    0
  8. #13656 Jeon Litta (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 17:18

    คิดถึงมากกกกค่ะ แทบกริ๊ดเลยตอนเห็น แงงงงงงงง ตอนนี้อ่านไปเขินไปต้องค่อยๆอ่าน จะตายแล้ววววว

    #13,656
    0
  9. #13650 เมมฟิส (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 11:13

    เรื่องลึกลับซับซ้อนมากขึ้น
    #13,650
    0
  10. #13649 PEP (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 08:11

    ปมเยอะมากกก เดายากสุด แต่อ่านเพลินมากค่ะ รอเล่มเลย อยากอ่านรวดเดียว^^

    #13,649
    0
  11. #13648 ตุ๊กตาหน้าตาย (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 21:26
    แบบมันเป็นน่ารัก น่ารัก น่าร้ากกกกกก
    #13,648
    0
  12. #13647 Kapukkapik (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2562 / 13:44

    ตตอนนี้เลจี้ชัดเจนมากกกกก เนียร์ก็ยังเป็นเนียร์ที่เหมือนจะรู้ทันเเต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความใสซื่อจนน่าเอ็นดู เราเชืืว่าตอนเนียร์บิดขี้เกียจฝ่าบาทต้องโดนดาเมจความน่ารักอย่างจังเเน่นอน ขอบคุณที่มาอัพนะคร้าบบบ

    #13,647
    0
  13. #13646 l2unnin (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 21:10
    เนียร์เริ่มมีความรู้สึกแบบอื่นแล้ววว
    #13,646
    0
  14. #13645 kyungsoosan (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 19:15

    พระเจ้านี่เป็นจอมมารลำดับที่1รึเปล่าน้อ แล้วที่ล่อแต่บลูไฟเออร์เข้าไปนี่คือแบบอาจจะอยากคืนชีพไออิชาที่เป็นบลูไฟเออเหมือนกัน เป็นไปได้มั้ยย ต้องการชิ้นส่วนของบลูไฟเอออะไรแบบนี้ เดา55555

    #13,645
    1
    • #13645-1 BlueS (จากตอนที่ 56)
      1 ธันวาคม 2562 / 00:44
      โอ้ะเป็นไปได้ค่ะะ55555555
      #13645-1
  15. #13644 Beaubeautiie (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 00:04
    น่ายักกกก เค้าจีบกันน
    #13,644
    0
  16. #13643 nass_san (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 22:47
    คิดถึงมากเลยนะคะ กลับมาแล้วเลจจี้หวานมากเลยค่ะ เขินนนนนน แต่ต้องรีบหวาน เพราะเรื่องนี้เน้นบู๊! 555555555

    ปมใหม่มาอีกแว้วววววว
    #13,643
    0
  17. #13640 Buliwyf (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 12:06

    ดีใจที่ได้รู้จักแม่ของเรจินอฟซะที

    #13,640
    0
  18. #13639 ศรีจำปา (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 10:32
    เลจี้แสดงออกอย่างชัดเจนแต่เนียร์ของเราจะรับรู้ไหม
    #13,639
    0
  19. #13638 katsuza2 (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 05:17

    เนียร์จะน่ารักเกินไปแล้ว
    #13,638
    0
  20. #13637 มู มิน (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 23:28
    แกชั้นเขินกับคำว่าสายตา5555555555555555
    #13,637
    0
  21. #13636 มาโมริ (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 23:15
    เลิฟๆๆ
    #13,636
    0
  22. #13634 kanata ryohei (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 23:00
    มีปมมมมม หายไปรอบนี้คิดถึงมากๆๆๆ ดีใจที่มาอัพนะ เป็นกำลังใจให้คนเขียน และรอติดตามเสมอ
    #13,634
    0
  23. #13633 panpan_tak (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 21:47

    รักเนียร์

    #13,633
    0
  24. #13632 keawza_zaa (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 21:23
    เอาแล้ววว ปมมาอีกหนึ่ง
    #13,632
    0
  25. #13631 sunnight (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 20:27
    ปมมาาา
    #13,631
    0