ฮองเฮาปีศาจแห่งราชวงศ์โจว

ตอนที่ 1 : บทนำ : หุบผาหงส์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,077
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 670 ครั้ง
    19 ก.ย. 62

ภาค : 1

จุดเริ่มต้น

 

 

 


บทนำ

           


        เขาเกิดในคืนที่พายุหิมะพัดกระหน่ำอย่างหนักจนหมอไม่สามารถเดินทางมาทำคลอดได้ทำให้ท่านพ่อของเขาต้องเป็นคนทำคลอดให้เขาด้วยตนเอง โชคดีที่เขารอดชีวิต

            เขาเป็นลูกคนที่สี่ของครอบครัว ก่อนหน้านี้ท่านแม่ของเขาเคยให้กำเนิดเด็กผู้ชายออกมาสามคน ทุกคนล้วนแต่เสียชีวิต เขาเป็นลูกคนแรกที่รอดชีวิต ท่านพ่อตั้งชื่อให้เขาว่า เฟิงหลง เป็นชื่อที่น่าเกรงขามยิ่งนักสำหรับลูกชาวนาที่มีฐานะยากจน แต่ท่านพ่อให้เหตุผลว่าเพื่อให้สุขภาพร่างกายเขาแข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วย ตระกูลจ้าวเป็นตระกูลชาวนามาหลายชั่วอายุคน พวกเขาอาศัยอยู่ในแคว้นหยินที่ถูกปกครองท่านอ๋องที่เขาเองเคยได้ยินแต่ชื่อแต่ไม่เคยเห็นหน้า

            ตอนอายุได้ห้าขวบขณะเดินเล่นอยู่หน้าบ้านมีนักบวชชราผู้หนึ่งเดินทางผ่านมา ท่านแม่ของเขาเป็นคนใจบุญ นางได้นำอาหารที่ดีที่สุดเท่าที่พวกเรามีออกมามอบให้นักบวชชรา แต่แทนที่จะตอบแทนด้วยการสวดมนต์ขอให้ครอบครัวเขาพบเจอแต่เรื่องดีๆ นักบวชคนนั้นกลับจ้องเขาเขม็งพร้อมกับกล่าวว่า

             “เด็กคนนี้มีดวงจักรพรรดิ”

            เขาไม่เข้าใจ ดวงจักรพรรดิคืออะไรจึงได้แต่ยืนจ้องหน้านักบวชนิ่ง เขารู้แต่ว่าคำพูดของนักบวชทำให้ท่านพ่อยิ้มกว้าง แต่....

            “เขามีดวงทรราชเช่นเดียวกัน เขาเกิดมามีดวงชะตาที่เป็นศัตรูกับท่านอ๋องหยิน เขาหากไม่ส่งเสริมก็จะเป็นผู้สังหารท่านอ๋อง”

            ตอนนั้นเขาอายุเพียงห้าขวบยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านพ่อกับท่านแม่ต้องทำหน้าตกตะลึงแข้งขาอ่อนแรงทรงกายไว้ไม่อยู่ราวกับเจอเรื่องที่แสนน่ากลัวที่สุดในชีวิต

            คืนนั้นเขาเข้านอนแต่หัวค่ำ ก่อนนอนเขาเห็นท่านแม่ร้องไห้ ส่วนท่านพ่อเอาแต่นั่งก้มหน้า เช้าวันต่อมาเขาก็ต้องออกเดินทางไปกับนักบวชชราผู้นั้นเพื่อไปยังอารามนักบวชใน หุบผาหงส์ ที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้

            นักบวชชราบอกกับเขาว่า “เจ้าจะไปฝึกฝนตนเองที่นั่น อารามแห่งหุบเขามังกรจะช่วยหล่อหลอมให้เจ้าเป็นคนดี”

            คนดีหรือคนเลวคือสิ่งใด เขาหาได้เข้าใจ สิ่งที่เขาแน่ใจคือนักบวชหลอกท่านพ่อท่านแม่เพราะอยากได้ข้ารับใช้มากกว่า

            เขากับนักบวชชราที่เขาทราบชื่อภายหลังว่าไต้ซือหวังจิ้ง ผู้ที่กดดันด้วยสายตาให้เขาโขกศีรษะคำนับเป็นอาจารย์นั้นได้พาเขาเดินทางรอนแรมถึงสิบวันกว่าจะไปถึงหุบเขามังกรและต้องเดินขึ้นเขาอีกหลายชั่วยามกว่าจะไปถึงอารามจูเชวี่ย อารามที่ไต้ซือหวังจิ้งเป็นจ้าอาวาส เขาได้พบว่าแท้จริงที่อารามแห่งนี้หาได้มีเพียงเขากับไต้ซืออย่างที่นึกไว้ ในอารามยังมีศิษย์ร่วมสำนักกับเขาอีกสิบเอ็ดคนกับนักบวชอีกหลายสิบคน เขาเป็นศิษย์คนที่สิบสองของไต้ซือพอดีและเป็นศิษย์ที่อายุน้อยที่สุด เพราะส่วนใหญ่แล้วจะมีอายุราวสิบหกถึงสิบแปดปี      

            ในฐานะศิษย์ผู้น้องเขาได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ศิษย์พี่ทุกคนล้วนแต่ยินดีที่เขามาเป็นศิษย์ร่วมสำนัก พวกศิษย์พี่ต้องการเป็นนักบวชของอารามจูเชวี่ย เพียงแต่อารามมีกฎเคร่งครัด ก่อนจะบวชต้องเป็นนักบวชฝึกหัดเพื่อเรียนรู้หลักธรรมคำสอนของพุทธองค์ให้เข้าใจลึกซึ้งก่อนจึงจะบวชได้

            คืนแรกที่อารามเขาได้ห้องพักเล็กๆ ห้องหนึ่งเป็นของตนเอง คืนนั้นหลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเข้านอน ศิษย์พี่ใหญ่ได้นำผ้าห่มมาให้เขาแล้วบอกกับเขาว่า

            “ศิษย์น้องคืนนี้หากเจ้าพบเจอเรื่องประหลาดอะไรขออย่าได้ตื่นตกใจ ไม่นานเจ้าจะชินไปเอง”

            “เรื่องประหลาด?

            ศิษย์พี่หัวเราะ ใบหน้าอ่อนโยน “ไม่ต้องกังวลไม่มีสิ่งใดอันตราย ข้ารับรองได้ เจ้าหลับให้สบายเถิด พรุ่งนี้เราต้องตื่นแต่เช้ามากวาดลานหน้าอาราม”

            เขาสงสัยว่าศิษย์พี่หมายถึงอะไร แต่ไม่นานความง่วงและความอ่อนเพลียจากการเดินทางก็ทำให้เขาค่อยๆ งีบหลับ แต่...ขณะนอนหลับอยู่นั้นเขาก็ได้ยินเสียงประหลาด เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความขบขันของสตรีผู้หนึ่ง?

            “ข้าไม่เคยเห็นหวังจิ้งรับศิษย์ที่อายุน้อยเท่าเจ้ามาก่อน เด็กน้อยบอกข้าสิเจ้ามีดีอะไร เหตุใดเขาจึงรับเจ้าเป็นศิษย์”

            ตอนแรกเขานึกว่าเขาฝันไป เฟิงหลงพลิกตัวนอนต่อไม่สนใจน้ำเสียงขบขันที่ดังอยู่ใกล้ๆ

            “เอ๊ะ! เจ้านี่อะไรกัน ข้ากำลังพูดกับเจ้าอยู่ห้ามหลับนะ”

            เขาบอกตนเองว่ากำลังฝัน ฝันอย่างแน่นอนในอารามไม่มีสตรีอาศัยอยู่จะมีใครมาพูดกับเขาเล่า แต่...เมื่อถูกสะกิดเข้าที่แก้ม เฟิงหลงก็ลืมตาขึ้นและพบว่าตนเองกำลังจ้องเข้าไปในดวงตาสีนิลของสตรีผู้หนึ่งเขาทะลึ่งพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง เบิ่งตาจ้องมองนาง

            “เจ้า!

            “ถูกแล้วข้าเอง”

            พอหายตกใจเขาก็มองไปรอบๆ แล้วอดถามไม่ได้ว่าสตรีเช่นนางเข้ามาในห้องเขาได้อย่างไรในเมื่อมันยังปิดสนิทจากข้างใน “เจ้าเข้ามาในห้องข้าได้อย่างไร?” หรือนี่คือ เรื่องประหลาด ที่ศิษย์พี่ใหญ่บอกกับเขา ที่แท้อารามจูเชวี่ยก็มีผี!

            นางฉีกยิ้มกว้างให้เขา ดวงตาเป็นประกายสนุกสนาน “เจ้าคงตกใจมากที่เห็นข้า ไม่ต้องตกใจข้าเป็น...”

            “ผี”

            ใบหน้าของนางแดงก่ำ อาจจะแดงพอๆ กับชุดที่นางสวมอยู่ ชุดสีแดงเป็นประกายแปลกตาราวกับจะส่องประกายระยิบระยับทุกครั้งที่นางขยับหรือเคลื่อนไหวร่างกาย เขาเดาว่าอายุนางไม่ถูกนัก นางอาจอายุใกล้เคียงกับบุตรสาวคนงามของเศรษฐีในหมู่บ้านที่เพิ่งแต่งงานออกเรือนไป

            “เจ้า...กล้าดียังไงหาว่าข้าเป็นผี!” นางเค้นเสียงถามเขา

            “หรือว่าไม่ใช่?

            “ไม่ใช่อยู่แล้ว”

            “เช่นนั้นเจ้าคงเป็นปีศาจ”

            นางอ้าปากค้าง เขานึกว่านางจะแก้ตัว แต่นางกลับก้มลงมองตนเองจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยพยักหน้ายิ้มกว้างตาเป็นประกาย “ถูกแล้วข้านี่แหละปีศาจ...” พูดจบนางก็จัดการเสกผ้าห่มของเขาให้หายไป ก่อนทำหน้าพออกพอใจแล้วหันมาถามเขา “เอาล่ะ ทีนี้เจ้าคงเริ่มกลัวข้าบ้างแล้ว”

            แปลกที่เขากลับไม่นึกกลัวนาง นางไม่น่ากลัวสักนิด นางก็คล้ายคนทั่วไปเช่นเขาและศิษย์พี่หรือท่านอาจารย์เพียงแต่ อืมมม...เขาเองก็บอกไม่ได้ว่านางแตกต่างที่ไหน อาจเพราะนางเป็นสตรีรูปร่างบอบบางอ้อนแอ้น “ข้าต้องกลัวด้วยหรือ?

            นางนิ่วหน้ายกมือลูบปลายคางไปมาแล้วถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม “อาจไม่ต้องก็ได้ถ้าเจ้าไม่อยาก”

            “เช่นนั้นข้าก็ไม่กลัวเจ้า”

            นางทำหน้าผิดหวังสุดประมาณ ก่อนจะบ่นงึมงำ “อา...ปีนี้ศิษย์คนใหม่ของหวังจิ้งไม่น่าสนใจเลยสักนิด ดูเถิดข้าอุตส่าห์มาปรากฏกายให้เขาเห็น เขากลับไม่กลัวข้า...” จากนั้นนางก็หายไปต่อหน้าต่อตาเขา

            เขามารู้ภายหลังจากไต้ซื่อว่าปีศาจหญิงชุดแดงที่ปรากฏกายในห้องเขานั้นคือ เจิ้งซี ปีศาจหงส์ไฟที่อาศัยและคุ้มครองหุบผาหงส์แห่งนี้มานานหลายร้อยปี ไม่มีใครทราบว่านางอยู่มานานแค่ไหน อาจร้อยหรือพันปี  ศิษย์ทุกคนของอารามล้วนรู้จักนางเพราะบางครั้งนางจะปรากฏกายให้เห็นเพื่อแกล้งให้พวกเขาตกใจเล่น แต่นางไม่มีอันตราย ปีศาจหงส์ไฟตัวนี้กินเพียงเม็ดไผ่และเมล็ดพืชเท่านั้น นางไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายผู้คน

            ไต้ซื่อบอกว่านางมีนิสัยประหลาดอย่างหนึ่งคือเบื่อหน่ายง่าย อาจเพราะนางอยู่มาหลายร้อยหลายพันปี ดังนั้นสิ่งที่พอจะทำให้นางไม่เบื่อหน่ายจนเกินไปก็คือการได้แกล้งบนักบวชฝึกหัดของอารามให้ตกใจเท่านั้น...และเขาก็ได้กลายเป็นเป้าให้นางกลั่นแกล้ง!   

            แทบทุกคนนางจะปรากฏกายในห้องเขา มาปลุกให้เขาตื่นเพื่อจะถามคำถามเช่น

            “เจ้าคิดว่าวันนี้ลมแรงเกินไปหรือไม่?” หรือ “วันนี้มีต้นไผ่งอกในหุบเขา ข้าไปดูมันแล้วหวังว่าจะออกเม็ดไผ่ที่รสชาติดีให้ข้าได้กิน เจ้าอยากลองกินเม็ดไผ่บ้างหรือไม่?

            ทุกครั้งเขาจะถอนใจเฮือก ชักผ้าห่มคลุมศีรษะหันหลังหมุนตัวให้นางไม่สนใจใยดีและทำให้นางตีอกชกตัวด้วยความขุ่นเคืองที่ไม่สามารถทำให้เขาตกใจหรือสนใจนางได้ นางมักตอบโต้ด้วยการเสกให้ผ้าห่มเขาหายไป ทำให้เขาต้องนอนหนาวสั่นอยู่ครึ่งค่อนคืน แต่พอเขาตื่นขึ้นผ้าห่มก็กลับมาอยู่บนตัวเขา

            หากไม่มาปรากฏตัวในห้องนอนนางจะมาตอนเขากำลังนั่งสมาธิ ท่องตำรา ศิษย์พี่ทั้งหลายมักเห็นเป็นเรื่องขบขันและมักจะปฏิบัติต่อนางด้วยท่าทางยกย่องนับถือในฐานะผู้ปกป้องคุ้มครองหุบผาแห่งนี้ แต่เขาไม่คิดเช่นนั้น

            เขาคิดว่านางเป็นปีศาจที่เอาใจยาก

            ผ่านมาสี่ปีแล้วนับเขามาอยู่ที่นี่ วันเวลาที่เคลื่อนผ่านจะว่าเร็วก็เร็ว จะว่าช้าก็ช้า บางสิ่งแปรเปลี่ยน บางสิ่งหยุดนิ่ง มีสิ่งหนึ่งไม่เคยเปลี่ยนนั่นคือเจิ้งซียังคงคอยแกล้งเขาไม่หยุดหย่อน

            เฟิงหลงสงสัยนางไม่เบื่อบ้างหรือไร หากเขากลายเป็นนักบวชแล้วนางยังจะแกล้งเขาอยู่หรือไม่ นางเคยบอกว่านางไม่ชอบแกล้งนักบวชเพราะการกลั่นแกล้งผู้ทรงศีลเป็นบาปอย่างหนึ่ง แต่การกลั่นแกล้งว่าที่ผู้ทรงศีลนางไม่นับว่าเป็นบาป?

 


            เจิ้งซีเขม่นมองนักบวชฝึกหัดของอารามจูเชวี่ยด้วยความขัดเคืองใจ เจ้าเด็กคนนี้อายุเพียงน้อยนิด เทียบกับนางแล้วไม่เท่าปลายเล็บมือนางด้วยซ้ำแต่เขากลับทำท่าไม่สนใจใยดีผู้อาวุโสเช่นนาง ยังคอยทำหน้าเบื่อหน่ายเอือมระอาทุกครั้งที่นางปรากฏกายตรงหน้าหวังจะทำให้เขาตกใจ  

            แต่เขาเอาแต่มองนางนิ่งตาขุ่นเขียว สี่ปีแล้วที่เขามาอยู่ที่นี่ ดูเหมือนเขาจะสนใจอยากออกบวชเช่นเดียวกับหวังจิ้งผู้เป็นอาจารย์ของเขา เขามุ่งมั่นศึกษาหลักธรรมคำสอนและความรู้มากมาย แต่...เหตุใดในความมากมายเหล่านั้นสิ่งที่เขาสนใจเล่าเรียนที่สุดกลับเป็นวิชา...สะกดปีศาจ!

            ปีศาจเช่นพวกนางทำสิ่งใดผิดนักหรือ เขาจึงได้คิดจะสะกดเอาไว้ให้เห็นเดือนและหมู่ดาว ในปีที่ห้าของการอยู่ที่อารามจูเชวี่ย ระหว่างเขากำลังเรียนวิชาสะกดปีศาจจากหวังจิ้ง นางปรากฏกายขึ้นตรงหน้า เคาะพัดเข้าที่ไหล่และถามเขา

            “เจ้าจะเรียนวิชาสะกดปีศาจไปเพื่ออะไร หรือว่าเพื่อสะกดข้า?

            เขาเลิกคิ้วเข้มๆ ขึ้นไม่ยอมตอบคำถาม ปีนี้เจ้าเด็กคนนี้โตขึ้นมากจากวันแรกที่เขามา ใบหน้าแขนขาแบบเด็กๆ เริ่มเปลี่ยนไป ตอนนี้เขาดูผอมเก้งก้างราวนกที่ไม่ได้ทานเม็ดไผ่นานเกินไป

            “ข้าถามเจ้าอยู่นะ” นางแทบอยากกระทืบเท้าด้วยความขัดอกขัดใจ ดูเถิดนางอายุหลายพันปีแต่คุยกับเจ้าเด็กคนนี้ทีไรกลายเป็นนางดูคล้ายเด็กส่วนเขาคล้ายผู้ใหญ่ น่าเจ็บใจเหลือเกิน!

            เขายังทำเป็นไม่ได้ยิน เจิ้งซีเม้มปากแน่ด้วยความขัดใจ นางเสก ให้หนังสือในมือเขาลอยขึ้นไปบนอากาศจนเขาเอื้อมไม่ถึง

            “คืนมันให้ข้า”

            นางยิ้มเสกพัดให้ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือคลี่ออกและพัดไปมา “อา...ข้านึกว่าเจ้าไม่เห็นข้าเสียอีกเพราะไม่ยอมตอบคำถามข้า ตอนนี้เห็นข้าขึ้นมาแล้ว น่าปลื้มใจยิ่งนัก”

            เขาตวัดสายตามาทางนาง เขามีดวงตาที่ดำสนิทมากกว่าคนทั่วไปอยู่หนึ่งส่วน ทำให้แม้อายุยังน้อยก็ดูน่าเกรงขามอย่างไม่น่าเชื่อ “เจ้ายืนอยู่ตรงหน้าข้าทนโท่จะไม่เห็นได้อย่างไร”

            นางหุบพัดฉับ เจ้าเด็กคนนี้หาได้มีความเกรงอกเกรงใจนางเลย อย่างน้อยไม่เกรงใจในฐานะผู้คุ้มครองหุบเขาก็เกรงใจในฐานะปีศาจก็ยังดี

            วันนั้นนางทุ่มเถียงกับเขาเรื่องหนังสือที่ลอยคว้างในอากาศ ต่อมานางก็เถียงกับเขาเรื่องรองเท้าที่ลอยหนีเขาไปเพราะฝีมือนางเช่นกัน วันแล้ววันเล่าที่นางคอยหาเรื่องแกล้งเขาแก้เบื่อ นางเริ่มรู้สึกว่าแกล้งใครก็ไม่สนุกและทำให้หายเบื่อเท่าเขา เพราะศิษย์ของหวังจิ้งมักจะเคารพนางไม่ถือโทษโกรธเคืองที่ถูกนางแกล้ง ไม่มีใครเหมือนเฟิงหลง เขาเป็นเด็กที่น่าแกล้งที่สุดในรอบพันปีเห็นจะได้

            นางอาศัยอยู่ที่หุบผาหงส์มาหนึ่งพันปีแล้ว ก่อนหน้านี้นางเคยอาศัยอยู่ที่ป่าแดนใต้มาสองพันกว่าปี นางใช้เวลาทั้งหมดไปกับการบำเพ็ญเพียรสร้างตบะให้ตนเอง ในบรรดาปีศาจชั้นสูงที่มีตบะแก่กล้าทั้งหมดในเขตแดนใต้ซึ่งนับแล้วมีอยู่ไม่มาก ไม่มีปีศาจตนใดมีตบะพลังแก่กล้าและอายุยืนยาวเท่านาง

            ตอนอยู่ที่แดนใต้นางแทบไม่ได้พบเจอปีศาจชั้นสูงตนใด นานสองถึงสามร้อยปีจึงจะมีโอกาสได้ร่วมจิบชาถามไถ่ข่าวคราวจากปีศาจชั้นสูงสักตน นอกนั้นมีแต่ปีศาจระดับล่างที่คอยก่อกำทำเข็ญซึ่งนางหาได้สนใจปีศาจเหล่านี้ หากพวกเขาอยากมีตบะพลังแก่กล้าจนสามารถมีชีวิตอย่างสงบได้ก็ต้องเร่งบำเพ็ญเพียรนับร้อยนับพันปี หาไม่แล้วพลังชีวิตจะค่อยๆ จางหายไปแม้เพียงเศษธุลีก็ไม่หลงเหลือ

            หลังจากอยู่แดนใต้มานานหนึ่งพันปีต่อมานางจึงย้ายมาอาศัยที่นี่ หลังจากมาอยู่ที่ใหม่ได้สองร้อยกว่าปี ได้มีนักบวชคนหนึ่งซึ่งเป็นนักบวชผู้ก่อตั้งอารามจูเชวี่ย เขามีตบะพลังแก่กล้าแม้จะเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา เห็นชัดว่าเขาบำเพ็ญเพียรมานาน เขาได้บอกความต้องการว่าจะสร้างอารามสำหรับเผยแพร่คำสอนของพุทธองค์และมาขอร้องให้นางช่วยคุ้มครองหุบเขาแห่งนี้ไม่ให้สิ่งใดมารบกวน

            นางเห็นแก่ที่เขาเป็นคนดีจึงได้ตกลงยอมคุ้มครองหุบเขาแห่งนี้ให้เขา เขาจึงได้ตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้ว่าหุบผาหงส์และตั้งชื่ออารามว่า อารามจูเชวี่ย เพื่อเป็นเกียรติแก่นาง

            เจิ้นซีถอนใจ อายุนางตอนนี้หากนับแล้วนางก็มีชีวิตมาราวสามพันเจ็ดร้อยปี จะว่ายาวก็ยาว จะว่าสั้นก็สั้น ตลอดหนึ่งพันปีนางมองเห็นความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตในหุบเขาแห่งนี้มากมาย ไม่มีผู้ใดทำให้ความเบื่อหน่ายของนางจางหายไป สี่ร้อยปีที่แล้วนางมีโอกาสได้พบปีศาจมังกรน้ำตนหนึ่ง เขาเป็นปีศาจในรอบหลายร้อยปีที่นางเห็นนับแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ เขาเป็นชายหนุ่มที่น่าสนใจไม่เลว น่าเสียดายระหว่างเดินทางผ่านหุบผาหงส์เขาได้ทำต้นไผ่ที่นางปลูกไว้เสียหายไปหลายสิบต้น นางกินเพียงเม็ดไผ่หากต้นไม้เสียหายย่อมเป็นเรื่องใหญ่ พอเขาขอนางแต่งงานนางจึงปฏิเสธไป เขาดูไม่ได้ผิดหวังนักยังบอกว่าหากนางเปลี่ยนใจก็ให้ส่งข่าวถึงเขาได้

            สี่ร้อยปีมาแล้วยังไม่มีปีศาจตนใดปรากฏตัวที่นี่อีก นางมีชีวิตที่แสนเบื่อหน่ายไปกับการมองดูความเป็นไปของสรรพสิ่งในหุบเขา จนกระทั่งศิษย์คนที่สิบสองของหวังเจิ้งมาถึง

            เจิ้งซียิ้มกว้าง...ในรอบพันปีนี้มีเพียงผู้ศิษย์คนที่สิบสองของหวังจิ้งน่าแกล้งที่สุด นางไม่ทราบเหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่ หวังเจิ้งมีความสามารถด้านการมองเห็นอนาคตซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในหมู่มนุษย์และปีศาจอาจมองเห็นบางสิ่งในตัวเด็กคนนี้ นางเองมีตบะพลังแก่กล้ายังไม่มีพลังหยั่งรู้เช่นเขา...นางอยากรู้นักว่าหวังเจิ้งเห็นสิ่งใด บางทีนางอาจไปถามความลับของเด็กคนนี้ จะได้วางแผนแกล้งเขาต่อ เขาตั้งใจจะฝึกวิชาสะกดปีศาจ เด็กบ้า! อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบ

            คิดได้ดังนั้นเจิ้งซีก็หายตัวจากที่พักในถ้ำบนยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหมู่เมฆยากที่มนุษย์จะมองเห็นและปีนขึ้นมาไปยังที่พักของเฟิงหลง

           

            

                    สามปีต่อมาไฟสงครามเริ่มคุกรุ่น ทั้งเจ็ดแคว้นใหญ่ต่างจ้องจะรบราฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ เมื่อแคว้นใหญ่ทั้งเจ็ดก่อสงครามแคว้นเล็กแคว้นน้อยก็พลอยต้องเลือกข้างก้าวเข้าสู่สงครามเช่นเดียวกัน แคว้นหยินเป็นหนึ่งในเจ็ดแคว้นใหญ่ อ๋องแคว้นหยินกระโจนเข้าสู่สงครามครั้งนี้ด้วยหวังจะพิชิตทั้งหกแคว้นตั้งตนเป็นจักรพรรดิ

            ไฟสงครามยังมาไม่ถึงหมู่บ้านใกล้ๆ และหุบผาหงส์ ทุกคนยังไม่รับรู้ถึงภัยร้ายแห่งสงคราม แต่สองปีหลังจากสงครามเริ่มก่อตัว ในที่สุดสงครามก็ได้มาถึงดินแดนอันเงียบสงบมานับพันปี มีหลายหมู่บ้านถูกลอบโจมตีโดยกองทัพข้าศึก ถูกปล้น ผู้คนจำนวนมากถูกฆ่าตายอย่างอนาถ อ๋องแห่งแคว้นประกาศราชโองการเกณฑ์ไพร่พลเพื่อทำสงคราม นอกจากนักบวชในอารามต่างๆ ชายทุกคนในแคว้นที่อายุมากกว่าสิบสามปีและยังมีลมหายใจล้วนได้รับเลือกให้ไปร่วมกับกองทัพ ราชโองการของอ๋องแคว้นหยินสร้างความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า พ่อแม่ลูกเมียต้องพลัดพรากจากกัน

            วันหนึ่งขณะเจิ้งซีกำลังนั่งมองเหล่านักบวชและศิษย์ทั้งสิบสองของอารามจูเชวี่ยทำสมาธิอยู่บนก้อนเมฆมงคลบนฟ้า นางก็เห็นคนมาส่งข่าวถึงเฟิงหลง ปีนี้เจ้าเด็กไม่รู้จักกลัวผู้นี้เติบโตขึ้นมาก รูปร่างและใบหน้าแบบเด็กๆ หายไปจนสิ้น เขาอายุเพียงสิบห้าปีแต่กลับเริ่มสูงกลัวนางเสียแล้ว น่าอายนัก! เมื่อก่อนนางเคยก้มลงพูดกับเขา เดี๋ยวนี้ต้องเงยหน้าแหงนคอคุยกับเขา

            นางไม่ทราบคนส่งข่าวพูดอะไรกับเขาเพราะเสียงเบามาก แต่ทันทีที่ทราบข่าวเด็กคนนั้นก็ยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่นานราวกับเขาได้กลายเป็นหินไปแล้ว จนกระทั่งหวังจิ้งเข้ามาแตะไหล่เขาพร้อมกับออกปากสั่งสอน

            “สรรพสิ่งล้วนไม่แน่นอน มีเกิดและมีดับ จงทำใจเสียเถิด พ่อกับแม่ของเจ้าได้ไปสู่สุขคติแล้ว”

            เจิ้งซียกมือทาบอก ที่แท้เขาก็ได้สูญเสียบิดามารดา นางมาทราบในภายหลังว่าบิดาของเฟิงหลงนั้นได้ถูกเกณฑ์ไปรบและตายในสนามรบ ส่วนมารดาของถูกเหล่าทหารแคว้นข้างๆ บุกปล้นหมู่บ้านและถูกสังหารในระหว่างนั้น เฟิงหลงจึงได้สูญเสียทั้งบิดาและมารดาภายในคราวเดียวกันอย่างน่าเวทนา

            คืนนั้นนางไปดูเขาที่ห้อง เขาไม่พูดอะไรเอาแต่นอนลืมตานิ่งจ้องมองเพดาน นางไม่ทราบจะปลอบใจเขาอย่างไร สำหรับปีศาจอายุนับพันปีเช่นนาง ชีวิตมนุษย์นั้นแสนสั้น เพียงพริบตาพวกเขาก็ล้มตายหายไป ทิ้งไว้เพียงความทรงจำอันเลือนลางให้คิดคำนึงถึง

            หลังจากนั่งมองเขาอย่างกลัดกลุ้มอยู่นาน สุดท้ายนางก็คิดคำปลอบใจออก “ทำใจเถิดทำใจ หากทำใจไม่ได้ก็จงฆ่าความเศร้าของเจ้าเสียให้หมดไป” นี่เป็นถ้อยคำปลอบใจผู้คนในรอบหลายร้อยปีที่นางคิดขึ้นมาได้ เจิ้งซีพยักหน้ากับตนเองอย่างพึงพอใจว่าสามารถทำให้เจ้าเด็กคนนี้หายเศร้าได้

             สายวันต่อมาขณะนางลงมาจากยอดเขาเพื่อดูอาการของเฟิงหลงว่าเขาได้ทำตามคำแนะนำของนางหรือไม่ นางก็แทบเป็นลมด้วยความตกใจเพราะเจ้าเด็กไม่รู้จักกลัวนั่นได้โขกศีรษะคำนับอาจารย์ลาจากอารามจูเชวี่ยเพื่อเข้าร่วมสงครามเสียแล้ว!

            เจี้งซีแทบตีอกชกตัว ดูเหมือนเขาจะเข้าใจคำแนะนำนางผิดไป เขาคงจำเอาแต่คำว่า ฆ่า ไม่ได้จดจำคำอื่น น่าเศร้าใจยิ่งนัก!

            

               เจ็ดปีผ่านไปนับแต่วันที่เฟิงหลงลาจากหุบผาหงส์ เวลาผ่านไปรวดเร็วราวกับสายลมตะวันออกที่พัดมา เจิ้งซีไม่ค่อยได้ลงไปกลั่นแกล้งบรรดาศิษย์ทั้งสิบเอ็ดคนของอาราม นางยังเฝ้าครุ่นคิดถึงคำสั่งสองที่ตนได้บอกแก่เฟิงหลงในคืนนั้นและนึกเจ็บใจไม่เลิก

            วันนั้นเป็นวันที่อากาศร้อนจัด ลมสงบนิ่ง ได้มีผู้มาเยือนที่อารามหลายคน เจิ้งซีออกจากถ้ำของนางลอยอยู่บนเมฆมงคลบนฟ้า มองชายสี่คนกำลังหามบางอย่างใส่แคร่ขึ้นมาโดยมีชายอีกคนเดินนำหน้า

            คงเป็นใครบางคนที่บาดเจ็บและต้องการให้หวังจิ้งช่วยรักษา นางไม่สนใจนักเพราะตั้งแต่ไฟสงครามปะทะผู้คนที่บาดเจ็บใกล้ตายมักถูกพามาที่นี่อยู่บ่อยครั้ง เจิ้งซีพาเมฆมงคลเหาะไปที่ป่าไผ่ด้านหลังหุบผาเพื่อไปหาเมล็ดไผ่มาประทังความหิว

            พอท้องอิ่มนางก็กลับขึ้นยอดเขาไปพักผ่อน นางหลับอยู่สองวันพอตื่นขึ้นมาก็เริ่มอยากรู้ว่าผู้มาเยือนเป็นใครเมื่อสองวันก่อนเป็นใคร นางจึงได้พาเมฆมงคลเหาะไปที่อารามจูเชวี่ย พบอู่ฮั่นศิษย์คนที่สิบของอารามพอดี เขาพอเห็นนางก็แสดงความเคารพอย่างนอบน้อม

            “ตอนข้าเหาะผ่านไปเห็นมีคนมาที่อาราม ใครกัน?

            อู่ฮั่นมีสีหน้าตื่นเต้นยินดีแต่ขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยความหนักใจ “พวกเขาคือทหารจากกองทัพแคว้นหยินขอรับ”

            “ข้าเห็นเขาแบกคนใส่แคร่มาด้วย”

            คราวนี้ใบหน้าของเจ้าสิบกลับหม่นหมอง “คนที่ถูกแบกเข้ามาแท้ที่จริงคือศิษย์น้องสิบสอง เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างสู้รบในสงครามอาการเป็นตายเท่ากัน”

            เจิ้งซีแทบทำพัดหลุดจากมือ หลังจากเจ็ดปีที่เจ้าเด็กไม่รู้จักกลัวและเข้าใจผิดๆ ผู้นั้นจากไป ในที่สุดก็ถูกกลับมาแล้ว

            นางผละจากอู่ฮั่นไปยังห้องที่ใช้รักษาเฟิงหลงโดยไม่ให้คนอื่นเห็น นางนั่งรออยู่ด้านหลังขณะหวังจิ้งกำลังใส่ยาตามบาดแผลบนร่างกายให้เขา จนกระทั่งหวังจิ้งผละออกห่างจากเตียง นางก็ย่องผ่านเขาไปที่ข้างเตียงชะโงกหน้าดูคนที่นอนหลับสนิทใกล้ๆ ทันทีที่เห็นเขาหลังจากไม่ได้พบมาเจ็ดปีเจิ้งซีก็ขมวดคิ้วนิ่วหน้า

            น่าอายเหลือเกินเจ็ดปีผ่านไปเขาเติบโตสูงใหญ่อกผายไหล่ผึ่ง แต่นางกลับตัวเท่าเดิม หากเขาฟื้นขึ้นมาแล้วเห็นนาง นางจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?!

            เขาพึมพำบางอย่าง เปลือกตาขยับคล้ายจะตื่น นางจึงจัดการร่ายเวทมนต์ใส่เขา ให้เขาหลับไปอีกอย่างน้อยสามวัน ระหว่างนี้นางจะได้ทำใจว่าเจ้าเด็กไม่รู้จักกลัวไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว

            นางได้ทราบจากบรรดาศิษย์ของอารามจูเชวี่ยว่าเจ็ดปีที่ผ่านมานั้นชีวิตของเฟิงหลงต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงความเป็นและความตายมากมาย เขาเป็นทหารในกองทัพหยินเพียงไม่นาน ด้วยฝีมือการต่อสู้และสติปัญญาอันชาญฉลาดเพียงสองปีก็ได้รับเลือกให้เป็นนายกอง หนึ่งปีหลังจากนั้นเขาสร้างผลงานนำทหารเพียงสองร้อยคนเอาชนะข้าศึกที่มีทหารถึงเจ็ดร้อยคน เขาได้รับความไว้วางใจจากแม่ทัพให้คอยรับใช้ใกล้ชิด สองปีต่อมาหลังจากรบชนะอีกหลายครั้งเขาก็ได้ขึ้นเป็นรองแม่ทัพควบคุมทหารหลายพันนาย เอาชนะข้าศึกได้นับครั้งไม่ถ้วน สร้างชื่อเสียงในฐานะขุนศึกษผู้เก่งกล้า จากนั้นอีกราวปีกว่าก็ได้เป็นแม่ทัพ

            แต่ดูเหมือนเขาจะเติบโตรวดเร็วเกินไป ในหมู่คนชาญฉลาดย่อมมีคนโง่เขลา ในหมู่คนมีความสามารถย่อมมีคนไม่เอาไหนที่คอยแต่ริษยาผู้อื่น หลังจากรบเอาชนะข้าศึกได้มากมายหลายครั้ง เมื่อแคว้นหยินสูญเสียเมืองเพ่ยหยางให้กับแคว้นอ้าย เฟิงหลงก็ได้ถูกเรียกตัวให้มานำกองทัพตีเอาเมืองเพ่ยหยางคืนจากแคว้นอ้าย แต่เนื่องจากเขาเติบโตอย่างรวดเร็วจากทหารธรรมดาเป็นถึงแม่ทัพทำให้เป็นที่ริษยาในเหล่าขุนนางที่ไม่เอาไหน ที่เมืองเพ่ยหยางเฟิงหลงถูกแม่ทัพคนหนึ่งหักหลังไม่ยอมส่งกองทัพมาช่วยรบหวังจะกำจัดเขาให้พ้นทาง ทิ้งเขากับทหารอีกสองพันคนเผชิญกองทัพข้าศึกสองหมื่นคน เขาพ่ายแพ้ยับเยินทหารถูกฆ่าตายจำนวนมาก ตัวเฟิงหลงเองเกือบเอาชีวิตไม่รอดถูกทิ้งให้นอนรอความตายในสนามรบ โชคดีมีทหารที่จงรักภักดีบางคนแอบติดตามกองทัพเขาไป พาแม่ทัพที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสมาส่งที่อารามจูเชวี่ยเพราะรู้ว่าเขาเป็นศิษย์ของที่นี่

            บนกายของเฟิงหลงนอกจากบาดแผลที่เพิ่งได้รับยังมีร่องรอยของบาดแผลที่หายดีแล้วหลายแห่ง ดูแล้วเจ็ดปีที่ผ่านมาเขาคงต้องลำบากตรากตำไม่น้อย ทั้งหมดเป็นความผิดของนาง หากนางไม่แนะนำเขาเขาก็คงไม่ต้องลงจากอารามไปเผชิญไฟแห่งสงคราม การทรยศหักหลังและการนองเลือด คิดได้ดังนั้นนางจึงแอบถ่ายทอดพลังเข้าไปในยาที่หวังจิ้งปรุงเพื่อช่วยให้บาดแผลของเฟิงหลงหายเร็วขึ้น ชดใช้ความผิดที่นางก่อไว้

            เจิ้งซีถอนใจ ตั้งแต่แนะนำเขาคราวที่แล้วและทำให้เขาผลุนผลันจากไป นางไม่เคยกล้าแนะนำใครอีกเลย!

            สามวันที่เฟิงหลงหลับใหลไม่ได้สติเพราะฝีมือนาง ศิษย์พี่ของเขาต่างกลุ้มใจที่ศิษย์น้องไม่ยอมตื่นขึ้นมา บางคนถึงกับไปสวดมนต์ภาวนาด้วยเกรงว่าเขาจะสิ้นใจเพราะบาดแผลมากมายบนร่างกาย

            เจิ้งซีปรากฏกายขึ้นเพื่อเยี่ยมเยียน แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ว่าทั้งหมดเป็นฝีมือนาง คงมีเพียงหวังจิ้งคนเดียวที่ทราบ ปีนี้เขาแก่ชราหนวดเคราขาวโพลนใบหน้าเหี่ยวย่นแต่ดวงตายังเปล่งประกายเฉลียวฉลาด เขาพอเห็นนางก็มองนางสลับกับเฟิงหลงไปแล้วพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ หัวเราะหึๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป

            ทุกคืนนางจะมานั่งจ้องเขาอยู่ที่ข้างเตียงโดยไม่ให้ศิษย์คนอื่นเห็น ครุ่นคิดอย่างหนักว่าเมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วเห็นนาง เขาจะทำหน้าอย่างไร เขาอาจทำหน้าไม่ยินดียินร้ายเช่นเคย ความจริงควรเป็นนางมากกว่าจะทำหน้าอย่างไร?

            ในที่สุดเวลาที่เจิ้งซีรอยคอยก็มาถึง ขณะนางนั่งโงกหลับอยู่ข้างเตียงในคืนที่สาม จู่ๆ เฟิงหลงก็ลืมตาตื่นขึ้น นางรู้สึกว่ามีถูกจ้องมองจึงลืมตาขึ้นบ้าง พอสบตากับดวงตาสีนิลคมกล้าของเขา เจิ้งซีก็ยิ้มกว้างปรบมือดีใจ

            “ประเสริฐ! ในที่สุดเจ้าก็ตื่นแล้ว”

            เขาไม่พูดอะไร จ้องมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าด้วยดวงตาคู่นั้นที่นางเคยบอกว่าดำสนิทมากกว่าคนทั่วไปอยู่หนึ่งส่วน จากนั้นก็ถอนใจยาวเหยียดและหลับต่อทันที!

            เจิ้งซียิ้มค้าง กะพริบตาปริบมองคนบนเตียง นางแทบกระทืบเท้าด้วยความขัดใจราวเด็กตัวเล็กๆ ดังที่เคยอยากทำนักหนา ดูเถิดไม่พบกันถึงเจ็ดปี พบกันครั้งแรกเขากลับปฏิบัติต่อนางไม่เปลี่ยนเลย! 




_______________________________________________________

แปะเรื่องนี้ไว้ก่อนนะคะ แต่งสายลมนิรันดร์จบจะมาต่อ ^^ 



ณ เชิงดอย




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 670 ครั้ง

949 ความคิดเห็น

  1. #831 Aom Pornpilas (@themoviie) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 09:36
    ไต้ซือเห็นอนาคตคู่นี่ชัว หึหึ
    #831
    0
  2. #690 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2562 / 22:19
    วงวารกับการใช้มนต์ให้เฟิงหลงหลับสามวัน 555
    #690
    0
  3. #670 Cake Exo 12 (@cakekiiz-) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2562 / 09:55
    น่ารักกกกกก
    #670
    0
  4. #482 Thantipp (@Thantipp) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 09:07
    ชอบบบบ
    #482
    0
  5. #472 xวาuxวาu (@mojikiss) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2562 / 19:29

    55555 น่ารักจังเลย
    #472
    0
  6. #471 pemipond (@pemipond) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2562 / 19:04
    ช่างเย็นชานัก
    #471
    0
  7. #391 khanthongtandee (@khanthongtandee) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2562 / 19:07
    นึกสงสารเจิ้งซีสะแล้วสิ
    #391
    0
  8. #135 siranyaa_jeen (@siranyaa_jeen) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 19:33

    ดีอ่าสนุกมากเลยติดตามค่า
    #135
    0
  9. #84 Airika_Catcha (@Airika_Catcha) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 18:39
    สนุกมาก เจิ้นซีเป็นปีศาจที่น่ารักและซนมากกกก 555 ชอบๆๆๆ
    #84
    0
  10. #83 pommy4813 (@pommy4813) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 15:32

    Sanook

    #83
    0
  11. #56 9peony (@9peony) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 10:27
    รู้สึกว่าจะสนุก กุ๊กกิ๊กหัวใจ
    #56
    0
  12. #47 kook-kook22 (@kook-kai22) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 / 11:15
    ชอบๆๆๆๆ
    #47
    0
  13. #45 PiyaaRr (@PiyaaRr) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 / 10:31
    น้องหงส์น่ารัก ว่าแต่อายุพระเอกตอนไต้ซือมาทำนาย 5 หรือ 9 ขวบคะ
    #45
    0
  14. #27 Aum110440 (@Aum110440) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 14:05

    แค่ตอนเดียวก็สนุกละ
    #27
    0
  15. #26 gae0863825834 (@gae0863825834) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 16:00
    สนุกมากๆๆรอค่ะ
    #26
    0
  16. #24 เนเมซิส (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 11:54

    จ้าวเฟิงหลง ใช่ คนเดียวกับที่ ฮ่องเต้จากเรื่องลายลมฯ เอาไปตั้งชื่อ องค์ชายชายสี่ ลูกของ หมี่หมิน หรือเปล่าครับ

    #24
    1
  17. #19 Colorberry (@Colorberry) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2562 / 23:27
    แค่ตอนแรกก็สนุกแล้ว รอค่า
    #19
    0
  18. วันที่ 30 มิถุนายน 2562 / 21:22
    เมล็ดไผ่เป็นยังไงเหรอคะ แหะ
    #18
    0
  19. #9 hpawing (@hpawing) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 11:41
    รอค่าาาา
    #9
    0
  20. #7 34777 (@34777) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 14:37

    เอาอีก..อ่านตอนเเรกก้อน่าติดตามเเล้ว..
    #7
    0
  21. #6 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 17:01
    รอค่าาาาา
    #6
    0
  22. #4 Kamo (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 23:08

    ได้อ่านแล้ว เย้ ดีใจจัง รอตอนต่อไปเน้อ

    #4
    0
  23. #3 ซิสสสสส (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 22:36

    เนื้อเรื่องน่าติดตามต่อมากค่ะ

    #3
    0