The Legend of Blue Fire (มังกรผู้เฝ้าหอคอย)

ตอนที่ 54 : ตอนที่ 52 กลับบ้าน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,302
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 774 ครั้ง
    26 พ.ค. 62




               “กลับ... บ้าน?...”


               เจ้าของร่างสูงโปร่งสำทับถ้อยคำของจอมปีศาจเนิบช้า คิดทวนความหมายในหัว ก่อนจะหรี่นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มมองคู่สนทนาอย่างไม่เข้าใจและไม่คลายระแวง “หมายความว่ายังไง”


               “หมายความว่า ถึงเวลาที่เจ้าต้องกลับไปที่เมรอสแล้ว” ราชาเลจินอฟตอบเร็วราวรอโอกาสที่จะได้พูดคำนี้มาตลอด


               เซฟฟิลพลันขมวดคิ้วยุ่งมากกว่าเดิม ก่อนความรู้สึกสงสัยในตอนแรกจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความไม่สบอารมณ์แทน


               “ถ้ารู้ว่าข้ามาจากเมรอส ก็น่าจะรู้ว่าทำไมข้าถึงออกมา” เขาว่าเสียงเครียด


               “เจ้าต้องออกมาเพราะมีหนอนบ่อนไส้ในเมรอสที่คิดลอบสังหารเจ้าอยู่ รวมถึงต้องแสร้งออกมาล่ามังกรเพื่อไม่ให้ตัวเองตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับมังกรที่ฆ่าชาวบ้านในเมือง” ราชาปีศาจต่ำตอบไม่ติดขัด  


               “... รู้เรื่องพวกนั้นทั้งหมดได้ยังไง” แม้จะเป็นฝ่ายถามเอง แต่เจ้าชายหนุ่มก็ต้องหรี่นัยน์ตาแคบด้วยความไม่ไว้ใจมากขึ้น และแปลกใจไม่น้อยที่อีกฝ่ายรู้ข้อมูลเขาละเอียดขนาดนี้


               “พรานล่ามังกร” คู่สนทนายังตอบเร็ว


               เซฟฟิลคิดถึงกลุ่มคนที่จับเนียร์มาขายกลางตลาดค้าของเก่าทันที กระนั้นก็ยังสงสัย “เจอพวกนั้นได้ยังไง”


               “บังเอิญ”


               เป็นคำว่าบังเอิญที่ฟังเหมือนตั้งใจมาก... เจ้าชายลูกครึ่งเอลฟ์วิจารณ์คำตอบของโคร์วในใจ ก่อนจะสอบสวนอีกฝ่ายต่อ “แล้วพวกนั้นยอมเล่าทุกอย่างให้เจ้าฟังหมดงั้นเหรอ”


               “พวกมันเป็นพ่อค้า ขายทุกอย่างที่ขายได้นั่นแหละ” คำตอบจากสุรเสียงทุ้มลึกครั้งนี้แฝงรอยเหยียดเบาๆ มาด้วย


               เซฟฟิลถอนหายใจแผ่ว ปล่อยวางกว่าที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ไว้ใจอีกฝ่ายมากขึ้นเพราะเขาตอบคำถามได้หมด เมื่อทุกคำตอบของโคร์วยังแฝงเล่ห์บางอย่างอยู่ ทว่าแค่ไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องซักไซ้เรื่องนี้อีก พลางเปลี่ยนไปเอ่ยถึงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเพื่อนร่วมทางคนนี้แทน


“งั้นสรุปว่าเจ้าเป็นคนของเทเนบริสเหมือนเนียร์”


               “ไม่เชิง” ผู้เป็นจอมมารตอบอย่างขอไปทีสร้างความขุ่นเคืองให้เจ้าชายหนุ่มอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะยอมเอ่ยต่ออย่างจริงจังกว่าเดิม “ยังไงก็แล้วแต่ ข้าไม่ใช่ศัตรูเจ้า... อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้”


               “งั้นก็น่าจะรู้ว่าข้ายังกลับไปไม่ได้จนกว่าเรื่องพระเจ้าใต้โลกของพวกเจ้าจะจบ... จนกว่าศัตรูที่คิดฆ่าข้าจะถูกกำจัดหมด” เซฟฟิลแย้งข้อเสนอของโคร์วทันทีเมื่อถึงตรงนี้


               ทว่าจอมมารกลับเพียงโคลงศีรษะไปทางเหล่าทหารในชุดเกราะดำเบื้องหน้า พลางว่าอย่างไม่ทุกข์ร้อน “เพราะแบบนั้นข้าถึงเตรียมกองทหารครึ่งกองร้อยไว้ส่งเจ้ากลับ และเป็นองค์รักษ์ให้เจ้าไปพร้อมกันจนกว่าเรื่องยุ่งยากทั้งหมดนี้จะจบลง... เนียร์หมดหน้าที่ดูแลเจ้าแล้ว”


               “ว่าไงนะ!” เซฟฟิลอุทานสีหน้าเครียดกว่าเดิม “ให้ข้าเอาอมนุษย์ครึ่งกองร้อยกลับเมรอสเนี่ยนะ”


               “ใช่” จอมมารเอ่ยรับอย่างไม่ยี่หระในคำท้วง ซ้ำสำทับ “แข็งแกร่งและซื่อสัตย์กว่าทหารมนุษย์ของเจ้านับหมื่นนาย”


               “แน่ใจได้ยังไง” เซฟฟิลย้อนถามฉับไว


               “ทหารพวกนี้ถูกคัดสรรค์ สอบสวน และสืบค้นประวัติมาหมดแล้ว... โดยจอมมารโดยตรง”


               “ถึงแบบนั้นพ่อข้าคงไม่ยอมให้พวกมันก้าวเข้าเมืองมาสักตน เพราะการขนทหารของศัตรูเข้ามาครึ่งกองร้อยแบบนี้ ก็ไม่ต่างจากการที่เราเปิดบ้านในพวกเจ้ามาเข้ามายึดทางอ้อม... และข้าเองก็คงไม่ยอมเช่นกัน”


               “ถ้าเจ้าฉลาดนะเซฟ เจ้าก็ควรรู้จักโกหกให้เป็น” ราชาปีศาจเสนอด้วยท่าทีที่เริ่มเบื่อหน่าย “บอกไปว่าเป็นทหารของกษัตริย์ฮาร์เดนเลียที่ส่งมาคุ้มครองเจ้าระหว่างการเดินทาง และมาช่วยเสริมกำลังป้องกันเจ้าเพราะตอนนี้คนในไว้ใจไม่ได้เท่าไหร่แล้ว ทหารของข้าจะอยู่ในร่างมนุษย์ตลอดตราบเท่าที่จำเป็นเพื่อไม่ให้ถูกสงสัย... แค่นี้เจ้าทำได้ใช่ไหม”


               “นั่นก็ไม่ได้ลบความจริงที่ว่าพวกมันเป็นอมนุษย์และเป็นคนจากเทเนบริสอยู่ดี” เจ้าชายหนุ่มเน้นชัด


               ชั่วขณะนั้นราชาเลจินอฟพลันระบายลมหายใจกับข้อโต้แย้งที่ไม่มีที่สิ้นสุดของคนอ่อนวัยกว่า กระนั้นพระองค์ก็ยังพยายามควานหาความอดทนเสี้ยวสุดท้ายเพื่อเอ่ยขึ้นใหม่ว่า


“ถ้าพวกเราอยากยึดเมืองเจ้า เราคงไม่ส่งสารเพื่อยุติสงครามไป”


               “พวกเจ้าอาจแค่ไม่อยากรับมือกับศัตรูสองด้านพร้อมกัน... โดยเฉพาะด้านหนึ่งมีอาวุธไว้ฆ่าจอมมารได้” เซฟฟิลโต้ พร้อมนัยน์ตาคู่สวยคมที่มองตรงอย่างมุ่งหมายด้วยความเป็นศัตรู


ทว่าจอมมารกลับย้อนทันใดว่า “แค่เด็กน้อยถือมีด แถมไม่รู้วิธีใช้ ไม่ได้น่ากลัวสักเท่าไหร่หรอกนะ”


เจ้าของเรือนผมสีทองขาวพลันสะอึกนิ่งด้วยความกรุ่นในอารมณ์ต่อคำปรามาสของปีศาจตรงหน้า ทว่าก็ไร้ข้อโต้เถียงเพราะมันจริงที่การฆ่าจอมมารมันไม่ใช่เรื่องง่ายดายต่อให้มีอาวุธที่สามารถฆ่าเขาได้อยู่ในมือก็ตาม และความเงียบราวจนคำพูดของเจ้าชายหนุ่มก็ทำให้ราชาเลจินอฟเอ่ยต่ออีกครั้ง


“ข้ารู้ว่าเจ้าอยากเป็นฮีโร่ให้สมกับที่เป็นเจ้าชายรัชทายาทผู้เก่งกาจ และกล้าหาญ จัดการทุกปัญหาได้ด้วยตนเอง... แต่คนกล้าไม่ใช่คนที่ได้นั่งบัลลังก์ เพราะคนกล้าคือคนที่จะไปตายก่อนชาวบ้าน แต่คนฉลาด รู้หน้าที่ตัวเอง และอ่านสถานการณ์เป็นนั่นแหละที่จะได้บัลลังก์ไปครอง เหมือนแม่เจ้าที่เคยเป็นคนของทเนบริสแต่ก็เลือกจะเปลี่ยนเป็นฝ่ายต่อต้านและสนับสนุนสามีตัวเองแทน เพื่อรักษาตำแหน่งราชินีของตนไว้และรักษาตำแหน่งกษัตริย์ของสามีตน ไม่ให้พวกขุนนางแก่ๆ ที่ไหนมาหาเรื่องก่อกบฏได้ และเหมือนพ่อเจ้าที่เลือกจะโกหกคนทั้งอาณาจักรและส่งเจ้าออกมาเพื่อปกป้องเจ้า และถึงขนาดยอมให้มังกรของเทเนบริสมาทำหน้าที่เป็นองค์รักษ์ให้เจ้าทั้งที่เขาไม่ไว้ใจ


“ที่นี้เจ้าเห็นรึยังว่าทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง มีบทบาทที่ตัวเองต้องเล่นแม้มันจะขัดกับศรัทธาของตน ฉะนั้นถ้าเจ้าคิดจะขึ้นไปนั่งบัลลังก์คนต่อไป เจ้าก็ควรหัดรู้หน้าที่ รู้บทบาทที่เจ้าต้องเล่น และฉลาดให้ได้สักครึ่งหนึ่งของพ่อกับแม่ตัวเอง และที่สำคัญ หัดรับของขวัญที่คนอื่นยังใจดีหยิบยื่นให้ทั้งที่เขาไม่ได้เต็มใจ แล้วกลับไปเป็นเจ้าชายผู้สมบรูณ์แบบให้พ่อแม่เจ้าภูมิใจต่อซะ เพราะเจ้าไม่มีบทบาทอะไรสำคัญในเรื่องนี้แล้ว นอกจากรักษาชีวิตตัวเองให้รอด”


ราวกับถูกตบจนหน้าชาพร้อมๆ กับการถูกสั่งสอนอย่างเจ็บแสบ เจ้าชายรัชทายาทแห่งเมรอสยืนตัวแข็งทื่อด้วยความรู้สึกที่ทั้งโกรธ และอับอายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ทว่าในทางเดียวกันก็ไม่อาจแย้งคำพูดเหล่านั้นได้ กระนั้นศักดิ์ศรีและทิฐิที่มีก็สั่งให้เขาขบกรามอย่างอดกลั้นเพื่อเอ่ยออกไป


“ข้ารู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร”


“งั้นก็รู้ให้จริง” สุรเสียงทุ้มลึกโต้ฉับไว พร้อมเน้นย้ำ “ข้าไม่ใช่เนียร์ ฉะนั้นข้าจะไม่ตามใจเจ้า ถ้าเจ้าไม่คิดเดินไปด้วยขาสองข้างของตนกลับไปที่ม้า และเดินทางกลับไปเมรอสพร้อมทหารของข้าครึ่งกองร้อย ข้าจะทำให้เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้ขาเดินอีก... ชั่วชีวิต”


คนฟังสูดหายใจลึกอย่างขุ่นเคืองต่อคำขู่ร้ายกาจ เพราะนอกจากมันฟังน่าหงุดหงิดแล้วมันยังเหมือนการบังคับให้เขาต้องทำตาม เมื่อมันคงเหมือนเขาเป็นเด็กน้อยเอาแต่ใจจริงๆ ถ้ายังดื้อดึงยืนยันการกระทำเดิม  


เซฟฟิลยังคงยืนนิ่งไม่ขยับ คิดทบทวนอีกครั้งกับข้อเสนอของโคร์ว และเมื่อตวัดดวงตาขึ้นมองร่างอ่อนเปรี้ยของเนียร์และคำนึงถึงเวลาที่เดินไปข้างหน้าแล้วเธอยังคงบาดเจ็บอยู่ ร่างสูงโปร่งก็เงยหน้าขึ้นสบนัยน์ตาสีอ่อนเรียวคมของคนที่อุ้มเธอไว้ ก่อนจะยอมตอบออกมาในที่สุด


“ได้”


“เห็นไหม คำง่ายๆ” จอมมารยิ้มเร็วๆ ตอบรับจนแทบเหมือนแสยะ และหมุนกายเตรียมก้าวนำออกไปจากเมืองทันที ทว่าก็ต้องชะงักกายเมื่ออยู่ๆ เจ้าชายแห่งเมรอสเอื้อมมาคว้ามือของเนียร์ที่พระองค์อุ้มไว้ในอ้อมแขน


และยังไม่ทันที่ราชาปีศาจจะได้เข้าใจว่าเจ้าชายหนุ่มจะทำอะไร ร่างสูงโปร่งหากแต่ดูแข็งแกร่งนั่นก็ก้มกายลง และจูบแนบลงบนหลังมือของมังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์อย่างนุ่มนวลที่สุด


นั่นคงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่จอมมารแห่งเทเนบริสต้องยืนจังงังในการกระทำของผู้อื่น ความรู้สึกว่ามีชัยเหนืออีกฝ่ายมลายหายไปในวินาทีนั้น... วินาทีที่เจ้าชายตรงหน้าขโมยจูบหลังมือของมังกรเฝ้าหอคอยของพระองค์ ซ้ำเซฟฟิลยังเงยตัวขึ้นมาด้วยสีหน้าที่นิ่งสุขุม ไม่มีรอยความขุ่นมัวใดอีก พร้อมว่าขึ้น


“เราจะได้เจอกันอีกแน่” นั่นราวกับเป็นประโยคที่บอกทั้งเนียร์และจอมมาร เมื่อน้ำเสียงนั้นฟังละมุนยามนัยน์ตาสีน้ำเงินหลุบมองใบหน้าของเนียร์ ทว่าเมื่อตวัดขึ้นสบดวงเนตรคู่สีอ่อนของพระองค์กลับมีแต่ความแข็งกร้าวและท้าทาย


ซ้ำเมื่อกล่าวจบ เซฟฟิลกลับเป็นฝ่ายก้าวผ่านวรองค์สูงสง่าในอาภรณ์สีดำ ออกไปยังเมืองร้างนี้ก่อนพระองค์แทนด้วยท่าทางสงบนิ่ง


และเมื่อเจ้าชายหนุ่มก้าวพ้นสะพานยกเก่าๆ ที่เชื่อมเมืองกับพื้นที่ด้านนอก เขาก็ตวัดกายขึ้นหลังมาสีดำประจำกายที่ถูกผูกรอไว้ และกระชากสายบังเหียนพาอาชาตัวใหญ่ควบสุดฝีเท้าออกไปจากตรงนั้นทันทีโดยไม่รอทหารในชุดเกราะทั้งห้าสิบชีวิต ทว่าเหล่าทหารจากเทเนบริสก็ดูไม่ทุกข์ร้อนกับการถูกเจ้าชายหนุ่มทิ้งไว้เบื้องหลัง พวกเขาเพียงตวัดกายขึ้นหลังม้าของตนที่เตรียมมาอย่างพร้อมเพียงราวเครื่องจักร และเคลื่อนขบวนตามหลังเซฟฟิลไปโดยไม่มีการแตกรูปขบวนใดๆ แม้จะเห็นว่าเขานำหน้าไปไกลแล้ว


ซึ่งการจากไปของเจ้าชายลูกครึ่งเอลฟ์ กลายเป็นการทิ้งให้ผู้เป็นจอมมารยืนเงียบงันไม่ขยับ กับการถูกคนอ่อนวัยกว่าเอาคืนด้วยวิธีการที่พระองค์คาดไม่ถึง   


และสาบานได้เลยว่า ถ้าพระองค์ไม่ได้อุ้มมังกรสาวไว้ด้วยพระหัตร์ทั้งสองข้างอยู่แบบนี้ล่ะก็ รับรองว่าตอนนี้มันคงอยู่ที่รอบคอของ...


“ฝ่าบาทเองก็ควรรีบกลับเทเนบริสเพื่อความปลอดภัยของพระองค์เอง” 


ในหัวที่กำลังจินตนาการวิธีตอบแทนผลกระทำครั้งนี้ของเจ้าชายลูกครึ่งเอลฟ์ถูกขัดด้วยเสียงห้าวต่ำ และเมื่อผู้เป็นจอมมารมองข้ามไหล่ไปจึงเห็นว่ามังกรไอรอนเรดตัวใหญ่นั้นบัดนี้กลับมาอยู่ร่างของแม่ทัพเคออสในชุดเกราะเรียบร้อยแล้ว พร้อมยังเอ่ยขึ้นต่อ


“เรื่องราชาโทรลล์กระหม่อมจะรีบจัดการและตามกลับไป”


“ตามไปฆ่าเจ้าชายอีกคนด้วยก็ดี” จอมมารหันไปสั่งเหี้ยมเย็นทันที


“ฝ่าบาท” แม่ทัพใหญ่ต้องเตือนเสียงหนัก พร้อมสีหน้าดุๆ กึงเอือมระอากับรับสั่งนั่น... เพราะมันคงดูไม่ดีนักถ้าจะต้องสังหารเจ้าชายรัชทายาทแห่งเมรอสทั้งที่เพิ่งส่งกองทหารร่วมห้าสิบชีวิตไปคุ้มครองเขา แถมยังไปไม่ถึงห้านาที ฝุ่นจากรอยม้าไม่ทันตลบหายไปดีด้วยซ้ำ ที่สำคัญมันคงแย่ยิ่งกว่าและดูไม่สมเป็นแม่ทัพใหญ่สักเท่าไหร่หากคล้อยตามรับสั่งด้วยอารมณ์ส่วนพระองค์ของราชาตน


อีกอย่าง บางครั้งพระองค์ก็ควรถูกเอาคืนบ้าง...




                                                      *****************************



 

เจ็บ... เป็นความรู้สึกแรกที่ปลุกเธอขึ้นมาจากห้วงความว่างเปล่า และตามด้วยความปวดแปล็บที่ขาขวาซึ่งตามมาติดๆ เมื่อเธอเริ่มรู้สึกตัว


เนียร์ได้ยินเสียงลมหายใจของตนที่สูดเข้าลึกราวเพิ่งเคยหายใจเป็นครั้งแรกในชีวิต พร้อมความรู้สึกของคอที่แห้งผากจนแสบไปทั้งโพรงปาก แต่ยังไม่ทันที่เธอจะขอน้ำ ใครสักคนที่คงดูอาการเธอออกก็ประคองหัวเธอขึ้นพร้อมแก้วเนื้อลื้นมาจอที่ปากก่อนความชุ่มชื้นจะไหลผ่านลิ้นและลงไปในคอ ล้างทรายแห้งๆ ที่เหมือนอัดอยู่ในนั้นออกไป และปลุกสมองของเธอให้สั่งงานเปลือกตาเพื่อลืมขึ้นมองผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือตนช้าๆ


ภาพเลือนๆ ของใบหน้าใจดีพร้อมหนวดยาวเฟิ้มสีดอกเล้าปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเป็นอย่างแรก ก่อนมันจะชัดขึ้นเรื่อยๆ ตามสติสัมปชัญญะที่ค่อยๆ เปิดรับสัมผัสรอบตัว


“ไง... สถาพแย่นะ” ถ้อยคำติดตลกและแฝงด้วยความอารมณ์ดีเป็นเอกลักษณ์ของผู้ที่อยู่ตรงหน้าเอ่ยทักเมื่อเห็นว่านัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลลึกปรือเปิดขึ้นมองเขาด้วยความสงสัยและพยายามเพ็งพินิจให้แน่ใจแม้จะอ่อนแรงเต็มที


“... เมอร์... เชส...” เนียร์คลางชื่อของผู้ที่เพิ่งเอ่ยทักและเอาน้ำให้ดื่ม ซึ่งนั่นทำให้เธอรู้ว่าเสียงของตนช่างฟังแหบพร้าจนเฝื่อนหู ทำให้ต้องกลืนน้ำลายลงคอเพื่อปรับมันให้ดีขึ้น แม้จะแทบไม่ช่วยอะไรก็ตาม


เมอร์เชสก้าวถอย ปล่อยศีรษะมังกรสาวลงนอนที่เดิม และวางแก้วเซรามิกที่ยังมีน้ำเหลือเกินครึ่งลงบนโต๊ะข้างศีรษะเนียร์ เขาถอยตัวมาทิ้งกายลงนั้งบนเก้าอี้นวมบุผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มตัวใหญ่ ก่อนเอนหลังพิงผนักสูง เท้าข้อศอกกับที่วางแขนสองข้าง ให้เจ้านกนางแอ่นสีขาวคู่กายบินมาเกาะที่ไหล่ขวา ขณะเสียงนุ่มที่ยังคงความเมตตาแสนคุ้นเคยจะเอ่ยอีกครั้ง


“ยินดีต้อนรับกลับเทเนบริส หลังจากหลับไปสี่วันเต็มๆ”


เนียร์ที่ยังตื่นไม่เต็มที่ และง่วงงุนพยายามทบทวนเหตุการณ์ล่าสุดที่จำได้ในหัวหลังได้ยินว่าตนหลับไปถึงสี่วัน และเธอคงตกใจกับระยะเวลาในการหมดสติของตนหากไม่เพราะสภาพร่างกายยามนี้อ่อนล้าและสมองเชื้องช้าเกินกว่าจะรับรู้ทุกอย่างได้ครบถ้วน เธอจึงตอบโต้ได้เพียงการกระพริบตาเป็นจังหวะ และปรายต่ำไปมองยังช่วงล่างของตนที่อยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา


“ขาข้า... เป็นยังไง” เรื่องขาขวาเป็นสิ่งแรกที่เธอระลึกได้ เมื่อมันคือสาเหตุที่ทำให้ตนตกอยู่ในสภาพนี้


“มันยังไม่หายดี แต่จะหายแน่” เมอร์เชสตอบอย่างกระฉับกระเฉง พร้อมรอยยิ้ม “ขอบคุณที่ตัวเองเกิดมาเป็นมังกรด้วยล่ะ”


เนียร์พยายามดึงผ้าห่มขึ้น และขยับขาขวาของตนออกมา และเมื่อขาขวาซึ่งมีขาสีขาวพันไว้เกือบทั้งท่อนโผล่พ้นผ้าห่มออกมาได้ครึ่งหนึ่ง เธอก็เม้มปากนิด และว่าด้วยเสียงที่ยังอ่อนแรง “มันดูไม่ดีขึ้น... เท่าไหร่”


พ่อมดเฒ่าก้มมองขาขวาที่ยังมีขนาดลีบเล็กกว่าที่ควรเป็นของเนียร์สองสามวินาที แล้วเงยไปกล่าว


“ก็เจ้าไมได้เห็นตอนที่มันแย่ที่สุดนี่” ร่างในชุดคลุมสีตุ่นๆ กลั้วหัวเราะแผ่วเบา แต่ก็ต้องถอนหายใจต่อท่าทางที่ยังดูกังวลของมังกรสาว พลางอธิบายให้ละเอียดกว่าเดิมว่า “มันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ไม่เต็มร้อยนัก ซึ่งมันจะฝากรอยไว้ให้เจ้าแน่นอน และเจ้าจะรู้สึกเจ็บบ้างในบางครั้งไปอีกพักใหญ่... แต่สุดท้ายมันก็จะใช้งานได้ดีเท่าที่เจ้าจำเป็นต้องใช้มัน”


เนียร์เงียบงันไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบรับเสียงเบา “ฟังดูเหมือน... จะไม่มีวันหาย”


“สิ่งที่ทำร้ายเจ้ามันอยู่เหนือขอบเขตและข้อจำกัดของโลกใบนี้ ดังนั้นไม่มีอะไรที่จะรักษามันได้โดยสิ้นเชิง... ” เมอร์เชสเว้นช่วงคำไปเล็กน้อย และนัยน์ตาสีเทารอบรู้ก็เหมือนจะดูเลื่อนลอยไปไกลยามกล่าวขึ้นต่อว่า “และความจริง มันไม่ควรถูกดึงขึ้นมายังโลกใบนี้ด้วยซ้ำ”


คล้ายว่าพ่อมดเฒ่ากำลังล่ำลึกอดีตเมื่อสามร้อยปีก่อน ในวันที่เจ้าสัตว์ประหลาดฮาร์เฟเน่หลุดเข้ามายังโลกใบนี้ ซึ่งท่าทางเช่นนั้นของเมอร์เชสก็ทำให้เนียร์ค่อยๆ ดันตัวขึ้นเพื่อจะนั่ง เธอยังอ่อนแรงอยู่มากและท่าทางก็เงอะงะ แต่ก็มีกำลังมากพอจะพยุงกายขึ้นมาได้ และมีสติกลับมามากพอจะจำเรื่องราวในนิมิตของกษัตริย์อาเกลที่เมืองต้องสาปนั่นได้... และในนิมิตนั้นมีพ่อมดผู้นี้เป็นส่วนหนึ่งอยู่ด้วย


“ข้าเห็นท่าน” เนียร์เกริ่นขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงกว่าเดิม ทว่าก็ต้องหยุดกลืนน้ำลายสร้างความชื้นในลำคออีกครั้งเพื่อพูดขึ้นต่อ “ที่อาณาจักรวาร์เทเรีย... ท่านอยู่ที่นั่นกับกษัตริย์อาเกล”


เมอร์เชสตวัดดวงตากลับมามองใบหน้าเพลียๆ ของเนียร์ใหม่ต่อคำกล่าวเธอ และเพียงตอบรับสั้นๆ “ใช่”


“ท่านเป็นผู้แลกเปลี่ยน” เธอหยั่งเชิงอีก


“ใช่”


“ทำไม”


“นั่นเป็นคำถามที่เถรตรงเกินไปสำหรับผู้แลกเปลี่ยนนะ” คนจรแห่งเทเนบริสหัวเราะแผ่วตบท้าย เพราะดูเหมือนเจ้ามังกรตรงหน้าจะยังคงอ้อมค้อมไม่เป็นเช่นเดิม


ซึ่งนั่นทำให้เนียร์ระลึกได้ว่าผู้แลกเปลี่ยนไม่อาจเอ่ยความจริงออกมาตรงๆ ได้ถ้าเป็นเรื่องของตนหรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชะตาชีวิตของใครที่สำคัญ มังกรสาวจำต้องคิดเล็กน้อยว่าควรถามอะไรแทน ก่อนจะเอ่ยขึ้นใหม่


“ถ้าท่านไม่อยากให้ฮาร์เฟเน่หลุดออกมายังโลกนี้ ทำไมท่านถึงยอมทำให้กษัตริย์อาเกลเป็นผู้แลกเปลี่ยน”


“เพราะพระองค์สิ้นหวัง... และข้ารู้ดีว่าความรู้สึกสิ้นหวังจนหมดทางเลือกนั้นเป็นอย่างไร”


เนียร์พลันนิ่งงันกับคำตอบที่ได้ ใช้เวลาชั่วขณะหนึ่งตีความหมายแล้วจึงหยั่งเชิงออกไปช้าๆ “นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านยอมเป็นผู้แลกเปลี่ยน”


“ใช่”


ถึงแม้จะไม่ได้ทราบความเป็นมาที่แท้จริง แต่อย่างน้อยมังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์ก็ได้รู้แล้วว่าเพื่อนของตนคนนี้เลือกจะเป็นผู้แลกเปลี่ยนเพราะอะไร... สิ้นหวัง


และนั่นเหมือนเป็นสิ่งตอกย้ำภาพเหตุการณ์ของกษัตริย์อาเกลที่เธอได้ดูผ่านนิมิตที่สร้างจากเวทมนต์ ยืนดูพระองค์เลือกเส้นทางสิ้นหวังนี้และจบลงด้วยการดับสูญทั้งที่พระองค์ไม่ได้ทำสิ่งใดที่ผิดเลย ไม่ใช่คนไม่ดี ไม่ใช่ปีศาจร้าย ไม่แม้แต่ทำร้ายผู้ใด เพียงแค่ทุกข์ทรมานและโศกเศร้า ชั่วชีวิตพระองค์มีแต่การสูญเสียและเจ็บปวด ซ้ำจบลงด้วยการแตกสลายไปจากโลกนี้ ไม่เหลือแม้เศษเสี้ยว... นั่นมันไม่ยุติธรรม


และความรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับกษัตริย์เฒ่านั้นไม่ยุติธรรมแม้แต่น้อยก็ทำให้เธอห้ามความคาดหวังที่เคยเก็บล็อกไปแล้วไม่ได้จนต้องถามออกมาในที่สุดว่า


“งั้น... มีความเป็นไปได้ไหมที่ผู้แลกเปลี่ยนแบบท่าน อาจจะยังเหลือเศษเสี้ยวตัวตน หรือวิญญาณ... หลังจากตายไปแล้ว”


พ่อมดเฒ่าเลิกคิ้วขึ้นนิดและเงียบงันไปพักใหญ่ต่อสิ่งที่ถูกถามครั้งนี้ และความคาดหวังที่บริสุทธิ์ในคำถามและสายตาที่ส่งมาของมังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์ก็ทำให้นัยน์ตาสีเทารอบรู้นั้นเปลี่ยนเป็นความอาทรที่หมองเศร้าและเข้าใจ


“ข้ารู้ว่าสิ่งที่เกิดกับกษัตริย์อาเกลมันเป็นเรื่องเลวร้าย และไม่ควรจะเกิดขึ้น... พระองค์ไม่สมควรเจอเรื่องพวกนั้น มันไม่ยุติธรรม” ประโยคเปรยจากน้ำเสียงนุ่มนวลนั่น ราวกับเมอร์เชสเข้ามานั่งกลางใจของเธอ หากไม่นานพ่อมดเฒ่าก็จำต้องเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สุขุมจริงจังขึ้น “แต่พระองค์เลือกมันแล้ว และการเป็นผู้แลกเปลี่ยน มันคือการโกงรู้ไหม... โกงเวลาชีวิตตน โกงพลังอำนาจของตน โกงกฏของธรรมชาติ โกงกงล้อของชะตากรรม ทำให้สิ่งที่ควรเกิด ไม่ได้เกิด สิ่งที่ควรดับสูญ ไม่ได้ดับสูญ สิ่งที่ควรมี ไม่มี สิ่งที่ไม่ควรมี กลับมี ส่งผลให้วัฏสงสารบิดเบี้ยว ฉะนั้นวัฏสงสารจึงต้องตัดผู้แลกเปลี่ยนออกไปจากวงล้อของจักรวาล และไม่ให้เราแทรกแซงชะตาชีวิตผู้ใดได้ เพื่อให้สมดุลของโลกไม่พังทลาย”


เมอร์เชสหยุดถอนหายใจแผ่วยาว เมื่อรู้ดีว่าสิ่งที่ตนบอกกับคนอ่อนวัยกว่านั้นช่างฟังสิ้นหวัง ทว่าเขาก็จำเป็นต้องอธิบายมันอย่างเสียไม่ได้


“ทุกอย่างมีกฎ จักรวาลมีวิถีของมัน และคนที่พยายามโกงจะต้องได้รับผลกระทำนั้น เพราะหากไม่มีกฎ และใครก็สามารถโกงได้ ทุกอย่างคงพังพินาจหมด... และกฎนี้เท่าเทียม ไม่มีแบ่งคนดีหรือคนชั่ว สูงหรือเตี้ย ดำหรือขาว ปีศาจหรือมนุษย์... กษัตริย์หรือสามัญชน”


ถ้อยคำสุดท้ายนั้นชัดเจนว่าส่งถึงกษัตริย์อาเกลที่มังกรตรงหน้ากำลังหาทางช่วย และชัดเจนจนมังกรที่ว่าต้องก้มหน้ามองมือตัวเองบนผ้าห่มอย่างเงียบงัน เธอคงรู้แก่ใจอยู่แล้วส่วนหนึ่ง เพียงแค่ส่วนที่เหลือยังไม่อาจยอมรับจึงยังควานหาความหวังเหมือนคนตาบอด


ซึ่งหลังเนียร์ยอมฝืนกลืนความจริงนั้นเข้าไป เธอก็เงยมาถามงึมงำขึ้นใหม่อย่างเสียไม่ได้


“แล้วท่านกลัวไหม... จุดจบของผู้แลกเปลี่ยนน่ะ”


“ทุกครั้งเมื่อคิดถึงมัน” เมอร์เชสยิ้มเร็วๆ ตอบ และเหมือนจะสิ้นคำอธิบายเพียงเท่านั้น แต่ครู่ต่อมาเขากลับมีสีหน้าลังเลเล็กน้อย ก่อนถอนหายใจหนักและตัดสินใจกล่าวขึ้นใหม่ว่า “แต่บางครั้งข้าก็แอบคิดว่า เราอาจจะไม่ได้หายไปหมดซะทีเดียว... มันอาจจะยังเหลือตัวตนหรือเศษเสี้ยววิญญาณอยู่ในส่วนหนึ่งของเราที่เราดึงออกไปเพื่อเป็นผู้แลกเปลี่ยน”


เนียร์เอียงศีรษะอย่างใคร่รู้ทันใด พร้อมนั่งฟังผู้แลกเปลี่ยนเบื้องหน้าด้วยหลังที่ยืดตรงพร้อมประกายความหวังที่ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง


“บางที... แค่บางทีนะ... หัวใจที่ดึงออกไปของกษัตริย์อาเกล หัวใจที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในร่างของผู้แลกเปลี่ยน หัวใจที่ยังเต้นแม้อยู่นอกกาย อาจยังหลงเหลือเศษเสี้ยวตัวตนหรือวิญญาณของพระองค์อยู่ก็เป็นได้... และข้าหวังว่า ตัวข้าเองก็อาจมีมันเหลืออยู่ในส่วนหนึ่งที่ดึงออกไปแล้วเช่นกัน” จบคำมือเหี่ยวย่นก็ยกขึ้นลูบขนของนกนางแอ่นที่ไหล่ขวาและเงยมองมันด้วยความหมายบางอย่างที่เนียร์ต้องหรี่ตาสังเกต ทว่าครู่เดียวเขาก็ผละมือจากนกน้อยของตนลงมาเอ่ยด้วยเสียงกลั้วหัวเราะราวไม่คิดอะไรมากว่า “ซึ่งมันอาจเป็นแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ ของคนที่สิ้นหวังน่ะนะ”


เนียร์เม้มปากด้วยความเจ็บใจเล็กน้อยต่อข้อสรุปของเมอร์เชส ทว่าครู่เดียวกลับเอ่ยชัดว่า “ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย”


“เจ้ารู้ใช่ไหมว่าเจ้าช่วยคนทั้งโลกไม่ได้” คนสูงวัยกว่าเอ่ยสังสอนกึงเตือนสติเมื่อยังเห็นความหวังหลงเหลืออยู่ในดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลึกคู่โตนั่น


หากครั้งนี้เนียร์กลับแย้งคืนมาว่า “แต่เท่าที่รู้ตอนนี้ ภารกิจที่รอข้าอยู่คือการช่วยคนทั้งโลก”


พ่อมดเฒ่ากลายเป็นฝ่ายหยุดนิ่งไปชั่วขณะ พร้อมนัยน์ตาสีเทาที่อ่อนแสงลง รับรู้ได้ว่าการเดินทางในภารกิจส่งสารครั้งนี้ทำให้เธอรู้ความจริงหลายอย่างจริงๆ ก่อนจะตอบได้เพียงว่า


“เรื่องนั้นราชาเลจินอฟจะเป็นคนตัดสินใจเอง”


เนียร์คิดถึงเรื่องราวใต้ห้องสมบัติที่ตนโต้เถียงกับราชาของตนเป็นครั้งแรก และได้แค่งึมงำ “... พระองค์... ไม่ให้ข้าทำ”


“งั้นเราก็ได้ข้อสรุปแล้ว” เมอร์เชสว่าพลัน


“ทั้งทีมันอาจเป็นทางเดียวงั้นเหรอ” เนียร์ขมวดคิ้วมุ่นสวนรวดเร็วไม่ต่างกัน


“เจ้าก็รู้ว่าราชาเลจินอฟอาจเอาแต่ใจ แต่ไม่ใช่คนคิดอะไรชั้นเดียว ดังนั้นถ้าหากพระองค์คิดว่ามีทางออกอื่นอยู่ มันก็แปลว่ามี หรืออย่างน้อยๆ ก็แปลว่ามีทางเลือกมากกว่าหนึ่ง นี่ไม่เหมือนร้อยปีที่แล้วที่เราไม่รู้ว่าศัตรูเป็นตัวอะไร ทำอะไรได้บ้าง เรามีบทเรียนมาแล้ว และตอนนี้ข้อมูลที่เจ้าได้มาก็เยอะกว่าที่ผ่านมา” พ่อมดเฒ่าว่าเรียบง่ายไม่ทุกข์ร้อนต่อการถูกโต้เถียง พลางขยับยิ้มมาให้ “และเชื่อข้าเถอะ พระองค์จะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เสียบลูไฟเออร์ตัวที่สองไปอย่างแน่นอน”


ระหว่างพ่อมดและมังกรเกิดความเงียบขึ้นทันใดหลังสิ้นประโยคนั้น และเนียร์ต้องเลื่อนนัยน์ตาหลบใบหน้าใจดีของคู่สนทนาเล็กน้อยเมื่อรู้ได้ว่าเขาหมายถึงอะไร... เพราะจอมมารก็ประกาศความรู้สึกของพระองค์ไว้กลางห้องสมบัติใหญ่นั่นอย่างชัดเจน


และก่อนความเงียบจะกลายเป็นความอึดอัด เสียงร่าเริงกระฉับกระเฉงจากพ่อมดก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน พร้อมลุกขึ้นยืนฉับพลันจนนกนางแอ่นสีขาวของเขาต้องสะดุ้งบินหนีครู่หนึ่ง ก่อนบินกลับมาเกาะที่ไหล่เขาใหม่


“ยังไงก็แล้วแต่ เราคุยเรื่องเครียดกันมาเยอะแล้ว ตอนนี้เจ้าควรพักผ่อนมากกว่าจะมากังวลกับอดีตที่มันผ่านไปนานมากแล้วหรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง เพราะอีกไม่นานเจ้าต้องใช้ขานั่นเดินให้สง่าที่สุด”


เนียร์ก้มไปมองขาลีบๆ ข้างขวาที่พ้นผ้าห่มออกมาวูบหนึ่ง และเงยมองคนพูดอย่างไม่เข้าใจ


“ทำไม”


“เจ้าต้องรับตำแหน่ง” อีกฝ่ายตอบเร็ว


ทว่ามังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์กลับยิ่งย่นหัวคิ้วและเอียงคอด้วยความสงสัยและสับสนมากกว่าเดิม


“โอ้เจ้าคงไม่ได้ลืมนะว่าเจ้าถูกแต่งตั้งเป็นยศอัศวินชั้นพิเศษแล้ว” เมอร์เชสต้องแสดงท่าทางประหลาดใจอย่างไม่จริงจังนักต่อท่าทางของเนียร์ที่สื่อออกมา


ซึ่งคำตอบจากร่างสูงในชุดคลุมสีมอซอก็ค่อยๆ ดึงความทรงจำของเนียร์ขึ้นมาทีละน้อย จนเมื่อคิดได้เธอก็ต้องสบถออกมา


“บ้าจริง” ก่อนออกจากเทเนบริสไปส่งสาร ราชาเลจินอฟประกาศแต่งตั้งยศเธอไว้ในท้องพระโรง!


               “ช่างเถอะ ราชาเลจินอฟคาดไว้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องลืม ดังนั้นเจ้าแค่รอให้พระองค์กลับมาอธิบายรายละเอียดอยู่ที่นี่ก็พอแล้ว”


               “ที่... ไหน...” ใบหน้าที่ยุ่งเหยิงอยู่แล้วของเนียร์ยิ่งผูกปมกันแน่นกว่าเดิมขณะคลางถามออกมา ก่อนเธอจะเริ่มตระหนักถึงสถานที่ที่ตนกำลังพักรักษาตัวอยู่ว่ามันไม่คุ้นเคยอย่างที่ผ่านมา


               ที่รู้คือไม่ใช่โรงมังกรเหมือนก่อนหน้านี้แน่ๆ เพราะโรงมังกรไม่ได้มีเตียงหนานุ่มแบบที่เธอกำลังใช้นั่งอยู่เวลานี้แน่นอน ซ้ำเมื่อกวาดตาสำรวจที่นอนของตนดีๆ ก็เห็นว่าผ้าห่มชั้นบนสุดนั้นเป็นผ้าปักลายเถาไม้ ใบไม้และดอกกุหลาบที่ละเอียดละออดูเล่อค่า เข้าชุดกับลายหมอนใบใหญ่หลายใบที่เรียงรายบนหัวเตียงหลังใหญ่ ซึ่งมีพื้นที่ในการนอนแบบกว้างขวางชนิทที่คนสี่ห้าคนนอนได้พร้อมกันโดยไม่เบียดเสียด พร้อมด้วยเสาไม้แกะสลักอย่างประณีตของเตียงทั้งสี่มุมที่มีผ้าม่านสีมุกเนื้อลื่มมันและโปรงบางผูกไว้ทั้งสี่ต้น


               ทุกอย่างบนเตียงสี่เสานี้ดูหรูหราจนตัวเกร็ง ไหนจะกลิ่นกุหลาบหอมหวานอบอวนที่มีเสน่ห์แปลกประหลาดซึ่งติดแน่นบนหมอนกับผ้าห่มพวกนี้อีก...


               “ห้องบรรทมราชาเลจินอฟ”


               ตึง!


               มังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์ที่มีลางสังหรณ์อยู่ก่อนแล้วตั้งแต่รับรู้ว่าตนนอนอยู่บนเตียงไม่ใช่พื้นดินที่ไหนพุ่งกายกลิ้งออกจากเตียงทันทีทันใดเมื่อได้คำตอบ ก่อนเธอจะไถลตกบันไดอีกสองสามขั้นจากชั้นยกพื้นของเตียง แล้วมาจบด้วยการนั้งพับเพียบบนพื้นพรมอ่อนนุ่มสีน้ำเงินที่ยังคงมีลวดลายปักแสนงามสะดุดตา


               ซึ่งยิ่งลงมานั่งบนพื้นเช่นนี้ เนียร์ก็สามารถเห็นห้องทั้งห้องได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และพบว่ามันเป็นห้องหรูหราใหญ่โต ที่มีประตูบานสูงเชื่อมไปยังห้องต่างๆ อีกหลายบาน พร้อมข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างในนี้ล้วนมีแต่เงินและทองคำพร้อมประดับประดาด้วยเพชรพลอยตระการตาไม่ว่าจะเป็นเหยือกไวน์ โคมไฟ หรือเชิงเทียน


เก้าอี้ทุกตัวที่มีต่างบุด้วยผ้าไหมลายถอวิจิตรเข้าชุดกันไปหมด ขณะแจกันทรงสูงหลายจุดมีช่อดอกกุหลาบสีน้ำเงินประดับไว้เป็นสัญลักษณ์ของเจ้าของห้อง และเมื่อตวัดมองไปอีกฝั่งก็เห็นหน้าต่างบานใหญ่สูงชิดเพดานที่เรียงรายบนผนังทั้งด้านซึ่งอยู่หลังผ้าม่านโปร่งสีขาวสองชั้นปักดิ้นทอง ขณะเงยมองเหนือศีรษะก็พบโคมระย้าที่มีคริสตัน 12 ลูกดวงใหญ่สองดวงบนเพดานที่มีลายปูนปั้นเป็นเถาไอวี่งดงาม


               ไม่ว่าจะมุมไหนก็ฟ้องชัดว่านี่มันห้องบรรทมของกษัตริย์ชัดๆ!


               ที่สำคัญยิ่งกว่าข้าวของเครื่องใช้ และห้องใหญ่โตที่หรูหราจนตาพร่า คือกลิ่นกุหลาบที่ลอยอวลอยู่ทั่วทุกที่ และมันไม่ได้มาจากช่อกุหลาบที่อยู่ในแจกันด้วย!


               “เจ้าคงไม่ได้คิดจะหนี ด้วยการคลานออกไปในสภาพนั้นหรอกนะ” เมอร์เชสที่ผงะไปเล็กน้อยกับปฏิกิริยาของเนียร์ต้องก้าวลงจากชั้นยกพื้นของเตียงหลังใหญ่มาหา เมื่อเห็นการล้มลุกคลุกคลานของเนียร์ทั้งที่ขาข้างหนึ่งของเธอยังใช้ไม่ได้ ซ้ำร่างกายก็ไม่อำนวยในการจะพยุงตัวเองให้ยืนขึ้นได้


               “ข้าไม่จะ!... ทำไมถึงเป็นที่นี่! จะว่าเธอสติแตก สติหลุดหรืออะไรก็ได้ แต่เธอไม่เหลือความคิดมาโต้ตอบอะไรที่มันถูกต้องได้นักจนได้แต่ล่ะล่ำล่ะลักร้องถามคนจรแห่งเทเนบริสกลับไปโดยไม่อาจเก็บอารมณ์ตกใจได้อีก


               “ก็เพราะการปรุงยาเพื่อรักษาเจ้าต้องใช้เลือดของราชาเลจินอฟ เลือดสดๆ ที่ไม่ผ่านการบรรจุอะไรทั้งสิ้น ต้องหยดเลือดผ่านเนื้อหนังโดยตรงเพื่อผสมลงไปในยาที่ข้าปรุง และใช้ทาขาเจ้าทุกคืน”


               “อะไรนะ! มังกรสาวยิ่งตกตะลึงตาค้าง


               “และเพราะการที่ต้องใช้เลือดสดๆ ของราชาเลจินอฟทุกวัน การเอาเจ้ามาไว้ที่ห้องบรรทมพระองค์ที่เป็นส่วนตัว ไม่มีใครมารู้เห็นได้จึงเป็นอะไรที่สะดวกและปลอดภัยที่สุด” พ่อมดยังอธิบายต่อเรียบง่ายไม่ได้สนใจสีหน้าช็อกนิ่งของอีกฝ่าย ซ้ำยังกลั้วหัวเราะแผ่วราวเป็นเรื่องชวนหัวเสียอย่างนั้นว่า “ให้ใครมาเห็นว่าจอมมารต้องหลั่งเลือดทุกวันคงไม่ใช่เรื่องที่ดีนักหรอกใช่ไหมล่ะ”


               บ้าไปแล้ว!... มังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์ได้แต่ร้องสบถในหัวในสิ่งที่ได้ยิน ตกใจยิ่งกว่าที่รู้ว่าตนนอนรักษาตัวอยู่ในห้องของจอมมารหลายสิบเท่า


               ทว่าพ่อมดเฒ่ากลับก้มกายมากล่าวกับเธออย่างอารมณ์ดีผิดกับคนที่นั่งพับเพียบตัวแข็งบนพื้น


               “เอาขึ้นมานอนดีๆ ที่เดิมได้แล้ว เจ้ายังต้องพักผ่อนอีกมาก”


               “นั่นมันเตียงบรรทม! เนียร์หันไปโวยทันที


               หากเมอร์เชสกลับเพียงไหวไหล่ข้างหนึ่ง “สี่วันที่ผ่านมา เจ้าก็ไม่เห็นบ่นนี่”


               “เพราะข้าไม่ได้สติ!


               คนสูงวัยกว่าชะงักไปนิดทันทีกับประเด็นสำคัญที่มังกรสาวชี้ในเห็น


“ก็อาจจริง” เขาจำต้องยอมรับ ทว่าก็ไม่ได้ดูแยแสเท่าไหร่ ซ้ำยังเอื้อมมือมาจับแขนเนียร์เพื่อจะช่วยพยุงตัว พลางว่าเสียงร่าเริงไม่เปลี่ยน “แต่ยังไงซะเจ้าก็ต้องนอนพักผ่อนอยู่ดี และบนพื้นคงไม่ใช่ที่ที่ดีเท่า...”


               “เก้าอียาว!” มังกรสาวรีบร้องบอกทันทีก่อนร่างในผ้าคลุมสีตุ่นจะหิ้วเธอกลับไปที่เดิม พร้อมเงยหน้าไปร้องขอต่อ “เก้าอียาวตรงหน้าเตาผิง ช่วยพาข้าไปตรงนั้นแทนได้ไหมคะ”


               “เก้าอียาวงั้นเหรอ ข้าว่าราชาเลจินอฟคงจะไม่...”


               “ได้โปรด” เธอส่งนัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลลึกอ้อนวอนซ้ำจนดูน่าสงสาร


               “... ก็ได้” พ่อมดเฒ่าจำต้องรับปาก และจับแขนคนอ่อนวัยกว่าข้างหนึ่งมาพาดบ่า ซึ่งเจ้านกนางแอนสีขาวก็บินผละจากคนสูงวัยทันทีเพื่ออำนวยความสะดวกให้มังกรสาวใช้ไหล่เขาได้ ก่อนเมอร์เชสจะรวบเอวเธอไว้เพื่อดึงให้ลุกขึ้นยืน และพาตัวเธอที่เดินแบบขโยกขเยกเพราะขาขาวยังไม่สมบรูณ์ไปนั่งบนเก้าอี้ยาวบุผ้าไหมหน้าเตาผิงอย่างที่ถูกขอร้อง


               “พอใจรึยัง” เขาต้องย้อมถามเมื่อวางร่างของมังกรสาวลงนั่งได้สำเร็จแล้ว


               “ขอบคุณค่ะ” เนียร์เงยไปกล่าว ก่อนก้มมาถอนหายใจโล่งอกได้เล็กน้อย


               “ถ้าราชาเลจินอฟเข้ามาข้าก็ไม่รู้ด้วยแล้วนะ” เมอร์เชสยังคงเตือน


               ซึ่งนั่นทำให้เนียร์อดจะเงยไปถามเขาอย่างเสียไม่ได้ว่า “แล้ว... พระองค์อยู่ไหน”


               “เตรียมงานแต่งตั้งยศเจ้าอยู่”


               “เตรียมงานแต่งตั้งยศข้า?” เนียร์เอียงคอสงสัย “ทำไมพระองค์ต้องเตรียมเอง แค่งานแต่งตั้งยศ”


               เท่าที่รู้พิธีแต่งตั้งยศอย่างพวกอัศวิน ปกติพวกหัวหน้าทหารจะเป็นคนจัดการ ราชาเลจินอฟแค่ไปนั่งบนบัลลังก์ฟังคำปฏิญาณของทหารที่ได้เลื่อนตำแหน่ง เอาดาบแตะบ่า เอ่ยอวยพร และทุกอย่างจะจบก่อนบ่าย


               และมังกรสาวต้องชะงักกายไปนิดเมื่อเมอร์เชสตอบมาว่า


               “เพราะมันไม่ได้มีแค่การแต่งตั้งยศ แต่มันจะมีงานเลี้ยงฉลองใหญ่ด้วย”


               “อะไรนะ” เธออุทาน


               “ตลอดสามคืน จะมีเหล่าราชา ราชินี ราชนิกูลและขุนนางน้อยใหญ่จากทุกอาณาจักรในเทเนบริสมาในงานเลี้ยงฉลองแต่งตั้งยศอัศวินชั้นพิเศษครั้งนี้ด้วย”


               “ห๊า!?” ไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันที่เธอตกใจกับสิ่งที่ได้ฟังจากเมอร์เชส ก่อนร้องท้วงด้วยสีหน้าตระหนก “มันก็แค่งานแต่งตั้งยศ”


               “ไม่ใช่กับอัศวินชั้นพิเศษ ที่เพิ่งมีคนที่สองในรอบหลายพันปี” เมอร์เชสว่า “ทุกคนต่างอยากมาเห็นทั้งนั้นว่าใครคืออัศวินชั้นพิเศษต่อจากไออิชา และนี่เป็นงานเลี้ยงฉลองใหญ่ครั้งแรกในรอบร้อยปีที่ราชาเลจินอฟทรงจัดขึ้น ปราสาทเทเนบริสไม่เคยจัดงานเลี้ยงฉลองใดๆ เลยแม้แต่วันคล้ายวันประสูตของราชาเลจินอฟหลังเกิดสงครามเฮลล์ลอร์ด ฉะนั้นทุกคนยอมตื่นเต้นและอยากมาร่วมงานนี้อย่างแน่นอน”


               เนียร์นั่งอึ้งพูดอะไรไม่ออกกับรายละเอียดจากปากของคนจรแห่งเทเนบริส ขณะเขาก็ก้มมายิ้มบางให้พร้อมพูดขึ้น


               “ข้าถึงบอกให้เจ้าพักผ่อนบนเตียงดีๆ เพราะเจ้าจะต้องรีบรักษาให้ขานั่นทนทานพอสำหรับงานเลี้ยงฉลองสามคืนติดที่มีเจ้าเป็นตัวเอกของงานไง”












ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 774 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14,393 ความคิดเห็น

  1. #14303 The LightHouse (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 / 18:11
    จะว่าไปท่าจอมมารบทพูดเยอะมากๆ โดยเฉพาะตอนอยู่กับเจ้าชาย 555 ต่อล้อต่อเถียงพอกัน
    #14,303
    0
  2. #13743 AquaShiptaekook (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:14
    กลับมาอ่านรอตอนต่อไปรอบที่6ไปแล้ว55 มูฟออนไม่ได้
    #13,743
    0
  3. #13703 tanutp (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 07:32
    คอดถึงเรื่องนี้จริงๆ ฮื่อออ งานแต่งตั้งอัศวินก็คือ สำคัญมากกก จนกษัตริย์ต้องลงไปคุมงานเอง
    #13,703
    0
  4. #13664 oostoho (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 / 15:45
    อลังการขนาดนี้ ไม่แน่ว่าจะรวมงานสำคัญอีกงานด้วยแหงๆ รอเฉลยละทีนี้ 😄😄
    #13,664
    0
  5. #13653 NYX@Angle (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 15:02

    เจ้าชายเอาคืนแบบคาดไม่ถึง ดูแล้ว ท่านเคออสจะแอบสมน้ำหน้าท่านเลจจี้อีก

    ท่านเลจจี้ก็เล่นใหญ่ไฟกระพริบจัดงานฉลองเหมือนงานแต่งเลย หาเพื่อนเจ้าสาวให้เนียร์เลยไหมคะ
    #13,653
    0
  6. #13532 differ21 (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 / 16:35
    เลจี้คือสายเปย์ที่แท้ทรู
    #13,532
    0
  7. #13508 arainaka (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 12:55
    โอ้ยยย หนักใจแทนเนียร์ 5555555 งานยิ่งใหญ่มาก นึกว่างานแต่ง
    #13,508
    0
  8. #13503 ployly16 (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 11:07
    เนียรฺน่ารัก

    แอบจัดงานแต่งด้วยเลยป่าว
    #13,503
    0
  9. #13451 Warun R (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 / 17:16
    รักนางงงงง
    #13,451
    0
  10. #13448 Kapukkapik (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 16:08
    ตอนนี้เนียร์หลุดหลายรอบมาก 55555 เอ็นดู นางน่ารักดีเวลาหลุดๆ เดี๋ยวรอฝ่าบาทกลับมาคงหลุดกว่านี้ เลจี้ก็น้า พอเป็นงานของ(ว่าที่)ภรรยาก็ถึงกับลงไปจััดงานเอง อะไรจะเอาใจใส่ขนาดนั้นนนนนน
    #13,448
    0
  11. #13447 S. MDJB. (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 08:53
    อ่านเห็นแค่คำว่า ‘งานแต่ง’ โอ๊ย55555555555ตกใจจนต้องอ่านใหม่
    #13,447
    0
  12. #13446 lakkee (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 21:23
    เล่นใหญ่ขนาดนี้ มันจะมีอะไรหรือเปล่านะ??
    #13,446
    0
  13. #13445 Diamondgirl (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 13:32

    งือออออ เล่นใหญ่มากเลจี้ อิจฉาเนียร์จริงๆ
    #13,445
    0
  14. #13443 M1N3__ (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 07:30
    วงวารรรราชาา555555
    #13,443
    0
  15. #13442 PMD-H (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 18:42
    งานประกาศตัวคู่หมั้นชัดๆๆ เลจจี้รีบเลยที่นี้ 5555
    #13,442
    0
  16. #13441 70nz (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 00:02
    เล่นใหญ่ว้อยยยยยยย เลจจี้ นี่ก็ก่ะว่าแต่งงานเลยป่ะะะ
    #13,441
    0
  17. #13440 นาโนพิ้งค์กี้ (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 17:28
    หืม งานใหญ่มากกก แต่งตั้งแล้วแต่งงานเลยหรือเปล่าคะ 😂😂
    #13,440
    0
  18. #13439 Orguzt (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 14:15
    กะจะประกาศความเป็นเจ้าของเกทับเซฟฟิลใช่มะเลจี้~~
    #13,439
    0
  19. #13438 -เกม- (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 00:39
    เล่นใหญ่มาก นี่จะเกทับเจ้าชายใช่ป่ะคะเลจจี้ 555555
    #13,438
    0
  20. #13436 nnnnnaudd (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 19:50
    เล่นใหญ่เหมือนเปิดตัวเจ้าสาวเลยนะคะ 555555
    #13,436
    0
  21. #13435 lightrainbow (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 09:10
    เอ...แล้วชุดที่เนียร์ต้องใส่เข้างานเนี่ย ใช่ชุดสีขาวๆกระโปรงยาวๆที่มีผ้าคลุมหน้าด้วยไหมคะ ท่านจอมมาร
    #13,435
    0
  22. #13434 DREAMMY x') (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 00:48
    งานนี้ต้องเตรียมเพื่อนเจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าสาวไหมคะ 5555
    #13,434
    0
  23. #13433 AtemisZ (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 17:46
    งานแต่งตั้งยศ หรือแต่งงานคะ เกินเบอร์มากค่ะเลจี้55555555
    #13,433
    0
  24. #13432 mamiyara (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 02:41
    เล่นใหญ่ไฟกระพริบค่ะเลจจี้😂😂
    #13,432
    0
  25. #13430 janeicelet (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 16:36
    เกือบคิดว่าเป็นงานแต่งแล้ว 55555
    #13,430
    0