King Of Mask #อีกากินทุเรียน

ตอนที่ 14 : KANGAROO

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 447
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    29 มี.ค. 60

12

KANGAROO



ร่างสูงหยิบผ้าคลุมหนังออกมาจากราวแขวน ดวงตาน้ำข้าวจ้องมองตัวเองในกระจกก่อนจะหยิบหน้ากากของตนมาถือไว้ในมือ ความเจ้าเล่ห์ ขี้เล่นที่ใครต่อใครมองจากภายนอกหน้ากากนั้นเพียงแต่เป็นสิ่งโป้ปดกรายๆเท่านั้น คนที่จะรู้ความจริงภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาราวกับสวรรค์ส่งมาเกิดได้ นั่นคือผู้ที่อยู่กับเขามาตั้งแต่เขายังแบเบาะ ความจริงอีกหลายๆอย่างที่แม้ว่าจะไม่ปกปิดโดยหน้ากาก ก็ยังถูกปิดเอาไว้โดยรอยยิ้มเป็นเอกลักษณ์ของชายหนุ่มคนนี้อยู่ดี

คนที่มีความลับปกปิดเอาไว้มากมายขนาดนี้ ใครเล่าจะรู้ว่าก้นบึ้งของจิตใจเต็มไปด้วยความทรงจำที่เจ็บปวดเอาไว้อยู่นั้น ถูกทับด้วยรอยยิ้มแสนหวานเชื่อม และรอยยิ้มนั้นก็ถูกทับเอาไว้ด้วยหน้ากากจิงโจ้ดูเจ้าเล่ห์แสนกวนนั่นอีกที 

เขาเดินออกมาข้างนอกเงียบๆ ปราศจากคนสนิทที่ป่านนี้คงจะยังไม่ตื่นจากการพักผ่อน มือหนายกหน้ากากจิงโจ้คาดที่ดวงตาไปถึงจมูกโด่งก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งบนหลังเจ้าม้าสีดำ ดวงตาสีฟ้าสวยภายใต้หน้ากากทมิฬจ้องมองออกไปทางตลาดแล้วถอนหายใจออกมา ทั้งที่อยากไปหาใจจะขาดแต่ก็ต้องปล่อยให้อีกฝ่ายมีเวลาจมอยู่กับความคิดของตัวเองบ้าง



ก็เพิ่งจะเจอเรื่องบีบคั้นหัวใจไปหมาดๆนี่นา



เจ้าของร่างสูงโปร่งพาตัวเองมาที่สนามแข่งที่เริ่มจะมีชาวบ้านมาต่อแถวรอเพื่อจะได้มีที่นั่งดีๆดูการแข่งขันที่เขาว่ากันว่าดุเดือดอยู่พอตัว แต่เมื่อเขาเดินผ่าน ผู้คนเหล่านั้นก็หันมามองเขาเป็นตาเดียวราวก่อนจะหันไปคุยซุบซิบนินทาจนเกิดเสียงดัง

ร่างสูงจ้องมองไปรอบๆด้วยสายตาเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งก็ไม่ปาน บางทีคนพวกนี้อาจจะรู้ว่าเขามีแข่งก็เลยพนันกันเอาไว้กระมัง.. เขาเตะหน้าท้องม้าสีดำขลับให้มันพาไปยังหลังคโกชีซึ่งติดกับแม่น้ำสายยาวอย่างแม่น้ำยูล่าอยู่ เขากระโดดลงมาจากหลังสัตว์ยานพาหนะตัวโปรดอีกตัวของตัวเองแล้วผูกเชือกของมันเอาไว้กับต้นไม้ใหญ่ข้างแม่น้ำแล้วนั่งลงบนผืนหญ้าเตรียมล้มตัวลงนอน



แกรบ..



“..!!!” เขาหันไปหาผู้มาเยือนที่ทำท่าตกใจเขาจนเกือบตกจากม้า ร่างสูงยกยิ้มเมื่อเห็นว่าเป็นเจ้าของหน้ากากหนามสีเขียวที่เขากำลังคิดถึงอยู่พอดี “ขอโทษครับ ผมไม่คิดว่ามีคนอยู่” เด็กน้อยโค้งหัวแล้วดึงเชือกเจ้าม้าให้ออกไปจากตรงนี้ แต่ทว่าเสียงของร่างโปร่งก็ดังขึ้นมาเสียก่อน

“ไม่ต้องไป” เขาว่าแล้วกวักมือเรียกคนตัวเล็ก “มานั่งด้วยกันสิ”

ร่างบางเม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะยอมกระโดดลงมาจากหลังม้า เขาจูงมันไปผูกกับต้นไม้อีกต้นแล้วค่อยๆเดินไปหาอีกฝ่าย คนตัวเล็กขยับออกมานั่งห่างจากร่างสูงเกือบเมตรแล้วกอดเข่ามองผิวน้ำที่นิ่งสงบตรงหน้าเงียบๆ

“…” เขาหันไปมองร่างเล็กข้างๆแล้วยิ้มออกมา “ตื่นเช้าจังนะครับ”

“ครับ คุณก็ด้วย” เสียงหวานย้อนกลับ

“มาทำอะไรตั้งแต่เช้า?”

“…” เด็กน้อยถอนหายใจแล้วทิ้งตัวลงนอนบนพื้นหญ้า “ผมไม่อยากอยู่บ้าน”

“หนีพ่อแม่ออกมาหรือครับ?” เขาแอบอมยิ้ม

“…” ร่างบางเหลือบมองคนตัวสูงแล้วส่ายหน้าเบาๆ “เปล่านี่ครับ”

“อยู่คนเดียวงั้นสิ?”

เด็กน้อยไม่ตอบ เขาถอนหายใจออกมาอีกครั้งแล้วหลับตาลงช้าๆ “อย่าคิดจะฆ่าผมนะ”

ร่างสูงหัวเราะในลำคอแล้วหันกลับไปมองผิวน้ำตรงหน้า “ครับ”

เขาปล่อยให้ร่างเล็กนอนต่อไปอย่างนั้นโดยไม่พูดคุยอะไรกันออกมาอีก เขาแอบมองเด็กคนนี้ทุกๆห้านาทีและคอยฟังเสียงลมหายใจที่ดังอย่างสม่ำเสมอของอีกฝ่ายจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปกว่าสี่สิบนาทีแล้ว

ร่างสูงค่อยๆขยับตัวไปนั่งข้างๆเด็กน้อยแล้วก้มลงมองใบหน้าหวานที่หลับพริ้มไม่รู้เรื่องราวอะไรอยู่ตรงหน้า เขายกยิ้มแล้วจูบเบาๆที่จมูกรั้นแล้วผละออกมามองหน้าอีกฝ่ายชัดๆ ริมฝีปากสีสดของอีกฝ่ายยังคงยั่วยวนเขาอยู่เสมอแม้ว่าคนตัวเล็กจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม

“ลักหลับผมหรอครับ..” ร่างเล็กลืมตาขึ้นพร้อมกับแก้มใสที่บัดนี้ขึ้นสีแดงอย่างน่ารัก เขายกยิ้มให้กับท่าทีเขินของอีกฝ่ายแล้วลุกขึ้นยืนอย่างเสียดาย

“ผมจะเข้าไปแล้ว คุณจะอยู่ต่อไหม?” เขาถามเสียงเบา

“อ๋อ นั่นสินะ” เขาเว้นจังหวะไปชั่วครู่ “คุณแข่งวันนี้นี่นา”

ร่างสูงยิ้มรับ “ใช่ครับ”

“ถ้าอย่างนั้นก็โชคดีนะครับ ผมจะคอยดูคุณ”

“ขอบคุณครับ”ร่างสูงหันหลังกลับไปเข้าประตูหลังซึ่งมีทหารสองคนกำลังนั่งหลับยามอยู่ เขายกยิ้มเมื่อนึกถึงใบหน้าของอีกฝ่ายตอนเอ่ยปากให้กำลังใจก่อนจะยื่นมือไปสะกิดทหารคนหนึ่งให้ตื่นขึ้นมาจากฝัน



ถ้าเป็นอย่างนี้ก็คงจะแพ้ไม่ได้แล้วสินะ



````````````````````



ร่างสูงของเจ้าของหน้ากากจิงโจ้นั่งไขว่ห้างเท้าคางมองไปยังในสนามพื้นทรายกว้างที่มีเจ้าของฉายาน้ำพริกหมูยืนทุบอกตัวเองรัวๆพร้อมกับปังตอในมือ เขาถอนหายใจแล้วค่อยๆลุกขึ้นยืนเมื่อเสียงประตูกรงถูกเปิดออกโดยฝีมือของทหารทั้งสองคนที่ยืนเฝ้าไว้ข้างนอก



เฮ!!!!



เขามองไปรอบๆด้วยสายตานิ่งสงบแล้วเหลือบมองไปยังฝั่งที่นั่งของคณะกรรมการทั้งเจ็ด และผู้เข้าแข่งขันอีกสิบสองคนที่ยังคนนั่งปรบมืออยู่อีกด้าน ดวงตาสีน้ำข้าวจ้องมองเด็กหนุ่มหน้ากากหนามที่กำลังชูกำปั้นให้เขานิดๆแล้วยกยิ้มขึ้นมาราวกับมีกำลังใจเต็มเปี่ยม

มือหนาปล่อยดาบสั้นประจำตระกูลออกมาจากแขนเสื้อสีดำแล้วจ้องมองคู่ต่อสู้ตรงหน้าด้วยสายตายียวน มุมปากหนายกยิ้มเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังโมโหกับท่าทีกวนประสาทของเขา ..ทั้งคู่จ้องกันอยู่เช่นนั้นจนเสียงของปืนใหญ่ดังขึ้นมา

ร่างโปร่งเบี่ยงตัวหลบอีกฝ่ายที่พุ่งมีดปังตอมาทางเขาแล้วรีบหันกลับมาหาอีกฝ่ายด้วยความว่องไว หน้ากากหมูพ่นลมหายใจออกมาเสียงดังแล้วตวัดอาวุธในมือใส่หน้าท้องของอีกฝ่ายอีกครั้ง แต่คนตัวสูงก็กระโดดหลบได้อีก

"อยู่เฉยๆ!!" ร่างท้วมใหญ่ตวาดออกมา ฝ่ายหน้ากากจิงโจ้เห็นเช่นนั้นแล้วหัวเราะหึๆในลำคอตอบกลับไป

"ทำอย่างนั้นมีแต่ Die and die"

เขาถีบหน้าอกของอีกฝ่ายให้ล้มลงไปนอนกับพื้นแล้วเหยียบข้อมือที่ถืออาวุธของอีกฝ่ายเอาไว้ เขาสบถออกมาเป็นภาษาต่างชาติ



ลืมไปว่าเขาต้องจบแบบไม่ให้เด็กคนนั้นรู้สึกเกลียดเขาขึ้นมาทันทีที่จบการแข่งขัน..



"!!!" ร่างท้วมอ้าปากค้างเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังเปลี่ยนวิธีการจับดาบ มือทั้งสองข้างของเขารวบรวมกำลังผลักขาของอีกฝ่ายออกจากตัวแล้วรีบลุกขึ้นยืนทันที

ดวงตาสีดำขลับกวาดมองหาอาวุธที่ถูกเตรียมไว้อีกฝั่งก่อนจะรีบออกตัววิ่งไปหาจนลืมไปว่าคู่ต่อสู้ของตัวเองมีอาวุธอยู่ในตัวตั้งสองชนิดให้เลือกใช้



ปั่ก!!



"อั่กก.."

"..." ร่างสูงยกยิ้มเมื่อเห็นร่างของคู่ต่อสู้ค่อยๆล้มลง ดวงตาสีน้ำข้าวจ้องมองปังตอที่ถูกขว้างไปปักไว้อยู่ที่ท้ายทอยของอีกฝ่ายก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาร่างนั้นเพื่อดึงหน้ากากออกอย่างสบายใจ เวลาในการแข่งขันสั้นไม่ต่างจากหน้ากากอีกาสักเท่าไหร่.. ถือว่าเป็นการเปิดการแข่งขันวันนี้ที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบทีเดียว

ร่างโปร่งพลิกร่างไร้วิญญาณของอีกฝ่ายให้หงายแล้วเอื้อมมือไปกระชากหน้ากากทรงหมูออกมา เขาอ้าปากค้างแล้วถอยออกมาสองสามก้าวเมื่อคนที่เขาเพิ่งจะฆ่าไปหมาดๆคือเจ้าของร้านทำหน้ากากที่เขาไปทำมานั่นเอง


"ผู้ชนะคนแรกของวันนี้คือ.. หน้ากากจิงโจ้ครับ!!"



---



ณ ปราสาทหิน,ห้องประชุมสภาย่อย


ภายในห้องๆเดิมที่มืดทึบเต็มไปด้วยเสียงของลมหายใจลอร์ดและผู้คุมกฎทั้งเจ็ดกำลังนั่งมองหน้ากันด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง พวกเขารู้ดีว่าวันนี้ถูกเรียกมาเพื่ออะไร และจะเป็นการดีถ้าเกิดว่ามีใครสักคนกล้าพอที่จะเอ่ยปากเริ่มประเด็นขึ้นมาท่ามกลางความเงียบในตอนนี้

"แฮ่ม.." เสียงของชายร่างเล็กกระแอมขึ้นเรียกความสนใจจากคนทั้งโต๊ะให้หันไปมอง "เอ่อ..ลอร์ดเต็ดฮะ ผมว่าเราเริ่มประเด็นที่จะคุยกันในวันนี้กันเลยดีไหมฮะ?"

อีกห้าคนที่อยู่บนโต๊ะลอบถอนหายใจกันเป็นแถบๆก่อนจะเหลือบมองผู้ร่วมบทสนทนาของผู้คุมกฎตัวเล็กที่นั่งทำหน้าไม่มั่นใจอยู่ตรงข้ามลอร์ดเสนา

"อืม" เขาครางตอบในลำคอแล้วยกกระดาษขึ้นมาขีดกากบาทลงบนชื่อของหน้ากากกลองชุด "คู่แรก.. กลองชุด.. คู่ที่สอง.. ฟินิกซ์" เขากาอีก "คู่สาม ทักซิโด้.. คู่ที่สี่.. เจ้าชาย.." พูดจบ เขาก็ยกกระดาษขึ้นมาชูเอาไว้ที่หัวโต๊ะ "ตัวเก็งของทีมเอคือใครรู้ไหม?"

"ฮะ" นุ้ยตอบเสียงเบา ผิดกับคนอื่นๆที่เลือกที่จะหน้าพยักหน้าเงียบๆกันไป

"หน้ากากทุเรียน.. ใช่" ลอร์ดอ้วนยกยิ้มอย่างภูมิใจ "เขาจัดการทักซิโด้ได้ตั้งแต่การแข่งขันเพิ่งจะเริ่มไปสามวิ"

"นับว่าเป็นการใช้คำพูดที่หลักแหลมดีนี่" ลอร์ดเสนาพูดต่อ

"ใช่ หน่วยก้านดีทีเดียวนะ" ลอร์ดหนึ่งเอ่ยเสียงเรียบแล้วเหลือบมองคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ "เรียกเรามาทำไมก็พูดมาเถอะ"

"อืม" ลอร์ดเต็ดถอนหายใจแล้วไล่มองสีหน้าแต่ละคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะ "ตำแหน่งกษัตริย์ใช่ว่าจะเหมาะกับทุกคนที่เข้าการแข่งขัน" เขาเว้นช่วงไปครู่ "ฉันไปไตร่ตรองมาแล้วสักพักก็เพิ่งจะมาคิดได้ว่าคนที่จะมาเป็นผู้นำของประเทศภายใต้อำนาจของกฎหมายไม่ใช่ว่าจะเป็นใครก็ได้"

"..." เมื่อเห็นว่าอีกหกคนที่นั่งเงียบไม่มีท่าทีเอ่ยขัดอะไรออกมาเขาจึงตัดสินใจพูดต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"ส่งคนไปตามดูทุกหน้ากาก แล้วมารายงานฉัน" เขาพูดเสียงเย็นแล้วหยิบแก้วไวน์ข้างๆขึ้นดื่มอย่างไม่ยี่หร่ะ 

"เต็ด ฉันรู้คุณจะทำอะไรนะ" เสียงของหญิงสาวผิวสีเข้มเอ่ยขึ้นมาด้วยความร้อนใจ "กฎก็ถูกตั้งเอาไว้แล้ว คุณจะมาเปลี่ยนกลางคันไม่ได้"

"ผมไม่ได้เปลี่ยน" เขาวางแก้วลงบนโต๊ะ "ที่ผมจะเปลี่ยนคือผู้แข่งขัน ไม่ใช่กฎ"

"แต่คุณจะให้อะไรเกิดกับพวกเขาไม่ได้นะ.."

"มีอีกหลายทางเชียวล่ะที่ผมสามารถทำให้ผู้ที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งได้รับการตอบแทนที่สาสม"

"แล้วเงินรางวัล.."

"เขาจะได้ก็ต่อเมื่อชนะ.. แต่จะอยู่ถึงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่ที่วาสนากับดวงล้วนๆ..




เพราะเราจะให้คนที่อยู่จุดต่ำสุดของประเทศปีนขึ้นมาอยู่เหนือพวกเราไม่ได้"



#themaskkiller

ไปไวมากนะคะ

จะพยายามตัดตอนไม่สำคัญออก ฮ่าๆๆๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

361 ความคิดเห็น

  1. #95 Creator Happy Invulnerable (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 มีนาคม 2560 / 17:52
    ไอแกงกะรู แกใช้ดาบประจำตระกูลมาต่อสู้แบบนั้น คนอื่นเขาก็รู้หมดนะสิ เฺฮ้อ~
    #95
    0
  2. #94 MasTer SaNs (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 มีนาคม 2560 / 16:51
    ถ้าไม่ยอมให้จุดต่ำสุดมาอยู่จุดสูงสุดของประเทศแบบนี้ แสดงว่าทุเรียนของเราอาจจะไม่ได้ชนะการแข่งขันหรือไม่ อาจจะมีจุดพีคที่เปลี่ยนเนื้อเรื่องไปเลยจากที่ผู้เข้าแข่งขันเป็นศรัตรูกันมีความเป็นไปได้มั้ยที่ศรัตรูอาจจะเป็นผู้ปกครองทั้ง7 ไม่แน่ทั้งทุเรียนจิงโจ้อีกาดำหรือคนอื่นๆอาจจะเป็นผู้พลิกหน้าประวัติศาสตร์ แต่เราก็เดาใจไรท์เตอร์ไม่ถูกอยู่ดีง่ะ รอไรท์มาต่ออยู่นะคะ55555555 นี่ก็เดาไปไกลแล้วถูกผิดก็ไม่รู็ เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ

    #94
    0
  3. #93 Natacia (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 มีนาคม 2560 / 16:29
    อย่าให้ทุอยู่คนเดียวนะ น่าสงสาร~
    เครียดตามเนื้อเรื่องเลยอ่ะ
    #93
    0
  4. #92 Sendou Nunny (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 มีนาคม 2560 / 14:09
    ปวดตับอะ ฮือออ รอตอนต่อไปนะ~
    #92
    0
  5. #91 punpun3012 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 มีนาคม 2560 / 13:55
    ฮืออ เปลี่ยนกฎนิดนึงได้ไหม ไม่อยากให้เขาฆ่ากันเองอ่ะคุณT-T
    #91
    0
  6. #90 meles (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 มีนาคม 2560 / 13:39
    สนุกมากค่าา รอติดตามนะคะ
    #90
    0
  7. #89 torao-d-water (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 มีนาคม 2560 / 13:33
    ใครจะได้เป็นราชาว้าาาาาา
    #89
    0