The Legend of Blue Fire (มังกรผู้เฝ้าหอคอย)

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 10 ภารกิจฆ่าตัวตาย(รีไรท์ 2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28,106
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 284 ครั้ง
    4 ส.ค. 60









            “เนียร์!


               เพียงแค่ข้าเดินเลี้ยวมายังทางเชื้อมที่ปูด้วยหินอ่อน ไปยังตำหนักทิวา ข้าก็เห็นว่าที่สุดทางเดินนั่นมีร่างบองบางของวอร์เรนยืนรออยู่ก่อนแล้ว


            แน่นอนว่าสีหน้านางดูดีกว่าเมื่อตอนเช้า เสียงที่ตะโกนเรียกก็สดใสกว่า ท่าทางกราดเกรี้ยวคุกคามราวเป็นเพียงภาพฝัน หากข้าก็รับรู้ว่าไม่ใช่ความฝันหรือสิ่งที่คิดไปเอง เมื่อวอร์เรนที่วิ่งเหยาะๆ ยกชายกระโปรงตัวสวยของตนเข้ามา เอ่ยถามข้าอย่างรวดเร็วว่า


            “เป็นยังไงบ้าง”


            ข้าเข้าใจความหมายของคำถามนั่นโดยทันที ก่อนเลื่อนมือขึ้นลูบที่มีดสั้นข้างเอวตนตามนิสัยเช่นเคย... 


            “มันไม่ใช่ของข้า” ข้าตอบพร้อมยิ้มส่งบางๆ ให้นางคลายกังวล รู้ดีว่าสิ่งที่วอร์เรนกำลังเฝ้ารอจริงๆ คือเรื่องของมีดสั้นเล่มนี้ “ราชาเลจินอฟจะประทานให้พ่อข้า แต่พ่อไม่รับ พระองค์เลยยกให้ข้าแทนเพราะไม่อยากรับมันคืน... มันไม่ใช่ของหมั่นหมาย” 


               ใบหน้าสวยหวานที่มีรอยกังวลเจืออยู่ในยามแรกคลายลงช้าๆ จนกลายเป็นโล่งอก ก่อนเจ้าหญิงน้อยจะยิ้มอย่างอ่อนหวานและงึมงำแผ่วเพียงว่า


               ดีจัง” แทบรู้สึกว่านางจะร้องไห้ด้วยความโล่งอกด้วยซ้ำ และมันทำให้ข้ามั่นใจขึ้นอีกว่า เจ้าหญิงน้อยอาจกำลังรู้สึกบางอย่างกับราชาเลจินอฟจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ดูผ่อนคลายขนาดนี้เมื่อรู้ความจริง


               และข้าต้องไหวตัวเล็กน้อย เมื่อรับรู้ถึงวงแขนอุ่นของคนข้างตัวที่ยกขึ้นมากอดแขนข้าไว้อย่างเอาแต่ใจ พร้อมเงยใบหน้าเล็กๆ สดใสร่าเริงเหมือนเด็กๆ มากล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง


ถ้างั้นคืนนี้เจ้ามานอนเป็นเพื่อนข้านะ” วอร์เรนเสนออย่างกระตือรือร้น “ข้ารู้สึกไม่ดีเลยตอนที่ตื่นมาไม่เห็นเจ้า ที่นี่ไม่เหมือนบนหอคอยที่ข้าแค่เดินไปที่หน้าต่าง ก็สามารถเห็นเจ้าจากตรงนั้นได้... ข้าไม่อยากถูกทิ้งให้นอนอยู่บนเตียงคนเดียวอีกแล้ว” 


น้ำเสียงของนางที่ฟังออดอ้อนในทีแรกคล้ายจะซึมเศร้าขึ้นเมื่อพูดถึงเรื่องในอดีต ซ้ำยังซบหน้าตนลงบนต้นแขนข้าพร้อมกอดมันไว้แน่นขึ้นเมื่อจบคำ และมันทำให้ข้าอดจะสะกิจใจกับคำพูดสุดท้ายของนางไม่ได้


“ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวบนเตียง?” นางถูกขังบนหอคอยคนเดียวก็จริงอยู่ แต่ข้าคิดว่าสิ่งที่ได้ยินไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องบนหอคอย


“อา... ข้าไม่เคยเล่าให้เจ้าฟังสินะ” เจ้าหญิงน้อยรีบว่าเหมือนเพิ่งนึกได้ “ตอนเด็กๆ หัวใจข้าไม่แข็งแรงจนต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลา... และมันเคยหยุดเต้นมาแล้วด้วย”   


ข้าต้องเลิกคิ้วสูงแปลกใจ ไม่เคยรู้ว่าวอร์เรนมีปัญหาเรื่องหัวใจ เพราะเท่าที่สัมผัสได้ ข้าว่าข้าได้ยินเสียงหัวใจนางเต้นปกติดี ไม่เหมือนคนที่น่าจะเป็นโรคร้ายแรงแบบนั้น 


และสีหน้าข้าคงดูตกใจไม่น้อย วอร์เรนจึงว่าต่อด้วยเสียงกลั้วหัวเราะอย่างรวดเร็ว


“อย่าห่วงเลย ตอนนี้ข้ารักษาหายแล้วล่ะ... แต่แค่ไม่อยากรู้สึกเหมือนถูกทิ้งแบบนั้นอีก”



เสียงหงอยๆ กลับมาที่ประโยคถ้อยท้ายอีกครั้ง และข้าคงใจอ่อน ยอมลาทุ่งหญ้าที่นอนมาตลอดแปดคืนที่ผ่านมา เพื่อทำตามคำร้องขอของนางเหมือนที่ผ่านมา แต่วันนี้คงเป็นไปไม่ได้


               คืนนี้ข้าไม่อยู่วอร์เรน” 


               ทำไม” ใบหน้าแสนสวยที่เคยยิ้มร่าตวัดเงยมองข้าฉับพลัน พร้อมเสียงหวานฟังห้วนขึ้นเล็กน้อย


               เวลานั้นข้ากลั้นหายใจไปครู่หนึ่ง เตรียมรับมือปฏิกิริยาของวอร์เรนที่คิดไว้ให้หัว ขณะอธิบายสาเหตุ


               ข้าได้รับภารกิจจากราชาเลจินอฟ อีกสองสามวันถึงจะกลับ” และเมื่อเอ่ยจบ ก็รีบว่าขึ้นต่อเมื่อเห็นนัยน์ตาสีฟ้านภายังจ้องมองมาไม่ล่ะอย่างคาดคั้น “แต่ไม่ใช่ภารกิจที่ยุ่งยากอะไร แค่ใช้เวลาเดินทางไปกลับนานเท่านั้นเอง” 


               ข้าอาจไม่ชอบโกหก ดังนั้นสิ่งที่ตอบจึงเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่ง และการคาดเดาในแบบที่ข้า ‘หวัง’ ไว้เอง เพราะบางสิ่งบางอย่างมันบอกข้าว่าภารกิจสอดแนมของข้าครั้งนี้ มันไม่น่าจะราบรื่นอย่างที่บอกไป แต่เพื่อให้สบายใจกันทุกฝ่าย และข้าไม่ต้องเหนื่อยกับการสู้รบกับเจ้าหญิงก่อนโทรลล์ การตอบแบบนี้ก็น่าจะเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดแล้ว


               ทำไมต้องเป็นเจ้า” วอร์เรนยังจ้องมองข้า พร้อมริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันอย่างคนที่กำลังอดกลั้น และข้าคิดว่าวินาทีต่อมานางจะร้องโวยวายไม่ให้ข้าไป ทว่ากลับกลายเป็นว่านางก้มหน้าต่ำ เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงแผ่วจะลอดผ่านมาว่า “ก็ได้...”


               ข้าเลิกคิ้วขึ้นสูงทันทีกับสิ่งที่ไม่คาดคิด คนที่ควรเอาแต่ใจเมื่อทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่หวังกลับยอมรับเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดาย   


และข้าคิดว่าตัวเองคงแสดงความแปลกใจจนชัดเจนเกินไป วอร์เรนที่เงยหน้าขึ้นมาใหม่จึงยกมือขึ้นปิดปาก หัวเราะออกมาเบาๆ ดูน่ารักเหมือนทุกครั้ง แม้แววตาดูติดเศร้าและสำนึกผิด ยามว่าเสียงสดใส


“ก็ข้าไม่อยากเอาแต่ใจจนถูกเจ้ามองแบบเมื่อเช้าอีกแล้ว”  


ข้านึกถึงเหตุการณ์ที่ตนโดนร่างเล็กกว่าตรงหน้าตวาดทันใด และเพิ่งรู้ว่าเวลานั้น สัญชาตญาณป้องกันตัวของตนคงสั่งให้ข้ามองนางด้วยอาการต่อต้าน และผลักไสจนนางไม่กล้ายื่นมือเข้ามา  


มันคงแย่มาก ที่ข้าทำแบบนั้น... 


               ข้าขอโทษ” อดที่จะรู้สึกผิดไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น ข้าไม่ได้อยากให้วอร์เรนเสียความรู้สึก 


หากสิ้นคำขอโทษ วอร์เรนกลับนิ่งไปนิด ก่อนนางจะผละจากแขนของข้า แล้วกลับมายืนเบื้องหน้า จ้องเข้ามาในดวงตาข้าแทน จนข้าต้องเอียงศีรษะไม่เข้าใจปฏิกิริยานั่นเล็กน้อย 


“ขอโทษทั้งที่ไม่ผิด... ใจดีเสมอเลยนะเนียร์” นางว่าด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่ไม่เหมือนรอยยิ้มแบบเดิม ไม่ใช่แบบเมื่อเช้าที่ดูเย็นชืด ทว่าเป็นรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ และแฝงบางสิ่งบางอย่างที่ลึกลับ ราวกับนางดูโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นรอยยิ้มแบบหญิงสาวเต็มตัว ก่อนมือเรียวเล็กข้างหนึ่งจะยกขึ้นมาแนบเบาๆ ที่เสี้ยวหน้าด้านขวาของข้าที่มีแผลบาดใหญ่สองรอย ขณะกล่าวเนิบช้าด้วยรอยยิ้มบางๆ เช่นเดิม “ไร้เดียงสาและใจดีกับทุกคน จนเหมือนไมมีใครพิเศษสำหรับเจ้าสักคน... ไม่ดีเลยนะ” 


เป็นคำตำหนิที่ฟังไม่เหมือนคำตำหนิ เพราะมันแฝงด้วยความเอ็นดู และมีทั้งความสุขและหม่นหมองปะปนกันไป ราวข้าถูกนางมองเป็นเด็กเล็กๆ อย่างไงอย่างงั้น จนวูบหนึ่งข้าเห็นภาพราชาเลจินอฟซ้อนทับวอร์เรนขึ้นมา


เพียงวูบเดียว ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน


ทว่าไม่นานวอร์เรนก็ละมือตนออกไป พร้อมย้ำมาด้วยแววคาดคั้นและคาดหวัง “แต่ว่าแค่สองสามวันใช่ไหม แค่สองวันแน่ๆ กลับมาแน่นอน กลับมาหาข้า” 


               ข้าทำได้เพียงพยักหน้ารับว่าใช่ เมื่อยังไม่เข้าใจบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของเจ้าหญิงน้อยนัก




                                                             *****************************





 

คำสั่งเข้าหน่วยสอดแนมของราชาเลจินอฟที่ว่ามาปุ๊บปั๊บแล้ว ก็ยังมาเร็วสู้ทีมสอดแนม ‘ลับเฉพาะ’ ของพระองค์ไม่ได้


เพราะยังไม่ทันที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าดี เจ้ามหาดเล็กก็อบลินตนใหม่ที่เพิ่งเจอกันเมื่อสายๆ ก็วิ่งกระหืดกระหอบมาบอกให้ข้าไปยังห้องประชุมทางทิศตะวันตก จากสีหน้าซีดๆ ของเขา ข้าว่าราชาเลจินอฟคงสั่งแกมขู่อะไรเขาไว้สักอย่าง 


และพอได้คุยกับเจ้าก็อบลินที่เหมือนชีวิตมีอะไรให้ระแวงระวังตลอดเวลาจนสะดุ้งตัวง่ายๆ กับคำถามแต่ละข้อของข้า ข้าถึงรู้ว่าเขาชื่อ เคตัส เดเชริน ตระกูลเดเชรินของเขาทำงานเป็นมหาดเล็กมาตั้งแต่บรรพบุรุษ พ่อเขาเพิ่งเกษียณไป เขาถึงได้เข้ามาทำแทน 


และรู้ว่าไม่ใช่ความคิดที่ดี แต่เห็นท่าทางตื่นๆ แบบนั้นของก็อบลินร่างเตี้ยตรงหน้าแล้วมันทำให้ข้าผ่อนคลายขึ้น 


อาจเพราะอย่างน้อย ตอนนี้ข้าก็รู้ว่าตนมีเพื่อนร่วมชะตากรรมแล้ว


ไม่นานข้าก็มาอยู่หน้าประตูคู่บานสูงใหญ่ ประดับประดาลวดลายด้วยทองคำของห้องประชุม ก่อนเสียงท่านเคออสจะเอ่ยอนุญาตให้เข้ามา


ภายในห้องประชุมที่แม้จะหรูหราใหญ่โต ทว่าก็มีเพียงโต๊ะไม้มะฮอกกานีตัวยาวบนพรมขนสัตว์สีขาวกลางโถงกว้าง กับในมุมห้องทั้งสี่ประดับงานแกะหินทรายของมังกรต่างสายพันธ์ในท่วงท่าต่างๆ ที่ใหญ่โตเกือบเท่าตัวจริง จนแทบรู้สึกว่าพวกมันหายใจได้ และเคลื่อนไหวตลอดเวลาหากข้าไม่เพ่งสายตาดูให้ดีๆ 


และข้าเพิ่งสังเกตเห็นว่า นอกจากท่านเคออสที่ยืนอยู่หัวโต๊ะไม้ตัวยาว ยังมีอีกสองร่างที่อยู่ที่นี่กับพวกเราด้วย เป็นชายหนุ่มคนหนึ่งกับหญิงสาวที่มีเขามังกรสีขาวขุ่น และมีปีกด้านหลังสีขาวคล้ายปีกของนก แต่มีแค่ขนใหญ่ๆ เรียงตัวสวยที่ปลายปีก เดาไม่ยาก นางเป็นมังกรเหมือนข้า แต่ชายหนุ่มอีกคน...


กลิ่นหมา!


ข้าตวัดมองไปยังร่างสูงโปร่งเรือนผมสีแดงทอง จนคล้ายเป็นสีเพลิงของชายหนุ่มในชุดทหารแบบเดียวกับตัวเอง บ่งบอกดีว่าเป็นทหารฝึกหัดเช่นกัน แต่คงไม่ได้อยู่ในรุ่นเดียวกัน เพราะข้าไม่คุ้นหน้า และเดาได้ทันทีว่า...มนุษย์หมาป่า 


ส่วนหญิงสาวอีกคนที่ดูอายุมากกว่าข้าเล็กน้อย แต่อยู่ในชุดแบบทหารฝึกหัดเช่นกัน ถ้าให้เดาคงเป็นมังกรพันธุ์มาร์เบิลวิงค์ เอกลักษณ์คือปีกสีขาว และเขาสีขาวขุ่นเหมือนหินอ่อนนั่น 


แต่สิ่งที่ทำให้ข้าสะดุดตาในตัวนางที่สุด คือปิ่นปักผมเงินแท้รูปปีกนกซ้อนกันสามชั้นบนมวยผมสีทรายของนาง และกำไลทองคำขาวประทับตราเป็นลายคลื่นแนวตั้งสามชั้นบนข้อมือขวา


ลูกขุนนาง... มีแต่พวกขุนนางที่ติดปิ่นปักผมแบบนั้น ที่สำคัญลายบนกำไลนางเป็นสัญลักษ์ประจำตระกูล โดยผู้ที่จะมีตราประจำตระกูลได้ต้องเป็นหนึ่งในหกสายพันธุ์มังกรที่เก่าแก่ที่สุด และมียศระดับที่ปรึกษาประจำพระองค์ขึ้นไป


แน่นอนว่าเผ่ามังกรก็มีกษัตริย์ของตน และอาณาจักรของตนเหมือนกัน ถ้าจะให้บอกก็คือทุกเผ่าพันธุ์มีอาณาจักรและปกครองตัวเองแทบทั้งสิ้น แบ่งอาณาเขตกันในพื้นที่ของเทเนบรีส แต่ก็อยู่ใต้การควบคุม ดูแลของราชาเลจินอฟอีกชั้น 


ซึ่งการส่งคนของตนเข้ามารับใช้จอมมารโดยตรงได้ถือว่าเป็นเกียรติสูงสุดของเผ่าพันธุ์ ยิ่งมีคนของตัวเองมากเท่าไหร่ก็ยิ่งบ่งถึงอำนาจมากเท่านั้น และมังกรเป็นเผ่าพันธ์ที่ครองแชมป์มาตลอด เพราะแค่ทหารใต้อำนาจราชาเลจินอฟ ก็เป็นเผ่ามังกรเกือบครึ่งหนึ่งแล้ว  


แต่ใช่ว่าทุกตนจะเป็นตัวแทนของอาณาจักรหรือเผ่าพันธุ์ตัวเอง เพราะข้าหรือพ่อกลับยังไม่เคยอยู่ในหุบเขา ‘อาเดอลีน’ ที่เป็นอาณาจักรของเผ่ามังกรมาก่อนในชีวิต พวกเราสมัครเป็นทหารด้วยจุดประสงค์ของตนเอง


และถ้าไม่รู้สึกไปเอง ข้าก็เห็นว่านัยน์ตาสีเขียวหลังกรอบแว่นทรงวงรี่ของมังกรสาวมาร์เบิลวิงค์นั่น ปรายมองข้าอย่างประเมินวูบหนึ่ง ก่อนเชิดหน้าสูงขึ้นนิดๆ ทันที แล้วไม่หันกลับมามองอีก


อา... เป็นกิริยาแบบขุนนางแท้ๆ เลย


ความจริงนางอาจไม่เรียกว่าสวยนัก แต่ก็จัดว่าหน้าตาน่ารัก ถ้าไม่เอาท่าทางแบบนั่นมากลบความน่ารักจนมิดซะก่อนล่ะก็ 


“พวกเขาเป็นทีมเดียวกับเจ้า” เสียงเข้มของท่านเคออสกล่าวขึ้นเป็นคำตอบให้ข้า และเพียงแนะนำผู้มาใหม่สองคนคร่าวๆ แค่ว่า “นี่เชสเตอร์ กับ โคเล็ต” เขาเพียงปรายตาสีทองไปยังเจ้าของชื่อที่ยืนอยู่คนละฝั่งโต๊ะ เป็นการบอกว่าใครชื่ออะไร 


ซึ่งข้าสรุปได้ว่าชื่อเชสเตอร์คงจะเป็นของชายหนุ่มมนุษย์หมาป่า ส่วนโคเล็ตเป็นของมังกรสาวลูกขุนนางนั่น 


“หน่วยสอดแนมที่ราชาเลจินอฟทรงตั้งขึ้น... เมื่อบ่ายนี้” ท่านเคออสเสริมข้อมูลให้อีก แต่เหมือนจะหนักใจไม่น้อยกับคำว่า ‘เมื่อบ่ายนี้’ เพราะมันคงไม่เคยมีการตั้งหน่วยสอดแนมไหนที่ฉุกละหุกแบบนี้มาก่อน


“เนียร์ อาเทนโน่” ข้าแนะนำตัวกลับเช่นกัน ซึ่งเชสเตอร์ก็หันมาส่งยิ้มง่ายๆ ให้ข้า นัยน์ตาสีน้ำตาลแดงดูเป็นมิตร แม้การขยับตัวจะทำให้ข้าแสบตากับสีผมเขานิดหน่อย แต่รู้ดีว่าข้าคงเข้ากับเขาได้ไม่ยาก 


ขณะที่ร่างบางผมสีทรายกลับเพียงปรายมองข้าเร็วๆ อีกครั้ง และงึมงำขึ้นแผ่วแค่ว่า “... พวกเลือดผสม” 


แต่กับโคเล็ตข้าอาจต้องใช้เวลาหน่อย  


หลังจากนั้นข้ากับเชสเตอร์ และโคเล็ต ก็เริ่มฟังภารกิจที่จะต้องทำ ท่านเคออสกางแผนที่ของป่าดำ และบอกจุดที่จะเริ่มทำภารกิจ 


พวกเราต้องบินข้ามมหาสมุทร ลงที่หน้าผาห่างที่ตั้งค่ายของพวกโทรลล์ไปเกือบสามไมล์ ก่อนทุกคนต้องไปถึงจุดกำหนดนั้นให้ทันเวลาเที่ยงคืน ซึ่งทุกอย่างต้องเงียบและไวที่สุด เพราะถ้าเราไปถึงจุดนัดหมายทันก็จะปลอดภัย พวกโทรลล์จะไม่มาตรวจตราแถวนั้นในเวลาเที่ยงคืน นั่นคือหน้าที่ของพวกเรา


“แค่นี้เหรอคะ” ข้าเงยหน้าออกจากแผนที่บนโต๊ะไปยังท่านเคออส เมื่อสิ่งที่ได้ฟังมันดูสั้นและง่ายกว่าที่คาดไว้


“ใช่ ราชาเลจินอฟทรงสั่งมาแค่นี้ ถึงที่นั่นพวกเจ้าคงรู้เอง” ท่านเคออสตอบเรียบ และไม่อธิบายอะไรอีก


แต่ข้ากลับไม่เข้าใจมากขึ้น ความจริงไม่เข้าใจตั้งแต่ว่าทำไมมีแต่ทหารฝึกหัดที่ถูกคัดเลือกมาทำภารกิจนี้แล้ว เท่าที่รู้หน่วยสอดแนมต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ ประสบการณ์สูง ไม่ใช่ทหารฝึกหัดถึงสามตนที่ไม่เคยออกภาคสนามมาก่อน


ข้าไม่รู้ว่าโคเล็ต และเชสเตอร์มีฝีมือระดับไหน หรือพวกเขาเป็นหัวกะทิในรุ่นรึเปล่า แต่ตัวข้าไม่ใช่แน่ๆ และอีกอย่าง นี่มันฤดูฝน นั่นหมายถึงฝนจะตกทุกวัน พระจันทร์ไม่มีทางโผล่ออกมา ดังนั้นไม่มีทางสะดวกกับมนุษย์หมาป่าอย่างเชสเตอร์ 


มนุษย์หมาป่าอาจมีพละกำลังมากกว่าคนทั่วไปแม้อยู่ในร่างมนุษย์ แต่มันก็ยังไม่ได้ครึ่งของตอนที่อยู่ในร่างหมาป่า และร่างหมาป่าก็จำเป็นต้องอาศัยพระจันทร์เต็มดวง  


ที่สำคัญการดมกลิ่นของเขาจะมีประโยชน์อะไร เมื่อเจอกับฝน... ตัวข้าเองก็เหมือนกัน


แถมโคเล็ต ถึงนางอาจมีความสามารถสูง ไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง แต่นางก็ไม่น่าจะเข้ากับพวกเราได้ง่ายๆ อยู่ดี


ข้าอยากถามต่อ แต่เหมือนจะไม่มีใครสงสัยแบบข้า พวกเขาดูกระตือรือร้นกับภารกิจแรก แน่นอนล่ะ การที่ทหารฝึกหัดถูกเลือกมาทำภารกิจ มันเท่ากับการได้รับความไว้วางใจ มันเป็นเกียรติ และใบเปิดทางในการบรรจุทหารให้เร็วขึ้น ถ้าโชคดีกว่านั้นอาจได้คัดเลือนเป็นระดับอัศวินด้วย


ข้ายอมรับว่าภารกิจเราฟังดูง่ายเหมาะกับทหารฝึกหัด แต่มันก็ดูง่ายเกินไปสำหรับหน่วยสอดแนม


หรือเราเป็นแค่หน่วยสมทบของใครงั้นเหรอ   


“อาเทนโน่ เจ้าจะเป็นหัวหน้าทีมครั้งนี้” 


ความสงสัยมากมายในหัวพลันชะงัก เมื่อเสียงดุดันจากหัวโต๊ะส่งตรงมา พร้อมนัยน์ตาสีทองที่จับจ้องข้าเขม็ง


ข้านิ่งอึ้งไปนาน รวบรวมสิ่งที่ได้ยินมาวิเคาระห์อีกครั้ง ก่อนเปล่งเสียงถามออกมาได้แค่ว่า “ข้า?...”


“เจ้าเป็นรุ่นพี่พวกเขา แม้จะอายุน้อยที่สุด แต่ฝึกมานานกว่า และรู้เส้นทางในป่าดำดี ดังนั้นเจ้าต้องนำทีม”




                                                     *********************************





               “แผลบนหน้าเจ้ามันเยี่ยมมากเลย ข้าอยากมีบ้าง คงดูดีพิลึก” เป็นคำชื่นชมรอบที่ห้าจากเชสเตอร์ หนุ่มมนุษย์หมาป่า 


               เขาเริ่มคุยเป็นต่อยหอยหลังออกมาจากห้องประชุม ทำราวรู้จักข้ามาสักสิบปี และให้ความสนใจกับแผลเกียรติยศบนหน้าข้าเป็นพิเศษ เขาบ่นว่าอยากมีแผลแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่อยากทำเองเพราะมันขี้โกง และไม่รู้ว่าถ้าได้ออกภาคสนามจริงๆ ศัตรูจะฟันแผลสวยๆ ให้รึเปล่า 


               เป็นครั้งแรกที่มีคนชมแผลบนหน้าข้า แต่เกินสองครั้งก็รู้สึกอึดอัดนิดๆ เหมือนกัน


               เชสเตอร์ไม่เหมือนมนุษย์หมาป่าในแนวคิดของมนุษย์ เขาไม่ได้ตัวใหญ่บึกบึน แต่สูงโปรง และช่างจ่อ อายุมากกว่าข้าแค่ห้าปี เขาง่ายๆ และช่างสงสัย โดยเฉพาะเรื่องแผลบนหน้าข้า เขามักถามอะไรออกมาตรงๆ จนเกือบเรียกว่าไร้มารยาท แต่ก็ไม่ถึงกับโผงผาง และข้าคิดว่าตัวเองชอบความตรงไปตรงมานั่นพอดู


นั่นทำให้ข้ารู้เพิ่มด้วยว่าเขาฝึกทหารมาห้าปีแล้ว และปีนี้กำลังจะบรรจุ ส่วนโคเล็ต เชสเตอร์กระซิบมาว่านางฝึกมาแค่สองปี นางเก่งพวกทฤษฏีมาก แต่ภาคปฏิบัติก็ยังอยู่ในเกณฑ์แค่พอใช้ ส่วนนิสัยส่วนตัวถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจ


     ข้าไม่ได้มนุษย์สัมพันธ์ดีนัก และพูดไม่เก่ง แต่เชสเตอร์มีพลังพิเศษที่ทำให้คนอื่นสบายใจเวลาอยู่กับเขาได้ 


               และข้าคงรู้สึกสดชื่นกับมหาสมุทรใต้ร่าง และเพื่อนใหม่มากกว่านี้ หากไม่มีคำว่า ‘หัวหน้าทีม’ มาค้ำคออยู่ 


               หลังรับภารกิจ พวกเราก็ออกเดินทางในทันที แน่นอนว่าเราต้องบินข้ามมหาสมุทรน้ำตายักษ์ เพื่อการเดินทางที่รวดเร็วที่สุด ข้ากลับมาอยู่ในร่างมังกรที่คุ้นเคยของตน โดยมีเชสเตอร์นั่งอยู่บนหลัง พร้อมชมแผลบนหน้าข้าไปด้วย


               ข้าอาจไม่ชอบให้ใครขี่หลัง แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเกี่ยงงอนเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนั้น เพราะเชสเตอร์บินไม่ได้ และต่อให้วิ่งไวขนาดไหน เขาคงเดินทางด้วยเท้าไม่ทันพวกเราอยู่ดี อีกอย่างโคเล็ตไม่ยอมเปลี่ยนร่างเป็นมังกร แต่บินมาด้วยร่างมนุษย์ ซึ่งเป็นการประกาศอยู่แล้วว่า นางจะไม่ยอมให้เพื่อนร่วมทีมอีกคนแตะต้องหลังนางเด็ดขาด ดังนั้นมันก็ต้องเป็นหน้าที่ข้า 


               ที่สำคัญโคเล็ตดูหงุดหงิด และหรี่นัยน์ตาเอาเรื่องข้ามาตั้งแต่ตอนท่านเคออสประกาศให้ข้าเป็นหัวหน้าทีมแล้ว


            แปะ!  


ความหนักใจเรื่องเพื่อนร่วมทีมต้องหยุดลง เมื่ออุปสรรค์แรกมาเยือนพวกเรากลางมหาสมุทรถึงปลายจมูก 


ฝน... ฝนตกลงมาทันทีที่ฟ้าปิดสนิท มันเริ่มปรอย ก่อนจะหนักขึ้นเรื่อยๆ และในเวลาไม่ถึงอึดใจก็กระหน่ำลงมาราวฟ้ารั่ว 


เวลานี้หูข้าอื้ออึ้ง ได้ยินเพียงเสียงฟ้าคำรามอยู่ด้านหลังพวกเราเป็นพักๆ ใต้ร่างที่เคยเป็นมหาสมุทรสีฟ้าครามนิ่งสงบ แปลเปลี่ยนมหันตภัยร้ายที่โหมซัดจนไอทะเลลอยขึ้นสูงปะปนมากับสายฝน


หยดน้ำเย็นเฉียบเม็ดโตที่กระแทกใส่ยามข้าบินฝ่ามันทำให้ปีกข้าหนักขึ้นเล็กน้อย แต่คนรับบทหนักกว่าคงเป็นเชสเตอร์ที่อยู่บนหลัง เพราะเสียงที่เคยได้ยินจากหมาป่าหนุ่มเป็นพักๆ เงียบหายไป มีเพียงร่างกายเขาที่แนบสนิทลงบนหลังข้า เพื่อทำให้ตัวของตัวเองเองไม่ต้านแรงลมและฝนที่ซัดโหมเข้ามามากนัก 


ทุกอย่างดูจะลำบากกว่าที่ข้าคาด แรงลมและฝนตัดกำลังพวกเราไปมาก แต่โชคดี หลังที่เราฝ่าพายุมาไม่นานข้าก็เห็นที่หมายไกลๆ แล้ว  


ข้าบินดิ่งเข้าหาหน้าผาอย่างไม่รีรอ ขณะเชสเตอร์กลับกระโดดลงจากหลังข้าลงสู่พื้นดินก่อนเท้าข้าจะแตะลงขอบผา 


เขาดูคล่องแคล่วว่องไว้สมเป็นมนุษย์หมาป่า และพยายามเงยหน้าดมกลิ่นทันที แต่เหมือนจะไม่ได้เรื่องอะไร 


ฝนล้างทุกกลิ่น ซ้ำหยดน้ำมากมายที่กระทบใส่ใบไม้รอบตัวในป่าทึบก็ทำให้ทุกเสียงแยกแยะลำบาก ในขณะที่ข้าต้องรีบสลัดหยดน้ำ ก่อนเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ เพื่อให้ตนสามารถหลบซ่อนในหมู่แมกไม้ของป่าดำได้ และไม่นานถึงเห็นที่หางตาว่าโคเล็ตเพิ่งบินมาถึงเป็นคนสุดท้ายด้วยท่าทางหอบเหนื่อย 


ดูท่านางคงไม่ชินกับการใช้แรงนัก ยิ่งบินข้ามมหาสมุทรที่ฝนตกกระหน่ำ ร่างมนุษย์ซึ่งไม่มีความทนทานเท่าร่างมังกร เพราะไม่มีทั้งเกล็ดที่ช่วยปกป้องร่างกาย และปีกที่เล็กจนต้องกระพือหนักกว่าปกติเพื่อตามความเร็วของข้า คงทำให้นางเสียแรงไม่น้อย 


แต่ดูเหมือนเลือดบริสุทธิ์ของสายพันธุ์แท้ และความเป็นขุนนางจะทำให้โคเล็ตเลือกอยู่ในร่างมนุษย์มากกว่า 


และแม้จะมืด ไม่มีแผนที่ หากข้าก็พาพวกเขาไปยังจุดหมายต่อไปทันที เมื่อป่าดำเป็นยิ่งกว่าบ้านหลังที่สองของข้า พวกเราเปียกปอน เหน็ดเหนื่อย แต่ก็ไม่สามารถหยุดได้ เพื่อไปให้ทันเวลา


เกือบชั่วโมงที่เราเดินเท้าฝ่าความหนาวเย็นของสายฝนและความเงียบสงบของผืนป่ามืดมิด ก้มตัวต่ำทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงไม่คุ้นเคย 


หากเมื่อมาถึงจุดหมายที่ถูกกาไว้บนแผนที่ เรากลับไม่พบอะไรที่จะบอกได้เลยว่าควรทำอะไรต่อ


มันก็ยังเป็นแค่จุดหนึ่งของป่า ที่หน้าตาไม่ต่างจากเส้นทางที่เราเดินผ่านกันมา


“แล้วยังไงต่อ” เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยินคำถามชัดเจนจากโคเล็ต และถ้าฟังไม่ผิด ข้าว่าเสียงนางฟังตื่นนิดๆ


แต่คำถามนั่นก็ทำให้ข้าต้องคิดตาม และมองหมู่แมกไม้ และต้นไม้สีดำหนาทึบรอบตัว เพื่อหาคำตอบเช่นกัน ทว่าสุดท้ายก็คิดออกแค่เพียงว่า “ก็คงต้องรอ”


“รออะไร ที่นี่ไม่มีอะไรเลย” โคเล็ตเริ่มขึ้นเสียงแทรกสายฝนรอบตัว และจ้องข้าผ่านแว่นตาของตนอย่างคาดคั้น 


“ท่านเคออสบอกให้รอ ข้ารู้แค่นั้น” ข้ายังคงให้ได้เพียงคำตอบเดิม และเริ่มรู้สึกหนักใจเช่นกัน เมื่อไม่รู้ว่าพวกเราต้องยืนตัวเปียกกลางฝนแบบไร้จุดหมายไปอีกนานเท่าไหร่ 


“ให้ตายสิ” นางสบถทันที ท่าทางที่เคยเก็บคำ ไม่ยอมพูดจา คล้ายจะมลายหายไป แต่ความเย้อหยิ่งและวางอำนาจดูเหมือนจะยังคงทนอยู่ ซึ่งข้าก็พยายามทำความเข้าใจกับธรรมชาติลูกขุนนางอย่างนาง 


และข้าเองก็ผิดที่เป็นหัวหน้าทีม แต่ดันไม่รู้อะไรเลย ภารกิจนี้มันเหมือนทำให้ข้าหูหนวกตาบอด เดาอะไรไม่ถูกสักอย่าง


หากชายหนุ่มคนเดียวเหมือนจะไม่ยอมทนแบบข้า และเอ่ยเตือนเพื่อนร่วมทีมตนทันทีว่า


“เจ้าไม่ควรทำท่าทางแบบนั้นนะ เนียร์เป็นหัวหน้าทีมเรา”


“หัวหน้าทีม” โคเล็ตขึ้นเสียงสูงจนเกือบเป็นคำเยาะ และตวัดหน้ามาโต้เชสเตอร์รัวเร็วราวอัดอั้นมานาน “ฝึกมาตั้งสิบกว่าปีแต่ยังไม่ได้บรรจุ ทั้งที่คนหัวขี้เลือยสุดแปดปีก็จบการฝึกแล้ว ซ้ำนางยังอายุน้อยที่สุดในนี้ ความจริงนางอายุน้อยที่สุดในกองทัพเลยด้วยซ้ำ... ทำไมนางถึงได้เป็นหัวหน้าทีมล่ะ!


ประโยคสุดท้ายนั้นคงเป็นใจความสำคัญจริงๆ ที่นางอยากพูด 


และข้าต้องระบามลมหายใจนิดกับความจริงข้อนี้ของโคเล็ต... ข้าไม่เหมาะจะเป็นหัวหน้าใคร 


เพราะข้าเป็นมังกรที่อายุน้อยที่สุดในรุ่น และในกองทัพจริงๆ ส่วนใหญ่มังกรมักอายุร้อยแปดสิบปีขึ้นไปถึงสมัครเป็นทหาร แต่ข้ากลับสมัครเข้าตั้งแต่อายุยังอยู่ในช่วงร้อยห้าสิบปี 


นั่นคงเป็นสาเหตุให้ข้าไม่ถูกบรรจุเป็นทหารจริงๆ สักที ทั้งที่คนอื่นๆ ในรุ่นข้าได้บรรจุทหารไปหมดแล้ว แต่สิบกว่าปีแล้วที่ข้าอยู่ที่เดิม จนคิดด้วยซ้ำว่า ถ้าข้าไม่ได้รับภารกิจเฝ้าหอคอย ก็คงต้องอยู่ในค่ายฝึกแบบนั้นไปตลอดชีวิต 


“อย่างน้อยนางก็เคยได้ภารกิจเฝ้าหอคอยมาสี่ปี” เชสเตอร์แย้งแทนข้าต่อ ดูหงุดหงิดกว่าข้าที่โดนดูถูกหลายเท่า จนดูเหมือนจะเป็นเพราะความหมั่นไส้ส่วนตัวของเขาเองมากกว่า


“ก็แค่งานพี่เลี้ยงเด็ก” มังกรสาวหรี่นัยน์ตาสีเขียวโต้กลับรวดเร็ว “อีกอย่างข้าฝึกแค่สองปีก็ได้รับภารกิจแล้วนี่ไง... ไม่เหมือนพวกห้าปีหรอก หัวกะทิจริงๆ สามปีเขาก็จบแล้ว”


เชสเตอร์ชักหัวคิ้วชนกันแน่นกว่าเดิมเมื่อถูกแดกดันอย่างร้ายกาจ


หากข้าที่เฝ้ามองการทะเลาะนั่นอยู่กลับสัมผัสถึงบางอย่างจากโคเล็ตได้ ก่อนอดจะหยั่งเชิงแทรกไปไม่ได้ว่า


“โคเล็ต...ถ้าเจ้าอยากเป็นหัวหน้าทีม เจ้าก็เป็นได้นะ”


“ห๊า!” นางร้องเสียงสูง ตวัดหน้ามามองข้าทันที 


“ถ้าการเป็นหัวหน้าแล้วทำให้เจ้ารู้สึกมั่นคงขึ้น และกลัวน้อยลง เจ้าเป็นหัวหน้าก็ได้” ข้าสำทับไปอีกครั้งตามความรู้สึกที่สัมผัสได้ และคิดว่าตนคิดไม่ผิด เพราะนางดูเกร็งไปหมดตั้งแต่มาถึงที่นี่ และสังเกตเห็นว่านัยน์ตาสีเขียวหลังกรอบแว่นของโคเล็ตสั่นไหวทันทีที่คำว่ากลัวหลุดออกมาจากปากข้า


“เจ้าฝึกมาแค่สองปี สู้จริงก็ยังไม่เคย อยู่ๆ ก็ได้รับภารกิจใหญ่ แถมเป็นภารกิจที่ไม่แน่ชัด ซ้ำการเดินทางก็ทำให้เจ้าเหนื่อยมาก ไม่แปลกที่เจ้าจะเครียดหรือกลัว และไม่มั่นใจในตัวข้าที่บอกอะไรเจ้าไม่ได้เลย... ตอนข้ารับภารกิจเฝ้าหอคอยแรกๆ โดยที่ไม่รู้อะไรเลย ก็มีปัญหาจนถูกสั่งลงโทษเหมือนกัน” 


คำปลอบข้าเหมือนจะทำให้นางอึ้งจนพูดไม่ออกไปพักหนึ่ง ในขณะที่เชสเตอร์กลับพยายามกลั้นหัวเราะแบบแสร้งทำใส่นางทันที... ข้าไม่ได้จงใจหาเรื่องนาง หรือหาเรื่องให้เชสเตอร์หัวเราะนาง แต่ตอนนี้ข้าแค่อยากให้ลูกทีมทุกคนอยู่ในตำแหน่งที่ผ่อนคลายและมีสติมากที่สุด ถ้าตำแหน่งหัวหน้าทำให้มังกรสาวรู้สึกดี นางก็ควรจะได้มันไป 

 

“เจ้าพูดเรื่องบ้าอะไร!” โคเล็ตเหมือนกลายเป็นลูกระเบิดที่พร้อมระเบิดใส่ข้า หน้าของนางเริ่มขึ้นสีแดง ไม่รู้ด้วยความโกรธหรือเสียหน้า แต่ก็แน่ชัดว่าเตรียมประทุเต็มที “ข้าไม่ได้!...”


“หยุดก่อน!” เชสเตอร์เตือนแทรกขึ้นฉับพลัน ก่อนเงยหน้าขึ้นคล้ายสูดดมกลิ่น พลางว่าด้วยสีหน้ายุ่งนิดๆ “ข้าเหมือนจะได้กลิ่นโคลน”


“รู้ไหม ตอนนี้เราอยู่ในป่า และเรื่องตลกที่สุดก็คือในป่ามีแต่ดินกับโคลน” โคเล็ตระบายลมหายใจแรง พร้อมว่าอย่างเบื่อหน่ายใส่หมาปาหนุ่ม


หากข้ากลับเริ่มหมุนมองรอบตัวช้าๆ บ้าง พร้อมต้องเอ่ยแย้ง 


“ไม่... ไม่ใช่โคลนแบบนั้น” ข้าเริ่มเงยหน้าดมกลิ่นในอากาศตามเชสเตอร์ แม้ฝนจะทำให้จับกลิ่นได้ลำบาก แต่ข้าก็พอจะรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติได้บ้าง “กลิ่นโคลนในป่าต้องลอยคลุ้งมาจากบนพื้น แต่นี้อยู่ในอากาศ เหนือหัวเรา”


“ใช่... แต่จางมาก ไม่รู้ว่ามาจากทางไหน” หมาป่าหนุ่มเสริม ก่อนจมูกที่ดีกว่าของเขาจะวนหาที่มาได้ก่อนข้า พลางชี้นิ้วไปที่พุ่มไม้สูงหนาทึบทางหนึ่ง และหันมาบอกทุกคน “อาจจะทางนั้น”


“นี่มันไม่ตลกนะ ข้าไม่เห็นจะรู้สึกอะ...”


สวบ!


ไม่ทันสิ้นคำของโคเล็ต ร่างใหญ่โตของโทรลล์ผิวสีเทาซีดพร้อมกลิ่นโคลนรุนแรงก็พุ่งพรวดออกมาจากพุ้มไม้สูงที่เชสเตอร์กำลังจะเดินไป และก่อนที่จะมีใครทันตั้งสติ มันก็พุ่งมือใหญ่ยักษ์ตะปบหมาป่าหนุ่มให้จมลงไปในพื้นโคลน พร้อมกดตรึงเขาไว้อย่างรวดเร็ว


หัวใจข้าร่วงวูบ ช็องนิ่งไปชั่ววินาทีกับโทรลล์ที่ไม่คาดคิดว่าจะปรากฏตัวขึ้นได้  


“บ้าเอ๊ย!” ข้าได้ยินเสียงเชสเตอร์สบถออกมา ก่อนตวัดนัยน์ตามองตาม และเห็นเขาโดนกดจนร่างครึ่งหนึ่งแทบฝั่งลงไปในดินเละๆ  


“กลับร่างเป็นมังกรโคเล็ต!” ข้าสั่งเสียงลั่น เรียกสติของโคเล็ตที่ยืนอึ้งค้างไปให้กลับมา พร้อมสยายปีกของตน...


ตึ้ง!


หากกลับกลายเป็นร่างทั้งร่างของข้าที่ถูกบางสิ่งอัดกระแทกจากด้านหลังสุดแรง ก่อนทั้งใบหน้าและร่างกายจะจมลึงลงไปในดินชื้นแฉะไม่ต่างจากหมาป่าหนุ่ม แรงมหาศาลนั่นกดตัวและปีกข้าไว้เหมือนหินหนักๆ ทั้งก้อน ก่อนเห็นที่หางตาว่ามันเป็นโทรลล์อีกตัวที่โผล่มาจากด้านหลังข้าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ 


มือใหญ่โตที่เกือบเท่ากับร่างกายข้าทั้งร่าง ตรึงข้าไว้แน่นจนแทบเป็นบดขยี้


ซ้ำที่แย่กว่าเมื่อข้าพยายามเงยมองไปที่ความหวังสุดท้ายอย่างโคเล็ต แต่กลับปรากฏว่านางเองก็ถูกโทรลล์ตัวที่สามที่โผล่มาอย่างฉับพลันจับยึดไว้แล้วเช่นกัน แถมตัวนางยังค้างนิ่ง เปิดนัยน์ตากว้าง ตัวแข็งทื่อดูไร้สติไปเรียบร้อยแล้ว


อาการดิ้นรนของโคเล็ตเหมือนจะกลืนหายไปกับความตกใจและหวาดกลัวจนหมดสิ้น


 ข้าต้องกัดกรามแน่น รวบรวมแรงอีกครั้ง เพื่อพยายามฝืนลุก งัดฝ่ามือใหญ่สีเทาหม่นออก เพราะอย่างที่เคยบอก ว่าแม้จะอยู่ในร่างมนุษย์ แต่แรงของข้าก็ยังเป็นแรงของมังกรเหมือนเดิม ขอแค่ให้ข้าเอาปีกมาคลุมร่างตนได้ และกลับร่างมังกรที่ตัวใหญ่กว่าพวกมัน ข้าก็มีสิทธิ์ชนะแล้ว


โทรลล์พวกนี้ไม่ได้มีสมองในระดับที่ข้าต้องกังวลเลย 


หากความคิดทุกอย่างต้องพังครืน เมื่อทันทีที่ข้าพยายามจะออกแรง เจ้าโทรลล์ที่จับตัวข้าไว้ กลับเปลี่ยนเป็นตะปบที่ปีกสองข้างของข้าแทนทันที 


“อั๊ก!” ข้าหลับตาร้องอย่างเจ็บปวด พร้อมกัดมุมปากตนอย่างสุดกลั้น 


ปีกข้าถูกขยุ่มแน่น บ่งบอกดีว่าหากฝืนขยับแม้แต่นิดเดียว มันจะถูกฉีกออกมาทันที 


และมังกรถูกเด็ดปีก ก็ไม่ต่างอะไรกับตายไปแล้วครึ่งหนึ่งนั่นแหละ


ข้าต้องกลับไปนอนจมลงบนพื้นเหนียวเหนอะอีกครั้งอย่างหมดสิทธิ์จะดิ้นหนี ในปากมีแต่รสเฝื่อนของดิน ขณะในโพรงจมูกก็มีแต่กลิ่นเหมือนโคลนผสมขยะเน่าๆ ที่มาจากตัวพวกมัน และทำได้เพียงมองลูกทีมของตนที่มีสภาพย้ำแย่ไม่ต่างกัน 


โคเล็ตและเชสเตอร์นอนหอบนิ่งใต้มือใหญ่ยักษ์ สายตาทั้งคู่ดูสับสน ไม่เข้าใจ และหวาดกลัว... ข้าเองก็เช่นกัน


นี่มันเกิดอะไรขึ้น ไหนบอกว่าที่นี่ไม่มีโทรลล์มาเผ่นผ่าน แต่ทำไมถึงโผล่ออกมาถึงสามตัวได้!


“ดู้ ดู ดู เราจับตัวอะไรได้” เสียงแหบต่ำยานคางกล่าวขึ้นเหนือหัวข้าอย่างเย้ยหยัน ขณะได้กลิ่นลมหายใจเหม็นๆ ที่เป่ารดศีรษะยามมันก้มตัวเข้าใกล้ พร้อมถ้อยคำปรามาส “จิ้งเหลนสอง กับลูกหมาอีกหนึ่งตัว... ทีมสอดแนมสินะ”


หัวใจข้ารัวกลองแรงเร็วกับสิ่งที่มันเดาออกอย่างง่ายดาย  พร้อมบางสิ่งบางอย่างก็เริ่มสะกิจใจที่ละน้อยในภารกิจของตนครั้งนี้


“ช่างดูกระจอกงอกง้อยเสียจริง แถมกระจ้อยร่อย กระจิ๊ดริด” เจ้าโทรลล์ที่จับตัวเชสเตอร์ไว้เสริมถอยคำเพื่อนตนเนินนาบ พร้อมหัวเราะเสียงต่ำน่าขนลุกในลำคอตันๆ ของมัน หน้าตาพวกมันแต่ละตัวไม่ต่างจากก้อนไขมันสีขี้มูกที่มีแขนขา กับหัวโตๆ กลวงๆ บนบ่า 


“อะ...เอายังไงดะ...ดี ทะ...ทุบหัว ละ... และ... และเด็ดปีก กะ... ก่อนลากซากพวกมัน ปะ...ไปให้ท่านคะ... คา...คาเคซัส ดะ...ดีไหม” โทรลล์อีกตัวที่กักตัวโคเล็ตไว้ เสนอขึ้นด้วยถ้อยคำติดอ่าง และหัวเราะคิกคักไปด้วยตลอดเวลาจนเหมือนสติไม่สมประกอบนัก และทำท่าคล้ายจะฉีกปีกสีขาวของมังกรสาวในฝ่ามือจริงๆ 


และข้าเห็นว่าโคเล็ตสะท้านขึ้นเฮือกทันที ใบหน้านางซีดเผือด และมีน้ำตาคลอหน่วง นางคงกลัวสุดขีดแบบที่ข้าไม่ต้องเดาเลย


“ไม่” โทรลล์ยักษ์เหนือร่างข้าปฏิเสธข้อเสนอเพื่อนตนเนิบนาบ ก่อนมันจะแสยะยิ้มจนเห็นคราบไคลในฟันสีสกปรก ก่อนว่า “ข้าว่าเปลี่ยนเป็นเด็ดปีกมันก่อน แล้วค่อยทุบหัวน่าจะสนุกกว่า ข้าอยากเห็นว่าถ้าปีกมันถูกฉีดสดๆ มันจะดิ้นกระแด๋วๆ ขนาดไหน”  


วินาทีนั้นข้าคิดว่าหัวใจทุกคนคงแทบทะลุออกมาจากอก เจ้าโทรลล์ที่กักตัวโคเล็ตไว้ยิ่งหัวเราะคิกคักชอบใจ เหมือนเด็กทารกอ้วนๆ ในร่างใหญ่ยักษ์ ที่ไม่มีความน่ารักอะไรเลย 


ขณะที่สมองของข้าวิ่งเร็วจี้ ไล่ลำดับทุกสิ่งทุกอย่างได้ทันที ราวกับมันอัดแน่นอยู่ก่อนแล้ว แต่แค่รอเวลาที่จะปะทุออกมา


ข้าน่าจะสะกิจใจ ข้าน่าจะรู้ ภารกิจนี้จงใจเลือกแต่ทหารฝึกหัดที่ยังไร้ประสบการณ์ เลือกมนุษย์หมาป่าที่ไม่มีทางเปลี่ยนร่างได้และจมูกใช้ไม่ได้ผลเพราะฝนที่ตกหนักในหน้าฝน เลือกมังกรลูกขุนนางที่ไม่มีทางเข้ากับทีมและพร้อมมีปัญหาเสมอ... และเลือกมังกรพันธ์ผสมที่ไม่ควรมีอยู่ในกองทัพตั้งแต่ต้น  


ซ้ำคำสั่งภารกิจก็คลุมเครือ และสิ่งที่ท่านเคออสบอกว่า ถ้ามาถึงที่นี่ พวกเราจะรู้เองว่าต้องทำอะไรต่อไป มันบอกชัดดีทุกอย่าง... และเข้าใจแล้วว่าทำไม ข้าถึงถูกท่านเคออสมองด้วยความสงสาร


ข้าพยายามยื่นมือไปลูบกระเป๋าหนังที่ใส่หัวลูกศรบนเข็มขัดตน พร้อมรับสั่งของราชาเลจินอฟก็ดังขึ้นในความทรงจำ


หน้าที่เจ้า... อย่าให้ห่างตัว


วินาทีนั่นข้านึกถึงสิ่งที่เคยทูลให้ราชาเลจินอฟฟังเรื่องแผนการล่อศัตรูไปจัดการในป่า ข้าเป็นคนบอกเองว่าควรมีคนที่ทำหน้าที่เหมือนหัวลูกศร เพื่อทำหน้าที่เป็นเหยื่อล่อศัตรู 


ดังนั้นหัวลูกศรที่พระองค์ประทานให้คือคำใบ้ที่ว่า ข้าคือเหยื่อล่อครั้งนี้... พวกเราทุกคนที่นี่คือเหยื่อล่อ


เป็นเพียงเหยื่อล่อพวกโทรลล์ที่เป็นเวรยามตรวจตราเวลานี้ เพื่อให้หน่วยสอดแนมจริงๆ ปฏิบัติภารกิจอย่างสะดวกสบาย และตอนนี้พวกเขาคงลงมือไปแล้ว 


พวกเราถูกส่งมาด้วยเหตุผลนี้... ทหารฝึกหัดสามชีวิตที่ไม่จำเป็นต้องเสียดายที่หลัง หากเสียไป 


ราชาเลจินอฟแค่ส่งพวกเรามาตายเท่านั้น!







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 284 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14,398 ความคิดเห็น

  1. #12807 ๛RapunZel๛ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 16:45
    นางเอกฉลาดด วงวาร เป็นเหยื่อล่อเฉย

    แอบคิดว่าจริงๆแล้วเจ้าหญิงรักนางเอกเรานะ และหึงหวงมากด้วย 5555555555555
    #12,807
    0
  2. #12675 ME>_< (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2561 / 15:13
    ใจร้ายย
    #12,675
    0
  3. #12559 ponestm (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 16:13
    อ่านเกมส์เก่งโว้ยยยยย
    #12,559
    0
  4. #12435 taetapp (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 18:05
    ประเด็นคือพระเอกน่าจะรู้อยู่แล้วป่ะว่านางเอกไม่ตายหนอก5555555555
    #12,435
    0
  5. #12207 sugarmale (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:29
    อิราชาาา อิเล๊วววว
    #12,207
    0
  6. #12197 kattareyatu (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:39
    ใจร้ายยยน
    #12,197
    0
  7. #12045 papengk saimai (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 23:36
    เป็นพระเอกที่น่าโดนส้นเท้าตอกกระบาลสิ้นดี
    #12,045
    0
  8. #11785 ~LufaH~ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 กันยายน 2560 / 12:41
    เป็นพระเอกที่ไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่เลยค่ะ
    #11,785
    0
  9. #11710 Devilwarrior (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2560 / 00:58
    ม่ายยบยยยนึกว่าตอนใหม่เส้าาาา
    #11,710
    0
  10. #11709 เชิญนั่งค่ะขอบคุณค่ะ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2560 / 00:57
    กลับมาอ่านตอนพี่แบงค์รีไรท์อีกรอบรู้สึกอยากเห็นฉากที่เจ้าหญิงกับราชาฉะกันแย่งมังกรจังเลย555
    #11,709
    0
  11. #11136 BYJ2011 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 เมษายน 2560 / 10:55
    คืออ่านแล้วบุ้นทุกนาที นางเอกฉลาดมากๆ นี่ยังงงอยู่เลย5555555
    #11,136
    0
  12. #11129 นึกอะไรไม่ออก (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 เมษายน 2560 / 15:36
    ไม่เคยดีใจอะไรขนาดนี้มาก่อน คือเอะใจตั้งแต่พระเอกให้หัวลูกศรแล้ว คือเดาทางถูก รู้สึกเหมือนตัวเองฉลาดขึ้นมานิดนึง5555
    #11,129
    0
  13. #10112 Capucinno (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 10:22
    อ่านมาถึงตอนนี้ พระเอกใจร้ายง่ะ. ตอนหลังต้องทำดีเยอะๆนะ
    #10,112
    0
  14. #9282 poplo (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 มกราคม 2559 / 22:46
    สักตอนเถอะ!!!!

    ขอ วอเรนxเนียร เถอะ!!!

    ก(อ)ดเลย!!
    #9,282
    0
  15. #8166 El Dorado Bz (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2557 / 23:18
    ใจร้ายจัง
    #8,166
    0
  16. #7690 aisement (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2557 / 00:12
    สะกิดใจ  ไม่ใช่ สะกิจใจ นะคะ ^^
    #7,690
    0
  17. #6994 <<aKinA>> (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2557 / 14:33
    สมเป็นจอมมารมากก โหดนะ
    #6,994
    0
  18. #6933 Hydrangea (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กันยายน 2557 / 20:16
    รู้สึกโมโหอยากฆ่าพระเอกมากกกก -*-
    #6,933
    0
  19. #6409 Fraeya (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2557 / 20:32
    ลอร์เรน ซับซ้อนจริงๆ
    #6,409
    0
  20. #6317 iy9ok (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2557 / 22:53
    สมกับเป็นราชาปีศาจ..นะ
    #6,317
    0
  21. #6316 iy9ok (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2557 / 22:52
    สมกับเป็นราชาปีศาจ..นะ
    #6,316
    0
  22. #5996 ♣ Minto ♣ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 / 21:05
    ใช่คะ เริ่มจะสาปแช่งพระเอกของพี่แบงค์แล้ว(จริงๆสาปแช่งมาตั้งแต่บทแรกๆและ) ..เห็นแล้วมันจี๊ด ส่งนางเอกมาตายเนี่ยนะ!!
    ..ต่อให้จะมั่นใจว่าเธอจะไม่ตาย มันเป็นแผน เธอเป็นทหาร หรือยังไงก็ชั่ง ..อย่าหวังจะได้รับการให้อภัย(จากรีดเดอร์คนนี้) #หมายหัวพระเอกตัวโตๆ 
    ปล. คิดถึงสุภาพบุรุษมาเฟียของพี่แบงค์ขึ้นมาเลย 
    ปลล. คิดถึงแดนด้วยนะ ..เจอพระเอกเรื่องนี้เข้าไป นายดูเป็นคนดีขึ้นมากระทันหันเลยแดน ฉันยอมรับ
    ปลลล. นางเอกจะเอาคืน(อย่างเจ็บแสบ)ได้สักเรื่องบ้างไหมเนี่ย หรือจะต้องเป็นผู้ถูกทารุณกรรมจนจบเรื่องTT~

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 28 พฤษภาคม 2557 / 21:08
    #5,996
    0
  23. #5912 CaramailLY (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2557 / 13:15
    งื้อออ ออ ชอบเรื่องนี้มากกกกกกกกก กกอะ รีบๆมาอัพนะคะ >.<
    #5,912
    0
  24. #5524 teddy_ >O< (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 เมษายน 2557 / 16:52
    จบแบบชวนสงสัยมาก หัวหน้าโทรลต้องเคยรู้จักกับพ่อของเนียร์มาก่อนแน่ๆ อาจจะเป็นเพื่อนกัน(?)
    #5,524
    0
  25. #5234 มิ้น (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 มีนาคม 2557 / 22:49
    เนียร์เธอแนะนำวิธืให้จอมมาร จอมมารเอาเธอมาเป็ยเหยื่อล่อจะเลยน่ารักมาก
    #5,234
    0