[JJBA] Giorno X Buciarati X Abbacchio ||AU พนักงานออฟฟิศ

ตอนที่ 2 : Leone Abbacchio ผู้ที่ไร้จุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 56
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    28 มี.ค. 63

เที่ยง

“ร้านนี้หรอกเหรอครับ”

 

“ใช่ มันแพงกว่าร้านแซนวิชนะ แต่ไม่ต้องต่อคิวยาว”

ทั้งคู่เข้าไปนั่งในร้านแล้วนั่งอ่านเมนู โบรโน่รู้ดีว่าตัวเองจะสั่งอะไรแต่ที่เขานั่งอ่านมันก็เป็นเพราะไม่อยากกดดันโจรูโน่ที่พึ่งเคยมาก็เท่านั้น

 

“สปาเก็ตตี้มีทบอลครับ”

 

“งั้นฉันเอาพาสต้าปลาหมึก...นายเอาของหวานไหม?”

 

“พุดดิ้ง”

 

“ชอบของหวานเหรอ?”

 

“สังเกตด้วยเหรอครับ”

 

“ตอนไปซื้อของ นายดูพอใจกับช็อคโกแลตที่ฉันให้ ฉันเลยเดาแบบนั้น”

 

“....”

ในระหว่างที่รอเด็กนี่จ้องเขาตาไม่กระพริบด้วยใบหน้าตายๆนั่น บางทีโจรูโน่น่าจะเลิกทำแบบนี้ได้แล้วนะ จ้องนานอีกนิดคงได้ท้องกันพอดี

 

"นายเป็นแบบนี้ตลอดเลยเหรอ จ้องคนอื่นด้วยใบหน้าตายๆนั่น เสียมารยาทนะ"

 

"ก็ขึ้นอยู่กับอีกฝ่ายว่าน่ามองไหม"

 

“...."

 

"อันที่จริงผมก็จ้องคุณตลอดนั่นแหละ บางทีคุณก็ไม่รู้ตัว"

 

"พอรู้แบบนั้นและฉันรู้สึกกลัวแฮะ"

 

"หึ แล้วก็สังเกตหลายอย่างเลย"

 

"สังเกตอะไร?"

 

"ตอนที่คุณพาผมโดดงาน ตอนนั้นคุณจะปล่อยให้ผมหิวแล้วนั่งกินแซนวิชของอบัคคิโอ้ก็ได้แต่คุณไม่ทำ ผมถึงได้รู้ว่าคุณใจดีเกินกว่าจะปล่อยให้ผมรอรถบัสเกือบชั่วโมง"

 

".....แปลว่า....ตอนนั้นนาย--"

 

"หึ...แต่ผมคาดไม่ถึงเรื่องโดนใช้ไปถือของนะครับ"

คุณผู้จัดการมองเด็กน้อยเจ้าเล่ห์นี่อย่างไม่ชอบใจนักก่อนจะแอบตำหนินิดๆ

 

"...ปกติเข้าหาคนอื่นด้วยวิธีนี้เหรอ?"

 

"ปกติผมไม่ค่อยได้เข้าหาคนอื่นหรอก"

 

"ร้ายนักนะ"

โบรโน่เสมองไปทางอื่น

 

“หึ...แล้วคุณอบัคคิโอ้ ไม่ว่าเอาเหรอครับ?”

 

“เรื่องที่ฉันมากินข้าวกับนายเหรอ?”

 

“เรื่องที่ผมนอนกับคุณด้วย”

คู่สนทนาเอียงคอก่อนจะยักไหล่อย่างไม่ยี่หระนัก

 

“....เขารู้ว่าฉันเคยวันไนท์สแตนด์มาก่อน เขาไม่ว่าหรอกถ้าฉันไม่ได้ผูกพันอะไรกับใคร”

 

“แต่โกรธที่คุณให้เบอร์ผมเนี้ยนะ?”

 

“ก็ฉันไม่ได้ให้เบอร์กับใครง่ายๆ”

 

“....แล้วเขารู้เรื่องที่ผมนอนกับคุณรึเปล่า?”

เจ้าของเรือนผมสีดำหลุบตามองพื้นแล้วส่ายหัว

 

“ยังหรอก...แต่ฉันว่าเขาพอจะเดาได้นะ”

 

"....."

 

"แต่ก็อย่าไปพูดให้เขาได้ยินล่ะ"

 

“...ทำไมครับ?"

 

“เขาบอกว่าจะอาจจะได้ต่อยนาย ถ้าทนไม่ได้จริงๆ”

บูจาราตี้ถอนหายใจด้วยใบหน้าหน่ายๆ

 

“....”

 

“ฉันเดาว่าวันนี้เขาคงไม่มาทานข้าวเที่ยงถ้ายังเคลียร์งานไม่เสร็จ ก็เลยทำข้าวกล่องไว้ให้แล้ว ดังนั้นเขาไม่ว่างมาว่าที่ฉันมาทานข้าวกับนายหรอก”

คุณผู้จัดการเปลี่ยนมานั่งไขว่ห้างก่อนเอาผมทัดหูในขณะที่ยังคงหลบตาโจรูโน่อยู่ การจ้องคนอื่นด้วยใบหน้าตายๆแบบนั้นน่ะ ไม่ใช่นิสัยของเขาหรอก อีกอย่างคุณผู้จัดการพูดถูกจ้องคนอื่นนานๆมันเสียมารยาท แต่จะให้ทำยังไงล่ะ ก็เขาหยุดมองผู้จัดการไม่ได้นี่

 

“...ทำไมตอนนั้นถึงทำตามที่ผมขอล่ะ?”

 

“หมายถึงอะไร”

 

“ที่ผมขอร้องให้คุณอยู่เจอผมจนกว่าจะถึงตอนเช้า ทำไมถึงทำตาม?”

 

“....ก็ไม่เห็นจะต้องปฏิเสธนี่ อีกอย่างตอนที่นายขอให้ฉันอยู่ นายทำหน้าเหมือนจะขาดใจตาย ฉันจะปฏิเสธได้ยังไง”

 

“แล้วไม่หวั่นไหวกับผมบ้างเลยเหรอ?”

โจรูโน่กุมมืออีกฝ่ายเอาไว้ขณะที่ถาม

 

“....”

คุณผู้จัดการไม่มีคำตอบให้เขา...แต่บางครั้งการไม่ปฏิเสธมันก็มากพอแล้วที่จะให้ความหวัง

 

"ผมดีใจนะที่คุณไม่ปฏิเสธ"

เด็กน้อยจับมือสวยของอีกฝ่ายขึ้นมาวางบนแก้มตัวเองในขณะที่ยังคงจ้องคุณผู้จัดการไม่วางตา โบรโน่ไม่รู้ว่าต้องจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้ายังไง สิ่งที่เขารู้สึกต่อโจรูโน่มันไม่ควรเกิดขึ้น บูจาราตี้รู้ดีว่าเขาสามารถแยกความรักกับเซ็กซ์ออกจากกันได้อย่างชัดเจน

แต่...เด็กนี่ที่ควรจะเป็นแค่คู่นอนกลับทำให้เขาใจเต้นแรงได้ขนาดนี้

 

“อาหารมาแล้ว”

คุณผู้จัดการชักมือกลับแล้วเบือนหน้าไปทางอื่น ในตอนนี้การเปลี่ยนเรื่องคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด โบรโน่เลือกที่จะปล่อยให้ความสัมพันธ์มันคลุมเครือแบบนี้ต่อไป

แต่เชื่อสิ...เขาหนีปัญหาไม่ได้ตลอดไปหรอก

 

“....ครับ”

 

 

 

 

 

ปัจจุบัน

"แล้วไหนล่ะบรีฟที่คุณอยากปรึกษา?"

ตอนนี้โจรูโน่อยู่กับมิสต้า ฟูโก้และน่ารันช่าที่คาเฟ่เปิดใหม่ใกล้ๆบริษัท 'ตามที่คุยกันไว้'แต่ท่าทางมิสต้าจะลืม'เรื่องที่คุยกันไว้'ไปซะสนิท

 

"บรีฟเหรอ?"

 

"....."

ใบหน้าตายๆของโจรูโน่กำลังกดดันมิสต้าอยู่ ฟูโก้จึงใช้ศอกกระแทกใส่เพื่อนตัวเองเพื่อเตือนสติ

ปึก!!

"อ่ออออ บรีฟ!"

 

"....."

 

"เอ่อ...นั่นสินะ ลืมซะสนิทเลย ถ้าสั่งอะไรกินอาจจะจำได้ก็ได้!"

 

"....."

โจรูโน่เริ่มรู้ตัวแล้วว่านี่มันผิดปกติมิสต้าดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจมาคุยเรื่องบรีฟ ท่าทางจะมากินข้าวซะมากกว่า เขาทำแบบนี้ทำไมกัน

 

"บรีฟไรเหรอ เรามีลูกค้าต้องรับผิดชอบด้วยเหรอ?"

 

"นารันช่า!!"

มิสต้าเอะอะจนคนในร้านหันมามอง สิ่งที่นารันช่าถามทำเอาฟูโก้กุมขมับก่อนส่ายหัวให้มิสต้าเพื่อบอกว่ามันไม่เนียนแล้ว

 

"นี่มันเรื่องอะไรกันครับ?"

โจรูโน่ถามอีกครั้ง

 

"ฟูโก้ทำไมแกไม่บอกไอ้นารันช่า!"

สมองของนารันช่ากำลังประมวลผล....

 

"ฉันก็บอกไปแล้ว" การประมวลผลเสร็จสิ้น "แต่ท่าทางนารันช่ามันจะลืม"

 

"อ่อ!! บรีฟอันนั้นไง! ใช่!!"

 

"ช้าไปแล้ว"

 

"....."

 

"...."

 

"มิสต้ามันโดนอบัคคิโอ้จ้างมาให้แยกนายออกจากผู้จัดการบ้าง"

คำตอบของฟูโก้ไขทุกอย่างให้กระจ่าง มิสต้าดูเลิ่กลั่กขึ้นมาเป็นเท่าตัวแล้วหันไปโว้ยใส่ไอ้เพื่อนทรพีจอมปากโป้ง

 

"ฟูโก้!"

 

"ไม่เนียนแล้วจะดันทุรังไปทำไมล่ะ? บอกไปตรงๆเถอะน่า"

 

"...."

จริงอย่างที่ฟูโก้พูดมันไม่เนียนแล้ว เมื่อมิสต้าเห็นอย่างนั้นเขาจึงถอนหายใจก่อนจะหันไปคุยกับโจรูโน่ตรงๆแบบเปิดอกไปเลย อะไรก็ดีกว่าแถจนสีข้างถลอกแล้วล่ะ

 

"...."

 

"เจ้าอบัคคิโอ้มันจีบผู้จัดการมาเกือบสามปีแล้ว ก่อนนายจะเข้ามาทำงานที่นี่ซะอีก นายอย่าไปขวางอบัคคิโอ้มันเลย อีกอย่างจะจีบผู้จัดการน่ะจีบไม่ติดหรอกมีแต่อบัคคิโอ้เท่านั้นแหละที่โง่จีบมาจนถึงทุกวันนี้ อย่าไปโง่เหมือนมัน"

 

"....สามปีเลยเหรอครับ"

 

"ไปถามจากผู้จัดการเอาเลยก็ได้ อาจจะฟังดู เหมือนโม้แต่นี่เรื่องจริงนะ"

โจรูโน่ไม่พูดอะไรเขาทำเพียงแค่เดินออกมาเงียบๆเท่านั้นแต่มือที่กำหมัดแน่นก็บอกได้ดีว่าเจ้าตัวกำลังหงุดหงิดอยู่ หงุดหงิดเรื่องอะไรก่อนดีล่ะ

อบัคคิโอ้รู้ตัวแล้วว่าเขากำลังเข้าหาผู้จัดการนั่นน่าจะทำให้หลายๆอย่างยากขึ้นเป็นเท่าตัว

อีกอย่าง...มันจะมีจริงๆน่ะเหรอ คนที่โง่พยายามมาตั้ง3ปีทั้งๆที่ไร้ความหวัง

โจรูโน่รู้ดีว่าอบัคคิโอ้ไม่ได้โง่ขนาดนั้น แต่เขาในตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังโง่อยู่รึเปล่า

.

.

.

 

 

 

 

 

 

ก็ไม่คิดว่าจะได้ผลเร็วขนาดนี้ เขาจ้างมิสต้าด้วยชีทเค้กสองชิ้นให้มันไปตีสนิทไอ้เด็กใหม่หน่อย เขาจะได้มีเวลากับโบรโน่บ้าง แล้วตอนเที่ยงคุณผู้จัดการคนเก่งก็มาทักเขาเลย เหลือเชื่อไหมล่ะ

"นายเคยคิดจะล้มเลิกบางไหม เรื่องฉันน่ะ"

 

"คิดอะไรอยู่ล่ะถึงได้ถามแบบนี้?"

 

"กลัวนายเหนื่อย"

อบัคคิโอ้เลิกคิ้ว

 

"จีบนายมาเกือบสามปี ฉันไม่หยุดเพราะแค่มีเด็กกระโปกมาขวางหรอก"

ขุ่นแม่ลอบยิ้มน่าเสียดายที่อีกคนไม่เห็นมัน

 

"ก...กาแฟครับ"

ดอปปิโอ้ยื่นกาแฟที่ฝากซื้อให้ เขาเป็นเด็กฝึกงานที่บอสฝากเข้า แต่ฝีมือเขาก็ไม่ได้แย่ ฝึกอีกหน่อยก็ทำงานได้แล้ว ตอนนี้บูจาราตี้ต้องเป็นคนช่วยสอนเขาอยู่

 

"ขอบคุณ"

ทั้งคู่รับกาแฟของตัวเองมาดื่มแต่บูจาราตี้ก็ต้องทำหน้าเหยเกหลังจิบไปอึกใหญ่เพราะกาแฟที่ได้มันเป็นกาแฟดำ

 

"นี่นาย...เริ่มดื่มกาแฟดำแล้วเหรอ?"

บูจาราตี้ถามพลางเลื่อนดูที่ข้างแก้วว่าเป็นชื่อเขารึเปล่า

[BB] ชื่อถูกนี่หว่า=_=

 

"ฉันเกลียดกาแฟดำแล้วก็ไม่คิดจะเริ่มดื่มมันด้วย"

อบัคคิโอ้ตอบ ทันใดนั้นดอปปิโอ้ก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเองสั่งกาแฟมาผิด

 

"ขอโทษครับ! จะไปซื้อมาใหม่เดี๋ยวนี้แหละ--"

 

"ช่วงพักจะหมดแล้วไม่ใช่รึไง ไปไม่ทันหรอก"

 

"แต่จะให้คุณบูจาราตี้ดื่มกาแฟที่ตัวเองเกลียดมันก็--"

อบัคคิโอ้สับเปลี่ยนกาแฟในมือบูจาราตี้กับของตัวเองก่อนเจ้าเด็กฝึกงานจะพูดจบ โบรโน่จึงหันไปมองหน้าเพื่อนสนิทตัวเองอย่างไม่เข้าใจนัก

 

"นาย...เกลียดกาแฟดำไม่ใช่เหรอ?"

ใช่ อบัคคิโอ้เกลียดกาแฟดำเข้าใส้แต่...

 

"นายเองก็เกลียดมันพอๆกับฉันนี่" ใบหน้าของอบัคคิโอ้แสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจหลังจากจิบกาแฟดำในมือ "ฉันจะกลับไปทำงานแล้ว นายเองก็อย่าซื้อกาแฟพลาดอีกล่ะ"

 

"ครับ!"

 

"ปากร้าย"

คุณผู้จัดการว่าพลางยกกาแฟที่พึ่งได้มาใหม่ขึ้นจิบ อาจจะดูก้าวร้าวในบางครั้ง แต่อบัคคิโอ้อ่อนโยนกับเขาเสมอ โบรโน่รู้เรื่องนี้ดี ลาเต้เป็นกาแฟโปรดของเจ้าตัวแต่หมอนั่นก็ไม่ลังเลเลยที่จะยกให้เขา ว่างๆคงต้องเลี้ยงกาแฟอหมอนั่นคืนซะแล้วสิ

.

.

.

.

 

 

"เอางานอะไรมาให้ฉันแก้อีกล่ะ? ฉันยังทำงานของตัวเองไม่เสร็จเลยนะ"

 

"แค่นิดเดียวเอง สิ้นเดือนให้โบนัส" คุณผู้จัดการวางแฟ้มอันนึงลงบนโต๊ะของอบัคคิโอ้แม้ว่าเจ้าตัวจะทำหน้าบอกบุญไม่รับก็ตาม "นะๆ"

 

"ไม่ต้องมาทำเสียงงอแง ฉันเป็นลูกน้องนายฉัน ต้องทำให้อยู่แล้ว"

 

"นั่นสินะ"

 

"...."

 

"เย็นนี้ว่างไหม?"

นี่สินะสาเหตุที่บูจาราตี้มาหาเขาจริงๆ

 

"ถามทำไมล่ะ นายก็รู้ดีนี่ว่าฉันพร้อมจะทิ้งทุกอย่างเพื่อมาหานาย" ใช่ บูจาราตี้รู้เรื่องนี้ดี "อยากเลี้ยงกาแฟคืน แต่ดื่มกาแฟตอนเย็นคงไม่ดีเท่าไหร่"

 

"งั้น เปลี่ยนเป็นดินเนอร์บ้านฉันไหม?"

อบัคคิโอ้เสนอ ไอ้ประโยคที่ว่า'ไปดินเนอร์บ้านฉันไหม?' มันไม่ได้เป็นการชวนไปดินเนอร์หรอกแม่งชวนไปทำอย่างอื่น มิสต้าที่นั่งใกล้ๆดูจะชินแล้วและโชคดีที่ตอนนี้โจรูโน่ไม่อยู่ เพราะถ้าอยู่คงได้มีคนน้อยใจแน่

 

"ดินเนอร์อย่างเดียวนะไม่มีจุดประสงค์อื่น"

 

"ฉันก็ว่าจะชวนนายไปเตะบอลด้วย"

 

"รักสุขภาพจัง"

 

"นี่จะให้ฉันพูดตรงๆให้ได้ใช่ไหม?"

 

"นายนี่หื่นกามชะมัด"

อบัคคิโอ้ยักไหล่เหมือนรู้ตัวดี แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งคู่มีอะไรเสียหน่อย

 

"หึ หรือว่าจะเปลี่ยนเป็นบ้านนายดี? "

 

"บ้านฉันดีกว่า ฉันเดาว่าบ้านนายคงไม่มีของกินเหลืออยู่ในตู้เลย"

 

"นายเดาถูก"

หลังนัดกันเสร็จสรรพ ขุ่นแม่ก็พึ่งจะสังเกตว่าแก้วกาแฟที่มีชื่อตัวเองยังคงอยู่บนโต๊ะทำงานอบัคคิโอ้

 

"ฉันนึกว่านายจะเทมันทิ้งไปแล้วซะอีก"

คุณผู้จัดการว่าพลางหยิบแก้วกาแฟที่มีชื่อตัวเองขึ้นมาจิบทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นกาแฟดำ อบัคคิโอ้เป็นไม่กี่คนที่ได้เห็นบูจาราตี้ทำเรื่องโง่ๆไม่สมตำแหน่งผู้จัดการแต่นั่นก็เป็นเพราะบูจาราตี้ไว้ใจเขามากที่สุดถึงได้กล้าแสดงด้านโง่ๆของตัวเองออกมาให้อบัคคิโอ้เห็น

 

"ก็มันมีชื่อนายติดอยู่ ขอเก็บไว้ซักพักก่อนเดี๋ยวค่อยทิ้ง"

 

"ไม่เห็นอร่อยเลย(;-; ) "

 

"รู้ว่าเป็นกาแฟดำแล้วยังโง่จิบเข้าไปอีก"

 

"เกิดรู้สึกผิดขึ้นมา เลยอยากช่วยนายดื่มมัน(._.)"

 

"...."

'หยุดน่ารักเลยนะโว้ยยย!' อบัคคิโอ้คิดในระหว่างที่จ้องเจ้าเพื่อนสนิทสุดงี่เง่าของตัวเอง

 

"จ้องอะไร?"

 

"ก็นายน่ารัก"

 

"...."

บูจาราตี้เริ่มหลบหน้าเขา หมอนี่โดนจ้องนานๆแล้วจะประหม่า เรื่องนี้อบัคคิโอ้รู้ดี ยิ่งตอนมีอะไรกันหมอนี่จะไม่ชอบให้จ้องเลยเป็นนิสัยแปลกๆแต่มันก็น่ารักในสายตาอบัคคิโอ้น่ะนะ

 

 

"...เดี๋ยวดินเนอร์คืนนี้ฉันเอาค่ากาแฟคืนเองแหละน่า ไม่ต้องมาง่องแง่งใส่ฉันเลย"

 

 

 

 

 

 

 

 

14:55

"ลูกค้ารายนี้เขากำชับเยอะมากเลย คุณช่วยดูหน่อยได้ไหม"

 

"นายส่งให้ลูกค้าเช็คเองไปเลยก็ได้ อย่างมากสุดก็แค่ให้มาแก้เท่านั้นเอง "

บูจาราตี้กดเข้าไปดูในเมลพร้อมกับหยิบบรีฟที่โจรูโน่ต้องรับผิดชอบขึ้นมาอ่านไปด้วย โจรูโน่ยังเป็นเป็นเด็กใหม่ จริงอยู่ที่เขาเลื่อนขั้นได้เร็วแต่ถ้าบางโจทย์มันซับซ้อนมากๆเขาก็เข้ามาถามผู้จัดการอย่างบูจาราตี้ได้เสมอ

 

"ผมไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่"

ปึก!

คุณผู้จัดการปิดบรีฟที่พึ่งอ่านเสร็จแล้วหรี่ตามองโจรูโน่ราวกับกำลังจับผิด

 

"ไม่ค่อยมั่นใจ.... อย่างนายเนี้ยนะ?"

 

"...ก็ได้ ผมอยากคุยด้วย"

เด็กนี่ไม่ได้อยากปรึกษาเรื่องงานหรอก เขาต้องการคุยกับคุณผู้จัดการแบบส่วนตัวก็เท่านั้น ใช้ประโยชน์จากการเป็นเด็กใหม่ซะคุ้มเลยนะ

 

"....เรื่องอะไร?"

[LA] มันเขียนติดอยู่ที่ข้างแก้วกาแฟของบูจาราตี้ เดาได้ไม่ยากว่าเป็นชื่อใคร

 

"มิสต้าโดนอบัคคิโอ้จ้างให้มาแยกผมออกจากคุณ รู้เรื่องนี้รึเปล่า"

 

"เขาทำแบบนั้นเหรอ? งี่เง่าชะมัดเลยนะหมอนั่น"

 

"....."

 

"แต่นายก็ไม่ควรเอาเรื่องนี้มาคุยในเวลางานนะ"

คุณผู้จัดการเริ่มดุเมื่อเห็นโจรูโน่หมุนแก้วกาแฟเขาดู

 

"Leone Abbacchio เขาจีบคุณมานานแค่ไหนแล้ว?"

 

"ก็เกือบสามปีได้" เมื่อพูดจบกาแฟแก้วนั้นก็ถูกเจ้าของมันดื่มจนหมด "ถ้าไม่มีอะไรก็กลับไปทำงานได้แล้ว เรื่องนี้ไว้คุยหลังเลิกงานเถอะ"

 

"ใจร้ายจังเลยนะครับ"

 

".....!"

คุณผู้จัดการสดุ้งโหยงเพราะโดนโจรูโน่แกล้งด้วยการเป่าลมเขาหู เขาหันไปมองเด็กนี่อย่างไม่สบอารมณ์นัก แต่ยังไม่ทันจะได้ว่าอะไรโจรูโน่ก็ยิงคำถามมาซะก่อน

 

"คุณชอบเขาสินะ"

 

"....อะไร"

 

"คุณมีเหตุผลที่คบกับเขาไม่ได้อยู่แต่เชื่อเถอะ...ถ้าไม่มีเหตุผลนั้น คุณคบกับเขาไปแล้ว ไม่ยื้อมาเกือบ3ปีหรอก"

 

"....."

 

"ผมอยากรู้จริงๆเลยนะว่าทำไมคุณถึงคบกับเขาไม่ได้"

ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น โบรโน่ก็หน้าเสียขึ้นมาทันที ทุกๆต่างมีความลับคุณผู้จัดการเองก็มีเรื่องที่ให้ใครรู้ไม่ได้อยู่

 

"หยุดสอดรู้สอดเห็นเรื่องที่มันไม่เกี่ยวกับนายได้ไหม"

ไม่มีใครโง่จีบคนอื่นได้นานถึงสามปีหรอกถ้าอีกฝ่ายไม่ให้ความหวัง โจรูโน่รู้ดีเขาไม่เคยได้รับความหวังจากคุณผู้จัดการเลย แม้จะดูเหมือนใจอ่อน แต่อีกฝ่ายก็ปฏิบัติเหมือนเขาเป็นเพียงเพื่อนไม่ก็ลูกน้องไม่เคยมีอะไรมากกว่านั้น เขาถึงได้รู้ตัว ว่าผลแพ้ชนะมันออกมาตั้งนานแล้ว

 

“หึ...ไม่เกี่ยวเหรอ? ผมไล่ตามคุณมาสี่เดือน พยายามเข้าหาคุณทุกครั้งที่มีโอกาส คุณจะบอกว่ามันไม่เกี่ยวกับผมเหรอ?"

 

"นายพูดบ้าอะไร?"

 

"คุณหยุดทำแบบนี้ซักทีได้ไหม!?"

ผลัก!!!

คุณผู้จัดการชักมือตัวเองกลับมาทันทีที่ถูกโจรูโน่คว้าแขน โบรโน่ถอยออกมาจากคนตรงหน้าในระยะสองเมตรโดยอัตโนมัติเมื่อได้ยินเสียงตะคอก ความกลัวและความไม่พอใจปรากฏอยู่บนใบหน้าสวยดึงสติให้เด็กน้อยรู้ตัวว่ากำลังล้ำเส้นอยู่ ให้ตายสิ...ยาเสพติดที่มีชื่อว่าโบรโน่บูจาราตี้...

มันกำลังทำเขาเป็นบ้า

 

"...."

 

“....คุณผู้จัดการ..."

สิ่งที่โจรูโน่กลัวที่สุดกำลังเกิดขึ้น เขาคิดเสมอว่าอยากจะอยู่กับคุณผู้จัดการโดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนผลักออก แต่ตอนนี้.... โจรูโน่กำลังถูกคุณผู้จัดการผลักออกมา...อีกฝ่ายมักจะขีดเส้นกั้นเอาไว้ไม่ให้เขาข้ามไปเสมอและเมื่อไหร่ที่โจรูโน่พยายามจะข้ามเส้นนั้นไปหาคนตรงหน้า อีกฝ่ายก็จะดันให้เขากลับไปอยู่ที่เดิม

ครั้งนี้เด็กน้อยพยายามดันทุรังอย่างถึงที่สุดเพื่อจะก้าวข้ามเส้นที่คุณผู้จัดการขีดเอาไว้ และนี่คือสิ่งที่เขาได้รับ

 

"ฉันขอโทษ"

โบรโน่หลุบตามองมองพื้น เขารู้เต็มอกว่าทำไมโจรูโน่ถึงทำแบบนี้แต่ก็แสร้งทำเป็นไม่รู้เพื่อหนีปัญหามาโดยตลอด บูจาราตี้ไม่ใช่คนที่ชอบหนีปัญหานักแต่การจะปฏิเสธโจรูโน่ มันไม่ใช่เรื่องง่าย...

ก็ดันเผลอรู้สึกไปแล้วนี่

 

"...."

 

“....เรื่องฉัน นายคิดจริงจังขนาดนั้นเลยเหรอ?" ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอ้อนวอนของเด็กน้อยคงตอบคำถามของเขาได้ดี ความรู้สึกของโจรูโน่เป็นของจริงทั้งหมด การที่เขาไม่ได้แสดงออกเท่าอบัคคิโอ้ไม่ได้แปลว่าเขาจะรักผู้จัดการของเขาน้อยกว่าเลย "....คิดว่านายแค่สนุกซะอีก"

 

“ผมดูไม่รักคุณตรงไหนเหรอ?”

 

"...."

 

"ลึกๆแล้วคุณรู้ครับ คุณแค่แกล้งโง่"

ดวงตาสีน้ำเงินเสมองไปทางอื่นอย่างรู้สึกผิดก่อนกระพริบตาช้าราวกับยอมรับสิ่งที่โจรูโน่พูด

 

"...ก็คงจะเป็นอย่างนั้น"

 

"เพราะผมเจอคุณช้าไปเหรอ?"

 

“....เลโอเน่เป็นคนที่ฉันไม่อยากเสียไปมากที่สุด ดังนั้นฉันคงชอบคนอื่นไม่ได้หรอก”

 

“อยากให้ผมหยุดเหรอ?"

 

“นายควรจะหยุด”

 

“....ตอบให้ตรงคำถามสิครับคุณผู้จัดการ"

 

“.....”

 

“รู้ตัวไหมว่าคุณน่ะขี้ขลาดเอามากๆเลย นอกจากจะไม่กล้าปฏิเสธแล้วยังไม่กล้าพูดสิ่งที่ตัวเองรู้สึกอีก”

โจรูโน่สาวเท้าเข้าไปใกล้ๆอีกฝ่ายก่อนวางมือลงบนเอวคอดของคนตรงหน้า

 

“....”

 

“....ใช่ไหมครับ?"

ใบหน้าของเด็กน้อยเคลื่อนเข้ามาใกล้ๆแต่อีกฝ่ายก็ยังไม่มีทีท่าจะถอยหรือผลักออก อันที่จริงโจรูโน่อยากจะปิดปากนั่นซะเพราะลึกๆเขาก็กลัวว่าจะโดนผู้จัดการปฏิเสธ

 

"...อย่ามายุ่งกับฉันอีก โจรูโน่"

ให้ตายสิ...ที่เขามาคุยกับคุณผู้จัดการเรื่องนี้เขาคาดหวังอะไรอยู่นะ

 

"....เข้าใจแล้วครับ"

โจรูโน่อยากให้คุณผู้จัดการเลือกเขา นั่นแหละสิ่งที่เด็กน้อยกำลังคาดหวังอยู่ เขารู้ตัวดี

เด็กน้อยปล่อยมือออกจากเอวคอดสวยที่เขาเคยจับ ก่อนจะหันหลังแล้วเดินออกไป ทำไมกันนะ...ทำไมอีกฝ่ายถึงได้มีอิทธิพลต่อความเยือกเย็นของโจรูโน่มากขนาดนี้ ความสุขที่ได้จากคุณผู้จัดการ น่าเสียดายที่เขาจะเสพมันไม่ได้อีกแล้ว...หรือว่าบางทีการปล่อยให้คุณหนีปัญหาต่อไปมันอาจจะดีกว่า

 

“....”

กึก!

 

"คุณผู้จัดการ....?"

ท่าทางระยะเวลาสี่เดือนที่โจรูโน่พยายามมันจะไม่สูญเปล่า มือของโบรโน่จับชายเสื้อเขาอยู่ราวกับไม่ต้องการให้เขาไป และนั้นก็มากพอแล้วที่จะกระตุ้นต้อมความหวังที่เหลืออยู่น้อยนิด

 

"ขอโทษ...."

หมับ!

คุณผู้จัดการถูกจับแขนแล้วลากให้เข้าประชิดตัวกับเด็กน้อย เอวคอดสวยถูกโอบเอาไว้ไม่ให้ไปไหนในขณะเดียวกันดวงตามรกตคู่นั้นก็จ้องอีกฝ่ายไม่วางตา

 

"คุณนี่เห็นแก่ตัวจริงๆนั่นแหละ"

 

"โจรูโน่..."

 

"แต่ก็ดีแล้วล่ะ"

 

"...."

โจรูโน่ผลักให้เขานั่งลงบนโต๊ะแล้วแทรกตัวเข้าไประหว่างขาเรียวก่อนหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างพินิจ

 

"ผมชอบคุณ"

 

"...."

 

"ถ้าผมพูดแบบนี้คุณก็คงแกล้งโง่ไม่ได้แล้ว ใช่ไหม?"

 

"....อือ"

หนุ่มผมบลอนกดจมูกลงบนกลุ่มผมสีดำขลับแล้วจุมพิตลงบนคอระหงฝังรอยจูบสีเข้มแต่ทำแบบนั้นได้ไม่นานมือบางก็เลื่อนมาปิดปากโจรูโน่เอาไว้

 

"มีอะไรครับ:)"

 

"อย่าทำรอย...อึก!"

แย่หน่อยนะ โจรูโน่ไม่ใช่คนที่จะเชื่อฟังเขาแบบอบัคคิโอ้ซะด้วย ฟันคมกดลงบนไหปลาร้าจนเป็นรอยแดง เจ้าเด็กตัวแสบยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ให้คุณผู้จัดการที่ใบหน้าขึ้นสีแล้วจุมพิตเบาๆลงบนริมฝีปากสวย

 

"กอดผมหน่อยสิ"

มือของคุณผู้จัดการโอบรอบคอเด็กน้อยเอาไว้ ปล่อยให้คนตรงหน้าทำตามใจชอบโดยไม่สนใจเรื่องอื่น จะว่าโบรโน่ทำผิดก็คงไม่ได้เพราะระหว่างเขากับอบัคคิโอ้ ทั้งคู่ไม่ได้เป็นอะไรกันแต่แรก

แต่ถ้าอบัคคิโอ้รู้เรื่องนี้ขึ้นมาบูจาราตี้อาจจะได้เสียหมอนั่นไปแน่ๆ

 

"เราไม่น่า....เจอกันคืนนั้นเลย..."

โบรโน่กำลังสับสน ใช่...เขาชอบอบัคคิโอ้แต่สี่เดือนที่เด็กนี่เข้ามาทุกอย่างมันก็มั่วไปหมด มีหลายๆอย่างผิดพลาดมาตั้งแต่ที่เขาเจอคนคนนี้ เด็กนี่ไม่เคยยอมแพ้ โจรูโน่พยายามจะข้ามเส้นที่เขาขีดเอาไว้เสมอ สุดท้ายฝ่ายที่ยอมแพ้จึงเป็นเขาซะเอง

 

“มองผมสิ...”

ทันทีที่บูจาราตี้สบตาเด็กน้อยตามที่สั่ง ริมฝีปากของเขาก็ถูกครอบครอง มันเป็นสัมผัสนุ้มนวลที่โจรูโน่ต้องการมาตลอดริมฝีปากสีกุหลายถูกบดขยี้อย่างอ่อนโยน กลีบปากบนและล้างของคุณผู้จัดการถูกดูดอยู่พักนึงก่อนลิ้นร้อนจะเริ่มรุกล้ำเข้าไปตวัดเกี่ยวชิมรสชาติกาแฟในโพรงปาก ยาเสพติดที่อันตรายนี่ยิ่งทำเด็กน้อยมัวเมา

โจรูโน่ไม่สนแล้วว่าอบัคคิโอ้จะต้องการผู้จัดการมากแค่ไหน เขาไม่สนด้วยว่าผู้จัดการจะมีความสัมพันธ์ยังไงกับหมอนั่น ถ้าในตอนนี้โจรูโน่ยังมีโอกาสเขาก็พร้อมจะทำทุกวิถีทางที่เขาทำได้เพื่อให้ได้คนคนนี้มา

และเชื่อเถอะว่าระยะเวลา3ปีของคุณผู้จัดการกับอบัคคิโอ้ โจรูโน่ทำลายมันทิ้งได้

.

.

 

 

"ผมชอบนะ..."

 

"อะไร?"

 

"ในที่ทำงานแบบนี้น่ะ :)"

 

"...มันไม่ใช่เรื่องที่ควรทำนะ"

 

"ดุจัง"

โบรโน่ติดกระดุมให้เรียบร้อยในขณะเดียวกันโจรูโน่ที่แต่งตัวเสร็จแล้วก็กำลังจะออกไป

 

"...."

 

"ไว้เจอกันนะครับ"

โจรูโน่ยิ้มแล้วกลับไปทำงานของตัวเองส่วนคุณผู้จัดการที่พึ่งสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองเสร็จก็พึ่งสังเกตว่าแก้วกาแฟว่างเปล่าที่มีตัวอักษร[LA]เขียนไว้มันหายไปแล้ว

 

"....."

ขี้หึงเอาเรื่องเหมือนกันนะเด็กนั่น...

[LA]

โจรูโน่ขย้ำแก้วกาแฟกระดาษที่มีตัวอักษรนี้เขียนอยู่จนมันยับไม่เหลือเค้าเดิมแล้วโยนมันทิ้งถังขยะด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง เด็กน้อยระงับความโกรธของตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะกลับไปทำงาน แน่นอนว่าทุกคนในแผนกต่างสงสัยว่าทำไมโจรูโน่ถึงหายไปนานสองนาน แต่เชื่อเถอะว่าเด็กนี่เก็บความลับได้

 

 

 

3ปีก่อน

เลโอเน่ อบัคคิโอ้พนักงานแผนกออกแบบของบริษัทPassioneที่ฝีมือดีมากคนนึง แต่เขากลับไม่มีแรงบันดาลใจในการทำงานเลย แล้วแรงบันดาลใจในการทำงานของคนส่วนใหญ่ คืออะไรกันนะ

 

หนี้สิน?

ใช้หมดแล้ว...สองปีหลังจากใช้หนี้หมดอบัคคิโอ้ก็ไม่รู้จะเอาเงินในบัญชีไปทำอะไรดีนอกจากซื้อข้าวกิน ทำไมชีวิตเขามันถึงได้ว่างเปล่าไร้จุดมุ่งหมายขนาดนี้นะ...

 

ต่อไปก็...บ้านหลังใหญ่ที่มีสระว่ายน้ำ?

เอาไปทำไมล่ะ บ้านหลังเล็กๆที่เขาอยู่มันก็พอดีสำหรับคนคนเดียวนี่ แค่นี้ก็ขี้เกียจทำความสะอาดจะแย่อยู่แล้วส่วนสระว่ายน้ำสำหรับคนที่จะเปิดทีวียังต้องใช้ตีนเขี่ยรีโมทอย่างเขาเนี้ยนะ ไม่เวิร์กแน่ๆ

 

รถคันโต?

ทั้งชีวิตอบัคคิโอ้ต้องการแค่มอไซค์คันเดียว และเขามีมันแล้ว ตั้งชื่อให้แล้วด้วยว่า มู้ดดี้บูล เลี้ยงดูอย่างดีตอนล้างก็คุยด้วย จนข้างบ้านคิดว่าคุยกับลูกแล้วเนี้ย

 

เลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย?

อบัคคิโอ้เป็นคนเข้าสังคมไม่ค่อยเก่ง ในขณะที่มิสต้า ฟูโก้ นารันช่าอยู่ที่บาร์ อบัคคิโอ้นั่งเชียร์รถแข่งอยู่บ้าน ดังนั้น เขาไม่มีเมีย ส่วนลูกก็...

น้องมู้ดดี้บูลนั่นแหละ

ยังไงซะการสร้างครอบครัวมันไม่เคยเป็นจุดประสงค์ของเลโอเน่ คนรอบข้างมักจะพาปัญหามาให้เขาเสมอ นั่นทำให้เขารู้สึกรำคาญทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัว การสร้างครอบครัวมันจึงไม่ใช่จุดมุ่งหมายของเขา ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่เขาเผลอชอบที่จะอยู่คนเดียวไปแล้ว

 

เอาเป็นว่าผู้ชายผมสีเงินคนนี้กำลังขาดเป้าหมายในการใช้ชีวิตขนาดหนักเลย เขาหมดไฟในการทำงาน เขาเหนื่อยที่ต้องมาทำงาน เขาอยากลาจะออกไปนอนโง่ๆอยู่บ้านใจจะขาดแต่เสียงในหัวอีกเสียงนึงมันก็ห้ามเขาเอาไว้ เพราะงานนี้เป็นงานที่เขาชอบ...

อย่างน้อยก็แค่เคยชอบ...ในตอนนี้เขาหมดไฟจะทำงานแล้ว...

 

“ถึงพนักงานทุกคน หลังเลิกงานมีประชุม มาให้ตรงเวลากันด้วย”

สิ้นเสียงของโปลโป้ผู้จัดการแผนกบัญชีทุกคนก็ทำท่าเหมือนจะขาดใจตายกัน รวมถึงอบัคคิโอ้ด้วยประชุมอีกแล้วเหรอ... ประชุมเก่งงงง เรื่องอะไรอีกล่ะ ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครใช้ตู้เย็นของออฟฟิศพ่อจะกระทืบให้

 

“ชีทเค้กสตรอเบอรี้ในตู้เย็นของฉันหายไปไหน!?”

เสียงโว้ยวายของมิสต้าดังมาจากโซนของว่าง เริ่มทำอบัคคิโอ้รำคาญ หมอนี่ทำงานกับเขามานานก็น่าจะรู้แล้วนี่ว่าฝากของกินไว้ในตู้เย็นออฟฟิศมันเป็นไอเดียที่โง่แค่ไหน อย่างมากสุดก็อยู่ได้สองชั่วโมงเดี๋ยวก็มีคนมาจิ๊กไป เพราะงี้ไงถึงไม่มีใครอยากใช้ตู้เย็นออฟฟิศ(=_= )

 

16:31

“เนื่องจากโปลโป้ต้องย้ายไปดูแลแผนกบัญชี แผนกออกแบบเลยต้องมีผู้จัดการคนใหม่ เขารู้จักกับฉันตอนที่เริ่มทำงานแรกๆ”

นั่นน่ะเหรอผู้จัดการคนใหม่

 

“หมอนี่พึ่งกลับจากอังกฤษ พวกนายอาจไม่เคยรู้จักหมอนี่แต่เขาเป็นคนดูแลเรื่องการขนส่งสินค้าเรากับทางประเทศอื่นๆมาโดยตลอด ถึงอายุจะยังไม่มากแต่มีความเป็นมืออาชีพสูง ยังไงก็เคารพเขาด้วย”

จะบอกทำไมตูอยู่แผนกออกแบบไม่ต้องรู้เรื่องนี้ก็ได้! วันหลังเรียกประชุมแค่ฝ่ายขายเถอะ! อีกอย่างถ้าจะแจ้งเรื่องผู้จัดการคนใหม่แค่โผล่หน้ามาทำงานก็รู้จักแล้วล่ะน่า อบัคคิโอ้คิดแบบนี้แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป แต่มันจะได้เรื่องจริงๆเรอะให้คนที่เคยดูแลฝ่ายขายมาเป็นผู้จัดการแผนกออกแบบ

ผู้ชายผมสั้นดำขลับดวงตาสีน้ำเงินคนนั้นก้าวขึ้นมาข้างหน้าก่อนแนะนำตัวอย่างเป็นมิตรกับทุกๆคนในห้องประชุม

 

“โบรโน่ บูจาราตี้ ต่อจากนี้ฝากตัวด้วยครับ”

เขาหันมายิ้มให้กับทุกคนแล้วทันใดนั้น

 

“งานดี”

 

“หูยยย~”

 

“ขุ่นพระ\\”

เสียงพวกผู้หญิงด้านหลัง พวกแกอยู่แผนกบัญชีไม่ใช่เรอะจะตื่นเต้นกันเพื่อ? ทำไมวันนี้มีแต่อะไรน่ารำคาญ ทั้งประชุมหลังเลิกงาน ทั้งมิสต้าทำเค้กหาย แล้วพวกผู้หญิงเก็บอาการกันไม่เป็นเหรอ อย่างน้อยนี่มันก็ในห้องประชุมนะ เอาจริงๆคือ อบัคคิโอ้รู้สึกอิจฉานั่นแหละ หมอนี่เป็นผู้จัดการทั้งๆที่อายุพอๆกับเขาเนี้ยนะ

ถึงเงินเดือนเขาจะพอๆกับผู้จัดการเลยก็เถอะ....แต่เป็นผู้จัดการมันดูง่ายกว่านี่ ชี้นิ้วสั่ง คุยกับลูกค้า จัดแจงงาน อบัคคิโอ้ไม่เคยเป็นผู้จัดการหรอกแต่ในสายตาเขามันน่าจะง่ายกว่าการที่ต้องมาทนความเรื่องมากชิบหายของลูกค้า เพราะงั้นเขาถึงอิจฉาเจ้าหมอนี่ไง

 

.

.

.

.

 

“ใบลาออก?”

คุณผู้จัดการคนใหม่ถามให้แน่ใจในสิ่งเขาเห็นเลโอเน่จึงทำให้อีกฝ่ายแน่ใจด้วยคำตอบสั้นๆ

 

“ใช่”

 

“หลังจากที่ฉันเริ่มงานได้หนึ่งวัน?”

 

“ใช่”

 

“เขารับน้องกันแบบนี้เหรอ?”

 

"ไม่"

 

"แปลว่าของจริง"

 

"ใช่"

บูจาราตี้คิดว่านี่เป็นการแกล้งแต่แย่จังที่มันไม่ใช่

อบัคคิโอ้คิดจะลาออกมาตั้งนานแล้ว เขาเบื่องานนี้ เขาไม่มีแรงบันดาลใจในการทำงาน และเขายังมีเงินแค่นั้นก็มากพอจะให้หมอนี่ลาออกได้แล้ว

 

“ผมไม่ได้ลาออกเพราะเหม็นหน้าคุณหรอก ผมอยากลาออกมาตั้งนานแล้ว แต่คุณดันเข้ามาพอดีเท่านั้นเอง”

 

"ว้าว...สบายใจขึ้นเยอะ"

ผู้จัดการคนใหม่ยังไม่อ่านใบลาออกของคนตรงหน้า แต่กลับเลื่อนเมาส์กดหาโฟลเดอร์ประวัติพนักงานของอบัคคิโอ้มาอ่านแทน เพื่อประกอบการตัดสินใจ

 

"....."

 

“เลโอเน่ อบัคคิโอ้ อายุ26”

 

“ใช่”

 

“ยังไม่แต่งงาน...”

 

“ใช่”

 

“26แล้วนะ”

จี้ใจดำเก่งงงงง

 

"แล้วนายอายุเท่าไหร่?"

 

"25"

ไอ้นี่...อายุน้อยกว่าเขาเหรอ?

 

"แต่งงานรึยัง?"

 

"ยุ่ง!"

เห็นไหมหมอนี่ก็ไม่ได้ต่างจากเขาหรอก อบัคคิโอ้คิด

คุณผู้จัดการคนใหม่เลื่อนสายตาไปที่กราฟการทำงานคนตรงหน้าแต่ก็ต้องแอบตกใจเล็กๆเพราะกราฟหมอนี่ไม่ตกเลยแม้แต่น้อย เขาปิดจ็อบงานได้ทั้งหมด มีคนแบบนั้นอยู่บนโลกด้วยเหรอเนี้ย

 

“....”

 

“แล้วทำไมถึงอยากลาออก?”

คุณผู้จัดการวางแฟ้มลงแล้วเริ่มนั่งไขว่ห้างก่อนเอามือข้างนึงเท้าคาง ส่วนมืออีกข้างเขี่ยใบลาออกบนโต๊ะไปมาราวกับมันไม่ใช่อะไรที่สำคัญนัก

 

“...ผมก็แค่หมดไฟจะทำงานน่ะ”

 

“รู้ไหมกราฟการทำงานของนายดีมากเลยนะ ขนาดโปลโป้ยังเขียนชมเลย”

ก็เพราะอบัคคิโอ้เป็นคนมีความสามารถนั่นแหละ บูจาราตี้ลังเลที่จะไล่เขาออก อีกอย่างเริ่มงานเป็นผู้จัดการวันแรก เปิดตัวด้วยการให้ลูกน้องมีความสามารถลาออก ไม่โหดร้ายไปหน่อยเรอะ

 

“....”

 

“งั้นไหนๆก็จะออกแล้ว แชร์ประสบการณ์การทำงานให้ฉันฟังหน่อยสิ”

 

“บอสบอกว่าคุณมืออาชีพอยู่แล้วจะอยากฟังประสบการณ์ทำงานจากผมทำไม?”

 

“ประสบการณ์ของฉันกับนายเหมือนกันที่ไหนล่ะ เล่ามา”

อบัคคิโอ้เลิกคิ้วให้กับความแปลกประหลาดของผู้จัดการคนใหม่ แต่มันก็ไม่มีอะไรเสียหาย ยังไงเขาก็จะลาออกอยู่แล้ว

 

“ก็แค่ต้องตีโจทย์ลูกค้าให้แตก อ่านบรีฟดีๆถ้าเข้าใจลูกค้าได้ ดราฟต์แรกก็พอใจเขาแล้ว”

 

“จะบอกว่านายสามารถทำให้ลูกค้าพอใจได้ ในดราฟต์เดียวเหรอ?”

 

“มีหลายคนทำได้ครับ แต่การทำให้ลูกค้าพอใจในดราฟต์แรกคือการไปกระตุ้นสัญชาตญาณของลูกค้า หลังจากนั้นความชิบหายก็เริ่มขึ้น”

เพราะคิดว่าไหนๆก็จะลาออกแล้วสินะถึงได้กล้าใช้คำไม่สุภาพ แต่โบรโน่ก็ไม่ได้ถือสาอะไรหรอก

 

“....ลูกค้าขอแก้งานนิดหน่อยสินะ”

บูจาราตี้พูดราวกับรู้ทัน

 

“ไม่เคยมีคำว่านิดหน่อยสำหรับการแก้งาน”

 

 

“ใช่!”

บูจาราตี้หัวเราะ ส่วนอบัคคิโอ้เริ่มยิ้มในรอบเดือน บทสนทนาที่ตอนแรกจะเป็นการแชร์ประสบการณ์การทำงานของลูกน้องที่กำลังจะลาออกกับคุณผู้จัดการ ตอนนี้กลายมันเป็นการพูดคุยเหมือนทั้งสองเป็นเพื่อนกัน

 

“ขอปรับตรงนั้นนิด แก้ตรงนี้หน่อยรู้ตัวอีกทีก็ปาเข้าไป19ดราฟต์แล้ว ตอนนั้นผมเริ่มเป็นบ้า ความอดทนผมกำลังจะหมด เลยตัดสินใจทำใช้ไม้ตายสุดท้ายที่นานๆทีจะใช้มัน”

 

“....?”

 

“แล้วดราฟต์ที่20ก็เป็นดราฟต์ที่ลูกค้าชอบมากที่สุด เขาบอกว่านี่แหละแบบที่เขาต้องการ ปิดจ็อบสำเร็จ”

 

“....นายใช้ไม้ตายอะไร?”

หนุ่มผมยาวมีท่าทีลังเลเล็กๆที่จะเล่า แต่หน้าคุณผู้จัดการก็ดูจะอยากรู้ซะเหลือเกิน

 

“ก็....แบบ...เอาดราฟต์แรกมาแก้ชื่อไฟล์”

 

“....ฮ่าๆๆๆ!”

 

“....”

คุณผู้จัดการหัวเราะร่า อบัคคิโอ้อาศัยความขี้ลืมของมนุษย์ในการลักไก่ โบรโน่เองเองก็เคยทำตอนยังอยู่ตำแหน่งเท่าๆกับอบัคคิโอ้ ดังนี้สำหรับบูจาราตี้มันจึงเป็นเรื่องตลกซะมากกว่า อบัคคิโอ้ทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจเล็กๆว่าทำไมคนคนนี้ถึงคิดว่ามันตลก ถ้าเป็นผู้จัดการทั่วไป คงตำหนิความมักง่ายของพนักงานไปแล้วแต่สิ่งที่ตะหงิดใจอบัคคิโอ้ไม่ได้มีแค่เรื่องนั้น มือของคุณผู้จัดการคนใหม่ยังคงเขี่ยใบลาออกบนโต๊ะไปมาและเขาไม่มีทีท่าว่าจะอ่านมันเลย

 

“นั่นสินะ ลูกค้าแค่อยากใช้งานให้หนักจะได้คุ้มราคาจ่าย แล้วนายแก้งานมาที่สุดกี่ดราฟต์—”

 

หมับ!

ทันทีที่คุณผู้จัดการถูกล็อคมือเอาไว้ เขาก็รู้ตัวแล้วว่าอบัคคิโอ้เริ่มจับไต๋เขาได้ บูจาราตี้รู้ว่าอบัคคิโอ้แค่เหนื่อยจากการทำงานและไม่มีคนคอยอยู่ข้างๆหมอนี่เพื่อรับฟังปัญหา เขาเลยชวนอีกฝ่ายคุย ท่าทางแผนนี้จะไม่เวิร์กแล้ว

 

"เริ่มเปิดมันอ่านได้แล้วครับ"

 

"...."

 

"ผมเร่งคุณอยู่"

 

“พวก...การที่นายยังหาจุดมุ่งหมายของการทำงานไม่เจอ ไม่ได้แปลว่านายต้องเลิกทำงานนะ”

 

“...ผมเหนื่อยจะหาแล้ว”

 

“ฉัน...เสียใจด้วย”

 

“ไม่ใช่ความผิดคุณซะหน่อย”

 

“งั้นก็ให้โอกาสฉันหน่อยได้ไหม ขอเวลาซักปี”

 

“โอกาสเหรอ?”

 

“ให้ฉันได้ทำหน้าที่ของตัวเองก่อน ถ้าฉันเป็นผู้จัดการของนายอีกหนึ่งปีต่อจากนี้ แล้วนายยังรู้สึกอยากลาออกอีกล่ะก็ ถึงตอนนั้นฉันจะไม่ห้าม”

โบรโน่ยืนมือไปตรงหน้าอีกฝ่ายเป็นการทำข้อตกลง ในสายตาอบัคคิโอ้ บูจาราตี้เป็นผู้จัดการที่แปลก แต่เขาก็อยากจะรู้จริงๆว่าคนคนนี้จะเป็นผู้จัดการได้มีประสิทธิภาพมากแค่ไหน

อีกอย่าง... พอมองหมอนี่แล้วเลโอเน่เหมือนได้เห็นตัวเองในอดีด ตัวเขาในตอนนั้นที่มีไฟอยากจะทำงานอย่างเต็มที่ ตัวเขาในตอนนั้นที่ได้จากไปแล้ว

 

"...."

เจ้าของนัยตาสีม่วงเลื่อมทองยื่นมือไปเชคแฮนด์อีกฝ่ายเป็นการตอบตกลงข้อเสนอนี้ ลาออกช้ากว่าเดิมซักปีจะเป็นไรไปล่ะ

 

 

 

 

 

8เดือนต่อมา

“ดราฟต์ที่32แล้วเหรอ...น่ากลัวชิบ”

แม้แต่คุณผู้จัดการก็ยังต้องพูดแบบนี้เพราะลูกค้ารายนี้แม่งเอาเรื่องจริงๆ อบัคคิโอ้นั่งแก้งานตั้งแต่หัววันส่งเมลอัปเดตลูกค้าตลอตแต่ยังไม่มีทีท่าว่าลูกค้าจะพอใจ นี่ก็ปาเข้าไปวันที่4แล้ว

บูจาราตี้เป็นผู้จัดการที่ไม่ได้เข้มงวดอะไร เขาจึงสนิทกับลูกน้องได้เร็วจนทุกคนในทีมเห็นเขาเป็นเพื่อนคนนึงรวมถึงอบัคคิโอ้ด้วย แม้อบัคคิโอ้จะไม่ได้ใช้ถ้อยคำที่สุภาพนักกับผู้จัดการคนนี้นักแต่ลึกๆเขาก็เคารพนับถืออีกฝ่ายเสมอ

 

“เดดไลน์วันไหนนะ?”

 

“นายถามคำถามนี้มาสิบรอบแล้ว และมันไม่เลื่อนให้นายหรอก”

 

“รู้น่า”

เดดไลน์วันพรุ่งนี้ อบัคคิโอ้รู้ดี แต่ที่หมอนี่ถามซ้ำๆ เป็นเพราะตอนนี้อบัคคิโอ้แม่งเริ่มล่กแล้ว ผู้จัดการเองก็รู้ดีเรื่องนี้ดีเช่นกัน บูจาราตี้เริ่มเอาแล็ปท็อปมาตั้งใกล้ๆโต๊ะทำงานอบัคคิโอ้แล้วนั่งอ่านบรีฟอย่างละเอียดเผื่อจะหาเจอว่าอบัคคิโอ้ทำอะไรพลาดตรงไหน แต่คนที่ไม่เคยทำงานพลาดอย่างอบัคคิโอ้ ไม่น่าจะพลาดอะไรนะ

 

“นายก็ทำตามบรีฟทุกอย่างนี่...”

 

“ฉันรู้น่า...”

สติของอบัคคิโอ้ใกล้แตกเข้าไปทุกที บูจาราตี้รู้ดีว่าอบัคคิทำงานมีประสิทธิภาพแค่ไหน ดังนั้นนี่ไม่ใช่ความผิดของลูกน้องเขา มันอยู่ที่ลูกค้าแล้วล่ะ

 

“เดี๋ยวฉันจะเมลคุยกับลูกค้าเอง นายไปพักเถอะ”

 

“ไม่ต้อง”

 

“....?”

 

“ฉันอยากท่าทายตัวเอง ไม่ได้เจองานยากๆมานานมากแล้ว ดังนั้นถ้าปิดจ็อบนี้ได้ ฉันจะถือว่านี่เป็นความสำเร็จของฉัน อีกอย่างกราฟการทำงานของไม่ควรจะมีตำหนิ”

อบัคคิโอ้เป็นคนที่ปิดจ็อบได้ทุกงานไม่ว่าลูกค้าจะเรื่องมากชิบหายแค่ไหน และเขายังรักษาสถิตินี้ไว้ได้มาโดยตลอด ถ้าบูจาราตี้คุยกับลูกค้าแล้วเขาเห็นถึงความไม่มืออาชีพ เขาอาจจะล้มเลิกสัญญาไปเลยก็ได้

โบรโน่ไม่ได้สนเรื่องนั้นเท่าไหร่ ตั้งแต่อบัคคิโอ้รับผิดชอบลูกค้ารายนี้เขาไม่ยอมไปกินข้าวเที่ยงเลย ไม่ยอมพักเบรคด้วย เขาเอาแต่จดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าจนน่าเป็นห่วง ถ้าให้เลือกระหว่างลูกน้องฝีมือดีคนนี้ กับลูกค้าเรื่องมากหนึ่งราย บูจาราตี้ก็ไม่ลังเลที่จะเข้าข้างลูกน้องตัวเอง

 

“....”คุณผู้จัดการมองคนผมสีเงินอย่างไม่เข้าใจนัก แต่ถ้าอีกฝ่ายต้องการแบบนั้นเขาก็คงไม่มีสิทธิ์จะห้าม “งั้นให้ฉันช่วยนาย คงได้ใช่ไหม?”

 

“...” อบัคคิโอ้รู้ดีว่าบูจาราตี้ไม่ใช่ผู้จัดการที่ดีแต่ชี้นิ้วสั่ง หมอนี่พร้อมจะสอนและช่วยลูกน้องทำงานทุกเมื่อ แม้ว่าตัวเองจะยุ่งแค่ไหน “นายเองก็ยุ่งไม่ใช่เหรอ?"

 

"การช่วยนายมันก็เป็นงานของฉันเหมือนกัน"

 

"...."

 

"เดี๋ยวฉันไปเอาเมาส์ปากกามาก่อนนะ"

 

"...."

.

.

.

.

 

 

 

19:24

“ดราฟต์ที่41แล้วนะ”

 

“เออ”

 

“OTจะหมดแล้วด้วย”

 

“ก็กำลังเซฟใส่แฟรชไดฟ์อยู่นี่ไง”

คิ้วใต้ผมหน้าม้าสีดำขลับขมวดเข้าหากันเมื่อได้ยินแบบนั้น อบัคคิโอ้เอาทุกอย่างโหลดใส่แฟรชไดฟ์ตามที่พูด ระหว่างรอเขาก็เก็บของใส่กระเป๋าทำเอาคุณผู้จัดการถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

“จะเอาไปทำที่บ้านเหรอ?”

 

“...ใช่ ฉันเอาบรีฟไปถ่ายเอกสารล่ะนะเดี๋ยวคืนต้นฉบับให้—"

 

“อบัคคิโอ้”

 

“ไม่”

 

"เลโอเน่"

 

"ไม่!"

อบัคคิโอ้รู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดว่าอะไร เลยปฏิเสธไปก่อนที่บูจาราตี้จะได้พูดแล้วทำท่าจะไปถ่ายเอกสารบรีฟโดยไม่สนคุณผู้จัดการ

ให้ตายสิ...ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้นะ

 

“ฟังฉันก่อน!”

 

“....”

ดวงตาสีม่วงอมทองคู่นั้นยอมหันมาตามที่เขาสั่ง ครั้งแรกเลยที่บูจาราตี้ตะคอกใส่ลูกน้องแต่ไอ้คนหัวดื้ออย่างอบัคคิโอ้ไม่ยอมฟังเขาเลยน่ะสิ

 

“....ฉันไปค้างบ้านนายได้ใช่ไหม?”

 

“...เอาจริงดิ?"

 

“ถ้านายอยากจะปิดจ๊อบงานนี้ให้ได้ ฉันก็ไม่ห้าม แต่นายต้องยอมให้ฉันจะช่วยจนถึงที่สุด เข้าใจนะ”

 

"...."

 

"ฉันเอาบรีฟไปถ่ายเอกสารเอง นายเก็บของให้ฉันด้วย"

บูจาราตี้หยิบเอกสารในมืออบัคคิโอ้มาไว้กับตัวแล้วตรงไปที่เครื่องถ่ายเอกสารทำเอาอบัคคิโอ้อึ้งเล็กๆกับสปิริตการทำงานของคนคนนี้แต่ในเมื่อคุณผู้จัดการสั่งแล้ว ลูกน้องอย่างเขาก็มีหน้าที่ทำตาม

 

"ครับ...คุณผู้จัดการ"

.

.

.

 

 

 

 

 

“คือ...บ้านฉันรกนิดหน่อย”

 

“ฉันไม่ว่าหรอก”

ทั้งคู่หอบงานเข้าไปในบ้านของอบัคคิโอ้ สภาพบ้านของหมอนนี่ก็ไม่ต่างอะไรจากบ้านของชายโสดมนุษย์เงินเดือนทั่วๆไป บนโต๊ะเต็มไปด้วยกระป๋องเบียร์ที่ดื่มหมดแล้ว เสื้อผ้าระเกะระกะไปทั่วจานชามก็ไม่ได้ล้าง บูจาราตี้มองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่แสดงความเวทนาออกมาอย่างถึงที่สุดก่อนจะเก็บกระป๋องเบียร์ทิ้งลงถังขยะให้ จะได้มีพื้นที่วางแล็ปท็อป

 

“มองฉันขนาดนี้ด่าเลยก็ได้นะ”

 

“ฉันด่าเจ็บนะ นายไหวเหรอ?"

 

“....”

ทำเอาซะไม่กล้าท้าเลย

 

“โตๆกันแล้วคงรู้แหละว่าควรทำอะไร”

 

"ค้าบT^T"

เข้...ผู้จัดการพูดแบบนี้แม่งแรงกว่าด่าอีก... อบัคคิโอ้ไม่เคยโดนผู้จัดการด่าแต่เพราะไม่เคยนี่แหละมันถึงได้น่ากลัว อารมณ์เหมือนโดนแม่ด่าบ่อยๆเราจะเถียงแม่ได้แต่พอโดนพ่อด่าทีเดียวแล้วเจ็บชิบผาย

 

“มาเริ่มกันเถอะ”

วิบากกรรมการแก้งานดราฟที่42เริ่มขึ้น บูจาราตี้เปิดบรีฟอ่านแล้วเลื่อนดูทุกดราฟที่นั่งวาดกันคราวๆจะได้รู้ว่าควรเริ่มตรงไหนแต่ไม่ทันไรอบัคคิโอ้ก็ทักขึ้นมาซะก่อน

 

“เฮ้...คือ...ฉันถอดเสื้อได้ใช่ไหม?”

 

“แล้วแต่...นายมันเจ้าของบ้านนี่(= = )”

บูจาราตี้พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัด เพียงเท่านี้อบัคคิโอ้ก็รู้เลยว่าคำตอบคือ ไม่

 

“...ใจร้าย”

คนผมสีเงินปลดกระดุมออกซักสองเม็ดแทนก่อนจะเริ่มเปิดแอร์แล้วเสียบแฟรชไดฟ์ใส่คอม อบัคคิโอ้เป็นคนร้อนง่ายมาก เวลาอยู่บ้านหมอนี่มักจะไม่ชอบใส่เสื้อ แต่ตอนนี้เขาเริ่มไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงไม่กล้าขัดคำสั่งบูจาราตี้ ทั้งๆที่ไม่แคร์เรื่องโดนไล่ออกแท้ๆ

ทั้งคู่เริ่มร่างดราฟต์ใหม่ๆออกมามากมายตามโจทย์แต่เป็นในโทนที่แตกต่างออกไป และเพื่อแสดงความเป็นมืออาชีพอบัคคิจะเอางานเก่ามาย้อมแมวไม่ได้เขาต้องคิดแบบใหม่ๆออกมาทุกๆครั้งที่จะให้ลูกค้าเลือกโทนอาจฟังดูยากแต่นั่นก็เป็นสาเหตุที่คุณผู้จัดการมาอยู่ที่นี่กับเขา

อบัคคิโอ้เริ่มลงมือวาดลงบนกระดาษดูบ้างเพื่อให้ทำงานได้ถนัดขึ้นส่วนโบรโน่ก็คอยอยู่ให้คำแนะนำไม่ก็วาดดราฟต์ใหม่เป็นไอเดียให้ แม้บ้านของอบัคคิโอ้จะเป็นบ้านรกหลังเล็กๆแต่หมอนี่ก็มีอุปกรณ์ครบครันจนน่าตกใจ เพราะงี้สินะถึงคิดจะเอางานมาทำที่บ้าน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำแบบนี้

ถ้าคนคนนี้อุทิศตัวเองให้งานถึงขั้นหอบงานมาทำที่บ้านเป็นเรื่องปกติ

ทำไมถึงได้คิดจะลาออกกันนะ

.

.

.

 

 

04:32

“เวลาขนาดแล้วเหรอเนี้ย...นายอยากกินอะไรรึเปล่า?”

อบัคคิโอ้พึ่งจะคิดได้....นั่นสินะ กลับจากออฟฟิศมาก็ทำงานกันจนไม่ได้กินข้าวอาบน้ำเลย นี่ก็ปาเข้าไปตี4ล่ะ... คุณผู้จัดการวางปากกาลงก่อนจะบีบหว่างคิ้วตัวเองเพราะจ้องคอมนานเกินไปแล้วหันมาพูดกับเจ้าคนWorkaholicที่อยู่ข้างๆ

 

“นายทำอาหารเป็นเหรอ? งั้น--”

 

“เปล่า ฉันจะ...ไปร้านสะดวกซื้อ”

ตี4 ในเวลาแบบนี้ยังต้องพึ่งอาหารจากร้านสะดวกซื้อ...

ดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้นเหลือบไปมองอบัคคิโอ้ มันเป็นดวงตาที่แสดงถึงความเวทนาให้กับไลฟ์สไตล์ของเขาอย่างถึงที่สุดจนอบัคคิโอ้เริ่มสงสารตัวเองขึ้นมา

 

“ปกติอยู่ยังไงเนี้ย?”

 

“ก็ใกล้ๆบ้านฉันมีร้านอาหารอยู่...แต่ร้านคงยังไม่เปิดตอนนี้... ก็เลย...ต้องไปร้านสะดวกซื้อเอา..." เลโอเน่พูดเสียงหงอยเพราะอนาถตัวเองเล็กๆ "สรุปนายจะเอาอะไร?”

 

"เฮ้อ..."

 

"...."

คุณผู้จัดการถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วกดเซฟงานด้วยท่าทางหนายใจในขณะเดียวกันอบัคคิโอ้ก็ไม่รู้จะเอาใจแขกคนนี้ยังไงดี

 

“...ในตู้เย็นมีอะไรเหลือบ้าง?”

 

“พวกของที่ฉันเอาไว้ใส่กินกับบะหมี่”

 

“....โอเค ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย”

พูดจบโบรโน่ก็พับแขนเสื้อพลางลุกขึ้นแล้วเดินเข้าครัวไป ในขณะเดียวกันก็ยังมองอบัคคิโอ้ด้วยสายตาน่าอนาถใจไม่เลิก

 

“อย่ามองฉันแบบนั้นนะ=_=*”

มันจะอะไรขนาดนั้นล่ะ!? จริงอยู่ที่อบัคคิโอ้มีชีวิตที่ดูไม่เอาไหนไปหน่อยแต่ว่านะ...

 

“ไปอาบน้ำไป”

 

“ครับ”

ก็ได้...อบัคคิโอ้มีชีวิตที่ดูโดดเดี่ยวและน่าอนาถมาก เขาดูมักง่าย บุคลิกก็แย่ บ้านช่องก็ไม่เก็บ สมควรแก้การโดนด่าแล้ว

.

.

.

 

 

หลังอาบน้ำเสร็จกลิ่นหอมของอาหารจากในครัวก็ลอยมาเตะจมูก คนผมสีเงินหากางเกงสามส่วนมาใส่ลวกๆ ก่อนหยิบผ็าขนหนูผืนเล็กมาเช็ดหัวตัวเองพลางเดินเข้าครัวไปดูว่าบูจาราตี้ทำอะไรกินโดยที่ไปว่าตัวเองยังไม่ได้ใส่เสื้อ

 

“ของในตู้เย็นน้อยมากฉันเลยทำได้แค่นี้”

 

“รู้สึกผิดที่ต้องให้ผู้จัดการอย่างนายมาทำอาหารให้นะเนี้ย”

 

“เออ! รู้สึกผิดไปซะ”

โบรโน่ว่าโดยที่ไม่ได้หันมามองเขา ท่าทางผู้จัดการจะยังทำอาหารไม่เสร็จเลย นี่มันเหมือนไปกวนรึเปล่านะ

 

“ว่าแต่นายทำไรกินงะ?”

 

“บะหมี่นั่นแหละแต่จะทำไข่ตุ๋นกับเนื้อไว้กินคู่ด้วย”

โบรโน่ละสายตาจากหม้อแล้วหันมาตอบคนด้านหลัง

 

“เอ๊อะ!!”

ทันใดนั้นอบัคคิโอ้ก็ดูจะตกใจเล็กๆหลังได้มองดวงตาสีน้ำเงินคู่ตรงหน้าตรงๆจนคุณผู้จัดการต้องเผลอขมวดคิ้วด้วยความฉงน

 

“....อะไร?”

เขาพึ่งจะสั่งเกตว่าคุณผู้จัดการแก้ถักเปียบนหัวออกแล้วมันจุกผมหน้าม้าตัวเองไว้แทน ไม่ได้อยากจะว่าหรอกนะแต่ตลอดเวลาที่บูจาราตี้ทำงานกับเขามา เขายังไม่เคยเห็นหน้าผากอีกฝ่ายเลย จะบอกว่าหมอนี่ไม่เคยหน้าม้าแตกก็ได้

 

“แค่ตกใจที่ได้เห็นหน้าผากนายน่ะ”

 

“เวอร์!”

 

“ฮะๆๆ”

เจ้าของเรือนผมสีเงินหัวเราะน้อยๆให้กับใบหน้าหงุดหงิดของอีกฝ่าย ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่ผู้จัดการคนนี้น่าแกล้งในสายตาอบัคคิโอ้ อาจจะเป็นเพราะหมอนี่สนิทด้วยง่ายล่ะมั้ง โบรโน่หันไปสนใจไข่ตุ๋นในหม้อโดยที่เมินใบหน้าของอีกคนที่ยิ้มอย่างมีความสุขเพราะได้แกล้งเขา

แต่มันก็น่าคิดนะ...

 

“นายจะบอกว่าฉันควรเปลี่ยนทรงผมไปทำงานเหรอ?”

 

“ไม่อะ อย่าเปลี่ยนนะ”

 

“ทำไม?”

 

“ก็...มันจะรู้สึกโชคดีกว่า ถ้าฉันได้เป็นคนเดียวที่ได้เห็นหน้าผากนาย—โอ้ย!!”

บูจาราตี้เลื่อนมือไปหยิกแขนไอ้คนปากเสียซะเอาให้หลาบจำ!! ถ้าเป็นผู้จัดการคนอื่นคงได้หักเงินเดือนหมอนี่ไปแล้ว ให้ตายสิ! หน้าผากโบรโน่มันดูเหมือนของนำโชคตรงไหนกัน!?

 

“ปากเสีย! แล้วก็นะ...”

 

เพี้ยะ!

“โอ้ยย!!”

มือสวยฟาดใส่หน้าท้องของอบัคคิโอ้เข้าเต็มแรงจนหมอนี่ร้องเสียงหลง อบัคคิโอ้กุมหน้าท้องตัวเองอย่างทรมานราวกับเด็กโดนแม่หวดก้านมะยม

 

“ไปใส่เสื้อ! นี่ฉันเป็นแขกนะ!”

 

“ครับแม่!”

 

“ใส่เสื้อเสร็จเช็ดหัวให้แห้งแล้วก็มาล้างจานด้วย!”

 

“ครับ!”

โหดร้าย อบัคคิโอ้พึ่งรู้ตัวว่าไม่น่าไปแหย่แมวเล่นเพราะมันข่วนเจ็บกว่าที่คิด

เลโอเน่หยิบเสื้อยืดสีดำโง่ๆมาใส่ก่อนไปล้างจานตามที่โดนสั่งมา นี่เขายอมล้างจานในรอบสองอาทิตย์ เพื่อคุณผู้จัดการเลยนะเนี้ย-3-

.

.

.

.

 

 

 

 

 

“.....”

 

“....”

 

“อะไร?”

ไม่แปลกหรอกที่อบัคคิโอ้จะโดนถาม ก็เล่นจ้องผู้จัดการมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ตอนนี้ทั้งสองคนกำลังทานอาหารเย็น....ในเวลาตี5

เรียกว่าอาหารเช้าก็ได้...

 

“แค่...สงสัยน่ะ”

 

“....?”

 

“ทำไมนายยังไม่มีแฟน”

 

“...จะสงสัยทำไมล่ะ?”

 

“ก็นายแม่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่เพอร์เฟคพร้อมทุกอย่าง ตำแหน่ง เงินเดือน หน้าตา นิสัยด้วย แถมยัยลูกสาวบอสก็มาตามอ่อยนายอยู่บ่อยๆไม่ใช่รึไง?”

 

“ลูกสาวบอสฉันกล้าแตะที่ไหนล่ะ”

 

“ผู้หญิงหลายๆคนในแผนกก็อ่อยนายอยู่นะ เผื่อว่านายดูไม่ออก”

 

“ดูไม่ออกเลยแฮะ”

 

“ไม่จริงอะ! นายอายุ25แล้วนะ”

ใช่ บูจาราตี้โกหก เขาดูออกแหละว่าโดนพนักงานอ่อยอยู่หลายครั้งแต่เจ้าตัวก็ไม่มีมีท่าจะสนใจเลย

 

“แล้วทีนายล่ะ ทำไมถึงยังไม่มีแฟน?”

ดูเหมือนคุณผู้จัดการจะไม่อยากคุยเรื่องนี้เขาเลยเปลี่ยนไปถามอีกฝ่ายบ้าง

 

“ก็ดูสภาพฉันสิ”

 

“ไม่มีคนมาจีบบ้างเลยเหรอ?”

 

“....ใครจะมาจีบคนนิสัยเสียอย่างฉันล่ะ”

 

“เขาหาคนอื่นไม่เป็น?”

 

"อย่าจี้ใจดำดิ" คุณผู้จัดการลอบยิ้มที่ได้แกล้งอบัคคิโอ้กลับบ้างแต่อีกฝ่ายกลับรู้สึกว่าการเข้าหาคนอื่นไปเป็นมันไม่ใช่คำด่าที่ร้ายแรงอะไร อีกอย่าง... “การมีคนมาอยู่รอบตัวมากๆ สำหรับฉันมันน่ารำคาญ..."

 

"...."

ด้วยทัศนคติแบบนี้สินะ คนคนนี้ถึงไม่คิดจะสร้างครอบครัวนั่นทำให้เขาขาดจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตไปด้วย

 

"แต่พอมีนายอยู่ด้วยแล้ว ฉันรู้สึกดีนะ"

 

"...."

 

"...."

 

"ก็ดีแล้ว"

เมื่อผู้จัดการตอบแบบนั้นเลโอเน่ก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนว่าสิ่งที่เขาพูดเมื่อกี้ เขาไม่ควรพูดอย่างนั้นแหละ ส่วนโบรโน่เองก็แอบประหม่าเล็กๆกับคำพูดของอีกฝ่ายก่อนหน้านี้เขาจึงรีบสะบัดมันออกจากหัวแล้วหันไปสนใจดราฟต์ทั้งหมดที่นั่งทำกันมาแทน

 

“ดราฟต์ที่50แล้วเหรอ อดหลับอดนอนขนาดนี้ เพื่อไม่ให้กราฟการทำงานตัวเองตก นายนี่อีโก้สูงชะมัดเลย”

 

“นายเองก็ยอมอดหลับอดนอนเพื่อช่วยฉัน สปิริตการทำงานสูงเหลือเกินนะ คุณผู้จัดการ”

 

“หึ...จะถือว่านั่นเป็นคำชมก็แล้วกัน”

'แต่พอมีนายอยู่ด้วยแล้ว ฉันรู้สึกดีนะ' คำคำนี้มันยังคงวนอยู่ในหัวโบรโน่ไม่ไปไหน หมอนี่...สรุปว่าเข้าหาคนอื่นไม่เป็นหรือรำคาญคนรอบข้างจริงๆนะ

 

“....”

 

“นายยังอยากลาออกอยู่รึเปล่า?”

อบัคคิโอ้นิ่งไปเล็กน้อย...เขาไม่ได้คิดเรื่องนี้มานาน พอโดนบูจาราตี้ถามเอาก็เริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าควรจะตอบยังไง แปดเดือนที่ผ่านมาบูจาราตี้ทำให้เขารู้สึกสนุกกับการทำงานนะแต่...เหตุผลและจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิต เลโอเน่มั่นใจว่ายังหาไม่เจอ

 

“แล้วทำไมนายถึงยังอยากให้ฉันทำงานที่นี่ล่ะ? เพราะฉันมีฝีมือเหรอ?”

 

“ทุกองค์กรก็ต้องอยากเก็บคนดีๆไว้อยู่แล้ว”

นี่อบัคคิโอ้กำลังคาดหวังอะไรกันนะ เขาอยากให้บูจาราตี้พูดว่าอยากเจอเขา อยากทำงานกับเขา หรืออะไรทำนองนั้น พอคำตอบของคนตรงหน้าเป็นคำตอบทั่วๆไป มันเลยน่าผิดหวัง....

 

“งั้นเหรอ...”

 

 

10:34

“ไม่คิดเลยนะคะว่าจะทำออกมาได้ดีขนาดนี้ ทำมาให้เลือกเกือบสิบกว่าแบบเลยเหรอ?”

 

“แค่เผื่อว่าจะไม่ถูกใจน่ะครับ”

ลูกค้าเซ็นรับงานเรียบร้อย...อบัคคิโอ้ทำท่าเหมือนยกภูเขาออกจากอกจนบูจาราตี้ที่มองอยู่แอบลอบยิ้ม

 

“ไว้ร่วมงานกันอีกนะคะ^^”

 

“....ผมจะไปส่งนะครับ”

ตามมารยาทบูจาราตี้ต้องเดินไปส่งลูกค้าหลังการร่วมงานเสร็จสิ้นส่วนอบัคคิโอ้ก็กลับไปทำงานของตัวเองต่อ

 

“....”

และทันทีที่ลูกค้าออกไปจากห้องประชุมกับคุณผู้จัดการ อบัคคิโอ้ก็ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างเหนื่อยอ่อนหลังไม่ได้นอนมาทั้งคืน แม้เจ้าตัวจะดีใจที่ยังรักษากราฟการทำงานของตัวเองเอาไว้ได้แต่ตัวเขาในตอนนี้ก็แทบไม่มีแรงจะดีใจกับมันแล้ว วันนี้เขาต้องทำงานต่อ...จะไหวไหมนะ....

 

"....."

กระทิงแดงซักกระป๋องน่าจะอยู่ได้ทั้งวัน เมื่อคิดดังนั้นคนผมสีเงินก็ลุกขึ้นตรงไปหาตู้กดน้ำในออฟฟิศด้วยสภาพโทรมไม่ต่างจากซอมบี้จนคนรอบข้างต้องแอบทัก

 

"นายโอเคไหมเนี้ย?"

ฟูโก้ทัก ดูเหมือนหมอนี่จะมากดน้ำอัดลม

 

"ฉันไม่เป็นไร"

แม้จะดูไม่ค่อยน่าเชื่อแต่ฟูโก้ก็ต้องรีบกลับไปทำงานของตัวเอง อบัคคิโอ้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความอ่อนล้าพลางควักหากระเป๋าตังตัวเอง—

ตุบ!

กระเป๋าตังตกอีก!

ก่อนที่อบัคคิโอ้จะได้ก้มลงไปเก็บ มือสวยที่เคยฟาดใส่หน้าท้องเขาเมื่อคืนก็ก้มลงเก็บมันให้ซะก่อน

 

“ไปส่งลูกค้ามาแล้วเหรอ”

 

“ใช่”

บูจาราตี้ส่งกระเป๋าตังคืนให้เจ้าของ

 

“...ขอบคุณ”

เมื่อได้กระเป๋าตังคืนอบัคคิโอ้ก็เริ่มคุ้ยหาเศษเหรียญ แต่...ท่าทางวันนี้แม่งจะไม่ใช่วันของเขา เพราะเขาไม่มีเหรียญอยู่ในกระเป๋าตังเลย

 

“แลกตังหน่อย”

พูดจบคนดวงซวยในวันนี้ก็หยิบแบงค์ให้คุณผู้จัดการ

 

“....”

แต่แทนที่คุณผู้จัดการจะเริ่มหยิบเหรียญหยิบอะไรให้ บูจาราตี้กลับยืนกอดอกมองอบัคคิโอ้อยู่อย่างนั้น มันแทบจะเขียนบนหน้าเจ้าตัวเลยว่าหมอนี่กำลังเป็นห่วงเขาอยู่

 

“....นายลาป่วยได้นะวันนี้ ยังไม่ได้นอนเลยไม่ใช่เหรอ?”

 

“จริงดิ?”

ลาป่วย....คิดว่าจะไม่มีวันนั้นให้เขาซะแล้ว

 

“เออ ฉันไม่แอบหักเงินเดือนนายหรอก”

 

"...."

 

"ขับรถกลับบ้านไหวนะ?"

 

“....แล้วนายล่ะ?”

นั่นสิ...คนที่ไม่ได้นอนไม่ได้มีแค่อบัคคิโอ้คนเดียวนี่ คุณผู้จัดการก็อดหลับอดนอนเพื่อช่วยงานเขาเหมือนกันหมอนี่จะทำงานไหวเหรอ

บูจาราตี้ไม่ตอบคำถาม เขายิ้มแห้งๆแล้วหยอดเหรียญใส่ตู้กดน้ำก่อนกดกระทิงแดงมากระป๋องนึง

 

“ฉันเป็นผู้จัดการ ลาได้ที่ไหนล่ะ”

 

“....”

 

“ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้นเลย ฉันผ่านจุดที่ต้องอดหลับอดนอนแก้งานมาแล้วแค่นี้สบาย”

แม้จะเป็นห่วงอีกฝ่ายแต่ตอนนี้เขาต้องห่วงตัวเองก่อน อบัคคิโอ้กลับบ้านมานอนด้วยความอ่อนล้า ทันทีที่หัวถึงหมอน ตาปิด จิตก็ปลิว นานๆทีเลโอเน่จะสัมผัสกับคำว่าหลับเป็นตายในรอบหลายปี และเชื่อเถอะว่าแม่งไม่สนุกเอาซะเลย ตอนอยู่ม.ปลายมันโอเค แต่เมื่อโตขึ้นทุกๆอย่างแม่งก็ไม่สนุกแล้ว เขาต้องจัดการกับเวลานอนตัวเองให้ได้ถ้าเขาหลับตอนนี้แล้วตอนกลางคืนเขาข่มตานอนไม่ได้ จากนั้นไปง่วงในที่ทำงานในวันต่อมามันจะเป็นเรื่องเอา

แต่เรื่องนั้น....ไว้คิดตอนตื่นแล้วเถอะ

.

.

.

 

 

 

14:23

[นี่เห็นเป็นนายนะฉันถึงได้ยอมรับสาย มีอะไร]

ไม่บ่อยนักหรอกที่อบัคคิโอ้จะโทรหาคนอื่นถ้าไม่มีอะไรสำคัญเพราะงั้นมิสต้าจึงต้องรับสายอย่างช่วยไม่ได้แม้จะเป็นในเวลางานก็ตาม

 

“ผู้จัดการเป็นยังไงบ้าง?”

 

[หา เอ่อ...เขาก็ดูสบายดี แต่นายโทรหาฉันเพราะอยากถามเรื่องผู้จัดการเนี้ยนะ?]

 

“เออ แน่ใจนะว่าหมอนั่นไม่ได้ดูเพลียๆหรืออะไร”

 

[เอ่อ...ก็มีเดินชนโน้นชนนี่นิดหน่อย แต่เขาก็ดูโอเคสำหรับฉันนะ]

 

"รู้จักเขาได้ไม่ถึงปีก็จริงแต่นายก็น่ารู้ว่าเขาไม่ใช่คนซุ่มซ่าม"

 

[แล้วไง พูดเหมือนฉันจะต้องทำอะไรกับเรื่องนี้ เขาอาจจะแค่เมาค้างก็ได้—ผู้จัดการครับ!!]

เสียงมิสต้าโวยวายดังมาจากในสายพร้อมกับเสียงพนักงานคนอื่นเริ่มทำให้อบัคคิโอ้เป็นห่วงหนักกว่าเดิม

 

“เกิดอะไรขึ้น?!”

 

[คุณผู้จัดการเขาหน้าทิ้มพื้นเพราะพื้นต่างระดับน่ะ แต่ก็ดูจะไม่เป็นไร]

ไม่เป็นไรเหรอ....

 

“ไม่เป็นไรกับผีสิ!!"

 

[หงุดหงิดอะไรเนี้ย=_=*]

 

"ต่อให้มีเรื่องชิบหายปานบ้านไฟไหม้ มันก็ยังดูโอเคในสายตาแกอยู่ดี รู้งี้ฉันโทรถามไอ้ฟูโก้ดีกว่า!”

 

[ถ้านายตกบันไดคอหักตายก่อนสิถึงจะเป็นเรื่องใหญ่ ผู้จัดการแค่ล้มหน้าทิ้มเอง]

 

“....”

อบัคคิโอ้กดตัดสาย ให้ตายสิ...หมอนั่นจะมีปัญญาขับรถกลับบ้านเองรึเปล่าก็ยังไม่รู้เลย แล้วก็บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงเนี้ยนะ บ้าบอ! หนุ่มผมสีเงินคว้ากุญแจรถแล้วเดินออกบ้านไปด้วยใบหน้าหงุดหงิด เขารู้ว่าต้องทำอะไรซักอย่างกับไอ้บ้านั่นไม่งั้นตัวเองคงโมโหทั้งวันแน่ๆ

 

 

 

14:45

“อ้าว ไหนบอกวันนี้ลาป่วยไง”

 

“พอดีหายไว”

อบัคคิโอ้ตอบนารันช่าห้วนๆแล้วเริ่มมองหาสาเหตุที่ทำให้เขาต้องบึ่งรถมาถึงที่นี่ทันที หาได้ไม่ยากซะด้วย เจ้าตัวกำลังยืนชงกาแฟอยู่ที่มุมของว่างด้วยท่าทีเอื่อยๆ ดูเหมือนจะพึ่งชงเสร็จเลย

 

ปึก!

อาจจะเป็นเพราะอบัคคิโอ้ไม่ได้ให้สุ้มให้เสียงคุณผู้จัดการที่หันมาจึงเดินชนกับเขาจนกาแฟในมือเลอะใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวของทั่งคู่ บูจาราตี้ไม่ใช่คนซุ่มซ่ามอบัคคิโอ้รู้เรื่องนี้ดี แถมยังรู้ดีด้วยว่าหมอนี่ต้องกลับบ้านไปนอนได้แล้ว

 

“ขอโทษที...ฉัน—"

 

"....พอเลย"

 

"อบัคคิโอ้...?"

คุณผู้จัดการเงยหน้าขึ้นมามองคนที่ตัวสูงกว่า ก่อนเอียงคอน้อยๆด้วยความสงสัยว่าทำไมคนที่ควรจะลาป่วยถึงได้มาอยู่ที่นี่ แต่สงสัยไปก็เท่านั้น เพราะเจ้าของเรือนผมสีเงินเองยังไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

 

“กลับบ้านไปนอนซะ”

 

"หมายความว่ายังไง--"

หมับ!

 

"อบัคคิโอ้!?"

ทำไมเขาถึงได้ทำอะไรงี่เง่าแบบนี้นะ อบัคคิโอ้หยิบเสื้อโค้ทของบูจาราตี้ที่แขวนอยู่แล้วจับมือคุณผู้จัดการคนเก่งเอาไว้ ก่อนลากเขาออกจากออฟฟิศโดยไม่สนสายตาของพนักงานคนอื่น แน่นอนว่าบูจาราตี้ที่เพลียมาแล้วทั้งวันไม่สามารถจะขัดขืนอะไรได้เลย รู้ตัวอีกทีเขาก็อยู่กับมอไซค์ของอบัคคิโอ้แล้ว

 

“ทำอะไรเนี้ย!?”

 

“....”

เลโอเน่ไม่ตอบแต่จับอีกฝ่ายใส่โค้ทให้เรียบร้อย ก่อนจะเอาหมวกกันน็อกใส่ให้โดยไม่ถงไม่ถามเรื่องสุขภาพซักคำ อบัคคิโอ้หยิบกุญแจรถของเจ้าตัวออกมาจากกระเป๋าการเกงแล้วใส่มันไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ทตัวเอง แน่นอนว่าโบรโน่พยายามแย่งมันกลับไปแต่เพราะนอนน้อย...ไม่สิ ไม่ได้นอนเลยต่างหาก เรี่ยวแรงที่ลดลดทำให้ผู้จัดการต่อกรกับอบัคคิโอ้ได้ยาก ไม่นานมือทั้งสองข้างก็ถูกคนที่แรงเยอะกว่าล็อคไว้ได้ง่าย

 

“ฉันขาดงานไม่ได้นะ"

 

“ถ้าบอสว่านายเดี๋ยวฉันรับผิดชอบเองน่า เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนตอนนี้ขึ้นรถได้แล้ว”

 

“....”

 

"ฟังนะ กุญแจรถนายอยู่ที่ฉันถ้าอยากได้คืนก็ขึ้นมา"

อบัคคิโอ้ปล่อยมือคนที่ทำท่าทีลำบากใจแล้วส่วมหมวกกันน็อกให้ตัวเองก่อนสตาร์ทมอไซค์รอ

 

"...."

 

"ฉันรอนายอยู่ เร็วเข้า"

อาจจะเป็นเพราะความเหนื่อยล่า บูจาราตี้ยอมซ้อนท้ายเจ้าลูกน้องหัวดื้อคนนี้ไปด้วย ลึกๆแล้วคุณผู้จัดการเองก็รู้ดีว่าอดนอนไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

.

.

.

 

 

“ผู้จัดการ...ตื่นก่อน"

 

“....”

การเขย่าเพียงเล็กน้อยก็มากพอจะปลุกคนที่เอาหน้าซบบ่าอบัคคิโอ้ได้ไม่ยาก คนขับลงจากรถ ก่อนจะถอดหมวกกันน็อกให้ตัวเองและคนที่พึ่งงัวเงียตื่น เขาใช้นิ้วเขี่ยทรงผมยุ่งๆเพราะหมวกกันน็อกที่ปรกหน้าคุณผู้จัดการออก พลางถามด้วยเสียงเรียบๆแต่มันก็เต็มไปด้วยความเป็นห่วง

 

“เดินเองได้นะ?”

โบรโน่ผงกหัวหงึกๆ แต่ถึงอย่างนั้นคนผมสีเงินก็ยังจับมืออีกฝ่ายพาเดินไปอยู่ดี คุณผู้จัดการคนเก่งทิ้งตัวนอนลงโซฟาอย่างอ่อนเพลียแล้วหลับไปแทบจะทันที อบัคคิโอ้เอาผ้าห่มมาคลุมให้คนที่หลับเป็นตายก่อนจะถอดเสื้อที่เลอะกาแฟใส่ตระกร้าแล้วนั่งลงบนโซฟาตัวใกล้ๆ เขารู้สึกโล่งใจแปลกๆเมื่อได้เห็นบูจาราตี้พักผ่อน มันดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆแล้วก็ต้องมานั่งเป็นห่วงหมอนี่เยอะเลย

 

ครืดดดดดด~

ก็นึกอยู่แล้วแหละว่าไอ้พวกขี้เสือกอย่างมิสต้าต้องโทรมา อันที่จริงอบัคคิโอ้ได้ยินตั้งนานแล้วแต่เขาพึ่งว่างรับสาย ก็พอจะเดาได้แหละว่าไอ้บ้านี่จะโทรมาเรื่องอะไร

 

“ว่าไง?”

 

[แกทำอะไรวะ อยู่ๆก็ลากผู้จัดการออกไปแบบนั้น]

 

"ทำไมแกโทรมาเหมือนมันเป็นเรื่องใหญ่ ฉันยังไม่ตกบันไดคอหักตายนะ"

 

[ยอกย้อนเก่งงงงงง เร็วๆ บอกมาว่าเกิดอะไรขึ้น]

 

“ฉันก็แค่พาเขามานอนเท่านั้นเอง”

 

[หะ??]

 

“เลิกขี้เสือกซักวันมันไม่ตายหรอกน่า แค่นี้”

 

[ปากเสียนะแก—]

อบัคคิโอ้ตัดสายไปก่อนหันไปมองคุณผู้จัดการที่ซ้อมตายอยู่บนโซฟาเขา อันที่จริงเขาก็อยากไปส่งหมอนี่ที่บ้านนะแต่ทันทีที่บูจาราตี้ซบบนไหล่เขาหมอนี่ก็หลับไปเลยน่ะสิ

หนุ่มผมยาวเปลี่ยนมานั่งกับพื้นเพียงเพราะอยากมองคนที่นอนอยู่บนโซฟาชัดๆ เขาเขี่ยกลุ่มผมสีดำที่ปรกดวงหน้าสวยออก บูจาราตี้เป็นไม่กี่คนที่อบัคคิโอ้จะกล้าทำอะไรบ้าๆแบบนี้ด้วย ถ้าเป็นคนอื่นเขาคงคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองไปแล้ว แต่สิ่งมีชีวิตที่ขี้รำคารอย่างอบัคคิโอ้กลับโผล่หน้าไปที่ทำงานแค่เพราะอยากพาหมอนี่กลับบ้านมานอนเนี้ยนะ

งี่เง่าชะมัดเลย

 

"...."

มือของอบัคคิโอ้ค่อยๆเลื่อนไปจับมือที่ผิวแทนกว่าแล้วใช้นิ้วโป้งลูบที่หลังมืออีกฝ่ายเบาๆอย่างเผลอตัว ทันใดนั้นรอยยิ้มของชายผมสีเงินก็ผุดขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

นี่มันชัดเจนอยู่แล้ว...อบัคคิโอ้ชอบคุณผู้จัดการ เขาไม่รู้ว่ามันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่แต่สำหรับอบัคคิโอ้ หมอนี่คือสิ่งที่อยู่สูงเกินเอื้อม บูจาราตี้เป็นคนที่ไปอยู่ที่ไหนทุกๆคนก็พร้อมจะหลงรักอยู่แล้ว เขาก็เป็นแค่หนึ่งในคนที่หลงรักหมอนี่เท่านั้นเอง ดังนั้นอบัคคิโอ้จึงรู้ตัวว่าไม่ควรคาดหวังอะไรจากความรู้สึกนี้

เขารู้ดี

 

 

22:45

“นายทำแบบนี้ โดนไล่ออกได้เลยนะรู้ไหม?”

เมื่อผู้จัดการตื่นเขาก็พูดถึงเรื่องนี้ก่อนเลยแต่อบัคคิโอ้กลับดูไม่สนซักเท่าไหร่ บูจาราตี้น่าจะรู้อยู่แล้วสิ เขาสนเรื่องโดนไล่ออกซะที่ไหน

 

“ทำไมนายต้องทำเหมือนมันสำคัญกับฉันนัก?”

คนผมสีเงินถามเสียงเรียบ

 

“...นายลากฉันออกมาจากที่ทำงานแค่เพราะอยากหาเรื่องโดนไล่ออกเหรอ?”

 

“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ”

 

"ตอบคำถามฉันสิ ไม่ใช่ถามกลับ"

 

"....ช่างมันเถอะ"

ดวงตาสีม่วงเลื่อมทองคู่นี้เลือนไปมองทางอื่นราวกับต้องการจะหลบตาเขาและนั่นล่ะที่น่าหงุดหงิด

 

"ช่างมันเหรอ? นายทำเรื่องบ้าๆแบบนี้โดยไม่บอกสาเหตุให้ฉันรู้ พอถามก็บอกให้ช่างมัน... ฉันไม่เข้าใจ คิดว่าเราคุยกันได้ทุกเรื่องซะอีก"

โบรโน่พยายามอย่างมากในการกุมสติอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ แต่ไอ้บ้านี่ก็มักจะสร้างกำแพงอันน่าหงุดหงิดนั่นขึ้นมากั้นตลอด ทำไมกัน...

 

"นายไม่เห็นต้องเข้าใจทุกเรื่องเลย"

'ไม่เห็นต้องเข้าใจทุกเรื่องเลย' งั้นเหรอ?

 

“ฉันจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าเรื่องไหนที่ควรจะเข้าใจ! ทำไมไม่ตอบคำถามฉันล่ะ!? ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วพอฉันถามว่านายยังอยากลาออกรึเปล่านายก็ไม่ตอบ ตอนนี้ก็มาถามฉันกลับอีก! เป็นบ้าอะไร ทำไมถึงตอบไม่ได้ล่ะ!? ฉันเดาใจนายไม่ได้ทุกเรื่องหรอกนะ!”

คุณผู้จัดการเริ่มโมโห...เขางี่เง่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนกับอบัคคิโอ้ ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่แต่เขารู้สึกกับชายผมสีเงินคนนี้ไปแล้ว อบัคคิโอ้แค่อยากหาเรื่องโดนไล่ออกหรือว่าหมอนี่เป็นห่วงเขาจริงๆ เขาไม่รู้และอยากรู้เรื่องนั้น

 

“.....นายช่างมันซักเรื่องเถอะคุณผู้จัดการ ถือว่าฉันขอ"

 

"....."

 

"....."

 

"ก็ได้"

ความอดทนของโบรโน่หมดลง

ถ้าไอ้บ้าสร้างกำแพงเก่งนักก็ตามสบาย เพราะเขาเหนื่อยจะปีนแล้ว

 

"...."

อีกหนึ่งสาเหตุที่อบัคคิโอ้ไม่มีแฟนซักที เพราะเขาเก็บความรู้สึกได้เก่งนั่นแหละ

อบัคคิโอ้เลือกที่จะเงียบและปล่อยให้อีกฝ่ายไม่เข้าใจต่อไป เขาไม่กล้าพูดด้วยซ้ำว่าเป็นห่วงแค่ไหนถึงได้ทำเรื่องแบบนั้นลงไป และเพราะไม่พูดนั่นแหละ

ทุกอย่างถึงได้แย่ลง

 

“พอแล้ว ฉันจะกลับ...ถ้าอยากลาออกก็เรื่องของนาย ฉันเคยบอกนายแล้วนี่ว่าฉันจะไม่ห้าม”

 

“บูจาราตี้--"

ปัง!

คุณผู้จัดการออกไปโดยที่ปิดประตูเสียงดังใส่อีกฝ่าย โบรโน่พึ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองร้องไห้ตอนที่เดินหนีออกมา มันเป็นความรู้สึกผิดหวังที่อบัคคิโอ้ไม่บอกอะไรเขา ก่อนหน้านี้เขาคิดเข้าข้างตัวเองว่าอีกฝ่ายบอกเขาได้ทุกเรื่องพอมารู้ตัวว่ามันไม่ใช่ ถึงได้รู้สึกแย่เอามากๆ มันน่าผิดหวังจนต้องร้องไห้ออกมา....

ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันต่อมา

“อ้าวคุณผู้จัดการวันนี้ไม่เป็นอะไรแล้วเหรอ?”

 

“ฉันจะเป็นอะไรได้ล่ะ เอ้า!”

มิสต้ามองหน้าผู้จัดการด้วยสายตาที่แสดงออกว่าไม่โอเคสุดๆ ก็ผู้จัดการเล่นเอางานมากองไว้ให้เยอะแยะเลยนี่ ใจร้ายเกินไปแล้ว!!

 

“เห้ย....ผู้จัดการครับToT”

 

“ไม่ต้องมาโทษฉันเลย อบัคคิโอ้เขาจะลาออก งานที่หมอนั่นต้องรับผิดชอบทั้งหมดก็เลยตกมาอยู่ที่นายกับฟูโก้ช่วยไม่ได้นะ"

 

"ผมขอประท้วงT^T"

 

"ฉันทำอะไรไม่ได้แล้ว"

 

"นี่มันคือการทารุณ!"

 

"เฮ้อ...ยังไงซะฉันก็จะช่วยงานนายกับฟูโก้ให้ถึงที่สุดก็แล้วกัน ทำดีเดี๋ยวให้โบนัส”

 

"ค้าบบ~"

คุณผู้จัดการลากเก้าอี้มานั่งใกล้ๆมิสต้าแล้วเริ่มอ่านบรีฟด้วยใบหน้าหน่ายๆ เขาพยายามจะจดจ่อกับบรีฟให้ถึงที่สุดแต่ก็ไม่สามารถโฟกัสได้ มีเรื่องที่กวนใจเขาอยู่....

 

"...."

 

“นั่นสินะ...ตลอดเวลาที่อบัคคิโอ้ทำงานที่นี่มามันก็ดูไม่มีความสุขเลย สมควรแล้วล่ะที่จะลาออก"

 

“....อือ"

 

“แต่พอผู้จัดการมามันก็ยิ้มบ่อยขึ้นนะ”

 

"ไม่เกี่ยวกับฉันหรอก เขาหาจุดประสงค์ในการทำงานไม่ได้ก็เลยลาออก แค่นั้น"

 

"มันต้องเกี่ยวบ้างแหละครับ ก่อนที่ผู้จัดการจะเข้ามามันชอบบ่นให้ผมฟังว่าอยากลาออกจะเป็นจะตาย แต่ช่วงแปดเดือนมานี้มันไม่บ่นให้ผมได้ยินเลย"

 

“...."

 

"เผลอๆมันยิ้มด้วยตอนที่ผู้จัดเข้ามาช่วยงานมัน"

 

"ก่อนฉันจะมาเขาเป็นยังไงเหรอ?”

 

“ผมอยู่กับหมอนั่นมาตั้งแต่แรกๆ หมอนั่นดูไม่มีความสุขเลย ลูกค้าก็เรื่องมาก โปลโป้ก็เอางานมาให้ทำไม่หยุด เพราะคุณเข้ามานี่แหละถึงได้เห็นมันดูมีความสุขบ้าง แถมมันก็ยังดูเป็นห่วงคุณสุดๆไปเลยนี่”

 

“ถ้าเป็นเรื่องเมื่อวาน หมอนั่นก็แค่หาเรื่องให้ตัวเองโดนไล่ออกเท่านั้นแหละ ไม่ได้เป็นห่วงอะไรฉันหรอก”

 

“ไม่นะคุณจัดการ ก่อนหน้านี้มันโทรมาถามผมว่าอาการคุณเป็นยังไงบ้าง ปกติมันไม่โทรหาผมเลยนะถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญจริงๆ ผมว่ามันต้องเป็นห่วงคุณแล้วล่ะ”

 

"....."

'แต่พอมีนายอยู่ด้วยแล้ว ฉันรู้สึกดีนะ'

 

"อย่าให้ลายของผนังเยอะไป ไม่ฉูดฉาดแต่ก็อย่าให้เรียบจนเกินไป...บ้าเอ้ย ถ้าโจทย์มาทรงนี้ลูกค้าแม่งต้องเรื่องมากแน่ๆ" มิสต้าทำหน้าบอกบุญไม่รับเมื่อได้อ่านโจทย์ แต่ดูเหมือนคนที่นั่งข้างๆเขาจะไม่ได้ฟังเลย "ผมว่าเราเริ่มโฟกัสที่รายนี้ก่อนดีไหมครับผู้จัดการ?"

 

“....งั้นเหรอ"

โบรโน่ลุกขึ้นแล้วหันหลังให้มิสต้าก่อนเดินตรงไปที่ห้องทำงานบอสโดยไม่พูดไม่จา

ทำไมนะ...ทำไมถึงพึ่งมารู้ตัวเอาป่านนี้

 

"อ้าว...คุณผู้จัดการอยู่ช่วยผมก่อนสิครับ!"

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น

  1. #1 LizBelisha (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 20:53

    สนุกมากเลยค่ะพล็อตดือมากก เจ้าโน่ร้ายมากฮื่ออออ

    #1
    1
    • #1-1 ถุงกาวแพรวพราวสดใส(จากตอนที่ 2)
      18 พฤษภาคม 2563 / 10:56
      ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ รู้สึกแฟนด้อมJojoในเด็กดีน้อยมากเลย55
      #1-1