สายลมนิรันดร์ (ตีพิมพ์ B2S)

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 5 คุกเข่า รีไรท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27510
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2097 ครั้ง
    2 ก.ค. 62


ตอนที่ 5 คุกเข่า


 

ฟางเซียนสังเกตสีหน้าของฮ่องเต้ ฮ่องเต้เป็นชายที่อ่านใจได้ยากที่สุด แม้จะอยู่กับพระองค์ในฐานะสนมมาหลายปีนางก็ไม่เคยเดาใจฮ่องเต้ได้เลยสักครั้ง ตอนนี้ไม่ทราบว่าทรงกำลังคิดอะไรอยู่ จะทราบหรือไม่ว่าแท้จริงนางเริ่มรู้สึกหึงหวงซือเสียนขึ้นมาบ้างแล้ว

นางคิดถึงคำพูดของหย่งเยี่ยและบิดาเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาท นางไม่ทราบว่าเหตุใดฮ่องเต้จึงไม่ยอมแต่งตั้งโอรสของนางเป็นรัชทายาท ทรงรออะไรอยู่ หรือยังลังเลเพราะหลี่กันฝูกับมู่เทียนหลิวคัดค้านไม่เห็นด้วย แต่อำนาจในการแต่งตั้งอยู่ที่ฮ่องเต้และคนอย่างฮ่องเต้ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาขัดขวางความตั้งใจ หากต้องการแต่งตั้งลู่เสียนรัชทายาท ฮ่องเต้ย่อมสามารถทำได้โดยไม่สนใจเสียงคัดค้านใดๆ ของขุนนาง 

นางคิดถึงคนในครอบครัว บัดนี้บิดาและคนในตระกูลชางกลายเป็นพ่อค้าใหญ่ร่ำรวยมหาศาลควบคุมการค้าเขตตะวันออก ทั้งหมดเพราะมีนางและขุนนางอย่างหย่งเยี่ยคอยหนุนหลัง ก่อนเข้าวังนางไม่เคยคิดเรื่องการสร้างฐานอำนาจ นางคิดถึงแต่การได้อยู่เคียงข้างฮ่องเต้ จนกระทั่งเมื่อขึ้นมาเป็นกุ้ยเฟยเคียงข้างพระองค์และมีอำนาจที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับคนในตระกูล ความคิดของนางก็เริ่มเปลี่ยนไป

จะแปลกอะไรหากนางได้ทั้งความโปรดปรานของฮ่องเต้และอำนาจในฐานะพระมารดารัชทายาทไว้ในกำมือ หากทำได้ตอนนั้นแม้แต่ฮองเฮาก็ยังต้องยำเกรงอำนาจของนาง

นางวางมือบนอกกว้าง “ฝ่าบาทเพคะหลายวันก่อนใต้เท้าหย่งมาพบหม่อมฉัน ดูเหมือนเขาจะกังวลเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาท เกรงว่าหากปล่อยไว้นานไปบ้านเมืองจะเกิดความไม่สงบสุข หม่อมฉันไม่ได้พูดอะไรเพราะหม่อมฉันเป็นเพียงสนมย่อมไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายราชกิจ แต่ในเมื่อเขาใส่ใจบ้านเมืองจึงอดนำเรื่องนี้มาเล่าให้ฝ่าบาทฟังมิได้”

มุมปากของฮ่องเต้กดลึกลงคล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม “ข้าเองก็คิดเรื่องนี้อยู่หลายวัน”

หัวใจนางโลดขึ้นด้วยความตื่นเต้น “จริงหรือเพคะ?

ปลายนิ้วแข็งแรงยกขึ้นไล้ใบหน้านาง ดวงตาสีนิลเข้มข้นล้ำลึกยากจะหยั่งมองสบตานางนิ่ง  “คิดว่าข้าเองอายุยังน้อย และลูกๆของข้าก็อายุยังน้อยเช่นกัน พวกเขายังไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามีความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งรัชทายาทสามารถปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นแทนข้าได้ในอนาคต ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ข้าต้องรีบร้อนแต่งตั้งรัชทายาทในตอนนี้ เจ้าคิดเช่นนั้นหรือไม่?

ฟางเซียนพยามระงับความผิดหวังไว้ในอก ฝืนยิ้มตอบฮ่องเต้ “เพคะ หม่อมฉันก็คิดเช่นเดียวกับฝ่าบาท”

ฮ่องเต้ปล่อยมือจากปลายคางนาง เอ่ยเสียงเรียบว่า “ครั้งหน้าหากข้าพบหย่งเยี่ยคงต้องเตือนเขาว่าอย่านำเรื่องนี้มาพูดกับเจ้าให้ลำบากใจอีก”

นางหลบตาฮ่องเต้ เกรงว่าพระองค์อาจจะรู้ทันความคิด ปลอบใจตนเองว่าบางทีตอนนี้อาจยังไม่ถึงเวลา “เพคะ ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงห่วงใยหม่อมฉันอย่างลึกซึ้ง”

ฮ่องเต้ขยับตัวทำให้นางจำต้องถอยห่างทั้งที่ไม่อยาก “ข้ายังมีราชกิจต้องสะสางอีกมาก เจ้ากลับไปก่อนเถิด”

 “หม่อมฉันเหลวไหลนักที่รบกวนเวลาทรงงาน ขอฝ่าบาทได้โปรดอภัยด้วยเพคะ” นางลุกขึ้นอดทอดมองร่างสูงสง่าของบุรุษผู้ครอบครองหัวใจตนเองไม่ได้ ฮ่องเต้คือชายที่ทั้งทรงอำนาจ ใบหน้าหรือก็หล่อเหลาคมคาย สติปัญญาฉลาดเฉลียว...แม้บางครั้งจะฉลาดจนน่ากลัว

“ไม่เป็นไร”

นางฝืนใจกล่าวลาทั้งที่อยากให้ฮ่องเต้ชวนให้อยู่ต่อหรืออยากฟังพระองค์รับปากว่าจะไปหานางที่ตำหนัก “หม่อมฉันทูลลาเพคะ”

หลังจากออกจากตำหนักใหญ่ ฟางเซียนหันไปหาอิ๋งกุ้ยนางกำนัลคนสนิท กระซิบเสียงเข้มว่า “ให้คนไปสืบดูให้แน่ใจว่าเหตุใดฝ่าบาทจึงได้หันมาใส่ใจซือเสียน”

“เพคะพระสนม”

 


ตำหนักอี่อี๋ของฮองเฮา หลี่กันฝูและขุนนางที่คอยสนับสนุนเขาหลายคนมาเข้าเฝ้าฮองเฮาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“...หลายวันก่อนในท้องพระโรงเหล่าขุนนางแสดงความคิดเห็นเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาท หย่งเยี่ยพยายามกดดันฝ่าบาทให้แต่งตั้งโอรสกุ้ยเฟยเป็นรัชทายาท โชคดีที่ฝ่าบาทยังไม่ตัดสินใจ หากทรงเห็นดีด้วยกับหย่งเยี่ย พวกเราคงลำบากยิ่งกว่านี้”

ฮองเฮารับฟังทุกประโยคด้วยความเยือกเย็น การที่นางไม่มีโอรสและฟางเซียนมีโอรสทำให้บิดาและขุนนางที่สนับสนุนตระกูลหลี่ลำบากมาหลายปี นางเข้าใจเรื่องนี้ดีแต่ไม่อาจทำอะไรได้มากนักเพราะฮ่องเต้ยังทรงโปรดปรานหญิงผู้นั้นและลูกชายของนางอยู่มาก

หนึ่งในขุนนางที่นั่งอยู่แสดงความคิด “ตอนแรกกระหม่อมยังคิดว่าฝ่าบาทอาจแต่งตั้งโอรสกุ้ยเฟยเป็นรัชทายาท ใครๆ ก็ทราบดีทรงโปรดปรานนางที่สุด แต่ไม่ทราบเหตุใดฝ่าบาทจึงไม่ทำเช่นนั้น”

“ข้าก็เห็นด้วยกับท่าน” คนอื่นๆคล้อยตาม “ไม่น่าเชื่อที่ฝ่าบาทจะปฏิเสธคำขอของใต้เท้าหย่ง”

“ฮองเฮาทรงเห็นว่าอย่างไรกับเรื่องนี้พะยะค่ะ” พวกเขาหันมาถามความเห็นนาง

“ฝ่าบาทอาจจะโปรดปรานกุ้ยเฟยก็จริง แต่อย่าลืมว่าทรงเป็นฮ่องเต้ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับฝ่าบาทไม่ใช่พวกนางสองแม่ลูกแต่เป็นแผ่นดินและราษฎร ข้าเชื่อว่าฝ่าบาทต้องมีเหตุผล บางทีอาจจะเห็นว่ายังไม่ถึงเวลา อีกอย่างตอนนี้มีโอรสของเต๋อเฟย ฝ่าบาทอาจจะอยากรอดูว่าองค์ชายองค์ใดจะเหมาะสมกับตำแหน่งรัชทายาทมากที่สุด”

“อา...อาจจะเป็นเช่นนั้น ตอนนี้องค์ชายรองถือกำเนิดแล้วฝ่าบาทจึงลังเลไม่อาจตัดสินใจ”

แม้จะไม่ทรงโปรดฮุ่ยเจินอีกแล้ว แต่ถึงอย่างไรโอรสของฮุ่ยเจินก็ยังเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของฮ่องเต้ และด้วยฐานะทางชาติกำเนิดฮุ่ยเจินนับว่าโดดเด่นกว่าฟางเซียนมากนัก

บิดาของนางซึ่งเป็นขุนนางรับมาใช้ราชวงศ์มานานหลายสิบปีพยักหน้า “ฮองเฮากล่าวได้มีเหตุผล ใครๆ ก็ทราบสำหรับฝ่าบาทสำคัญที่สุดคือบัลลังก์และแผ่นดิน ทุกคนอย่าเพิ่งแตกตื่นเกินไป”

นางมองหน้าทุกคนหยุดลงที่บิดา “ท่านพ่อข้าคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเราตอนนี้คือจะต้องพยามยามขัดขวางไม่ให้องค์ชายใหญ่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาท เรื่องอื่นต้องมาทีหลังเรื่องนี้”

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยว่าจะไม่ยอมให้ลูกของกุ้ยเฟยได้เป็นใหญ่ จากนั้นจึงเอ่ยปากแยกย้ายกันไป เหลือเพียงบิดาของนางที่ต้องการหารือเป็นการส่วนตัว นางนำท่านไปที่โต๊ะน้ำชาที่นางกำนัลเตรียมไว้ในห้องด้านข้างซึ่งมีความเป็นส่วนตัวกว่า

บิดานั่งลงยกมือลูบหนวดเคราไปหน้าสีหน้าขบคิด ก่อนเอ่ยปาก “บางทีในฐานะฮองเฮาพระองค์อาจทรงต้องคิดถึงเรื่องการรับเอาโอรสของฝ่าบาทมาเลี้ยงดู” คำแนะนำของบิดามีเหตุผล คงเพราะทราบเรื่องราวระหว่างนางกับฮ่องเต้ดีว่านางแทบไม่มีโอกาสที่จะตั้งครรภ์อีกแล้วเมื่อฮ่องเต้ไม่แตะต้องนางอีก “น่าเสียดายที่พระสนมฮุ่ยเจินเป็นคนของตระกูลเสียนมีไทเฮาหนุนหลัง เราจึงยื่นมือเข้าไปยุ่งกับนางและองค์ชายไม่ได้”

นางเองก็เฝ้าคิดถึงเรื่องนี้เช่นกัน “ข้าจะลองคิดเรื่องนี้ดู”

“ได้ข่าวว่าตอนนี้ฝ่าบาทเสด็จไปที่ตำหนักของเสียนเฟยบ่อยครั้ง”

“ใช่ ฝ่าบาทเสด็จไปหานางหลายครั้ง” สวีเจาขึ้นชื่อเรื่องเย็นชา ไม่มีใครทราบว่าเหตุใดฮ่องเต้จึงโปรดปรานนาง อาจเพราะต้องการผูกใจแคว้นเย่เอาไว้

“นอกจากกุ้ยเฟย ซูเฟยกับเสียนเฟย กระหม่อมไม่ทราบว่ายังมีสนมคนอื่นอีกหรือไม่ที่ฝ่าบาททรงโปรดในตอนนี้”

นางคิดคือซือเสียน “มีอยู่หนึ่งคน”

“ใครหรือพะยะค่ะ?

“นางเข้าวังมานานหลายปีแล้ว ฝ่าบาทละเลยนางมานานแต่น่าแปลกใจยิ่งนักตอนนี้กลับให้ความสนใจนางมากกว่าสนมคนอื่น” นางเล่าเรื่องซือเสียนให้บิดาฟัง “บางทีหากนางตั้งครรภ์และให้กำเนิดองค์ชาย ข้าอาจจะนำลูกนางมาเลี้ยงที่นี่ นางจะไม่มีสิทธิ์คัดค้านและยังไม่มีใครหนุนหลัง”

ในอดีตมีฮองเฮาที่อยากรักษาอำนาจหลายองค์ที่ทำเช่นนี้เมื่อไม่สามารถให้กำเนิดองค์ชายได้ พวกนางจะรับเอาโอรสของสนมที่มีฐานะต่ำต้อยมาเป็นลูกบุญธรรม ท้ายที่สุดก็ผลักดันให้องค์ชายองค์นั้นขึ้นเป็นรัชทายาท อำนาจทั้งหมดตกอยู่ในมือฮองเฮาหาใช่แม่แท้ๆ ของฮ่องเต้ซึ่งบางครั้งก็ถูกกำจัดไปเสียให้พ้นทางก่อนองค์ชายเติบโตพอจะรู้ความ

บิดาพยักหน้าเห็นด้วย “หากเป็นเช่นนั้นคงดีไม่น้อยพะยะค่ะ นางปราศจากคนหนุนหลังไหนเลยจะกล้าขัดขืนรับสั่งฮองเฮา”

“ข้าคิดว่านี่คงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับตระกูลหลี่ของเรา หากอยากรักษาอำนาจเอาไว้อีกนานหลายปี”

ฮองเฮาตั้งใจจะส่งเสริมฮ่องเต้กับซือเสียนอย่างสุดความสามารถ บางทีสนมคนนี้อาจเป็นทางออกของปัญหาที่นางแบกรับมาหลายปี ดังนั้นหลังจากบิดากลับไปนางจึงให้คนนำของขวัญไปให้ซือเสียนอีกเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ไว้ บอกให้ทราบว่านางไม่คิดถือสาที่อีกฝ่ายได้เลื่อนตำแหน่ง

 


“นั่นนางกำนัลของฮองเฮามิใช่หรือ? พวกนางถือของมากมายจะนำไปที่ใดกัน”

อินฉินหันไปถามนางกำนัลคนสนิทด้วยความอยากรู้ ระหว่างเดินชมอุทยานและบังเอิญเห็นคนของฮองเฮากำลังเดินอยู่อีกฝากของอุทยาน

 “พวกเจ้าไปถามดูสิว่าพวกนางกำลังจะไปที่ไหน”

“เพคะ” คนของนางกลับมาได้ความว่าฮองเฮาทรงมีพระเมตตาให้นำยาบำรุงและของขวัญไปมอบให้ลู่เหม่ยเหรินที่ได้เลื่อนตำแหน่ง

 อินฉินทำเสียเหอะในลำคอ “เหอะ! ฮองเฮาถึงกับลดตัวลงมาเอาหน้ากับสนมเล็กๆ คนหนึ่ง ช่างน่าสมเพชนัก”

“ที่ฮองเฮาทำเช่นนี้คงเพราะอยากให้ฝ่าบาทพอพระทัยเพคะ”

“ใช่ คนอย่างฮองเฮาก็ทำได้เพียงเท่านั้น ถึงอย่างไรฝ่าบาทก็ไม่มีวันเหลียวแลนาง” หลายวันก่อนฝ่าบาทเสด็จไปประทับกับนางที่ตำหนัก คงทำให้ฮองเฮาริษยาแทบกระอักเลือด “คนของฮองเฮาไปที่นั่นก็ดีเช่นกัน ข้ายังไม่ได้เห็นหน้าเหม่ยเหรินคนใหม่ อยากรู้นักเมื่อเห็นข้านางจะทำหน้าอย่างไร”

 อินฉินตามคนของฮองเฮาไปติดๆ นางไปถึงตำหนักของซือเสียน รออยู่แถวนั้นจนคนของฮองเฮากลับออกมาแล้วจึงก้าวเข้าไปด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง ซือเสียนพอเห็นนางก็หน้าซีดรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่มาแสดงความเคารพนาง

“ซูเฟย...”

นางโบกมือ “ไม่ต้องมากพิธี เรานับว่าเป็นคนกันเองทั้งสิ้น”

ซือเสียนยืนก้มหน้านิ่ง ใบหน้าซีดเซียวดูสั่นเทาราวกับกำลังหวาดกลัวนาง

อินฉินกวาดมองอีกฝ่ายช้าๆ คนอย่างนี้หรือที่ฮ่องเต้พอพระทัย น่าขำที่สุด! คนอย่างฮ่องเต้ไหนเลยจะทนกับคนท่าทางอ่อนแอเช่นนี้ได้นาน อีกไม่นานพระองค์ก็คงเบื่อหน่ายซือเสียนและซือเสียนก็จะถูกทิ้งไร้คนเหลียวแลอีกครั้ง

“เจ้าจะไม่เชิญข้านั่งหรือ?

ซือเสียนกับนางกำนัลรนรานเชื้อเชิญให้นางนั่ง “เชิญซูเฟยเพคะ”

นางนั่งลงกวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะเยาะเย้ย “เจ้าได้เป็นถึงเหม่ยเหรินแต่อยู่ในตำหนักคับแคบเช่นนี้น่าสงสารยิ่งนัก หากเจ้าต้องการในฐานะซูเฟยข้าจะทูลฝ่าบาทให้พระราชทานตำหนักหลังใหม่ให้เจ้า ในวังหลังมีตำหนักมากมายที่ยังว่างอยู่ เจ้าจะใช้คงไม่มีใครว่า”

“ซูเฟยหม่อมฉันฐานะต่ำต้อย ไม่สิ่งใดมากกว่านี้ ความเมตตาของฝ่าบาทเท่านี้ก็มากพอแล้วเพคะ”

อินฉินกรีดมือไปตามชุดของตนเองซึ่งถูกถักทออย่างประณีตเหนือกว่าชุดที่ซือเสียนสวมอยู่มาก “หรือเจ้ายังโกรธข้าเรื่องในอุทยานวันนั้นอยู่”

ซือเสียนส่ายหน้า “หม่อมฉันไม่บังอาจเพคะ”

นางเหยียดยิ้มมุมปาก “ก็ดี เจ้าคงไม่ลืมว่าข้ามีฐานะเช่นไร มีความสำคัญกับฝ่าบาทเพียงใด ส่วนเจ้า...”

ซือเสียนพึมพำว่า “หม่อมฉันไม่ลืมเพคะ”

นางกวาดมองใบหน้าหมดจดของอีกฝ่ายที่ซีดเซียวเล็กน้อยแล้วนึกอยากข่มขวัญเพื่อที่ซือเสียนจะได้ไม่คิดว่าตนเองสำคัญไปกว่านาง “ตอนนี้ฝ่าบาทเมตตาเจ้าก็จริงแต่อย่าเพิ่งหลงลำพองตัวไปนัก ในวังหลวงมีสตรีมากมาย อีกไม่นานฝ่าบาทอาจจะหลงลืมเจ้าเช่นในอดีต ตอนนั้นเจ้าอาจช้ำใจมากกว่านี้” นางมอบไปรอบๆ “ข้าพูดมาตั้งนานแต่ยังไม่มีใครนำชามาให้ข้าสักคน นางกำนัลในตำหนักเจ้าช่างไร้มารยาทเสียจริง แต่ไม่เป็นไรคนชั้นต่ำอย่างพวกนางก็คงทำได้เท่านี้ เจ้าเองก็สั่งสอนคนของเจ้าให้ดี”

“เพคะ” ซือเสียนเม้มปากแน่นหน้าซีดเหลือสองนิ้ว ทำท่าเหมือนจะเป็นลม

อินฉินยิ้มสาแก่ใจ ลุกจากเก้าอี้เดินออกไปจากตำหนัก นางเห็นนางกำนัลคนหนึ่งกำลังยืนหันหลังเก็บหญ้าในแปลงดอกไม้หน้าตำหนัก นางไม่สนใจว่าอีกฝ่ายเห็นนางหรือไม่เห็น อินฉินร้องเบาๆ

“เจ้า!” นางชี้หน้านางกำนัลคนนั้นและยิ่งเกลียดที่เห็นว่าอีกฝ่ายหน้าตาหมดจดสะสวยแปลกตา

“ซูเฟย!” นางกำนัลคนนั้นรีบคุกเข่าลงกับพื้น

“บังอาจนักทราบว่าข้ามาที่นี่แต่ก็ยังทำตัวเกะกะให้รำคาญตา คนตำหนักลู่เหม่ยเหรินช่างไร้การอบรม เพื่อเป็นการลงโทษให้เจ้าคุกเข่าอยู่หน้าตำหนักสามชั่วยามจนกว่าจะสำนึกผิด ไม่ครบห้ามลุกขึ้น หากใครบังอาจช่วยนางข้าจะนำเรื่องไปทูลฝ่าบาทว่าพวกเจ้าดูหมิ่นข้า”

ไม่มีใครกล้าขยับแม้แต่ซือเสียน อินฉินสาแก่ใจแล้วก็สะบัดหน้าจากไป ระหว่างทางนางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ นับว่าวันนี้วันดีนางได้ข่มขวัญคนเล่นแก้เบื่อแล้ว!

 


มี่หมินคุกเข่าอยู่ตรงนั้นกับความผิดที่นางไม่ได้ตั้งใจก่อโดยมีแววตาแสดงความเสียใจของพระสนมและคนในตำหนักส่งมาให้ ก่อนพระสนมจะถูกประคองเข้าตำหนักไปหลังจากซูเฟยจากไปไม่นาน นางคุกเข่าอยู่ตรงนั้นแต่ดูเหมือนแม้แต่สวรรค์ก็จงใจกลั่นแกล้ง ตลอดสามชั่วยามฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนักจนเปียกปอนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ความหนาวเย็นของน้ำฝนที่หล่นจากฟากฟ้าหนาวเหน็บไปถึงกระดูก นางคุกเข่าอยู่ตรงนั้นกว่าจะครบสามชั่วยามก็แทบจะไข้ขึ้น!

“มี่หมินเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” เสียงพี่ลี่คล้ายดังมาจากที่ไกลแสนไกล

นางลืมตาขึ้นมอง “พี่ลี่ข้า...หนาวเหลือเกิน”

“เด็กโง่! จำไว้ทีหลังทุกครั้งที่มีพระสนมคนใดผ่านมาทางนี้เจ้าต้องก้มหน้าคุกเข่าไว้ อย่าให้พวกนางเอาผิดเจ้าได้อีก”

“ข้า...ไม่ทราบว่าซูเฟยเสด็จมา หากทราบคงจะไม่ออกมาให้นางเห็น ครั้งนี้เป็นข้าไม่ดีเองทำให้พระสนมเดือดร้อนถูกคนอื่นดูหมิ่น”

“เลิกห่วงคนอื่นได้แล้วพระสนมไม่เป็นไร สภาพเจ้าตอนนี้ย่ำแย่กว่าพระสนมเสียอีก...” นางได้ยินแว่วว่าพี่ลี่พูดถึงซูเฟยว่าช่างใจร้ายนัก ก่อนจะไม่รับรู้อะไรอีกเลย

 


“ข้าให้คนไปตามนางมา จนป่านนี้ยังมาไม่ถึงอีกหรือ?

ขณะอ่านหนังสือในมือเฟยหลงถามจูกงกงเสียงเรียบเมื่อเริ่มรู้สึกว่าเขารอนางกำนัลคนนั้นนางเกินไป หลายวันที่ผ่านมาเขาฝึกฝีมือการเดินหมากของตนเองมาเป็นอย่างดีจนมั่นใจว่าครั้งนี้เขาสามารถเอาชนะนางได้

จูกงกงรายงาน “ฝ่าบาทขันทีที่ไปพาตัวนางมาจากตำหนักลู่เหม่ยเหรินยังไม่กลับมาเลยพะยะค่ะ”

หรือนางไม่อยากเล่นกับเขาแล้ว แต่รับสั่งของฮ่องเต้นางจะกล้าขัดได้อย่างไร?

“ให้คนไปตามอีก”

“พะยะค่ะ”

จูกงกงยังไม่ทันก้าวออกจากห้อง ขันทีคนหนึ่งก็เข้ามารายงานว่ามี่หมินกำลังล้มป่วยไม่สามารถมาพบเขาได้

          เขาวางหนังสือในมือลง “นางป่วยด้วยโรคอะไร?

            “นางล้มป่วยด้วยอาการของไข้หวัดพะยะค่ะ”

             “มีหมอไปรักษานางหรือไม่”

            “ทูลฝ่าบาทมีแล้วพะยะค่ะ”

“พอจะทราบหรือไม่เหตุใดนางล้มป่วย” หรือฝนตกหนักเมื่อวานนางไปเที่ยวเก็บสมุนไพรในสวนจนตากฝนทำให้ล้มป่วย

ขันทีหลบตาเขาไม่กล้าเอ่ยปาก “เรื่องนี้...”

“ฝ่าบาทถามเจ้ายังไม่รีบกราบทูลอีก” จูกงกงเร่ง

ขันทีที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาถอนใจออกมาเฮือกใหญ่จึงยอมเปิดปาก “ฝ่าบาทเท่าที่กระหม่อมได้ยินจากนางกำนัลตำหนักลู่เหม่ยเหรินคือ...เอ่อ..เมื่อวานซูเฟยเสด็จไปที่นั่น ซูเฟยไม่พอใจที่นางเสียมารยาทจึงสั่งให้นางคุกเข่าอยู่หน้าตำหนักสามชั่วยาม ระหว่างสามชั่วยามนั้นฝนตกลงมาพอดีพะยะค่ะ”

ฮ่องเต้ไม่พูดอะไร ดวงตาหลุบต่ำลง คืนนั้นเมื่อขันทีนำป้ายของเหล่าสนมมาให้พระองค์เลือก ทรงเลือกป้ายของซูเฟย

 

“หม่อมฉันรู้สึกยินดียิ่งนักเพคะที่ฝ่าบาทเสด็จมาประทับกับหม่อมฉันที่ตำหนักเยว่เสียง”

อินฉินเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ฮ่องเต้อย่างด้วยท่าทางเอียงอายที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี นางไม่คิดว่าฮ่องเต้จะเสด็จมาหานางที่ตำหนักอีกในคืนนี้หลังเมื่อไม่นานมานี่เสด็จมาแล้วครั้งหนึ่ง หรือว่าความโปรดปรานที่พระองค์มีต่อนางจะนำหน้ากุ้ยเฟยเสียแล้ว

ฮ่องเต้ยื่นมือมาแตะไล้ใบหน้านางอย่างอ่อนโยน “เจ้ารู้สึกยินดีข้าก็มีความสุข คืนนี้ข้าตั้งใจแล้วว่าจะอยู่ที่นี่ทั้งคืน”

นางลอบยิ้มยินดีหัวใจเต้นแรงขึ้น มีไม่บ่อยนักที่ฮ่องเต้จะประทับอยู่ที่ตำหนักใดทั้งคืน ส่วนมากพระองค์มักเสด็จกลับก่อนเที่ยงคืนเสมอ นางยังจำได้ทุกรสสัมผัสของพระองค์ ฝ่ามืออันเชียวชาญ เรือนร่างอันแข็งแกร่งเยี่ยงชายชาตรี ฮ่องเต้ทรงเป็นนักรักที่ไม่เคยทำให้นางผิดหวัง สมแล้วที่มีสตรีในวังหลังมากมาย แต่มีน้อยนักที่จะเป็นที่โปรดปราน

เมื่อฮ่องเต้ลุกขึ้นเสด็จไปที่เตียงขันทีก็รีบรั้งม่านรอบเตียงให้เปิดออก ฮ่องเต้นั่งลงบนขอบเตียงเมื่อนางตามไปทรงชี้นิ้วไปที่พื้น

“คุกเข่าลงตรงนั้นสิ”

นางมองพระองค์อย่างสับสน “คุกเข่าหรือเพคะ?

ใบหน้าคมคายนั้นไม่แสดงความรู้สึกใดๆ แต่ตรัสว่า “หลายวันที่ผ่านมาข้านอนไม่หลับหลายคืนอยากให้เจ้าช่วยกล่อมข้าได้หรือไม่”

            อินฉินแทบตัวลอย รีบคุกเข่าลงรับคำอย่างยินดี “เพคะ”

            แต่...แทนที่จะรั้งนางขึ้นเตียงเพื่อร่วมอภิรมย์เหมือนทุกครั้งที่เสด็จมา ครั้งนี้กลับส่งหนังสือให้นางหนึ่งเล่ม “คืนนี้เจ้าก็ช่วยอ่านหนังสือเล่มนี้ให้ข้าฟังก็แล้วกัน”

            อินฉินก้มลงมองหนังสือเล่มหนาในมือ “ฝ่าบาท...”

            “ข้ารอฟังเจ้ายังไม่รีบอ่านอีก” น้ำเสียของฮ่องเต้นั้นยากที่จะขัดขืน อีกทั้งดวงตาสีนิลที่จ้องมาทำให้นางไม่กล้าปฏิเสธ

             “เพคะ” นางเริ่มอ่านหนังสือช้าๆ ไม่คิดไม่ฝันว่าครั้งนี้ฮ่องเต้จะอยากฟังนางอ่านหนังสือ นางต้องอ่านนานแค่ไหน ต้องคุกเข่าเช่นนี้ทั้งคืนหรือไม่...ทั้งหมดคงต้องแล้วแต่พระทัยของฮ่องเต้!

ฮ่องเต้นอนลงบนเตียง ชักผ้าห่มขึ้นห่มหลับตานิ่ง ผ่านไปนานแสนนานจนร่างกายนางเริ่มแข็งชา เมื่อนางหยุดอ่านเพราะคิดว่าพระองค์หลับแล้วกลับได้ยินเสียงไร้อารมณ์สั่ง

“อ่านต่อ ข้าฟังอยู่”

ซูเฟยผู้งดงามแทบน้ำตาร่วง กล้ำกลืนฝืนใจอ่านหนังสือต่อไป นางภาวนาให้วันนี้ฮ่องเต้เสด็จกลับตำหนักก่อนเที่ยงคืนด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนพระองค์จะไม่คิดเช่นนั้น

หลังเที่ยงคืนไปแล้วฮ่องเต้จึงเสด็จกลับตำหนักใหญ่ เมื่อจะเสด็จจากไปไม่เหลียวแลนางแม้หางตาด้วยซ้ำ!

“ซูเฟยเพคะ...” ฮัวหลานนางกำนัลคนสนิทของนางเข้ามาช่วยประคองลุกขึ้นยืนพาไปนั่งบนเตียง “เป็นอย่างไรบ้างเพคะ”

นางลูบเข่าสั่งเสียงห้วน “ต้องไม่มีใครทราบเรื่องที่เกิดขึ้นในนี้เด็ดขาด”

ฮัวหลานรับคำ “เพคะ”

“รีบไปหาน้ำเย็นมาประคบเข่าให้ข้าได้แล้ว”

ระหว่างนั่งรออินฉินบอกตนเองว่าจะให้ใครทราบไม่ได้เด็ดขาดว่าเกิดเรื่องน่าอายเช่นนี้ขึ้น จนถึงตอนนี้นางยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดฝ่าบาทจึงให้นางคุกเข่าอ่านหนังสือให้ฟังถึงสี่ชั่วยาม!

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.097K ครั้ง

3,750 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 / 01:02
    น่ารัก แก้แค้นให้ด้วย
    #2748
    0
  2. #2745 Whatever it is (@oil-sup) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 22:13
    555 น่าจะเอาน้ำราดไปด้วยเลย
    #2745
    0
  3. #2297 popeye1a (@popeye1a) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2562 / 17:27
    สมน้ำหน้า
    #2297
    0
  4. #2270 Mameaw555 (@thatcharisa) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2562 / 18:57
    ถูกใจข้านัก สั่งคุกเข่ามาสั่งคุกเข่ากลับไม่โกง!!
    #2270
    0
  5. #2230 Nonglallaaa (@Nonglallaaa) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 21:23
    สะใจดีแท้
    #2230
    0
  6. #1967 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 17:51
    ความเอาคืน 5555555555 จะลงโทษโจ่งแจ้งก็ไม่ได้ เอามันบ้านๆแบบนี้ไปเรย 555555555
    #1967
    0
  7. #1749 T--dZ (@lllvioletlll) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 19:09

    555555


    ฝ่าบาททรงตลกมากเพคะ


    เหมือนหนุ่มนักรักเลือดร้อน คริคริ

    #1749
    0
  8. #1667 นิตา (@exofan-thanita) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 13:31
    ฝ่าบาทททททท
    #1667
    0
  9. #1305 minimafia (@cattykitten) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 20:55
    1ชั่วยาม = 2 ชั่วโมง
    #1305
    0
  10. #1166 katekate (@fairykate27) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 15:04

    มีความเอาคืนให้อะ ฮ่าๆๆๆๆ น่ารักจริงๆ ฮ่องเต้

    #1166
    0
  11. #1058 piamya (@piamya) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 17:08

    ฝ่าบาทน่ารักมากค่ะ

    #1058
    0
  12. #1054 jaaey0110 (@jaaey0110) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 16:04
    ทรงแก้แค้นให้หมินเอ๋อหรอเพคะ!!น่ารักจริง5555
    #1054
    0
  13. #1039 differ21 (@differ21) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 12:13

    มืงงงงงงงงงงงงงง เขาแก้แค้นให้กันอ่าาาาาาาา ฝ่าบาทน่าร้ากกกกกกกกก

    #1039
    0
  14. #1037 Aum110440 (@Aum110440) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 10:18

    แก้แค้นให้นางสินะ ถือว่าทำได้ดี
    #1037
    0
  15. #977 ExOne_08 (@ExOne_08) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 16:11
    โอ้โห5555555
    #977
    0
  16. #938 pp7737 (@pp7737) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 02:24

    น่าติดตามมากค่ะ

    มีคำผิดอยู่นิดหน่อยนะคะ

    #938
    0
  17. #897 Nulak Saiyasit (@lukzaa) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 21:04

    แก้แค้นให้แล้ว????????

    #897
    0
  18. #833 SorayaKaewsook (@SorayaKaewsook) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 12:43
    พี่เต้ทำได้ดี555
    #833
    0
  19. #832 - ณ ฝัน - (@demonevil99) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 11:57
    พยายาม < เขียนแบบนี้ค่ะ ไม่ใช่พยาม เห็นหลายตอนเลย
    #832
    0
  20. #699 mntp_ (@mntp_) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 00:29
    นี่ขนาดยังไม่ค่อยรู้สึกอะไรด้วยนะเนี่ย555555555555
    #699
    0
  21. #632 Airika_Catcha (@Airika_Catcha) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 00:13
    มากกว่ามี่หมินหนึ่งชั่วยามด้วย ดียิ่ง 555
    #632
    0
  22. #593 25142551 (@25142551) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 13:21

    ฮ่องเต้มีการเอาคืนให้ด้วยอ่ะ 555 สะใจ

    #593
    0
  23. #587 มัจฉา-วารี (@mutchar) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 08:23

    สะใจมากกกก.....ค่ะ

    #587
    0
  24. #554 ฝนโปรยไพร (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 14:32

    นางเอกโชคดีที่ไม่ต้องเล่นหมากล้อมกับฮ่องเต้อีก

    #554
    0
  25. #353 Barbara13 (@paning13) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 04:48
    สะใจข้านัก รักเต้นะ
    #353
    0