ฮองเฮาปีศาจแห่งราชวงศ์โจว

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 5 พิชิตทัพอ๋องแคว้นหยิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,985
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 492 ครั้ง
    10 ส.ค. 62


ตอนที่ 5  พิชิตทัพอ๋องแคว้นหยิน


 

            เจิ้งซีตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้าตรู่พอพบตนเองนอนอยู่ข้างเตียงนางก็ผลุนผลันลุกขึ้นตั้งใจจะต่อว่าเฟิงหลงที่บังอาจไล่นางลงมานอนข้างเตียงแล้วขึ้นไปนอนบนเตียงแทนนางโดยไม่คำนึงถึงอาวุโสว่า ผู้น้อยไม่ควรนอนค้ำหัวผู้ใหญ่ แต่ยังไม่ทันได้ด่าให้สมใจอยาก...เขาก็หายไปแล้ว!

            นางจ้องมองเตียงที่ว่างเปล่า ยกมือเกาหัว “ไปไหนของเขา?

อี๋เป่าเปิดกระโจมเข้ามาทักทายราวกับรู้ว่านางตื่นแล้ว “คุณชายท่านตื่นแล้ว”

            นางรีบข่มความหงุดหงิดเอาไว้พยักหน้าให้เขา “อื้อ...ตื่นแล้ว ข้าหลับไปกี่วัน วันนี้วันที่เท่าไหร่แล้ว” นางสงสัยว่านอนหลับไปกี่วัน ได้นอนไปสามสี่วันสมกับที่ตั้งใจไว้หรือไม่ ดีแล้วที่นางรีบตื่นเพราะต้องนอนอยู่บนพื้นนานกว่านี้คงไม่สบายแน่ปวดเมื่อยเนื้อตัว

            “หา?” อี๋เป่าทำหน้าแปลกใจ “ท่านก็หลับไปเมื่อคืนแล้วก็...ตื่นตอนเช้าของอีกวันอย่างไรเล่าขอรับ”

            เจิ้งซียกมือแตะใบหน้าตนเอง ไม่น่าเชื่อว่านางจะตื่นเร็วขนาดนี้ “คงเพราะเจ้าเด็กนั่นแย่งเตียงข้า” นางบ่นหันกลับไปมองเตียงอีกครั้ง คืนนี้ถึงอย่างไรก็ต้องครอบครองจับจองเตียงก่อนเฟิงหลงให้ได้!

อี๋เป่าหายไปสักพักก็นำน้ำเข้ามาให้นางล้างหน้า จากนั้นก็เข้ามาอีกครั้งพร้อมอาหาร ครั้งนี้อาหารเขาพอจะกินลงอยู่บ้างเพื่อเป็นผลไม้ทั้งหมดไม่มีเนื้อสัตว์อย่างที่นางนึกกลัวเหมือนเมื่อคืน นางหยิบผลลูกท้อขึ้นมากัดคำโต วันใดที่ไม่มีเมล็ดไผ่ให้กินผลไม้ก็พอทดแทนได้บ้าง ในบรรดาผลไม้ทั้งหมดนางชอบกินท้อที่สุด

            “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าชอบกินลูกท้อ”

            “เป็นท่านแม่ทัพบอกไว้ขอรับ”

            “อ้อ...แล้วนี่เขาหายไปไหน?

            “ท่านแม่ทัพออกไปตรวจกองทัพฝึกฝนทหารเตรียมสู้ศึกกับกองทัพจากเมืองหลวงตั้งแต่เช้ามืดแล้วขอรับ คุณชายต้องการอะไรอีกไหมขอรับ?

            “ความจริงข้าอยากจิบชาสักถ้วย แต่เจ้าไม่ต้องข้าจัดการเอง” เจิ้งซีทำตามความเคยชินยกมือขึ้นโบกตั้งใจจะเสกน้ำชาให้ตนเอง แต่พอคิดได้ว่าพลังถูกสะกดเอาไว้ใช้ไม่ได้ นางก็แช่งด่าเฟิงหลงทันที “เจ้าเด็กบ้านั่น...”

            อี๋เป่าสะดุ้ง “ข้าหรือขอรับ?

            “ไม่ๆ ข้าไม่ได้หมายถึงเจ้า ข้าหมายถึง...” นางมองหน้าเขา เขาภักดีต่อเฟิงหลงยิ่งนัก หากต่อว่าเฟิงหลงต่อหน้าเขาเกรงว่า...นางก้มลงมองลูกท้อหวานอร่อย เกรงว่าคงต้องทนหิวจนไส้แห้งเพราะอี๋เป่าไม่ดูแลนางอีก นางได้เรียนรู้มาจากเฟิงหลงแล้วว่าเมื่อพบคนที่สมควรหลอกก็ต้องหลอกอย่าได้ปล่อยผ่านให้เสียเปล่า “...ข้าหมายถึงเจ้าเด็กบ้าแถวบ้านข้าที่ชอบรังแกคนอื่น เจ้าอย่าสนใจเลย ข้าอยากได้น้ำชาสักกา”

            “ข้าจะไปเตรียมมาให้ท่านเองขอรับ”

            เจิ้งซีมองเขาอย่างซาบซึ้ง เด็กคนนี้ช่างมีน้ำใจยิ่งนัก นางขอสิ่งใดล้วนไม่เคยปฏิเสธทั้งที่เพิ่งรู้จักกันแท้ๆ เทียบกับคนที่รู้จักกันมานานอย่างเจ้าเด็กไม่รู้จักกลัวนั่นนับว่าห่างไกล นางต้องการสิ่งใดล้วนทำตรงข้าม “เจ้าดีกับข้าเหลือเกิน”

            “เป็นท่านแม่ทัพสั่งข้าไว้ให้คอยดูแลคุณชายให้ดี ท่านเป็นศิษย์น้องของท่านแม่ทัพ ข้าจะไม่ดีกับท่านได้อย่างไร”

            ศิษย์น้องอายุสามพันกว่าปีกัดลูกท้อแล้วเคี้ยวแรงๆ ด้วยความแค้นเคือง ดูเถิดนอนหลับแล้วตื่นตื่นแล้วหลับไปแค่ไม่กี่วัน ตอนนี้ปีศาจอายุเก่าแก่อย่างนางต้องกลายมาเป็นศิษย์น้องของเด็กเมื่อวานซืนเสียแล้ว ครั้งหน้าที่นางเจอปีศาจตนอื่นนางจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ให้ขายหน้าเด็ดขาด!

              ว่าแต่นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วตั้งแต่นางถูกลักพาตัว หวังจิ้งกับศิษย์พี่ของเฟิงหลงไม่สงสัยเลยหรือว่านางหายไปไหน หรือพวกเขาคิดว่านางนอนหลับอยู่บนยอดเขา หากพวกเขารู้ตัวตามมาเร็วก็คงดี อย่างน้อยเฟิงหลงคงเห็นแก่นหน้าอาจารย์และศิษย์พี่ของเขาคลายสะกดให้นาง

            ระหว่างกำลังคิดวุ่นวายอยู่นั้นอี๋เป่าก็กลับมาพร้อมชุดน้ำชา เขารินส่งให้นาง นางชวนเขาดื่มชาด้วยกัน อี๋เป่านั่งดื่มเงียบๆ นางเองก็ดื่มเงียบๆ ไม่มีเรื่องพูดกับเขา จ้องตากันไปมาแล้วเจิ้งซีก็ถอนใจด้วยความเบื่อหน่าย

            อี๋เป่ามีท่าทางกระตือรือร้นขึ้นมาทันที “ท่านแม่ทัพบอกให้ข้าช่วยอยู่เป็นเพื่อนคอยดูแลท่าน หากมีสิ่งใดที่ท่านอยากจะให้ข้าช่วย ข้ายินดี”

            ช่วย? นางก้มลงมองสร้อยข้อมือ อยากดูลองว่าที่เฟิงหลงพูดไว้นั้นจริงหรือไม่ ไม่แน่เขาอาจจะแค่ขู่นาง เจ้าเด็กนั้นพูดแล้วเชื่อได้เสียเมื่อไหร่ เจิ้งซียื่นมือออกไป “หากจะช่วยก็ช่วยถอดสร้อยข้อมือเส้นนี้ให้ข้า”

            “เอ๋?

            “เจ้าทำได้ข้าสัญญาจะมอบสิ่งที่เจ้าต้องการที่สุดให้ เร็วเข้า”

            อี๋เป่าแม้จะไม่เข้าใจแต่ก็ทำตามที่นางขอ พยายามถอดสร้อยข้อมือให้นาง แต่พยายามอยู่นานจนเขาเหนื่อยหอบก็ยังถอดสร้อยไม่ออก เขามองนางอย่างเสียใจ “คุณชายข้าต้องขออภัยด้วยที่ช่วยท่านเรื่องนี้ไม่ได้ สร้อยเส้นนี้ประหลาดนักถอดอย่างไรก็ไม่ออก”

            เจิ้งซีแทบกระทืบเท้าด้วยความขัดเคืองใจ เจ้าเด็กบ้าเขาสะกดนางด้วยอะไรกันแน่ นางจะต้องรู้แล้วจะต้องตามหาคนมาคลายสะกดของเขาให้ได้

            นางมองหน้าอี๋เป่าถามเบื่อๆ “นอกจากให้ช่วยดูแลข้า เขายังบอกอะไรเจ้าอีก?

            “เขาบอกว่า...” อี๋เป่ามองนางแล้วยิ้มเหยเกย “ท่านอาจพูดจาแปลกๆ หรือให้ข้าทำอะไรประหลาด แต่ขอให้ข้าอย่าได้ถือสา เขาบอกว่าเกือบทั้งชีวิตท่านอยู่แต่บนเขาทำให้มีนิสัยไม่เหมือนคนทั่วไป ตอนแรกข้าก็ไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้ข้า...” จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก

            “เจ้าเด็กบ้า!” นางบ่นเบาๆ ตั้งใจจะนอนอีกรอบเพราะไม่มีอะไรทำ 

อี๋เป่าคงกลัวนางเบื่อจึงเสนอ “ที่ทุ่งหญ้าด้านนอกทหารกำลังฝึกต่อสู้บนหลังม้า หากท่านอยากดูข้าจะพาไป”

            “ต่อสู้บนหลังม้า?” นางเริ่มเห็นแล้วว่ามีสิ่งที่ทำให้หายเบื่อ นางพยักหน้า “ดี ไปดูการต่อสู้บนหลังม้ากัน ดูว่าจะสนุกเหมือนขี่เมฆมงคลหรือไม่”

            นางเดินนำหน้าอี๋เป่าออกจากกระโจมด้วยความกระตือรือร้น จนกระทั่งอี๋เป่าวิ่งตามมาตะโกนอยู่ด้านหลัง

“คุณชายท่านไปผิดทางแล้ว!

เจิ้งซีถอนใจเพิ่งรู้ตัวนางไม่รู้ว่าจะไปทางไหน นางหมุนตัวกลับไปหาอี๋เป่าให้เขาเป็นคนนำทาง ปากก็ไม่วายบ่น “หากข้ามีพลังคงไม่ต้องมาเดินแบบมนุษย์เช่นนี้ทั้งยังหลงทางให้ขายหน้า น่าแค้นใจนัก!

 



            เฟิงหลงกลับจากตรวจกองทัพพร้อมกับเกาหยุนโฉว ที่ข้างสนามฝึกต่อสู้บนหลังม้าของเหล่าทหาร นอกจากทหารคนอื่นแล้วเขายังเห็นเจิ้งซีในชุดสีน้ำเงินกำลังยืนอยู่กับอี๋เป่า

นางเกาะรั้วมองการต่อสู้ด้วยสีหน้าและแววตาสนุกสนาน พอทหารบนหลังม้าที่ถือทวนไม้ผูกผ้าสีแดงสามารถทำให้ทหารอีกคนตกจากหลังม้าได้ นางกับอี๋เป่าก็กระโดดดีใจราวกับเด็กตัวเล็กๆ เสียงหัวเราะสดใสกังวาน

“ดูเหมือนศิษย์น้องท่านแม่ทัพจะพบสิ่งที่สนใจแล้ว” เกาหยุนโฉวว่ายิ้มๆ

เขายิ้มมุมปาก เขาเชื่อว่าเจิ้งซีจะมีสิ่งให้สนใจอีกมาก ปีศาจที่มีชีวิตประดุจจำศีลมาชั่วชีวิตเช่นนาง ทุกสิ่งทุกอย่างบนแผ่นดินภายนอกหุบผาหงส์คงน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย “เขาแทบไม่เคยออกจากหุบผาหงส์ สิ่งต่างๆ จึงล้วนน่าสนใจ เจ้ากลับไปก่อน แล้วข้าจะตามไป” เขาบอกเกาหยุนโฉวก่อนจะเดินเข้าไปหานาง

ทหารสองคนที่เดินผ่านเขาไปคุยกันว่า “ศิษย์น้องของท่านแม่ทัพหน้าตาหมดจดกว่าคุณหนูลูกสาวเศรษฐีที่แสนเย่อหยิ่งจองหองในเมืองเสียอีก ครั้งหน้าที่เราเข้าเมืองควรชวนเขาไปด้วย”

“เจ้าจะชวนเขาไปทำไม?” อีกคนถาม

“เจ้าไม่รู้อะไร ทุกครั้งที่นางมองพวกเราราวกับพวกเราต่ำต้อยกว่านางนักหนา ขอเพียงนางได้เห็นศิษย์น้องสิบสามของท่านแม่ทัพ นางคงแทบกระอักเลือดเมื่อได้รู้ว่าแม้แต่บุรุษก็ยังหน้าตางดงามกว่านาง”

ทหารสองคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน

“ถูกของเจ้า ครั้งหน้าเราจะชวนเขาไปเย้ยนาง ศิษย์น้องท่านแม่ทัพนับว่ามีประโยชน์จริงๆ”

เฟิงหลงเดินเข้าไปทันได้ยินเจิ้งซีบอกกับอี๋เป่า “สู้บนหลังม้าก็สนุกดีอยู่หรอก แต่คงสนุกเท่าสู้บนเมฆมงคลเหินฟ้าไปมาไม่ได้”

 อี๋เป่ามองหน้านางยกมือเกาหัว โชคดีเขาบอกอี๋เป่าไว้แล้วว่าศิษย์น้องเขาผู้นี้มีนิสัยไม่เหมือนคนทั่วไป อี๋เป่าจึงไม่สงสัยอะไรมาก คงคิดแค่ว่าเรื่องที่นางพูดพิลึกพิลั่นมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปเท่านั้น

อี๋เป่าหันมาด้านหลังพอเห็นเขาจึงรีบทักทาย “ท่านแม่ทัพกลับมาแล้วหรือขอรับ ข้าเห็นคุณชายเสี่ยวซีเบื่อๆ ก็เลยพาเขาออกมาข้างนอก”

 เขาพยักหน้า “เจ้าไปทำอย่างอื่นได้แล้ว เดี๋ยวข้าจะดูแลศิษย์น้องเอง”

“ขอรับ”

นางปรายตามองเขาด้วยหางตา ก่อนจะมองเมินทำเป็นไม่สนใจเขา

เฟิงหลงมองทหารที่เริ่มฝึกต่อสู้อันเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อมออกศึก ก่อนจะถามเจิ้งซี “พื้นข้างเตียงเป็นอย่างไรบ้าง คงนอนสบายมากเจ้าจึงหลับสนิททั้งคืน”

คราวนี้นางไม่เมินเขาอีก แต่ทำหน้าบึ้งแทน นางยื่นแขนที่มีสร้อยสะกดพลังปีศาจมาตรงหน้าเขา “ถอดมันออก”

“เหตุใดข้าต้องถอดในเมื่อเป็นคนใส่ให้เจ้าเอง?

 



“ก็...”

เจิ้งซีอึ้งไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าเขาจะหน้าด้านถามกลับ นางยังไม่ได้เตรียมคำตอบเหมาะๆ เอาไว้ตอบเขาเลย

“ว่าอย่างไร?

“ก็เจ้าบอกว่าคนอื่นถอดไม่ได้ มีแต่เจ้าเท่านั้นและเมื่อเช้าข้าก็ให้...” พอเห็นตาเขาวาวขึ้นนางจึงรีบปฏิเสธ “ไม่มีๆ เมื่อเช้าข้าไม่ได้ให้อี๋เป่าพยายามถอดสร้อยเส้นนี้ให้เลยแม้แต่น้อย”

เขาเลิกคิ้วสูงมองนางไม่พูดไม่จาท่าทางเอาเรื่อง

เจิ้งซีทบทวนที่ตนเองพูดไปแล้วหน้าแดงก่ำ ให้ตาย! ไม่น่าเผลอพูดออกไปเลย นางมองไปรอบๆ แล้วชวนเขาเปลี่ยนเรื่องอย่างที่ชอบทำเพื่อหันเหความสนใจของเขา...ไปจากนาง “ข้าได้ยินว่าเจ้ากำลังรวบรวมทหารออกรบกับกองทัพของอ๋องแคว้นหยิน”

“ไม่ผิด”

นางยกมือตบไหล่เขา ทำหน้าใจดีมีเมตตา “เฟิงเอ๋อร์เจ้าคลายคาถาสะกดสิ แล้วข้าจะช่วยเจ้ารบกับกองทัพอ๋องเอง”

            เขายกมือกอดอก “เจ้าเคยบอกข้าว่าไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ไม่ว่าดีหรือร้าย ข้าจำได้ดี”

            นางหน้าบึ้ง เหตุใดเจ้าเด็กไม่รู้จักกลัวนี่ถึงได้ความจำดีนัก!

            “อีกอย่างข้าไม่จำเป็นต้องใช้พลังของเจ้าก็แน่ใจว่าเอาชนะได้ ความจริงก็ด้วยความช่วยเหลือจากเจ้า”

            เจิ้งซีตาโต นางไม่รู้เลยไปช่วยเหลือเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ หากรู้ว่าตนเองมีประโยชน์เพียงนี้คงใช้ต่อรองกับเขาไปนานแล้ว

            ราวกับเขารู้ว่านางกำลังคิดอะไรขึ้นจึงรีบพูดขึ้น “แต่เป็นเพียงความช่วยเหลือเล็กน้อย อย่าได้ใส่ใจเลย”

            นางเม้มปากแน่นมองเขาตาขวาง

            “ยื่นมือมาสิ” เฟิงหลงบอก

            นางกำลังจะทำตามก็คิดได้ว่าเพราะฟังที่เขาบอกทำให้นางมาอยู่ตรงนี้ในสภาพสูญสิ้นพลังถูกสะกดเอาไว้ เจิ้งซีจึงไม่ยอมยื่นมือออกไป ความผิดพลาดครั้งเดียวก็เกิน...นางจะไม่ยอมเชื่อใจเขาอีก!

            “ข้ามีเมล็ดไผ่มาฝากเจ้าด้วย น่าเสียดายที่เจ้าไม่อยากได้...” เขาหันหน้าหนี

            นางรีบก้าวไปยืนตรงหน้าเขา ยื่นมือออกไปทันที บอกเขาเสียงดังฟังชัดว่า “อยาก”

            เขายิ้มหย่อนเมล็ดไผ่ลงบนฝ่ามือนาง บอกอย่างใจดีจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเขาพูด “ระหว่างเดินทางจากนี่ไปเมืองหลวง ข้าจะพยายามหาเมล็ดไผ่กับน้ำค้างยอดไผ่มาให้เจ้า”

            เจิ้งซียิ้มกว้าง

            “แต่...”

            นางรีบหุบยิ้ม

            “เจ้าต้องรับปากว่าห้ามแอบหนีไปจากข้า”

            นางค่อยๆ แทะเม็ดไผ่ หึ! เขาคงจะกลัวนางหนีไป อย่าหวังเลยว่านางจะฟังสั่งจากเขา

            เฟิงหลงหันหลัง “แต่หากเจ้าไม่ฟังจะหนีก็ตามใจ เจ้าไม่มีพลังปกป้องตนเอง เมื่อคืนเจ้าคงเห็นแล้วว่ามนุษย์ทำอะไรกับนกเช่นพวกเจ้าบ้าง”

            นางคิดถึงนกไหม้เกรียมไร้ขนตัวนั้นแล้วตัวสั่น ที่นี่นางรู้จักแค่เขา ตอนนี้ไม่มีพลังคุ้มครองตนเอง หากถูกมนุษย์รังแกคงกลายเป็นนกยักษ์ไหม้เกรียม เจิ้งซีรีบก้าวไปเกาะแขนเฟิงหลง! “เจ้าก็ห้ามทิ้งข้าไปเด็ดขาด หากเจ้าทิ้งข้า ข้าจะ...จะเสกให้เจ้า...หมายถึงตอนข้ามีพลังแล้วจะเสกให้เจ้ากลายเป็นคางคก!

            เขามองนางแล้วด้วยสายตาจริงจัง ก่อนบอกว่า “ไม่มีทาง”

            เจิ้งซีโมโหเดือดที่ถูกสบประมาท “หน่อย!...เพราะคิดว่าข้าไม่มีพลังจึงไม่มีทางเสกเจ้าให้เป็นคางคกได้ คอยดูเถิดข้าจะทำให้เจ้าเห็นสักวัน!

            เฟิงหลงยื่นนิ้วมาดีดหน้าผากนางเบาๆ “เจ้านี่ซื่อบื้อ”

            นางยกมือกุมหน้าผากที่ถูกประทุษร้าย “เจ้ากล้าดียังไงลบหลู่ผู้อาวุโส?!

            “ตอนนี้เจ้าเป็นศิษย์น้องสิบสามของข้า จะเรียกว่ารังแกผู้อาวุโสได้อย่างไร”

            “เป็นเจ้ามอบตำแหน่งศิษย์น้องให้ข้าเอง ใครอยากจะเป็นศิษย์น้องเจ้า ข้าอายุตั้งสามพันเจ็ดร้อย...เจ็ดร้อย...”

            “ยี่สิบสองปี”

            “อ้อ...ใช่ สามพันเจ็ดร้อยยี่สิบสองปี เจ้าปีนี้อายุเพียงยี่สิบสองปีเท่านั้น ห่างไกลกับข้าเกินจะนับ ยังกล้ามาหาเรื่องข้า หรือเจ้าไม่กลัวข้าจะเอาเรื่องเจ้า ยังมี...” นางคิดถึงคู่หมั้นปลอมๆ ของนางขึ้นมาได้ “คู่หมั้นข้า เขารู้ว่าเจ้าลักพาตัวข้ามาต้องตามมาเอาเรื่องเจ้แน่!

            เฟิงหลงดูไม่ทุกข์ร้อนกับคำขู่ “คู่หมั้นเจ้าอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าอยู่ที่นี่ เขาไหนเลยจะตามมาเอาเรื่องข้าได้ อีกอย่างเจ้าคงจำครั้งสุดท้ายที่เขาจากไปได้”

            เจิ้งซีถอนใจตอนนี้ยังคิดไม่ออกว่าเหตุใดหมิงฉวนจึงมีท่าทางเช่นนั้นก่อนจากไป น่าเสียดายก่อนหน้านี้น่าจะยั่วยวนหมิงฉวนให้มากกว่านี้ พอนางหายไปเขาจะได้ออกตามหาไม่ปล่อยให้นางถูกเด็กเมื่อวานซืนรังแกอยู่แบบนี้ ที่จะหลอกให้หมิงฉวนแก้แค้นเฟิงหลงแทนนางจึงได้แค่คิดเท่านั้น!

            เฟิงหลงชวนนาง “ไปที่กระโจมกันเถอะ...”

            นางกำลังจะต่อว่าที่เขาเปลี่ยนเรื่อง แต่เขาก็พูดขึ้นเสียก่อน

“ข้าให้พ่อครัวทำขนมแบบที่ข้าชอบเหมือนตอนอยู่อารามจูเชวี่ย ทั้งยังให้เขาใส่เมล็ดไผ่ที่เก็บมาจากหุบผาหงส์ลงไปด้วย ป่านนี้คงทำเสร็จแล้ว”

 นางลืมความขุ่นข้องหมองใจแล้วยิ้มร่า เดินนำหน้าเขา “ไปตอนนี้เลย”

เฟิงหลงเรียกมาจากด้านหลังว่า “เจ้าไปผิดทางแล้ว”

นางหยุดหันไปค้อนเขา “เมื่อก่อนข้าไม่เคยหลงทาง ตอนนี้ข้าหลงทางทุกครั้งที่ออกเดิน”

เขาเดินมาหยุดตรงหน้าคว้ามือนางไปกุมไว้ “ไม่ต้องห่วงมีข้าอยู่ใกล้ๆ ต่อไปเจ้าจะไม่หลงทางอีก”

 



            ตลอดทั้งวันนั้นเฟิงหลงหารือแผนการรบกับทหารของเขาทั้งวันแต่เขาก็ยังไม่ลืมส่งอี๋เป่ามาดูแลนาง พอเขากลับมาที่กระโจมนางก็รีบต่อว่าเขา

            “เจ้าหายไปทั้งวันให้ข้านั่งเบื่ออยู่ในนี้ อี๋เป่าเอาแต่สรรเสริญวีรกรรมความกล้าหาญของเจ้า ข้าฟังจนเบื่อแล้ว”

            “ทนอีกหน่อย อีกไม่นานก็จะมีเรื่องสนุกให้เจ้าได้ทำแล้ว”

            นางตาโต “ทำอะไร?

            “อีกไม่นานเจ้าก็จะรู้เอง” เขาพูดจบก็ปรายตามองไปที่เตียง

            นางมองตามแล้วรีบถลาไปที่เตียงทันที บอกเขาด้วยแววตาเย่อหยิ่ง “คืนนี้ข้าจะนอนบนเตียง”

            เขายิ้มพร้อมกับผายมือ “เชิญ”

            เจิ้งซีไม่เชื่อว่าเขาจะใจดีขนาดนี้ นางมองเขาอย่างระแวง แต่เขาไม่สนใจนางอีกกลับเดินไปยังโต๊ะหนังสือ หยิบตำราเล่มหนึ่งขึ้นมาแล้วเริ่มอ่านตำราเงียบๆ

            เจิ้งซีนอนมองเขาอยู่บนเตียงจนหลับไป พอตื่นตอนเช้านางก็พบตนเองลงมานอนข้างเตียงอีกครั้ง

              น่าเจ็บใจนัก! ถูกเด็กเมื่อวานซืนแย่งที่นอนอีกแล้ว!

           



สิบวันหลังจากนั้นในที่สุดกองทัพของอ๋องแห่งหยินที่นำทัพโดยแม่ทัพจงซินก็นำทหารร่วมสองหมื่นคนเดินทางผ่านช่องเขาในหุบเขาจื่อลู่เมืองฮันยาง เฟิงหลงได้แบ่งกองทัพเป็นสองส่วนใช้เส้นทางลับในหุบเขาที่ไม่มีใครรู้บุกโจมตีทั้งด้านหน้าและด้านหลังของกองทัพที่ติดอยู่ในช่องเขาราวกับดักชั้นดี!

เพียงหนึ่งวันทหารฝ่ายจงซินก็ล้มตายจำนวนมาก ตัวจงซินถูกจับตัวเป็นเชลย ทหารที่เหลือตัดสินใจยอมแพ้วางอาวุธไม่คิดจะรบราอีก บางส่วนถึงกับขอเข้าร่วมกับกองทัพของเขา ทำให้ศึกแรกของทัพกบฏที่นำโดยเฟิงหลงสามารถเอาชนะได้อย่างหมดจด 

 



“ท่านอ๋องจะต้องส่งคนมาตัดหัวเจ้าที่บังอาจจับตัวข้า ทำลายกองทัพของพระองค์!

เฟิงหลงปรายตามองจงซินที่ถูกมัดมือมัดเท้าให้คุกเข่าตรงหน้าเขาในสภาพทรุดโทรมกลางสนามรบที่ยังทิ้งร่องรอยของสงครามที่เพิ่งจบสิ้นลงเอาไว้ “ก่อนท่านอ๋องจะส่งคนมาตัดหัวข้า ข้าคงได้ส่งหัวเจ้าไปให้พระองค์เสียก่อน”

จงซินผงะหน้าซีดเผือด “จะ...เจ้าไม่กล้าหรอก อย่าลืมว่าข้าเป็นใคร ท่านพ่อของข้าเป็น...”

“ข้ารู้ดีว่าเจ้าเป็นใคร”

จงซินเป็นบุตรชายของเสนาบดี พี่สาวเขาเป็นสนมเอกของอ๋องแคว้นหยิน แม้จงซินจะไร้ความสามารถแต่ก็ได้ดิบได้ดีเป็นถึงแม่ทัพ นี่คือชายผู้ที่ทำให้กองทัพของเขาในเมืองเพ่ยหยางได้รับความพ่ายแพ้ ต้องสูญเสียชีวิตทหารดีๆ จำนวนมาก เขาตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะต้องตัดหัวชายคนนี้มาสังเวยชีวิตทหารที่ภักดีของเขาให้ได้

“แล้วเจ้ายังจะกล้า...”

เฟิงหลงยกดาบของตนเองขึ้น “แน่นอนว่าข้ากล้า เจ้าคงไม่ลืมว่าเป็นพวกเจ้าสองพ่อลูกเป่าหูท่านอ๋อง ไม่ยอมส่งกองทัพเข้าไปทำให้ทัพของข้าต้องพ่ายแคว้นอ้ายในเมืองเพ่ยหยาง แม้แต่ข้าเองยังแทบเอาชีวิตไม่แต่ก็โชคดีที่รอดมาได้ ไม่เหมือนทหารอีกนับร้อยนับพันชีวิตที่ต้องสังเวยให้กับความริษยาของพวกเจ้า ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของเจ้าสองพ่อลูก”

จงซินแสยะยิ้ม “น่าเสียดายที่เจ้าไม่ตายไปซะ!

เขาแสยะยิ้มตอบ “เป็นโชคดีของข้า แต่เป็นโชคร้ายของเจ้า”

พอเขาเดินเข้าไปพร้อมดาบ จงซินผงะถอยหลังกรูดเท่าที่จะทำได้ “ไม่...เจ้าฆ่าข้าไม่ได้ ข้าเป็นบุตรชายของเสนาบดี พี่สาวข้าเป็นถึงสนมเอก พวกเจ้ากล้าแตะต้องข้าจะต้องตาย พวกเจ้าจะ...”

เขาชักดาบตัดหัวจงซินขาดกระเด็นหมดสิ้นโอกาสทำความชั่วอีกต่อไป! ก่อนจะออกคำสั่งจางจินหมิง “นำหัวเขาส่งไปให้ท่านอ๋องกับเสนาบดีจงที่เมืองหลวง บอกว่าเป็นของขวัญจากข้า”

“ขอรับท่านแม่ทัพ”

 



ณ เมืองหลวงของแคว้นหยิน

ภายในท้องพระโรง ท่ามกลางเหล่าขุนนางที่กำลังดื่มกินสุราอาหารเฝ้าชมนางรำที่กำลังร่ายรำถวายแด่ท่านอ๋องและพระสนมเอก หยินถิงหลิวอ๋องแคว้นหยินในวัยสี่สิบห้าปีทำหน้าแปลกใจเมื่อขันทีสองคนคนหนึ่งถือกล่องใบหนึ่งเอาไว้รีบร้อนเข้ามาด้วยท่าทางแตกตื่น

“ท่านอ๋องเกิดเรื่องใหญ่แล้วพะยะค่ะ!

เขาลดจอกสุราลง “มีเรื่องใหญ่อะไร เจ้าถึงกับเข้ามาขัดจังหวะความสำราญของข้ากับพระสนม หากไม่มีเรื่องสำคัญละก็ข้าจะให้คนโบยพวกเจ้าเสีย”

ขันทีทั้งสองคุกเข่าลงกับพื้น “ทูลท่านอ๋องม้าเร็วส่งข่าวว่ากองทัพที่ยกไปปราบกบฏเมืองจื่อโจวบัดนี้ถูกทำร้ายสิ้นแล้ว มีทหารบาดเจ็บล้มตายและตกเป็นเชลยจำนวนมาก”

“อะไรนะ!” เขาผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ “กะ...เกิดขึ้นได้อย่างไร ข้าได้ข่าวมาว่าทหารของกบฏมีคนแค่ไม่กี่พันคนเท่านั้น เขาทำอย่างไรจึงเอาชนะกองทัพที่มีทหารนับหมื่นของข้าได้!

“ฝ่าบาท...” พระสนมเอกผู้งดงามมองเขาอย่างกังวล “เกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไรเพคะ”

เขามองไปยังกล่องที่ถูกนำเข้ามา “แล้วนั่น พวกเขานำอะไรเข้ามา”

ขันทีทั้งสองมองหน้ากัน “กล่องใบนี้ถูกนำมาวางไว้หน้าประตูเมือง มีจดหมายเขียนไว้ด้านบนขอให้นำสิ่งนี้มาถวายท่านอ๋องและมอบให้ท่านเสนาบดีจงพะยะค่ะ”

เสนาบดีจงเหลียนชะงัก “อะไรถูกส่งมาให้ข้า?

หยินถิงหลิวทำมือให้ทหารเปิดกล่องใบนั้นออก หรือทัพกบฏคิดจะยอมแพ้จึงส่งของขวัญมาให้เขา แต่ทันทีที่เปิดออกเขาก็แทบเป็นลมเมื่อพบว่าภายในกล่องคือหัวของแม่ทัพจงซินที่เขาส่งให้ไปปราบกบฏที่เมืองจื่อโจว!

เสนาบดีจงอุทานเสียงดังลั่น “ลูกซิน!

“น้องรอง!” สนมเอกจงฉวี่หลันที่นั่งอยู่ข้างกายกรีดร้องเสียแหลมจากนั้นก็เป็นลมล้มพับไป

ขุนนางคนอื่นอยู่ในสภาพตกใจไม่ต่างกัน บ้างหันหน้าหนี บ้างมีสีหน้าหมกมุ่น เหล่านางรำต่างล้มพับเช่นเดียวกับพระสนมเอกผู้งดงาม

ขันทีผู้นำศีรษะจงซินเขามาบอกเสียงสั่นว่า “นอกจากนี้แม่ทัพของกบฏจ้าวเฟิงหลงยังบอกว่านี่เป็นของขวัญจากเขาพะยะค่ะ”

            ท่านอ๋องผู้ไม่เคยจับดาบ ไม่เคยเห็นการรบราฆ่าฟันถึงกับอาเจียนออกมา ก่อนจะรวบรวมความโกรธแค้นตวาดออกไป “เจ้า...เจ้าพวกกบฏมันบังอาจเกินไปแล้ว!

            จงเหลียนรีบถลาออกมา คุกเข่าตรงหน้าเขา “ฝ่าบาทลูกชายของกระหม่อมต้องมาตายอย่างอนาถเช่นนี้ ได้โปรดส่งทหารออกไปจัดการปราบกบฏจ้าวเฟิงหลงแก้แค้นให้ลูกซินของกระหม่อมด้วยพะยะค่ะ”

            เขาหันไปหาคนที่จะนำทัพออกไปรบกับกบฏ แต่กลับไม่มีใครกล้าสบตา สายตาพลันเหลือบเห็นแม่ทัพหยูซื่อไห่ผู้เก่งกาจที่นั่งเฉยอยู่ตรงปลายสุดของแถวขุนนาง แม่ทัพผู้นี้ถูกเรียกเข้าประจำที่เมืองหลวงเมื่อหลายเดือนก่อนเพราะจงซินบอกกับเขาว่าหยูซื่อไห่อาจจะเอาใจออกห่างราชสำนักร่วมมือกับแคว้นอ้าย เขาจึงให้หยูซื่อไห่เข้ามาอยู่ที่นี่เพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด แต่ตอนนี้เขาไม่เห็นใครอีกแล้วที่จะนำทัพให้เขาได้เพราะแม่ทัพคนอื่นล้วนกำลังออกรบกับข้าศึกภายนอกแคว้น

“หยูซื่อไห่รับราชโองการ”

หยูซื่อไห่ลุกขึ้นก้าวออกมาคุกเข่าตรงหน้าเขา ท่าทางไม่ยินดียินร้าย “ฝ่าบาทกระหม่อมหยูซื่อไห่”

“นำทหารอีกสองหมื่นคนไปปราบกบฏจ้าวเฟิงหลงที่เมืองจื่อโจว ตัดหัวเขามาให้ข้าให้ได้!

“แต่ว่าฝ่าบาทตอนนี้ทหารในเมืองหลวงมากกว่าครึ่งได้ยกทัพไปที่เมืองจื่อโจวและพ่ายแพ้ให้กับแม่ทัพจ้าวแล้ว หากนำทหารยกทัพไปปราบกบฏที่เมืองจื่อโจวถึงสองหมื่นคนอีกจะทำให้ไม่มีทหารรักษาเมืองหลวงนะพะยะค่ะ”

พอหยูซื่อไห่กล่าวเช่นนั้น หยินถิงหลิวก็สะดุ้งเพิ่งคิดได้ว่าตอนนี้อยู่ในช่วงสงครามหน้าสิ่วหน้าขวานเขาไม่ควรให้เมืองหลวงอยู่โดยไม่มีทหารคุ้มกันมากพอ เขาไม่ได้ห่วงใยใครแต่ห่วงตนเองกับสนมคนโปรดมากที่สุดว่าอาจได้รับอันตรายจากพวกกบฏที่อาจแฝงตัวอยู่ในเมืองหลวง

เหวินหยินหนึ่งในขุนนางที่ใกล้ชิดกับเขาก้าวออกมา “ฝ่าบาทหากเป็นเช่นนั้นก็ควรเรียกทหารที่ประจำอยู่ชายแดนเข้ามาคอยปกป้องคุ้มครองเมืองหลวงและฝ่าบาทแทนทหารที่จะยกทัพไปพะยะค่ะ”

หยูซื่อไห่ไม่เห็นด้วยทันที “ใต้เท้าเหวินท่านก็รู้ว่าตอนนี้เรากำลังทำสงครามกับแคว้นอ้ายและแคว้นหยาง ยังมีอีกสี่แคว้นที่เหลือที่พร้อมจะก่อสงครามกับเรา ท่านยังจะให้เรียกทหารที่ประจำอยู่ชายแดนเข้ามาอีกหรือ?

 “เรื่องที่ท่านพูดมาเป็นความจริง แต่ชีวิตท่านอ๋องกับเมืองหลวงสำคัญยิ่งนัก ไม่เรียกพวกเขามาเจ้าจะให้ฝ่าบาททำอย่างไร หรือเจ้าอยากให้ฝ่าบาทตกอยู่ในอันตราย” เหวินหยินถามหยุนซื่อไห่ “อีกอย่างทัพกบฏเราไม่อาจปล่อยไว้เช่นนี้ หากปล่อยไปเกรงว่าจะปลุกระดมคนในแคว้นนำภัยใหญ่หลวงยิ่งกว่าแคว้นอ้ายกับแคว้นหยางมาให้ สมควรกำหราบให้สิ้นโดยเร็ว”

“ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้น” หยูซื่อไห่แก้ตัวเสียงห้วน “แต่ข้าห่วงใยราษฎรที่อาศัยอยู่เมืองแถบชายแดน เกรงว่าแคว้นอื่นอาจใช้โอกาสนี้บุกตีเมืองของพวกเราทำให้พวกเขาบาดเจ็บล้มตายเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ตอนนี้เกิดศึกสงครามบ้านเมืองระส่ำระสาย สิ่งสำคัญคือต้องดูแลราษฎรให้ดีไม่ใช่เอาแต่ปกป้องเมืองหลวง”

เหวินหยินมองหยูซื่อไห่ตาวาว “ท่านกล่าวเช่นนี้หรือว่าแท้จริงคิดจะเข้าข้างกบฏดูหมิ่นท่านอ๋อง”

หยูซื่อไห่ยังไม่ทันตอบโต้ จงเหลียงก็ก้าวออกมา “ฝ่าบาทกระหม่อมเห็นด้วยกับใต้เท้าเหวินพะยะค่ะ สิ่งสำคัญตอนนี้คือปราบกบฏ ดังนั้นควรส่งทหารจากเมืองหลวงไปปราบกบฏจ้าเฟิงหลงที่เมืองจื่อโจวและเรียกทหารจากชายแดนเข้ามา เมืองชายแดนแม้สำคัญแต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับสองเรื่องนี้พะยะค่ะ”

“นี่พวกท่าน!” หยูซื่อไห่ถลึงตาใส่เสนาบดีจงเหลียง “ท่านคิดแต่จะแก้แค้นให้บุตรชาย ไม่เป็นห่วงราษฎร...”

หยินถิงหลิวยกมือห้ามก่อนทั้งสองจะเถียงกันให้เขารำคาญไปมากกว่านี้ “พอได้แล้ว หน้าที่ห่วงใยราษฎรเป็นหน้าที่ของอ๋องอย่างข้าไม่ใช่เจ้า ทำตามที่ใต้เท้าเหวินแนะนำเรียกทหารมาจากชายแดน”

“แต่ว่าฝ่าบาท...”

“นี่เป็นคำสั่ง” เขาสั่งเสียงห้วน ถึงอย่างไรก็ต้องปราบกบฏให้ได้ก่อนเรื่องจะลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ ท่านอ๋องตัวสั่นเริ่มรู้สึกว่าบัลลังก์ไม่มั่นคงเหมือนก่อนตั้งแต่ได้ยินว่าจ้าวเฟิงหลงเริ่มรวบรวมผู้คนคิดจะโค่นอำนาจเขา

 



เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้เหล่าทหารภายหลังรบเอาชนะศึกที่เมืองฮันยางในครั้งแรก เฟิงหลงจึงได้ให้มีการจัดงานเลี้ยงฉลองขึ้นในค่าย

ภายในงานเลี้ยงเฟิงหลงได้รับข่าวจากสายในเมืองหลวงว่าอ๋องหยินมาบัญชาให้แม่ทัพหยูซื่อไห่ยกทัพมาอีกสองหมื่นคนเพื่อจัดการเขาใ เขาหันไปถามลู่เหลียน

“เจ้าเคยพบกับแม่ทัพคนนี้หลายครั้ง เจ้าคิดว่าหยูซื่อไห่เป็นคนเช่นไร?

ลู่เหลียนทำหน้าคิดอยู่ชั่วขณะก่อนตอบ “เขาเป็นคนดีมีความสามารถแต่เป็นคนซื่อตรงเกินไป ทำให้เขาไม่เป็นที่โปรดปรานนักเพราะไม่อาจประจบสอพลอท่านอ๋องสู้พ่อลูกตระกูลจงได้”

“หากเราได้เขามาร่วมในกองทัพจะเป็นเช่นไร?

ลู่เหลียนยิ้มมุมปาก “ขอเพียงเกลี่ยกล่อมเขาได้ ท่านคงเหมือนเสือติดปีก เขาจะยอมสู้ตายถวายชีวิตแด่ท่าน”

เฟิงหลงพยักหน้าช้าๆ “ดี ก่อนจะใช้ไม้แข็งเราจะใช้ไม้อ่อนกับเขาก่อน เมื่อไหร่ที่เขายกทัพมาถึงริมแม่น้ำเซินหูให้บอกข้าทันที”

“ขอรับท่านแม่ทัพ”

ระหว่างเขากับลู่เหลียนกำลังหารือกันนั้น มีเสียงรื่นเริงดังมาจากบริเวณท้ายแถวว่า “ดื่มอีก”

สิ้นเสียงชวนอันรื่นเริงนั้น มีเสียงทหารหลายคนของเขารวมถึงจางจินหมิงรองแม่ทัพคัดค้านเสียงอ้อแอ้ “พวกเราดื่ม...ไม่ไหวแล้ว”

เจิ้งซีถือจอกสุรามองพวกเขาอย่างดูถูก “อะไรกัน ดื่มแค่นี้ก็เมาแล้วรึ?

จางจินหมิงทำหน้าผะอืดผะอม เขาได้ชื่อว่าดื่มสุราได้เก่งไม่เป็นสองรองใคร แต่วันนี้ต้องพ่ายแพ้ให้กับ ศิษย์น้อง ของเขาเสียแล้ว เจิ้งซีดื่มไปพอๆ กับทหารของเขาแต่ไม่มีทีท่าว่าจะเมาแม้สักนิด เขาไม่เคยรู้เลยว่านางดื่มเก่งขนาดนี้ อาจเพราะเป็นปีศาจทำให้ไม่เมามายเช่นมนุษย์

ลู่เหลียนมองเจิ้งซีแล้วยิ้ม “ศิษย์น้องของท่านแม่ทัพดื่มเท่าไหร่ก็ไม่เมา เขาทำให้พวกเราขายหน้าหมดแล้วขอรับ”

เขายิ้มไม่ว่าอะไร ลู่เหลียนหันไปสนทนากับคนอื่นต่ออย่างเพลิดเพลิน

หลังจากหว่านล้อมให้ทหารเหล่านั้นดื่มเหล้าต่อไม่สำเร็จเจิ้งซีก็หันมาหาเขา แววตาฉายแววเจ้าเล่ห์ นางเข้ามานั่งข้างๆ เขา “มาๆ ดื่มอีก” นางยื่นมือมารินเหล้าใส่จอกสุราของเขาอย่างกระตือรือร้น

“แน่ใจหรือว่าอยากให้ข้าเมา”

นางพยักหน้าก่อนรีบส่ายหน้า “ไม่เลย แค่อยากฉลองเท่านั้น”

เขาหยิบจอกสุราที่ถูกรินจนเต็มขึ้น “แต่ข้าไม่อยากดื่มนักเพราะข้าเมาแล้วมีนิสัยประหลาด เจ้ามาคะยั้นคะยอให้ข้าดื่มเช่นนี้ แน่ใจหรือว่าเจ้ารับไหว?

นางเอียงคอถามเขาด้วยแววตาอยากรู้ “นิสัยประหลาดที่ว่าคืออะไร?

เขาปรายตามองนางก่อนบอกยิ้มๆ “ข้าเมาแล้วจะรู้สึกอยากกินนกมากเป็นพิเศษ เจ้าแน่ใจหรือว่าอยากให้ข้าเมา?

 




____________________________________________________________

แน่ใจกด 1           ไม่แน่ใจกด 2 

(>_<)




ช่วงนี้ฝนตกอากาศดีมาก และไรท์ก็ยุ่งๆ มาช้าหน่อยนะคะ


ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ณ เชิงดอย

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 492 ครั้ง

922 ความคิดเห็น

  1. #714 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2562 / 10:35
    จะโดนหลอกกินเต้าหู้รึเปล่า
    #714
    0
  2. #632 Foke_kung (@Foke_kung) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 22:49
    กินนกกกก^///^
    #632
    0
  3. #580 ihyacinthyou (@ihyacinthyou) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2562 / 06:56
    เรื่องนี้ดี น่ารักมาเลย สำนวนอ่านเพลินมาก
    #580
    0
  4. #508 pemipond (@pemipond) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 20:20
    กินใน ที่นี้คือกินแบบไหนอ่า จะได้กดถูก 55555
    #508
    0
  5. #322 memolunla (@memolunla) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2562 / 09:56
    1++++++++++
    #322
    0
  6. #211 Sidaphorn (@Sidaphorn) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2562 / 22:19
    กด 1 รัวๆจร้า
    #211
    0
  7. #210 kakfern23 (@kakfern23) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2562 / 20:42
    1111111
    #210
    0
  8. #209 prywa48 (@prywa48) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2562 / 14:26
    1111111
    #209
    0
  9. #208 winanya19 (@winanya19) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2562 / 07:04
    1 อย่างไว
    #208
    0
  10. #207 Airika_Catcha (@Airika_Catcha) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 21:44
    กด 1 รัวววว กินนกๆๆๆๆ
    #207
    0
  11. #206 phrnphak (@phrnphak) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 20:45
    กด1สิคะรอไรล่ะ
    #206
    0
  12. #205 Emailapple (@Emailapple) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 20:45
    11111111111
    #205
    0
  13. วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 20:34

    กด 1 แป้นคีย์บอร์ดแตกเลยยยย ดื่ม!!!

    #204
    0
  14. #203 Nomomind (@nomomind) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 19:43
    อ๊ากกกกกกก กด1ค่าาาาา
    #203
    0
  15. #202 KkT_7 (@kaewta43) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 18:38
    1รัวๆๆๆเลย
    #202
    0
  16. #201 Hoyaah (@numupear) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 17:16

    กด1 รัวๆ แง้
    #201
    0
  17. #200 SweetieMaxmingg (@SweetieMaxmingg) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 16:20
    กด 1 สิคะ
    #200
    0
  18. #199 sawitree9300 (@sawitree9300) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 15:49

    ว๊ายๆ กด 1 ค่ะ
    #199
    0
  19. #198 Tady_12 (@Tady_12) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 14:19
    กด1 รัวๆๆ5555
    #198
    0
  20. #197 charin2519 (@charin2519) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 13:20
    กด1

    เห็นด้วยกับคุณ Oilijang89
    #197
    0
  21. #196 Oiljang89 (@Oiljang89) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 12:56
    กด1อยากรู้ว่าถ้าโดนพระเอกกินแล้วนางเอกจะรู้หรือเปล่าว่าโดนกิน555ขอให้เรื่องนี้พระเอกมีนางเอกเป็นเมียคนเดียวได้มั้ยเรื่องสายลมนิรันด์ถึงพระเอกจะรักนางเอกแต่ก็มีเมียเยอะอะ...อยากให้พระเอกฉลาดเจ้าเลห์เหมือนเรื่องนั้นแต่ไม่อยากให้มีเมียเยอะเหมือนเรื่องนั้นแบบถ้าจะมีสนมก็กั้นวังให้อยู่ต่างหากไปเงยเหมือนเอามาไว้เป็นตัวประกันเฉยๆไงห้ามออกมาจากเขตห่วงห้ามเด็ดขาดแล้วก็แยกนางเอกมาอยู่กับพระเอกไม่ต้องพบเจอพวกสนมพวกนั้นเลยแล้วให้คนที่ไว้ใจได้คอยคุมอีกที
    #196
    0
  22. #195 tukta_2018 (@tukta_2018) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 12:15

    1... จับกดกินนกเลย..
    #195
    0
  23. #194 ACH'S (@avajarin) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 12:07
    กด 1 เฟิงหลง นายมันร้ายยน มาหบอกนกซื่อๆ
    #194
    0
  24. #193 Planile (@Planile) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 11:56
    กด 1 555 เป็นปีศาจที่น่ารักน่าเอ็นดูมากกกก
    #193
    0
  25. #192 pommy4813 (@pommy4813) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 11:04

    11111111 จากินนก

    #192
    0